คุยกับ ‘เบียร์-ปูน’ สองผู้จัด MEME FEST เทศกาลส่วนผสมของดนตรีและความฮาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

เราอาจคุ้นเคยกับงานเฟสติวัลที่รวมเหล่าศิลปินนักร้องเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นโชว์เพลงของตัวเอง แต่มีใครเคยไปงานเฟสติวัลที่รวมทั้งศิลปิน ดาวตลก และอินฟลูเอนเซอร์ในงานเดียวกันบ้าง?

ใครจะโชว์อะไร มีสิ่งไหนรออยู่บ้าง เพียงแค่คิดก็อลหม่านแล้ว ซึ่งเบียร์–ศรัญญู เพียรทำดี และปูน–ธนบดี คัชมาตย์ กำลังจะทำให้มันเกิดขึ้นในงานที่ใช้ชื่อว่า MEME FEST 

จากเพื่อนสองคนที่คนหนึ่งประสบความสำเร็จกับการทำช่องยูทูบ Buff Talk และคนหนึ่งเป็นผู้จัดดนตรีที่มีงานอย่างต่อเนื่อง สู่การระดมสมองเพื่อจัดเฟสติวัลรูปแบบใหม่ที่ใครก็คาดไม่ถึง โดยการนำเรื่องดนตรีและความตลกมารวมกัน น่าสนใจว่าพวกเขาใช้ส่วนผสมอะไรบ้างในการปั้นงานนี้

แม้จะฟังดูสนุก แต่ภายใต้ความฮานั้น ทั้งคู่บอกว่านี่คือการ ‘สร้างพื้นที่’ ให้กับกลุ่มคนที่มีความสามารถ แต่อาจขาดสปอตไลต์ได้มาโชว์ของให้คนดู ชื่อของวงเยซูไปจนถึงตลกคณะเจิดจ้า จึงควรค่าแก่การซื้อตั๋วเข้าไปดูโชว์พวกเขาสักครั้ง

ไม่ใช่แค่โชว์บนเวที แต่ MEME FEST ยังมอบประสบการณ์ความฮาให้ผู้มาร่วมงานผ่านกิจกรรมที่ถูกคิดมาทุกจุด แบบที่ผู้จัดย้ำว่า “มันต้องได้สักฮาล่ะวะ”

เรานัดเบียร์และปูนมาคุยกัน ถึงเบื้องหลัง MEME FEST ที่เป็นพื้นที่สำหรับปลดปล่อยความเครียด ผ่านความฮาอย่างสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันของสองผู้จัดที่จับมือกันฝ่าฟันมาหลายปี จนถึงวันที่งานกำลังจะเริ่มต้นขึ้นวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้แล้ว

เริ่มต้นแบบนี้ Go on G ก็เป็นกลุ่มผู้จัดดนตรี ส่วน Buffalo Gag ก็เป็นช่องออนไลน์ที่ชัดเจนในตัวตน พวกคุณรู้จักกันก่อนอยู่แล้วไหม

ปูน : ต้องบอกว่า ความชอบอีกอย่างหนึ่งของพี่เบียร์คือเรื่องดนตรี เราทำธุรกิจจัดคอนเสิร์ตอยู่แล้ว พี่เบียร์ก็เคยมาเที่ยวงาน เราเริ่มรู้จักกันจากการไปเที่ยวงานนี่แหละ ความจริงก่อนจะมีเฟสติวัลนี้เราก็เคยจัดงานร่วมกันมาแล้ว

เบียร์ : พอรู้ว่าปูนทำงานสายนี้ ก็เหมือนได้เจอกันบ่อยขึ้น เหมือนเส้น เคมีตลก มันเข้ากัน ก็เลยคุยกันถูกคอ เลยเกิดการทำงานครั้งแรกร่วมกัน โปรเจกต์แรกที่ทำด้วยกันน่าจะเป็นโปรเจกต์ ‘อ๊อด ปากดี Buff Talk On Stage’ คือก่อนหน้านั้นอ๊อดมารายการ Buff Talk แล้วถูกต่อยอดโดยการจัด Buff Talk On Stage ที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นมีฟีดแบ็กจากทางปูน และเบนซ์ ร้านมหานิยม ที่จังหวัดมหาสารคาม ว่ามีคนทางอีสานที่อยากดูเหมือนกัน เลยจัดเป็นทัวร์อีสานกัน ไปขายสปอนเซอร์ เกิดเป็น Buff Talk On Stage ออนทัวร์ ที่ขอนแก่น อุบลฯ โคราช เป็นรูตหนึ่งอาทิตย์ นั่นคือการทำงานครั้งแรกด้วยกัน

ปูน : ผมทำงานด้านดนตรีมา แต่หลายคนถ้ารู้จักผม จะรู้ว่าผมเป็นคนปัญญาอ่อน ตลก กวนตีน แล้วเคมีตอนเจอพี่เบียร์แรกๆ ตอนนั้นเขาทำช่องและโด่งดังแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่า เวลาเล่นมุกต่อกัน หรือกินเหล้าด้วยกัน รู้สึกว่าเคมีค่อนข้างตรงกัน คลิกกัน

เบียร์ : เราเป็นคนที่เจอคนเยอะ แต่ต้องเจอคนที่รู้สึกว่าคุยกันถูกคอถึงจะทำความรู้จักกันต่อ ซึ่งปูนเป็นแบบนั้น เซนส์ใกล้ๆ กัน แถมเขาก็ทำงานสายดนตรี และเป็นดนตรีนอกกระแสแบบที่เราชอบด้วย 

พอเราจัดงานดนตรีมาตลอด เราจะเห็นว่าในซีนดนตรี โดยเฉพาะนอกกระแส มันยังไม่มีพื้นที่นำเสนอเรื่องราวของวงดนตรีเหล่านี้ชัดเจน เราจะเห็นได้ว่าไลน์อัพของเฟสติวัลใหญ่ๆ ทั่วประเทศจะต้องซ้ำๆ กันอยู่ทุกปี เพราะมันไม่มีไอเดียที่นำเสนอหรือทำให้ศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถเติบโต เราเลยทำช่อง Go on G ขึ้นมาเพื่อเป็นมีเดียซัพพอร์ตซีนดนตรีนอกกระแส

คนแรกที่เราเลือกปรึกษาคือพี่เบียร์ ตอนนั้นเรารู้จักกันแล้ว ก็นัดพี่เบียร์มากินข้าว และบอกว่าอยากทำสื่อดนตรีออนไลน์ เรารู้ว่าไม่ใช่ช่องของพี่เบียร์ แต่เราก็ปรึกษาในหลายๆ เรื่อง เช่น ทำยังไงให้คนมาติดตาม เริ่มต้นยังไง รายได้มาจากทางไหน ก็เลยเป็นที่มาของช่อง Go on G

นอกจากซีนที่เป็นคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัล Go on G เป็นสื่อสำหรับวงดนตรีนอกกระแส อย่าง H3F หรือ MAKARA หรือ KIKI วงเหล่านี้จะหาพื้นที่ในสื่อตอนนี้มันยากมาก เผลอๆ ไปดังเมืองนอกมากกว่าในไทยอีก ซึ่งในสื่อที่เราทำอยู่ก็พยายามจะเชื่อมโยงให้มากที่สุด เช่น ไปสัมภาษณ์วงต่างชาติที่มาไทย หรือเวลาเราไปเมืองนอกก็ไปสัมภาษณ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน 

ส่วนของพี่เบียร์ เราชอบตั้งแต่ตอนเขาทำ ป๋าตึ๊บ ที่อำป๋าเต็ด เราเคยคิดว่า ไอ้เหี้ย ทำไมรายการสัมภาษณ์มันต้องตึงวะ พี่เบียร์ก็ไร้สาระดี แล้วความไร้สาระนี้มันกลายเป็นว่า ตอนนี้ใครๆ ก็อยากไปออก Buff Talk เพราะเทรนด์ตอนนี้ เด็กๆ เขาอยากรู้จักตัวตนด้านอื่นในความเป็นมนุษย์ของคนมีชื่อเสียงเหล่านั้นด้วย สิ่งที่พี่เบียร์ทำมันถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนมาก

เบียร์ : เราทำงานอยู่ในวงการนี้ เห็นศิลปิน เห็นดารา เรารู้ว่าทุกคนแดกเหล้ากัน ปัญญาอ่อนทุกคน แต่ว่าคนไม่เคยเห็นมุมนั้น Buff Talk คือการให้คนดูหรือแฟนคลับเห็นอีกมุมที่ไม่ใช่บนเวที หรือหน้าจอทีวี เรามีพี่ๆ น้องๆ ที่อยู่ในวงการ เวลาลงจากเวทีแล้วเขาจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันเลยเป็นรายการสัมภาษณ์ที่แขกไม่ได้ตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ 

ปูน : เราเคารพพี่เบียร์และ Buff Talk อีกอย่างคือ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตอนนี้มีคนดังๆ ไปออก Buff Talk เยอะ แต่พี่เบียร์เขาก็จะมีสอดแทรกวงดนตรีที่เขาชอบ อย่าง Freehand หรือวง YEW อย่างที่บอก มันไม่ได้เป็นวงที่จะสามารถดึงเอนเกจเมนต์อะไรได้เลย แต่พี่เบียร์เขาชอบซีนดนตรีอิสระอยู่ ก็เลยจับไปใส่บ้างให้รู้สึกว่าให้มีพื้นที่ของวงเหล่านี้บ้าง

สิ่งนี้เป็นดีเอ็นเอของการจัดมีมเฟสด้วยใช่ไหม แล้วจุดเริ่มต้นของงาน MEME FEST มาจากไหน

ปูน : มันเริ่มจากพี่เบียร์มาออกรายการ Go on G เทปแรกๆ คือเราเอาพี่เบียร์มาสัมภาษณ์ในเรื่องของดนตรีบ้าง เพราะไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพี่เบียร์ชอบเรื่องดนตรี แล้วระหว่างคุย พี่เบียร์ก็พูดว่ามีงานหนึ่งที่เขาอยากเอาสิ่งที่เขาทำอยู่ คือความคอเมดี้มาผสมกับดนตรีแบบเรา เราก็พูดในรายการเลยว่า พี่เอาจริงรึเปล่า แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้คุยต่อ 

นั่นคือครั้งแรกที่มีการพูดถึงสิ่งนี้ออกมา ซึ่งยังไม่มีชื่อด้วย แต่คอนเซปต์คือเอาดนตรีมารวมกับความตลก

เบียร์ : นั่นคือสิ่งที่เราบอกปูนไป แต่จริงๆ ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีที่แล้ว โปรเจกต์นี้มันเริ่มจากพี่แก๊บ ยืนเดี่ยว ตอนนั้นเป็นโปรเจกต์ที่พี่แก๊บดึงเราเข้ามาช่วย แล้วก็ไม่ใช่ชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หรือไลน์อัพที่เห็นในงาน MEME FEST ตอนนี้ ตอนแรกไม่ใช่แบบนั้นเลย ตอนนั้นจะออกไปทางตลกมากกว่าดนตรี 

เราเคยไปเสนอโปรเจกต์กับเจ้าใหญ่ๆ แต่เขาไม่เอา พูดตรงๆ คือในวันนั้นเขารู้สึกว่างานมันเล็กไป เลยพับโปรเจกต์ จนทิ้งช่วงมานาน และมาสัมภาษณ์กับปูนในรายการนั่นแหละ 

ปูน : พอจบรายการ ก็นัดเจอกัน เราคิดว่าจะเข้าไปในส่วนของการออร์แกไนซ์งานทั้งหมดได้ แล้วก็เรื่องของศิลปิน ตอนนั้นก็ไปขายงานครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และต้องกลับมาแก้ proposal 

เบียร์ : ช่วงระหว่างแก้มันผ่านกาลเวลามาจนพี่แก๊บบอกว่า เฮ้ย ยังมีโปรเจกต์นี้อยู่เหรอ เพราะเรารู้สึกว่ามันยังติดใจอยู่ ยังไม่ได้ทำเลย ก็เลยถามปูน ว่าจะขุดขึ้นมาอีกรอบไหม ถามพี่แก๊บด้วย แต่ตอนนั้นแกไม่สะดวก แกบอก เบียร์กับปูนเอาเลย เราเลยเอา proposal กลับมานั่งรีไรต์กันใหม่รอบสองว่า จุดบอดที่ขายสปอนเซอร์ไม่ผ่านคืออะไร

พอรอบแรกไม่ผ่าน เรานึกถึงแบรนด์ยืดเปล่า เพราะเป็นพาร์ตเนอร์กันมานาน จริงๆ เคยเสนอไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ไม่ผ่าน แล้วพอเรากลับมาแก้ ก็กลับไปหาอีกรอบ ทีนี้เขารู้สึกโอเค อาจจะมีปรับนิดหนึ่ง แต่รู้สึกว่ามันน่าจะมาถูกทางแล้ว จนกลายเป็นไฟนอลรอบที่สาม ที่ไปขายซ้ำแล้วเขาโอเค

ปูน : ถ้าถามเรา พี่เบียร์อาจจะไม่มีประสบการณ์จัดงาน แต่สำหรับเราที่จัดคอนเสิร์ตมาเยอะแล้ว ก็ยังตื่นเต้นกับ MEME FEST ที่สุด เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปมีประสบการณ์อะไรในงาน รู้ว่าทำออกมาได้แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะสนุกแบบไหน 

ครั้งที่ไปเสนองานผ่าน เขาซื้อไอเดียอะไร

เบียร์ : ถ้าหลักๆ คือเรื่องบูท เพราะไม่ใช่แค่คุณให้เงินมาแล้วคุณมีพื้นที่เท่านี้ มาตั้งบูทได้เลย แต่เราบอกว่า มาอยู่ตรงนี้นะ เพื่อให้เข้ากับธีมงาน แล้วเดี๋ยวเราคิดคอนเซปต์ให้ มีกิจกรรมให้ด้วย คิดว่าอันนี้คือจุดแข็ง สอง คือตัวงานค่อนข้างสนุก ถ้าใครได้ดู proposal งานจะเห็นว่าตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงบูทต่างๆ เวทีต่างๆ เขาเห็นภาพ แล้วเขารู้ว่างานนี้มันเหมาะกับเขา 

ปูน : อีกเรื่องคือไลน์อัพที่ไปขายครั้งล่าสุด เราติดต่อไปหมดและค่อนข้างชัดเจนว่า ใครมาได้จริง ใครคอนเฟิร์มแล้ว มันเลยมีความชัดเจน

เดาว่าพอเป็น MEME FESTIVAL ไอเดียสนุกๆ น่าจะหลั่งไหลมาเพียบเลย ทั้งคู่มีวิธีเคาะว่าจะเอาอะไร ปัดตกอันไหน ยังไงบ้าง

ปูน : น้องๆ ทีมงานช่วยกันหมดนะ ตอนโยนไอเดียไลน์อัพ เรายังมาคิดเลยว่า เฮ้ย อันนี้จริงหรือเล่น คือไอเดียแรกเรากับพี่เบียร์คุยกัน 2 คน พาร์ตดนตรีแบบนี้ พาร์ตตลกแบบนี้ พาร์ตอินฟลูฯ แบบนี้ แล้ววันที่ระดมสมองกันจริงจัง เราเอาน้องทั้งออฟฟิศรวมถึงเด็กฝึกงาน ทั้งของ Go on G กับ Buff Talk ประมาณ 30 คนมาออกไอเดีย หลายไลน์อัพที่เราคิดไม่ถึงก็มาจากน้องๆ กลายเป็นกลมกล่อมมากขึ้น

แม้กระทั่งไฮไลต์วงเยซู ตอนแรกเราไม่ได้คิดถึง เพราะคิดว่ามาไม่ได้หรอก แล้วน้องบอกว่า ถ้าอยากได้ หนูโทรหาให้ สรุป เขาเอาเฉยเลย คือไลน์อัพ ถ้าเจาะทีละอัน มันเยอะมาก แต่หลักๆ คือเราเลือกโดยที่เราต้องเคยดูเขาโชว์มาก่อน แล้วต้องรู้ว่าเขาโชว์สนุก

เบียร์ : บางวงที่สนิท เราก็จะทักไปบอกว่า ผมขอเพลงพิเศษด้วยได้ไหม คนที่จะมาดู MEME FEST จะได้รับประสบการณ์ใหม่ เฮ้ย เพลงนี้ไม่เคยฟังเลย เฮ้ย แต่งตัวอย่างงี้ด้วยเหรอวะ 

ปูน : เราเป็นผู้จัดที่เจาะทุกอย่าง มันสนุกตรงที่ศิลปินก็เข้าใจคอนเซปต์ อย่างเวลาจัดคอนเสิร์ตปกติ ถ้าขอรูปโปรโมตศิลปิน เขาก็จะส่งรูปหล่อๆ มา พอเราบอกไอเดียอยากได้รูปเหี้ยๆ ตอนเริ่มโปรโมตจากก้อง ห้วยไร่ แล้วรูปเขาเหี้ยมาก หลังจากนั้นศิลปินอื่นๆ ที่ตอนแรกส่งรูปดีๆ มา พอเห็นรูปก้อง ห้วยไร่ เขาบอก เดี๋ยวพี่ขอหารูปเหี้ยๆ ก่อน คือทุกคนแข่งกันส่งรูปเหี้ยมา สนุกดี

วงเยซู น่าจะเป็นเซอร์ไพรส์ทั้งคนดูและผู้จัดด้วยใช่ไหม

ปูน : อย่าว่าแต่เราไม่เคยเห็น performance เขาเลย เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นเลยมั้ง คือถ้าจากในคลิปที่มันไวรัล ถัดจากนั้น คาดว่าเขายังไม่เคยรวมตัวเล่นแบบฟูลแบนด์เลย ตอนโทรไปถามว่าค่าตัวเท่าไหร่ เขายังคิดเรตค่าตัวไม่ถูกเลย พอเขาโทรกลับมาบอก 15,000 เราคิดในใจ โห ปกติศิลปินเปิดเรตค่าตัวมาเราจะต่อนิดหน่อย แต่อันนี้ไม่ต่อแล้ว แต่พอเขาส่งเพลงที่จะเล่นมา แน่นอนว่าต้องมีลิขสิทธิ์ ก็โดนไปแสนกว่า เพราะเขาร้องแต่เพลงดัง เป็นวงเดียวที่ต้องยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 

จินตนาการภาพบนเวทีออกไหมว่าวงเยซูจะอลหม่านหรือสนุกมากกว่ากัน

ปูน : กลัวเขาเล่นดี ไม่อยากให้เล่นดี บางทียังคิดว่า แอบขึ้นเวทีไปจูนสายเครื่องดนตรีใหม่ให้เขาเลยดีกว่า ให้แม่งเพี้ยนไปเลย (หัวเราะ) ล้อเล่น แต่เราก็คุยกันไปแล้ว วิธีแก้ทางเราคือ ตอนแรกจะให้เขาเล่นเวทีเล็ก แต่ด้วยความที่เขาไม่เคยเล่นเวทีใหญ่ คนดู 5,000 คน เราก็ให้เล่นวันสุดท้ายเป็นวงปิดเวทีใหญ่ไปเลย มีจออลังการ อันนี้ดูทรงตื่นเต้นแน่นอน ยังไงก็ต้องหลุดอยู่แล้ว 

เบียร์ : มันตลกตรงที่ตอนแรกโปสเตอร์หลักจะมีไลน์อัพอยู่แล้ว แต่มีคนมาคอมเมนต์ว่า โห ทำไมให้ชื่อวงเยซูมาอยู่บรรทัดที่ 4 แบบนี้หมิ่นวงเยซู พวกเราเลยทำโปสเตอร์กันใหม่อีกอัน ให้วงเยซูขึ้นอยู่บนสุดเป็น Headliner ไปเลย

ในงานนี้เปิดพื้นที่ให้เหล่านักดนตรี ตลก รุ่นใหม่ๆ ด้วย เช่น คณะเจิดจ้า สิ่งนี้มันสำคัญยังไงบ้าง 

เบียร์ : ความจริงใช้คำว่าตลกรุ่นใหม่ไม่ได้ เพราะตอนนี้ตลกคาเฟ่ไม่มีแล้ว มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ แต่เราอยากได้ตลกมาร่วมด้วย อย่างคณะเจิดจ้าเป็นลูกของพี่เท่ง เถิดเทิง ลูกของพี่โหน่ง ชะชะช่า แล้วก็มีน้องๆ คนอื่นด้วย เราเคยเห็นเขาเล่นตามโซเชียล ด้วยคอนเซปต์ MEME FEST เราบอกตั้งแต่แรกว่า ยังไงต้องมีตลกคาเฟ่ เพราะมันเหมือนเป็นรากฐานความตลกของเรา

หรืออย่างคณะนาย เดอะคอมมีเดียน เขาไม่ได้โชว์เป็นตลก ปกติจะโชว์เป็นวงดนตรี ซึ่งงานนี้เขาจะเซตทีมขึ้นมาพิเศษเลย

ปูน : ถ้าไปดูงานดนตรีที่เราทำส่วนใหญ่จะเป็นซีนดนตรีนอกกระแส คือเราเชื่อว่าคำว่าแมสหรือคนที่ประสบความสำเร็จ เราก็เคารพ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาคือคนที่เก่งที่สุดเสมอไป มีคนเก่งในประเทศไทยอีกเยอะมากที่อาจจะเป็นเรื่องรสนิยม เรื่องไม่ fit-in กับตลาดในประเทศไทย เราเลยอยากเป็นพื้นที่นั้น เพราะเรารู้สึกว่ามีศิลปินหลายแขนงมากๆ ที่โคตรเก่ง ไปดูเล่นสดแล้วคิดว่า ทำไมมึงไม่ดังวะ 

การที่เรามีพื้นที่แบบนี้ อีกอย่างที่ต้องคำนึงคือ ต้องทำธุรกิจให้เราเองอยู่รอดด้วย ความยากคือต้องหาความกลมกล่อมที่เราจะสร้างพื้นที่นี้ให้ได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วย

กลับมาที่พาร์ตดนตรีในงาน MEME FEST อย่างวง PuPan The Autobahn ก็เคยเล่นในร้านเหล้าที่เราเปิดที่อยุธยา และแปลงเพลงเป็นตลกคาเฟ่ ตอนนี้ก็เริ่มดังในโซเชียล เราก็เอาวงเหล่านี้ หรือ ‘cover ดีๆ มักจะมาตอนเมากาว’ เรามีความเชื่อว่า บางคนอาจจะไม่รู้จัก แต่หน้างานถ้าคุณได้เห็นเพอร์ฟอร์มของเขาจะสนุกแน่นอน

เราเชื่อว่าสิ่งที่วงเหล่านี้ต้องการที่สุดคือการมีพื้นที่ให้คนเห็นความสามารถของเขา แล้วจะเกิดงานจ้างเพิ่มขึ้นและสร้างอาชีพได้

เบียร์ : ตอนโพสต์โปสเตอร์งานไปมีคนแชร์แล้วคอมเมนต์ว่าจะมีงานสักกี่งานที่เอาวงเหล่านี้มาอยู่ในงานเดียวกันได้ เพราะอย่าว่าแต่เอาวงเดียวไปเล่นยังยากเลย แต่นี่เราเอามารวมกันอยู่ในงานนี้ คุณมาดูงานนี้ก็ได้คุ้ม ฮาทุกวงแล้ว

จากไอเดียสนุกๆ สุดท้ายมันต้องกลายเป็นงานเฟสติวัล ที่มีเรื่องธุรกิจ กำไร ขาดทุน มาเกี่ยวข้อง พวกคุณวางแผนหรือบริหารสิ่งนี้ยังไง

ปูน : เรากับพี่เบียร์ไม่ได้ร่ำรวย หรือสามารถขาดทุนได้ สายป่านไม่ได้ยาวขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราจะทำงานนี้ต่อเมื่อพร้อม อย่างที่บอกว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ผ่านเวลามาประมาณ 2 ปีที่โปรเจกต์ขายสปอนเซอร์ได้

อย่างแรกที่คุยกันคือ ถ้าขายสปอนเซอร์ไม่ได้เราจะไม่ทำนะ พอขายสปอนเซอร์ได้มันเหมือนเรารู้จุด break event ว่าตอนนี้เราไม่ขาดทุนแน่นอน

เบียร์ : ซึ่งอันนี้ดีมากๆ แล้วในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การที่สปอนเซอร์เชื่อใจ แล้วเราสามารถ break event ได้ตั้งแต่วันแรกที่ขายบัตร ขายตั๋ว ตั๋วใบแรกเป็นกำไร มันดีมากๆ 

ปูน : เราทำงานดนตรีหลายงานนะ ตลอดทั้งปีเราเจ๊งมาพอแล้ว ยิ่ง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจก็ไม่ดี ศิลปินก็ไม่มีงาน เราต้องพยายามหล่อเลี้ยงให้มันอยู่ได้ แล้ว MEME FEST เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เงินลงทุนเป็น 10 ล้าน เราไม่กล้าเจ๊ง พูดง่ายๆ คือเราไม่เสี่ยง เราไม่ได้อยู่ในจุดที่เสี่ยงได้ ต้องโอเคก่อนเราถึงลุยต่อได้ เจ็บก็เจ็บนิดเดียว

ส่วนการทำงาน เราแบ่งพาร์ตกัน แน่นอนว่าเรื่องความตลกโปกฮา ดีไซน์โชว์ ก็จะเป็นจากฝั่งพี่เบียร์ แต่ส่วนใหญ่เราจะประชุมร่วมกันมากกว่า  เพราะบางอย่างที่เราคิด แต่ภาพจริงมันอาจเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ต้องคุยกันในมุมของคนที่ทำจริงๆ สมมติพี่เบียร์คิดไอเดียมา เราเป็นผู้จัดและรู้สึกว่าอันนี้ยากไปในการรันคิว หรือการเปลี่ยนสเตจ เราก็จะมีประสบการณ์ในเรื่องของการจัดการ ก็มาคุยกันแล้วเรียบเรียงให้เป็นไปได้ที่สุด

ถ้าในส่วนของธุรกิจ เราหุ้นงานนี้ครึ่งๆ แบบแฟร์ๆ เลย ยังไม่พูดถึงค่าทำงานของแต่ละคนนะ ปกติเวลาเราทำงานหรืองานไหนก็ตาม ต่อให้เป็นงานจ้าง เราจะต้องมีค่าตัวของทีมเรา แต่เราสองคนคุยกันตั้งแต่แรกว่า ไม่รู้ว่าจะเจ็บหรือเปล่า ถ้าเจ็บก็เจ็บไม่เยอะหรอก แต่ยังไม่อยากให้ใส่ค่าทำงานของแต่ละคนไป เอาง่ายๆ เหลือตังค์เท่าไหร่ก็หารกัน  

หลายคนชอบบอกว่า อย่าทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน พวกคุณกังวลเรื่องนี้ไหม

เบียร์ : เรารู้สึกว่า เพื่อนดีๆ ก็มี เพื่อนไม่ดีก็มี อยู่ที่เราเลือกเพื่อน เลือกพี่น้อง มากกว่า ถ้าเราจะใช้คำนี้เป็นตัวตั้งมาตรฐานว่า เฮ้ย ห้ามทำงานกับเพื่อน ป่านนี้แม่งก็ไม่เกิดงานอะไรแล้ว เพราะฉะนั้น เราดูตรงที่ว่า เราทำงานกับใคร ทำงานกับคนนิสัยแบบไหนมากกว่า 

ปูน : สำหรับเราไม่กลัวเลย เพราะว่าชีวิตที่ผ่านมา เราทำงานกับเพื่อนตลอด 80% คือดี แต่มี 20% ที่พูดตรงๆ ก็หักหรือตัดกันไป แต่สุดท้ายแล้ว เราจะไปแคร์อะไร สุดท้ายเราก็ยังมีเพื่อนอยู่ใช่ไหม แล้วเรามั่นใจว่า มายด์เซตเรา ถ้าไม่เอาเปรียบ เราดี คนที่หักกับเราไปอาจจะมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกันต่อไปก็ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรยาก แค่สถานการณ์ของชีวิตมันจะคัดคนที่เหลือในชีวิตของเราเอง

เบียร์ : ทำงานกับปูน มีอะไรก็คุยกัน เราว่าอันนี้คือจบง่าย สบาย อันไหนได้ไม่ได้ก็บอกกัน แค่นี้เลย พูดง่ายๆ คือเราจะไม่มีเหลี่ยมต่อกัน 

ปูน : ข้อดีของการทำงานกับพี่เบียร์คือ ไม่มีอีโก้ใส่กัน หมายถึงถ้านับชื่อเสียง พี่เบียร์จะมีชื่อเสียงมากกว่า ของเราจะอยู่งานเบื้องหลังส่วนใหญ่ แต่เวลาคุยกัน เราจะให้เกียรติกัน พี่เบียร์ไม่เคยพูดทำนองว่า เฮ้ย ปูน มึงเชื่อกู ต้องทำอย่างงี้ หรือเราก็ไม่เคยพูดว่า พี่ ผมประสบการณ์ตรงนี้เยอะกว่า เชื่อผม 

เราจะใช้วิธีว่า สมมติพี่เบียร์มีไอเดียมา แล้วเราคิดว่าเป็นไปได้ยาก แต่เราจะพยายามหาทุกวิถีทางที่ทำให้ไอเดียมันทำได้ก่อน ถ้าหาแล้วทำไม่ได้จริงๆ ก็จะบอกพี่เบียร์ว่า ทำไม่ได้

MEME FEST สะท้อนให้พวกคุณเห็นเสน่ห์ของความบันเทิง ความตลกแบบไทยๆ ยังไงบ้าง

เบียร์ : เรารู้สึกว่าคนไทยฮาได้ทุกสถานการณ์ สมมติมีข่าวซีเรียสชิ้นหนึ่ง พอเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มันต้องมีสักอันที่แบบ มึงคอมเมนต์อันนี้ได้ไงวะ ตลกว่ะ มันเลยเข้ากับงาน MEME FEST ตรงที่เราอยากให้คนมาตลกทุกจุด สมมติเข้าห้องน้ำ ปิดประตู เจอหน้าเราติดอยู่แล้วจ้องให้เบ่งขี้ เราเลยรู้สึกว่า คนไทยเป็นคนที่ไม่ว่าเจออะไรก็สามารถดึงให้เป็นเรื่องตลกได้หมด

ปูน : เราว่าจุดเด่นที่สุดของคนไทยคือการอำ บางทีในยุคสมัยนี้ก็จะมีเรื่องที่ไม่ควรพูด แต่เชื่อไหม เราเคยนั่งอยู่ในวงเหล้ากับเพื่อน แล้วรู้สึกว่า คนนี้ทำไมเป็นคนอำเก่ง แต่เขาดูไม่เหยียด ซึ่งการที่ได้มาเจอกันในงานนี้ ไม่ได้ดูผ่านโซเชียล มันจะเกิดการอำกันของศิลปิน อำกันเอง ผู้จัดอำคนดู คนดูอำศิลปิน สิ่งนี้เราว่าเป็นเสน่ห์มากๆ 

ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่กินเหล้าไปวันๆ เพราะเราชอบให้เพื่อมาอำเว้ย ไม่รู้จะพูดยังไง แต่มันคือความสนุกแบบที่ทำงานมาเหนื่อยๆ โดนอำสักหน่อย ซึ่งอย่างที่บอกเราไม่ได้ไปอำปมด้อย คนเราถ้ามี Sense of Humor ที่ดี มันสามารถอำเรื่องที่มันสนุกได้

พวกคุณคาดหวังความสนุก ความโกลาหล ในเทศกาล MEME FEST กับคนดูอย่างไร

เบียร์ : ในมุมของเราที่ไปเที่ยวเฟสติวัลหรือคอนเสิร์ตมาเยอะ ปกติเราไปดูวงที่เราอยากดู แต่เรากลับบ้านโดยที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับงาน เหมือนเราแค่ไปดูวงนี้ โห เล่นดีว่ะ ร้องดี แต่มันไม่ได้นึกถึงงานนั้น แต่กับ MEME FEST เราอยากให้คนมาสนุกได้ทุกจุด ไปบูธ ไปดูคอนเสิร์ต ดูตลก แล้วกลับออกไปด้วยความรู้สึกว่างานนี้สนุก เหมือนนึกถึง MEME FEST ก่อนที่จะนึกถึงวงที่ได้ไปดู 

ปูน : เราว่าทุกคนน่าจะมีหมุดหมายในแต่ละปี อย่างเราเอง อยากดูคอนเสิร์ตวงนี้ จะไปดูให้ได้ มันคือหมุดหมายที่รู้สึกว่า เราทำสำเร็จและอิ่มเอมใจในรูปแบบหนึ่ง สำหรับ MEME FEST เราอยากให้มองว่า เป็นวันไร้สาระวันหนึ่งของชีวิต ซึ่งทุกคนน่าจะควรต้องมี เหมือนมึงกินเหล้ากับเพื่อนแล้ววันนี้แม่งไม่ได้นัดกันเลย แต่บังเอิญมาเจอกัน เจอเพื่อน เจอบทสนทนา กลับบ้านไปไม่คิดเหี้ยอะไร แต่เราจำว่าวันนี้แม่งสนุกว่ะ 

เราว่า MEME FEST น่าจะเป็นงานที่มีต่อไปเรื่อยๆ มีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 อยากให้มันเป็นงานประจำปีที่ทุกคนเอาความเครียดมาละลาย ผ่อนคลาย ปัญญาอ่อนกัน ในมุมคนทำงานเกี่ยวกับคอมเมดี้ แค่ไปเห็นคนยิ้มขำก็จบแล้ว

ในทีเซอร์โปรโมตงานบอกไว้ว่า “ต้องเอาให้ฮา ไม่ฮาให้ถีบ” ถ้าแสดงจบ มีคนที่รู้สึกไม่ฮา จะทำอย่างไร 

ปูน : ถ้าเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นพี่เบียร์เลย

เบียร์ : แต่มันต้องไปตั้งแต่บ่ายเลยนะ จนถึงห้าทุ่ม ต้องได้สักฮาล่ะ ใครไม่ฮานี่มีกล้องจับนะ

คุยกับ ‘ยักษ์ดอยแดง’ ถึงวันที่ ‘Footballista’ เป็นมากกว่าช่องยูทูป แต่คือบ้านของคนบ้าบอล

นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ผมตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ประกอบอาชีพนักเขียน 

ไม่ใช่ว่าเพราะคนตรงหน้าคือบุคคลระดับโลกหรือทรงอิทธิพลต่อคนหมู่มาก แต่ผมเติบโตมากับเขาจากการพบเจอกันบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์และหน้าปัดวิทยุจำพวกสื่อกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมกีฬา ‘ฟุตบอล’ 

นามของเขาที่ว่าคือ ‘ยักษ์–จิตกร ศรีคำเครือ’ หรือที่คอบอลรู้จักกันดีในนามปากกา ‘ยักษ์ดอยแดง’ 

ถึงจะชื่อยักษ์ แต่บุคลิกและฝีไม้ลายมือการทำงานกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง สำบัดสำนวนในการเขียนอันสละสลวย น้ำเสียงการพูดที่ทุ้มนุ่มนวลชวนจดจ่อให้อยู่ฟังจนจบ คือเสน่ห์ที่ทำให้คอบอลยินดีที่จะติดตามคอลัมนิสต์รายนี้ 

ในยุคที่สื่อกีฬาผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดชนิดที่ว่าใครอ่อนแอก็แพ้ไป หรือถ้าไม่ใช่ตัวจริงก็พร้อมที่จะถูกคลื่นวงการสื่อซัดมลายหายไป ยักษ์ดอยแดงยังคงเสิร์ฟคอนเทนต์กีฬาฟุตบอลอยู่เรื่อยมา มีเปลี่ยนไปบ้างตามแพลตฟอร์มการนำเสนอที่พัฒนาไปตามโลกาภิวัฒน์ 

จากคอลัมนิสต์ ดีเจ ผู้ประกาศข่าว จนถึงยูทูบเบอร์นักวิเคราะห์วิจารณ์เกมฟุตบอล วันนี้ยักษ์ดอยแดงได้ยกระดับเพจและแชนแนลที่เปรียบเสมือนบ้านของเขาอย่าง ‘Footballista’ ให้กลายเป็น ‘บ้าน’ ของ ‘คนบ้าบอล’ อีกจำนวนมาก ภายใต้ร่มเงาของบริษัทที่มีชื่อว่า ‘บริษัท คนบ้าบอล จำกัด’ (Footballista Company) ร่วมกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อในแบบเดียวกันกับเขา

หน้าตาบ้านของคนบ้าบอลในแบบที่ว่าจะเป็นแบบไหน และการทำธุรกิจที่นิยามว่าเป็น ecosystem เพื่อคนบ้าบอลจะออกมาเป็นยังไง ขอชวนไปค้นหาคำตอบพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

ไม่นานมานี้คุณได้โพสต์ภาพของตัวเองเมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่คุณตั้งกล้องถ่ายรายการ Footballista ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปตอนนั้นอะไรทำให้คุณตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นคนเล่าเรื่องหน้ากล้อง จากที่เป็นคอลัมนิสต์บนหน้ากระดาษมาโดยตลอด

เท้าความก่อนว่าก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2016 ผมมีโอกาสได้ไปทำรายการ Bundesliga TV ทางช่อง PPTV  พอได้ไปทำปรากฏว่าไฟในการทำงานมันลุกโชนมากๆ 

ประกอบกับช่วงเวลาตรงนั้นเราคาดการณ์ว่าออนไลน์มันจะต้องมาแน่ๆ ทำให้ระหว่างปี 2016-2018 เราพยายามจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้องค์กร (Siam Sport) รับรู้ว่าเราควรจะต้องไปทางออนไลน์แล้วนะ ก็เลยมีออกไปทำรายการ Away Team Project ซึ่งเป็นรายการที่พาออกไปเยือนสโมสรต่างๆ ในไทยลีก เป็นรายการสไตล์ documentary ที่มากกว่าแค่การได้ไปเจอนักเตะ 11 คนในสนาม แต่ได้ไปเจอผู้คนมากหน้าหลายตา จุดนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่ามันยังมีทางที่ไปต่อได้

จนกระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปเจอกับบอร์ดบริหารชุดเก่าของทีม Main Stand ที่เชียงราย พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเลยพบว่ามันมีเวย์ที่คล้ายกัน เลยเกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ลองดูเดี๋ยวจะเสียดายทีหลัง 

ตอนนั้นผมคิดแค่อย่างเดียวว่า ในวันที่ตัวเองอายุ 60 ถ้าหันกลับมามองแล้วเรายังไม่ได้ทำสิ่งนี้ เราจะยังแฮปปี้กับตัวเองหรือเปล่าวะ คำตอบคือก็คงไม่แฮปปี้ ถ้างั้นลองดูสักตั้ง ปี 2018 ก็เลยตัดสินใจลาออกจาก Siamsport  

อีกเหตุผลคือผมมองว่าตัวเองอยู่กับฟุตบอลมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว แล้วเรารู้สึกว่ามันมีอีกหลากหลายแง่มุมมากที่มันยังไม่ถูกหยิบจับออกมาเล่า ส่วนใหญ่ถ้าอ่านตามหนังสือพิมพ์มันก็แค่บทวิเคราะห์ก่อนเกม-หลังเกม หรือเนื้อหาจากคอลัมน์ต่างๆ แล้วแต่รสชาติว่านักเขียนเขียนอะไรออกมา แต่มันยังไม่ได้มีการส่งต่ออะไรบางอย่างให้คนดู คนอ่าน หรือคนเสพมากกว่านั้น 

บรรยากาศการทำ Footballista ในช่วงแรกเป็นยังไง

2 ปีแรกที่ทำต้องบอกว่าเละเทะมาก (หัวเราะ) ทั้งเราทั้งทีม Main Stand ต่างคนต่างใหม่ แค่มีแพสชั่นว่าสิ่งที่อยากทำมันประมาณนี้ว่ะ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จะเขียนคอลัมน์เหมือนเดิม หรือจะทำสัมภาษณ์กับผู้คนเพื่อที่จะสามารถส่งต่อแนวความคิดหรือทัศนคติเกี่ยวกับฟุตบอลที่มันมากกว่าผลการแข่งขัน 

คือก่อนหน้านั้นเราก็พยายามทำรายการพ็อดแคสต์ เราก็ยังไม่เก็ตว่าพ็อดแคสต์มันคืออะไร คือการเล่าเรื่อง หรือแค่ออกเสียงไปตามบท มีออกไปสัมภาษณ์ผู้คน ออกไปทำ vlog ทำไปเรื่อยเหมือนกับพยายามจะหาจิ๊กซอว์บางตัวให้เจอ มีทำสัมภาษณ์ Main Stand Talk ชวนคนดังที่ใครก็ต้องรู้จักมาพูดคุย อย่างคุณเนวิน ชิดชอบ หรือพี่หม่ำ จ๊กมก แล้วเราพยายามใช้เรื่องของฟุตบอลเป็นตัวเชื่อมในการพูดคุย ซึ่งจริงๆ มันก็เวิร์กแหละ แต่มันยังไม่ถึงกึ๋น มันยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นงานที่เราสามารถอยู่ไปกับมันได้ทั้งชีวิต 

จนมันมาเจอกับสถานการณ์โควิด ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่สำคัญ เพราะว่าเราออกไปทำอะไรข้างนอกไม่ได้ มันก็เลยต้องหาชิ้นงานใหม่โดยใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งก็คือบทความ บทบรรณาธิการของน้องๆ ที่ลงในเว็บไซต์และเพจของ Main Stand ผมกับน้องๆ ในทีมก็ช่วยกันลองปรับว่าประมาณนี้มันน่าจะได้ 

เราลองใหม่กันหมดเลย ตั้งแต่ใช้แค่เสียงจนมาลองเปิดหน้าเล่าเรื่อง ช่วงแรกเราใช้ชื่อรายการว่า Main Stand Story อาทิตย์หนึ่งมีประมาณ 3-4 เทป ทำไปเรื่อยๆ เหมือนได้ฝึกฝนไปในตัว จนเรามาเจอประมาณหนึ่งว่า มันต้องเล่าแบบนี้ว่ะ โดยใส่ตัวตนของเรา แล้วก็ใส่ในเชิงความเห็นส่วนตัวบ้าง แต่โครงเรื่องหรือแก่นต้องยังอยู่

มันเหมือนกับเจอไบเบิลการทำงาน รายการที่เล่าเรื่องจากคนบ้าบอลต้องประมาณนี้ พอเราเจอหลังจากนั้นเราก็แค่ทำซ้ำ จนมันเกิดเป็น Footballista ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม

ประสบการณ์การทำงานของคุณมีส่วนหล่อหลอมให้ Footballista ออกมาเป็นอย่างที่เห็นด้วยไหม

สิ่งนี้ผมมาตกผลึกทีหลังนะ ว่าคุณสมบัติที่เราเรียนรู้จาก Siamsport มาตลอด 18 ปีมันค่อยๆ ถูกหยิบจับออกมาหมือนกับการเล่นเกมเก็บเลเวลที่เราไม่ได้คิดล่วงหน้าว่า การที่เราได้เขียนหนังสือ เขียนสกู๊ป เป็นบรรณาธิการ เป็นนักจัดวิทยุ เป็นนักพากย์บอล หรือได้เป็นพิธีกรอ่านข่าวมันจะถูกหยิบจับออกมาใช้งาน อะไรที่ควรจะได้ลองทำในฐานะคนทำอาชีพสื่อคนหนึ่งเราได้ทำทั้งหมด ดีบ้างไม่ดีบ้างก็อีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งประสบการณ์และสกิลที่เรามีมันถูกแสดงออกมาผ่านวิธีการสื่อสาร จังหวะการพูด การแสดงออกให้ดูน่าเชื่อถือ มันเหมือนกับเจอเหลี่ยมมุมบางอย่างที่ตัวเองพึงพอใจ โดยที่ไม่ได้รู้สึกฝืนพยายาม หรือต้องพยายามรู้สึกให้มันสนุกตลอดเวลา

ณ ตอนนั้นผมยังกลับไปคุยกับเมียที่บ้านอยู่เลย ว่าเจอสิ่งที่มันใช่ เป็นงานที่ต่อให้ตัวเองอายุ 70 ก็ยังนึกภาพออกว่าตัวเองจะทำได้

จำได้รางๆ ว่าสิ่งนี้เราบังเอิญรู้สึกถึงมันขณะจัดรายการ เป็นความรู้สึกที่มันพูดแล้วเข้าปาก ที่ไม่ใช่การรายงานว่านักเตะคนนี้ยิงให้ทีมชนะในนาทีสุดท้าย แต่มันมีอีกหลายบริบท หลายแง่มุมที่ถ้าเล่าออกไปแล้วมีประโยชน์ต่อชีวิตคนดู ซึ่งจริงๆ เรื่องที่เล่าก็ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน เช่น เรื่องความมุ่งมั่น ความพยายาม แนวความคิด ทัศนคติต่างๆ หรือบททดสอบกว่าที่คุณจะก้าวข้ามอุปสรรค ในวันที่มันแย่ ในวันที่มันล้มเหลวคุณรับมือกับมันยังไง

มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวมาตลอด คือเรื่องนี้คุณควรต้องรู้ ฉะนั้นเดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง เพราะผมบ้าบอล

คนทำอาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเลขยอดวิว แต่ทำไมคุณถึงตระหนักว่า ‘เรื่องตัวตน’ ในสิ่งที่กำลังทำสำคัญกว่า

เพราะคุณทำแล้วคุณจะมีความสุขกับมัน จะบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็คงไม่ใช่ มันเหนื่อยแหละแต่คุณจะเหนื่อยกับมันอย่างภาคภูมิใจ หรือเหนื่อยโดยที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ โดยที่มันไม่ได้ทำให้คุณต้องรู้สึกว่าต้องทำสิ่งนี้อีกแล้วเหรอวะ

การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในยุคนี้ตลาดการแข่งขันมันสูงมาก แต่ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่ยึดโยงในสิ่งที่เราสื่อสารจากตัวเราไปถึงคนดูได้ มันก็ควรจะต้องเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งสิ่งที่เราเชื่อมันก็ต้องมาจากแนวความคิดหรือตัวตนของเราก่อน ถ้าผมไม่เชื่อมันผมคงไม่สามารถบอกคนดูได้ว่าเรื่องนี้คุณต้องรู้ 

ถ้าเปรียบเป็นฟุตบอลคือคุณต้องมีสไตล์การเล่นที่มันชัดเจน คุณจะเอาลิโอเนล เมสซี่ ไปยืนเป็นกองหลังมันก็คงไม่ได้ ต่อให้เมสซี่ไปยืนกองหลังแล้วจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านเป็น 20 ล้าน เมสซี่ก็คงจะคิดในใจว่าจะดีจริงหรือวะพี่ (หัวเราะ)

ผมเลยมองว่าเรื่องของตัวตนเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือความคงเส้นคงวา เพราะความคงเส้นคงวาคือสิ่งที่ไม่มีใครเอามันไปจากคุณได้ ตอนนี้คุณอาจจะแฮปปี้กับยอดวิวหรือรายได้ที่มันเข้ามา แต่สิ่งที่คุณต้องคิดต่อไปคือแล้วคุณจะทำอะไรต่อ คุณต้องทำมันต่อไปเรื่อยๆ วันไหนที่คุณหยุดก็เท่ากับวันนั้นคุณเลิกทำ

สิ่งที่คุณพูดนับว่าเป็นมายด์เซตของคนทำอาชีพสื่อในยุคคุณที่เชื่อในเรื่องการ ‘อดทนรอ’ และ ‘ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ’ หรือเปล่า ถึงทำให้ทุกวันนี้ยังยืนหยัดอยู่ในวงการได้ แม้ยุคสมัยของสื่อจะผลัดเปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ เหมือนกรณีของบอ.บู๋ (บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร) รวมไปถึงคนข่าวกีฬาฟุตบอลคนอื่นๆ จาก Siamsport

(หยุดคิด) จะบอกว่าเป็นแบบนั้นก็ได้ 

อาจจะเป็นเพราะเราอดทนทำ เพราะเรารู้ว่าเรามีของดีอยู่ในตัว ซึ่งมันไม่ใช่แค่ผมคนเดียว Siamsport เป็นเหมือนตักศิลา เป็นเหมือนสำนักฝึกวิชา เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้มีโอกาสพบเจอกับพี่ๆ น้องๆ ในวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์โดยเฉพาะเรื่องของฟุตบอล มันจะมีความผูกโยงกันไปกันมา เป็นความรู้สึกที่ว่าคุณเคยอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ อาจจะอยู่คนละตึก คนละแผนกก็ว่ากันไป

เพียงแต่ ณ ตอนนั้นวงการสื่อกีฬาอาจจะยังไม่ต้องแข่งขันกับใครเยอะ จนมาถึงตอนนี้ที่ต่อให้วงการมีความหลากหลาย มีแชนแนลหรือมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากมาย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปแข่งขันกับคนนั้นคนนี้ เราก็แค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ

จากรายการทำไมคุณถึงเชื่อว่า Footballista มี potential มากพอที่จะยกระดับสู่การเป็นองค์กร

เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับคุณกอล์ฟ (จิรายุ อาจสำอางค์ Chief Executive Officer แห่ง Main Stand) เปรียบเทียบแล้วหน้าที่ของเราคือการเป็นนักฟุตบอล มีหน้าที่ลงไปเล่นในสนามแล้วก็ยิงประตู อาจจะมีวันที่เล่นได้ท็อปฟอร์ม หรือหลังเกมสภาพร่างกายล้าบ้าง ซึ่งหลังจากเสร็จจากการทำงานเราจะประเมินฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ แต่พอถึงจุดหนึ่งมันจะเกิดคำถามว่า เราสามารถทำสิ่งนี้ไปจนถึงอายุ 70 ได้เลยนะ แต่มันจะต้องทำแบบนี้ไปอีก 30 ปี มันจะไม่มีการขยับขยายไปมากกว่านั้น หรือน้องๆ ในทีมจะสามารถอยู่กับเราไปถึงตรงนั้นได้จริงหรือ? 

 คุณกอล์ฟ CEO ของ Main Stand ที่เข้ามาในช่วง 2 ปีก่อนในช่วงที่ Main Stand กำลังสั่นคลอนมองว่าคอนเทนต์อย่างเดียวมันเอาไม่อยู่ ต่อให้คุณฟอร์มดีมีคนชอบ Footballista มากแค่ไหน แต่ในแง่ขององค์กรมันไม่ได้สำเร็จแบบนั้น คือถ้ามันเป็นช่องของเราแค่คนเดียวมันโอเค แต่สิ่งนี้มันคือส่วนหนึ่งขององค์กร เมื่อมองภาพรวมมันเลยยังไม่สมดุล 

ดังนั้นเลยเกิดการตกผลึกจนนำมาสู่การจัดระเบียบองค์กรกันใหม่ ทั้งเรื่องวิธีการทำงานในเชิงคอนเทนต์จากที่อาศัยความสามารถเฉพาะตัว มึงโยนบอลมาแบบไหนก็ได้เดี๋ยวกูพยายามยิงให้เข้าเอง แต่ตอนนี้ต้องมาวางแผนผังการทำงานกันใหม่ซึ่งมันเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเรา แต่มันเวิร์กมาก 

พอฝั่งคอนเทนต์เป็นรูปเป็นร่าง มาถึงวันหนึ่งเราคุยกันว่า ในแง่ของ business เราหารายได้เพียงพอต่อการที่เราจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าหรือเปล่า ซึ่งรายได้มัน คืออะไร จากยอดวิว สปอนเซอร์ การจัดอีเวนต์ หรือ merchendise ต่างๆ มันก็คงประมาณนี้ แต่ถามว่าจะดีกว่าไหมถ้าเราลุกขึ้นมาทำให้มันครบวงจรไปเลย 

Footballista เลยไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเทนต์ แต่มันจะเป็น ‘แบรนด์’ ที่ทำเติมเชื้อไฟให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ โดยที่มี ecosystem ครบวงจร 

เราสำรวจว่า องค์กรของเรามีอะไรบ้างหรือเคยทำอะไรบ้าง เราดูบอล เรามีทีมอีเวนต์ เรามีทีมโปรดักชั่นที่ดี เรามีพาร์ตเนอร์ที่ดี พอไล่เรียงดูแล้วมันครบ ผมบอกกับพี่กอล์ฟว่าเราไปต่อกันในเวย์นี้ได้พี่ ถ้างั้นเราลุยกันเลย ในเชิงคอนเทนต์มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่เปลี่ยนในมุมระบบวิธีการเล่นมากกว่า เราจะลงสนามโดยที่ทั้งองคายพจะสามารถหารายได้จากสิ่งนี้ทุกช่องทาง มันจึงเกิดเป็นบริษัทที่มีชื่อว่า คนบ้าบอล จำกัด

นิยามของธุรกิจในแบบ ‘คนบ้าบอล’ คืออะไร

นิยามนี้มันตั้งต้นจากกลุ่มของพวกเรานี่แหละ สิ่งนี้เป็นการบอกว่า ในฐานะคนบ้าบอลเราทำอะไรได้บ้าง เรามีโปรดักชั่นและมีพาร์ตเนอร์ที่สามารถผลิตรายการเสิร์ฟคนดู เรามีอีเวนต์ watch party เรามีช่องทางให้ติดตามสโมสรที่คุณรัก เราผลิตของที่ระลึก เราทำทัวร์ไปดูฟุตบอลที่ต่างประเทศ ทุกอย่างเราเคยทำมาหมดแล้วเพียงแต่ทำให้มันสม่ำเสมอ ทำให้มันเป็นกิจลักษณะ มีการวางแผนเป็นรายปี

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงต้องนิยามเป็นคนบ้าบอล เพราะมันไม่มีคำอื่นที่จะอธิบายได้ดีไปกว่านี้ เหมือนเป็นการนิยามว่านี่คือวงโคจรที่ทำให้คนบ้าบอลได้มาเจอกัน เราแค่วางตัวเองอยู่ในจุดตรงกลางที่สามารถเสิร์ฟแต่ละอย่างไปถึงคนรักฟุตบอลได้

ผมมองว่ามันเป็นเหมือนการนำหลักการเข้ามาครอบวิธีการเล่นของเรา จากเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำ อยากเล่นแบบไหนก็เล่น แต่ตอนนี้เรามีระบบแล้วนะ เราจะเล่นแบบ 4-3-3 สไตล์แบบเกเก้นเพรสซิง (Gegenpressing) ช่วยกันวิ่งไล่บีบแดนบน

ในวันที่ Footballista ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณ แต่เป็นเรื่องของคนบ้าบอลทุกคน วิธีการทำงานหรือภาพรวมของแบรนดิ้งเปลี่ยนไปไหม

พอ Footballista ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวผม นั่นหมายความว่าทุกคนสามารถเป็น Footballista ได้ เพราะฉะนั้นน้องๆ หรือใครก็ตามที่มีศักยภาพเพียงพอ คุณก็อาจจะได้เห็นคนเหล่านั้นในช่องทางของเรา 

ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผมก็เพิ่งรู้นะว่าในเชิงแบรนดิ้งมันต้องมีการทำเช็กลิสต์ เพื่อตอบให้ได้ว่า Footballista คืออะไร 

สิ่งที่เช็กลิสต์ออกมาได้คือเราจะส่งต่อเนื้อหาที่มันถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือผ่านผู้ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เพียงพอ และจะต้องไม่มีความ toxic 

บางคนอาจจะบอกว่า มันต้องดราม่าสิเอนเกจเมนต์ถึงจะมา ทำไมมันถึงไม่ toxic ล่ะ แต่ผมแค่รู้สึกว่า มันได้เอนเกจเมนต์ก็จริงแต่มันไม่ได้ยั่งยืน สู้เราทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีที่สุด แล้วให้เอนเกจเมนต์มันทำงานด้วยตัวของมันเอง เส้นกราฟมันอาจจะไม่ได้พุ่งปรู๊ดปร๊าด แต่เราจะไปด้วยความเสถียรและยั่งยืน 

นั่นเลยเป็นคำตอบที่ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในบ้านที่ชื่อว่า Footballista ได้ เราเลยพยายามหาคนที่อยู่กับเราไปได้เรื่อยๆ อย่างก็อตกูนเนอร์, โต ซันเดย์ หรือจ่าเม้ง ซัมเมอร์ฮิลล์

พอในเฟสแรกมีคุณภาพคอนเทนต์มั่นคงแล้ว เราถึงมาคิดเรื่องของ IP เพื่อที่เราจะสามารถสร้างรายได้ของตัวเองจากแพลตฟอร์มที่มี โดยที่ไม่ต้องรอสปอนเซอร์ อาจจะเป็นโปรดักต์อะไรสักอย่างที่ผลิตมาเพื่อ Footballista โดยเฉพาะ หรือในอนาคตอย่างปีหน้า (2027) ในเดือนมีนาคมที่เราจะมีการจัดเฟสติวัล เหมือนที่ใครหลายคนจัดอย่างป๋าเต็ดที่มี Big Mountain เราก็มองว่าเรามีศักยภาพมากพอที่จะทำแบบนั้นได้ 

และสุดท้ายคือการทำภาพยนตร์สารคดี เป็นงานคราฟต์ทำแล้วฮีลใจคนทำงาน อาจจะสักปีละครั้ง แต่ทำแล้วต้องขายได้ เหล่านี้เป็นการทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้มีคุณภาพมากขึ้น และขยายมันออกไปตามเช็กลิสต์ที่เราคิดไว้

คุณทำยังไงให้การทำธุรกิจไม่กลืนกินตัวตนที่คุณสั่งสมมาโดยตลอด

(หยุดคิด) ต้องตามหาสมดุลของตัวเองให้เจอ 

ผมคงบอกไม่ได้ว่าเรื่องเงินไม่สำคัญ มันสำคัญหมดแหละกับคนทำธุรกิจทุกๆ คน แต่ถ้าคุณสามารถพาตัวเองมาอยู่ในจุดที่สามารถคัดกรองกับมันได้ ตรงนั้นแหละที่คุณต้องเชื่อมั่น และวาง position การทำงานของตัวเองให้มั่นคงมากๆ โดยที่ไม่เป๋ ไม่แฉลบออกนอกลู่นอกทาง 

มันอาจจะดูเคร่งเครียดนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเจอมันคุณจะสบาย และคุณจะทำมันได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่ทำอยู่ต้องเพิ่มอะไร ต้องตลกไหม หรือต้องลงลึกใต้สะดือ ในแบรนด์อื่นๆ มันอาจจะเวิร์กในวันเริ่มแรกที่ทำ แต่สุดท้ายคุณจะหลงลืมตัวตนของคุณ

ถ้าเปรียบตัวเองเป็นนักฟุตบอล คุณคิดว่าตัวเองอยู่ในจุดไหนแล้วของอาชีพ

คงจะเป็นช่วงปลายของอาชีพที่ยังได้รับโอกาสอยู่ในทีมใหญ่ อยู่ในทีมที่ยังลุ้นความสำเร็จได้อยู่ และเป็นทีมที่เราจะสามารถใช้ประสบการณ์ที่มีถ่ายทอดต่อน้องๆ ในทีม ต่อผู้คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งคนดู

อาจจะเป็นนักเตะที่พอจะมีเหรียญรางวัลอยู่บ้างประปราย หาวันเวลาที่จะแลนดิ้งสวยๆ ส่งต่อคุณค่าไปถึงนักเตะรุ่นใหม่ โดยที่ทีมฟุตบอลที่ชื่อ Footballista ยังคงอยู่

ความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่คุณธรรมคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมสรุปเสวนาจาก ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ และ บ็อบ-ณัฐธีร์

วันที่ความไม่แน่นอน ทั้งจากเศรษฐกิจ สงคราม วิกฤตภูมิอากาศ เทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระดับรัฐหรือองค์กร แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์รอบตัวเจอความท้าทายด้วย ความเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปัน หรือการรับผิดชอบต่อผู้อื่น กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย สภาวะเหล่านี้ล้วนทำให้การตัดสินใจทุกอย่างมีต้นทุนมากขึ้น และเป็นโจทย์ที่บีบคั้นให้ทุกคนต้องหาทางเอาตัวรอด 

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า แล้วเราจะเอาตัวรอดอย่างไร โดยที่ยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้?

คำถามนั้นกลายเป็นโจทย์ในการจัดประชุมวิชาการ ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ โดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ SURVIVE TOGETHER เมื่อโลกบีบให้เราต้องรอด เราจะยังรักษาความสัมพันธ์และโอบกอดกันได้อย่างไร โดยมีสปีกเกอร์อย่าง ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship และ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn

นิยามความสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่

เสวนาหัวข้อนี้ เริ่มต้นด้วยคำถามถึงนิยามของคุณธรรมใน ‘ความสัมพันธ์’ ตามความหมายของแต่ละท่าน โดย ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ มองว่า คุณธรรมคือเกณฑ์ความถูกผิด หรืออะไรดีไม่ดี ที่คนใช้ในการมองโลก ประเมินสถานการณ์ของชีวิตและการตัดสินใจว่าจะเลือกทำสิ่งไหน ซึ่งสังคมไทยมีเกณฑ์ความถูกผิดอยู่จำนวนมาก ก่อนจะเชื่อมไปยังเรื่องความสัมพันธ์

“ถ้าเรารักใครสักคน เราต้องคอยดูและคอยจัดการไม่ให้คนนั้นเดือดร้อนและเป็นทุกข์ แล้วเกณฑ์แบบนี้ทำให้เราเข้าไปกำกับควบคุมและบีบให้คนที่เรารักให้เป็นหรือทำอย่างที่เราคิดว่าถูก จึงทำให้เรื่องความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบเป็นปัญหาเสมอ”

ขณะที่ณัฐธีร์ ซึ่งมีบทบาทในการเป็นคุณพ่อของครอบครัวมองว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน จึงต้องดูว่าจะใช้แกนไหนในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์

“นิยามของคำว่าคุณธรรมด้านความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับปัจเจกว่า ในสถานการณ์ต่างๆ เราจะใช้นิยามที่แตกต่างกันไปอย่างไร แต่แค่ต้องเข้าใจและไม่สร้างความเดือดร้อน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องเอามาตระหนักรู้กับตัวเองเสมอ” ณัฐธีร์ กล่าว

เมื่อโลกเปลี่ยน คุณธรรมในความสัมพันธ์เปลี่ยนตาม?

แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนอาจเกิดคำถามว่า เกณฑ์ความถูกผิดรวมถึงคุณธรรมในความสัมพันธ์อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ในประเด็นนี้ ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ มองว่า เกณฑ์ความถูกต้องไม่เคยคงที่อยู่แล้วแต่แปรเปลี่ยนเสมอ โดยยกตัวอย่างว่า ณ เวลาหนึ่ง เกณฑ์ความถูกต้องจะมองไปที่หน่วยอย่างครัวเรือนหรือชุมชน สิ่งที่ถูกต้องจึงต้องเป็นสิ่งที่เสริมประโยชน์หรือเสริมความเข้มแข็งให้กับหน่วยอย่างครัวเรือนหรือชุมชนเป็นหลัก แต่ละเลยความรู้สึกของปัจเจก

“เพราะฉะนั้นมันจะเรียกร้องการเสียสละ ต้องทำให้ครัวเรือน ต้องทำให้ชุมชนอยู่ได้อยู่ดี ทีนี้เวลาผ่านไป มันก็มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองมากมาย เราได้เห็นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ว่าจุดตัดสินที่เป็นหน่วยหลักในการกำหนดความถูกผิดมันเคลื่อนมาสู่ตัวคน มาสู่ปัจเจก เกณฑ์ความถูกผิดก็เอาปัจเจก เอาความพึงพอใจของปัจเจกเป็นตัวตั้ง”

“การเลือกใช้เสรีภาพคือภาษาที่พวกเราหลายคนใช้ ดังนั้น ถ้าเทียบทั้งสองคือตามันมองไปคนละที่ ถ้าตามองคนละที่ เกณฑ์ความถูกผิดจะไม่ใช่เกณฑ์เดียวกัน” 

ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ เล่าว่า สังคมอยู่กับเกณฑ์ที่เชื่อมั่นใน Liberty Individual Freedom มายาวนานจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษก่อน จึงเริ่มเกิดข้อสังเกตว่า การโฟกัสที่เสรีภาพของปัจเจกเป็นตัวตั้ง ทำให้ได้เห็นการ ‘ผลัก’ ความพึงพอใจหรือความสุขของปัจเจกออกไปเรื่อยๆ จนอาจกระทบหน่วยที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนหรือชุมชน

“มันเกิดการตั้งคำถามมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 แล้วว่า ถ้าจะเอาตัวปัจเจกเป็นตัวตั้งอย่างเดียว แล้วแกจะยังอยากอยู่กับฉันไหม คำถามนี้มันก็สะท้อนความย้อนแย้งของสองเรื่องนี้”

ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ยกตัวอย่างความขัดแย้งจากปรากฎการณ์ที่ทำให้ต้องตั้งคำถามกับเกณฑ์ความถูกต้องที่โฟกัสอยู่ที่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น โควิด-19 ว่า โลกที่เราบอกว่าเป็นยุค Globalization ทำให้มนุษย์ไม่สามารถจะมองตัวเองโดยแยกขาดจากกัน แต่การกระทำของมนุษย์ การตัดสินใจของมนุษย์ปัจเจกแต่ละคน มันส่งผลกระทบต่อกันได้ 

“สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า เราไม่สามารถมองโลกโดยเหมือนกับมนุษย์แยกขาดจากกันหรือเป็นอิสระจากการกระทำของแต่ละคนจะไม่กระทบใคร” ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ สรุป

ครอบครัว จุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ที่ถูกส่งต่อ

หลังจากนั้นมีคำถามว่า ในฐานะที่ณัฐธีร์เป็นคุณพ่อ มีเรื่องใดบ้างที่ในครอบครัวยุคก่อนมองว่าถูก แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว โดยเขาตอบว่า เกิดตลอดเวลา

“ผมโชคดีที่เติบโตมาโดยพ่อและแม่ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายในวิถีของเรา แต่ปล่อยให้เราเติบโตด้วยวิถีของเรา ไปเจอกับโลก เจอเพื่อน เจอสังคม แต่มีแกนอยู่คำเดียวคือ อย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย” 

ทางด้าน ณัฐธีร์ ขยายความว่า หลักสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัวจากอดีตของเขา จึงสืบต่อมาถึงปัจจุบัน ที่คาดหวังให้ลูกเติบโต แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือ การเป็นคนมีชื่อเสียง และมีลูกที่เป็นที่รู้จัก จึงทำให้เกิดความคาดหวังในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมเพิ่มมาด้วย “นั่นคือสิ่งที่เราแบกอยู่บนหลัง ขณะเดียวกันการเป็นพ่อแม่ เราก็อยากเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกเหมือนกัน” 

“มันแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่มีสังคมอยู่ด้านหลังที่เราต้องรับภาระนี้ด้วย ซึ่งความคาดหวังของตัวเองและสังคมมันก็มากพอแล้ว ดังนั้น การที่ผมจะบอกลูกสาวของผมว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำอันนั้นอันนี้ ต้องเรียนแบบนั้นแบบนี้ ไม่เกิดขึ้นในชีวิตผมเลย เพราะผมก็ไม่ได้ถูกบังคับจากพ่อและแม่แบบนั้นเหมือนกัน”

“วิถีผมเลยไม่ได้เปลี่ยนมาก ผมใช้กระบวนการแบบเดิม แต่คุณภาพเปลี่ยนไป ก็ต้องฟังมากขึ้น ต้องเรียนรู้โลกใบนี้มากขึ้นว่า สิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี และเป็นอนาคตที่เหมาะสม ผมรู้ว่าต้องประคับประคองให้ลูกในเรื่องคุณธรรม ความถูกต้องในมุมมองของเราที่เชื่อว่าเราเป็นต้นแบบที่ดีระดับหนึ่ง ก็ต้องถ่ายทอด เช่น สัมมาคารวะ ความนอบน้อม เคารพกับทุกคนที่แวดล้อมผมให้ลูกสาวด้วย” ณัฐธีร์ สรุป

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ เสริมประเด็นนี้ โดยยกประโยคหนึ่งในหนังสือ The Prophet ของคาลิล ยิบราน (Khalil Gibran) นักเขียน นักปรัชญาชื่อดัง ว่า ‘Your children are not your children’ หรือ ลูกของคุณไม่ใช่ลูกของคุณ โดยอธิบายว่า ลูกอาจจะเกิดมาจากร่างกายของเรา แต่เขาไม่ใช่ของเรา 

“คุณอาจจะเลี้ยง อาจจะจำกัดร่างกายของเขาได้ แต่สิ่งที่คุณทำไม่ได้คือการกำหนดและบังคับความคิดและจิตวิญญาณของเขา ไม่ว่าคุณจะดิ้นรนสุดชีวิตขนาดไหน คุณจะไม่มีทางไปถึงวันพรุ่งนี้ของคุณได้ ฉะนั้น มันกำลังสื่อว่า เวลาพ่อและแม่เลี้ยงลูก ต้องปล่อยให้ลูกได้เติบโตและพัฒนาในเชิงจิตวิญญาณและความคิดโดยไม่ไปกำกับ ไม่ไปบีบให้เขาทำเหมือนคุณ ไม่เอาความคาดหวัง ความใฝ่ฝันที่ตัวคุณทำไม่ได้ไปใส่ที่ลูกคุณ”

เอไอกับนิยามของคุณธรรมและความสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่

หลังจากนั้น เสวนาดำเนินมาถึงอีกประเด็นสำคัญคือ ความสัมพันธ์ในยุคที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ คำถามคือ มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ในมุมไหน หรือเปลี่ยนคำว่าคุณธรรมอย่างไรบ้าง

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ บอกว่า การเกิดพื้นที่ที่เปลี่ยนวิธีสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกันของมนุษย์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทำให้คนไม่ได้สื่อสารกันแบบ Face-to-Face แต่ทำผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเกิดผลที่ตามมาหลายข้อ โดยข้อแรกคือ คนเห็นกันและกันมากขึ้น

“มีมนุษย์ที่ใช้ Media platform เป็น Daily Me คือรายงานให้โลกรู้ว่าวันนี้แต่งตัวยังไง กินอะไร มางานไหน ประเด็นคือ มนุษย์เห็นกันและกันมากขึ้นผ่านพื้นที่หรือแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะฉะนั้น หลายกรณีที่เราหยิบมาวิตกจริต ก็มาจากการนำเสนอการโต้เถียงผ่านโซเชียลมีเดีย ศีลธรรมเสื่อมลง คนมีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ไม่ได้อยู่ในแบบแผนอย่างที่คุ้นเคย การเห็นกันและกัน การแลกเปลี่ยนความคิดมันเปลี่ยนหมดเลย ซึ่งแปลว่าโซเชียลมีเดียมันกลายเป็นพื้นที่สำหรับคนให้ฟาดกัน ไม่ใช่พื้นที่ชวนกันคิดนะ”

“ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้ พวกเราหลายคนใช้แชตบอตเป็นเพื่อนในเรื่องต่างๆ ซึ่งในหลายเรื่องคุณไม่แชร์กับมนุษย์นะ บางคนที่ดิฉันเจอ เขาไม่สบายใจ เป็นทุกข์เรื่องความรัก แต่เขาเลือกจะไปถามแชตบอตเจ้าหนึ่ง มันเป็นแบบนั้นนะ ย้ำว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งที่คุณใช้หาข้อมูล ใช้ทำการบ้าน เขียนรายงาน แต่มันกลายเป็นเพื่อนที่คุณไว้วางใจเสียยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่งอีก เพราะมันไม่เคยขัดใจ มันเออออกับคุณด้วยหมด นี่คือสภาพชีวิตของเรา ณ เวลานี้”

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ สรุปว่า หากพูดเรื่องคุณธรรม ต้องรองรับส่วนที่ว่าการคิด การมองในเชิงการตัดสินถูกผิด และอื่นๆ เป็นอย่างไร และยกตัวอย่างทิ้งท้ายในกรณีแชตบอทเจ้าหนึ่งเมื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้งานฆ่าตัวตาย “ชีวิตทางสังคมของเราเปลี่ยนไปอย่างมากเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป”

รักษาคุณธรรมในความสัมพันธ์กับโลกที่ทุกนต้องฟันฝ่า

จึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาคุณธรรมในขณะที่ทุกคนยังต้องฝ่าฟันกับความยากลำบากกับสังคมที่เปลี่ยนไป ณัฐธีร์ มองว่า Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจจึงเป็นคำสำคัญในยุคนี้

“ถ้าเรามี Empathy คือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจมากขึ้น และรับฟังมากขึ้น ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน แต่ถ้าจะเดือดร้อนต้องรู้เจตนา ความตั้งใจ และต้องรับกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราได้สื่อสารกันไปก่อนหน้า ไม่ใช่ทำให้เกิดความเดือดร้อนโดยที่ไม่ได้บอก ไม่ได้กล่าว ซึ่งจะเปิดใจได้มากน้อยแค่ไหนก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่เห็นอกเห็นใจกัน ถ้าคุณไม่มีคุณธรรมเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต”

“ดังนั้น ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน ผมว่าหลักเกณฑ์ในการตั้งมั่นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การสร้างตัวเองให้เกิดประโยชน์กับในพื้นที่นั้นๆ หรือในสถานการณ์นั้นๆ มันเกิดขึ้นบนแกนหลักง่ายๆ แค่นี้”

สุดท้าย ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าวสรุปว่า สิ่งที่สังคมไทยและอีกหลายสังคมขาด คือ moral agency โดยอธิบายว่า สังคมเน้นเรื่องการสอนคน สอนเรื่องคุณธรรม อะไรถูกอะไรผิด แต่สิ่งที่ไม่เคยสอน คือการทำให้คนได้ตระหนักว่าในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตเราจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่าเป็น ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม (moral dilemma) คือมีเกณฑ์ความถูกต้องหลายชุดทำงานไปพร้อมกัน เพื่อจะทำให้มนุษย์มีความเข้มแข็งและสามารถจะรับมือและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวง รวมกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตของตัวเองได้ 

“การทำให้คนได้ตระหนักรู้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่จะมีเกณฑ์ความถูกต้องหลายชุดปะทะกัน และ moral agent ต้องมีความสามารถที่จะเลือกได้ว่า คุณจะเลือกข้อไหน โดยเมื่อเลือกแล้วก็ต้องตระหนักว่า อะไรบางอย่างจะทำให้เรารู้สึกอึดอัดใจ ทุกข์ใจ” 

“แต่เพราะคุณเป็นมนุษย์ ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ต้องเลือก แล้วอยู่กับผลของการเลือกนั้นให้ได้ ซึ่งหมายความว่า ต้องคิดใคร่ครวญแล้วเลือก นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณธรรมเมกเซนส์”

ในวันที่ ‘ทรงวาด’ เป็นมากกว่าแค่ย่าน เราจะรักษาสมดุลระหว่าง ‘กลิ่นอายชุมชนเมืองเก่า’ กับ ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจ’ ยังไงให้ยั่งยืน?

ข่าวล่าสุดที่ Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นระดับโลกประกาศเปิดสาขาในย่านทรงวาด กำลังตอกย้ำถึงความเฟื่องฟูในย่านเมืองเก่าที่กำลังกลายเป็น ‘ย่านสร้างสรรค์’ ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีแบรนด์ทั้งหลายทยอยตัวเข้ามาเปิดช็อปเช่นกัน ทั้ง FRANK. Songwat Flagship Store, adidas Originals Store Song Wat, LE LABO, JOURNAL, % Arabica Bangkok ฯลฯ 

ถ้าใครได้ไปเยือนทรงวาดแล้วคงจะได้เห็นว่าช็อปของแบรนด์เหล่านี้พยายามปรับตัวให้สอดรับกับกลิ่นอายชุมชนเมืองเก่าของทรงวาด ทั้งการตกแต่งร้านที่มีกลิ่นอายเมืองเก่า บ้างเปลี่ยนฟอนต์ของแบรนด์ให้มีความเป็นไทย บ้างออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับเอกลักษณ์ของทรงวาด 

นี่คือรูปแบบทางการตลาดที่ถนนทรงวาดได้กลายเป็น ‘Brand Experience District’ และแบรนด์ดังยังใช้กลยุทธ์ glocalization หรือแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์และมาตรฐานระดับโลกปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมผ่าน experience store เราจึงเห็นแบรนด์เหล่านี้ยังคงสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณ โกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเสน่ห์ดั้งเดิมของชุมชนควบคู่ไปกับแบรนด์

แต่ถ้าพูดตามความจริง ทรงวาดก็ไม่ได้เฟื่องฟู เพราะมีแบรนด์ดังๆ เข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรก ทว่าเพราะคนรุ่นลูกหลานในทรงวาดใช้พื้นที่ของบ้านเปิดกิจการสร้างสรรค์ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเมืองเก่าก็เข้ามาติดต่อเช่าพื้นที่เปิดร้าน จนย่านนี้ค่อยๆ ฟื้นฟูคึกคักขึ้นตามลำดับ

แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ ย่านเมืองเก่าที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งาน ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นภาวะการย้ายออกของคนดั้งเดิมเมื่อทุนใหม่เข้ามา เพราะเมื่อมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา ค่าเช่าและค่าครองชีพก็มักจะขยับขึ้นตามธรรมชาติ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแต่ธุรกิจจากภายนอกเข้ามาก็อาจส่งผลให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม เสี่ยงที่จะสูญเสียเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดึงดูดผู้คนตั้งแต่แรก

Recap ตอนนี้จึงชวนไปหาคำตอบว่า เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?

จากถนนต้นกำเนิดกิจการในไทยสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ถนนทรงวาดเริ่มต้นจากประวัติศาสตร์เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังจากย่านสำเพ็งถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ พระองค์ได้จัดระเบียบพื้นที่ใหม่ในชุมชนที่มีชาวจีนอาศัยอยู่หนาแน่น โดย ‘ทรงวาดถนน’ ของย่านนี้ขึ้นมาเชื่อมกับถนนในย่านอื่นๆ จึงทำให้ประชาชนเรียกว่า ‘ถนนทรงวาด’ 

พื้นที่แห่งนี้ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าเรือที่คอยรับสินค้าจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะเครื่องเทศและเมล็ดพันธุ์การเกษตร นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายเจ้ามีต้นกำเนิดที่นี่ เช่น เจียไต๋จึง หรือเจริญโภคภัณฑ์, เฮียบเซ่งเชียง หรือเครือสหพัฒน์ 

จากคำบอกเล่าของ เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ เจ้าของแกลเลอรี Play Art House หนึ่งในผู้ประกอบการย่านทรงวาด กล่าวกับ ททท.ว่า เมื่อเข้ายุคคมนาคมทางบกเฟื่องฟู ท่าเรือเริ่มซบเซา ธุรกิจขายส่งในย่านสำเพ็งเริ่มอพยพมาเปิดกิจการในทรงวาดเพราะค่าเช่าถูกกว่า ทำให้มีรถบรรทุกเข้ามาในย่านนี้เยอะมาก จนกระทั่งภาครัฐออกกฎห้ามนำรถสิบล้อเข้ามากรุงเทพฯ ชั้นในเวลาที่กำหนด ส่งผลให้ร้านค้าต้องเลิกกิจการไป บางส่วนย้ายโกดังไปรอบนอก 

แต่ทรงวาดก็ยังคงมีร้านค้าและกิจการหลายอย่างตั้งอยู่ เช่นเดียวกับโกดังรองเท้าของครอบครัวเกียรติวัฒน์ ซึ่งพ่อของเขาได้ขอให้รับช่วงต่อกิจการ แต่เจ้าตัวเลือกทำตามฝันในความชื่นชอบศิลปะ จึงรีโนเวตโกดังรองเท้ามาเป็นแกลเลอรีศิลปะ นั่นคือ Play Art House ซึ่งตอนนั้นทรงวาดยังมีผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์พื้นที่ร่วมสมัยไม่มากนัก หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามากรุยทางพื้นที่ในทรงวาดจากแพสชั่นของตัวเอง เช่น คาเฟ่ ร้านเบเกอรี ร้านอาหาร และอื่นๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ย่านนี้พบกับความยากลำบากมากขึ้น ทำให้เกียรติวัฒน์ชักชวนผู้ประกอบการดั้งเดิมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่มารวมตัวกันในกลุ่ม Made in Song Wat หาทางฟื้นฟูย่านทรงวาดขึ้นมาเพื่อให้กิจการต่างๆ ยังคงไปต่อได้ในช่วงวิกฤต ด้วยการพัฒนาย่านทรงวาดให้เป็น ‘ย่านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ ในแนวคิด ‘Old Meets New’ ซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ว่าธุรกิจใหม่ต้องจับมือเติบโตไปกับธุรกิจดั้งเดิมในย่าน ทำให้บรรยากาศทรงวาดยังคงรักษาวิถีชุมชนควบคู่ไปกับร้านค้า แกลเลอรี คาเฟ่ของคนรุ่นใหม่ไปด้วยกัน

เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในกลุ่ม Made in Song Wat มีประมาณ 10-15 ร้าน ปีต่อมาเพิ่มเป็น 20 ร้าน จนกระทั่งปี 2565 ที่เพิ่มมาเป็น 80 ร้าน และในปีนี้รวมแล้วมีสมาชิกทั้งหมด 140 ร้าน

ทั้งจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น รวมกับแนวคิด Old Meets New สำนักข่าว Posttoday จึงให้นิยามว่าทรงวาดกำลังสร้าง city branding ที่ไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่มาจากภาคประชาชนคนรุ่นปัจจุบันที่ทำให้ทรงวาดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนปี 2566 ทรงวาดติด 1 ใน 40 ย่านที่คูลที่สุดในโลกจากนิตยสาร Time Out  

ทรงวาดเฟื่องฟูในวันที่คนรุ่นใหม่โหยหาอดีตและสิ่งที่ไม่ต้องปรุงแต่ง

เหตุผลที่ทำให้ย่านทรงวาดคึกคักมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ข้อแรกคือเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบชิโน-โปรตุกีส ทำให้บรรยากาศบนถนนสายนี้โอบล้อมไปด้วยความคลาสสิก สอดคล้องไปกับร้านค้าของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามานำเสนอสินค้าที่มีรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือเซรามิก จานชาม ของใช้กุ๊กกิ๊กที่ใครเห็นก็ต้องชอบใจ 

เหตุผลข้อแรกนี้เองที่ตอบโจทย์กับเหตุผลข้อที่สองคือ ในยุคที่คนรุ่นใหม่โหยหาความทรงจำในอดีต (nostalgia) และในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังเกิดเทรนด์การถ่ายภาพที่มีรสนิยม ไม่ต้องปรุงแต่งมาก (authenticity) ทำให้บรรยากาศทรงวาดเชื่อมโยงกับผู้คนได้ผ่านสตรีทอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอย สถาปัตยกรรมคลาสสิกที่สะท้อนถึงการเดินทางผ่านกาลเวลา รวมทั้งแสงธรรมชาติริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำให้ทรงวาดมีเสน่ห์เชื่อมโยงกับผู้คน

อีกทั้งในโลกสมัยใหม่ผู้คนต้องการ ‘พื้นที่ที่สาม (third place)’ ที่ไม่ใช่บ้านหรือที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ในยุคหนึ่งห้างสรรพสินค้าก็เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมเหล่านั้น แต่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ห้างสรรพสินค้าทั่วโลกดูเหมือนกันไปหมด Monocle เคยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเข้าไปปรับปรุงหรือทำธุรกิจในพื้นที่เก่า เพราะด้วยสภาพแวดล้อมที่มีแต่ห้างสรรพสินค้าติดแอร์ รูปลักษณ์โอ่อ่าหรูหราแบบอาคารสมัยใหม่จำนวนมาก การเข้าไปฟื้นคืนอาคารเก่าให้ร่วมสมัยมีเสน่ห์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง 

พอเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ที่ต้องจำกัดการเดินทางนอกประเทศ ทำให้คนหันกลับมามองความเป็นท้องถิ่น (localism) มากขึ้น ทรงวาดตอบโจทย์นี้ด้วยการมอบสัมผัสของประวัติศาสตร์การค้าไทย-จีนที่จับต้องได้จริง แปลงอาคารเก่าเป็น slow bar หรือโรงคั่วกาแฟ ปรับโกดังเก็บรองเท้าหรือโกดังเก่าให้เป็นแกลเลอรีศิลปะ สนับสนุนงานคราฟต์ สินค้าวินเทจที่อยู่ในบรรยากาศของอาคารเก่า  แต่ก็ยังมีร้านค้าหรือธุรกิจดั้งเดิมที่ตั้งสลับสับเปลี่ยนกันไปบนถนนทรงวาด ทั้งร้านอาหารอายุกว่า 100 ปี หรือร้านค้าสมุนไพร การผสมผสานเก่ากับใหม่ที่ลงตัวนี้ทำให้การมาทรงวาดกลายเป็นการมา ‘ค้นพบประสบการณ์ใหม่’ ของคนที่เข้ามาเดินนั่นเอง

PostToday กล่าวว่า city branding ของทรงวาดคือ สิ่งที่ไม่ต้องปรุงแต่ง ความคลาสสิกของพื้นที่ช่วยให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ ตั้งแต่อาคารเก่า สีและฟอนต์ภาษาจีนและไทยบนป้ายร้านค้าที่ทำให้เห็นการเดินทางผ่านกาลเวลา จังหวะการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ย่านที่คึกคักและเป็นแหล่งนักท่องเที่ยว (mass tourism) แบบถนนเยาวราช แต่ก็ไม่ได้เงียบเชียบแบบเมืองที่ถูกทิ้งเอาไว้ สิ่งเหล่านี้คือเมืองเก่าที่ไม่ได้ถูกจำลองมาเพื่อการท่องเที่ยวในนโยบายรัฐโดยตรง แต่คือการฟื้นฟูเมืองให้มีชีวิตชีวาด้วยผู้คนอย่างแท้จริง

เทรนด์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนพื้นที่เมืองเก่าให้เป็นย่านสร้างสรรค์ทั่วโลก

ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่เข้าไปฟื้นฟูเมืองเก่า โดยนำเสน่ห์ของประวัติศาสตร์มาผสมผสานกับรสนิยมร่วมสมัยเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

เช่น ในอีสต์ลอนดอน ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มีผู้อพยพและชนชั้นแรงงานอยู่เยอะมาก เพราะเคยเป็นเขตอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยมลพิษ มีสารเคมีตกค้าง แต่ค่าเช่าที่ดินราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในลอนดอน คนที่มาแสวงหาโอกาสของปากท้องจึงอาศัยอยู่ในย่านนี้ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ละแวกนี้เต็มไปด้วยอาชญากรรม การลักขโมย และยาเสพติด 

แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยราคาที่ดินไม่แพงมาก ศิลปินที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยากสานฝันของตัวเองก็เลือกจะมาเช่าพื้นที่แห่งนี้เพื่อตั้งต้นทำงาน เมื่อคนกลุ่มเหล่านี้ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนให้อีสต์ลอนดอนเฟื่องฟูขึ้น โดยเฉพาะย่าน Hackney ที่กลายเป็นพื้นที่ที่มีศิลปินมาอาศัยอยู่เยอะมาก ทั้งยังมีงานศิลปะอย่างกราฟิตี้ มีร้านพิซซ่า แกลเลอรี ร้านขายแผ่นเสียง จนทำให้ย่านแฮกนีย์กลายเป็น ‘พื้นที่ฮิปสเตอร์’ 

ประกอบกับในปี 2012 รัฐบาลอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิก จึงมีการสร้าง อุทยานโอลิมปิกควีนเอลิซาเบธ (Queen Elizabeth Olympic Park) ในเขตอีสต์ลอนดอน ช่วยฟื้นฟูให้ย่านแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น คนก็หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ รวมถึงแบรนด์ดังต่างๆ ห้างสรรพสินค้าเจ้าใหญ่ รวมทั้งมีการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ ส่งผลให้ค่าเช่าพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว จนคนที่เคยอยู่ดั้งเดิมต้องอพยพออกไป

นักวางผังเมืองและนักสังคมวิทยาจะเรียกปรากฏการณ์นี้ด้วยคำศัพท์สำคัญหลายคำ ตั้งแต่ urban regeneration / adaptive reuse แนวคิดและกระบวนการพัฒนาเมืองและการใช้ประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างเดิม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย adaptive reuse คือกระบวนการนำอาคารกลับมาปรับปรุงและเปลี่ยนการใช้งานให้สอดคล้องกับความต้องการยุคปัจจุบัน โดยยังรักษาโครงสร้างเดิมหรือคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้

ส่วน urban regeneration คือการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ย่านหรือเมืองในระดับมหภาค (macro level) ไม่ใช่แค่ตึกใดตึกหนึ่ง แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจชุมชน คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม หรือพื้นที่เศรษฐกิจตกต่ำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

จริงอยู่ที่การปรับปรุงพื้นที่ตามแนวคิดดังกล่าวช่วยทำให้เมืองเติบโตร่วมสมัยได้ แต่ก็มีอีกแนวคิดที่นักวิชาการมองว่าต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะหากธุรกิจเข้ามาแล้วก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ได้ แนวคิดนั้นคือ commercial gentrification ที่พูดถึงกระบวนการที่ร้านค้าดั้งเดิม ซึ่งให้บริการคนในชุมชน เช่น ร้านอาหารท้องถิ่น หรือตลาดสด ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้มาเยือนหรือผู้อยู่อาศัยกลุ่มใหม่ที่มีฐานะดีกว่า เช่น ร้านกาแฟ แกลเลอรีศิลปะ หรือร้านเสื้อผ้าวินเทจ ทำให้ส่งผลต่อแรงกดดันด้านค่าเช่าและการถูกขับไล่ เมื่อราคาที่ดินสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการมายาวนานไม่สามารถจ่ายค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแต่ธุรกิจจากภายนอกเข้ามาก็อาจส่งผลให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม เสี่ยงที่จะสูญเสียเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดึงดูดผู้คนตั้งแต่แรก

ปรากฏการณ์นี้เป็นกระแสระดับโลกในเมืองใหญ่หลายประเทศ เช่น ย่านซองซูดงในโซล ซึ่งเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมของโรงงานผลิตรองเท้าในยุค 1970 ทำให้มีอาคารอิฐเก่าค่อนข้างเยอะ คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปเช่าพื้นที่ทำเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าป๊อปอัพสโตร์ รวมทั้งสตูดิโอออกแบบ จนถูกเรียกว่า ‘บรูกลินแห่งกรุงโซล’ ทำให้ค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล กลุ่มช่างทำรองเท้าทำมือและโรงงานเครื่องหนังดั้งเดิม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของซองซูดง ต้องปิดตัวลงไปกว่า 90% ในช่วงปี 2019-2022 เนื่องจากสู้ราคาค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้นตามความนิยมของย่านไม่ไหว

คำถามสำคัญของทรงวาด เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?

ย่านเมืองเก่าทั่วโลกที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งาน ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นภาวะ การย้ายออกของคนดั้งเดิมเมื่อทุนใหม่เข้ามา เพราะเมื่อมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา ค่าเช่าและค่าครองชีพก็มักจะขยับขึ้นตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันไม่ได้เลย ในต่างประเทศมีหลายย่านที่ใช้โมเดลบริหารจัดการร่วมกันเพื่อ ‘ชะลอ’ หรือ ‘ป้องกัน’ gentrification ไม่ให้กลืนกินคนในพื้นที่ โดยเน้นการคงอยู่ของคนดั้งเดิมควบคู่ไปกับความเจริญ

ในย่านแฮกนีย์ของอีสต์ลอนดอน มีศิลปินรวมตัวกันประท้วงการมาของทุนใหญ่และภาครัฐที่ปิดกั้นการแสดงออกของศิลปินในช่วงโอลิมปิก ศิลปินจึงออกมาเพนต์ข้อความด่าทอตามอาคารต่างๆ จนหน่วยงานรัฐต้องตามไปลบทุกวัน 

หรือย่านคามิยามะ เป็นหนึ่งในย่านสุดชิคที่ซ่อนตัวอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตชิบูยะ ในกรุงโตเกียว ชุมชนได้ช่วยกันสร้างระบบ Work in Residence หรือ ‘การคัดสรรผู้เข้ามาใหม่’ ชุมชนไม่ได้เปิดให้ทุนใหญ่เข้ามาประมูลที่ดิน แต่จะเปิดรับเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือบริษัทที่มีแนวคิดอยากมา ‘เติมเต็ม’ ส่วนที่ขาด เช่น ร้านขนมปังดั้งเดิมไม่มี คนใหม่ก็มาเปิดร้านขนมปัง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้วัตถุดิบและพึ่งพาคนในท้องถิ่น ทำให้การเข้ามาของคนรุ่นใหม่กลายเป็นการสร้างงานให้คนดั้งเดิม ไม่ใช่การขับไล่ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเมืองภายใต้แนวคิด Creative Depopulation (การลดลงของประชากรอย่างสร้างสรรค์) ซึ่งบริหารจัดการโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง NPO Green Valley

แต่การแก้ปัญหา gentrification จะมาจากภาคประชาชนอย่างเดียวไม่ได้ หากมีภาครัฐช่วยออกแบบระบบเพื่อรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ก็จะช่วยให้เมืองยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมได้ อย่างเช่น มาตรการเชิงรุกของสำนักงานเขตซองดง ซึ่งดูแลย่านซองซูดง หรือบรูกลินแห่งกรุงโซล พวกเขาได้ตระหนักถึงแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น จึงประกาศขยายพื้นที่ ‘โซนพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ห้ามเชนสโตร์และกลุ่มทุนใหญ่เปิดสาขาเพิ่มบนถนนสายหลักอย่าง Yeonmujang-gil เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราษฎรในท้องถิ่น เพื่อรักษาคาแร็กเตอร์ความเป็นเอกภาพของร้านค้ารายย่อยในย่านซองซูดงเอาไว้ 

สำนักงานเขตยังเป็นผู้ริเริ่มกฎหมายป้องกัน gentrification เป็นแห่งแรกในประเทศ โดยทำข้อตกลงร่วมมือกับเจ้าของอาคารในพื้นที่ เพื่อขอให้ช่วยกันตรึงราคาและไม่ขึ้นค่าเช่าตามอำเภอใจ 

เหตุผลที่สำนักงานเขตซองดงต้องออกมาตรการนี้ เพราะพวกเขามีบทเรียนจากย่านที่เคยคึกคัก เช่น การอซู-กิล ทางตอนใต้ของกรุงโซล และซัมชอง-ดง ย่านประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของพระราชวังคยองบก ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องบ้านฮันบกแบบดั้งเดิม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย่านเหล่านี้ซบเซาลงอย่างมาก เพราะเมื่อค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นทำให้เหล่าผู้ประกอบการและศิลปินอิสระต้องย้ายออกไป แล้วร้านค้าสาขาขนาดใหญ่และร้านค้าเชนสโตร์ต่างๆ เข้ามาแทน จึงสูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น ในที่สุดก็ทำให้ผู้คนมาเที่ยวน้อยลง ส่งผลให้มีอัตราการว่างงานสูง

หรือย่านครอยซ์เบิร์ก (Kreuzberg) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นหนึ่งในย่านที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศแบบโบฮีเมียน ฮิปสเตอร์ และเป็นศูนย์กลางของศิลปะ ดนตรีทางเลือก และกลุ่ม LGBTQ ซึ่งที่นี่ยังเป็นบ้านของชุมชนผู้อพยพจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวตุรกี มีตลาดท้องถิ่นชื่อดังอยู่ที่นี่

เมื่อย่านฮิปมากขึ้นก็เริ่มมีแบรนด์สนใจเข้ามาเปิดมากขึ้น ทำให้สภาเมืองเบอร์ลินร่วมมือกับชุมชนออกกฎหมายควบคุมค่าเช่าบ้านและพื้นที่ และกำหนดเขต Milieuschutz (สิทธิคุ้มครองวิถีชีวิตดั้งเดิม) ห้ามไม่ให้อาคารเก่าถูกรีโนเวตเพื่อเปลี่ยนเป็นคอนโดหรูหรือร้านค้าหรูหราที่เปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมของย่าน หากแบรนด์ใหม่จะเข้ามา ต้องปรับตัวให้เข้ากับสเกลและวิถีของชุมชน ไม่ใช่เข้ามาเปลี่ยนย่าน

ปรากฏการณ์ในทรงวาดตอนนี้ก็คงเผชิญคำถามเดียวกันกับหลายเมืองทั่วโลก เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?

เกียรติวัฒน์ ในฐานะกลุ่ม Made in Song Wat ให้สัมภาษณ์กับ ททท.ว่า ทรงวาดคือพื้นที่ที่เลือกคน และคนก็เลือกพื้นที่ เพราะเสน่ห์ของที่นี่ดึงดูดให้คนที่ชอบสไตล์คลาสสิกแบบนี้เข้ามาทำงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่มตระหนักว่าพวกเขาต้องเคารพสถานที่ เคารพเอกลักษณ์ของชุมชน เพราะทุกคนมองว่า ‘เก่าทำใหม่ไม่ได้ ใหม่ทำเมื่อไหร่ก็ได้’ ดังนั้นเกียรติวัฒน์จึงมองว่าพื้นที่ในทรงวาดคือ พื้นที่ของคนมีแพสชั่นและความรับผิดชอบ ทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาต้องปรับตัวให้เคารพชุมชน รวมทั้งแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่นี่ก็ต้องอยู่ภายใต้อาคารเก่า และคงเอกลักษณ์ของทรงวาด

“มันก็มีบางคนที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาทำธุรกิจอย่างเดียว ไม่ได้มาปล่อยของแต่ว่ามาหาเงิน ซึ่งเห็นไหม แค่คำว่ามาหาเงินมันก็ผิดแล้ว คนที่มาตั้งแต่ปีแรกเขาไม่ได้มาหาเงิน เขามาตามหาความฝัน เอาแพสชั่นตัวเองมาลงพื้นที่ อย่างพี่เองพี่ไม่ได้เรียนศิลปะ แต่พี่ชอบศิลปะ พี่ก็มีความฝัน แล้วพี่ก็ไม่ได้คิดถึง business มาก่อนด้วย” เกียรติวัฒน์ให้สัมภาษณ์กับ ททท. 

PostToday ยังเสนอแนวทางยั่งยืนที่ทำให้ทรงวาดยังเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิมและทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจยังอยู่ได้ คือ หนึ่ง–การควบคุมค่าเช่าที่ทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กและคนดั้งเดิมยังคงอยู่ได้ สอง–การจัดการนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกิน เพราะด้วยโครงสร้างถนนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการค้าในอดีต ซึ่งอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวระดับ mass tourism ได้ ยิ่งหากมีคนล้นเกินจะยิ่งเกิดผลกระทบรุกล้ำพื้นที่ชุมชน เสียงรบกวน หรือความแออัดในพื้นที่ได้ สาม–การบาลานซ์ระหว่างธุรกิจคนดั้งเดิมและธุรกิจใหม่ ทำให้ชุมชนมีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง และทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาใหม่สามารถทำงานสอดคล้องไปกับชุมชนได้

แนวทางทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นทรงวาดให้ยังคงมีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การค้า และวิถีชีวิตของชุมชน ควบคู่ไปกับการเติบโตร่วมสมัย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยให้ยืนระยะต่อไปได้

อ้างอิง 

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแล้วคนทำธุรกิจต้องปรับตัวกับโลกรวนยังไงบ้าง? ฟังบทสรุปจาก สฤณี อาชวานันทกุล และ ก้อง–ชณัฐ

ถึงตรงนี้ถ้าจะบอกว่าเรื่องของ ‘สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘climate change’ เป็นเรื่องไกลตัวคงไม่ใช่อีกต่อไป เพราะเพียงเปิดประตูก้าวขาออกจากบ้านไอคลื่นความร้อนก็พร้อมประจันเข้าหน้า วันดีคืนดีฟ้าฝนเกิดวิกลพาลหนักจนเกิดอุทกภัย ไหนจะฝุ่นมลพิษที่ทำเอาแสบตา แสบจมูก แสบคอ 

อย่างที่รู้กันว่าต้นตอของวิกฤต climate change มาจากเงื้อมมือของมนุษย์ ไม่ว่าจากส่วนบุคคลหรือองค์กรก็ตาม ฉะนั้นในเมื่อมนุษย์เองเป็นผู้ก่อวิกฤตนี้ขึ้น คนที่แก้ก็คงจะไม่ใช่ใครที่ไหนถ้าไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ เอง 

ความรับผิดชอบดังกล่าว นำมาซึ่งการตระหนักถึงคำว่า ‘ความยุติธรรมทางสังคม’  (climate injustice) ในการร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการกระจายต้นทุนเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนที่ความรับผิดชอบดังกล่าวจะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงนิยามคำว่า ‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ กันก่อน โดยในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ ที่จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในเซสชั่น SURVIVE THE CLIMATE ได้ชวน ‘สฤณี อาชวานันทกุล’ ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ ‘ก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมหาคำตอบว่า ต้นทุนสำคัญของคุณธรรมที่ว่า ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามความยากลำบากในวิกฤตสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตรงไหน และทำได้ยังไง

ลงลึกนิยามในความหมายของคำว่า ‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’

ในช่วงต้นของวงเสวนา สฤณีชวนวิเคราะห์ถึงความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ ที่เมื่อพูดถึงคำนี้ หลายคนน่าจะนึกถึงภาพที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่ถ้าหากนำเรื่องของคุณธรรมมาผูกโยงเข้ากับ ‘จริยธรรม’ ที่มีเรื่องของกฎกติกาการปฏิบัติที่ชัดเจนเข้ามาเกี่ยวข้องจะสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจความหมายและรู้ว่าควรทำตัวยังไงมากขึ้น

“ระดับของการดูแลธรรมชาติมีแนวคิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าการตั้งคำถามว่า เราจะดูแลธรรมชาติไปทำไม ยกตัวอย่างคำว่า anthropomorphism ที่ตามแนวคิดนี้ คือมนุษย์มองตัวเองเป็นศูนย์กลาง และมองธรรมชาติเป็นเหมือนเครื่องมือ ซึ่งตามความหมายนี้มนุษย์จำเป็นต้องดูแลรักษาธรรมชาติก็เพื่อตัวเอง ไม่เช่นนั้นมนุษย์เองนี่แหละจะแย่ หรือถ้ามองไปไกลกว่านั้น คือถ้าไม่รักษาลูกหลานในอนาคตของเราก็จะแย่ สิ่งนี้เป็นขั้นหนึ่งของจริยธรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม”

“หรือระดับที่สูงขึ้นมาหน่อยก็มีอีกหลายคำ แต่ที่นิยมใช้กันเยอะ เช่น คำว่า biocentrism ซึ่งตามแนวคิดนี้ คือนอกเหนือจากมนุษย์ ทุกอย่างล้วนมีความหมาย ควรจะได้รับการยอมรับ และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นตามแนวคิดนี้ ต่อให้เรามองไม่เห็นว่าการดูแลรักษาธรรมชาติจะมีประโยชน์อะไรต่อตัวเรา แต่ในเมื่อเรายอมรับว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์ พืช และทุกเผ่าพันธุ์ต้องดำรงอยู่ได้ เราก็จำเป็นต้องดูแลรักษาธรรมชาติเพื่อชีวิตเหล่านั้น”

“และในระดับชั้นที่สาม ซึ่งเป็นชั้นที่ลึกซึ้งที่สุด และมองธรรมชาติแบบเป็นองค์รวมมากที่สุด ซึ่งเป็นฐานของคำว่า deep ecology หรือนิเวศวิทยาเชิงลึก ที่เป็นแนวคิดแบบ ecocentrism นั่นคือการที่เราต้องดูแลรักษาและเชิดชูระบบนิเวศของโลกทั้งใบ กล่าวคือเราไม่ได้สนใจว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ไหนจะอยู่รอดบ้าง แต่เรามองว่าโลกมีส่วนเกื้อกูลสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ซึ่งระบบนิเวศทั้งหมดต้องมีความหมายและมีศักดิ์ศรีในตัวเอง”

ผู้อำนวยการ CFNT ยกตัวอย่างกรณีของประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ออกมาประกาศว่า แม่น้ำ ลำธาร และธรรมชาติอื่นๆ ล้วนมีสิทธิในตัวเอง หรืออย่างในประเทศสหรัฐฯ ที่มีการนำเรื่องของสิทธิธรรมชาติมาใช้ในการพิจารณาคดีตัดสินผู้ที่รุกรานธรรมชาติ 

ฟากชณัฐมองว่า ‘หัวใจสำคัญ’ ของคำว่าคุณธรรมสิ่งแวดล้อม ก็คือ ‘จิตสำนึก’ ซึ่งตนเองพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านหน้าแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียของ Konggreengreen หรือการ ‘ปลูกจิตสำนึก’ ในการดูแลรักษาธรรมชาติผ่านการเป็นวิทยากร 

“คำว่าจิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญ ถามว่าจิตสำนึกคืออะไร ผมว่ามันคือความละอายว่าสิ่งที่ทำทำแล้วเป็นภาระต่อคนอื่นหรือไม่ ตัวเราเองมีความรับผิดชอบเพียงพอหรือเปล่า เราคิดถึงคนอื่น คิดถึงสิ่งแวดล้อมพอไหม”

“ยกตัวอย่างการที่โรงงานทำเหมืองไปตั้งโรงงานอยู่ที่ต้นน้ำลำธาร โรงงานคิดหรือเปล่าว่าคนที่อยู่ปลายน้ำจะได้รับผลกระทบยังไง หรือในส่วนของคนธรรมดาทั่วไป ก่อนที่เราจะทิ้งขยะ เราอาจจะยั้งคิดสักนิดว่า เขามีถังขยะแต่ละสีให้เราทิ้งคัดแยกขยะ แล้วเราจะต้องทิ้งขยะลงถังสีไหน”

คนไทยและเอกชนเข้าใจเรื่องของคุณธรรมสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน?

จากการอธิบายถึงนิยามของความหมายต่อคุณธรรมสิ่งแวดล้อม มาสู่การตั้งคำถามว่า แล้วในวันนี้คนไทยเข้าใจถึงนิยามนี้ และลงมือทำแล้วมากพอหรือยัง สิ่งนี้เองสฤณีอธิบายว่า สามารถชี้วัดได้จากภาพและตัวเลขที่มีการวิจัยเก็บข้อมูล

“คำว่าคุณธรรมเป็นเรื่องของภายใน เป็นเรื่องของจิตสำนึก แต่สุดท้ายถ้าเราจะวัดว่าคนมีหรือไม่มีคุณธรรม ส่วนตัวในฐานะนักเศรษฐศาตร์คิดว่าอยู่ที่ผลลัพธ์”

“ลองสมมติว่า คนไทยทั้งประเทศทำแบบสอบถาม แล้วตอบว่ามีจิตสำนึก รักสิ่งแวดล้อม แต่ผลลัพธ์ทั้งประเทศกลับยังเต็มไปด้วยกองขยะมโหฬารมหาศาล ขณะที่ตัวเลขการคัดแยกขยะก็ยังไม่เพิ่มขึ้น มันก็จะต้องตั้งคำถามว่า แล้วสิ่งที่เราตอบกับสิ่งที่เราทำมันสัมพันธ์กันหรือเปล่า เพราะการกระทำกับตัวเลขมันควรจะต้องไปด้วยกัน” 

“สิ่งนี้เลยต้องถามกลับว่า ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มันมีตัวชี้วัด หรือมีสถานการณ์ด้านไหนที่ดีขึ้นแล้วบ้าง ในฐานะผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand เราพยายามทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกรวน โดยเฉพาะกลไกการเงิน สิ่งที่เราพบคือตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะเจอกับผลกระทบจากภาวะโลกรวน ซึ่งตอนนี้การลงทุนช่วยกลุ่มผู้เปราะบางในการปรับตัวและตั้งรับกับภาระโลกเดือดยังถือว่าน้อยมากๆ”

“อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของป่าไม้ในประเทศเรา ที่ถือว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น ซ้ำยังหายไปในทุกๆ ปี ขณะเดียวกันในเชิงนโยบายยังมีการเปิดให้มีการใช้ประโยชน์จากป่าได้เพิ่มขึ้นอีก”

สฤณีมองว่า ในเมื่อตัวเลขผลลัพธ์ในเรื่องของคุณธรรมสิ่งแวดล้อมยังไม่น่าพอใจ สิ่งที่จำเป็นต่อมาคือการตอบคำถามให้ได้ว่า ปัญหาเกิดจากอะไร ซึ่งสามารถตอบได้ทั้งในแง่ของตัวบุคคล และภาพรวมใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ

“เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแบบนี้เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า คนไทยมีความตื่นตัวหรือมีคุณธรรมในการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไหม ซึ่งคำถามนี้สามารถตอบได้ 2 ข้อ คือ 1. เรา (ประชาชน) พยายามกันแล้ว เแต่มันกำลังติดปัญหาอะไรบางอย่าง พอปัญหามันใหญ่กว่าตัวเราเองผลลัพธ์มันเลยไม่เกิด และ 2. คือเรายังพยายามกันได้ไม่มากพอ เพราะเราเชื่อว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องของนโยบาย ต่อให้เราดูแลพฤติกรรมส่วนตัวมันก็ยังไม่ง่าย มันอาจจะแก้ไขในส่วนของปัจเจกได้ก็จริง แต่ยังไม่สามารถแก้ไขในระดับมหภาคได้”

ในขณะที่ชณัฐมองเหตุผลคล้ายกันกับสฤณี พร้อมกับเสริมในมุมการรับผิดชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ต้องได้รับการส่งเสริมจากกลไกกฎระเบียบของภาครัฐ

“ผมยกตัวอย่างของฝุ่นพิษ PM2.5 การที่เราปล่อยฝุ่นควันออกมาเกิดจากการเผาขยะ เกิดจากการเผาแปลงเกษตร จริงอยู่ถ้าเรามีคุณธรรมก็อาจจะพอยับยั้งปัญหานี้ได้บ้าง แต่ถ้าเกิดเราลองมองไปถึงคนที่จะสามารถสนับสนุนให้เขาหยุดการเผาได้ เช่น ระบบการเก็บขยะเข้าถึงไหม หรือคนที่เผาแปลงขยะมีนโยบายอะไรที่สามารถจูงใจให้เขาหยุดการเผาได้ไหม แล้วถ้าเราควบคุมคนในบ้านเราได้แล้ว ควันที่มันลอยข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราสามารถไปทำข้อตกลงอะไรกับเขาได้บ้าง” 

“หรือถ้ามีถังขยะให้คัดแยกในชุมชน คุณมีนโยบายหรือมีการเปิดเผยข้อมูล waste journey คัดแยกเก็บขยะที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ เช่น ถังขยะจากสีเหลืองจะนำไปสู่โรงงานรีไซเคิล ถังสีเขียวที่เป็นเศษอาหารจะถูกนำไปที่โรงงานหมักปุ๋ย” 

“มันอาจมองย้อนกลับไปถึงว่า ทำไมขยะกองใหญ่มันถึงมากองที่ตรงนี้ได้ หรือผู้ผลิตอาจจะคิดต่อได้ว่า ทำไมแก้วกาแฟที่เราขายมันถึงมากองอยู่ที่ตรงนี้ เราสื่อสารไปถึงคนซื้อมากแค่ไหนว่า แก้วพลาสติกที่เราขายมันสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แล้วแก้วแบบไหนที่มันรีไซเคิลไม่ได้ เพราะเราจะโทษบ่อขยะซึ่งเป็นปลายทางอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งนี้มันควรคิดมาแล้วตั้งแต่ต้นทาง เรื่องของกฎหมาย นโยบาย และจริยธรรมเลยเป็นสิ่งที่ควรมีควบคู่กันไป”

คนทำธุรกิจเอาตัวให้รอดได้ แต่ต้องไม่ทิ้งความรับผิดชอบ

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า ปัญหา climate change ไม่เพียงแต่จะทำให้คนธรรมดาทั่วไปต้องเปิดโหมด survival เต็มตัว เพราะในภาคธุรกิจเองก็จำเป็นต้องขยับเขยื้อนต่อปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งสฤณีมองว่า การเอาตัวรอดจะประสบความสำเร็จได้ถ้ามีกลไกทางกฎหมายช่วยขับเคลื่อน

“สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้าเราไม่รอดเราก็ช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ (หัวเราะ)” ผู้อำนวยการ CFNT อธิบายด้วยอารมณ์ขัน “แต่ในภาคธุรกิจทางภาษาเศรษฐศาสตร์มันมีความยากอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ‘ผลกระทบภายนอก’ ซึ่งอาจจะมีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่ก็ได้ 

“ถ้าในเรื่องแย่ก็อย่างเช่นเรามีมาตรฐานมลพิษที่อ่อน ภาคธุรกิจก็อาจจะปล่อยมลพิษได้เยอะ โดยคนที่ป่วยจากการปล่อยมลพิษก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหรือเป็นรัฐเองนี่แหละที่ต้องออกค่ารักษา โดยที่ภาคธุรกิจไม่ได้จ่ายค่ารับผิดชอบ”

“เมื่อเราปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องของความสมัครใจ ก็จะนำมาสู่การได้เปรียบเสียเปรียบ ธุรกิจที่เขารับผิดชอบการป้องกันมลพิษเขาก็อาจจะต้องเสียค่าต้นทุนมากกว่าเพื่อน ในขณะที่คู่แข่งที่ไม่ได้สนใจที่ไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าก็ลอยนวลไป

“เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เกิดจากต้นทุนหรือผลกระทบภายนอกเชิงลบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้อกฎหมายหรือว่านโยบายเลยเป็นเรื่องจำเป็น ยกตัวอย่างทำไมเราจึงต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็เพื่อจะได้สร้างสนามแข่งที่เท่าเทียม ขณะที่คนที่ปล่อยมลพิษเยอะก็ต้องถูกลงโทษ”

“ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจเขียวไม่มีวันสร้างได้ด้วยกลไกสมัครใจอย่างเดียว แต่ต้องมีกลไกเชิงกฎหมายที่จะยกระดับเพื่อสร้างสนามแข่งที่เท่าเทียมจริงๆ แล้ววางแนวทางว่า มาตรฐานความเขียวจะอยู่ตรงไหน”

แน่นอนว่าความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ นโยบายข้อกฎหมาย ล้วนสัมพันธ์ต่อความรับผิดชอบในภาคผู้บริโภค โดยชณัฐยกตัวอย่าง ‘พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่จำเป็นต้องมีการผลักดันให้เกิดการใช้จริง เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานขยะมากถึง 2,000 แห่ง แต่กว่า 90% ยังมีระบบการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากทำได้เศรษฐกิจไทยก็จะขยับเข้าใกล้สู่คำว่า ‘ยั่งยืน’ มากขึ้น 

“พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียนคือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของเรา ให้ไปสู่เศรษฐกิจที่ทันสมัยขึ้น และนำไปสู่การเป็น green economy ผมยกตัวอย่างต่างประเทศ สมมติเราซื้อเครื่องดื่มกระป๋อง ที่กระป๋องก็จะมีระบุเลยว่า มีมูลค่าเท่าไหร่ เมื่อเราดื่มเสร็จแล้วนำไปคัดแยกขยะ เอาไปหย่อนใส่ตู้อัตโนมัติที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต เราก็จะได้ ticket ที่สามารถนำไปใช้ซื้อของแทนเงินได้”

“ซึ่งตัวอย่างที่ว่าไม่ใช่แค่แคมเปญรณรงค์แต่มันคือกฎหมาย ที่ภาคธุรกิจจะต้องรับผิดชอบว่า ถ้าคุณผลิตบรรจุภัณฑ์นี้ออกมา คุณจะต้องหาวิธีนำมันกลับมาเก็บด้วย อย่างประเทศฟินแลนด์เขาสามารถนำบรรจุภัณฑ์หมุนวนกลับมาใช้งานได้ถึง 90%”

“ดังนั้นถ้ารัฐสามารถออกกฎหมายและออกแรงจูงใจให้มาร่วมรับผิดชอบ เรื่องนี้ก็จะมีระบบรับผิดชอบที่ดีขึ้น”

รับชมวิดีโอได้ที่ : youtu.be/sv5HY4y31K4

ธุรกิจและภาครัฐจะเอาตัวรอดยังไงในยุคที่โลกบีบคั้นให้ ‘ตัวใครตัวมัน’ ?

โลกที่เต็มไปด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตภูมิอากาศ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังบีบให้ระดับรัฐและภาคเอกชนต่างคนต่างหาทางเอาตัวรอด 

เศรษฐกิจของไทยยังมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังถดถอยได้ไหม?

วิกฤตพลังงานทำให้ธุรกิจต้องเลือกระหว่างขึ้นราคาสินค้าหรือต้องยอมลดคุณภาพ เพราะกำลังซื้อของคนลดน้อยลงแล้ว

ท่ามกลางโลกแบ่งขั้วสุดโต่ง ไทยจะต้องวางตัวยังไงไม่ให้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ?

คนทำธุรกิจต้องมีกลยุทธ์ทำเงินที่ละเลยความถูกต้องบางอย่างเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในทุกวันนี้จริงไหม?

คำถามเหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อทุกภาคส่วนถูกผลักให้ต้อง ‘ตัวใครตัวมัน’ แรงบีบคั้นของวิกฤตกำลังทำให้รัฐและธุรกิจอยู่บนทางแยกของการเลือกเพื่อความอยู่รอด หลายครั้ง ‘คุณธรรม’ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมและโลกกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนจะนึกถึง

แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของการฝ่าวิกฤต เพราะทุกๆ ฝ่ายจะผ่านปัญหาไปได้ ทุกคนต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน หาแนวทางอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้องคาพยพทั้งหมดอยู่รอดร่วมกันได้

คำถามคือ ในวันที่การมีคุณธรรมเป็นสิ่งที่มีต้นทุนสูงขึ้น ความหมาย ‘คุณธรรมของรัฐ’ และ ‘ธรรมาภิบาลธุรกิจ’ แบบไหนที่จะตอบโจทย์ให้สถาบันต่างๆ ดำรงอยู่ได้ในยุคที่โลกบอกให้ ‘ตัวใครตัวมัน’ 

Recap ตอนนี้ชวนไปฟังในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) 

โดยในเซสชั่น SURVIVE THE WORLD ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ นักบริหารและนักคิด และ ‘รศ. ดร.จิตติภัทร พูนขำ’ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันวิเคราะห์แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแข่งขันทางธุรกิจที่ท้าทายระหว่าง ‘คุณธรรมของรัฐ’ กับ ‘ธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของธุรกิจ’ เพื่อนำไปสู่การทำให้รัฐและภาคเอกชนยังคงรักษา ‘คุณธรรม’ ให้ดำรงอยู่ได้

นิยามคุณธรรมของรัฐและภาคธุรกิจคืออะไร?

เมื่อเราพูดถึง ‘คุณธรรม’ การตามหามาตรวัดในระดับบุคคลเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่หากถามถึง ‘คุณธรรมในระดับรัฐ’ คืออะไร รศ. ดร.จิตติภัทรเริ่มต้นอธิบายว่าเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“แต่ถ้าอธิบายให้สั้นที่สุด คุณธรรมของรัฐคือการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของรัฐ ฉะนั้น การที่รัฐไหนลืมการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ถือว่ารัฐล้มเหลวในการมีคุณธรรมและศีลธรรมในการที่จะทำให้คนในประเทศปลอดภัย มั่นคง นำมาสู่เป้าหมายอื่นๆ ของรัฐที่ไม่สามารถบรรลุได้”

แต่การที่ประเทศหนึ่งจะถือครองคุณธรรมด้วยการตามหาผลประโยชน์ของคนในประเทศเพียงอย่างเดียว อาจจะส่งผลกระทบต่อคนประเทศอื่นก็ได้ ดังนั้น ควบคู่ไปกับคุณธรรมของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศแล้ว รัฐจะต้องคำนึงถึงกติการะหว่างประเทศในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในโลกด้วย

“การเมืองระหว่างประเทศมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือคนต้องการได้มาซึ่งอำนาจในเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศ แต่อีกด้านคือเรื่องกติกา รัฐต่างๆ จะชอบธรรมในการรักษาผลประโยชน์หรือเปล่าก็ต้องมีศีลธรรมมากำกับ ซึ่งหมายถึงหลักการกฎหมายระหว่างประเทศหรือกติการะหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างประเทศเราที่ไม่ได้มีพลังอำนาจต่อรองเยอะ หรือทรัพยากรก็ไม่เยอะมาก เราต้องมีหลังพิงดีๆ คือกติการะหว่างประเทศ”

ปัญหาคือตอนนี้กติการะหว่างประเทศกำลังถูกท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซียที่เขย่าระเบียบกติกาใหม่ ทำให้เกิดคำถามว่า คลื่นมหาอำนาจจะสาดผลกระทบให้รัฐอื่นๆ เริ่มไม่ยอมรักษาคุณธรรมระหว่างประเทศแล้วหรือไม่?

“การที่มหาอำนาจหรือผู้นำตัวใหญ่ๆ ไม่ทำตามกติการะหว่างประเทศ มันไม่ได้แปลความว่าคนอื่นจะบอกว่าไม่ทำ สิ่งที่เราเห็นปรากฏการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคนี้มีสองเรื่องใหญ่ๆ คือ ตัวแสดงขนาดกลางหรือเล็กมาร่วมมือกันแล้วบอกว่า ‘เอาล่ะ ฉันจะประคับประคองกติกานี้ไปด้วยกัน’ เช่น แคนาดาและสหภาพยุโรป เขามองว่าถ้าเล่นตามกติกา เขาได้ประโยชน์ เพราะมีเกณฑ์ที่ชัดเจน ใครจะมาบี้เขาไม่ได้”

“อีกอันหนึ่งที่เราเห็นคือ ประเทศต่างๆ เริ่มมาเขียนกติกาของตัวเองหรือสร้างกลุ่มในภูมิภาค แล้วขยายไปสู่กติกาโลก เช่น  BRICS (กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ ฯลฯ และไทยได้ขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกไม่นานนี้) เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร สหรัฐฯ เรื่องเยอะ มีปัญหามาก งั้นมาสร้างกติการ่วมกัน”

หากรัฐก็ต้องมีคุณธรรม แล้วผู้นำรัฐต้องมีคุณธรรมแบบไหนบ้าง? รศ. ดร.จิตติภัทรได้อธิบายปรากฏการณ์ของผู้นำผ่านแนวคิด ‘กับดักทูซิดีดีส’ (Thucydides’ Trap)–สภาวะที่มหาอำนาจเดิมระแวงมหาอำนาจใหม่จนเสี่ยงเกิดสงคราม 

“สีจิ้นผิงก็พูดถึงกับดักทูซิดีดีสเหมือนกันว่า มหาอำนาจหนึ่งขึ้นมา อีกมหาอำนาจหนึ่งตกไป มันมักจะนำไปสู่สงคราม ทำยังไงจะยับยั้งมันล่ะ แต่อันหนึ่งที่ทูซิดีดีสพูดคือ The strong do what they can, the weak suffer what they must คนที่มีความเข้มแข็งทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ ในขณะที่คนอ่อนแอกว่าก็ต้องซัฟเฟอร์ไป”

ภาวะของกับดักทูซิดีดีสนี้เองที่ทำให้ผู้นำมหาอำนาจพยายามหาเหตุผลสำหรับการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเอง แม้ว่าเขาจะกำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม

“เขาต้องหาคำอธิบายบางอย่างเพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ฉันทำมันถูก เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงว่ากติกาหรือศีลธรรมหายไป ผมว่าไม่หาย เพียงแต่มันกำลังทำงานของมันในเชิงลบ เพราะมหาอำนาจยังต้องใช้งานอยู่ เขาอยู่ในเกมนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีความชอบธรรมเลย เพราะอำนาจอย่างเดียวเอาไม่อยู่”

ฟากธุรกิจเองก็มีนิยามธรรมาภิบาลทางธุรกิจที่กำกับโดยกฎหมายต่างๆ แต่ธนาก็พยายามฉายให้เห็นภาพว่า ธุรกิจมีคุณธรรมได้เพราะถูกสร้างตามระบบ ไม่ได้เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาเพราะธุรกิจมีจิตสำนึกขึ้นมาเอง เปรียบให้เห็นภาพก็คล้ายกับการทำงานของ AI ที่มีการเขียนโปรแกรมเพื่อให้ระบบทำงานตามฟังก์ชั่นที่มนุษย์ต้องการ

“ตอบแบบโลกไม่สวยมาก ผมมองว่าธุรกิจเหมือน AI มันอยู่บนกติกาว่าจะต้องทำกำไรสูงสุด ถ้าไล่ตั้งแต่ระดับบนอย่างบอร์ดบริหารก็มี ความรับผิดชอบร่วมกัน (collective responsibility) ที่ต้องดูแลตัวเลข ส่วนผู้ถือหุ้นมาลงทุนเขาก็อยากได้กำไรคืน บริษัทเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่มนุษย์ ถ้าไม่มีบทลงโทษก็จะไม่ทำ ฉะนั้นอัลกอริทึมมันถูกเขียนไว้แบบนี้”

ธนาจึงมองว่าสิ่งที่จะทำให้เราเห็นคุณธรรมจากธุรกิจได้คือ ธุรกิจมีความสนใจตรงกับคุณธรรมนั้นๆ โดยธนาเปรียบเหมือนระบบที่คนในวงการเทคโนโลยีเรียกว่า ‘alignment’ หรือการปรับแต่งและฝึกฝนระบบ AI ให้มีเป้าหมาย พฤติกรรม และคุณค่าสอดคล้องกับเจตนาที่มนุษย์ต้องการ

“ถ้าถามผมตอนนี้ ธุรกิจยุคนี้มี alignment ด้านคุณธรรมกับลูกค้ามากขึ้นนะ เพราะถ้าทำอะไรไม่ดี ลูกค้าสามารถไปโพสต์ลงโซเชียลได้ ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทดูมีคุณธรรมขึ้นก็เพราะ alignment เขาตรงกับลูกค้า”

“แต่ส่วนที่ไม่ align และน่าเป็นห่วงคือแรงงาน เพราะการมาของ AI บริษัทคาดว่าจะต้องมี productivity เพราะลงทุนไปกับ AI เยอะ ทำให้มีการเอาคนออก แล้วเหลือพนักงานไว้บางส่วนเพื่อจะได้บังคับใช้ AI ทำงานให้ได้ ดังนั้นในมุมคนทำงานไม่ได้อยู่ในสมการ alignment ของอัลกอริทึมบริษัทต่างๆ” 

ธนาอธิบายว่า ธุรกิจเองก็ยังไม่มีคำตอบของการแก้ปัญหาแรงงานกับ AI กล่าวคือ แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนจากการจ้างงาน และสร้างประสิทธิภาพการทำงาน (productivity) ได้มากกว่า แต่ก็ยังต้องมีพนักงานมาคุมแรงงานอยู่ดี ในขณะเดียวกัน เมื่อบริษัทไม่เปิดรับจ้างงานคนรุ่นใหม่แล้ว เนื่องจากต้องการใช้ AI แทน ทำให้บริษัทขาดพนักงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องสะสมประสบการณ์เพื่อไปทำงานในภายภาคหน้า

“เพราะมนุษย์ใช้เวลาในการเรียนรู้ แล้วถ้าเอาเด็กรุ่นใหม่มาถามตอบกับ AI เลยเขาไม่ได้มีประสบการณ์ขึ้นมาคลุม workflow หรือตัดสินใจได้ทั้งหมด ธุรกิจก็ยังไม่มีคำตอบนั้นว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง” 

trust คือประเด็นสำคัญในการสร้างคุณธรรมของรัฐและธุรกิจในยุคนี้

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในวงเสวนาครั้งนี้คือ ท่ามกลางโลกบีบให้ทุกคนเอาตัวรอดจนต้องละทิ้งคุณธรรมบางอย่าง สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้ทุกคนอยู่รอดด้วยกันได้คือ ‘การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ’ (trust) 

“คนทำธุรกิจทุกวันนี้รู้ว่าถ้าจะอยู่รอดได้ต้องมีฐานแฟน เมื่อก่อนมี follower เยอะอาจจะช่วยการันตีได้ว่ามียอดขาย แต่ทุกวันนี้ต่อให้มี follower เยอะลงโพสต์ขายไปคนก็อาจจะไม่เห็น เพราะอัลกอริทึมไม่ผลักโพสต์” ธนาอธิบายในมุมธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้เจอความท้าทายจากพายุ GALE มาจากคำว่า Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) AI (การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์) Labor (แรงงาน) Environment (สิ่งแวดล้อม) ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี 

“ธุรกิจรู้ว่าถ้าจะรอดต้องมีคนรักเราจริงๆ เชื่อเราจริงๆ พร้อมปกป้องเราจริงๆ ทำอะไรออกมาก็ซื้อ เพราะฉะนั้น ถ้าลูกค้าเชื่อแบรนด์ได้แสดงว่ามี trust บางอย่าง ธุรกิจก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง trust เยอะมาก ดังนั้นผมคิดว่าในยุคที่มีตัวเลือกเยอะ มีโซเชียลโพสต์วิจารณ์ ธุรกิจก็เลยต้องสร้างมีคุณธรรมและสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าสูง”  

ในมุมการทำธุรกิจ ธนามองว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็น ‘จุดขาย’ ได้ เขายกตัวอย่างว่าร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กไม่สามารถสู้ราคากับยักษ์ใหญ่ได้ หลายครั้งพวกเขาก็ใช้วิธีการสร้างความเชื่อใจเป็นกลยุทธ์การตลาดกับลูกค้า

“ผมเคยเห็นร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น เขาขายสตรอว์เบอร์รีสู้ร้านใหญ่ไม่ได้ เขาก็แปะป้ายบอกความจริงใจเลยว่า สตอว์เบอร์รีนี้เปรี้ยวมากนะ เพราะฝนแล้ง ถ้ารอไปอีกเดือนหนึ่งจะหวานมาก มันคือการทำให้เห็นความจริงใจ ยิ่งทำให้คนเชื่อใจ แล้วอยากซื้อ” 

“ผมถึงคิดว่า trust เป็นสินทรัพย์ที่สุดในยุคนี้เลย เพราะเดี๋ยวนี้คนมีข้อมูลให้ตามล้นมาก คนจำอะไรไม่ค่อยได้ การทำให้เขาเชื่อใจ เขาจะจำเราได้ แล้วแนวคิดนี้ใช้ได้กับทุกวงการเลย ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ศาสนา รวมถึงการเมืองด้วย การสร้าง trust ก็เกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอและกาลเวลา” ธนาให้คำอธิบาย

ในมุมการเมืองระหว่างประเทศ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นประเด็นสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือและคุณธรรมของแต่ละรัฐเช่นกัน แต่ รศ.ดร.จิตติภัทรสะท้อนว่า ปีนี้อาจจะเป็นข่าวร้ายในการเมืองระหว่างประเทศอยู่บ้าง เพราะกติกาของโลกที่ถูกท้าทายยังสะท้อนถึงภาวะที่ผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ได้เชื่อใจกันด้วย

“ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังขาดดุลความไว้วางใจ (trust deficit) ตั้งแต่ระดับผู้นำไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทำให้นำมาสู่เรื่องการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ในการกำหนดว่าใครจะเข้าถึงที่ตั้งหรือทรัพยากรที่สำคัญ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจที่เติบโตยิ่งใหญ่”

“เช่น วันดีคืนดีคุณโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าอยากได้กรีนแลนด์ เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลมาก กรีนแลนด์เชื่อมโยงกับทรัพยากรอาร์กติกทั้งหมดเลย รวมทั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่จะไปคานจีนกับรัสเซีย” รศ. ดร.จิตติภัทรยกตัวอย่าง

ประเด็นขาดพร่องความไว้วางใจในหมู่ผู้นำยังส่งผลไปถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่รัฐต่างๆ เชื่อว่าเราต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น ในวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัท Apple จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผลิตสินค้าในจีน แต่กำลังเจอแรงกดดันจากความขัดแย้งโลกที่ต้องการให้แยกซัพพลายเชนออกจากกัน 

“จากที่เคยใช้แนวคิดพึ่งพากัน (interdependence) ตอนนี้มาสู่การใช้ทรัพยากรที่มีเป็นเครื่องมือเพื่อไปกดดันอีกรัฐหนึ่ง” รศ. ดร.จิตติภัทรยังอธิบายต่อว่า ในอนาคตอาจจะไม่ใช่แค่ซัพพลายเชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครือข่ายระบบเก็บข้อมูล (cloud sourcing) ที่จะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว ซึ่งเราเห็นตัวอย่างได้ตั้งแต่ตอนที่ประเทศจีนจำกัดการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นในสหรัฐฯ หรือความพยายามสร้างฐานข้อมูล AI ด้วยตัวเองของหลายประเทศ

คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันในระดับรัฐอย่างไรเพื่อรักษา ‘คุณธรรมของการพึ่งพาอาศัยกัน’ โดยไม่ทำให้แต่ละประเทศมีมุมมอง ‘ตัวใครตัวมัน’ รศ. ดร.จิตติภัทรมองว่ามีสองระดับที่ต้องมองร่วมกัน

“ในระดับกติกาโลกที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ โดยพื้นฐานต้องมี 3 เรื่องด้วยกัน คือ หนึ่ง–ระเบียบหรือกติกานี้ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนไหม ปกป้องผู้คนจากความรุนแรงไหม สอง–ธำรงรักษากรรมสิทธิ์ (property) ปกป้องดินแดนกันและกันแค่ไหน สาม–พันธสัญญา (promise) ทำได้แค่ไหน สนธิสัญญานั้นตกลงร่วมกันได้มากน้อยเพียงใด” 

แต่การที่รัฐจะรักษาซึ่งผลประโยชน์ของคนในชาติได้อย่างชอบธรรมและมีคุณธรรมแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินไปควบคู่กันคือการมี ‘จริยธรรม’ ต่อประเทศอื่นๆ ซึ่งในหลักการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า รัฐต่างๆ ต้องมี ‘ความสุขุม’ (prudence) ใคร่ครวญประเด็นต่างๆ อย่างมีความสมเหตุสมผล ซึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้เกิด ‘รัฐสุขุม’ ประกอบด้วย หนึ่ง–การมีเหตุผล (reasoning) สอง–มีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก (responsibility) สาม–การยับยั้งชั่งใจ (restaint) 

“บทเรียนประวัติศาสตร์บอกว่า อาณาจักรโรมันล่มสลาย ไม่ใช่เพราะมหาอำนาจกำลังขึ้นมามีอำนาจ แต่เกิดจากตัวเองขยายตัวจนเกินไป ภาษาสมัยกรีกโบราณบอกว่า รัฐเหล่านี้มีความอหังการ (hubis) แล้วพังไปเอง นี่คือมหาอำนาจที่ไม่มีความสุขุมกำกับอยู่ ถ้าย้อนกลับมาในวันนี้ สหรัฐฯ อาจจะไม่ได้มีปัญหา เพราะจีนผงาดขึ้นมาทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงมากเท่ากับสหรัฐฯ กำลังขยายตัวเองมากจนเกินไป เพราะเขาลืมกฎข้อหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ power ต้องมาพร้อมกับ prudence คือการยับยั้งชั่งใจ มีความรับผิดชอบ” รศ. ดร.จิตติภัทรอธิบาย

เราจะส่งเสริมให้เกิดคุณธรรมได้อย่างไรบ้าง?

“ถ้าตอบแบบไม่โลกสวย ผมนึกไม่ออกว่าธุรกิจจะรักษาคุณธรรมยังไง เพราะธุรกิจเป็นนิติบุคคล ไม่มีความรู้สึก แต่ผมอยากตอบในมุมหัวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์” ธนาเริ่มต้นอธิบาย

“ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งของคุณหมอแนท (พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลคูน (KOON Hospital) โรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกของไทยที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง Palliative Care) ผมถามว่าถ้าใกล้ตายแล้วจะทำยังไงให้ตายดี หมอแนตบอกว่า “ต้องอยู่ดีก่อน” แล้วผมจะถามว่า แล้วทำยังไงจะอยู่ดี แล้วหมอจะชอบบอกว่า “อยู่ให้เป็นโชคดีของคนอื่น” 

“ผมชอบคำนี้มากเลย ถ้าให้ผมนิยามคุณธรรมคือ การทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าเราเป็นโชคดีของเขา ทำให้คนรักในแบบที่เราเป็น เช่น เราเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เคลมผลงานคนอื่น ถ้าล้มเหลวเราไม่โทษกัน เราเจรจากับพาร์ตเนอร์ตรงไปตรงมาไหม ไม่เอาเปรียบเขา”

“ดังนั้น เราต้องกลับมาดูแลที่ตัวเองก่อนว่าเรามีวินัยไหม เราดูแลที่ตัวเองเพื่อเป็นความโชคดีให้คนอื่นได้ไหม”

ส่วนในระดับธุรกิจ ธนามองว่าด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่มีความเป็นองค์กร ทำงานตามอัลกอริทึมที่กำหนดมาจากระบบ จึงต้องมีกลไกกำกับดูแลเพื่อให้บริษัทมี ‘ธรรมาภิบาล’ ได้ชัดเจน กล่าวคือ รัฐอาจจะต้องออกกฎที่ให้บริษัทปฏิบัติตามคุณธรรมได้ 

ในระดับรัฐเอง รศ. ดร.จิตติภัทรเสนอว่า การส่งเสริมคุณธรรมระดับรัฐในห้วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดเพียงแค่ประเทศอย่างเดียว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาค้ำประกันด้วย

“เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเรามีเพื่อนเยอะ เราก็จะรวมกลุ่มกันใช้กติกาให้เป็นประโยชน์ แล้วนำไปต่อรองกันได้ ซึ่งผมเสนอว่าไทยสามารถใช้แนวคิดรัฐระดับรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองและกติการ่วม (leading from the middle)”

“เรามีดีหลายเรื่อง เช่น ภาคเกษตร หรือเรื่องท่องเที่ยว เราโดดเด่นในการทำการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ (medical tourism) สร้างเป็นฮับได้ เราก็รวมตัวกับประเทศขนาดกลางที่มีแนวคิดคล้ายกันได้”

“ตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่ใช้แนวทาง leading from the middle คือสิงคโปร์ เขาเลือกชกบางเรื่องที่โดดเด่น เช่น การเงิน หรือโลจิสติกส์ ทำให้เขาเป็นฮับของภูมิภาคในเรื่องนี้”

รศ. ดร.จิตติภัทรยังเสนออีก 2 แนวทางสำหรับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อค้ำประกับความชอบธรรมและคุณธรรมของรัฐคือ การสร้างอำนาจในการตัดสินใจของตัวเอง (agency) โดยไม่อยู่ใต้บงการของมหาอำนาจ และแนวทางการทำให้ไทยเป็นประเทศที่ขาดไม่ได้ (indispensable country) ในสายตาประเทศอื่น

“ตอนนี้ประเทศที่เป็น indispensable คือเวียดนาม เวลาคนจะลงทุนหรือวางยุทธศาสตร์อะไร จะต้องนึกถึงเวียดนาม ผมว่าอันนี้คือสิ่งที่เราขาด เรามีศักยภาพ แต่จะทำยังไงให้เราสำคัญ”

เบื้องหลังวิธีคิดและผ้าทอมือของ DoiTung.Everyday แบรนด์ใหม่จากดอยตุงที่สนุกและเป็นมิตรกว่าเดิม

ถ้าพูดถึงแบรนด์ดอยตุง (DoiTung) สิ่งแรกที่จะเข้ามาในความคิดของแต่ละคนคืออะไร

ธุรกิจเพื่อสังคม กาแฟ งานหัตถกรรม คาเฟ่ และการท่องเที่ยว อาจเป็นภาพจำของใครหลายคนที่มีต่อแบรนด์ดอยตุง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม นี่คืออัตลักษณ์ที่แข็งแรงของแบรนด์ที่ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมป์ อันมีจุดกำเนิดจากโครงการพัฒนาดอยตุง

ในแง่หนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเก๋าของแบรนด์ดอยตุงก็ถูกผูกกับกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่และวัยเกษียณที่มักเลือกสินค้าของดอยตุงเป็นของฝากหรือเพื่อส่งต่อในวาระพิเศษเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคในปัจจุบันรวมถึงรุ่นใหม่ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ เช่นเดียวกับธุรกิจแฟชั่น ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างสรรค์ความยั่งยืนของแบรนด์จำนวนมาก

โจทย์สำคัญคือ ดอยตุงจะรักษาเรื่องราวและสินค้าที่มีคุณค่าและมีมูลค่าไว้ และทำยังไงให้สามารถไปต่อได้ในยุคถัดไป ที่สำคัญคือ จะเชื่อมโยงกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในโลกธุรกิจได้ยังไง

คำถามนี้ทำให้ DoiTung.Everyday ถูกขยายออกมาจากแบรนด์ดอยตุง เพื่อปรับภาพลักษณ์งานคราฟต์ให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเปลี่ยนจากสินค้าพรีเมียมราคาสูงมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด Everyday Moments, Crafted with Joy

ทั้งความน่าสนใจในแง่ของการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนแบบ circular fashion โดยนำผ้าคุณภาพดีในคลังมาจับคู่กับผ้าทอมือที่นอกจากจะเพิ่มมิติสีสัน ยังทำให้งานคราฟต์จากชุมชนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ เป็นการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ สร้างอาชีพ คืนความภาคภูมิใจให้ ‘กลุ่มแม่ๆ’ ผู้ถักทองานหัตถกรรมจากชุมชนบนดอย ผู้บริโภคจึงได้สนับสนุนธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมผ่านไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานและไม่ยัดเยียดความรู้สึกผิด

เรานัดคุยกับตัวแทนทีม DoiTung.Everyday อย่าง อุ้ง–กมลนาถ องค์วรรณดี Strategic Design Lead และ Sustainability Specialist กับ ฝน–เย็นจิต มีอัศวเป็นมงคล Online Content and Performance Marketing มาพูดคุยกันถึงแนวคิดในการสร้างแบรนด์สนุกๆ ครั้งนี้ 

แต่บอกก่อนว่าทีมนี้ยังมีเหล่าคนรุ่นใหม่อีก ได้แก่ อาย–ไอริณ ปุรสาชิต Product and Production Designer, ยิม–ไพรสณ แววบัณฑิตระยับ Product Designer, เจี๊ยบ–นวินดา นาคเกษม Marketing Lead, จันหอม–สัตตกมล ตัมพานุวัตร Marketing Merchandiser และแจน–กัลยลักษณ์ โสภะบุญ Content Creator 

แบรนด์ DoiTung.Everyday เริ่มมาจากโจทย์อะไร

โจทย์คือแบรนด์ดอยตุงอยากเปิดตลาดใหม่ๆ เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยความที่แบรนด์ก่อตั้งมานาน เป็นที่รู้จักในสมัยหนึ่ง คำถามคือพอเวลาผ่านไป จะทำยังไงให้งานหัตถกรรม งานผ้าทอมือ ที่มีคุณค่าและมีมูลค่า สามารถไปต่อได้ในยุคถัดไป หรือมันจะเชื่อมโยงกับคนกลุ่มรุ่นใหม่ได้ยังไง

โจทย์นี้มาพร้อมการต้องปรับตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์ เพราะเดิม แบรนด์ดอยตุงจะเน้น quality premium product แต่พอเป็น DoiTung.Everyday เราอยากให้งานคราฟต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันคนปกติทั่วไป ราคาจับต้องง่าย ใช้งานง่าย มิกซ์แอนด์แมตช์อยู่ในไลฟ์สไตล์ปัจจุบันได้ เพราะคนรุ่นใหม่ชอบงานคราฟต์ แต่ภาพอาจจะเป็นแบบเฉพาะกิจมากๆ เช่น ใส่สไบถ่ายรูปที่วัดหรือถ่ายรูปกับดอกบัว ผ้าไทย

เราอยากจะปรับมุมมองที่คนมองผ้าทอมือหรือผ้าที่ทำโดยคนไทยว่าดูสูงอายุ เชย ใส่ยาก ให้เข้าถึงง่ายขึ้น และไม่ได้อยากเป็นแบรนด์ใหม่ แต่เป็น subcategory ของแบรนด์ดอยตุง ให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยง หรือเข้ามาในช็อปแล้วซื้ออะไรไม่ได้เลย ไม่มีอะไรเหมาะกับเขา ได้มีตัวเลือกมากขึ้น 

สโลแกนของ DoiTung.Everyday คือ Everyday Moments, Crafted With Joy เราอยากให้ชีวิตประจำวันทุกคน มีความสุขในทุกโมเมนต์ ไม่ใช่เฉพาะคนปลายทาง แต่ของทุกชิ้นถูกทำมาด้วยความสุขของคนต้นทางด้วย 

ถ้าย้อนกลับไป มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเริ่มต้นโครงการพัฒนาดอยตุงด้วยเป้าหมายหลักคือ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่สูง ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ดอยตุง นี่เป็นจุดแข็งและเป็นต้นน้ำที่แข็งแรงมาก ทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน การฝึกชาวบ้านโดยเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ พอเขามีทักษะแล้ว ก็จะผลิตของหรือสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ เราจึงเอาเรื่องราวนี้มาอยู่ในเรื่องเล่าของแบรนด์ด้วย

สิ่งที่ DoiTung.Everyday จะทำจึงไม่ใช่เพื่อชุมชนอย่างเดียว แต่จะนึกถึงมุมของลูกค้า คือทั้งลูกค้าที่ใช้สินค้า และคุณภาพชีวิตของแม่ๆ ที่ทำชิ้นงานด้วย

สิ่งที่ยากที่สุดในโปรเจกต์นี้คืออะไร

มุมมองที่มีต่อแบรนด์คือสิ่งที่ยากที่สุดในการปรับเปลี่ยน เพราะมันแข็งแรงมากสำหรับเฉพาะกลุ่ม แต่ความท้าทายคือ ทำยังไงให้ความแข็งแรงนี้เป็นมิตรขึ้น เปิดกว้าง ยืดหยุ่นขึ้นสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต่างออกไป หรือกลุ่มที่เขาอาจไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ดอยตุง

ภาพจำของสินค้าดอยตุงแบรนด์หลักจะดูค่อนข้างสูงวัย ทั้งเนื้อผ้าหรือลายทอที่ชัดเจนมากๆ หรือสีที่คนรุ่นใหม่อาจรู้สึกไม่ชอบ ซึ่งสีที่เราออกแบบกันมาเป็นแบบสดใส เพราะมาจากเงื่อนไขที่เราไม่ได้ใช้ผ้าใหม่ในการผลิตเลย แต่เราไปหยิบเอาผ้าที่มีอยู่แล้วในคลังของดอยตุงมาใช้ ซึ่งผ้าในคลังที่ไม่ได้ใช้มีความคัลเลอร์ฟูลมาก แต่ความยากคือจะเอามาใช้ยังไง 

เรามาเจอกับโจทย์เรื่องราคา จึงไม่เอาผ้าทอทั้งชิ้น แต่เป็นผ้าทอครึ่งหนึ่ง กับผ้าคงเหลือจากอุตสาหกรรมอีกครึ่งหนึ่งที่สีเข้ากัน ดังนั้น สินค้าอย่างเช่นกระเป๋าทุกใบจะกลับด้านใช้ได้สองด้าน ราคาต้นทุนจะลดลง เพราะไม่ใช้ผ้าทอเต็ม แถมใช้งานง่าย มีลูกเล่นเรื่องสีสันได้มากขึ้น หน้าที่ของดีไซเนอร์คือต้องแมตช์สีให้ไปด้วยกันได้มากที่สุด

เราเป็นคนทำงานที่เชื่อในเรื่องวิชวลหรือการมองเห็น ตอนที่คนเห็นภาพถ่ายหรือโลโก้แบรนด์ครั้งแรกก็ตกใจ ไม่คิดว่าเปลี่ยนไป ดูไม่ออกว่าเป็นแบรนด์ดอยตุง เด็กๆ ที่เราไปคุยด้วยก็บอกว่าดูแพง พอถามราคาจริงกลับไม่ได้แพงขนาดนั้น อีกส่วนหนึ่งที่เราทดสอบและเรียนรู้คือการเล่าเรื่องที่แข็งแรงมากของดอยตุง ทั้งการออกแบบจากผ้าคงเหลือ แม่ๆ บนดอยที่เป็นผู้ลงมือเย็บสินค้า พอเราเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเล่า คนก็คิดว่ามีหลายอย่างที่เขาอยากสนับสนุน เพราะหัวใจหลักของดอยตุงหรือของ DoiTung.Everyday คือเรื่องการมองเห็นคุณค่าในทุกอย่าง

ตั้งแต่คนทำงาน แม่ๆ ที่เราไปทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนชายขอบในสังคม ไม่ได้มีใครไปสนับสนุนหรือยกระดับคุณภาพชีวิตให้เขา เป็นผู้หญิงชนเผ่า ซึ่งโดยประเพณีก็ไม่ได้มีโอกาสในการทำอาชีพหรือพึ่งพาตัวเองได้มาก นอกจากช่วยสามีทำไร่ ดูแลและเลี้ยงลูก เราจึงไปตั้งศูนย์หัตถกรรม พาเขามาฝึกสอนตั้งแต่เย็บผ้า ถีบจักร เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เพียงแค่เขาไม่ได้รับโอกาส การทำงานร่วมกันครั้งนี้เลยเป็นทั้งการแบ่งปันโอกาส เรียนรู้ร่วมกัน และให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง 

กลุ่มเป้าหมายของ DoiTung.Everyday ที่มองไว้คือกลุ่มไหน ต่างจากแบรนด์ดอยตุงหลักไหม

กลุ่มเป้าหมายที่เราอยากไปคือกลุ่มที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือชอบสนับสนุนชุมชน กับอีกกลุ่มที่เป็นสายชอบแต่งตัว สายอาร์ต สายไลฟ์สไตล์ สาวกแบรนด์ไอจีทั้งหลาย 

เป็นกลุ่มที่มีมายด์เซตแบบเจนฯ ซี เป็น global citizen มีความตระหนัก ใส่ใจเรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อม โซเชียล ความเท่าเทียม พร้อมเปิดใจกับ งานศิลปะ งานคราฟต์ วัฒนธรรม ชอบเรื่องราว ชอบเดินทาง หรือสนใจที่มาของสิ่งต่างๆ มีความเป็น smart consumer ที่หาข้อมูลว่าแบรนด์นี้คืออะไร เป็นกลุ่มที่จะเป็นกำลังซื้อหลักในอนาคต เป็นกระบอกเสียงหลัก และเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม 

ตอนนี้บริษัทใหญ่พูดเรื่องคาร์บอนเครดิต นู่นนี่นั่น แต่เรามองว่าถ้าคนตัวเล็กๆ ไม่สามารถมีส่วนร่วมหรือไม่สนุกระหว่างทาง มันก็ไม่เกิดอะไร เมื่อก่อนคำว่ากรีนอาจเป็นเฉดเดียว แต่ตอนนี้เราอยากพูดถึงเรื่องความหลากหลาย ซึ่งเราก็เอาเรื่องเล่านี้มาใส่ในคอลเลกชั่นของ DoiTung.Everyday ด้วย

มีวิธีคิดในแง่ของการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบยังไง

เราเริ่มจากวัสดุ ไม่ใช่ความต้องการของดีไซเนอร์ เพราะเราเอาโจทย์ธุรกิจเป็นตัวตั้ง คือการทำเรื่องความยั่งยืน เอาผ้าในคลังมาใช้ หรือสิ่งที่ชุมชนเย็บได้ แปลว่าเราต้องไม่ออกแบบสินค้าที่เลือกผ้าอะไรก็ได้ หรือทำสินค้ายากเกิน ชุมชนเย็บไม่ได้ มันมีหลายสมการ แต่เราจะออกแบบของที่สามารถตอบโจทย์ทั้งคนทำ ทั้งเรื่องผ้า เรื่องเศรษฐกิจได้

อีกเรื่องคือจุดขายของดอยตุง ณ ปัจจุบันจะอยู่ที่สนามบินค่อนข้างเยอะ เราเลยเลือกทำสินค้าเป็น travel accessory หรือกระเป๋า ของชิ้นเล็ก ที่หยิบง่าย คือ หนึ่ง ใช้ผ้าน้อย สอง หยิบง่ายขายคล่อง เย็บง่าย ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการทำสินค้าที่ต้นทุนต่ำลงมา ตั้งราคาไม่แพง สุดท้ายคือเรื่องของการจับคู่ผ้า การออกแบบคอลเลกชั่นแรกจึงเริ่มจากข้อจำกัดและหาทางแก้ไข แล้วเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดมากมาย

คอลเลกชั่นแรกจะเป็นหมวด category travel มีกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย เสื้อ กางเกง ยางมัดผม ที่ใส่แอร์พอดส์ พวงกุญแจ ที่ใส่พาสปอร์ต แต่ว่าคอลเลกชั่นสองและสามจะเริ่มเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์และของแต่งบ้าน เช่น เซรามิก แก้วกาแฟ กระเป๋า tote ใบใหญ่ เสื้อผ้าแบบฟูลคอลเลกชั่น 

อยากให้ DoiTung.Everyday อยู่ตำแหน่งไหน ในยุคที่แบรนด์แฟชั่นจำนวนมากก็พูดเรื่องความยั่งยืน

เทรนด์ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่กว้างมากๆ ถ้าเรื่องวัสดุเรามองว่าของเราเป็น แฟชั่นหมุนเวียน (circular fashion) แต่ไม่ได้ 100% เราพยายามไม่ใช้วัสดุที่ต้องผลิตขึ้นมาใหม่ แต่พยายามจะใช้ผ้าคงเหลือที่มีอยู่แล้วให้ได้มากที่สุด ต่อมาคือเรื่องจำนวนในการผลิต เราไม่ได้ทำเป็น mass product หรือทำได้เยอะแบบปั๊ม เพราะผ้าต้องทอมือทุกชิ้น จึงยั่งยืนในแง่ของความเป็น small batch หรือความเป็นลิมิเต็ด

ความยั่งยืนของดอยตุงที่เห็นได้ชัดคือเรื่องวัสดุ เราอยากให้ชาวบ้านเย็บได้ อยากให้ราคาต่ำ จึงเลือกใช้ผ้าคงเหลือเพราะไม่อยากให้ต้นทุนของวัสดุพุ่งสูง เรื่องมิติความยั่งยืนด้านแฟชั่นที่คนอื่นพูดกันเยอะๆ สมมติบางแบรนด์ทำเสื้อผ้าเส้นใยอย่างดีเลย แต่ผลิตเป็นล้านตัว เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ายั่งยืน เพราะมันไม่ได้เปลี่ยน business model อะไร

ดังนั้น business model จึงเป็นจุดที่กำหนดว่าอะไรจะยั่งยืน ซึ่งของดอยตุง ไม่ได้เป็น mass product แต่พยายามให้ลูกค้ากลับมามีส่วนร่วมผ่านเวิร์กช็อป ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือต้นทาง เราสร้างความยั่งยืนให้คนจริงๆ บางคนอาจจะมองมิติความกรีนคือสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ความยั่งยืนมีหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ของดอยตุงอาจจะติ๊กถูกเยอะในเรื่องของสังคมกับวัฒนธรรมที่แบรนด์อื่นไม่มี

ในฝั่งของเรื่องสังคม อย่างที่บอกว่าเราเล่าเรื่องการทำงาน ความมีคุณค่าของผู้หญิง การสร้างงานให้คนชายขอบ ส่วนฝั่งวัฒนธรรม งานทอผ้าเป็นงานวัฒนธรรมของคนเหนือ คนไทใหญ่ คนอาข่าอยู่แล้ว ช่างทอบางคนอยู่กับเรามามากกว่า 20 ปี และไม่ค่อยมีใครในหมู่บ้านหรือรุ่นลูกหลานทำต่อแล้ว การที่เรายังทำงานทอผ้าอย่างต่อเนื่องคือโอกาสให้เขายังมีคุณค่า เป็นครูที่ส่งต่อทักษะงานฝีมือที่มีคุณค่า ไม่ใช่เกษียณเพื่ออยู่บ้านเฉยๆ

คำตอบนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญของคำถามนี้ เพราะส่วนใหญ่คนเข้าใจความยั่งยืนว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เราทำในแบรนด์คือความยั่งยืนทางสังคม ถ้าคนอยู่ได้ ป่าก็อยู่ได้ ถ้าผู้คนมีศักดิ์ศรี มีงานที่ได้รับค่าตอบแทน ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะที่ดี ธรรมชาติก็จะดีขึ้นได้ ดังนั้นเราเลยเน้นการทำงานกับคน เพื่อให้เขาเป็นผู้พิทักษ์ป่าอีกที

อยากให้ผู้บริโภคมอง DoiTung.Everyday ต่างจากแบรนด์แฟชั่นอื่นยังไง

อันดับแรกอยากให้รู้สึกสนุก รู้สึกเซอร์ไพรส์ หมายถึงตอนแรกอาจรู้สึกว่าน่ารัก สวย แต่พอได้มาจับผ้า ได้มารู้เรื่องราว จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ ตั้งแต่มาทำ DoiTung.Everyday คำว่า joy หรือสนุกคือคีย์เวิร์ดของเรา สิ่งที่อยากให้คนได้สัมผัส ยังไม่ต้องซื้อก็ได้ แต่อย่างน้อยให้เขาเห็นแล้วรู้ว่ามันมีมิตินี้อยู่ในโลก ในฟีดไอจี แล้วทุกการซื้อของเขามันคือการสนับสนุน business model แบบนี้

เราไม่อยากให้คนต้องเลือกระหว่างการมีความสุขในการซื้อของ กับการสร้างอิมแพกต์ เราไม่ได้อยากบอกว่า ห้ามซื้อนะ หรือรู้สึกผิดทุกครั้ง แต่เรายังเอนจอยการแต่งตัว การใช้ชีวิต ได้โดยที่เราสนับสนุนหรือซื้อสินค้านี้แล้วรู้สึกดีไปด้วยกันกับเรื่องราว

ต่อไปคนอาจไม่ใช่แค่ต้องซื้ออย่างเดียว แต่มาร่วมกิจกรรมกับเรา เวิร์กช็อปกับเรา เรียนรู้กับเรา เพราะเราก็อยากทำแบบอื่นๆ ต่อ เช่น จัดทริป ขายความรู้ ขายเวิร์กช็อป เพราะในยุคครีเอเตอร์ ถ้าเราทำให้เขารู้สึกกลับมาอยากสร้างอะไรบางอย่าง อยากทำอะไรบางอย่าง โดยไม่ต้องรอตัวเองซื้ออย่างเดียว อันนี้จะดีมาก

ในมุมผู้บริโภค เราคิดว่าเป็นข้อขัดแย้งกันทั่วโลก ทุกคนจะบอกว่าเทรนด์แฟชั่นยั่งยืนไม่มีอยู่จริงหรอก แต่สุดท้ายมันมีประโยคเดียวที่จริงที่สุด ซึ่ง Vivienne Westwood พูดไว้คือ “Buy less, Choose well, Make it last” คือซื้อน้อยลง เลือกให้มากขึ้น และใช้ไปนานๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ DoiTung.Everyday ทำ เราเลือกผลิตแบบ small batch จากผ้าที่มีในคลัง คือ buy less ต่อให้อยากซื้อมากกว่านี้ก็มีผ้าที่ทำได้เท่านี้ และเป็นการ buy better ด้วย เพราะทุกชิ้นที่ซื้อไป เราคิดทุกดีเทลมาแล้วอย่างดี ทั้งคุณภาพสินค้า และอิมแพกต์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม 

เป้าหมายต่อไปของ DoiTung.Everyday คืออะไร

เราอยากให้ DoiTung.Everyday เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชีวิต เป็นแบรนด์ที่คนรู้สึกมีส่วนร่วม เห็นแล้วรู้สึกสนุก ในโลกที่มีแต่ข่าวร้าย ความเครียด เบิร์นเอาต์ เราอยากเป็นพื้นที่ที่ยังมีความหวัง มีสีสัน มีสิ่งที่คุณรู้สึกดีกับตัวเองและคนอื่นๆ ได้ เรารู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มันค่อนข้างหายากในปัจจุบัน จึงอยากให้แบรนด์ทั้งสื่อสารและเปิดพื้นที่ให้คนมามีส่วนร่วม ซึ่งถ้าเราสามารถไปจัดทริปกิจกรรมหรือพาคนไปเรียนรู้ต้นทาง ก็น่าจะเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างมีความหมายสำหรับแบรนด์

มีคีย์เวิร์ดคำหนึ่งที่เรากำลังคุยกันคือ Shades of Joy เรามองว่าในบรรดาความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น เราเลือกที่จะมาด้วยเฉดสีนี้ในแบบของ DoiTung.Everyday ที่เป็นสีสัน เป็นความสนุก เราอยากรู้ว่าตลาดโอบรับกับเฉดนี้ที่เรากำลังสื่อสารออกไปขนาดไหน

เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อยๆ ว่า จากฟีดแบ็กที่ได้รับ ตอนนี้คนสนใจเราจากผ้าทอ สนใจเรื่องของชุมชน ขั้นตอนต่อไป เราจะเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อยอด สุดท้ายแบรนด์ก็จะเติบโตไปพร้อมกับฟีดแบ็กที่ได้รับจากลูกค้า ซึ่งมันทำให้แบรนด์เราค่อนข้างกลม เพราะไม่ได้มาจากว่าฉันคิดอย่างนี้ หรือดีไซเนอร์คิดอย่างนี้ แต่คือการโอบรับทั้งคอมมิวนิตี้และแบรนด์เราโตไปพร้อมๆ กับการให้ความรู้ไปด้วยกัน

สำรวจความเป็นไปได้หลากเฉดสีของแฟชั่นยั่งยืน

สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับ DoiTung.Everyday และ เข้ามามีส่วนร่วมกับคอมมิวนิตี้ที่เชื่อในแฟชั่นยั่งยืนไปพร้อมกัน เราขอชวนมาร่วมงาน Sustainable Fashion in Action

สำรวจความเป็นไปได้หลากร้อยเฉดสีของ sustainable fashion ผ่าน 4 กิจกรรมที่ชวนทุกคนมาลงมือทำแบบจอยๆ ไปด้วยกันดังนี้

CONNECT | 10 Oct 2026 | 1:30–2:30 PM

เข้าร่วม Community Circle กับ Guest Speakers สายแฟชั่นยั่งยืน คุณอุ้ง–กมลนาถ องค์วรรณดี จาก DoiTung.Everyday, คุณพล–อมรพล หุวะนันทน์ จาก Moreloop และคุณ Cavina Willson จาก Sustainable Fashion UK

SWAP | 10–11 ต.ค. 2569 | 13:30–18:00 PM

Clothes and Book Swap มาแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนังสือ

CREATE | 10–11 Oct 2026 | 3:00–5:00 PM

Workshop: A Frame Full of Joy ร่วมทำกรอบรูปจากเศษผ้า ชุบชีวิตเศษวัสดุรอบตัว พร้อมแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคอมมิวนิตี้

EXPLORE | 10–11 Oct 2026 | All Day

Exhibition: Every Shade of Joy ชวนทบทวน ตกผลึกชุดคุณค่าในการใช้ชีวิตและวิถีการบริโภค

พบกันที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, MRT Lumphini Exit 3 วันที่ 10-11 ตุลาคม 2569

ประชุม IMF-World Bank ที่จัดในไทยคืออะไร?

หลายคนอาจจะเห็นหน้าข่าวประกาศว่ารัฐบาลได้ให้ข้าราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานครเตรียมเวิร์กฟรอมโฮม ในช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคม และให้บริษัทเอกชน โรงเรียน และสถานที่สำคัญๆ ในบริเวณใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์พิจารณาเวิร์กฟรอมโฮมเพื่อลดความแออัดของจราจร เตรียมสำหรับต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม IMF-WBG Annual Meetings ประจำปี

การเห็นประกาศนี้อาจทำให้หลายคนสงสัยว่า การประชุมที่ว่านี้คืออะไร ทำไมประเทศไทยถึงได้เป็นเจ้าภาพปีนี้ สเกลงานมีความยิ่งใหญ่มากแค่ไหนถึงขั้นที่รัฐบาลต้องประกาศให้มีวันหยุดพิเศษ ซึ่งจะทำให้ธนาคาร ข้าราชการที่ทำงานในเขตกรุงเทพฯ งดเว้นการทำงานในวันที่ 16 ตุลาคม

Recap ตอนนี้จึงพาไปตอบคำถามว่า การประชุมครั้งนี้คืออะไร สำคัญกับเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน รวมทั้งประเทศไทย คนไทย และธุรกิจไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการประชุมบ้าง

การประชุมที่เปรียบเหมือน ‘งานโอลิมปิกทางการเงิน’ 

การประชุมนี้มีชื่อว่า IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวงการการเงินและธนาคารเรียกสั้นๆ ว่า IMF-WBG Annual Meetings เป็นการประชุมที่รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าฯ การธนาคารกลาง สถาบันทางการเงิน นักวิชาการ และผู้แทนจาก 190 กว่าประเทศ รวมกว่า 15,000 คน จะมาร่วมหารือประเด็นทางการเงินโลกด้วยกัน

การจัดประชุมการเงินระดับโลกนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2490 และจัดขึ้นในเดือนตุลาคมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จำนวน 2 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก โดยไทยเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ก่อสร้าง ‘ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์’ ขึ้นมา 

การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานการเงินระดับโลกนั้น นับว่าเป็นโอกาสที่ประเทศนั้นๆ จะได้เปรียบในพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการลงทุน เพราะถ้าเปรียบอย่างเห็นภาพ นี่คือการประชุมที่เหมือนกับ ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ 

ที่คนทั่วโลกจะมาร่วมหารือนโยบายด้านการเงินระหว่างประเทศ ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน หาแนวทางรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ทิศทางการลงทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน

จึงไม่แปลกเลยที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานครจะต้องเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับผู้นำด้านการเงินระดับโลกเข้ามาประชุมที่ไทยในครั้งนี้

ประเด็นพูดคุยเรื่องอะไรที่น่าจับตามองบ้าง?

ธีมหลักของงานคือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience แนวคิดการพัฒนาประชาชนเป็นศูนย์กลางและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคต โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพเป็นกำหนดธีมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการเงินโดยมี ‘คน’ เป็นแกนกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้คำนิยามไว้ว่า “ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่ ใส่พลังไปที่คน เท่าทันต่อความเสี่ยง” โดยกล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่ใช่แค่การผลักดันศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คุณภาพคนก็สำคัญ รวมทั้งระบบที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายทางการเงินในอนาคต และพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ธนาคารแห่งประเทศระบุไว้ว่า ภายใต้ธีมนี้จะทำงานผ่าน 4 ประเด็นหลัก คือ

🏦 Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth 

การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น หรือการทำให้ระบบนิเวศดิจิทัลปลอดภัย น่าเชื่อถือ และสร้างโอกาสการเข้าถึงในทุกกลุ่ม

🏦 Building Resilience in a Fragmented World

ในโลกที่มีความแตกแยกสูง บทบาทของประเทศขนาดกลางที่จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อความร่วมมือถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำให้ไทยมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของประเทศเพื่อเป็น trusted hub ของการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจะช่วยสร้างสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศได้

🏦 New Financial Architecture for Climate Adaptation

สร้างระบบหรือโครงสร้างทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมผลักดันโครงการ Financing the Transition และจัดทำ Thailand Taxonomy เพื่อสนับสนุนการระดมเงินทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

🏦 Demographic Change and the Longevity Economy 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน เตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ตลอดช่วงชีวิต พร้อมสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชากร เช่น อุตสาหกรรม wellness 

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมาก็เป็นประเด็นที่จะต้องหยิบยกมาประชุม ทั้งการเงินที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาสงคราม การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน อาหาร และปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หรือเสถียรภาพทางการเงินของหลายประเทศที่แบกภาระหนี้หนักขึ้นเรื่อยๆ หลังช่วงโควิด  

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีและการเงินดิจิทัล ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางการเงินหลากหลายแบบที่เป็นภัยคุกคามความปลอดภัยการเงินดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงโอกาส และความปลอดภัย ในยุคที่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

งานนี้สำคัญกับคนไทยยังไงบ้าง? 

ถ้านับจริงๆ แล้ว มีเพียง 3 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพมากกว่า 1 ครั้ง นั่นคือ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย

นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่แค่โอกาสมูลค่าทางทางเศรษฐกิจที่จะมีเงินสะพัดในช่วงจัดงานประมาณ 5,000–10,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะสร้างความเชื่อมั่น และถ่ายทอดภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยพร้อมเป็น ‘ผู้กำหนดวาระทางการเงิน’ และ ‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’ ของโลก

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงานประชุมด้านเทคโนโลยีและธุรกิจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Techsauce Global Summit 2026) ว่าการประชุม IMF-WBG Annual Meetings จะทำให้ได้เป็นผู้ร่วมกำหนดวาระการเงินโลก (agenda shaper) 

สอดคล้องกับที่วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าประเทศไทยเตรียมจัดทำ Bangkok Blueprint ด้านการป้องกันภัยการเงินดิจิทัล ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อเป็น ‘ไบเบิล’ ให้ทั้งโลกได้นำไปประยุกต์ใช้รับมือกับภัยทุจริตและอาชญากรรมทางไซเบอร์ 

การสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตาโลก ยังรวมถึงการเป็น ‘จุดเชื่อมต่อ’ ที่สามารถผสานความร่วมมือระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งของการเมืองโลก ซึ่งส่งผลมาถึงเศรษฐกิจโลก บีบให้หลายประเทศใช้การ์ดป้องกันตัวเอง โหมดตัวใครตัวมันกำลังถูกขับเคลื่อนระหว่างผู้นำระดับโลก ดร.สันติธาร จึงมองว่าการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยสามารถวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ ‘Trusted Connector’ เพื่อให้นักลงทุน นักการเงิน และอื่นๆ ไว้วางใจ และเห็นว่าไทยมีศักยภาพเชื่อมต่อระบบการเงินและห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเจอความท้าทายในตอนนี้

ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งในระยะใกล้ คือการสร้างรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงานประชุมตลอดสัปดาห์ และในระยะยาว คือการสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในฐานะศูนย์กลางเชื่อมต่อและผู้ร่วมกำหนดนโยบายสำคัญของโลก ทำให้นักลงทุนเชื่อถือ และเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สร้างโอกาสต่อธุรกิจไทย แรงงาน และเศรษฐกิจไทยต่อไปนั่นเอง

อ้างอิง