Yunomori Onsen & Spa ออนเซ็นเจ้าแรกๆ ของไทย ที่ผสาน Contrast Therapy เข้ากับสปาไทย

ถ้าพูดถึงออนเซ็น ภาพในหัวใครหลายคนคงเป็นการไปแช่บ่อน้ำพุร้อนจากน้ำแร่ธรรมชาติในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น และถ้าพูดถึงการนวด คนก็มักจะนึกถึงการนวดแผนไทยหรือไปทำสปา

จนกระทั่งการมาถึงของ Yunomori Onsen & Spa ที่สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เปลี่ยนภาพจำออนเซ็นในไทยให้เป็น city onsen จนกลายเป็นออนเซ็นเจ้าแรกๆ ของไทย มาผสานกับศาสตร์การนวดของไทยและสปา ถูกนำเสนอผ่านความเชื่อว่า Contrast Therapy หรือเทคนิคการฟื้นฟูร่างกายที่ใช้วิธีแช่น้ำหรือประคบร้อนและเย็นสลับกัน เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด longevity ได้อย่างแท้จริง

ซึ่งสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบและมีปัญหาสุขภาพตามมา ทั้งอาการนอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกายจากการทำงานหนัก หรือการโหมออกกำลังกาย แต่ในมุมของสมิทธิ์การจะมี well-being ได้ต้องสร้างสมดุุลระหว่างการออกกำลังกายกับการรีคัฟเวอร์ทั้งกายและใจ ซึ่งเกิดมาจากกิจวัตรเล็กๆ ในชีวิตประจำวันหรือที่เรียกว่า lifestyle therapy

ในบ่ายวันธรรมดาวันหนึ่งเราถือโอกาสหลีกหนีความวุ่นวายจากชีวิตคนเมือง มาสัมผัสความผ่อนคลายที่ Yunomori Onsen & Spa พร้อมสนทนากับสมิทธิ์ถึงการเลือกทำธุรกิจที่ย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อนคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีออนเซ็นในเมืองร้อนอย่างไทย และกลายเป็น destination หนึ่งของ urban wellness จนสามารถติดปีกไปขยายสาขาในประเทศสิงคโปร์ และเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ IPO ได้

ย้อนไปจุดเริ่มต้น pain point อะไรที่ทำให้คุณสนใจทำธุรกิจนี้

เมื่อก่อนเราจะเห็นว่าตลาดสปาทุกที่แทบจะคล้ายกันหมด มีทรีตเมนต์คล้ายๆ กัน ชื่อคล้ายกัน หน้าตาก็คล้ายๆ กัน เราเองก็รู้สึกว่าถ้าสามารถสร้างสปาที่มีจุดขายแตกต่างกันได้ก็น่าจะมีโอกาสเจาะตลาดนี้

ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเราได้ไปเห็น city onsen ในโตเกียว ซึ่งมันล้างภาพจำของคำว่าออนเซ็นที่เป็นบ่อน้ำพุร้อนในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น แบบสไตล์เรียวกัง คือไปแช่น้ำร้อนที่ผุดขึ้นมาตามธรรมชาติของเราไปเลย

เราก็รู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่เหมือนกัน พฤติกรรมของคนก็คล้ายๆ กับคนโตเกียวเรื่องการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ รวดเร็ว คนทำงานก็อยากจะหาที่ไปพักผ่อน สิ่งแรกที่คนพอจะนึกออกก็คือไปนวด เราเลยเอา 2 อย่างนี้มารวมกันคือการนวดและออนเซ็น เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจให้กับ Yunomori Onsen & Spa

ที่คุณบอกว่าภาพจำของออนเซ็นคือบ่อน้ำพุร้อนจากน้ำแร่ธรรมชาติในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ภาพจำออนเซ็นของคนไทยเปลี่ยนไปยังไง

บริบทของคำว่าออนเซ็นตอนนี้เปลี่ยนไปมากพอสมควร ออนเซ็นเคยเป็นที่ที่ให้คนแค่มาพักผ่อน แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นที่ที่ให้คนมารีคัฟเวอร์ตัวเอง ให้คนเกิดสมดุลระหว่างการออกกำลังกายและการฟื้นฟูร่างกาย ให้พร้อมที่จะไปเล่นกีฬาที่ตัวเองชอบ ไปฟิตเนส หรือไปใช้ชีวิตต่อ

ตอนนี้คนที่มาออนเซ็นเขาต้องการเห็นผลลัพธ์ เขาต้องการมาเพื่อฟังก์ชั่นอะไรบางอย่าง เพื่อรีคัฟเวอร์ร่างกายและกล้ามเนื้อ เพื่ออายุที่ยืนยาว เป็นการใช้ Contrast Therapy หรือเทคนิคการฟื้นฟูร่างกายที่ใช้วิธีแช่น้ำหรือประคบร้อนและเย็นสลับกัน ทำให้เกิด longevity ซึ่งภาพจำที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ถือเป็น journey ของแบรนด์ Yunomori ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลยก็ว่าได้

คุณให้นิยามว่า Yunomori เป็นแบรนด์เกี่ยวกับอะไร

ผมอยากให้ Yunomori เป็นที่ที่นึกถึงเวลาอยากจะมารีคัฟเวอร์ตัวเอง ไม่ใช่แค่ในแง่ของ physical หรือร่างกาย แต่รวมถึงในแง่ของ mental หรือสภาพจิตใจด้วย ไม่ว่าคุณจะเจอความเครียดอะไรมาก็มารีคัฟเวอร์ที่นี่ได้ เพราะเรารวมทั้งศาสตร์การแช่ออนเซ็น และศาสตร์การนวดของไทยมาไว้ในที่เดียวกันแล้ว

หัวใจสำคัญอะไรที่ทำให้ Yunomori แตกต่างจากแบรนด์อื่น

คือการที่เราขาย experience บวกกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้ ถ้าดูตั้งแต่คนเข้ามาที่นี่เราก็มีชุดยูกาตะให้เขาใส่ รูปแบบการให้บริการของเราก็เป็นแบบ Day Pass คือเขาไม่ต้องซื้อคอร์สแล้วอยู่ได้แค่ 1-2 ชั่วโมง แต่สามารถอยู่ที่นี่ได้เรื่อยๆ ทั้งวัน ไม่ต้องเร่งรีบออกไป บางคนก็มานั่งทำงาน ได้หลบหนีจากความวุ่นวายในชีวิตคนเมือง เราพยายามโปรโมตว่าที่นี่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของคนเมืองได้ ทำให้เกิด wellness ได้นะ

อาการเจ็บป่วยของคนเมืองที่คุณพูดถึงคืออะไร และออนเซ็นกับสปาช่วยรักษาอาการเหล่านั้นได้ยังไง

ความเจ็บป่วยของคนเมืองก็จะมีเรื่อง digital detox ที่เราจะอยู่กับเครื่องมือสื่อสารตลอดเวลา แต่ตอนไปแช่น้ำเนี่ยเราเอาโทรศัพท์เข้าไปไม่ได้ ก็เลยทำให้เราต้องอยู่กับตัวเอง และเป็นกิจกรรมที่คุณจะมากับแฟนก็ได้ คุณจะมากับครอบครัวก็ได้ คุณจะมากับเพื่อนก็ได้ เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอีกทางหนึ่ง

และมีเรื่องการนอนไม่หลับ ซึ่งการแช่ออนเซ็นช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ถ้าคุณเข้าใจวิธีการแช่ที่ถูกต้อง อย่างถ้าช่วงเย็น เราควรจะแช่น้ำร้อนเยอะๆ เพื่อให้ผ่อนคลาย ถ้าเป็นช่วงเช้าเราก็อยากให้ร่างกายสดชื่น ก็ต้องใช่น้ำเย็นมากกว่า

ถ้าเราทำแบบนี้เป็นประจำ ไลฟ์สไตล์นี้ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยที่เราไม่ได้ต้องพยายามไปหาวิธีการรักษาเมื่อป่วย เราแค่ต้องมีวิถีชีวิตที่ดีตั้งแต่ต้น เลือกกินของดีๆ เลือกทำแต่สิ่งดีๆ ไม่ใช่คุณอัดออกกำลังกายอย่างเดียว มันก็ไม่ได้ดีต่อร่างกายนะ คุณต้องรีคัฟเวอร์ตัวเองให้เป็นด้วย ต้้องบาลานซ์ทั้งสองอย่างถึงจะได้สุขภาพที่ดีจริงๆ

ปัจจุบัน Yunomori มีบริการอะไรบ้าง

ออนเซ็น สปา และ F&B เป็น 3 ธุรกิจหลักของ Yunomori เราอยากให้มันเป็นแบบ one-stop service ที่แช่ออนเซ็นเสร็จสามารถไปนวดต่อได้ พอหิวก็กินอาหารที่นี่ได้เลย อยู่ในนี้ได้ทั้งวัน ลูกค้าหลายคนก็นั่งทำงานที่นี่ จากไลฟ์สไตล์การทำงานแบบรีโมตที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้

หรือบางคนก็มาแช่ออนเซ็นอย่างเดียวหรือมากินอาหารอย่างเดียวก็มีนะ โดยเฉพาะตรงสาขาสาทร ก็จะมีพนักงานที่ทำงานแถวนั้นเยอะ เขาก็เลือกที่จะเข้ามากินอย่างเดียวก็มี แล้วตอนนี้เรามีแผนที่จะเปิดสตูดิโอออกกำลังกาย มีคลาสที่สอนการยืดคลายกล้ามเนื้อด้วย

กลุ่มลูกค้าของคุณคือใครบ้าง และแต่ละกลุ่มมีความต้องการเหมือนหรือต่างกันยังไง

เราเคยคิดว่ากลุ่มลูกค้าคือคนญี่ปุ่นหรือคนต่างชาติที่น่าจะชื่นชอบออนเซ็นนี้ แต่จริงๆ แล้วคนไทยคือกลุ่มที่เราอยากให้มาเป็นลูกค้ากลุ่มหลักของเรา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นแบบนั้นอยู่ อย่างสาขาสุขุมวิทและสาขาสาทร คนไทยเป็นลูกค้าหลัก

ที่เราอยากให้คนไทยมา เพราะว่าคนไทยเป็นเสมือน neighborhood หรือเป็นเจ้าบ้าน เขาสามารถมาใช้บริการได้บ่อยครั้งมากกว่า รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทย เพราะการจำมี healthy lifestyle ได้คุณต้องทำเป็นประจำ

ยกตัวอย่างถ้าออกกำลังกายเดือนละครั้ง คุณไม่มีทางสุขภาพดีขึ้น แต่คุณต้องออกกำลังกายเป็นประจำ คุณก็สุขภาพดีขึ้นได้ เช่นเดียวกับการรีคัฟเวอร์ตัวเองก็เหมือนกัน ถ้าคุณมาออนเซ็นปีละครั้ง คุณไม่มีทางหัวใจแข็งแรงได้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องมาเป็นประจำ

ส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวต้องบอกว่า wellness travel เองก็เป็นเรื่องที่มีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆ คนมาก็ไม่ได้แค่อยากมาเที่ยวอย่างเดียวแล้ว เขามองหาอะไรที่เป็น wellness experience อย่างเรื่องการนวด สมัยก่อนคนอาจจะแค่อยากรู้อยากเห็นว่าการนวดไทยมันเป็นยังไง แต่ตอนนี้มันก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เขาไปนวดเพื่อหวังผลลัพธ์ที่ดี

สิ่งหนึ่งที่เราพยายามมอบให้กับลูกค้าของเราคือ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติก็ตาม experience ที่ดีที่สุดคือคุณจะต้องแช่ออนเซ็นและนวดด้วย เพราะการแช่ออนเซ็นช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับง่าย พอมานวดต่อก็ยิ่งทำให้นอนหลับดีขึ้น

กลุ่มลูกค้าคนไทยน่าจะรู้สึกเขินอายกับการแก้ผ้าแช่ออนเซ็น คุณมีการปรับยังไงให้คนไทยกล้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น

เราก็มีการปรับในระดับหนึ่งเป็น option ให้เลือก อย่างของผู้หญิงจะมีเสื้อในและกางเกงในแบบใช้แล้วทิ้งให้ใส่ แต่ในระยะหลังมานี้คนก็เข้าใจมากขึ้นเรื่องการแก้ผ้าแช่ออนเซ็น ว่าที่เขาไม่ใส่เสื้อใน กางเกงในกันมันเป็นเรื่องจากความสะอาดและสุขอนามัย อย่างเวลาคุณอาบน้ำก่อนแช่ บางทีฟองสบู่ยังติดอยู่ในกางเกง พอลงไปในบ่อแล้วมีฟองขึ้นก็จะไม่ดี ถ้าในแง่ของ experience การแช่แบบแก้ผ้าก็จะสบายกว่าอยู่แล้ว

สาขาในไทยที่สุขุมวิท สาทร และพัทยา คุณมีวิธีเลือกทำเลในการขยายสาขายังไง และแต่ละสาขาเหมือนหรือต่างกันหรือไม่

เรื่องของโลเคชั่นเราเน้นเรื่อง customer mix เป็นอันดับ 1 คือละแวกนั้นต้องมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยต้องอยู่ใกล้กับที่พัก แหล่งออฟฟิศ และโรงแรม อย่างที่สองคือเรื่องความสะดวกในการเดินทาง ถ้าเกิดที่จอดรถไม่เยอะ อย่างน้อยก็ต้องใกล้ BTS หรือเดินจาก MRT แค่ 5 นาที

ส่วนเรื่องความแตกต่างของแต่ละสาขา มาจากที่เราไม่อยากให้แต่ละสาขาเป็นเหมือนแฟรนไชส์ที่ปั๊ม หน้าตาปั๊ม ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมดทุกที่ เราอยากให้มีความแตกต่างในระดับหนึ่ง ในแง่ของดีไซน์และ journey ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ อย่างที่สุขุมวิทจะมีความเป็นญี่ปุ่น ที่สาทรก็จะมีความโมเดิร์นขึ้นมา สาขาที่พัทยาก็จะผสมความเป็นไทย มีความเป็น tropical เข้าไป เพราะว่าที่นั่นเป็นเมืองชายหาด

อะไรที่ทำให้คุณเลือกขยายสาขาไปต่างประเทศที่สิงคโปร์

เราเปิดที่สุขุมวิทเป็นสาขาแรก แล้วผลตอบรับดี หลังจากนั้นก็ปักธงไปที่พัทยา เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย แล้วเราก็มาคิดว่าอยากจะปักธงอีกนิดนึงคือไปต่างประเทศดู เรารู้สึกว่าสิงคโปร์ก็เป็นเมืองใหญ่คล้ายๆ กรุงเทพฯ ที่มีคนเคร่งเครียด วุ่นวายเหมือนกัน

ทุกอย่างก็แพงไปหมด นวดก็แพง ซึ่งการที่ค่านวดแพงนี่แหละ ถือว่าดีกับออนเซ็น เหมือนกับญี่ปุ่นที่ค่่านวดเขาก็แพง คนเลยเลือกที่จะไปออนเซ็นแทนการนวด แล้วเราชอบที่สิงคโปร์เป็นประเทศที่โปร่งใส ในแง่ของการลงทุน หลังจากเราไปเปิดลูกค้าเป็นคนสิงคโปร์ไปแล้ว 90% แทบจะไม่ต้องพึ่งนักท่องเที่ยวเลย ทำให้ตอนนี้เราเปิดสาขาที่สิงคโปร์มาเป็น 10 ปีแล้ว

ช่วงนี้เทรนด์ที่ Well-being มาแรง ในมุมของคุณคิดว่า Well-being คืออะไร

ผมคิดว่าคือการสร้างสมดุุลกัน คือถ้าคุณออกกำลังกาย ก็ต้องรีคัฟเวอร์ให้พอ แล้วการจะเกิด Well-being ได้ต้องมาจากกิจวัตรเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรือที่คนชอบเรียกกันว่า Lifestyle Therapy  ไม่ว่าจะเป็นการกินของที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่เรากิน Junk Food มาตลอดแล้วเรากินคลีนมื้อเดียวมันไม่ได้

  ในบทบาทของยูโนโมริคือการสร้างพื้นที่ให้คนสามารถมามีไลฟ์สไตล์แบบนั้นได้ ในเรื่องการดูแลกล้ามเนื้อผ่านการนวด การดูแลหัวใจผ่านการแช่ออนเซ็น การใช้ Contrast Therapy เพื่อให้อายุได้ยืนยาวขึ้นเป็นที่ให้คนมารีคัฟเวอร์จากการออกกำลังกายต่างๆ คือการสร้างสมดุลในวิถีชีวิตคนเมือง จะเรียกว่าเราเป็น Destination หนึ่งของ Urban Wellness ก็ว่่าได้

ความยากหรือความท้าทายของการทำธุรกิจเกี่ยวกับ well-being อยู่ที่ตรงไหน

ความยากคือ well-being ถือเป็น mega trend หนึ่งที่ใครๆ ก็พูดถึงและอยากทำ แต่พอมันเป็น mega trend ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเร็ว พฤติกรรมของคนก็เปลี่ยนไปเร็ว เราเองเราก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค เมื่อก่อนลูกค้าเราเป็น Gen Y ตอนนี้ลูกค้าเราเป็น Gen Z หรืออนาคตอีกไปอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็น Gen Alpha คนเหล่านี้ก็จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

ความท้าทายของวันนี้คือเราจะทำยังไงให้ที่จะสร้างบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มคนใน Generation ต่างๆ รวมไปถึงมีคู่แข่งที่มีจำนวนมากขึ้น แต่ก็ถือว่าธุรกิจที่ทำสเกลเท่าเรายังมีไม่เหมาะ การที่เราจับหลายศาสตร์มารวมกัน นำเสนอทั้งในแง่ของ Experience และในแง่ของผลลัพธ์ก็ยังถือเป็นจุดแข่งของเราท่ามกลางความท้าทายนี้

อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือ IPO แล้วตอนนี้มีแผนงานยังไงบ้าง

เราต้องระดมทุนไปทำโปรเจกต์ใหม่คือการเปิดสาขาที่ 5 ในทองหล่อ และมีโรงแรมจำนวน 79 ห้องในโครงการนั้น โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องของ Urban Wellness Hotel

ส่วนเรื่องแผนงานเราต้องการสร้างแพลตฟอร์มให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นในรูปแบบต่างๆ และเราก็ยังเชื่อในเรื่อง Contrast Therapy เราพยายามให้คนมาแช่ออนเซ็นกันมากขึ้น มาแช่เท้า หรือมาแช่หน้ากันได้มากขึ้น โดยแต่ละสาขาเราอยาก Setting ให้แตกต่างกัน ทั้งในรูปแบบดีไซน์ Customer Experience ถึงแม้ปัจจุบันจำนวนสาขาเรายังไม่ได้เยอะมาก แต่ก็มีอีกหลายที่ที่เราอยากไป ทั้งในไทยและต่างประเทศ

บทเรียน 3 ข้อที่คุณได้รับจากการทำธุรกิจนี้คืออะไร

ข้อแรกคือบางครั้งเราไม่สามารถเชื่อ Market Research ได้เสมอ ถ้าตอนเริ่มต้นผมทำ Market Survey แล้วถามว่าเมืองไทยทำออนเซ็นดีไหม รับรองว่าผลมันต้องออกมาไม่ให้ทำแน่เลย ซึ่งตอนนั้นก็มีหลายเสียงค้านนะ แต่ผมคนที่ผมเจอถ้าเคยไปแช่ออนเซ็นแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครไม่ชอบออนเซ็น ยิ่งเราเอามาผสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างการนวดอีก ก็จะสร้างโอกาสและความแตกต่างจากธุรกิจอื่นได้

ข้อสองผมว่าหลายคนมีไอเดียเยอะนะ แต่ไม่ค่อยกล้าลุกขึ้นมาทำ ถ้าเกิดมี Passion อยากจะทำอะไร แล้วเราเชื่อในเรื่องอะไร ก็กระโดดลงมาทำเถอะ ผมเจอมาหลายคนนะที่มีไอเดีย พอคุยไป คุยมาปุ๊บมีคนเอาไปทำแล้ว เราก็ทำไม่ทันแล้ว

เรื่องสุดท้ายผมว่าตอนนี้คุณขายแค่ Service อย่างเดียวหรือคุณขายสินค้าอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องขาย Experience ด้วย เมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี เขาถึงจะเลือกกลับมาหาคุณเรื่อยๆ

เปิดตัว ‘สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐาน และผลักดันคนทำงานให้เติบโตระดับสากล

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสคุยกับชาวต่างชาติมากมาย เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะแง่มุมไหนของสังคม เราจะเห็นคอนเทนต์เต็มไปหมด คนไทยสร้างสรรค์คอนเทนต์เก่งมากๆ” 

ขจร เจียรนัยพานิชย์ บรรณาธิการบริหาร RAiNMaker และ iCreator Community เริ่มต้นกล่าวถึงภาพรวมของวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อาชีพที่เรียกได้ว่าได้รับความนิยมในทศวรรษนี้ อันที่จริงต้องบอกว่า บทบาทนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่โซเชียลมีเดียเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมา ยืนยันได้จากผลสำรวจกลุ่มบริษัท Adecco สอบถามเด็กไทยอายุ 7-14 ปี จำนวนกว่า 4,000 คน เมื่อปี 2020 แล้วพบว่า ‘ยูทูบเบอร์’ กลายเป็นอาชีพในฝันของเด็กไทยอันดับ 3 ไล่มาติดๆ กับอาชีพหมอและครู ทั้งยังแซงหน้าอาชีพนักกีฬาและทหารไปแล้ว

ผ่านมา 6 ปี คำว่ายูทูบเบอร์ก็เริ่มขยับขยายมาสู่ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ จากการเติบโตของแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ TikTok นั่นทำให้ ‘ตลาดครีเอเตอร์’ พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนเกิด ‘เศรษฐกิจครีเอเตอร์’ ที่มีจำนวนกว่า 9 ล้านคน โดยมีคนที่มีอาชีพหลักเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์กว่า 2 ล้านคน ทำให้เกิดมูลค่าตลาดราว 45,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ย 25-30% ต่อปี อีกทั้งในยุคนี้ครีเอเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบของการสื่อสาร แต่ภาคธุรกิจต่างเล็งเห็นความสำคัญในฐานะ ‘กลยุทธ์ธุรกิจ’ ที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ทั้งเอนเกจเมนต์ กระแสไวรัล และความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

สะท้อนว่าครีเอเตอร์มีความสำคัญกับทุกภาคส่วนไม่น้อย ทว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เหล่าครีเอเตอร์ต่างต้องตอบคำถามมากมายถึงความมั่นคงในอาชีพไปจนถึงความน่าเชื่อถือต่อสาธารณะ ทั้งมาตรฐานการทำงาน แนวทางจริยธรรม และความโปร่งใส ท่ามกลางยุคที่เรามี AI สามารถสร้างข้อมูลเท็จขึ้นได้ง่ายดายกว่าเดิม

ในแง่ของสถาบันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นราชการ องค์กรทางการเงิน องค์กรประกันสังคม หรือธุรกรรมต่างๆ ก็ยังไม่ได้ระบุอาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างเป็นทางการ นำไปสู่ปัญหาที่คนทำงานสายนี้ไม่มีหลักประกันทางการเงินชัดเจน เช่น การขอสินเชื่อหรือที่อยู่อาศัย การขาดระบบสนับสนุนและแหล่งทุน ไปจนถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่คุ้มครองรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ รวมทั้งช่องว่างด้านข้อกำหนดด้านมาตรฐานการทำงานและจริยธรรมที่ส่งผลต่อการรับรู้สาธารณะ รวมทั้งการทำงานร่วมกับแบรนด์ เอเจนซี และ ecosystem ที่กำลังเติบโต

นี่จึงเป็นที่มาให้เหล่าครีเอเตอร์ไทยรวมตัวกันเพื่อจัดตั้ง สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association: TCCA) เพื่อทำหน้าที่เป็น “สมาคมวิชาชีพ” และองค์กรกลางในการยกระดับมาตรฐาน สนับสนุน และการกำกับดูแลอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์สู่ระดับนานาชาติ

“การจัดตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยในครั้งนี้ เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมในระยะยาว เราเลือกทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ สร้างกรอบการทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงผู้เล่นใน ecosystem เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระบบ”

ขจร เจียรนัยพานิชย์ บรรณาธิการบริหาร RAiNMaker,  iCreator Community ผู้ได้รับเลือกให้เป็น ‘นายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ คนแรก กล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัวสมาคมฯ ที่ SCBX ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

“บทบาทของสมาคมฯ ไม่ใช่การควบคุมครีเอเตอร์ แต่คือการสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะที่แบรนด์และเอเจนซีสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้อย่างมั่นใจและวัดผลได้มากขึ้น” ขจรพูดย้ำเพื่อทำให้เห็นบทบาทของสมาคมฯ มากขึ้น 

การรวมตัวในฐานะสมาคมฯ เป็นการแก้ไขปัญหา 3 ด้านใหญ่ด้วยกันคือ หนึ่ง–หลักประกันอาชีพของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทั้งการสร้างสิทธิประกันพื้นฐาน การทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารและประกันสังคม สอง–มาตรฐานการทำงานครีเอเตอร์ที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือในสังคม ทั้งในแง่ของจริยธรรม ความโปร่งใส และแนวทางปฏิบัติงานที่มีมาตรฐาน สาม–การสร้างชุมชนครีเอเตอร์เพื่อไม่ให้ใครต้องโดดเดี่ยว และผลักดันให้ครีเอเตอร์ไทยก้าวสู่ระดับโลก​

“บทบาทของสมาคมในด้านการกำกับดูแลวิชาชีพ คือการสร้าง ‘มาตรฐานกลาง’ ที่ทุกภาคส่วนสามารถอ้างอิงร่วมกันได้ ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และแนวปฏิบัติในการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้ครีเอเตอร์เติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์ม แบรนด์ และผู้บริโภคสามารถทำงานร่วมกันบนความเชื่อมั่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอม คอนเทนต์จาก AI และกลโกงทางไซเบอร์ ส่งผลต่อระดับความไว้วางใจในสังคมในวงกว้าง” สุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co-founder, Tellscore ผู้มารับบทบาทในฐานะ ‘อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ อธิบายจุดประสงค์ในการเปิดตัวสมาคมฯ ครั้งนี้

กล้า ตั้งสุวรรณ CEO & Co-founder, Wisesight (Thailand) และอุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สื่อสาธารณะสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย บอกเช่นกันว่า การยกระดับให้อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์อยู่ภายใต้มาตรฐานสมาคมฯ จะทำให้อาชีพนี้ก้าวเข้าสู่การเป็นสื่อสาธารณะที่มีเนื้อหาคุณภาพ โปร่งใส น่าเชื่อถือ มีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ

“และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง ‘สังคมข่าวสารที่มีคุณภาพ’ ให้กับประชาชนไทย เพื่อให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างแท้จริง” 

ในมุมคนทำงานจริงจาก อิสระ ฮาตะ ยูทูบเบอร์และผู้ก่อตั้ง RUBSARB แบ่งปันความคิดเห็นว่า การสร้างมาตรฐานกลางไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขอบเขตงาน การตั้งราคา หรือความเข้าใจระหว่างครีเอเตอร์กับแบรนด์ด้วย

สมาคมฯ แห่งนี้ประกอบไปด้วยเหล่าคนในแวดวงครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์–ศรัญญู เพียรทำดี จากช่อง Buffalo Gag, ซอฟต์–รษิกา พาณีวงศ์ จากช่อง Softpomz, แพร–พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ จากช่อง pearishungry ฯลฯ รวมทั้งที่ปรึกษาอย่าง ป๋าเต็ด–ยุทธนา บุญอ้อม, วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา, หนุ่ย–พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์, วิชัย มาตกุล, เติ๊ด–ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี ฯลฯ

สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยยังต้องการเป็นตัวกลางในระดับอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล ผลักดันให้ครีเอเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของนิเวศสื่อ และของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งออกคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับสากลด้วย

นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการครีเอเตอร์ที่จะช่วยยกระดับอาชีพและอุตสาหกรรมผู้ผลิตคอนเทนต์ให้มีมาตรฐาน จริยธรรม และความก้าวหน้าในระดับโลก

ติดตามข้อมูลต่างๆ ของสมาคมฯ ได้ที่ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย – TCCA

แบรนด์แบบไหนที่เจนฯ Z ยอมจ่าย เมื่อตัวตนและความคุ้มค่าต้องมาคู่กัน

ถ้าสังเกตดูการตลาดในยุคนี้จะเห็นว่าหลายแบรนด์หันไปสนใจปั้นกลยุทธ์และออกสินค้าใหม่ เอาใจกลุ่มเจนฯ Z เป็นหลัก เพราะคาดว่าภายในปี 2569 กลุ่มนี้จะมีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศไทย และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ

เว็บไซต์ brandbuffet.in.th จึงจับมือกับ INTAGE Thailand บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ และ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้าน social listening เพื่อสำรวจ ‘GEN Z TOP BRAND 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z’ โดยเก็บข้อมูลทั้งจากเสียงในโซเชียลมีเดียและจากกลุ่มตัวอย่างทั้งเจนฯ X, เจนฯ Y และเจนฯ Z ทั่วประเทศ กว่า 3,000 กลุ่มตัวอย่าง

ก่อนจะนำมาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ BrandSense™ Model เพื่อประเมินความแข็งแกร่งและ ‘ความหมาย’ ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ผ่านแกนสำคัญของโมเดลนี้ คือการวิเคราะห์แบรนด์ผ่าน 2 มิติหลัก คือความเชื่อมั่นเชิงเหตุผล และความผูกพันเชิงอารมณ์ แบรนด์ไหนอยากทำการตลาดให้โดนใจเจนฯ Z ตามมาดูอินไซต์ผ่านคอลัมน์ Keynote ครั้งนี้กันได้เลย

เสิร์ฟอินไซต์ความสนใจของเจนฯ Z

หนึ่งในประโยคที่นักการตลาดชอบหยิบมาแซวกันขำๆ คือเรากำลังให้เจนฯ Y ขายของให้เจนฯ Z แต่ถูก approve เนื้อหาโดยเบบี้บูมเมอร์อยู่หรือเปล่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละเจนฯ ไม่ว่าจะเป็น

👨‍🦳 เจนฯ X ต้องการความคุ้มค่า มีคุณภาพ เน้นใช้งานหรือเก็บไว้ได้นาน ชอบรำลึกความหลัง และพูดคุยกับคอมมิวนิตี้

👦 เจนฯ Y มองว่าความคุ้มค่าคือความพอดี เน้นอะไรที่ทำง่าย ชอบแชร์ความเป็นตัวเองและชอบเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์

👧 เจนฯ Z เน้นใช้ชีวิตเต็มที่ สนุกกับการหาเงิน เน้นอะไรที่มีสไตล์ ชอบความรวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัย เชื่อถือ และชอบพูดคุยกับครีเอเตอร์

หากเจาะลึกไปถึงอินไซต์ของพฤติกรรมเจนฯ Z จะพบว่าถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงผลักดันหลักคือ

💟 Constant Information – เจนฯ Z สามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาล แต่เลือกให้ ‘ความสนใจ’ แค่กับบางอย่างเท่านั้น

💟 Economic Uncertainty – ทุกการใช้จ่ายของเจนฯ Z ต้องถูกตีความผ่าน ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’

💟 Endless Choices – เจนฯ Z มีตัวเลือกไม่จำกัด การเปลี่ยนแบรนด์ที่รักจึงเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

Playbook ที่ทำให้แบรนด์ฮุคใจเจนฯ Z

แบรนด์ที่สามารถครองใจเจนฯ Z ได้ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง ‘เหตุผล’ และ ‘ความรู้สึก’ ผ่านการส่งมอบทั้งคุณค่าเชิงการใช้งาน ไปจนถึงความผูกพันทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง และล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘TRUST’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นเหมือน playbook หรือแนวทางปฏิบัติ ที่แบรนด์นำไปปรับใช้ได้จริงคือ

📚 T – Tangible Before Talk – ทำให้ได้ก่อนพูด เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าคำโฆษณา โดยต้องแสดงให้เห็นถึง ‘ประสิทธิภาพ’ เพราะแค่คำกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาความผูกพันกับเจนฯ Z ได้

📚 R – Real Before Reach – สร้างความจริงใจให้ได้ก่อนสร้างไวรัล แบรนด์ที่ชัดเจนไม่ต้องตะโกน ผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายบอกต่อกันเอง ผู้บริโภคไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากแบรนด์ แต่คาดหวังความจริงใจและความแตกต่างที่มีความหมาย 

📚 U – Usability Before Image – เน้นใช้งานง่าย ก่อนสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีและใช้ได้จริง ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวก เพราะถ้าดีแต่ใช้ยากเจนฯ Z อาจไม่ทน

📚 S – Sense Before Premium – สร้างความคุ้มค่าให้ได้ก่อนความพรีเมียม เพราะราคาคือสิ่งที่แบรนด์ตั้งขึ้น แต่ความพรีเมียมคือสิ่งที่ลูกค้าเลือกที่จะยอมจ่ายให้ตามความรู้สึกว่าคุ้มค่า และสมเหตุสมผลหรือไม่

📚 T – Trust Before Love – สร้างความเชื่อใจให้ได้ก่อนสร้างความรัก เพราะความเชื่อมั่น ความสม่ำเสมอคือรากฐานของความรัก เมื่อเกิดความเชื่อมั่นหรือ trust ความภักดีและความรักในแบรนด์ก็จะตามมาเอง

สร้างตัวตนในวันที่เจนฯ Z โฟกัสที่ความเป็นตัวเอง

ถ้าใครไถฟีดโซเชียลมีเดียในปีนี้จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ล้วนแชร์อะไรที่สะท้อนความเป็นตัวเองทั้ง MBTI, บุคลิกภาพความเป็นอินโทรเวิร์ตหรือเอกซ์โทรเวิร์ต, Personality Test ไปจนถึง Personal Color ซึ่งแบรนด์ก็สามารถหยิบจับสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการออกแบบสินค้าหรือสร้างประสบการณ์ที่ทำให้เจนฯ Z รู้สึกว่า ‘สิ่งนี้แหละเกิดมาเพื่อฉัน’ เช่น เพิ่มบริการทำ Personal Color ก่อนทำสีผม หรือใช้ Personal Color มาจัดสีเครื่องสำอางที่เหมาะกับสาวๆ แต่ละโทนผิว นำเสนอประเภทบ้านหรือสีห้องที่เหมาะกับ MBTI ทั้ง 16 แบบ

จะเห็นว่าการตลาดที่คว้าใจคนเจนฯ Z ไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของคนเจนฯ นี้อย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ทางการตลาดที่เชื่อมโยงตัวตนของแบรนด์เข้ากับลูกค้าได้อย่างจริงใจ โดยเฉพาะอนาคตที่เจนฯ Z จะเป็นกำลังหลักในการกำหนดทิศทางการเลือกบริโภคแบรนด์ต่อไป

NEO จับมือ ม.แม่ฟ้าหลวง ลุยงานวิจัยเพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ แก่ชาวบ้านท้องถิ่นเชียงราย

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตเมล็ดกาแฟได้เป็นอันดับที่ 18 ของโลก โดยปีหนึ่งสามารถผลิตได้ถึง 16,534 ตันต่อปี จึงไม่แปลกใจที่บ้านเราจะสามารถผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงจนทั่วโลกให้การยอมรับ 

ล่าสุด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดตัวโครงการยกระดับการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูงอย่าง ‘เกอิชา’ โดยสนับสนุนชุมชนชาวเขาให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปเปลือกกาแฟเป็นถ่านกัมมันต์สำหรับใช้ในระบบกรองน้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต (well-being) ของชุมชนในพื้นที่สูงของจังหวัดเชียงรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEO กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือการมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง NEO ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ชั้นนำของประเทศไทย จึงมุ่งมั่นสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ด้วยเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจนั้นจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าร่วม (shared value) ทั้งในด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็ง 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการร่วมงานระหว่าง  NEO กับทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้มี 2 โครงการที่ดำเนินไปก่อนแล้ว คือ

  • โครงการศึกษาและการพัฒนาการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟสายพันธุ์เกอิชา รวมถึงการบริหารจัดการแปลง และการดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาและส่งเสริมการเพาะปลูกกาแฟ เกอิชา ณ หมู่บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย งานวิจัยนี้ช่วยให้ชุมชนชาวเขามีองค์ความรู้ในการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน 
  • โครงการการใช้ประโยชน์ถ่านกัมมันต์จากเปลือกกาแฟในระบบกรองน้ำ ภายใต้แนวคิดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ช่วยลดของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟ พร้อมได้น้ำที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับการแปรรูป และลดการใช้สารกรองในระบบ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันชาวชุมชนบ้านดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้มีน้ำสะอาดอุปโภคและบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำและสารกรอง และลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) อย่างยั่งยืน 

โดยในระยะยาว NEO ตั้งเป้าขยายงานวิจัยสู่นวัตกรรมสินค้าอุปโภคที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยยังคงรักษาพันธสัญญาในการเป็นพันธมิตรกับภาคการศึกษา เพื่อบ่มเพาะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพื่อบรรลุตามเป้าหมายการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา และบริษัท โดยมีงานวิจัยเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นตัวนำ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทย

การสร้างอาณาจักรบาร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ SUGARRAY GROUP กับก้าวล่าสุดที่เปิดรูฟท็อปบาร์ 

ใครชื่นชอบการไปบาร์ น่าจะต้องเคยไปบาร์สักแห่งของ SUGARRAY GROUP ซึ่งมีธุรกิจบาร์ในเครือกว่าสิบแห่ง และล่าสุดปีนี้เปิด The NORM รูฟท็อปบาร์ดีไซน์สวยที่ชั้น 42 ของ Dusit Central Park Office

เบื้องหลังการปั้นธุรกิจเหล่านี้นำโดย คุณเติร์ก–สิทธานต์ สงวนกุล Managing Director ของ SUGARRAY BANGKOK Co., LTD. ผู้หลงใหลในบาร์ ค็อกเทล ดนตรีแจ๊ส และเรียกได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงที่ปั้นธุรกิจบาร์ชื่อดังย่านทองหล่อ สีลม และย่านสำคัญในเมืองมาแล้วหลายแห่ง 

ในโอกาสที่บาร์น้องใหม่อย่าง The NORM เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นานและกำลังบริหารบาร์หลายแห่งพร้อมกัน เราจึงถือโอกาสนี้ชวน คุณดี–แวววดี เมฆรุ่งโรจน์ Project Coordinator and Assistant to Managing Director มาคุยถึงความสนุกในการบริหารและสร้างสรรค์คอนเซปต์บาร์แต่ละแห่ง

โดยคุณดีเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของเครือ SUGARRAY GROUP ที่เกิดขึ้นในช่วง 13 ปี ว่าจุดเริ่มต้นมาจากร้านเล็กๆ ที่ชื่อ Sugarray You’ve just been poisoned ที่ซอยแจ่มจันทร์ โดยคุณเติร์กคัดสรรบุคลากรคุณภาพอย่างคุณต่อ–วิภพ จินาพันธ์ แชมป์ World Class คนแรกของประเทศไทย และคุณโจ๊ะ–ปริศสรัญ  สงวนกุล ที่ช่วยดูแลการผลิตต่างๆ จนถึงปัจจุบันมีร้านในเครือถึง 6 ร้าน ได้แก่ Thaipioka, Alonetogether, Last Call Bar, The NORM และเร็วๆ นี้จะมีโปรเจกต์น้องใหม่เกิดขึ้นในย่านทองหล่อช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย ทั้งนี้คุณเติร์กชอบริเริ่มและสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ บ่อยครั้งที่คุณเติร์กบอกว่าการเริ่มต้นยากมากกว่าการปิดสิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วเสียอีก

Where Rooftop Views Don’t Interrupt

ส่วนใหญ่แล้ว เวลาใครตั้งใจแวะมาที่รูฟท็อปบาร์ก็มักจะนึกถึงที่นั่งมุมไฮไลต์ที่มองเห็นวิวท้องฟ้าและวิวเมือง แต่คอนเซปต์ที่ลึกซึ้งของ The NORM คือบรรยากาศของโซนชมวิวภายนอกต้องไม่รบกวนบรรยากาศภายในบาร์

การออกแบบของที่นี่เล่นกับความสูงต่ำของเพดานอย่างมีชั้นเชิง เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับเพดานที่ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อเดินมานั่งจิบเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ในโซน The Main Hall จะพบเพดานที่สูงโปร่งขึ้น รู้สึกผ่อนคลายและดื่มด่ำกับบรรยากาศในร้านได้ไม่แพ้โซนเอาต์ดอร์เลย 

The NORM จึงกลายเป็นบาร์ที่ลูกค้าสนุกกับการเปลี่ยนที่นั่งไปเรื่อยๆ เพราะมีเคาน์เตอร์บาร์หลายโซนซ่อนอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกไปชมวิวที่บาร์โซน The Terrace และเอนกายบนเก้าอี้ Egg Chair ในโซน The Main Hall ชมวิวพระอาทิตย์ตก สำหรับชาวอินโทรเวิร์ตที่อยากนั่งเงียบๆ ก็มีโซนห้องลับอย่าง The Whispering Room ซ่อนอยู่หลังบานประตู เรียกได้ว่าอยู่ในบาร์เดียว แต่ให้ความรู้สึกเหมือนได้เปิดประตูไปเจอบาร์อีกหลายแห่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน

คุณดีเล่าถึงความตั้งใจของคุณเติร์ก เบื้องหลังการออกแบบว่า “เราอยากให้ลูกค้าที่ขึ้นมาได้สัมผัสประสบการณ์ตามสโลแกนของเราที่ว่า ‘Here, You Belong’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่ผสมผสานกลิ่นอายของกรุงเทพฯ ยุค Nostalgic Modern และ Progressive เข้าไว้ด้วยกัน”

สำหรับเมนูค็อกเทลขายดี เช่น ‘SONGWAT FASHIONED’ มีรสที่สัมผัสซับซ้อนและอยากให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงคอนเซปต์ที่ตั้งใจสื่อ รสชาติจะเป็นแนวเปรี้ยวหวาน แต่จะมีความซับซ้อนด้วยกลิ่นเผ็ดเล็กน้อยซ่อนอยู่ เวลาดื่มเข้าไป จิบแรกจะรู้สึกว่าต่อมรับรสเริ่มเปิด จากนั้นในจิบที่สองที่สามก็จะเริ่มเข้าใจรสชาติที่ทางบาร์ต้องการจะสื่อสารมากขึ้น

คุณดีพูดถึงความแตกต่างของ The NORM กับบาร์อื่นๆ ในเครือ The NORM จะเป็นบาร์แห่งเดียวที่เริ่มต้นจากการออกแบบจากเฟอร์นิเจอร์ก่อน แต่ถ้าเป็นร้านอื่นๆ ในเครือ ส่วนใหญ่เริ่มออกแบบร้านกับเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากคุณเติร์กมีความชื่นชอบและใช้เฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ Fritz Hansen เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เลยมีความคิดที่อยากทำร้านที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ Fritz Hansen แบบครบวงจรสักครั้ง

The NORM จึงโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไอคอนิกจาก Fritz Hansen กว่า 100 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้และโซฟาระดับตำนานที่ออกแบบโดย Poul Kjærholm เช่น PK22™, PK9™ และ PK31™

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมคุณเติร์กถึงกล้าเอาเฟอร์นิเจอร์แพงๆ มาวางตกแต่งให้ลูกค้าได้สัมผัสและใช้งานจริง เหตุผลก็เพราะคุณเติร์กมีวิสัยทัศน์และให้ความสำคัญในเรื่องของงานดีไซน์ความสวยงาม และอยากให้ลูกค้าที่มาได้สัมผัสประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ คุณเติร์กใส่ใจในรายละเอียดทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแสงสว่างการเดินไฟต่างๆ ต้องวางในมุมองศาเท่านี้ แสงจะตกกระทบได้สวยงาม แม้กระทั้งวัสดุที่เลือกใช้จะเป็นไม้ หิน หรือปูน มีความพิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน รายละเอียดเล็กๆ ทั้งหมดเหล่านี้เริ่มต้นมาจากความชอบของคุณเติร์ก ทำให้ไอเดียการออกแบบบาร์ทั้งทรงพลังและไม่เหมือนใคร 

Not Just a Bar, A Conceptual Vibe

นอกเหนือจากการคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งร้านแล้ว คุณเติร์กยังให้ความสำคัญกับการองค์ประกอบต่างๆ ในบาร์ ทั้งดนตรี เครื่องดื่ม การให้บริการ ซึ่งเปรียบเสมือนลายเซ็นของ SUGARRAY GROUP ที่แต่ละร้านมีรายละเอียดลึกซึ้งซ่อนอยู่เสมอ “ทุกร้านในเครือจะมีทีมดีเจของเราเอง ในนาม Socrates Sounds คุณเติร์กจะคุยกับ Music Director เพื่อกำหนดมู้ดแอนด์โทนของแต่ละร้าน ทำให้แนวเพลงไม่ทับซ้อนกันเลย” 

คุณดียกตัวอย่างว่า Alonetogether เป็นบาร์แจ๊สที่เล่นดนตรีสดสำหรับคอดนตรีแจ๊สโดยเฉพาะ ขณะที่ Thaipioka ช่วงพีคเวลา 4-5 ทุ่ม จะเน้นเพลงและบรรยากาศสนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความเป็นกันเอง สำหรับ Last Call Bar จะมีคอนเซปต์ที่มีความมินิมอลและอบอุ่นเป็นกันเอง “เครื่องดื่มจะเรียบง่ายมากๆ แต่รับประกันความอร่อย เมนูวาดด้วยมือที่เป็นความน่ารักน่าหลงใหลของบาร์นี้ หรือวันดีคืนดีคุณต่ออยากจะทำชาบูแจกลูกค้า จึงทำให้บรรยากาศภายในร้านแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง” และแต่ละบาร์จะมีเมนูพิเศษตามเทศกาลและมักมีกิมมิกที่ใส่ใจซ่อนอยู่เสมอ

เบื้องหลังการสร้างสรรค์บาร์แต่ละแห่งในเครือ SUGARRAY GROUP เป็นมากกว่าธุรกิจบาร์และธุรกิจบริการ ซึ่งในเชิงธุรกิจ คุณดีเล่าว่าคุณติร์กและทีมผ่านการลองผิดลองถูกมาไม่น้อยเช่นกัน ทีม SUGARRAY เมื่อพบเจอปัญหาก็พร้อมเรียนรู้และปรับปรุงแก้ไขเสมอ และพบว่าการมีทีมงานที่ดีเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดของการทำงาน SUGARRAY GROUP ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นครอบครัวที่เป็นที่พักพิงให้กันและกัน เป็นที่ทำงานที่ให้อิสระทางความคิดและมีอะไรท้าทายให้ทำอยู่เสมอ

เมื่อถามถึงความท้าทายที่สุดในการทำงานของคุณเติร์กและทีม คุณดีมองว่าความท้าทายที่สุดคือการทำสิ่งที่คิดให้เกิดขึ้นจริงตามภาพที่วาดไว้ แม้จะต้องเจอกับข้อจำกัดต่างๆ ทั้งในแง่การตกแต่งบาร์ให้สวยตามภาพที่อยากให้เป็น คงลายเซ็นของบาร์ในเครือ โดยยังต้องฉีกกรอบและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย

“เราไม่ได้บอกว่าเราดีที่สุด แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีความแตกต่างให้ลูกค้าอยากมาสัมผัส”

ขอบคุณรูปเพิ่มเติมจาก SUGARRAY GROUP

The Norm ชั้น 42 ของ Dusit Central Park เปิดให้บริการทุกวัน
จันทร์-พฤหัสบดี 17:00-02:00 น.
ศุกร์-อาทิตย์ 17:00-02:30 น.

BEAMS แบรนด์ต้นกำเนิด selected shop ที่เปลี่ยนวัฒนธรรมวัยรุ่นญี่ปุ่นผ่านแฟชั่นมากว่า 50 ปี

มินิมอล ฮาราจูกุ วินเทจ ยูนิเซกซ์

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่น และมีสไตล์ที่หลากหลายมาก โดยเฉพาะในโตเกียว ตั้งแต่เรียบๆ ไปจนถึงความสุดขั้วแบบแฟนตาซี 

แน่นอนว่าแฟชั่นเป็นหนึ่งสิ่งที่สะท้อนความคิด ความเชื่อ ของคนญี่ปุ่นในแต่ละยุค โดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่น แต่รู้ไหมว่า เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่แฟชั่นในโตเกียวนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อการสร้างตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์

ก่อนที่จะเกิดความหลากหลายในด้านแฟชั่น ญี่ปุ่นเคยมีความกลมกลืนในเครื่องแต่งกายที่ถูกห้างสรรพสินค้าเป็นผู้กำหนดว่าแบบไหนคือความเหมาะสม

ก่อนที่ในปี 1976 ร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในฮาราจูกุ

BEAMS คือร้านแห่งนั้น

จากการเริ่มต้นของชายผู้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจแฟชั่น แต่มาจากธุรกิจวัสดุภัณฑ์ของครอบครัว หากแต่สิ่งที่เขาทำนั้นกลับค่อยๆ สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นของญี่ปุ่นและโตเกียว ที่สำคัญคือเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนรู้สึกต่อแฟชั่น

ไม่ใช่ความใหญ่โต ไม่ใช่ความหวือหวา แต่ BEAMS ทำให้ผู้คนเชื่อว่า โตเกียวเองก็สามารถมีสไตล์ของตัวเองได้ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เลือกและนิยามแฟชั่นในแบบของตัวเอง

BEAMS ทำได้ยังไง และทำไมแบรนด์นี้จึงค่อยๆ ก้าวเข้ามาสู่การเป็นผู้เล่นใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น จนกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้คนหลงรักมาถึงวันนี้ที่ได้ฉลองครบรอบ 50 ปี คอลัมน์ Biztory รอบนี้จะพาไปสำรวจกัน

เมื่อแฟชั่นมีแบบเดียว

ทศวรรษ 1960 ภาพรวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโตเกียวต่างจากแบบที่เราเห็นในปัจจุบันอย่างมาก

ช่วงเวลานั้น แฟชั่นเสื้อผ้าในญี่ปุ่นดำเนินไปตาม ‘กรอบ’ อย่างเงียบๆ การแต่งตัวจึงไม่ใช่เรื่องของการแสดงตัวตน และ ‘สไตล์’ ในเวลานั้น เหมือนปลายทางที่ถูกกำหนดมาจากที่อื่นแล้ว–ผ่านการนำเสนอของนิตยสาร–แฟชั่นจึงเป็นเสมือนการตามให้ทันโลกมากกว่าความคิดสร้างสรรค์

ที่เป็นเช่นนั้น ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังสงครามจนถึงทศวรรษ 1960 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเยอะมาก โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาและยุโรป ห้างสรรพสินค้าเช่น มิตซึโคชิ หรืออิเซตัน คือศูนย์กลางแฟชั่น และเป็นผู้กำหนดว่าแบบใดจึงจะเหมาะสม เสื้อผ้าในยุคนั้นจึงมักมีความเป็นทางการ เนี้ยบ และสะท้อนสถานะ โดยเฉพาะเสื้อสูท เดรส และเครื่องแบบตะวันตก ที่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย

เสมือนเป็นยุคที่แฟชั่นคือการไล่ตามฝั่งตะวันตก

ขณะที่ปลายยุค 60s จนถึงต้น 70s แม้วัฒนธรรมวัยรุ่นจะเริ่มขยับ เศรษฐกิจเริ่มเติบโต คนรุ่นใหม่ๆ เริ่มค้นหาตัวตนของตัวเอง ย่านอย่างชินจูกุหรือฮาราจูกุเริ่มกลายเป็นแหล่งวัยรุ่น เกิดการทดลองสไตล์ใหม่ๆ ในการแต่งตัวก็จริง เช่น ลุคแบบ Ivy League หรือยีนส์ แต่ทุกอย่างยังคงเป็นการหยิบยืมจากต่างประเทศ แต่ไม่มีการตีความเป็นของตัวเอง

เมื่อห้างสรรพสินค้าครองตลาด แบรนด์ขายของตัวเองเท่านั้น และร้านเล็กๆ ยังไม่ทรงอิทธิพล ทำให้ระบบร้านค้าค่อนข้างตายตัว ในขณะที่ยังไม่มีวัฒนธรรมร้านแบบ selected shop ผู้คนจึงไม่สามารถเดินเข้าร้านเดียวแล้วเจอสินค้าหลายแบรนด์แบบที่เราคุ้นเคยในทุกวันนี้ได้

ดังนั้น สิ่งที่ยังขาดคือไลฟ์สไตล์ การคัดเลือกและการผสมผสานสไตล์อย่างมีรสนิยม 

จนกระทั่งช่วงสู่กลางทศวรรษ 70s ร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นมา

คนนอก

เอตสึโซ ชิทาระ (Etsuzo Shitara) ไม่ใช่คนแฟชั่น

หากจะกล่าวให้ชัด เขาเริ่มต้นจากธุรกิจวัสดุภัณฑ์ของครอบครัว Shinko Paper Products Co., Ltd. เติบโตในยุคหลังสงครามที่ญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัว จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมวัยรุ่นและเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แม้ธุรกิจครอบครัวจะไปได้สวย แต่จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 จากวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน กล่าวคือ โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เผชิญกับภาวะขาดแคลนปิโตรเลียมอย่างมาก รวมถึงราคาน้ำมันที่พุ่งสูง 

หลังวิกฤตการณ์รอบแรกในปี 1973 ชิทาระเริ่มมีความคิดที่ว่า ธุรกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคต เขาจึงคิดถึงธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายและแฟชั่น

แม้จะดูเหมือนเป็นคนละโลก แต่ความจริงแล้วกลับเชื่อมกัน เพราะการเติบโตในธุรกิจสิ่งพิมพ์ ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับโลกของวัฒนธรรมสิ่งพิมพ์ทั้งนิตยสาร แค็ตตาล็อก หรือหนังสือจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าต่างสู่แฟชั่นโลกแบบกลายๆ ที่เขาได้สัมผัส

ขณะที่การไม่ได้มาจากสายแฟชั่นโดยตรง ทำให้เขามีมุมมองต่อแฟชั่นต่างออกไป สำหรับเขา แฟชั่นจึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือบรรยากาศและไลฟ์สไตล์ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เหตุผลเหล่านี้ การคิดแบบคนนอก และการไม่ติดกรอบอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบเดิม ทำให้เขาสนใจการทำธุรกิจแฟชั่น โดยมีแนวคิดตั้งต้นว่า แฟชั่นไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือวัฒนธรรม แทนที่จะเปิดร้านขายเสื้อผ้าปกติ เขาอยากสร้างพื้นที่ที่คนเข้ามาแล้วรู้สึกถึงโลกอีกแบบหนึ่ง

เมื่อปี 1976 มาถึง ชิทาระจึงเปิดร้านแรกที่ฮาราจูกุ ชื่อ American Life Shop BEAMS

BEAMSginning

American Life Shop BEAMS ที่ฮาราจูกุมีขนาดเล็กเพียงประมาณ 21 ตารางเมตร โดยมีแนวคิดในการเลือกของในร้านด้วยความตั้งใจ ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และของไลฟ์สไตล์ พวกเขาเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเสาะหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องกับความต้องการของร้าน และเอากลับมาจัดวางในบริบทใหม่

ใช่แล้ว มันก็คือรากฐานสู่การเป็น selected shop แบบที่เราเห็นในยุคนี้

BEAMS ไม่ได้เริ่มต้นจากการขายแฟชั่นญี่ปุ่น แต่นำเสนอ American lifestyle ทั้งเสื้อผ้าแนว American casual สไตล์ Ivy League หรือ Preppy และไลฟ์สไตล์แบบชายฝั่งตะวันตก 

ที่สำคัญ นั่นเป็นยุคที่นิตยสารอย่าง POPEYE ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์แบบอเมริกันก็เริ่มต้นพอดี และมีการนำเสนอแบรนด์ BEAMS ด้วย ทั้งสองแบรนด์จึงเหมือน ‘คอมโบ’ ที่เสริมกันและกันในการสร้างวัฒนธรรมวัยรุ่นยุคใหม่

แล้วทำไม BEAMS ต้องเลือกนำเสนอไลฟ์สไตล์แบบอเมริกัน?

นั่นเพราะในสายตาของชิทาระ อเมริกาคือความอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง และชีวิตที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎสังคม ซึ่งตรงข้ามกับญี่ปุ่นยุคนั้นที่เน้นความเป็นระเบียบ ความเหมือน ไม่แหกคอก จึงเลือกใช้อเมริกาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องใหม่ให้คนญี่ปุ่น

อย่างที่เล่าไปว่า BEAMS ไม่ขายทุกอย่าง แต่เลือกของที่มี ‘ความหมาย’ ในเชิงไลฟ์สไตล์อันหลากหลายมารวมกันเป็นโลกหนึ่งใบ ฟังดูแล้วคล้ายกับการเป็นคิวเรเตอร์ที่คัดเลือกผลงานมาจัดแสดงอยู่ไม่น้อย 

นั่นสะท้อนว่า ชิทาระมีวิธีคิดในการเปลี่ยนคำถามจาก ‘ขายอะไร’ มาสู่ ‘คนรุ่นใหม่อยากใช้ชีวิตแบบไหน’ มากกว่า ผลลัพธ์ก็คือ BEAMS ไม่ได้เริ่มจากการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้า แต่เป็นที่คัดสรรของสินค้าทางวัฒนธรรม

ที่สำคัญคือ การเปิดร้านในฮาราจูกุถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมเอกลักษณ์ของ BEAMS เช่นกัน เพราะเดิมทีพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นศูนย์กลางแฟชั่น แต่การปรากฏตัวของ BEAMS ดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ ที่ความสนใจในวัฒนธรรมต่างประเทศและการแสดงออกในเชิงไลฟ์สไตล์

และเมื่อเวลาผ่านไป ฮาราจูกุก็พัฒนาเป็นหนึ่งในย่านศูนย์กลางแฟชั่นที่สำคัญที่สุดของโตเกียว พร้อมกับการเติบโตของ BEAMS

More than Collaboration

แม้ช่วงแรกของการเติบโต BEAMS จะทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูในการนำแบรนด์จากต่างประเทศเข้าสู่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะแบรนด์จากอเมริกาและยุโรป แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ยุค 2000s พวกเขาได้พัฒนาไปอีกขั้น

หากแนวคิด selected shop คือการคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาเล่าเรื่อง เมื่อเข้าสหัสวรรษใหม่ BEAMS ได้พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ผ่านการร่วมมือหรือ collaboration กับแบรนด์และวงการต่างๆ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน

ขณะที่การเติบโตของ BEAMS ก็ทำให้แบรนด์ต่างๆ เริ่มมอง BEAMS เป็นพาร์ตเนอร์มากกว่าแค่ผู้จัดจำหน่าย ขณะที่ความโดดเด่นของ BEAMS คือความสามารถในการคอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ โดยไม่สูญเสียตัวตน ยกตัวอย่างเช่น Levi’s ที่ BEAMS ไม่ได้สร้างสินค้าใหม่จากศูนย์ แต่เลือกสินค้าไอคอนิก เช่น 501 แล้วตีความใหม่ ผลคือสินค้าใหม่ที่ยังคงรากเดิมและมีความร่วมสมัย

หรือแบรนด์กีฬาและสตรีทแวร์ระดับโลกอย่าง Nike และ Adidas ที่ BEAMS เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยการเลือกโมเดลที่มีอยู่แล้วมาปรับโทนสี เพิ่มรายละเอียดที่สะท้อนถึงรสนิยมแบบญี่ปุ่น กลายเป็นสินค้าเวอร์ชั่นเอกซ์คลูซีฟ ทำให้สินค้าที่อยู่ในตำแหน่ง global มีอัตลักษณ์ของความเป็น local มากขึ้น

BEAMS x adidas
BEAMS x adidas
BEAMS x Nike
BEAMS x Nike

ขณะที่อีกความโดดเด่นและแตกต่างในการคอลแล็บของ BEAMS คือ ไม่จำกัดแบรนด์ ไม่จำกัดหมวดสินค้า และไม่จำกัด ‘ระดับ’ ซึ่งข้อสุดท้ายนั้นน่าสนใจ เพราะในด้านหนึ่ง BEAMS ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงแฟชั่นกับสาขาอื่นๆ แม้กระทั่งผู้ผลิตรายย่อยหรืองานหัตถกรรมท้องถิ่น

BEAMS ทำงานร่วมกับภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเล็กๆ หรือชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จนเกิดเป็นสินค้าจากความร่วมมือที่มักผสมผสานระหว่างเทคนิคแบบดั้งเดิมกับการออกแบบร่วมสมัย จึงสามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ได้โดยยังคงความดั้งเดิมทางวัฒนธรรมไว้

สิ่งนี้สะท้อนว่า BEAMS มีโครงสร้างของ selected shop ที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่แบรนด์แบบดั้งเดิม จนกลายเป็นอีกหนึ่งดีเอ็นเอที่แข็งแกร่งของแบรนด์

BEAMSSSSS

หลังประสบความสำเร็จ สิ่งที่ BEAMS ทำคือการทำสินค้าของตัวเอง และการขยายไลน์สินค้า ซึ่งผลักให้แบรนด์เปลี่ยนจาก selected shop ธรรมดาสู่บริษัทไลฟ์สไตล์เต็มตัว

เพราะแม้การคัดเลือกสินค้าจากแบรนด์อื่นจะช่วยสร้างความหลากหลาย แต่ก็มีขีดจำกัดในแง่ของการควบคุมทิศทางและความสม่ำเสมอของรสนิยม การ ‘แตกไลน์’ ไปสู่สิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ทางการตลาดมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น BEAMS HEART ไลน์เสื้อผ้าที่เน้นความเรียบง่าย ใส่สบาย และเข้าถึงง่ายมากขึ้น ทั้งในแง่ของสไตล์และราคา โดยออกแบบมาใหม่เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน และมิกซ์ได้ง่ายกับเสื้อผ้าอื่น แต่ยังคงความเป็นกลิ่นอายของ BEAMS อยู่

นอกจากนี้ การแตกไลน์ของ BEAMS ไม่ใช่แค่เรื่องสินค้า หากแต่เป็น ‘อัตลักษณ์’ ที่ผู้บริโภคอยากนิยามตนเอง เช่น Ray BEAMS ที่เป็น womenwear สำหรับผู้หญิงที่มีความโมเดิร์นและชอบความสนุกสนาน มีกลิ่นความเป็นแฟชั่นเล็กๆ สินค้าก็จะมีทั้ง เดรส เสื้อเบลาส์ กระโปรง รองเท้า และแอ็กเซสเซอรีต่างๆ

หรือ BEAMS BOY ที่มีคาแร็กเตอร์ของผู้หญิงที่ชอบ menswear หรือความวินเทจ รักสนุกแต่ก็มีฟีลนอสทัลเจีย และไม่ได้พยายามดูเฟมินีน ซึ่งจะมีสินค้าที่ได้แรงบันดาลใจจากผู้ชายหรือยุคเก่าๆ เช่น army jacket หรือ loose pants

ยังมีอีกเยอะมาก ทั้ง BEAMS F, BEAMS PLUS, EFFE BEAMS รวมไปถึงไลน์สินค้าเด็กอย่าง Kodomo BEAMS หรือ BEAMS mini (ยังไม่หมด! ไปตามดูได้ในเว็บไซต์ของ BEAMS ได้)

การแตกไลน์เหล่านี้ ทำให้ BEAMS ขยับไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่ครบครัน ทั้งแบรนด์ สินค้า การคอลแล็บ และโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดดั้งเดิมของแบรนด์ คือการคัดเลือกและสร้างการเชื่อมโยง รวมถึงสามารถขยับตามเทรนด์ได้โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของแบรนด์ แถมยังเสริมกันด้วยซ้ำ

BEAMS IS NOT JUST BRAND

แน่นอนว่า ภาพรวมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของ BEAMS ทำให้เราพอมองเห็นว่า แบรนด์มีการปรับเปลี่ยนหลายระยะ ทั้งการเริ่มต้นจากการเป็นร้านที่คัดเลือกสินค้าหลากหลายมาจัดวางใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นคอนเซปต์ selected shop เปลี่ยนร้านขายเสื้อผ้าให้กลายเป็นร้านที่คัดสไตล์ ทำให้โตเกียวกลายเป็น ‘ฮับ’ ของแฟชั่น ผ่านการคัดเลือกสินค้าแบบอเมริกันเข้ามานำเสนอในยุคแรกๆ และสร้างความหมายใหม่แบบญี่ปุ่น

BEAMS ไม่ได้คิดว่าขายอะไรแล้วจะฮิต แต่คิดว่าขายอะไรดี จนเกิดเทรนด์ของการมิกซ์แอนด์แมตช์ และการสร้างสไตล์ของตนเองให้กับผู้บริโภคมากกว่าการตามเทรนด์แบบโต้งๆ อันเป็นแนวคิดที่แบรนด์ยุคใหม่ใช้กันเยอะ

ที่สำคัญ BEAMS นั้น ‘มาก่อนกาล’ ในการคอลแล็บ ขณะที่ยังคงความเป็นดีเอ็นเอของตนเอง ไปพร้อมกับการแตกไลน์สินค้าและแบรนด์ย่อย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย จนเป็นโมเดลที่หลายแบรนด์หยิบไปใช้

นั่นทำให้ BEAMS กำลังพัฒนาไปสู่สิ่งที่มากกว่าแค่แบรนด์แฟชั่น แต่เสมือนเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างคน สินค้า และวัฒนธรรม ซึ่งกำลังเดินหน้าไม่หยุด แม้จะเข้าสู่ขวบปีที่ 50 แล้วก็ตาม

คำถามคือ พวกเขาจะกำหนดความหมายของแฟชั่นในโลกยุคใหม่ยังไง

อ้างอิง

Seaside Reading การอ่านริมทะเล ผู้หญิงและประวัติศาสตร์การอ่านสบายๆ ในการหนีร้อน 

ช่วงหยุดยาวหน้าร้อน การหนีร้อนไปพักผ่อน โดยเฉพาะการไปทะเลหรือไปนอนโง่ๆ ริมสระน้ำ ให้ไอแดดอุ่นๆ โอบกอดเราจากชีวิตในเมืองใหญ่และการทำงาน ในการไปริมทะเล สิ่งที่เรามักจะเตรียมการไปด้วยก็คือ ‘หนังสือ’ สักหลายๆ เล่ม

การอ่านและหนังสือจึงเป็นหนึ่งภาพหรือจินตนาการมาตรฐานของเราในการไปพักร้อน การปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการอ่าน ฟังเสียงคลื่น ชมผู้คนบนห่วงยาง กลายเป็นสิ่งที่เราจะนึกฝันถึง ในฐานะส่วนหนึ่งของฤดูร้อน–และการไปพักร้อน

ถามว่า หนังสือกลายเป็นหัวใจของการพักร้อนขนาดไหน นอกจากจะคิดว่าเราจะต้องติดหนังสือเล่มไหนไปทะเล (หรือจริงๆ คือไปไหนก็ได้ที่คือการพักร้อน) ในแทบจะทุกสื่อทางวัฒนธรรม นิตยสารว่าด้วยการอ่าน กระทั่งสำนักพิมพ์เอง ก็มักจะต้องออกคอลเลกชั่น ‘summer reading’ รวมถึง ‘beach reading’ สำหรับชุดหนังสือแนะนำเหล่านี้ก็สุดแท้แต่จะแนะนำกัน อาจเป็นกลุ่มหนังสือใหม่ เป็นรวมหนังสือดี รวมบทกวีหรือหนังสือสั้นๆ ที่ใช้เวลาอ่านไม่นาน ไปจนหนังสืออ่านง่าย สบายอารมณ์

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้จึงชวนย้อนไปสำรวจการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการอ่านริมทะเล การพกหนังสือไปนอนโง่ๆ ที่ริมทะเล กิจกรรมซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของการพักร้อน การเดินทางไปทะเลด้วยรถไฟ การที่วัฒนธรรมการอ่านค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน และสื่อสิ่งพิมพ์เองก็เด้งรับด้วยการเริ่มขายหรือจัดหนังสือ ‘ย่อยง่าย’ ‘อ่านสนุก’ ตามการอ่านและกลุ่มผู้อ่านที่เปลี่ยนจุดมุ่งหมายไปเป็นเพื่อความบันเทิงมากขึ้น

ประเด็นเล็กๆ อย่างการหยิบหนังสือไปทะเล นอกจากจะเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการท่องเที่ยว การก่อตัวขึ้นของชนชั้นกลาง การบริโภคหนังสือและกิจการสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว ในมิติทางวัฒนธรรม การเกิดขึ้นทั้งการไปหย่อนใจริมทะเลและงานเขียนที่เล่าเรื่องราววิถีชีวิตช่วงพักร้อนยังกลายเป็นช่วงเวลาและงานเขียนเกี่ยวข้องกับการหาความสุขและความโรแมนติก การอ่านในหน้าร้อนทำให้เกิดงานเขียนที่สัมพันธ์กับผู้หญิง ให้ภาพพื้นที่ชีวิตที่อิสระและรอยต่อไปสู่การแต่งงาน

และเมื่อการอ่านเชื่อมโยงกับการพักผ่อนแล้ว การเกิดขึ้นของการอ่านเพื่อการหย่อนใจ จึงทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่าเป็นการอ่านที่ทำให้ผู้คนเสียผู้เสียคนไปกับเรื่องไร้สาระประโลมโลก

การอ่านริมทะเล ความเฟื่องฟู และพื้นที่ของผู้หญิง

ประวัติศาสตร์การอ่านริมทะเล และการบริโภค ผลิตหนังสือเพื่อวันพักผ่อน ค่อนข้างเป็นความประจวบเหมาะของบริบททางสังคมในช่วงศตวรรษที่ 19 นั่นคือการเกิดขึ้นของรถไฟ การก่อตัวขึ้นของการท่องเที่ยวซึ่งสัมพันธ์ทั้งกับการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางที่มีเวลาว่างมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวไปทะเลแบบเช้าไปเย็นกลับเป็นจริงได้ เกิดกิจการโรงแรมที่พัก และชนชั้นกลางเหล่านี้ก็ต้องการความบันเทิง รวมถึงหนังสือเองก็กลายเป็นตัวแทนของชนชั้นของการบริโภค

งานศึกษาว่าด้วยการอ่านในยามไม่ทำอะไร หลักๆ ต้องอ้างอิงงานศึกษาของ Donna Harrington-Lueker ผู้เขียนหนังสือ Books for Idle Hours: Nineteenth-Century Publishing and the Rise of Summer Reading เนื้อหาก็ตามชื่อ ว่าด้วยประวัติศาสตร์กิจการสิ่งพิมพ์ซึ่งเฟื่องฟูขึ้นจากการทำหนังสือสำหรับอ่านในวันพักผ่อน ซึ่งเรียกสรุปว่าเป็น Summer Reading

ตัวงานศึกษา คุณดอนน่าให้สัมภาษณ์กับ Vox ว่า เธอศึกษาข้อเขียนเช่นบทความหนังสือพิมพ์ โฆษณาต่างๆ จากสำนักพิมพ์ที่โฆษณาขายหนังสือในช่วงศตวรรษที่ 19 และคุณดอนน่าอธิบายว่าได้สรุปช่วงเวลาของสิ่งที่เรียกว่า ‘การอ่านในหน้าร้อน’ แบ่งได้คร่าวๆ เป็นสองช่วง คือช่วงก่อนสงครามกลางเมือง และหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งสงครามกลางเมืองคือราวทศวรรษ 1860 

ทั้งก่อนและหลังสงครามกลางเมืองเป็นหมุดหมายในงานวิจัยที่สำคัญ เพราะหนังสือเพื่อการพกไปทะเลนั้นเริ่มมีอยู่ตั้งแต่ช่วงก่อนทศวรรษ 1860 ดอนน่าอธิบายว่าในยุคก่อนสงครามกลางเมือง งานเขียนที่ยึดโยงกับการไปทะเลมักเป็นหนังสือที่ผู้ชายพกไปอ่าน และค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูง คือสมัยนั้นยังต้องเดินทางด้วยรถม้าเพื่อไปหย่อนใจ อาจจะเป็นบ้านส่วนตัวที่ริมทะเล ซึ่งสำนักพิมพ์ในช่วงนั้นก็เริ่มพิมพ์หนังสือธีมทะเลแล้ว เช่น มีหนังสือรวมบทกวีว่าด้วยท้องทะเลชื่อตรงตัวคือ A Book for the Sea-Side ตีพิมพ์ในปี 1853

แต่งานเขียนกลุ่มที่เริ่มกลายเป็นกระแสของหนังสือเพื่อฤดูร้อน เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ยุคสมัยที่อเมริกาเองเริ่มฟื้นฟูประเทศ มีการก้าวไปสู่ความเป็นสมัยใหม่เต็มขั้น เกิดรถไฟ และเกิดชนชั้นกลาง–ซึ่งในช่วงแรกหมายถึงนายทุนที่ร่ำรวยขึ้นจากกิจการต่างๆ จากอุตสาหกรรมเหมือง รถไฟ เหล็ก กิจการการเงิน ไปจนถึงการผลิตสินค้าแบบโรงงาน 

ทีนี้ ภาพการไปทะเลในสมัยก่อน อาจจะมีความแตกต่างจากปัจจุบันเล็กน้อย ในยุคแรกการไปทะเลถือเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูงซึ่งต่อมารวมถึงชนชั้นกลางในความหมายของนายทุนที่เป็นเศรษฐีที่รวยขึ้นจากการทำกิจการยุคแรกๆ จนร่ำรวยมาก สำหรับคนเหล่านี้การไปทะเลมักหมายถึงการไปอยู่ที่บ้านพักชายทะเลส่วนตัวทั้งช่วงฤดูร้อน ไปอยู่เป็นเดือนๆ ซึ่งการไปอยู่ริมทะเลหรือไปตากอากาศในสมัยนั้นถือเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งของเหล่าผู้ดีและเศรษฐีมีเงินที่มักจะไปเข้าสังคม ไปตีเทนนิส จัดเลี้ยง ทำการกุศล และแน่นอน จัดงานเต้นรำ

ตรงนี้เองจึงเกิดประเภทวรรณกรรมเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นนวนิยายฤดูร้อน (summer novel) ขึ้น คือเป็นนวนิยายที่เล่าโดยเลียนวิถีชีวิตของการไปใช้เวลาช่วงซัมเมอร์ของเหล่าผู้มีอันจะกิน ในพื้นที่เฉพาะเจาะจงเช่น นิวพอร์ต (Newport) พื้นที่ริมทะเลกลายเป็นพื้นที่ของไลฟ์สไตล์และผูกโยงเข้ากับความรักโรแมนติก สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากจะมีนวนิยายที่เล่าถึงการไปเดต ไปตกล่องปล่องชิ้นกันในช่วงซัมเมอร์ 

กลายเป็นว่านวนิยายเหล่านี้กลายเป็นแนวทาง ‘ฮาวทู’ อย่างหนึ่งที่หนุ่มสาวจะอ่านเพื่อเรียนรู้การไปใช้เวลาเพื่อการจีบหรือทำความรู้จักคู่รักในอนาคต เช่นจะสันทนาการยังไง ทั้งการเล่นไพ่ ตีโปโล แต่งตัว หรือพูดคุย ซึ่งนิยายเหล่านั้นมักจะจบการพักผ่อนด้วยการแต่งงานของตัวละครเอง

ลักษณะการเขียนของงานแนวซัมเมอร์โนเวลก็น่าสนใจ คือเขียนแบบนิยายรัก มักเป็นการเล่าที่เป็นขั้นเป็นตอน คือมักแบ่งเป็นช่วงๆ เข้าใจง่าย มีพล็อตที่พัฒนาไปข้างหน้า จุดนี้น่าทึ่งเพราะเป็นนิยายที่เราไม่ต้องตั้งใจอ่านมาก อ่านๆ ไปก็วาง ออกไปเต้นรำ เล่นไพ่ กลับมาอ่านใหม่ก็ยังรู้เรื่องอยู่ คล้ายๆ การดูละครค่ำบ้านเราที่ยังไงก็เข้าใจเรื่องได้ไม่ยาก

ประเด็นเรื่องพื้นที่พักผ่อนริมทะเล ดอนน่า ผู้วิจัยให้มุมมองที่น่าสนใจว่าก่อนสงครามกลางเมือง การพักร้อนริมทะเลเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แต่หลังจากนั้น พื้นที่หลบร้อนกลายเป็นพื้นที่โรแมนติก และเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับผู้หญิงคือกลายเป็นพื้นที่ตรงกลาง เป็นพื้นที่ของอิสรภาพก่อนไปสู่ชีวิตการแต่งงาน

การไปบ้านริมทะเลกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงได้มีอิสระตรงข้ามกับวิถีชีวิตอันเคร่งครัดในพื้นที่เมือง จากการเป็นสุภาพสตรีอยู่นิวยอร์ก พอไปนิวพอร์ต กลายเป็นพื้นที่ที่อิสระได้มากขึ้น เหล่าหญิงสาวจะได้เวลาด้วยกัน ไปพักผ่อน พายเรือ เดินเล่นในเขาโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายคอยไปด้วย– สมัยนั้นผู้หญิงเมื่อออกนอกบ้านต้องมีผู้ชายหรือสาวใช้ติดตามเสมอ ก่อนจะจบเรื่องราวด้วยการแต่งงานเมื่อกลับจากการพักร้อน

การอ่าน ‘เบาๆ’ ในพื้นที่ ‘สบายๆ’

ดังนั้น ตัวแทนหนึ่งของวรรณกรรมซึ่งสัมพันธ์กับหน้าร้อนและการพักหย่อนใจริมทะเลจึงผูกโยงกับเรื่องรักโรแมนติก และการใช้เวลาอย่างฟู่ฟ่า ว่าด้วยการเข้าสังคมและความรัก พื้นที่ชายทะเลจึงค่อยๆ สัมพันธ์กับนิยามสำคัญของปรัชญาและการอ่าน รวมถึงประเภทวรรณกรรม คืองานแบบหลีกหนี (escapist) ซึ่งก็มักจะเป็นนิยายรักโรแมนติก นิยายพาฝัน

ในช่วงหลังสงครามกลางเมือง คือเมื่อมีรถไฟแล้ว เริ่มเกิดชนชั้นกลางที่ไม่ใช่แค่นายทุน ผู้คนเริ่มเข้าถึงการศึกษา อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้น มีคนที่มีเวลาว่างในฐานะชนชั้นกลางมากขึ้น คนเริ่มนั่งรถไฟไปทะเล เริ่มเกิดกิจการโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในระยะเวลาสั้นๆ กระทั่งการไปทะเลแบบเช้าไปเย็นกลับ

สำนักพิมพ์เองก็มองเห็นลู่ทางการตลาด ด้วยตลาดผู้บริโภคหนังสือที่ระเบิดออก สำนักพิมพ์จึงเริ่มพิมพ์หนังสือที่เบา ทั้งน้ำหนักเบา และเนื้อหาเบาสบาย อ่านง่าย สำหรับให้นักอ่านและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ได้พกไปอ่านในวันพักผ่อนหย่อนใจ

ในปี 1885 มีคอลเลกชั่นหนังสือที่พิมพ์เป็นปกอ่อนลงโฆษณา เป็นหนังสือเพื่อการอ่านช่วงฤดูร้อน ‘Summer Books in Paper Covers’ ซึ่งเป็นการรวมเรื่องราวทั้งนิยายกึ่งอภินิหาร มีนิยายไซไฟ หนังสือมีบทวิจารณ์ว่าเป็นหนังสือที่ทำให้อ่านแล้วอารมณ์ดีในทุกๆ สถานการณ์

ถือว่าเป็นการฉวยช่องว่างการตลาดที่น่าสนใจมาก คือการคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกอ่านที่ไหน และในวันพักผ่อน ผู้อ่านจะอยากรู้สึกอะไร

เมื่อเริ่มเกิดกระแสรวมเล่ม เกิดเทรนด์หนังสืออ่านสนุกจากวงการการบริโภคหนังสือ ในยุคนั้นด้วยความที่ยังเป็นรอยต่อจากความเชื่อดั้งเดิมหรือการเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดแบบอเมริกัน ในปี 1876 บาทหลวงจากบรูกลินถึงขนาดออกคำเทศนา โดยเรียกว่านวนิยายพาฝันปกอ่อน เป็น ‘พิษทางวรรณกรรม’ ซึ่งในบทเทศนาอ้างอิงการพกหนังสือเหล่านี้ไปเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในขณะนั้นว่า ‘อย่าให้พวกมัน–ในฐานะกบและเห็บหมัดคลานเข้าไปในกระเป๋า ร่วมทางไปยัง Saratoga หรือ White Mountain (สองสถานที่ตากอากาศสำคัญในยุคนั้น)’ 

แปลว่ากระแสการบริโภคหรือพกหนังสือนิยายพาฝันไปพักผ่อนด้วยเป็นกระแสที่ฮิตมากๆ และความสนุกคือ ทางสำนักพิมพ์เองก็ไม่ยอมแพ้ และออกมาปกป้องด้วยการเขียนบทบรรณาธิการในนิตยสาร Book Buyer ในปี 1887 ว่า วรรณกรรมกินง่ายที่เป็นเหมือนเค้กและเบียร์ (เอลล์) มีความชอบธรรมในห้วงเวลาและสถานที่อันเฉพาะเจาะจง คือหลังจากที่บริโภคจานหลักในฤดูก่อนหน้า และเป็นช่วงเวลาที่ผู้อ่านจะค่อยๆ ย่อยงานเขียนจริงจังในช่วงเวลาพักผ่อนของตน

ถือว่าเป็นการแก้ต่างที่คมคายและน่าสนใจ หมายความว่า ในสมัยนั้นมีการโต้เถียงกันเรื่องการอ่าน ว่าเราควรอ่านอะไร พอเกิดชนชั้นใหม่ การอ่านที่แมสขึ้น เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ การอ่านหรือหนังสือจึงค่อยๆ ขยายบทบาทไปสู่ความบันเทิง ซึ่งสำนักพิมพ์ก็เปรียบว่า ช่วงเวลาทั้งปี ผู้อ่านก็อ่านหนังสือหนักๆ เป็นอาหารหลัก ในช่วงพักผ่อนหน้าร้อนก็อ่านหนังสืออ่านเล่น เหมือนกับการที่เรากินเค้กกินเหล้าหย่อนใจหลังอาหารนั่นไง

ในแง่ของนิยามของ summer reading ในภาพรวม ถือว่าไม่มีข้อจำกัดตายตัว แต่นักวิจารณ์และสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะนิยามว่าเป็นหนังสือเพื่อการผ่อนคลายความตึงเครียดของทั้งปี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ยุคหนึ่งผู้คนจะติดหนังสือขายดีอย่าง The Da Vinci Code ถึงงานแนวสืบสวนเช่น Gone Girl หนังสืออ่านสนุกเบาสมอง ไปจนถึงหนังสือแนวอัตชีวประวัติ หนังสือพัฒนาตัวเองที่หยิบจับง่าย

สุดท้าย ในช่วงกลางฤดูร้อนแบบนี้เราอาจได้โอกาสหยิบหนังสือไปสักเล่มเพื่อติดไปนอนอ่านบนเปล ริมทะเล หรือริมสระว่ายน้ำในรีสอร์ตสักแห่ง หนังสือที่เราอาจจะเลือกจากความเบา หรือเลือกจากความอ่านสนุก เข้าใจง่าย เข้ากับจังหวะของฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนสำคัญของปี 

ในเรื่องเบาๆ คือการเกิดขึ้นของหนังสืออ่านง่ายเพื่อไปพักผ่อน ในแง่นี้จึงเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของตลาด และที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของประดิษฐกรรมที่สำคัญที่สุดของโลกทุนนิยม คือ ‘เวลาว่างและการพักผ่อนหย่อนใจ’

มีคำกล่าวว่า การพักผ่อนนี่แหละคือหัวใจที่แท้จริงของโลกทุนนิยม ของกิจการและการทำงานของเรา คือการสร้างสมดุลและวงจรที่หมุนเวียนต่อไปได้อย่างไม่รู้จบของการทำงานและการพักผ่อน จากการทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ ถึงการมีช่วงเวลาแห่งกันพักผ่อนในทุกฤดูร้อนของทุกปี

หนังสืออ่านเบาๆ นิยายรักเข้าใจง่าย รวมถึงกิจการรอบๆ เช่น ที่พัก โรงแรม และกิจกรรมท่องเที่ยว จึงเป็นอีกผลผลิตที่เกิดขึ้นอย่างซับซ้อน

คือทั้งเกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม ทำให้ทุนนิยมแผ่กิ่งก้านออกไปเป็นธุรกิจอื่นๆ กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ที่ถูกคิดขึ้นเพื่อการสันทนาการและเพื่อความบันเทิง

โดยที่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้วงจรการบริโภคของเรายังก้าวต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่มีวันสิ้นสุด

อ้างอิง

หลังจาก ‘ทิม คุก’ ลงจากตำแหน่ง Apple กำลังเลือก ‘นักนวัตกรรมเปลี่ยนโลก’ หรือ ‘ผู้รักษากำไรบริษัท’?

ตั้งแต่ปลายปี 2025 มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างใน Apple ว่า ทิม คุก ซีอีโอของบริษัทแจ้งกับผู้บริหารระดับสูงว่า เขาเหนื่อยล้ากับงานและต้องการลงจากตำแหน่ง Apple ก็เริ่มเร่งวางแผนสำหรับการสืบทอดตำแหน่งซีอีโอคนต่อไป

เดือนมกราคมปี 2026 สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์บอกว่า คนที่เป็นตัวเต็งในบริษัทคือ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ผู้ดูแลทีม Mac และ iPad ซึ่งไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะมาก่อน อาจจะไม่ได้ทำให้คนนอกรู้สึกตื่นเต้นกับเขามากนัก แต่ในขณะนั้นก็ยังมีแคนดิเดตอีกหลายชื่อในหมู่บอร์ดบริหารของ Apple

จนกระทั่งบริษัทได้ประกาศในวันที่ 20 เมษายน ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทิม คุก จะย้ายไปรับตำแหน่งบอร์ดบริหาร และจอห์น เทอร์นัส จะรับช่วงต่อตำแหน่งซีอีโอในเดือนกันยายนนี้ 

เทอร์นัสก้าวสู่ตำแหน่งหัวเรือของบริษัทเทคโนโลยีที่มีผลกำไรมากที่สุดในโลกด้วยวัย 50 ปี เหมือนกับวันที่ทิม คุก ขึ้นสู่ตำแหน่งเมื่อปี 2011 หลังการเสียชีวิตของสตีฟ จอบส์ 

คำถามก้อนใหญ่ที่สาวกของ Apple มีต่อผู้บริหารมาตั้งแต่วันที่คุกเข้ารับตำแหน่งคือ เขาจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกเช่นเดียวกับจอบส์ไหม? 

แม้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา คุกจะทำให้ Apple เติบโตด้านผลกำไรกว่า 10 เท่าจากประมาณ 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีผลกำไรมากที่สุดในโลก จนมีการนิยามว่า หากยุคของสตีฟ จอบส์ คือผู้สร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี นำเสนอผลิตภัณฑ์แบบ iPhone เข้ามาปฏิวัติวัฒนธรรมการใช้สมาร์ตโฟนของผู้คน ยุคของทิม คุก ก็เป็นผู้สร้างผลกำไรให้ Apple ด้วยการขยายให้คนทุกกลุ่มใช้ iPhone จนยอดขายเติบโตขึ้นจาก 72 ล้านเครื่องสู่ 3 พันล้านเครื่องทั่วโลก 

ดังนั้น เมื่อช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหารมาถึงอีกครั้ง คำถามท้าทายสำหรับ Apple ยังคงอยู่ นั่นคือพวกเขาต้องการผู้นำ ‘นักสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก’ หรือ ‘นักจัดการผลกำไรของบริษัท’? ท่ามกลางปัญหาใหญ่สองเรื่อง คือ การแข่งขัน AI ที่พุ่งทะยานรวดเร็ว และต้นทุนการผลิตของ Apple ในจีนที่เสี่ยงกับประเด็นภาษีและสถานการณ์การค้าโลก

“จอห์นจะต้องหาทางทำให้ Apple สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ ‘สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่โลก’ ให้ได้อีกครั้ง” คาเมรอน โรเจอร์ส (Cameron Rogers) ผู้เคยทำงานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ Apple ตั้งแต่ปี 2005-2022 กล่าว “บริษัทใหญ่ๆ น่ะไม่ตายหรอก แต่พวกเขาจะกลายเป็นบริษัทที่ไร้ความหมายแทน หากไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัย”

สำหรับคนนอกย่อมไม่มีใครรู้จักเทอร์นัสมาก่อน เขาไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะตลอดการทำงานในซิลิคอนแวลลีย์มากนัก เทอร์นัสเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย หลังจากเรียนจบได้ 4 ปี เขาได้ออกแบบชุดหูฟังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี VR หลังจากนั้นเขาได้เข้าทำงานกับ Apple โดยเริ่มทำงานด้านหน้าจอสำหรับ Mac ในช่วงที่บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจาก iMac สีสันสดใสในช่วงปลายทศวรรษ 1990

เทอร์นัสไต่เต้าจากทีมออกแบบผลิตภัณฑ์มาสู่ผู้บริหารด้านฮาร์ดแวร์ เขาเป็นคนสำคัญที่เสนอให้เพิ่มฟังก์ชั่นเลเซอร์กล้องที่ช่วยทำงาน VR ได้ดีขึ้นใน iPhone Pro Max รวมทั้งการเป็นผู้นำผลักดันให้เกิด iPhone Air และการเปลี่ยนให้ Mac สร้างชิปของตัวเองแทนการใช้ชิปของ Intel ในปี 2020 พร้อมกับการมีส่วนร่วมในทีมทดลองโทรศัพท์พับได้ของ Apple ด้วย

ส่วนในบรรดาเพื่อนร่วมงานที่ Apple ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทอร์นัสเป็นวิศวกรและผู้บริหารที่ใจเย็น ใส่ใจในรายละเอียด สามารถจัดการระบบทำงานที่มีลำดับขั้นตอนเทอะทะใน Apple โดยไม่สร้างความขัดแย้งได้ ที่สำคัญคือเขารู้กระบวนการทำงานของซัพพลายเออร์ในจีน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโรงงานอาจผลิตสินค้าไม่ตรงตามความคาดหวังของบริษัท คุณสมบัติสำคัญอีกอย่างคือ เทอร์นัสสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับโปรดักต์ของ Apple ควบคู่ไปกับการควบคุมผลกำไรด้วย

ไมค์ สเลด (Mike Slade) ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดของสตีฟ จอบส์ในช่วงปี 1998-2004 กล่าวว่า การที่บริษัทเลือกเทอร์นัสเป็นผู้บริหารเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ในสถานการณ์ท้าทายเช่นนี้ Apple จำเป็นต้องเลือกคนที่เข้าใจวัฒนธรรมของบริษัท และที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่รู้ว่าฮาร์ดแวร์ประกอบขึ้นมายังไง ครั้งนี้ยังถือเป็นการเลือกผู้บริหารที่มาจากฝ่ายฮาร์ดแวร์ในรอบ 15 ปีด้วย

“Apple เป็นบริษัทสุดท้ายแล้วล่ะมั้งที่มีคนมีความรู้ความสามารถในการสร้างคอมพิวเตอร์” สเลดกล่าว “ถ้าคุณรู้เรื่องนั้น คุณจะมีสัญชาตญาณที่เหนือกว่าในการรู้ว่าอะไรเป็นไปได้ นั่นคือที่มาของสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำอย่าง iPod และ iPhone ” 

แต่คำถามที่ใหญ่ที่สุดที่เทอร์นัสเผชิญอยู่คือ จะทำยังไงกับ AI?  เพราะในสนามแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตอนนี้ Apple ได้แต่เฝ้ามองจากข้างสนาม ในขณะที่คู่แข่งทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี แม้ว่า Apple จะเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมอย่าง Siri มาก่อนใคร แต่นับถึงตอนนี้ Siri ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างล่าช้าและล้มเหลว

อเล็กซ์ เซนลา (Alex Zenla) ผู้ร่วมก่อตั้ง Edera สตาร์ทอัพด้านความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์และ AI กล่าวว่า จุดแข็งของ Apple ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือฮาร์ดแวร์ และเทอร์นัสก็เป็นผู้ดูแลการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์หลายอย่าง ทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างมาก 

“หาก Apple ต้องการโดดเด่นด้วยปัญญาประดิษฐ์ ฮาร์ดแวร์จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ และท้ายที่สุดแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ” เซนลาอธิบาย 

แต่สเลด อดีตที่ปรึกษาของจอบส์คิดเห็นว่า AI ไม่ใช่ประเด็นหลักของ Apple เพราะในมุมของเขา จุดแข็งของบริษัทคือการสร้างฮาร์ดแวร์ที่ AI ทำงาน และการจะแก้ไขปัญหานี้ได้ “คุณต้องมีวิศวกรอยู่ระดับบนสุดของบริษัท” 

ความท้าทายอีกอย่างคือ เทอร์นัสมีประสบการณ์จำกัดเกี่ยวกับประเด็นนโยบายและการดูแลบริษัทท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง เพราะ Apple มีฐานผลิตที่จีน แต่โดนัลด์ ทรัมป์ มักมีนโยบายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในการขึ้นภาษีกับคู่แข่งอย่างจีน ทิม คุกจำเป็นต้องก้าวขึ้นมาเป็น ‘นักการทูต’ ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ด้วยการติดต่อไปยังทำเนียบขาว และเดินทางไปจีนเป็นประจำ เพื่อพยายามบริหารบาลานซ์ทางการเมือง และในแถลงการณ์ของ Apple ยังระบุว่า เมื่อคุกขยับตำแหน่งไปสู่ประธานกรรมการบริหาร “เขาจะเข้ามาช่วยดูแลในบางมิติของบริษัท รวมถึงการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก” 

“ผมเต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราจะสามารถทำได้ในอีกหลายปีข้างหน้า” เทอร์นัสกล่าวในแถลงการณ์เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่บนเว็บไซต์ของ Apple “ผมสัญญาว่าจะนำองค์กรด้วยคุณค่าและวิสัยทัศน์ที่ได้กำหนดเอกลักษณ์ของสถานที่พิเศษแห่งนี้มาตลอดครึ่งศตวรรษ” 

อ้างอิง : nytimes.com, geekwire.com, nytimes.com, nytimes.com 

May Clinic คลินิกของ ‘หมอเมย์นักวิ่ง’ ที่พาคนทำงานเข้าเส้นชัยด้วยการหายขาดจากออฟฟิศซินโดรม

คนไทยได้ยินชื่อของ หมอเมย์ หรือ แพทย์หญิงสมิตดา สังขะโพธิ์ เป็นครั้งแรกในฐานะทีมแพทย์ผู้คอยดูแลสภาพร่างกายให้กับ ตูน บอดี้สแลม ร็อกเกอร์เบอร์ต้น ในภารกิจโครงการก้าวคนละก้าวปี 2560 ระทาง 2,215 กิโลเมตร จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงเหนือสุดแดนสยามที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จครั้งนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ความเชื่อเท่านั้นที่พามนุษย์ทลายขีดจำกัดทางร่างกายจนไปถึงเป้าหมาย แต่เพราะมี ‘วิทยาศาสตร์การกีฬา’ เป็นเครื่องมือไปถึงจุดหมาย

และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเราถึงรู้จักเธอในฐานะ ‘หมอเมย์นักวิ่ง’ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้หลงใหลโลกแห่งการวิ่ง จากการที่วิ่งเพื่อสลัดหนีความเครียดวันละ 10 กิโลเมตรขยับสู่การเป็นนักวิ่งจริงจัง ลงแข่งรายการวิ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่รายการระดับฮาล์ฟมาราธอน, ฟูลมาราธอน ไปจนถึงอัลตร้ามาราธอน 

ที่น่าสนใจคือเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหมอเมย์ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้ง นั่นคือการเปิด May Clinicคลินิกบริการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ที่ได้รับความนิยมและไว้วางใจในหมู่นักวิ่งที่เผชิญนานาอาการบาดเจ็บจากการ overtraining และใส่สุดในสนามแข่ง ด้วยความที่คลินิกมีการรักษาและโปรแกรมฟื้นฟูฉบับเข้าใจความต้องการของนักวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ  

อีกมุมหนึ่งคลินิกแห่งนี้ยังมีการรักษา ‘ออฟฟิศซินโดรม’ อาการบาดเจ็บทางกายยอดฮิตของบรรดามนุษย์ทำงานที่ต้องนั่งงุ้มจ้องมองจอตลอดวี่วันจนตัวงอเป็นกุ้ง 

อย่างที่พุทธศาสนาสุภาษิตว่า ‘อโรคยา ปรมาลาภา’ หรือ ‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ แต่ในโลกยุคปัจจุบันผู้คนยังต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันการมาของเทรนด์ well-being ทำให้หลายคนลุกขึ้นมาออกกำลังกายที่บางครั้งนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บ 

เหตุนี้เราเลยถือโอกาสชวนหมอเมย์มาพูดคุยถึงการทำธุรกิจคลินิกที่พาผู้คน ‘วิ่งหนี’ จากอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและการทำงาน ซึ่งหมอเมย์บอกกับเราว่า ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ และมีหัวใจในการรักษาแบบเดียวกัน 

ในสายตาของคุณมองว่าวงการวิ่งหรือวงการดูแลสุขภาพเปลี่ยนไปแค่ไหน จากยุคที่กระแสกีฬาวิ่งบูมเพราะตูน บอดี้สแลม

เราว่าชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงทุกๆ 3-5 ปี เพียงแต่ช่วงเวลานั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของวงการวิ่ง ตูนทำให้หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพ ออกมาวิ่งกันมากขึ้น

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี จะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์การวิ่งจะมาในรูปแบบของรันคลับ จากเดิมที่คนออกมาวิ่งจริงจังเพื่อฝึกเรื่องของ performance อยากพัฒนาตัวเอง กลับกันในยุคนี้คนออกมาวิ่งเพราะอยากพบเจอผู้คน อยากเจอคนกลุ่มใหม่ๆ อยากมีเพื่อนเพิ่ม ส่วนหนึ่งเพราะคนโหยหาการปฏิสัมพันธ์กับสังคมซึ่งเป็นรอยต่อที่หายไปจากช่วงโควิด หรือแม้แต่เต้นแอโรบิกสวนลุมฯ อะไรที่ไม่คาดคิดจู่ๆ ก็กลายเป็นไวรัลเต็มไปหมด 

ถ้าเจาะลึกลงไปอีกจะเห็นว่าบางคนตั้งต้นทำ run club ให้เป็นธุรกิจ มีแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งเกิดใหม่เยอะแยะมากมาย เป็นเสื้อวิ่งที่ดูมีความสบายควบคู่กับภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่น เราว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของวัฏจักรที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

จนถึงตอนนี้คุณออกมาวิ่งกี่ปีแล้ว

  เราเริ่มวิ่งประมาณปี 2545 ก็ตั้งแต่ช่วงสมัยเรียนหมอ ตอนนั้นเราออกมาวิ่งเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน จากการเรียน ผลลัพธ์ทำให้เราโฟกัสการทำงานได้ดี สุขภาพจิตดีดูแลคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น ก็เลยวิ่งมาตลอด เป็นการวิ่งสลับกับการเข้ายิมเล่นเวตเทรนนิ่ง จนถึงปี 2558 เราถึงตัดสินใจลงวิ่งมาราธอน จนมาวิ่งอัลตร้ามาราธอน และวิ่งเทรล 

สำหรับเราสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการวิ่งอัลตร้าเทรลรายการ UTMB (Ultra Trail du Mont Blanc) ระยะ 100 กิโลเมตร ที่เมืองชาโมนิกซ์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นรายการโอลิมปิกของนักวิ่งเทรล เพราะใช่ว่าคุณจะสามารถสมัครแล้วลงแข่งได้ทันที ทุกคนจะต้องทำคะแนนเก็บแต้มจากรายการอื่น จนถึงเกณฑ์คุณถึงจะมีสิทธิ์จับลอตเตอรีเพื่อรับสิทธิ์ลงแข่ง

ผลลัพธ์จากการลงแข่งรายการ UTMB ของคุณเป็นยังไง

เราไปรายการนี้มาทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2565 มันยากมากเลยนะ ด้วยเรื่องของสภาพแวดล้อม ระดับความสูง อากาศ และไทม์โซน ความสนุกของมันคือก่อนหน้าที่เราได้เตรียมตัวฝึกซ้อมตลอด 5 เดือน 

ถามว่าผลลัพธ์ออกมาดีไหม ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากระยะทาง 100 กิโลเมตรเราใช้เวลาเข้าเส้นชัยประมาณ 20-21 ชั่วโมง 

เรามองว่าในหนึ่งเทรลมันเป็นเหมือนการจำลองชีวิต สมติเรามีอายุขัยสัก 70-80 ปี ระหว่างทางที่เราวิ่งในแต่ละกิโลมันเหมือนความลำบากที่เราต้องค่อยๆ เจอในช่วงชีวิต เหมือนการทำงานที่เราทำไปสักพักหนึ่งแล้วอยากลาออก เหมือนการทำธุรกิจที่ถึงจุดหนึ่งเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำไปทำไม แต่เมื่อเราวิ่งต่อจนไปถึงจุดหนึ่งเราจะค้นพบว่าเราสามารถผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ แล้วถ้าเราวิ่งไปต่อเราก็จะเจอกับปัญหาใหม่ๆ แต่มันทำให้เรารู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้ยังไง ซึ่งการวิ่งเทรลมันเหมือนการยกระดับจาก physical game สู่ mind game ที่เราต้องบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมออกจากการแข่งขันนี้

การวิ่งทำให้คุณเข้าใจเรื่องเวชศาสตร์ฟื้นฟูมากแค่ไหน

  เรื่องของเวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นความรู้ที่เรามีตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเข้าวงการวิ่ง แต่เมื่อลงไปวิ่งเองทำให้เราเข้าใจเรื่องของการรักษาคนไข้ที่บาดเจ็บจากการวิ่งมากยิ่งขึ้น เช่นถ้าวิ่งลงเท้าแบบนี้เราจะปวดตรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า

ถ้าเป็นหมอทั่วไปเจอกับนักวิ่ง นักออกกำลังกายที่บาดเจ็บ หมอจะแนะนำว่าคุณต้องหยุดพักนะ คุณห้ามฝืน แต่คนไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนรู้สึกว่ายังไงก็ต้องวิ่ง แค่ออกไปวิ่ง 5 กิโลเมตรก็เท่ากับการประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง เราเคยเจอคนไข้บางคนกระดูกสะโพกร้าวแต่ยังอยากจะออกไปวิ่งให้ได้ 

ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือหาวิธีซัพพอร์ตด้วยความเข้าใจในฐานะที่เราเป็นนักกีฬาเหมือนกัน ให้ความเข้าใจเขาว่าถ้าคุณฝืนอาการบาดเจ็บของคุณจะเป็นยังไง สามารถเปลี่ยนไปออกกำลังกายแบบอื่นได้ไหม มีวิธีการรักษาแบบไหนที่เหมาะ ไปจนถึงการปรับมายด์เซตในการออกกำลังกาย การรักษาเลยมีความ customized มากๆ นั่นทำให้คนไข้เลือกที่จะมารักษากับเราเพราะเขาเชื่อว่าเราเข้าใจในความเป็นนักวิ่ง

จากหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูถึงจุดไหนที่ทำให้คุณตัดสินใจเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง

หลังจากผ่านการวิ่งกับโครงการก้าวคนละก้าว เรายังทำงานเป็นหมอในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จนวันหนึ่งเราเกิดความคิดว่าอยากจะดีไซน์การรักษาที่ยกระดับไปอีกขั้นจากที่เป็นอยู่

เราอยากทำคลินิกกายภาพบำบัดที่เป็น one-stop service คนไข้สามารถมารักษา มาออกกำลังกาย มาเจอคอมมิวนิตี้ ผสมผสานเป็นมิกซ์คอมมิวนิตี้ที่ตอบโจทย์คนออกกำลังกาย ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจให้คลินิกขนาดใหญ่เหมือนที่เห็นทุกวันนี้ ตอนแรกเราทำเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 24 ตารางเมตร มีเตียงอยู่ 2 เตียง มีม่านกั้น นักกายภาพยังต้องหันหลังชนกัน ผู้ป่วยยังคุยกันข้ามเตียงไปมา แถมต้องพึ่งคุณแม่มาเป็นแอดมินคอยเช็กอินเช็กเอาต์คนไข้ (หัวเราะ) 

เราเริ่มทำจากการเป็น pilot study จนผ่านไป 6 เดือน เราเห็นว่าคลินิกมันไปต่อได้ เราถึงตัดสินใจออกจากการเป็นแพทย์ประจำมาดูแลคลินิกเต็มตัว ซึ่งในหัวเราตอนนั้นไม่ได้มีแพลนเรื่องธุรกิจเลย ในหัวเราคือทำแล้วต้องรักษาผู้ป่วยให้ได้ เซตติ้งบริการตอบโจทย์คนไข้ครบถ้วนไหม รายรับพอกับค่าใช้จ่ายที่ออกไปไหมแค่นั้นเอง 

หลังจากผ่านไป 5 เดือนแล้วผลเป็นยังไงบ้าง

หลังจากนั้นคือคนไข้เยอะมาก เราเลยใช้เวลา 2 ปีค่อยๆ ขยายไซส์คลินิกให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนทีมกายภาพ ขยายจำนวนห้องรักษา ห้องเซอร์วิส เครื่องอำนวยความสะดวก และยิมที่น้องๆ นักกายภาพเองสามารถมาใช้งานได้ด้วย

ที่น่าสนใจคือการรักษาของคลินิกมีในส่วนของ ‘ออฟฟิศซินโดรม’ การรักษาผู้ป่วยอาการที่ว่าต่างจากการรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งหรือเปล่า

ต้องบอกว่ากลุ่มเป้าหมายคนที่เข้ามาใช้บริการที่คลินิกมี 3 ประเภท คือ 1. นักวิ่งกับคนออกกำลังกาย 2. ออฟฟิศซินโดรม และ 3. กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มที่มีมากเป็นอันดับ 2  

คอนเซปต์การรักษากลุ่มออฟฟิศซินโดรมแทบไม่ต่างจากการรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง มันต่างกันตรงที่เราจะเริ่มต้นยังไง งานของเราคือ pain specialist ที่ต้องรักษาอาการเจ็บปวดทั้งคอ บ่า ไหล่ คนที่เข้ามารักษากลับไปจะต้องไม่ปวด

เพียงแต่อาการเจ็บปวดของแต่ละคนที่มาเป็นปัจเจก มีที่มาที่ไปของอาการไม่เหมือนกัน บางคนปวดมา 5 ปี บางคนปวดมา 3 วัน ดังนั้นคอนเซปต์การรักษาของเราจะเริ่มจากการกายภาพเอาความเจ็บปวดออกไปก่อน หลังจากนั้นเราจะมาวิเคราะห์กันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เช่นไลฟ์สไตล์คุณเป็นแบบไหน งานของคุณเป็นงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ งานที่ต้องขับรถทั้งวัน หรือเป็นงานที่คุณจะต้องแบกยกของหนัก หน้าที่ของเราคือการวิเคราะห์ชีวิตประจำวันของคนไข้หาต้นเหตุให้เจอ เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาการออฟฟิศซินโดรมหายไป ซึ่งถ้าคนไข้กลับไปไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเอง อาการบาดเจ็บก็จะวนลูปกลับมา ขึ้นอยู่กับว่าลูปนั้นจะกลับมาช้าเร็ว

นิยามของออฟฟิศซินโดรมจึงเท่ากับโรคที่เกิดจากพฤติกรรมที่เราทำซ้ำๆ จนเกิดความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เราบอกเสมอว่าถ้าคุณอยากจะหายขาดคุณต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิม ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด แต่คนเลือกที่จะทำท้ายสุด ส่วนใหญ่พอเกิดอาการเจ็บปวดเราเลือกที่จะกินยา เลือกที่จะไปหาหมอกายภาพ เหมือนคุณเติมน้ำลงในถังโดยที่ยังไม่ได้อุดรูรั่ว สุดท้ายน้ำที่เติมออกไปมันก็จะรั่วอยู่ดี 

อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มาด้วยโรคออฟฟิศซินโดรมเป็นแบบไห

คนไข้ที่มารักษามีตั้งแต่อายุยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงอายุห้าสิบกว่า นอกจากบริเวณคอบ่าไหล่ก็จะเป็นในส่วนของบริเวณหลังด้านล่าง คนไข้ส่วนใหญ่ยังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการนั่งโซฟานิ่มๆ ส่งผลเสียต่อหลังและสะโพก เหมือนกับการกินน้ำตาลช่วงแรกๆ คุณอาจจะมีความสุข แต่ถ้ากินทุกวันก็ส่งผลเสียในอนาคต 

ที่น่าตกใจคือคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาเป็นคนหนุ่มสาวเยอะมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน ใช้แท็บเล็ตทำงาน จริงๆ ออฟฟิศซินโดรมแทบไม่ต่างจากอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ต่างกันตรงที่สตอรีระหว่างทาง อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเกิดจากการเล่นเยอะ เล่นหนัก เล่นผิดท่า ในขณะที่ออฟฟิศซินโดรมมาจากการนั่งทำงานนานๆ การนั่งผิดท่า

คุณเคยเจอผู้ป่วยที่มาด้วยสาเหตุอาการบาดเจ็บจากออฟฟิศซินโดรมควบคู่กับการวิ่งบ้างไหม

เยอะมาก มีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานออฟฟิศแต่อยากออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด ซึ่งเขาพบว่าการวิ่งช่วยให้เขาทุเลาจากอาการออฟฟิศซินโดรมได้ 

ช่วงแรกๆ ของการเริ่มวิ่ง 5-10 กิโลเมตรจะยังไม่เจอปัญหา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่วิ่งเยอะขึ้น วิ่งจริงจังมากขึ้น สมมติออกมาซ้อมวิ่งตอนเช้ากลับไปก็ต้องรีบไปอาบน้ำ รีบขับรถออกจากบ้านให้ทันเข้างาน ด้วยเวลาที่เร่งรีบอาจทำให้ไม่มีเวลายืดเหยียดมากพอ ทำอย่างนี้สะสมทุกๆ วัน ดูแลร่างกายหลังออกกำลังไม่ดีพอ อาการเจ็บปวดจากออฟฟิศซินโดรมจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

ดังนั้นวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องคือเราอาจจะต้องตื่นเช้าหรือวิ่งระยะน้อยลงเพื่อให้มีเวลายืดเหยียดมากขึ้น อาจจะต้องไปเข้ายิมไปเวตเทรนนิ่ง หรืออาจจะต้องใช้ชีวิตให้เครียดน้อยลง แม้กระทั่งใช้เวลากิจกรรมตอนกลางคืนให้น้อยลงเพื่อมีเวลานอนฟื้นฟูร่างกายมากขึ้น

เช่นนั้นผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรมที่เข้ามารักษาที่ May Clinic จะได้พบกับขั้นตอนการรักษาอะไรบ้าง

อย่างที่บอกว่าอันดับแรกเราจะเริ่มวิเคราะห์จากปัญหากันก่อน ว่าอาการปวดของคุณมาจากอะไร อย่างอาการปวดหลังของคุณอาจจะมาจากการทำงาน มาจากการวิ่ง หรือมาจากทั้งสองอย่างผสมกัน 

พอเราวิเคราะห์หาสาเหตุจนเจอเราจะวางแผนดีไซน์การรักษา เป็นการรักษาแบบหมอบวกนักกายภาพ โดยนักกายภาพจะใช้เครื่องมือ เช่น Shockwave คลายอาการบาดเจ็บ, Dry Needling ใช้เข็มกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคลายตัว ฯลฯ เพื่อให้คุณหายจากอาการเจ็บปวดเบื้องต้น

เมื่อผ่านการรักษาโดยนักกายภาพ ผู้ป่วยก็จะต้องกลับมาเจอหมออีกครั้ง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้ชีวิตต่อจากนี้ แนะนำว่าคุณจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อไม่ให้กลับมาเจออาการแบบนี้อีก ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของมายด์เซตที่ผู้ป่วยจะต้องเรียนรู้การเป็นอยู่ของตัวเอง อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดจากการที่เราเป็นเราสะสมมาจนเป็นดังทุกวันนี้ 

ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ต่างจากเมื่ออาทิตย์ก่อน จากเมื่อเดือนก่อน เพื่อที่จะเป็นตัวเราที่ดีขึ้นในอนาคต เราบอกคนไข้เสมอว่า คุณไม่ต้องเสียใจ ทุกอาการบาดเจ็บคือ learning point ถ้าคุณเข้าใจแล้วคุณปรับชีวิตของคุณต่อจากนี้จะง่ายขึ้น

ฟังดูแล้วหัวใจการรักษาของที่นี่เป็นมากกว่าการรักษาอาการเจ็บปวดทางกาย แต่มีการใช้เรื่องของจิตวิทยาเข้าช่วยด้วย

ใช่ ทั้งสองอย่างต้องผสมผสานกัน ด้วยความที่คนไข้แต่ละคนมีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน บางทีเราก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดีลกับคนไข้คนนี้ได้ไหม บางเคสอาจจะต้องผ่านการรักษาไปสัก 2-3 ครั้งถึงจะจับทางได้ คนไข้บางคนอาจจะชอบให้ดุ ดุแล้วถึงยอม (หัวเราะ) บางคนอาจจะไม่ชอบให้ดุชอบพูดให้คิดตามมากกว่า

การรักษาของเราจะมี core treatment ของมันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือเราจะต้องถาม ถามเหมือนอยากรู้ทุกเรื่องของคนไข้ไปเสียหมด เช่น คุณจะเดินทางบ่อยแค่ไหน ต้องนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศไหม ถ้าไปคุณจะต้องยกกระเป๋าหนักหรือเปล่า เดินเยอะแค่ไหน ไปเพื่อไปเที่ยวหรือไปเพราะธุรกิจ เพื่อที่จะมาดีไซน์วางแผนหาวิธีหาวิธีกายภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว มาวางเป้าหมายการรักษาจาก 1 อาทิตย์ไป 1 เดือน เพื่อให้ทั้งเราและผู้ป่วยเห็นภาพเดียวกัน

เคยมีผู้ป่วยจากอาการออฟฟิศซินโดรมบอกกับคุณไหมว่าการมารักษาที่นี่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป

มี เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งบอกว่าเขารักษามาเป็น 10 ปี แต่เขาไม่เคยเจอการรักษาแบบเรา คือเราใช้วิธี Dry Needling คลายกล้ามเนื้อ แนะนำว่าหลังจากหายเจ็บเขาต้องทำยังไงต่อ ต้องประคบเย็น ต้องปรับที่นั่งทำงานใหม่ เมื่อเขาทำตามทั้งหมดชีวิตเขาก็เปลี่ยน 

เรามองว่าอาการออฟฟิศซินโดรมเป็นอะไรที่ค่อนข้าง suffer พอร่างกายเจอกับอาการปวดนานๆ ร่างกายของคนมันจะเปลี่ยน จากที่ปวดเฉยๆ จะกลายเป็นอาการนอนไม่หลับ ส่งผลกระทบไปถึงอารมณ์ เกิดความเครียด ความหงุดหงิด และการทนความปวดเจ็บปวดของร่างกายจะน้อยลงกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง เหมือนเสื้อสีขาวที่เปื้อนสีจนไม่สามารถกลับไปเป็นสีขาวได้ แต่ถ้ารีบจัดการมันก็จะสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ทัน

เท่าที่สังเกตจากวิธีการรักษาของคุณ สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของหลักศาสนาพุทธพอสมควร?

คือเราเป็นคนพุทธที่เชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องที่มันเกิดขึ้นล้วนเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเหตุและปัจจัยของมัน ผู้ป่วยที่เราเจอส่วนใหญ่มักจะพูดว่า ผมไม่ได้ทำอะไรมาเลยหมอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณไม่ทำอาการมันก็ไม่เกิดขึ้น อาการของคุณอาจจะบวกมากับปัจจัยอื่นๆ เหมือนคุณวางนาฬิกาไว้บนตู้เย็น คุณเปิด-ปิดประตูตู้เย็นทุกวันจนวันหนึ่งมันก็ตกลงมา 

การที่เราทำงานตรงนี้มานาน 20 ปีทำให้เรามีประสบการณ์ บางคนแค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าเครียด ไม่ใช่รู้เพราะเรามีญาณวิเศษ แต่เราสังเกตจากสีหน้า แววตา การพูดคุย พลังงาน จับไปที่ต้นขารู้เลยว่ากล้ามเนื้อตึงเพราะเจอความเครียดมา บางคนเราคาดการณ์ได้เลยว่าใช้เวลารักษาไม่นาน แต่บางคนอาจจะต้องใช้เวลาให้เขาได้อยู่กับตัวเองจนกว่าเขาจะพบกับทางสว่าง ที่พอเขาออกมาได้จะรู้ว่ามันง่ายนิดเดียว เหมือนกับตอนเราอกหักที่ต้องใช้เวลานั่นแหละ การรักษาเป็นสิ่งงดงาม ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเอง ได้เติบโตในทุกๆ มิติ

ตูน บอดี้สแลมเคยกล่าวไว้ว่า ก้าวแรกที่ยากที่สุดของการวิ่งคือการลุกขึ้นมาใส่รองเท้าแล้วออกไปวิ่ง ถ้าอย่างนั้นความยากในก้าวแรกของการรักษาออฟฟิศซินโดรมคืออะไร

คือการเปลี่ยนพฤติกรรม การใส่รองเท้าออกไปวิ่งคือการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เช่นเดียวกับออฟฟิศซินโดรม การแก้ออฟฟิศซินโดรมคือการเปลี่ยนความเคยชินของตัวเอง เมื่อก่อนฉันเคยนั่งแบบนี้ ฉันไม่ชินกับการวางโทรศัพท์ไว้เฉยๆ สักชั่วโมง เหล่านี้มันคือเรื่องของพฤติกรรม

มีคนเคยพูดไว้ว่า ‘มนุษย์ออฟฟิศ’ เป็นกลุ่มคนที่ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้ยากที่สุด เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตที่บีบบังคับ ทั้งเวลา การกิน และการนอน คุณเห็นด้วยไหม

เป็นเรื่องจริง หลายคนไม่สามารถคอนโทรลชีวิตตัวเองได้ ออกกำลังกายเสร็จก็ต้องรีบกลับไปทำงาน เป็นความยากที่หลายคนต้องเลือกเงินเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตก่อน 

แต่เราจะบอกเสมอกับพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักว่า ถ้าไม่มีเราองค์กรเขาก็เดินต่อได้นะ มันเลยเป็นที่มาของคอนเซปต์ที่ว่า เมื่อไหร่ที่คุณดี คุณมีเหลือ คุณก็แค่แบ่งปันให้คนอื่น เช่นกันถ้าสุขภาพของคุณดี องค์กรของคุณก็จะดีตาม ถ้าน้องในทีมเห็นเราออกกำลังกายเขาก็อยากจะออกกำลังกายตาม 

ถ้าคุณแช่อยู่กับความเครียด นั่งอยู่กับงานจนถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน ช่วงแรกอาจจะยังทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่มันกัดกินชีวิตคุณ มันจะกลายเป็นเหมือนคุณเอาเครดิตในอนาคตมาใช้ ร่างกายในอนาคตของคุณจะทรุดโทรม พอคุณอายุ 30 เป็นต้นไปจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เพียงแต่มนุษย์เราจะไม่ยอมเปลี่ยนจนกว่าสถานการณ์จะบีบบังคับ เราว่าเป็นกันแทบทุกคน สิ่งที่อยากจะฝากคือใครที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศคุณหันมาออกกำลังกาย หันมาดูแลสุขภาพ การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว เราแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ลองเปลี่ยน work station ดีไหม ถ้าบริษัทไม่ได้ลงทุนให้เราเราก็อาจจะต้องลงทุนเพื่อตัวเราเอง ลองเปลี่ยนเก้าอี้นั่งทำงานดีๆ สักตัว เมื่อคุณสุขภาพดีคุณก็จะทำงานออกมาได้ดีด้วยเอเนอร์จี้ที่เป็นบวก คุณจะมีความสุขแม้องค์กรที่คุณอยู่จะเป็นแค่องค์กรเล็กๆ ก็ตาม