อะไรอยู่ในใจ? ที่ทำให้ เหล่าพนักงานเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อกัน ในแบบที่ดีต่อบริษัทด้วย

จากประสบการณ์การทำงานของเรา เราเคยผ่านมาแล้วทั้งกับการทำงานในบริษัทที่ทุกคนซัพพอร์ตกันมากกว่าแค่เรื่องงาน หรือบริษัทที่ทุกคนเป็นมืออาชีพต่อกันในงาน แต่ไม่ได้ช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นเลยที่นอกเหนือจากงาน

เปล่า, เราไม่ได้จะบอกว่าบริษัทไหนผิด บริษัทไหนถูก เพราะว่ากันตามจริง ทั้งสองบริษัทล้วนผลิตผลงานที่ตรงตามมาตรฐานได้ทั้งคู่ แต่ถ้าถามใจคนทำงาน รวมถึงถ้าให้สำรวจตัวเองในเวลานั้น เราชอบตัวเองที่อยู่ในบริษัทแรกมากกว่า กล่าวคือนอกจากทุกคนจะเห็นตรงกันว่างานต้องเป๊ะ เรายังห่วงใยและเกื้อหนุนกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วย

แต่เพราะเคยผ่านมาทั้งสองแบบ มันเลยทำให้เราสงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าแล้วอะไรกันนะ ที่ทำให้บริษัทหนึ่งมีคุณลักษณะแบบนี้ แล้วทำไมอีกบริษัทหนึ่งไม่มี อะไรที่ทำให้คนทำงานเลือกเป็นมากกว่าพนักงานแต่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อกัน อะไรที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใต้ความคิดเหล่านั้น


พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ (organizational citizenship behavior) หรือที่เรียกกันว่า ‘OCB’ นั้นเป็นแนวคิดสำคัญในศาสตร์จิตวิทยาการทำงาน ถูกนำเสนอโดย Dennis W. Organ เป็นครั้งแรกเมื่อต้นยุค 90s โดยหมายถึงพฤติกรรมที่บุคคล ‘เลือกทำโดยสมัครใจ’ ไม่ได้ถูกบังคับหรือผูกกับรางวัลโดยตรงจากองค์กร แต่พฤติกรรมเหล่านี้มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานและความสำเร็จขององค์กร หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ในงาน แต่ส่งผลดีต่อการทำงานของทีมนั่นเอง

แล้วทำไม OCB ถึงสำคัญ? เพราะหากลองมองชีวิตการทำงานในแต่ละวัน เราอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับงาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานไม่ได้ประกอบด้วยงานตามหน้าที่เพียงอย่างเดียว ระหว่างวันเรายังมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุย การช่วยเหลือกัน หรือแม้แต่การกระทำเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน job description แต่กลับส่งผลต่อบรรยากาศและประสิทธิภาพของทีมอย่างมหาศาล ลองจินตนาการเปรียบเทียบดูง่ายๆ ก็ได้ว่าถ้าต้องอยู่ในที่ทำงานที่ทำงานอย่างเดียว กับในที่ทำงานที่มีเพื่อนที่นั่งข้างๆ คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แบบไหนจะทำให้เรารู้สึกดีมากกว่ากัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อแนวคิด OCB ถูกนำเสนอขึ้น ไม่แปลกที่มันกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและถูกศึกษามาอย่างยาวนานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และนำไปสู่องค์ความรู้จำนวนมากที่องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้


คนที่มี OCB ต้องมีอะไรบ้าง?

เพราะต้องการให้เห็นภาพชัด จึงมีงานศึกษาที่พยายามอธิบายว่าการที่บุคคลหนึ่งมี OCB หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาผ่านชุดของคุณลักษณะพฤติกรรมที่สะท้อน ‘การทำงานเกินบทบาทอย่างสม่ำเสมอ’ โดยมี 5 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

1. การช่วยเหลือผู้อื่น (altruism) หมายถึง พฤติกรรมที่พนักงานให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานโดยสมัครใจ เช่น การช่วยแก้ปัญหาในการทำงาน การสอนงาน หรือการแบ่งปันความรู้ สะท้อนถึงความตั้งใจในการสนับสนุนผู้อื่นโดยไม่ได้คาดหวังผลตอบแทน 

2. ความมีวินัย (conscientiousness) หมายถึง การปฏิบัติงานที่เกินกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของบริษัท เช่น การมาก่อนเวลา และการทำงานอย่างรอบคอบ โดยพนักงานที่มีลักษณะนี้มักไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากภายนอก และสามารถรักษามาตรฐานการทำงานที่สูงได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว

3. การยอมรับความพ่ายแพ้ (sportsmanship) หมายถึง ความสามารถในการยอมรับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยไม่แสดงพฤติกรรมเชิงลบ เช่น การบ่น การวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ หรือการต่อต้าน โดยพนักงานที่มีความอดทนสูงจะช่วยลดความตึงเครียดในองค์กรและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดี 

4. การมีส่วนร่วมในองค์กร (civic virtue) หมายถึง การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกิจกรรมขององค์กร เช่น การติดตามข่าวสาร การเข้าร่วมประชุม การเสนอความคิดเห็น หรือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สะท้อนถึงความผูกพันต่อองค์กรและความรู้สึกเป็นเจ้าของ

5. การคำนึงถึงผู้อื่น (courtesy) หมายถึง พฤติกรรมที่มุ่งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับผู้อื่น เช่น การแจ้งข้อมูลล่วงหน้า การประสานงานก่อนตัดสินใจ หรือการหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างความเดือดร้อน พฤติกรรมนี้ช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ไม่ได้มีข้อไหนที่ถูกระบุเป็นข้อกำหนดในรายละเอียดงาน แต่เป็นการกระทำที่ถ้าพนักงานทำได้ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อทีมในระยะยาว และยังทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย


ทำไมพนักงานบางคนถึงเลือกมี OCB? ในขณะที่บางคนก็ไม่?

แต่ถ้ารู้ว่า OCB มีประโยชน์ให้กับทั้งทีม คนรอบตัว และต่อตนเองได้ขนาดนั้น ทำไม OCB ถึงไม่ได้มีในคนทำงานทุกคน? คำถามข้างต้นนี้เองที่ทำให้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้มีการพยายามหาคำตอบอยู่มากมาย ว่าอะไรที่ทำให้คนเรามี OCB ต่างกัน โดยในปัจจุบันพอจะอธิบายได้ผ่าน 2 ปัจจัย นั่นคือปัจจัยในระดับบุคคลและปัจจัยในบริบทขององค์กร

ในระดับพื้นฐานบุคคล OCB ถูกอธิบายว่าเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานจะประเมินด้วยตนเอง ว่าการกระทำดีๆ ที่ฉันจะทำนั้น ‘คุ้มค่า’ หรือ ‘จะมีความหมาย’ เพียงใด ซึ่งการจะพิจารณาสิ่งนี้ นอกจากบุคคลจะมองที่ตนเองแล้ว พวกเขายังพิจารณาบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วย ว่าถ้าฉันมี OCB ให้กับบริษัท ตัวบริษัทนั้นยุติธรรม ให้การสนับสนุน หรือเปิดโอกาสให้ฉันได้ทำด้วยหรือเปล่า 

หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘บริษัทนี้ให้ฉันเท่าเทียมกับที่ฉันกำลังจะให้หรือไม่’ 

ถ้าคำตอบคือใช่ พนักงานจะมีแนวโน้มตอบแทนผ่านพฤติกรรมเชิงบวก แต่ในทางกลับกัน หากพนักงานรู้สึกว่าปัจจุบันองค์กรไม่ได้สร้างองค์ประกอบอะไรให้เรารู้สึกถึงความมีคุณค่า พฤติกรรมเกินหน้าที่ก็อาจลดลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ในระดับที่ลึกลงไป ยังมีงานศึกษาอีกมากมายที่พยายามอธิบายว่า OCB มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยอีกหลายด้าน เช่น เราพอใจในงานอยู่หรือไม่ เรามีแรงจูงใจในการทำงานไหม หรือเราได้รับผลตอบแทนอย่างยุติธรรมอยู่หรือเปล่า เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการทำให้บุคคลมีแนวโน้มแสดง OCB ออกมาได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นคำถามที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่องค์กรมอบให้พนักงานเช่นกัน

ดังนั้นพอเป็นแบบนี้แล้ว จะได้เห็นว่า OCB ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของนิสัยส่วนตัวที่ตายตัว แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการผสมกันระหว่างบุคคลกับบริบท กล่าวคือคนคนเดียวกันอาจแสดง OCB สูงในที่หนึ่ง แต่ต่ำในอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าสภาพแวดล้อมนั้นเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ อย่างเช่นเราเองถ้าพิจารณาถึงตัวเองเมื่อครั้งอดีต เราก็ได้คำตอบเลยว่าในที่ทำงานที่เรามี OCB มาก มันก็เกิดจากองค์กร หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงานที่สนับสนุน ตรงกันข้ามกับเมื่อครั้งอยู่ในองค์กรที่ไม่ยุติธรรมต่อพนักงาน รวมถึงเพื่อนร่วมงานเองก็ต่างคนต่างทำงาน OCB ในตัวเราก็ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด


บริษัททำยังไง เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานมี OCB

อย่างที่กล่าวไปว่าการสร้าง OCB ไม่สามารถทำได้ผ่านการสั่งการโดยตรง เนื่องจากลักษณะสำคัญของ OCB นั้นคือความสมัครใจ ดังนั้น ในปัจจุบันองค์กรจึงเลือกมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘เงื่อนไข’ ที่เอื้อให้พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า 

โดยในบทความนี้ เราหยิบเอาข้อแนะนำจากงานศึกษาของ Kang และ Hwang ในปี 2023 มาฝากทุกคน มี 4 ข้อ ดังนี้

ข้อที่หนึ่ง บริษัทต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่นั้นมีความหมาย” เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว คนจะอยากช่วยหรือทำเกินหน้าที่ก็ต่อเมื่อเขารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันสำคัญ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง โดยตัวอย่างวิธีการเช่นการที่ผู้บริหารอธิบายทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจนและบอกว่าพนักงานแต่ละคนมีบทบาทในเป้าหมายนี้อย่างไร หรือหัวหน้าที่คุยกับลูกทีมแบบตัวต่อตัวว่างานที่เขาทำส่งผลต่อภาพรวมยังไง รวมถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอไอเดียในการพัฒนางานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่า “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” ได้มากขึ้น

ข้อที่สอง  การมองเห็นและชื่นชมพฤติกรรมดีๆ เพราะถึงแม้ด้วยนิยามของ OCB แล้วจะไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงกับรางวัล แต่การที่พนักงานรับรู้ว่าสิ่งที่เขาทำไปมีคนเห็นและให้คุณค่าหลังจากนั้น จะทำให้พวกเขาอยากทำสิ่งนั้นต่อ ตัวอย่างเช่น การชมพนักงานในที่ประชุมเมื่อเขาช่วยเพื่อนร่วมงาน การมีระบบที่ให้เพื่อนร่วมทีมขอบคุณกันเอง หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการที่หัวหน้าพูดว่า “ขอบคุณนะที่ช่วยเรื่องนี้” ทันทีเมื่อเห็น การกระทำเล็กๆ เหล่านี้มีผลมาก เพราะมันจะทำให้พนักงานรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนเป็นสิ่งที่ทีมให้ความสำคัญ

ข้อที่สาม การทำให้ OCB เป็นเรื่องปกติโดยไม่ทำให้กลายเป็นข้อบังคับ ผ่านการสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า ‘การช่วยกัน’ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกประเมิน ตัวอย่างเช่น จัดกิจกรรมให้การแบ่งปันความรู้กันเป็นเรื่องปกติ หรือการที่หัวหน้าทีมให้เครดิตทีมมากกว่าตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นนโยบาย แต่เป็นพฤติกรรมที่ถ้าทำให้เกิดซ้ำๆ และเมื่อพนักงานเริ่มเห็นว่าคนรอบตัว ‘ทำแบบนี้กันอยู่แล้ว’ พฤติกรรม OCB จะค่อยๆ แพร่กระจายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นกฎเกณฑ์

และข้อที่สี่ การทำให้พนักงานเข้าใจว่า OCB คืออะไรและสำคัญยังไงผ่านวิธีการทางอ้อม เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดถ้าคนทำงานบางคนมีความคิดตั้งต้นว่าหน้าที่ของฉันคือทำงานให้เสร็จแค่นั้น  ดังนั้นองค์กรจึงอาจพิจารณาช่วยขยายมุมมองให้พนักงานเพิ่ม เพื่อให้เขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในบริบทการทำงานที่นอกเหนือจากงาน เช่น การจัดเวิร์กช็อป เรื่องการทำงานเป็นทีม หรือการฝึกหัวหน้าให้สามารถโค้ชลูกทีมเรื่องการทำงานร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สร้างหลักคิดที่เอื้อต่อ OCB ในระยะยาวได้เช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว OCB อาจดูเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่หลักของงาน แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน เพราะในความเป็นจริง การทำงานไม่ได้ประกอบด้วยเพียงภาระหน้าที่ตามตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ และการช่วยเหลือกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทีม ดังนั้นหากองค์กรสามารถสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้พนักงานอยากแสดง OCB ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ผลลัพธ์ของงานจะเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แข็งแรง ที่คนทำงานไม่ได้เพียงแค่ทำงานให้เสร็จ แต่พร้อมจะร่วมกันทำให้องค์กรดีขึ้นไปในระยะยาวด้วย


อ้างอิง

Kang, E., & Hwang, H.-J. (2023). How to enhance an employee’s organizational citizenship behavior (OCB) as a corporate strategy. Journal of Industrial Distribution & Business, 14(1), 29–37. http://dx.doi.org/10.13106/jidb.2023.vol14.no1.29

Organ, D. W. (1988). Organizational citizenship behavior: The good soldier syndrome. Lexington Books.

Organ, D. W. (1997). Organizational citizenship behavior: It’s construct clean-up time. Human Performance, 10(2), 85–97. https://doi.org/10.1207/s15327043hup1002_2

Podsakoff, P. M., MacKenzie, S. B., Paine, J. B., & Bachrach, D. G. (2000). Organizational citizenship behaviors: A critical review of the theoretical and empirical literature and suggestions for future research. Journal of Management, 26(3), 513–563. https://doi.org/10.1177/014920630002600307

Smith, C. A., Organ, D. W., & Near, J. P. (1983). Organizational citizenship behavior: Its nature and antecedents. Journal of Applied Psychology, 68(4), 653–663. https://doi.org/10.1037/0021-9010.68.4.653

Local Made Goods แฮนด์เมดสตรีทไทยสายขบถที่เกิดจากคำถามว่า ‘ถ้าพรุ่งนี้ตาย จะเสียใจไหมที่ไม่ได้เริ่ม’

หากลองหลับตาแล้วนึกถึงคำว่า ‘งานคราฟต์’ ภาพจำที่ลอยขึ้นมามักเป็นความสงบนิ่ง ความเนิบช้าของวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือเสื้อผ้าสีธรรมชาติที่ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจนเกือบจะดูไร้สีสัน 

แต่สำหรับ Local Made Goods (LMG) นิยามของงานทำมือได้กลายเป็นความจัดจ้านที่เรียกว่า ‘Handmade Streetwear’ ที่ไม่ได้ขายแค่ดีไซน์ แต่ขายจิตวิญญาณที่ re-sampling ใหม่ผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่

จุดเริ่มต้นของ LMG นี้เริ่มจากกองเพลิงในอุบัติเหตุไฟไหม้ห้องทำงานที่เกือบพรากทุกอย่างไปจาก อาหรู–โชติพัฒน์ สุวิสุทธะกุล และ มิลลี่–กันตวรรณ นรากุลมงคล เหตุการณ์นั้นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาหรูตัดสินใจทิ้งโมเดลธุรกิจนับสิบอย่างที่เคยทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาทำสิ่งที่ ‘ชอบ’ จริงๆ เพราะเขาตกตะกอนได้ว่า

 “จริงๆ แล้วเราจะตายตอนไหนก็ได้” 

LMG จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2024 ด้วยปณิธานที่จะ ‘reconnecting the world through craftsmanship’ หรือเชื่อมโยงโลกทั้งใบผ่านงานฝีมือที่ไม่จำกัดอยู่แค่แฟชั่น แต่คือ ‘goods’ ที่หยิบเอาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเล่าจากแหล่งต่างๆ มาจัดวางใหม่ภายใต้จังหวะของดนตรีแจ๊สและสตรีทคัลเจอร์ โดยใช้กระบวนการที่อาหรูนิยามว่าเป็นการ ‘sampling’ เหมือนการทำเพลงฮิปฮอป ที่นำสิ่งที่ดีที่สุดจากที่ต่างๆ มาใส่ไว้ในโปรดักต์เดียว จนกลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และมีชีวิต

เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังผ่านคอลัมน์ 5P ที่เล่าถึงการคิด Product, Price, Place, Promotion และ P สุดท้ายที่พวกเขาเลือกมาเพื่อพิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่เอาจิตวิญญาณนำทางนั้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ไกลแค่ไหน

Product

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของ Local Made Goods คือการที่ทั้งอาหรูและมิลลี่เริ่มต้นแบรนด์นี้โดยไม่มีต้นทุนความรู้ด้านแฟชั่นติดตัวมาเลย 

มิลลี่เล่าว่า “จริงๆ เราทั้งสองคนไม่มีความรู้เรื่องแฟชั่นเลย ทุกอย่างมันเลยเหมือนมีชาเลนจ์ในทุกขั้นตอน”  ความเป็นมือใหม่นี่เองที่กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี เพราะเมื่อไม่มีกรอบ พวกเขาจึงกล้าที่จะถามและเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ผ่านการลงสนามจริง

หากย้อนดูที่มาของทั้งคู่ จะพบว่ามีพื้นฐานที่ต่างกันคนละขั้ว อาหรูเรียนจบด้าน entrepreneurship หรือเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเขานำวิธีคิดแบบนักบริหารมาใช้ในการวางโครงสร้างแบรนด์ ส่วนมิลลี่เรียนจบด้าน design craft ประเทศอังกฤษ แม้จะไม่ใช่สายเสื้อผ้าโดยตรงแต่เธอก็มีความเป็นดีไซเนอร์อยู่ในสายเลือด ความแตกต่างนี้ทำให้ LMG มีส่วนผสมของธุรกิจและความอาร์ตที่ลงตัว 

“อาหรูจะเป็นคนตัดสินใจและมองภาพรวมของแบรนด์ทั้งหมดในอนาคตว่ามันจะไปในทิศทางไหน” เขาคือ creative director ต้นคิดคอนเซปต์และแรงบันดาลใจหลักๆ ที่มักจะมาจากความอินส่วนตัวในเสียงเพลงและวัฒนธรรมสตรีท

ส่วนมิลลี่ทำหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ ผู้เปลี่ยนภาพในหัวของอาหรูให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง “มิลลี่จะเป็นคนที่จะทำให้ภาพในหัวของอาหรูออกมาเป็นรูปธรรม แล้วก็เอามาพิตช์ให้เขาดูอีกทีหนึ่งว่าใช่แบบนี้ไหมที่ต้องการ” 

การแบ่งงานแบบนี้ทำให้แบรนด์มีทั้งคนฝันและคนทำที่ช่วยกันตบไอเดียให้เข้าที่ จนเกิดเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งหัวใจของความเป็น Handmade Streetwear ของพวกเขาไม่ใช่แค่การตัดเย็บ แต่คือการ ‘ขุด’ เอาของดีจากชุมชนมาปัดฝุ่นและเล่าใหม่ในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ 

ช่วงแรก ทั้งคู่เดินสายหา sourcing ผ้าที่เชียงใหม่โดยต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ชาวบ้านยอมรับและเปิดใจ เพราะงานสีธรรมชาติคือความไม่แน่นอนที่ต้องอาศัยความเข้าใจวิถีชีวิต 

“การทำงานกับช่างทอมือและสีย้อมธรรมชาติสอนให้เราต้องช้าลงให้เป็น เราต้องเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านที่บางฤดูกาลเขาต้องกลับไปทำนาหรือดูแลครอบครัว”

วัสดุหลักของแบรนด์คือ organic cotton ที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติถึง 90% ความยากคือการจัดการกับสีที่ธรรมชาติให้มา เช่น สีม่วงหรือสีแดงสะท้อนแสง ซึ่ง LMG เลือกจะใช้ ‘non-synthetic chemical’ ที่ไม่เป็นอันตรายเข้ามาเสริม เพื่อให้ได้ visual ที่ดูอินเตอร์และมีความเป็นสตรีทคัลเจอร์อย่างที่ใจต้องการ โดยที่ยังรักษาจิตวิญญาณของงานแฮนด์เมดเอาไว้ได้ 

พวกเขายกตัวอย่างเสื้อเชิ้ตในคอลเลกชั่นหนึ่งที่ใช้เวลาทำเกือบ 1 เดือนต่อ 1 ตัว มิลลี่บอกว่า “มันเริ่มจากผ้าทอมือสีขาว ย้อมที่เชียงใหม่ ตัดเย็บที่กรุงเทพฯ แล้วส่งไปย้อมสีจากเปลือกทุเรียนกับลูกจากที่บางกะเจ้า แล้วยังไม่จบเพราะต้องเอามาปักมือเพิ่มอีกที่สมุทรปราการ” 

กระบวนการที่ดูเหมือนจะ ‘หาทำ’ นี้เองที่ทำให้สินค้าแต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าและมีตัวตนที่ไม่ซ้ำกันเลยสักตัว

แต่มิลลี่และอาหรูไม่ได้หยุดอยู่แค่เสื้อผ้า เพราะคำว่า ‘goods’ ของพวกเขานั้นกว้างไกลไปถึงลำโพง Hi-Fi ที่ตัวตู้ทำจากไม้ย้อมสีธรรมชาติ หรือแม้แต่งานเซรามิกที่มิลลี่เรียนจบมาโดยตรง สิ่งเหล่านี้ถูกแทรกเข้ามาเพื่อย้ำเตือนว่าแบรนด์นี้คือการส่งต่อ ‘soul’ หรือจิตวิญญาณผ่านวัตถุ 

อาหรูบอกว่า “LMG คือ streetwear with the soul เป้าหมายของเราจริงๆ มันคือการที่เราได้คอนเนกต์กับคนในหลากหลายแบ็กกราวนด์มากกว่า”  

ในแง่ของธุรกิจ LMG มีแนวทางที่ชัดเจนและขบถสุดๆ คือการเลือกทำน้อยแต่เน้นคุณค่า สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นและไม่มีการรีสต็อก การสร้างความหายากนี้ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่คือการยกระดับสินค้าให้กลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์อังกฤษที่พวกเขาเคยเก็บเงินซื้อด้วยกันในสมัยเรียน

สิ่งที่น่าทึ่งคือวิธีคิดแบบสวนกระแส อาหรูสารภาพแบบตรงไปตรงมาว่าเขาจงใจวิ่งหนีสิ่งที่กำลังฮิต 

“เราเชื่อว่าเทรนด์มันมีวงจรของมัน อะไรที่แมสในวันนี้ วันหนึ่งคนจะมองหาสิ่งที่อยู่ตรงข้ามซึ่งก็คือความ niche และสุดท้ายความแมสก็จะวิ่งตามมาหาความ niche นั้นอยู่ดี เราเลยเลือกทำสิ่งที่ล่วงหน้าคนอื่นไปสัก 2 ปี เพราะเรารู้ว่าเดี๋ยววันหนึ่งมันจะกลายเป็นกระแสหลักเอง”

การวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็น ahead of time ทำให้ LMG ไม่เคยต้องเหนื่อยกับการวิ่งไล่ตามใคร พวกเขาเลือกที่จะหยิบเอากลิ่นอายยุค 90s ความเป็นฮิปฮอปหรือแจ๊สมาผสมผสานจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่หาจากแบรนด์อื่นไม่ได้ 

“จริงๆ ยอดขายเราเป็นศูนย์ในช่วง 6 เดือนแรก จนคิดว่าจะเลิกทำไปแล้ว คนรอบตัวที่ทำธุรกิจก็บอกเราว่าโมเดลแบบนี้ไม่มีทางรวย”

แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนหยัดที่จะใช้ความสนุกนำทาง มิลลี่มองว่าการไม่มีเพดานและไม่จำกัดตัวเองทำให้แบรนด์ได้ลองทำสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างลำโพงหรือการคอลแล็บกับศิลปินหลากหลายแขนง 

ความขบถที่น่ารักของ LMG คือการที่พวกเขาไม่เคยเอาเงินมาเป็นที่ตั้ง แต่เอาความ ‘สะใจ’ และ ‘ความเชื่อ’ เป็นตัวขับเคลื่อน 

“เราไม่ได้ต้องรอให้คนอื่นมาบอกว่าชอบสิ่งนี้นะทำสิ แต่เราชอบสิ่งเนี้ยแล้วเราไปบอกคนอื่นว่าชอบดิ”

Price

สำหรับการตั้งราคาของ Local Made Goods ทั้งคู่มองว่า ‘ราคา’ คือตัวชี้วัดว่าแบรนด์จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน ถ้างานที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจกับชุมชนนานนับปีถูกตั้งราคาไว้เท่าเสื้อผ้าทั่วไป คุณค่าที่สร้างมาทั้งหมดคงสูญเปล่า 

อีกจุดที่ทำให้ราคาหลักหลายพันดูถูกต้องในมุมของแบรนด์ คือเรื่องของจำนวน LMG ไม่เคยเชื่อเรื่องการผลิตทีละเยอะๆ แต่พวกเขามองโปรดักต์ทุกชิ้นเป็นเหมือนอาร์ตพีซที่มีจำนวนจำกัดมากๆ การมีของแบรนด์นี้ไว้ในครอบครองจึงไม่ได้แปลว่าคุณแค่มีเสื้อผ้าใหม่ แต่มันคือการได้ถือครองงานศิลปะที่มีเพียงไม่กี่ชิ้น และยิ่งนานวันเข้ามูลค่าของมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามความหายาก

แน่นอนว่ากลยุทธ์แบบนี้ทำให้กลุ่มลูกค้าแคบลงจนกลายเป็น niche ใน niche อีกที แต่นี่คือเจตนาในการคัดคนที่เห็นคุณค่าเบื้องหลังจริงๆ เพราะสำหรับทั้งคู่ LMG ไม่ได้ต้องการขายทุกคน แต่ต้องการขายคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับแบรนด์ คนที่เข้าใจว่าทำไมต้องย้อมเปลือกทุเรียน หรือทำไมต้องใช้เวลาปักมือกันเป็นเดือนๆ ราคาจึงทำหน้าที่เป็นตัวกรองให้แบรนด์ได้เจอกับคนคอเดียวกันที่หลงใหลในสตรีทคัลเจอร์และงานฝีมือจริงๆ

“ลูกค้าหลายคนจากคนที่แค่มาซื้อของ กลับกลายเป็นเพื่อนที่แชร์รสนิยมเดียวกัน คุยเรื่องดนตรีเรื่องดีไซน์กันถูกคอ มันเลยทำให้ LMG มีคอมมิวนิตี้ของคนที่พร้อมจะซัพพอร์ตงานที่ทำออกมาจากใจจริงๆ”

Place

Place ในแบบของ Local Made Goods เริ่มจากการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคอมมิวนิตี้ที่พวกเขาชอบจริงๆ ตั้งแต่กลุ่มศิลปินอันเดอร์กราวนด์, กลุ่มเสื้อวินเทจ, ดีเจ, ช่างภาพ ไปจนถึงงานคราฟต์

อาหรูเล่าว่าตอนแรกไม่ได้มองเรื่องธุรกิจเลยด้วยซ้ำ “เราเอาตัวเองออกไปอยู่ในคอมมิวนิตี้หลายคอมมิวนิตี้มาก เราแค่รู้สึกว่าเราเข้าไปว่าเราอยากรู้ เราอยากเป็นส่วนหนึ่ง เราอยากเป็นเพื่อนเขา”

ความเป็นเพื่อนตรงนี้นี่เองที่ทำให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนแบรนด์ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ 

ที่น่าสนใจคือในช่วงแรก แบรนด์นี้แทบจะไม่ได้อยู่ในสายตาคนไทยเลย แต่กลับไปโตในต่างประเทศผ่านโลกโซเชียล โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนดังหรือไอดอลในวงการที่เขาชื่นชอบหยิบไปใส่แล้วช่วยแชร์ให้ จนกลายเป็นว่า LMG เป็นแบรนด์ไทยที่คนต่างชาติต้องสั่งซื้อข้ามโลก และสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกับคนไทยเพิ่งจะมาขยับเป็นครึ่งต่อครึ่งในช่วงหลังมานี้เอง

ในส่วนของการขายออนไลน์ LMG ค่อนข้างหวงแหนบรรยากาศของแบรนด์ พวกเขาเลือกขายแค่ในเว็บไซต์อย่างเดียว และไม่เอาสินค้าวางในแพลตฟอร์มอื่นๆ แม้จะรู้ว่านั่นคือทางลัดในการเพิ่มยอดขาย เพราะพวกเขาต้องการให้การเข้าถึงแบรนด์เป็นเรื่องของความตั้งใจมากกว่าความสะดวกสบาย ใครที่อยากได้สินค้าที่มีเรื่องราวแบบนี้ ก็ต้องเข้ามาสัมผัสผ่านหน้าบ้านที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น

ส่วนช่องทางออฟไลน์ อาหรูยังมีเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ชัดเจน เขาเน้นว่าร้านที่จะเอาของไปวางได้ต้องเป็นร้านอิสระที่มีคาแร็กเตอร์และมีชีวิต 

“ของของเราต้องไปอยู่ในร้านที่มีคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเอง มีชีวิต คนที่จะไปร้านนี้ต้องตั้งใจไป ไม่ใช่เดินผ่านแล้วเจอ”

เหมือนที่ร้าน Unfound Projects ที่สยาม ลิโด้ หรือร้าน Kuru Kuru ที่เกาะเต่า ซึ่งเจ้าของร้านต้องอินกับแบรนด์จริงๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

การที่สินค้าไม่ได้กระจายอยู่ทุกที่จึงคือการเลือกที่จะอยู่ในที่ที่คนมองเห็นคุณค่า เพราะพวกเขาไม่ได้อยากให้ของเข้าถึงง่ายจนเกินไป แต่อยากให้มันเป็นของที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ตั้งใจตามหา

Promotion

ในเชิงการสื่อสาร LMG ก็ยังคงความขบถด้วยการนำเสนอความเรียลแบบสุดทาง

“ความเรียลที่เราพรีเซนต์ออกมาให้คุณได้เห็น เราไม่มีการเตรียม ไม่มีการเซตหรืออะไรล่วงหน้า แม้แต่ Lookbook ที่ไปถ่ายกันทุกอย่างเกิดขึ้นแบบกะทันหัน”

อาหรูอาศัยสัญชาตญาณของคนเป็นช่างภาพสตรีทจับเอาความ dramatic และแสงธรรมชาติมาเล่าเรื่อง จนภาพที่ออกมาอิมแพกต์และคนสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ

เบื้องหลังความเท่ของนางแบบนายแบบในภาพ ก็มีวิธีบิลด์อารมณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อาหรูจะใช้เวลาขับรถพานางแบบนายแบบไปหน้างานนานนับชั่วโมงเพื่อจูนอารมณ์และจิตวิญญาณให้เข้ากับคอลเลกชั่น เปิดเพลง 90s ฮิปฮอป พูดคุยกัน

การให้ความสำคัญกับอินเนอร์ของทั้งคนถ่ายและคนโดนถ่ายแบบนี้ทำให้มู้ดของภาพออกมาดูธรรมชาติและเท่ในแบบที่แบรนด์ต้องการจริงๆ 

นอกจากนั้น พวกเขายังเน้นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรหรือ storytelling บนเว็บไซต์ LMG เพราะมองว่านั่นคือรากฐานที่ทำให้คนเห็นภาพรวมมากกว่าแค่เสื้อผ้าหนึ่งชิ้น พวกเขาตั้งใจให้การสื่อสารเหล่านี้เป็นเหมือน medium หรือสื่อกลางที่พาคนไปรู้จักกับเบื้องหลังจริงๆ 

“เรามองตัวเองเหมือนสื่ออย่างหนึ่ง เราเป็นเหมือนนักเล่าเรื่องที่ส่งต่อสิ่งนี้ให้กับคนที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” 

การเล่าเรื่องวิถีชีวิตของแม่ๆ ในชุมชนจึงคือการพรีเซนต์ตัวตนของคนที่ทำงานจริงๆ  

เมื่อแบรนด์ทำหน้าที่เป็น storyteller ที่ดี ความอินของผู้คนก็ตามมาเองโดยไม่ต้องอาศัยแคมเปญลดราคาสักนิดเดียว

Proof

“เรายอมรับว่าเราโชคดีที่ไม่มีภาระทางการเงินบีบคั้น ทำให้เรากล้าเลือกทำตามใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่แบรนด์จะไปต่อได้จนถึงระดับโกลบอลมันต้องอาศัยการแข่งกับตัวเองในทุกวัน” อาหรูบอก

ดังนั้นถ้าจะให้จำกัดความจากสิ่งที่อาหรูและมิลลี่พยายามทำมาตลอด มันคือคำว่า ‘Proof’ หรือการพิสูจน์ ไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่าแบรนด์จะขายได้ไหม แต่คือการพิสูจน์ว่าแบรนด์สตรีทจะยืนระยะและเติบโตได้ด้วยคุณค่าของตัวเองจริงๆ 

อาหรูยอมรับว่าเขาเป็นคนชอบอะไรยาก และเขารู้ว่ากำแพงที่ใหญ่ที่สุดคืออคติของคนไทยด้วยกันเองที่บางครั้งยังไม่เปิดใจให้แบรนด์ในประเทศ 

“สำหรับผม มันคือการพิสูจน์ รอเวลาให้เขาเห็นสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะแบบ เฮ่ย แบรนด์นี้มันก็มีของนี่หว่า มันก็ได้นี่หว่า”

ความน่าสนใจคือ LMG ไม่ได้วางตัวเองไว้เป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้า แต่พวกเขาดีไซน์โครงสร้างแบรนด์ให้ยืดหยุ่นพอที่จะโตไปกับความอินของผู้ก่อตั้งในทุกช่วงวัย ชื่อแบรนด์ Local Made Goods จึงต้องมี ‘s’ ต่อท้ายคำว่า Good เสมอ 

“Goods ที่มันต้องมี s เพราะว่าเราไม่ได้อยากลิมิตตัวเอง ตอนนี้อายุ 25-26 ความชอบเราอยู่ตรงนี้ แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าความสนใจเราจะเปลี่ยนไปทางไหน” มิลลี่มองว่าวันนี้อาจเป็นเสื้อผ้ากับลำโพง แต่วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือแม้แต่การคอลแล็บกับแบรนด์รถยนต์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกร้อยเรียงอยู่ภายใต้รสนิยมแบบ LMG

นิยามคำว่า ‘local’ ของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมันไม่ได้หมายถึงแค่ภูมิปัญญาไทยหรือกลุ่มแม่ๆ ในเชียงใหม่เท่านั้น แต่คือ ‘ใครก็ได้’ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และมีฝีมือในแบบของตัวเอง นั่นทำให้ LMG มีความทะเยอทะยานที่จะไปไกลระดับสากล 

มิลลี่ยังเสริมว่า “local สำหรับเรามันไม่ใช่แค่ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่มันคือใครก็ได้เลยที่เป็นคนของพื้นที่นั้น สมมติเราไปทำที่อินเดีย ไอ้สิ่งที่เขาเป็นชุมชนของที่นั่น เขาก็เป็น local ของที่นั่นเหมือนกัน” 

การวาง positioning แบบนี้ทำให้แบรนด์ดูอินเตอร์และมีความเป็นสากลมาตั้งแต่เริ่ม โดยไม่ต้องพยายามทำตัวให้ดูเป็นแบรนด์ชุมชนแบบดั้งเดิมที่คนคุ้นเคย

แม้ในวันที่แบรนด์เริ่มมีชื่อเสียงและลูกค้าต่างชาติแย่งกันพรีออร์เดอร์ แต่อาหรูและมิลลี่กลับถ่อมตัวและมองว่าสิ่งที่ทำอยู่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เขาให้คะแนนความสำเร็จของตัวเองแค่ 20% จากภาพที่วาดไว้ในหัว ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยหยุดวิ่ง 

“เราแข่งกับตัวเอง คอลเลกชั่นหน้ามันต้องดีกว่านี้แล้วมันต้องดีขึ้นเรื่อยๆ” อาหรูว่าแบบนั้น เพื่อให้คนเห็นว่าโมเดลธุรกิจที่เอาความชอบนำหน้าเงินนั้นมีศักยภาพพอที่จะไประดับโกลบอลได้จริงๆ

เทรนด์ Boutique Hotel ยุคใหม่ ชนะใจเจนฯ Z ด้วยคอนเซปต์และแบรนด์ที่แข็งแรง

ในยุคที่การออกเดินทางไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนสถานที่นอนเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกไปหาแรงบันดาลใจและความทรงจำใหม่ๆ ธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ กำลังก้าวข้ามผ่านนิยามแบบเดิมๆ ไปสู่การเป็น lifestyle hotel และ concept hotel อย่างเต็มตัว ใครจะไปคิดว่าโรงแรมในวันนี้จะกลายเป็นทั้งอาร์ตแกลเลอรี สตูดิโออัดพ็อดแคสต์ หรือแม้แต่โลกแฟนตาซีที่หลุดออกมาจากหนังเรื่องโปรด

เทรนด์ที่น่าสนใจคือการที่ผู้ประกอบการไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่สวมบทบาทเป็น curator หรือผู้คัดสรรประสบการณ์ หลายธุรกิจเลิกแข่งกันที่จำนวนดาวหรือความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่หันมาสู้กันด้วย unique selling proposition ที่ชัดเจนจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนอพาร์ตเมนต์เก่าให้กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของเหล่าครีเอทีฟ การดึงพลังงานทางอารมณ์มาดีไซน์ห้องพัก หรือการสร้างแบรนด์ให้แต่ละห้องนอนมีบุคลิกไม่ซ้ำกันเลย

ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ Capital ขอพาไปเที่ยวบูทีกโฮเทลจากคอลัมน์ ‘พักดี’ พร้อมถอดรหัสกลยุทธ์ของ 3 ธุรกิจโรงแรมทั้ง Public House, The Fig Lobby และ Kitsch Hotel เพื่อดูว่าธุรกิจเหล่านี้มีวิธีคิดยังไงในการมัดใจนักเดินทางยุคใหม่ที่โหยหาเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีก

Public House : กลยุทธ์ In-Between Place กับการสร้างสรรค์กิจกรรมไลฟ์สไตล์

กลยุทธ์หลักของ Public House คือการวางตัวเป็น lifestyle hotel ที่ให้ความสำคัญกับ vibe และประสบการณ์มากกว่าแค่ฟังก์ชั่นการเข้าพัก โดยผู้ก่อตั้งตั้งใจให้ที่นี่เป็น in-between place หรือสถานที่ที่ผู้คนสามารถมาฆ่าเวลาได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดหมายปลายทางหลักเสมอไป แต่เป็นพื้นที่ที่เข้ามาแล้วได้ไอเดียหรือคอนเนกชั่นใหม่ๆ กลับไป กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความคิดและรสนิยมคล้ายคลึงกันให้มาเจอกัน แม้ไม่ได้เข้าพักก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ที่เรียกว่า The Podcast Lounge สตูดิโอสำหรับอัดพ็อดแคสต์ การทำร้านขายแผ่นเสียงและอาร์ตแกลเลอรีในช่วงอีเวนต์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมาที่โรงแรมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเทรนพนักงานให้เป็นมากกว่าผู้ช่วยในโรงแรม แต่เป็นเจ้าบ้านที่แนะนำประสบการณ์ hidden gem ในกรุงเทพฯ ได้ลึกกว่าข้อมูลในกูเกิล เช่น การแนะนำอาร์ตแกลเลอรีลับๆ หรือร้านอาหารที่มีนักร้องดีๆ ตามรสนิยมของลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความทรงจำที่มีค่าสำหรับนักเดินทาง

The Fig Lobby : กลยุทธ์ Emotional Energy สร้างสมดุลพลังงานผ่านงานศิลปะ

The Fig Lobby เลือกใช้กลยุทธ์การสร้าง fluid space หรือพื้นที่ลื่นไหลที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้หลากหลายตามคุณค่าที่แบรนด์ยึดถือ โดยเน้นไปที่การสร้างคอมมิวนิตี้ผ่านงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นคือการนำแนวคิดเรื่อง emotional energy หรือพลังงานทางอารมณ์มาใช้ในการออกแบบ โดยแบ่งประเภทห้องพักตามพลังงาน Masculine (หยาง) และ Feminine (หยิน) เพื่อให้ผู้เข้าพักเลือกห้องที่ตรงกับมู้ดหรือพลังงานที่อยากได้รับในขณะนั้น กลยุทธ์นี้เปลี่ยนการเลือกห้องพักจากการเลือกตามขนาดเตียงเป็นการเลือกตามอารมณ์

การออกแบบอาคารมีการใช้สีสันเป็นเครื่องมือหลักในการส่งผ่านพลังงาน เช่น The Red Room ที่ใช้สีแดงฉูดฉาดเพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและทรงพลัง หรือการออกแบบห้องน้ำแบบยูนิเซ็กซ์ในโซนล็อบบี้เพื่อประกาศจุดยืนการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเพศสภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม Ice Bath บนดาดฟ้า ไปจนถึงปั้นเซรามิก เพื่อให้โรงแรมเป็นสถานที่ที่แขกได้กลับมาสะท้อนความคิดและดูแลจิตใจของตัวเองผ่านกิจกรรมที่มีคุณค่า

Kitsch Hotel : กลยุทธ์ Differentiation สร้างแบรนด์รายห้องสู่โลกวันเดอร์แลนด์

สำหรับ Kitsch Hotel กลยุทธ์ที่ใช้คือการสร้างความแตกต่างเพื่อความอยู่รอด  ท่ามกลางสมรภูมิโรงแรมในย่านราชเทวีที่แข่งขันกันสูง ผู้ก่อตั้งที่มาจากสายแฟชั่นและโฆษณาเลือกที่จะไม่สู้ด้วยราคาแต่สู้ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ โดยการสร้างแบรนดิ้งให้แก่ทุกห้องพักให้มีคอนเซปต์ดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่ห้องเดียว กลยุทธ์นี้มองว่าความแตกต่างไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเดียวในตลาดที่เปี่ยมไปด้วย red ocean เพื่อเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ลูกค้าตั้งใจมาเพื่อนอนในห้องที่เลือกโดยเฉพาะ

ตัวอย่างคือการดีไซน์ห้องพักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์หรือศิลปะในตำนาน เช่น ห้อง Teddy ที่จำลองบรรยากาศหนังเรื่อง Moonrise Kingdom พร้อมโซฟาหมียักษ์ หรือห้อง Apple ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานของ René Magritte ซึ่งมีโคมไฟรูปแอปเปิลลอยอยู่บนเพดานที่ติดกระจกสำหรับให้แขกเงยหน้าขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟีได้ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปลอกหมอนหรือชุด bathrobe ที่ออกแบบมาเฉพาะห้องนั้นๆ ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจจนอยากซื้อกลับบ้าน

เทรนด์ธุรกิจ boutique hotel ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความชัดเจนของแบรนด์และความกล้าที่จะแตกต่างคือกุญแจสำคัญ ทั้ง 3 โรงแรมเลือกที่จะไม่เดินตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ของธุรกิจบริการ แต่หันมาใช้ต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์ (creative capital) ในการชุบชีวิตตึกเก่าและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับย่านที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางการสังสรรค์แบบ Public House พื้นที่ฮีลใจผ่านศิลปะแบบ The Fig Lobby หรือโลกแฟนตาซีที่เหนือความคาดหมายแบบ Kitsch Hotel ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าในโลกธุรกิจยุคใหม่ประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้คือสิ่งที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายและกลับมาหาซ้ำอย่างแน่นอน

อ่านในเว็บไซต์ต่อได้ที่

การเปลี่ยนจาก Brand Love ให้เกิดยอดขายบน TikTok หลังสงกรานต์และซัมเมอร์คือช่วงเวลาช้อปของคนไทย

สุขสันต์วันสงกรานต์และสวัสดีปีใหม่ไทย 2569 ในตอนนี้หลายคนน่าจะกำลังออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ กลับบ้านเกิดไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว หรือบางคนเลือกอยู่บ้านนอนดูซีรีส์ ไถฟีดดูโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงช้อปปิ้งออนไลน์อยู่ก็เป็นได้

เพราะข้อมูลจาก TikTok ประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ยอดการค้นหาบน TikTok ช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์พุ่งสูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 31% นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจถูกบอกต่อผ่านอินไซต์ ‘2026 Songkran & Summer Performance’

ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตอนนี้คนไทยจะระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดซื้อ เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็น ‘ฉลาดเลือก’ และ ‘วางแผนลึก’ กว่าเดิม เพื่อให้ทุกบาทที่จ่ายไปคุ้มค่าที่สุด แล้วคนทำธุรกิจควรวางแผนการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะใน TikTok ยังไง เพื่อคว้าใจลูกค้าในช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์นี้ ตามมาอ่านผ่าน Keynote ตอนนี้กันได้เลย

💦 สงกรานต์และซัมเมอร์คือช่วงเวลาช้อปของคนไทย

ข้อมูลจาก TikTok Internal Data ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง ‘พีคซีซั่น’ ของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยที่สำคัญที่สุดแห่งปี เพราะ ‘สงกรานต์’ ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความสุขแค่ 3 วันอีกต่อไป แต่คือ ‘strategic kick-off’ หรือการเริ่มต้นเชิงกลยุทธ์ที่จุดประกายความต้องการซื้อลากยาวไปตลอดทั้งซัมเมอร์

เป็นช่วงที่ Consumer Intent หรือความตั้งใจของผู้บริโภคพุ่งทะยานแบบ non-stop และเป็นนาทีทองที่แบรนด์จะเข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภค ยืนยันได้จากข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ TikTok ช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

🎥 ผู้บริโภคกว่า 55% เลือกที่จะเสิร์ชหาสินค้าผ่านวิดีโอบนโซเชียลแพลตฟอร์มเป็นลำดับแรก เพื่อมีการอธิบายด้วยภาพและเสียงที่ชัดเจนกว่าแบบรูปภาพหรืออ่านแค่ข้อความ

🔍 ยอดการค้นหาบน TikTok ช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์พุ่งสูงกว่า 31% สะท้อนถึงพฤติกรรม ‘seasonal planning’ ที่ผู้คนใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบสงกรานต์ของตัวเอง

🕶 ผู้ใช้กว่า 86% ตั้งใจเข้ามาในโซเชียลมีเดียเพื่อหา ‘คอลเลกชั่นใหม่’ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เปิดตัวแบบลิมิเต็ดเฉพาะช่วงเทศกาล

💦 4 สินค้าหลักที่น่าจับตามองบนโลกออนไลน์

👕 กลุ่มสินค้าแฟชั่น กลายเป็นหมวดหมู่ที่มีการค้นหาสูงสุดมากกว่า 160 ล้านครั้ง โดยมียอดวิววิดีโอเติบโตถึง 120% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่เสื้อผ้าลายดอกแบบเดิมๆ แต่กำลังค้นหา ‘festival attire’ ที่ผสมผสานความสนุกและฟังก์ชั่นการใช้งานจริงเข้าด้วยกัน

💻 กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า พบว่ามียอดวิวโตมากกว่า 39% และเป็นครั้งแรกที่อุปกรณ์ไอทีถูกจัดให้เป็น ‘แก็ดเจ็ตดับร้อนที่ต้องมี’ เห็นได้ชัดจากยอดค้นหา ‘พัดลมพกพา’ ที่พุ่งสูงถึง 1.6 ล้านครั้ง สะท้อนถึงความต้องการสินค้าที่ช่วยคลายร้อน ทนแดด และทนน้ำ

🍽 กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยอดสร้างสรรค์วิดีโอโตกว่า 32% ถือว่าโตคู่ไปกับแก็ดเจ็ตคลายร้อน และได้สร้างวัฒนธรรมการบริโภคแบบ ‘TikTok-First’ ที่เน้นความฉับไวและการตัดสินใจซื้อตามความรู้สึกในขณะนั้น โดยแบรนด์ที่สร้างคอนเทนต์ชวนหิว ให้รู้สึกอยากชิมในทันทีจึงมีโอกาสปิดการขายได้สูงกว่า

💄 ปิดท้ายด้วยกลุ่มสินค้าบิวตี้ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดการค้นหาสูงถึง 75.5 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความสวยสมบูรณ์แบบชั่วคราว แต่ต้องการความสวยระดับ ‘performance over perfection’ ที่ต้องรอดจริงในทุกสถานการณ์พร้อมทั้งให้งานผิวธรรมชาติ โดยเฉพาะเมคอัพที่ ‘บางเบา ไม่ดรอป ไม่หยือ’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากยอดค้นหาที่พุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มครีมกันแดด 645,000 ครั้ง และเครื่องสำอางกันน้ำ / กันเหงื่อ 787,000 ครั้ง ตอกย้ำว่า ความติดทน คือ pain point อันดับหนึ่งที่แบรนด์ต้องตอบโจทย์ให้ได้ในฤดูกาลสาดน้ำนี้

💦 ปั้นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ยังไงให้ปังช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์

📱แบรนด์ควรตระหนักเสมอว่า ในช่วงเวลาที่ traffic หนาแน่นที่สุดของปี นี่ไม่ใช่แค่การทำ awareness ทั่วไป แต่คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ในแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความอิมแพกต์ในวินาทีที่ผู้บริโภคกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่แฮปปี้ที่สุด

❤ เปลี่ยน Brand Love ไปสู่ยอดขายที่วัดผลได้จริง นอกจากการทำคอนเทนต์ให้แมสแล้ว จะต้องทำคอนเทนต์ให้ตรงใจและสื่อสารไปถึงลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้าของแบรนด์ด้วย และสามารถใช้การยิงแอดร่วมด้วย อย่างใน TikTok มีฟีเจอร์ Consideration Ads ซึ่งเป็นกลุ่มฟีเจอร์เชิงกลยุทธ์ของ TikTok ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่ม high-intent audiences หรือผู้ใช้ที่มีความสนใจและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างชัดเจน เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต

🛒 เปลี่ยนดีมานด์ไปสู่การปิดการขาย ในบางครั้งลูกค้าอาจจะมีความต้องการซื้ออยู่ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อในทันที การไลฟ์สดเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยปิดการขายแบบเรียลไทม์ ให้ผู้บริโภคสามารถช้อปได้ทันทีในวินาทีที่เขาเจอสินค้าถูกใจ

จะเห็นว่าการตลาดบนโลกออนไลน์ในช่วงสงกรานต์และซัมเมอร์ไม่ใช่การวิ่งไล่จับโมเมนต์ชั่วคราว แต่คือการเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ cultural movement หรือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่ลูกค้าอยากได้สินค้าที่คุ้มค่าและช่วยแก้ pain point ของลูกค้าได้จริง หากแบรนด์สามารถสื่อสารอย่างจริงใจและตรงใจผู้บริโภค อยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกจังหวะ ก็สามารถคว้าใจลูกค้าได้เช่นกัน

ฟัง 3 ผู้กำกับ ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ เล่าถึงการทำ ‘หนังหมา’ ด้วยรักและหวังอยากยกระดับชีวิตหมาจร

ผู้เขียนรู้สึกยินดีไม่น้อยทันทีที่ทราบข่าวว่าจะมีการฉายภาพยนตร์ที่ชื่อว่า โกฮัง..หัวใจโกโฮม

เหตุผลข้อแรก คือนี่เป็นการหวนคืนของหนังไทยที่ตัวเอกดำเนินเรื่องด้วยหมาจร หลังเมื่อหลายสิบปีก่อนเราเคยรู้จักกับเรื่อง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (2549) และ มะหมา 4 ขาครับ (2550)

เหตุผลข้อที่สอง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับไทยมือดีถึง 3 ราย นั่นคือ หมู–ชยนพ บุญประกอบ, บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และอัตต้า–อัตตา เหมวดี ที่ผลงานของพวกเขาเคยฝากความทรงจำน่าประทับใจแก่คนดูหนังไม่ช่วงวัยใดก็วัยหนึ่ง

เหตุผลข้อที่สาม คือนี่เป็นหนังที่ถูกฉายในวาระครบ 40 ปีของ ‘GDH’ ค่ายหนังที่ใครหลายคนเติบโตมาด้วยกัน  

เหนือสิ่งอื่นใดหนังเรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจ และความรักของมนุษย์ที่อยากส่งต่อไปถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘หมาจร’ ที่อาจพบเจอตามข้างถนน ในซอย หรือร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน 

ความพิเศษที่อุดมไปด้วยมวลแห่งความอบอุ่นชวนชุบชูใจ นำพามาซึ่งความใคร่รู้ถึงเบื้องหลังการทำงานของผู้กำกับทั้ง 3 คน ว่าแล้วเราจึงถือโอกาสไปเยือนสตูดิโอของ GDH เพื่อพูดคุยกับพวกเขา ตั้งแต่การตั้งต้นทำหนังที่ชื่อว่า โกฮัง..หัวใจโกโฮม, มุมมองที่มีต่อหมาจร, การยกระดับต่อนักแสดงสัตว์ในธุรกิจสื่อ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้ 

ซึ่งทั้ง 3 ย้ำว่าไม่ต้องเตรียมกระดาษทิชชู่ซับน้ำตาเพราะน้องหมาที่เป็นนักแสดงยังอยู่ดี

ทำไมพวกคุณ 3 คนถึงตัดสินใจมาทำหนังเกี่ยวหมาจรร่วมกันและยังแบ่งการกำกับเป็น 3 พาร์ตอีก

หมู : ผมเรียกมันว่าเป็นอุบัติการณ์ในช่วงเวลาที่เกิดใกล้ๆ กัน คือเริ่มจากพี่บาสและพี่วัน (วัน–วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์แห่งค่าย GDH) ทั้ง 2 คนเป็นคนที่รักหมามากๆ อย่างพี่บาสเรียกว่าเป็นสุดยอดแห่งนักช่วยหมาจร แล้วทั้งพี่วันและพี่บาสก็มีไอเดียที่อยากจะทำหนังเกี่ยวกับหมากันทั้งคู่ 

ซึ่งก่อนหน้านี้พี่วันเองก็เคยไปหยอดให้อัตต้าลองทำหนังเกี่ยวกับหมา อัตต้าก็เลยซุ่มพัฒนาบทหนังเกี่ยวกับหมาอยู่ 

แล้วบังเอิญ (เสียงสูง) ผมก็ดันมีไอเดียบทหนังเกี่ยวกับหมาที่ลงมือทำมาแล้วส่วนหนึ่ง พอเรามาเจอกันพูดคุยอัพเดตถึงการทำงาน มันมีการพูดถึงคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับหมาขึ้นมาพร้อมๆ กัน พี่วันเลยชวนเรามาพูดคุยกันว่า มันพอจะมีไอเดียไหนบ้างที่น่าสนใจและหยิบมาพัฒนาเป็นหนังได้จริงๆ เราก็เลยกลับไป pitching กลับมาเสนอพี่วันใหม่ จนสุดท้ายทั้งพี่วันและพวกเราคิดตรงกันว่า งั้นเราทำมันทุกเรื่องเลยแล้วกันแต่ดำเนินหนังด้วยหมาเดียวกัน เล่าถึงน้องหมาตัวหนึ่งที่คนดูเห็นถึงทุกช่วงชีวิตของมันตั้งแต่เด็กจนแก่ ไอเดียของโกฮังเลยเป็นรูปเป็นร่างจากตอนนั้น

การแบ่งพาร์ตทำงานถือว่ายากหรือแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาพวกคุณกำกับหนังด้วยตัวคนเดียวมาตลอด

บาส : ผมให้หมูพูดก่อนเลย

หมู : ได้! (หัวเราะ) สำหรับผมอาจจะคุ้นชินกับการทำงานแบบนี้อยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานกับหนังที่ต้องมีการแบ่งพาร์ตกำกับ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ 3 ที่ได้ทำงานแบบนี้ 

แต่ว่าที่ผ่านมาการแบ่งพาร์ตคือแบ่งกันทำงานไปเลย แต่อย่างที่บอกว่าโกฮังเป็นหนังที่เราตั้งโจทย์ไว้ว่าเราจะเล่าเป็นเส้นเรื่องเดียวกัน ตัวเอกเป็นน้องหมาตัวเดียวกัน สิ่งที่เราแยกมีอย่างเดียวคือสตอรีของเจ้าของน้องหมาตัวนี้ ฉะนั้นเราต้องรับรู้การทำงานของกันและกันตลอด 

ผมยกตัวอย่างเราแยกกันไปเขียนบทกันหนึ่งดราฟต์ จะกี่อาทิตย์ก็ตาม แต่เมื่อกลับมาประชุมกันเราต้องนำบทมาแลกกันอ่าน เพื่อรับรู้และอัพเดตกันว่า แต่ละคนวางเนื้อหาเป็นยังไง จะสามารถเชื่อมโยง หรือนำองค์ประกอบดีๆ จากอีกพาร์ตมาอยู่ในอีกพาร์ตยังไงได้บ้าง ถ้าพูดง่ายๆ ให้เห็นภาพคือโกฮังวัยเด็กประสบกับสถานการณ์แบบใดมา สิ่งนี้ต้องส่งต่อไปถึงตอนที่เขาเป็นวัยหนุ่มและวัยชราด้วย

บาส : เราว่ามันคือความสนุกนะ เพราะเราไม่เคยทำหนัง 3 ตอนมาก่อน อาจจะเคยทำในรูปแบบหนังสั้นโฆษณาซึ่งเราจะไม่นับ พอมาทำจริงมันสนุกตรงที่เราได้เล่าเนื้อหาในแบบที่เราอยากจะเล่า แต่ขณะเดียวกันซับเจกต์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในตอนของเราก็ได้เติบโตต่อยอดในตอนต่อไป 

เราเลยรู้สึกว่าการได้เห็นตัวละครที่เรารักไปอยู่ในโลกของผู้กำกับคนอื่นมันมหัศจรรย์เหมือนกัน กับพวกความสนุกระหว่างทางที่เกิดจากเราอยากให้แต่ละตอนมีกิมมิก มีมุกที่หยอกล้อกันไป เราก็ต้องถามจากผู้กำกับอีก 2 คน เราเคยโทรไปหาหมูว่า หมาของมึงนอนในลังปลาท่าไหนวะ (หัวเราะ) 

อัตต้า : สำหรับผมไม่ได้ยากเท่าไหร่นะ พี่ๆ เขาเล่นอธิบายกันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) คือด้วยความที่พาร์ตของเราที่เล่าถึงโกฮังตอนแก่ถูกถ่ายเป็นลำดับแรก แต่ในช่วงตอนทำบทผมก็พยายามเก็บเกี่ยวเรื่องราวจากบทของพี่บาสพี่หมู ทำความเข้าใจว่าหมาตัวนี้มันเจออะไรมาบ้าง แล้วเราจะนำมาขมวดยังไงในตอนจบ

มองภาพว่าต้องเป็นหมาพันธุ์บางแก้วลักษณะขนสีขาว จมูกสีชมพู ไว้แต่แรกเหมือนกันไหม

ทั้งสามคน : ไม่เลย

อัตต้า : อย่างผมไม่เคยคิดเลยว่าต้องเป็นพันธุ์บางแก้ว คิดอย่างเดียวคือต้องเป็นสีขาวเพราะผมตั้งชื่อมันว่าหิมะ ตามหมาจรที่เคยอยู่ที่คณะ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)

บาส : เราเคยคุยกับพี่วันว่าต้นแบบโกฮังจะหยิบหมาจรตัวหนึ่งที่ชื่อบราวนี่ น้องเป็นหมาที่หนีตายมาจากการทารุณกรรม สภาพที่เรากับอาสาสมัครท่าหนึ่งเจอคือน้องถูกตัดหูขาดสองข้าง มีลวดมัดปาก เราเลยรับเขามาเลี้ยงไว้ และภายหลังส่งน้องไปเลี้ยงต่อที่อื่น ซึ่งความคิดนั้นก็ถูกปัดตกใป

จนกระทั่งตอนที่เราไปทำงานเชียงใหม่ เราบังเอิญไปเจอหมาจรตัวหนึ่ง เป็นหมาแก่ๆ พันธุ์บางแก้ว ตัวสีขาว จมูกชมพู ส่วนตัวเรามองว่าจมูกชมพูนี่แหละทำให้หมาตัวนี้มันโดดเด่นมากๆ ซึ่งตอนที่เราเอาน้องไปรักษาแล้วคุณหมอถามว่าจะให้น้องชื่ออะไร ตอนนั้นแหละหน้าของอัตต้าลอยเข้ามาในหัวเราทันที เพราะน้องมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับหิมะในจินตนาการที่อัตต้าคิดไว้ พอเราส่งน้องไปรักษาเสร็จ ก็ถ่ายรูปน้องไปให้ชาวคณะทำงาน จนสรุปกันว่างั้นเราเอาหมาตัวนี้ตั้งต้นดีกว่า

พวกคุณรู้สึกหรือมองสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘หมาจร’ เป็นแบบไหน

หมู : เวลาผมเจอหมาจรข้างถนนหรือข้างเซเว่นฯ อันดับแรกผมจะเช็กก่อนว่าเล่นกับน้องได้ไหม ตัวไหนที่เล่นได้ผมจะเข้าชาร์จเล่นกับน้องทันที แมวจรก็ด้วย (หัวเราะ) ซึ่งผมเชื่อว่าหมาจรที่อยู่หน้าเซเว่นฯ มักจะใจดี มีความอ่อนโยนเพราะเขาเคยได้รับน้ำใจจากมนุษย์ ก็เลยค่อนข้างจะมีประสบการณ์ที่ดีกับหมาจร

อัตต้า : ก่อนทำหนังเรื่องนี้ผมไม่เคยคลุกคลีกับหมาจรมาก่อนเลย แต่ตัวผมจริงๆ ชอบหมานะ ไม่เชิงมีระยะห่างกับมัน แต่ก็จะรู้ว่านี่แหละหมาจร แต่ระหว่างที่ทำหนังเรื่องนี้เวลาเจอหมาจรมันเจอเกิดความรู้สึกที่ว่า นายเป็นใคร มาจากไหน ผ่านอะไรมาบ้าง 

ผมอาจจะไม่ได้อินกับหมาหน้าเซเว่นฯ ขนาดนั้น แต่ผมจะชอบหมาจรที่อยู่ตามทะเลเพราะที่เจอคือแต่ละตัวมีนิสัยชอบเล่นกับคน และความรู้สึกคือถ้าเราไปเล่นทะเลเท่ากับเราพร้อมที่จะตัวเลอะก็เลยรู้สึกถูกชะตา

บาส : ตอนนี้ผมไม่ได้รับเลี้ยงหมาจรเพิ่มแล้วเพราะพื้นที่บ้านเต็มแมกซ์ คือที่บ้านมีหมา 5 ตัว กับแมวอีก 1 ตัว ถ้าเพิ่มจากนี้คือเราต้องเพิ่มแม่บ้านด้วย (หัวเราะ) แต่เราตั้งใจไว้ว่าเราจะช่วยหมาจรให้ได้ 1 เคสต่อเดือน

คนส่วนใหญ่อาจจะรู้อยู่แล้วว่าพี่บาสทั้งเลี้ยงหมาและช่วยเหลือรับเลี้ยงหมาจรมาประมาณ 7 ปี คำถามคืออีก 2 คน โดยส่วนตัวเป็นคนเลี้ยงสัตว์อยู่แล้วไหม

อัตต้า : ผมไม่ได้เลี้ยงนะ

หมู : ผมเลี้ยงแมว

ถ้าพวกคุณมีทั้งคนที่เลี้ยงหมาจรและไม่เคยเลี้ยงเลย แล้วคุณทำยังไงให้คนดูเชื่อในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่กับคนที่เลี้ยงหมา แต่รวมไปถึงคนที่ไม่เลี้ยงหมาหรือไม่เลี้ยงสัตว์เลยด้วย

บาส : เราว่ามันมีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือเมื่อหนังเสร็จแล้วเราถอยมาดูมันในฐานะคนดูจริงๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นหนังหมาที่ไม่ได้พูดแค่เรื่องหมาหรือแค่เรื่องสัตว์ มีคำหนึ่งที่พี่วันชอบพูดและพวกเราเห็นด้วยมากๆ คือเรากำลังทำหนังที่เกี่ยวกับ ‘ความสัมพันธ์’ ซึ่งมันจริงมากๆ ความสัมพันธ์ในที่นี้จะเป็นมนุษย์กับหมา มนุษย์กับแมว หรือมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันมันได้หมดเลย สิ่งสำคัญมันไม่ใช่เรื่องของสปีชีส์แต่เป็นลมหายใจที่อยู่ใกล้กับเรา

หมู : การที่ต้องเล่าถึงสิ่งที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนถือเป็นเรื่องปกติอย่างหนึ่งของคนทำหนัง การทำหนังไม่สามารถใช้แค่ประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าเรื่อง การรีเสิร์ช การสัมภาษณ์ การไปทำความรู้จักกับพรมแดนใหม่ๆ เพื่อทำหนังเรื่องหนึ่งก็เป็นความสนุกในการทำหนัง

ในทีนี้เราอาจจะไม่เคยเลี้ยงหมามายาวนาน แต่เราเคยมีความรัก มีความชอบให้กับหมาอยู่แล้ว จริงๆ สัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ที่ผมอยากเลี้ยงคือหมา แต่เมียไม่ให้ แมวที่บ้านไม่ให้ พื้นที่ที่บ้านไม่พอ (หัวเราะ) แต่ในเมื่อเรามีความชอบเราก็พร้อมที่จะไปเปิดหูเปิดตารู้จักกับเขามากขึ้น 

อัตต้า : ผมชอบกับคำที่พี่วันพูดเหมือนพี่บาสนะ คือเรากำลังทำหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อกัน คือตัวผมไม่เคยเลี้ยงหมาแต่ผมก็ต้องไปคลุกคลีกับเจ้าหิมะ (สุนัขที่รับบทโกฮังตอนแก่) เพื่อทำความเข้าใจมันจนผมมองมันเหมือนเป็นคนคนหนึ่ง รู้สึกอินไปกับมัน เพราะพาร์ตของผมตัวละครก็ไม่ใช่คนที่เคยเลี้ยงหมามาก่อน 

การทำงานกับนักแสดงที่เป็นหมาเป็นงานยากแค่ไหน

หมู : ยากเป็นมาตรฐาน เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจกันอยู่แล้วตามข้อควรระวังในกองถ่ายลำดับต้นๆ คือสัตว์ เด็ก เอฟเฟกต์ และสลิง 

ความที่คนในกองถ่ายรับรู้กันตั้งแต่ต้น ทุกคนก็จะพยายามปรับจูนวิธีคิดการทำงานว่าเราอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เราคาดหวังได้เสมอไป แม้เราจะเตรียมงาน เตรียมความพร้อม นำนักแสดงไปทำความคุ้นเคยกับหมา และเราก็ต้องมีสติ ใจเย็น พร้อมที่จะยืดหยุ่นกับงานตรงหน้ามากๆ กับสิ่งที่น้องหมามอบให้

ในเมื่อนำสัตว์มาใช้ในการทำงาน สิ่งที่ต้องคำนึงตามมาคือเรื่องของ ‘สวัสดิภาพ’ คำถามคือการที่สัตว์ไม่สามารถพูดได้ แล้วพวกคุณมีวิธีจัดการยังไงให้สัตว์ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

บาส : เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเราและพี่วันปักธงกันไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งชั่วโมงการทำงานของน้อง ตอนที่น้องอยู่ในกองทุกอย่างต้องพร้อม เอาจริงๆ น้องหมาสบายกว่าเราอีกนะ น้องมีเต็นท์แอร์ส่วนตัวเป็นของตัวเองในขณะที่พวกเรามีพัดลมเป่าหนึ่งตัวกลางแดด แต่เราแฮปปี้กันมากๆ ขณะเดียวกันน้องหมาจะมีแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อที่จะมาอยู่ประจำกับกองถ่ายเพื่อคอยดูแลน้อง ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าน้องจะลำบากหรือไม่สบายตัว ทุกครั้งที่เราสั่งพักเบรกหรือเปลี่ยนเทคคุณหมอจะเข้าไปตรวจน้องทันที

หมู : ระหว่างถ่ายน้องหมาได้รับของตอบแทนเยอะอยู่นะ เพราะการที่เราให้เขาช่วยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เราก็ต้องมีรางวัลให้ สมมติพาร์ตเด็กที่ผมกำกับเราอยากให้เขาแสดงท่าทางแบบนี้ เราก็จะให้ขนม ให้ของกิน ให้ของเล่นเขา แต่พอทำไปสักพักถ้าเขาเบื่อเราก็ต้องให้รางวัลที่พรีเมียมขึ้น และมันก็พรีเมียมขึ้นเรื่อยๆ เขาเลยอยู่ดีกินดีไปโดยปริยาย

บาส : เรื่องค่าตอบแทนเราอาจจะให้ไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ อย่าง ‘โคริ’ ที่เล่นเป็นโกฮังตอนเด็ก กับ ‘หิมะ’ ที่เราไปช่วยมาที่มาเล่นเป็นโกฮังตอนแก่ ทั้งสองตัวคือหมาจร ซึ่งเราไม่มีค่าตอบแทนจะจ่ายให้กับเจ้าของ เราเลยคิดเสมอว่าค่าจ้างที่เราตอบแทนให้กับเขาได้คือ ‘ความรัก’ แบบเต็มๆ 

ฟังดูเหมือนพูดเอาภาพนะ แต่เรารู้สึกใจฟูทุกครั้งตอนที่เราเห็นทีมงานทุกคน ย้ำว่าทุกคน เอ็นดูน้องหมาขนาดไหน แม้กระทั่งหิมะที่เราไปช่วยมา ไม่รู้เลยว่าน้องมาจากไหน แต่น้องหมาทำงานให้กับเรา น้องมาทำหน้าที่เหมือนกระบอกเสียงให้กับหมาจร แล้วสุดท้ายน้องก็ได้รับความรักจากน้องในทีมโปรดักชั่นดีไซน์ซึ่งเขารับน้องไปเลี้ยงจริงๆ เราเลยคิดว่านี่น่าจะเป็นค่าจ้างที่ดีที่สุดที่น้องน่าจะได้รับไป

อัตต้า : ตอนนี้หิมะมีห้องนอนส่วนตัว มีรถตู้รับ-ส่ง มีคนพาไปเดินอีสต์วิลล์ กินดีอยู่ดี (หัวเราะ) แต่มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ‘พี่เดือน’ กับ ‘พี่มด’ อาร์ตไดเรกเตอร์ที่รับหิมะไปเลี้ยงเขารักมัน จนตัวผมรู้สึกอิ่มใจที่มันมีบ้านอยู่จริงๆ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉาย เราไม่รู้เลยว่าตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายไปแล้วจะมีใครพยายามเข้าหามันบ้าง แต่การที่มันได้ไปอยู่กับคนที่เรารู้ว่าเขาเป็นคนที่ดีมันเป็นสิ่งที่สุดยอดมากๆ 

มีอะไรอีกไหมที่อยากยกระดับหรือปรับเปลี่ยนแก่สัตว์ที่ถูกนำมาใช้งานในวงการสื่อ

อัตต้า : มันมีประโยคหนึ่งที่พี่วันเคยพูดว่า เราต้องปฏิบัติกับนักแสดงที่เป็นสัตว์เหมือนเราเลี้ยงเด็กทารก ซึ่งเด็กทารกยังพูดเรียกร้องอะไรไม่ได้ เราก็ต้องมองสัตว์เป็นเหมือนเด็กทารกที่พูดอะไรไม่ได้

บาส : สิ่งที่เราต้องการคงมีแค่การปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเหมาะสม เพราะจริงๆ มันมีกฎกติกามารยาทสากลของการนำน้องหมาน้องแมวมาใช้ทำงานกองถ่าย ข้อปฏิบัติเหล่านั้นหาศึกษาอ่านไม่ยากเลย ถ้าสมติในอนาคตจะมีคอนเทนต์หรือหนังเรื่องไหนที่นำพวกเขามาใช้ก็อยากให้เคารพต่อข้อปฏิบัตินี้ เพราะอย่าลืมว่าสุดท้ายพวกเขาไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องอะไรได้เหมือนคน นักแสดงที่เป็นคนยังพูดได้ว่าฉันร้อน ฉันหิว ฉันมีคิวงานที่ต้องไปถ่ายต่อ แต่สัตว์เขาต้องทนอยู่กับมนุษย์อย่างเราไปจนจบ ด้วยความคาดหวังว่าเขาจะได้รับสิ่งที่ดี 

หมู : ผมแอบคิดว่ามันมีแนวโน้มอยู่นะ ที่ในวงการภาพยนตร์ วงการซีรีส์ จะมีการนำสัตว์มาเป็นนักแสดงมากขึ้นจนกลายเป็นเทรนด์ เราอาจจะไม่สามารถรู้ได้ว่ามาตรฐานในการดูแลสัตว์ในกองถ่ายจะดีเท่ากันทุกๆ กอง แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า การทำให้มันอยู่ในมาตรฐานที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณไม่ทำ ยังไงต้องมีคนพร้อมที่จะตรวจสอบคุณแน่นอน

บาส : เราเชื่ออย่างหนึ่งนะ ว่าพอเป็นหมาเป็นแมวเราจะใจอ่อนเองไปโดยธรรมชาติ อย่างเราเองปกติจะค่อนข้างเข้มข้นกับการทำงาน คนในกองจะรู้เลยว่ากับนักแสดงเราจะปล่อยผ่านแต่ละเทคยากมาก แต่พอเป็นหมา 2 เทคเราให้ผ่านเลย เดี๋ยวให้ตัดต่อไปใส่เพลงช่วยเอา (หัวเราะ)

มีหลายคนเคยบอกว่า ยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีลูก แค่เลี้ยงสัตว์ไว้ข้างกายสักตัวก็พอแล้ว พวกคุณคิดแบบนั้นเหมือนกันไหม?

บาส : เราว่ามันเป็นเรื่องของความคิดเห็น ซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดเห็นของคนที่คิดกันแบบนี้เยอะขึ้น ในช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจ สภาพสังคม หรืออนาคตของโลกใบนี้ไม่แน่นอน ก็เป็นไปได้ที่คนจะตัดสินใจเลือกชอยส์นี้มากขึ้น มันไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าไม่ดีกว่า แต่มันแค่พอถึงจุดหนึ่งของชีวิต พอเราเริ่มแก่ขึ้น มันอาจจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะแบ่งปันความรักที่เรามีไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

หมู : พี่บาสสรุปดีจนผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อ 

ทั้งสามคน : หัวเราะ

หมู : ผมเห็นด้วยนะ อย่างผมแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก เราเลยเลี้ยงแมว ซึ่งการเลี้ยงแมวเราได้ความรักที่บริสุทธิ์จากเขา การได้กลับมาเจอเขาที่บ้านเหมือนการได้กลับมาเจอเซฟโซน มันเลยเกิดความคิดว่าในเมื่อเราโอเคกับที่เป็นอยู่ ถ้างั้นก็ยังไม่จำเป็นต้องหาความเสี่ยงใหม่ ก็เลยเข้าใจคนที่คิดแบบนี้ว่าการเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวก็แฮปปี้แล้ว

อัตต้า : ผมเคยคุยกับแฟนนะว่าอนาคตเราจะเลี้ยงหมาสักตัวไว้แทนลูก แต่บังเอิญหมาของแฟนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กตาย มันเลยกลายเป็นสิ่งที่ผมกับแฟนเลือกที่จะไม่พูดถึง 

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ ‘ตัวเลือก’ ในชีวิต หรือทัศนคติในการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย 5 ปีที่แล้วผมคิดว่ายังไงผมก็จะไม่มีลูก พอมาปัจจุบันมันมีความคิดแวบเข้าในหัวบ้างว่าเราจะไม่มีลูกจริงๆ หรือวะ? ซึ่งมันตรงกับที่พี่บาสพูดว่าพอเราโตขึ้นจนถึงช่วงเวลาหนึ่ง เราจะอยากมอบความรักให้กับสิ่งมีชีวิต จะแบบมนุษย์หรือสัตว์ก็ตามขอแค่เราได้เป็นคนดูแลเขา

อยากจะบอกอะไรกับคนที่กลัวจะเสียน้ำตาจนไม่กล้าไปดู โกฮัง..หัวใจโกโฮม

หมู : ผมว่าน้ำตาที่เสียให้กับหนังเรื่องนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความอิ่มเอมนะ ผมเองก็เป็นคนบ่อน้ำตาตื้น ตอนที่ได้ดูรอบกาล่าผมดูยังร้องไห้เอง ระหว่างดูหนังผมเกิดความคิดที่ว่า ชีวิตนี้มันดีนะที่เราได้รักและได้รับความรักจากสิ่งที่เรารักกลับมา ซึ่งเป็นรักที่บริสุทธิ์มากๆ 

บาส : พักหลังเราได้ยินคีย์เวิร์ดว่ามนุษย์กลัวการร้องไห้กันมากขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจะกลัวกันไปทำไม อาจจะเพราะกลัวอายที่จะร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แต่สำหรับเราการร้องไห้เพื่อสิ่งดีๆ อย่างที่หมูบอก มันเป็นความรู้สึกที่เราควรจะยินดีกับมันนะ ยิ่งการที่เราได้ร้องไห้พร้อมกับคนอื่นๆ ค่อนโรงหนังก็ไม่ต้องไปอายหรอก คิดว่าเรามาเฉลิมฉลองกับการที่เรายังรู้ว่าเรายังมีหัวใจไปพร้อมๆ กัน

อัตต้า : ที่พี่บาสตอบดีมากๆ เลยนะ สำหรับผมผมชอบตอนที่ตัวเองได้ร้องไห้เพราะรู้สึกกับอะไรบางอย่าง ร้องไห้เพราะเศร้ากับซึ้งมันต่างกัน เราดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้เพราะซึ้งมากกว่า

หมู : เราภูมิใจกับการนำเสนอหนังเรื่องนี้มากๆ มีความสุขที่ได้รับฟีดแบ็กจากคนดูกลับมา พูดซื่อๆ ก็อยากจะชวนคนไปดูกันเยอะๆ หลังดูหนังเรื่องนี้ความรู้สึกที่มีต่อหมาจรมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ทำไม ‘แอโรบิก’ ถึงเติบโตจากวิดีโอที่เต้นตามได้เองที่บ้าน จนวันนี้ถูกยกเป็นกิจกรรมสุดแมสของสวนลุมฯ

“ขยับตาม 1 2 3 4!” เสียงจากครูหน่อยเทรนเนอร์คนดีคนเดิมดังขึ้น ภาพหนุ่มสาว คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงชาวต่างชาติที่ทยอยเดินเข้ามาจับจองหน้าลานสวนลุมจนแน่นขนัด เพื่อร่วม ‘แอโรบิก’ กิจกรรมออกกำลังกายที่ตอนนี้แมสติดตลาดจนกลายเป็นไวรัล

จากภาพจำเดิมที่ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมออกกำลังกายของบรรดาแม่บ้านและผู้สูงอายุ ที่ไม่อยู่ในฟิตเนสก็ต้องลานกลางแจ้งของสวนสาธารณะ หรือหน้าห้างสรรพสินค้า นับวันแอโรบิกยิ่งฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ถึงขั้นเกิดวลีขำขันในโซเชียลฯ ที่ว่า “ไปสวนลุมไม่วิ่งแล้ว ไปเต้นแอโรบิกแทนดีกว่า”

ซึ่งนั่นนำมาสู่คำถามที่น่าสนใจ คืออะไรทำให้แอโรบิกได้รับความนิยมอย่างที่เห็น และการเต้นออกกำลังสัมพันธ์ยังไงกับโลกธุรกิจ คอลัมน์ Recap ขอชวนหาคำตอบพร้อมกันด้านล่างนี้

โปรแกรมออกกำลังกายที่ถูกคิดค้นเพื่อดูแล ‘หัวใจ’ และ ‘หลอดเลือด’ ที่ต่อมากลายเป็นป๊อปคัลเจอร์แห่งยุค 90s

ย้อนกลับไปในปี 1960 ดอกเตอร์เคนเนท เอช. คูเปอร์ แพทย์ชาวอเมริกันประจำกองทัพสหรัฐฯ ได้คิดค้นท่ากายบริหารที่เจ้าตัวบัญญัติศัพท์ว่า ‘aerobics’ ที่มาจากคำว่า ‘aero’ (อากาศ) กับ ‘bios’ (ชีวิต) เพื่อใช้ทดสอบสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดของทหารอเมริกันและนักบินอวกาศของ NASA โดยเน้นการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อหลายทวงท่า ตั้งแต่วิ่งจ็อกกิ้ง 12 นาที, การเดิน, ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน 

องค์ความรู้การออกกำลังกายแบบ aerobics มีบทวิจัยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้เข้ารับโปรแกรมมีสุขภาพกายและการหายใจที่ดีขึ้น ต่อมาในปี 1960 ครูสอนเต้นนาม แจ็คกี้ โซเรนเซน ได้นำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาผสมผสานกับท่วงท่าการเต้นสไตล์แจ๊ส จนเกิดเป็น  aerobic dance การเต้นออกกำลังกายที่มีเสียงเพลงสนุกสนานประกอบจังหวะ ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มหญิงสาวที่ชื่นชอบการเต้นและใส่ใจสุขภาพ

จุดพีคที่สุดของ aerobic dance เกิดขึ้นราวปี 1980 เมื่อเจน ฟอนด้า นักแสดงฮอลลีวูดสาวชื่อดังนำการเต้นแอโรบิกเผยแพร่ผ่านวิดีโอเทปในรายการที่มีชื่อว่า Workout: Starring Jane Fonda กับภาพจำของเธอในชุดลีโอตาร์ดรัดรูปกับฉากหลังเป็นยิม มีนักเต้นตามด้านหลัง เคล้าเพลงแจ๊สสบายหู ซึ่งวิดีโอเทปรายการดังกล่าวที่จัดจำหน่ายโดย Karl Home Video ทำสถิติยอดขายระหว่างปี 1982-1995 มากถึง 17 ล้านชุดทั่วโลก จนถูกบัญญัติให้เป็นป๊อปคัลเจอร์ยุคนั้น

ผูกโยงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจฟิตเนส

จากจุดขายเดิมของ aerobic dance นั่นคือการออกกำลังกายที่ทำได้เองที่บ้าน กระทั่งยุค 2000s ที่ธุรกิจฟิตเนสเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด เหล่าบรรดาเจ้าของกิจการที่เห็นจุดเด่นของแอโรบิก ที่ทำได้ง่าย เป็นท่ากายบริหารขั้นพื้นฐานที่สามารถต่อยอดไปสู่การออกกำลังรูปแบบอื่น เกิดปิ๊งไอเดียบรรจุการออกกำลังกายรูปแบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบริการ 

จุดดึงดูดที่ทำให้ผู้คนยินดีที่จะเสียเงินเข้ามาเต้นแอโรบิกในฟิตเนส แทนที่จะเปิดวิดีโอเทปเต้นเองที่บ้าน ปัจจัยหลักๆ คือเรื่องของ ‘คอมมิวนิตี้’ การได้มาพบปะกับกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จักใหม่ๆ ที่รักสุขภาพเหมือนกัน และที่สำคัญคือการมีเทรนเนอร์คอยฝึกสอนอย่างใกล้ชิด ทำให้เป็นคอร์สตัวเลือกลำดับต้นของนักออกกำลังกายหน้าใหม่

เรียกว่าเป็นการผลัดเปลี่ยนภาพจำของแอโรบิก จากยุคที่ผูกโยงกับธุรกิจวิดีโอเทปมาสู่ยุคที่อยู่คู่กับธุรกิจฟิตเนสมาจนถึงปัจจุบัน 

กลับมาบูมเพราะพี่สาวเบเบ้และบูมต่อเนื่องจนเกิดปรากฏการณ์สวนลุม

สำหรับในไทยแล้วการเต้นแอโรบิกในอดีตมักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของแม่บ้านหรือผู้สูงอายุ พบเห็นได้ตามสวนสาธารณะประจำหมู่บ้าน ไม่ก็หน้าลานห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่ยุคโควิด-19 ระบาด ผู้คนกลับมาโหยหาการออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน จนครั้งเกิดปรากฏการณ์ ‘เต้นตามเบเบ้’ หรือ เบเบ้–ธันย์ชนก ฤทธินาคา ไอดอลสาวขวัญใจชาวเจนฯ วาย ที่อัพคลิปสอนการเต้น Cardio Dance ลงบนยูทูบ ค่านิยมแบบเก่าจึงถูกลบทิ้ง และถูกมองใหม่ว่าใครก็เต้นออกกำลังกายได้

ประกอบกับยุคที่ผู้คนแอ็กทีฟเรื่องการดูแลสุขภาพ อยากหลีกหนีจากสังคมก้มหน้า กระตุ้นโดปามีนให้หายเครียดจากภาระหน้าที่การงาน ‘สวนลุมฯ’ เลยกลายเป็นแลนด์มาร์กของมนุษย์ออฟฟิศย่านสีลมที่ถอดชุดเปลี่ยนตัวเองเป็นนักออกกำลังกายช่วงเย็น ซึ่งกลุ่มนักออกกำลังกายที่ว่าเดิมทีไปเพื่อวิ่งหรือเดินออกกำลังกาย แต่อย่างที่รู้กันว่า ‘คนไทยเป็นคนชอบเต้น’ ชอบจังหวะครึกครื้นสนุกสนาน กิจกรรมเต้นแอโรบิกที่อยู่คู่กับสวนลุมมานานกว่า 20 ปีเลยกลายเป็นจุดสนใจใหม

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แอโรบิกสวนลุมฯ น่าสนใจ มาจากวิวัฒนาการเต้นจังหวะเดิมๆ ซ้ำๆ มาเป็นการเต้นผสมผสานกับเทคนิค Cardio Dance เน้นจังหวะมันๆ มีเพลงรีมิกซ์ถูกใจวัยรุ่นทั้งเพลงไทย เกาหลี และหมอลำ 

ขณะที่ กทม.คอยอำนวยความสะดวก เช่น มีครูสอนนำเต้นมืออาชีพ อัพเกรดเวทีให้ปลอดภัย มีไฟส่องสว่างทั่วถึง (และมีท่าทีเตรียมขยายไปยังสวนอีก 38 แห่งทั่ว กทม.) จากกระแสของกลุ่มคนออกกำลังกายถูกส่งต่อปากต่อปากบนโซเชียลฯ จนไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมามีคนตั้งใจมาสวนลุมฯ เพื่อมาเต้นแอโรบิก 

ทันทีที่กิจกรรมเต้นแอโรบิกสวนลุมฯ กลายเป็นไวรัล นั่นหมายถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ที่ต่างชาติมาเยือนกรุงเทพฯ ต้องขอร่วมวงแดนซ์ หรือล่าสุดที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรีอย่างไลน์แมนชวน ‘ดาด้า’ มิสแกรนด์กาฬสินธุ์คนล่าสุดมาเต้นเปิดแคมเปญจนเป็นไวรัลทั่วโลก

เรียกว่าเป็นโอกาสพอเหมาะพอเจาะที่ ‘แอโรบิกสวนลุมฯ’ ถุกปลุกกระแสในช่วงที่เทรนด์ wellbeing เติบโต โดยที่เบลนด์เข้ากับคัลเจอร์ความขี้เล่น สนุกสนานในแบบไทยๆ และในอนาคตถ้ายังคงความไฮป์เช่นนี้อยู่ได้เชื่อเหลือเกินว่า จะถูกบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งในลิสต์ของกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness Tourism ที่อยากมาแดนซ์ให้สุขภาพกายดี

อ้างอิง 

เปิดประวัติศาสตร์ ‘นวดวัดโพธิ์และเชตวัน’ ที่สานต่อภูมิปัญญาแพทย์แผนโบราณจากตำราวัด

หากถามถึงสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนเมืองไทย นวดไทยคือคำตอบอันดับต้นๆ ในใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ที่ผ่านมาแม้นวดไทยจะดังไกลจนเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไปทั่วโลก แต่คนไทยอาจไม่เคยรู้ประวัติความเป็นมาว่าแพทย์แผนไทยมีที่มาจากตำราโบราณของวัด

ในขณะที่เราคุ้นเคยกับแอโรบิกจากอเมริกา รู้จักท่าโยคะจากอินเดีย เคยได้ยินศาสตร์แห่งธาตุจากจีน คนไทยรุ่นหลังกลับอาจหลงลืมภูมิปัญญาใกล้ตัวอย่างเส้นประธานสิบและท่าฤๅษีดัดตนซึ่งเป็นรากเหง้าสำคัญของศาสตร์การแพทย์แผนไทยไป

เพื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์และส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้คนไทยได้รู้จักอีกครั้ง เราจึงเดินทางมายังย่านท่าเตียนเพื่อสนทนากับคุณเสรัชย์ ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ผู้ดูแลทั้ง ‘นวดวัดโพธิ์’ และ ‘เชตวัน’ เครือข่ายร้านนวดและโรงเรียนสอนนวดที่สืบทอดมรดกภูมิปัญญาอันเก่าแก่จากตำราวัดสู่สากล

จากจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ตำราและเปิดพื้นที่นวดภายในศาลาวัด การสืบทอดศาสตร์การแพทย์แผนไทยค่อยๆ พัฒนาผ่านการสร้างโรงเรียนที่สอนหลักสูตรนวด ผลักดันให้วิชาชีพหมอนวดไทยได้มาตรฐานและสานต่อจิตวิญญาณงานบริการแบบไทย

สำหรับใครที่กำลังปวดเมื่อยหรือมองหาการรักษาสุขภาพจากภูมิปัญญาไทย ชวนฟังทายาทผู้สานต่อธุรกิจเล่าเรื่องราวแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้มาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไปพร้อมๆ กัน

ตำรานวดที่เริ่มจากศาลาวัด

คุณเสรัชย์เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ว่า ในยุคช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมายใน พ.ศ. 2466 การแพทย์ไทยถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในเวลานั้น แพทย์แผนโบราณยังคงมีหมวดครบทั้ง 4 สาขา ตั้งแต่เวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ ไปจนถึงนวดที่เป็นหนึ่งในศาสตร์สำคัญ แต่ไม่นานหลังจากนั้นใน พ.ศ. 2479 นวดไทยกลับถูกตัดออกจากระบบอย่างเป็นทางการ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่ความรู้แบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น และทำให้แพทย์แผนไทยถูกจัดอยู่ในหมวดแผนโบราณ

เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มหมอแผนโบราณจำนวนหนึ่งจึงเริ่มรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมขึ้นตามวัดต่างๆ เพื่อประคองวิชาแพทย์แผนไทยไม่ให้สูญหายไป หนึ่งในจุดตั้งต้นสำคัญคือวัดโพธิ์ ซึ่งมีคลังความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณจำนวนมหาศาล ทั้งตำรายากว่า 1,440 แผ่น และตำรานวดกับตำราฤๅษีดัดตนอีก 608 แผ่น ความสำคัญของวัดโพธิ์จึงเป็นพื้นที่เก็บรักษาองค์ความรู้เก่าแก่ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้

เบื้องหลังขององค์ความรู้เหล่านี้มีกระบวนการคัดกรองข้อมูลอย่างเข้มข้นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด โดยรวบรวมมาจากตำราที่ถูกจารึกไว้ในวัดและตำราเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 1-3 ผู้ที่นำความรู้มาบันทึกต้องยืนยันว่าเคยใช้ได้ผลจริง ก่อนจะถูกตรวจสอบซ้ำโดยหมอหลวงหลายชั้น คล้ายกับกระบวนการวิจัยในรูปแบบดั้งเดิม ทำให้ตำราเหล่านี้มาจากประสบการณ์จริง

ในยุคที่เริ่มรวบรวมองค์ความรู้ คุณปู่ของคุณเสรัชย์ทำงานเป็นนายแบงก์ พื้นเพเป็นคนท่าเตียนและมีกิจการครอบครัวทำร้านขายยาใบโพธิ์มาก่อน จึงถูกชักชวนให้เข้ามาช่วยตั้งสมาคมขึ้นเพื่ออนุรักษ์วิชาแพทย์แผนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

การก่อตั้งเชตวันในช่วงแรกจึงไม่ได้เริ่มจากคำว่าธุรกิจแต่เริ่มจากคำว่าอนุรักษ์ ตั้งแต่การรวบรวมตำราที่กระจัดกระจาย การพิมพ์ตำราที่ไม่มีใครสนใจ เช่น ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์และตำรายาสำคัญของบุคคลในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่เล็กๆ ในศาลาภายในวัด เพื่อให้ความรู้เหล่านี้ยังคงถูกส่งต่อ ไม่ใช่ถูกเก็บไว้เฉพาะในครอบครัวของหมอรุ่นเก่าเหมือนที่ผ่านมา

ในยุคต่อมา จากศาลานวดเล็กๆ ในวัดก็ได้ขยับขยายสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ และโรงเรียนในเครือเชตวัน เส้นทางของเชตวันจึงไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับศาสตร์ที่เคยถูกมองข้าม และพยายามดึงศาสตร์นวดไทยกลับมาอยู่ในระบบอีกครั้ง

ศาสตร์และศิลป์แห่งวิถีดัดตนในธุรกิจ

ตามศาสตร์แพทย์แผนไทย ร่างกายคนเรามีเส้นประธานสิบซึ่งเป็นเส้นหลักในร่างกายที่เป็นทางเดินของลมหรือพลังชีวิตที่หล่อเลี้ยงร่างกาย การรักษาอาการต่างๆ จึงคำนึงถึงเส้นเหล่านี้ และเนื่องจากเชตวันสืบทอดตำราเก่าแก่มาเนิ่นนาน จึงมีตำราบันทึกท่า ‘ฤๅษีดัดตน’ เป็นอิริยาบถแก้ปวดเมื่อย จุกเสียด แน่นหน้าอก แก้ลมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามคติความเชื่อโบราณที่ยกย่องฤาษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา

คนรุ่นหลังอาจรู้สึกว่าศาสตร์ฤๅษีดัดตนคล้ายการทำท่าโยคะ ซึ่งความจริงแล้วมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะตามตำรา โยคะหมายถึงการบำเพ็ญสมาธิตามลัทธิโยคี ส่วนฤๅษีดัดตนของไทยจะมุ่งเน้นในการแก้ไขและรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นหลัก

บันทึกจากตำราต้นฉบับเหล่านี้มีรูปฤาษีลายเส้นจิตรกรรมไทยทำท่าอิริยาบถต่างๆ พร้อมกลอน ดังเช่น ตัวอย่างบทกลอน ‘แก้เกียจ’ (Relief of bodily discomfort) และ ‘แก้เอวขดขัดขา’ (Relief of back pain causing leg discomfort) ดังต่อไปนี้ที่แสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของภูมิปัญญาไทย

สังกะสีดีบุกเข้า ระคนเจือ หล่อคณะนุ่งหนังเสือ สถิตไว้
กามันตะกี่เขือ ข้อยหนุ่ม นักนอ เหยียดยืดหัดถ์ดัดได้ แต่แก้เกียจกาย ฯ

ชฎิลดัดตนนี้นา นึกเอะใจเอย ชี้ชื้อสังปติเหงะ หง่อมง้อม
ถวัดเท้าท่ามวยเตะ ตึงเมื่อย หายฮา แก้กะเอวขัดค้อม เข่าคู้โขยกโขยง ฯ

ในยุคนี้ที่ผู้คนพูดถึงสุขภาพองค์รวมที่ดูแลตัวเองจากหลายศาสตร์กันมากขึ้น คุณเสรัชย์เล่าว่าการแพทย์แผนไทยของเชตวันก็มีการพัฒนาและประยุกต์ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนเช่นกัน

“เราผสมผสานองค์ความรู้ทั้งทางด้านสมุนไพร การออกกำลังกาย ฤาษีดัดตน และการนวดเข้าไปด้วยกัน ถ้ามาเรียนที่นี่ ทุกเช้าเราจะมีการสวดมนต์ ไหว้ครูก่อน แล้วต่อด้วยการรำฤาษีดัดตน 4-5 ท่า เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดูแลตัวเองได้ สามารถไปแนะนำให้กับลูกค้าที่มานวดได้

“ถ้าใครสนใจความรู้ทางด้านสมุนไพร เราก็จะมีคำแนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรต่างๆ เวลาท้องอืด ท้องเฟ้อ ว่าต้องใช้อะไรเพื่อขับลม และมีการทำยาดมที่ช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลาย ใจสงบ จุดมุ่งหมายก็คือให้ลูกค้าหรือผู้เรียนสบายทั้งกายใจ” 

นอกจากโซนร้านนวดและโรงเรียนแล้ว คุณเสรัชย์ยังเพิ่มโซนคลินิกเพื่อเพิ่มกระบวนการประเมินและวัดผลการนวดไปจนถึงการรักษาอย่างเป็นระบบ ความตั้งใจหลักคือเพื่อติดตามผลและอาการหลังรักษาว่าดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน หลีกเลี่ยงกรณีที่อาการดีขึ้นแค่ชั่วคราวหรือแย่ลงภายหลัง โดยยังมีการให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองต่อเนื่องหลังการรักษา ทำให้การนวดเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น

คุณเสรัชย์ยังบอกว่าการบริหารโรงเรียนนวดไปจนถึงบริการนวด ในส่วนของหลังบ้านนั้นเหมือนภารกิจที่ดูแลครอบครัวใหญ่ ทั้งในแง่การสานต่อที่สืบทอดจากคุณปู่และคุณพ่อ ไปจนถึงการดูแลหมอนวดและพนักงานที่หลายคนก็เป็นลูกหลานของพนักงานรุ่นแรก

สิ่งสำคัญในการบริหารองค์กรจึงเป็นการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดจากนวดไทยไปสู่นวดเท้า นวดน้ำมัน หรือความรู้ด้านสมุนไพร เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้หลากหลายขึ้น เก่งขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว 

ปั้นหมอนวดรุ่นใหม่ สานต่อนวดไทยสู่เวทีโลก

จากประสบการณ์ที่บริหารโรงเรียนนวดและมีนักเรียนต่างชาติสนใจเรียนมากมาย คุณเสรัชย์บอกว่าการสอนนวดไทยไม่ใช่แค่ถ่ายทอดแค่กระบวนการ แต่รวมถึงสอนวิถีชีวิตและวิธีคิดจากนิสัยคนไทยที่ใจรักงานบริการสมชื่อสยามเมืองยิ้มด้วย

“มันต้องเริ่มสอนจากวิธีคิดว่าเราเป็นยังไง นวดยังไง เพราะมันแตกต่างกันโดยธรรมชาติ สอนตั้งแต่การไหว้ครู นั่งพับเพียบให้เป็นก่อนเรียนนวด ชาวยุโรปหรืออเมริกาโดยมากจะเน้นการนวดน้ำมัน นวดอโรมาที่ถอดเสื้อผ้าหมดเลย แต่การนวดไทยจะเป็นแบบใส่เสื้อผ้าและนวดบนเตียง ไม่ใช้ Aroma Massage Table แบบฝรั่ง วิธีคิดมันก็ต้องปรับหมดเลย

“แต่ส่วนมากคนที่มาเรียนกับเราก็จะมีแนวโน้มชอบวัฒนธรรมไทยและสนใจดูแลสุขภาพตัวเองอยู่แล้ว อย่างโรงเรียนที่สาขาศาลายาของเรา นักเรียนที่ไปเรียนที่นั่นส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติ บางคนทำงานมีรายได้เยอะแยะมากมายเป็นโปรแกรมเมอร์ มาเรียนกับเราสักพักแล้วเปลี่ยนอาชีพเลย เพราะอยากเปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่แล้ว บางคนมาเรียนกับเราหนึ่งเดือน สักพักก็ย้ายมาอยู่เมืองไทยเลยเพราะชอบเมืองไทย เพราะฉะนั้นจึงไม่ยากในการสอน แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเลย”

ความท้าทายของโรงเรียนสอนนวดเชตวันอยู่ที่การรักษามาตรฐานของศาสตร์ดั้งเดิมท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทั้งจากมหาวิทยาลัย แพทย์แผนพื้นบ้าน และหน่วยงานรัฐที่เปิดสอนวิชาชีพการนวดฟรีตั้งแต่หลังโรคระบาดโควิดเป็นต้นมา ทำให้ผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น ในขณะที่เชตวันในฐานะองค์กรเอกชนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคุณภาพการสอนและผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามากกว่าตัวเลือกอื่น ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนก็สามารถสร้างมาตรฐานให้ลูกศิษย์ที่มาเรียนเพื่อประกอบอาชีพอย่างจริงจังมาแล้วนับไม่ถ้วน และคุณเสรัชย์ก็ยังมองว่านวดไทยยังไปได้อีกไกล

“ผมมาช่วยคุณพ่อทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2538 ตอนนี้ก็ 30 ปีแล้ว ก็เห็นอะไรมาค่อนข้างเยอะ เรามองว่านวดไทยไปไกลได้ในต่างประเทศ มีคนไทยไปทำงานนวดที่ต่างประเทศเยอะ การนวดไทยติดอันดับท็อป 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ของโลกที่มีคนรู้จักมากที่สุด

“ลูกค้าต่างชาติจะเรียกร้องนวดกับคนไทย เพราะวิถีการดูแลสุขภาพของคนไทย หรือการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลแขกของคนไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะ ผมเคยไปสอนนวดหลายประเทศทั่วโลก ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็ยังคิดว่าการใช้ชีวิตหรือหรือจริตจะก้านของคนไทยทำงานแล้วดูน่าชื่นชม มีความใส่ใจ เป็นกันเอง เพราะคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัว ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

“ในการนวด แม้กระทั่งวิธีนวดเหมือนกัน แต่การวางมือ ความใส่ใจของคนไทยไม่เหมือนกันกับคนชาติอื่น มันต่างกันเยอะ สิ่งนี้ทำให้คนไทยได้ไปทำงานนวดต่างประเทศเยอะ แต่ก็เกิดค่านิยมว่าหมอนวดไทยต้องไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันทำให้หลักสูตรสอนนวดของเราเป็นที่นิยม คนมาเรียนเพื่อไปทำงาน แต่ก็ทำให้อาชีพหมอนวดในเมืองไทยขาดแคลนด้วย”

แม้ที่ผ่านมาจะต้องปรับแทบทุกอย่างในการสานต่อ และต้องฝึกหมอนวดรุ่นใหม่ให้สืบทอดศาสตร์แพทย์แผนโบราณต่อไป คุณเสรัชย์มองว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ทุกวันนี้วัฒนธรรมไทยถูกยกระดับขึ้นมาเยอะแล้ว เป็นที่เชิดหน้าชูตาในเวทีโลกจากการรักษามรดกอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศเราไว้ และยังตั้งใจอยากยกระดับการนวดไทยและอนุรักษ์แพทย์แผนไทยต่อไป 

เจาะลึกเทรนด์และโอกาสธุรกิจ Office Therapy ในวันที่คนวัยทำงานกว่า 60% เป็นออฟฟิศซินโดรม

ปวดคอ บ่า ไหล่หลัง ลุกก็โอย นั่งก็โอย ปัญหากวนใจมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน จนเสี่ยงมีปัญหาสุขภาพตามมา ถึงขนาดที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยว่าคนวัยทำงานร้อยละ 60 มีภาวะ ‘โรคออฟฟิศซินโดรม’ โดย 3 อาการที่พบบ่อยคือ ปวดหลังเรื้อรัง, ไมเกรนและมือชา, เอ็นอักเสบและนิ้วล็อก

โดยกลุ่มวัยทำงานถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศก็ว่าได้ ถ้าดูจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรช่วงอายุ 25-54 ปี หรือกลุ่มวัยทำงาน เกือบ 30 ล้านคน หรือคิดเป็น 45% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ด้วยอัตราการเกิดและการตายที่ลดลง และอายุเฉลี่ยของคนไทยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีช่วงเวลาการทำงานที่ยาวนานขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นด้วย

จึงเกิดเป็น Issue Office Therapy ที่ชาว Capital ตั้งใจนำเสนอเรื่องราวของเหล่าธุรกิจที่ช่วยแก้ pain ให้เหล่าพนักงานออฟฟิศ แต่ก่อนที่จะพาไปดูว่ามีธุรกิจบ้างนั้น เราขอพามาเจาะลึกถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพของชาวมนุษย์ออฟฟิศและโอกาสการเติบโตของธุรกิจ Office Therapy กันก่อน

มนุษย์ออฟฟิศก้าวสู่ยุค active lifestyle

ในทุกวันนี้คนทำงานประจำไม่เพียงแต่ทำงานอยู่หน้าคอม 8 ชั่วโมง พอเสร็จงานก็ปิดคอมกลับบ้านไปพักผ่อนเท่านั้น แต่เริ่มหันมาสนใจ active lifestyle อย่างจริงจัง โดยไม่ได้เน้นออกกำลังกายอย่างหักโหม แต่เน้นไปที่ปรับกิจวัตรประจำวันให้ดี สามารถดูแลสุขภาพกายและใจได้อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นเทรนด์พฤติกรรมการดูแลสุขภาพมนุษย์ออฟฟิศในปี 2026 ได้แก่

  1. Active Lifestyle & Mobility : คนทำงานประจำเน้นขยับร่างกายให้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน มากกว่าการหักโหมเข้าไปออกกำลังกายในยิม อย่างกิจวัตรประจำวันที่คนพูดถึงมากในช่วงนี้คือการเดินให้ถึงวันละ 10,000 ก้าว จะช่วยเผาผลาญพลังงาน และเดินหลังกินอาหารประมาณ 5-10 นาที จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ดี
  2. Functional Strength : ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น ยืดเหยียดร่างกายหรือเวทเทรนนิ่งด้วยท่าที่ช่วยแก้ปัญหาการนั่งทำงานนานๆ หรือแก้อาการออฟฟิศซินโดรม
  3. Smart & Social Fitness : ในยุคนี้คนไม่ได้อวดไลฟ์สไตล์หรูหราหรือถ่ายรูปของแบรนด์เนมลงโซเชียลอีกต่อไป แต่คนหันมาใช้สมาร์ตวอตช์ติดตามสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกาย ไปจนถึงสุขภาพการนอนหลับ แล้วอัพลงโซเชียล เพื่อให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างคนที่สนใจออกกำลังกายเหมือนกัน อีกทั้งการมีสมาร์ตวอตช์ยังทำให้รู้ถึงปัญหาสุขภาพของตัวเองและนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที
  4. Balanced Diet : ถ้าพูดถึงการดูแลสุขภาพสมัยก่อน คนจะนึกถึงการกินอาหารคลีน แต่ยุคนี้คนจะเน้นไปที่การเลือกกินแบบสมดุล คือสามารถกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดตได้ แต่ต้องกินให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย สามารถกินขนมหวานหรือน้ำหวานได้ แต่เลือกสั่งแบบหวานน้อยแทน ซึ่งการกินแบบนี้จะทำให้คนรู้สึกไม่ได้ฝืนร่างกายตัวเองมากเกินไปและทำได้ทุกวัน
  5. Recovery : การฟื้นฟูร่างกายทั้งสิ่งที่ทำได้เองอย่างการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไปจนถึงการพึ่งผู้เชี่ยวชาญอย่างการกายภาพบำบัด

โอกาสของธุรกิจ Office Therapy

คลินิกกายภาพบำบัด การรักษาโดยนักกายภาพบำบัด และศาสตร์การนวดแผนไทย กลายเป็นทางเลือกใหม่ของคนวัยทำงานที่เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม รวมถึงผู้ที่มีอาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อและกระดูกที่อาจเกิดจากการเล่นกีฬา การเดินทางเป็นเวลานาน ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ

ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น การนวด การยืดเหยียดร่างกาย การใช้ความร้อนแสง การใช้คลื่นไฟฟ้า เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่เสื่อมสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ ยิ่งทุกวันนี้คนไม่ได้รอให้มีอาการเจ็บปวดแล้วค่อยไปรักษา แต่เลือกหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาหารเจ็บปวดในอนาคต ทำให้ธุรกิจธุรกิจกายภาพบำบัดและธุรกิจที่ช่วยรักษาอากาศออฟฟิศซินโดรมมีโอกาสเติบโตสูงมาก

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าปัจจุบันธุรกิจกายภาพบำบัดในไทยมีจำนวน 175 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.01 ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ และมีมูลค่าทุน 1,665.55 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.007 ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการสำรวจนักลงทุนที่เข้ามาในตลาดธุรกิจกายภาพบำบัดพบว่า มีแบรนด์กีฬาที่มองเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดธุรกิจไปสู่ธุรกิจด้านสุขภาพได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งคลินิกกายภาพบำบัด และศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาขนาดใหญ่ในประเทศไทย เป็นการเสริมธุรกิจด้านกีฬาที่ดำเนินกิจการอยู่ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร และยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้สินค้าและบริการ เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการต่อไป

ด้วยกระแสความนิยมของธุรกิจกายภาพบำบัดและบริการที่ช่วยรักษาอาการออฟฟิศซินโดรมมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งการเข้าใช้บริการของผู้บริโภคและการเข้ามาลงทุนในธุรกิจของนักลงทุน ธุรกิจที่จะฉายแสงอยู่ในตลาดนี้จึงต้องมีจุดแข็งที่แตกต่างและมีการปรับตัวให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

ที่มา