แบรนด์แบบไหนที่เจนฯ Z ยอมจ่าย เมื่อตัวตนและความคุ้มค่าต้องมาคู่กัน
ถ้าสังเกตดูการตลาดในยุคนี้จะเห็นว่าหลายแบรนด์หันไปสนใจปั้นกลยุทธ์และออกสินค้าใหม่ เอาใจกลุ่มเจนฯ Z เป็นหลัก เพราะคาดว่าภายในปี 2569 กลุ่มนี้จะมีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศไทย และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ
เว็บไซต์ brandbuffet.in.th จึงจับมือกับ INTAGE Thailand บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ และ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้าน social listening เพื่อสำรวจ ‘GEN Z TOP BRAND 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z’ โดยเก็บข้อมูลทั้งจากเสียงในโซเชียลมีเดียและจากกลุ่มตัวอย่างทั้งเจนฯ X, เจนฯ Y และเจนฯ Z ทั่วประเทศ กว่า 3,000 กลุ่มตัวอย่าง
ก่อนจะนำมาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ BrandSense™ Model เพื่อประเมินความแข็งแกร่งและ ‘ความหมาย’ ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ผ่านแกนสำคัญของโมเดลนี้ คือการวิเคราะห์แบรนด์ผ่าน 2 มิติหลัก คือความเชื่อมั่นเชิงเหตุผล และความผูกพันเชิงอารมณ์ แบรนด์ไหนอยากทำการตลาดให้โดนใจเจนฯ Z ตามมาดูอินไซต์ผ่านคอลัมน์ Keynote ครั้งนี้กันได้เลย
เสิร์ฟอินไซต์ความสนใจของเจนฯ Z
หนึ่งในประโยคที่นักการตลาดชอบหยิบมาแซวกันขำๆ คือเรากำลังให้เจนฯ Y ขายของให้เจนฯ Z แต่ถูก approve เนื้อหาโดยเบบี้บูมเมอร์อยู่หรือเปล่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละเจนฯ ไม่ว่าจะเป็น
👨🦳 เจนฯ X ต้องการความคุ้มค่า มีคุณภาพ เน้นใช้งานหรือเก็บไว้ได้นาน ชอบรำลึกความหลัง และพูดคุยกับคอมมิวนิตี้
👦 เจนฯ Y มองว่าความคุ้มค่าคือความพอดี เน้นอะไรที่ทำง่าย ชอบแชร์ความเป็นตัวเองและชอบเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์
👧 เจนฯ Z เน้นใช้ชีวิตเต็มที่ สนุกกับการหาเงิน เน้นอะไรที่มีสไตล์ ชอบความรวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัย เชื่อถือ และชอบพูดคุยกับครีเอเตอร์
หากเจาะลึกไปถึงอินไซต์ของพฤติกรรมเจนฯ Z จะพบว่าถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงผลักดันหลักคือ
💟 Constant Information – เจนฯ Z สามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาล แต่เลือกให้ ‘ความสนใจ’ แค่กับบางอย่างเท่านั้น
💟 Economic Uncertainty – ทุกการใช้จ่ายของเจนฯ Z ต้องถูกตีความผ่าน ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’
💟 Endless Choices – เจนฯ Z มีตัวเลือกไม่จำกัด การเปลี่ยนแบรนด์ที่รักจึงเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที
Playbook ที่ทำให้แบรนด์ฮุคใจเจนฯ Z
แบรนด์ที่สามารถครองใจเจนฯ Z ได้ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง ‘เหตุผล’ และ ‘ความรู้สึก’ ผ่านการส่งมอบทั้งคุณค่าเชิงการใช้งาน ไปจนถึงความผูกพันทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง และล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘TRUST’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นเหมือน playbook หรือแนวทางปฏิบัติ ที่แบรนด์นำไปปรับใช้ได้จริงคือ
📚 T – Tangible Before Talk – ทำให้ได้ก่อนพูด เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าคำโฆษณา โดยต้องแสดงให้เห็นถึง ‘ประสิทธิภาพ’ เพราะแค่คำกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาความผูกพันกับเจนฯ Z ได้
📚 R – Real Before Reach – สร้างความจริงใจให้ได้ก่อนสร้างไวรัล แบรนด์ที่ชัดเจนไม่ต้องตะโกน ผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายบอกต่อกันเอง ผู้บริโภคไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากแบรนด์ แต่คาดหวังความจริงใจและความแตกต่างที่มีความหมาย
📚 U – Usability Before Image – เน้นใช้งานง่าย ก่อนสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีและใช้ได้จริง ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวก เพราะถ้าดีแต่ใช้ยากเจนฯ Z อาจไม่ทน
📚 S – Sense Before Premium – สร้างความคุ้มค่าให้ได้ก่อนความพรีเมียม เพราะราคาคือสิ่งที่แบรนด์ตั้งขึ้น แต่ความพรีเมียมคือสิ่งที่ลูกค้าเลือกที่จะยอมจ่ายให้ตามความรู้สึกว่าคุ้มค่า และสมเหตุสมผลหรือไม่
📚 T – Trust Before Love – สร้างความเชื่อใจให้ได้ก่อนสร้างความรัก เพราะความเชื่อมั่น ความสม่ำเสมอคือรากฐานของความรัก เมื่อเกิดความเชื่อมั่นหรือ trust ความภักดีและความรักในแบรนด์ก็จะตามมาเอง
สร้างตัวตนในวันที่เจนฯ Z โฟกัสที่ความเป็นตัวเอง
ถ้าใครไถฟีดโซเชียลมีเดียในปีนี้จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ล้วนแชร์อะไรที่สะท้อนความเป็นตัวเองทั้ง MBTI, บุคลิกภาพความเป็นอินโทรเวิร์ตหรือเอกซ์โทรเวิร์ต, Personality Test ไปจนถึง Personal Color ซึ่งแบรนด์ก็สามารถหยิบจับสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการออกแบบสินค้าหรือสร้างประสบการณ์ที่ทำให้เจนฯ Z รู้สึกว่า ‘สิ่งนี้แหละเกิดมาเพื่อฉัน’ เช่น เพิ่มบริการทำ Personal Color ก่อนทำสีผม หรือใช้ Personal Color มาจัดสีเครื่องสำอางที่เหมาะกับสาวๆ แต่ละโทนผิว นำเสนอประเภทบ้านหรือสีห้องที่เหมาะกับ MBTI ทั้ง 16 แบบ
จะเห็นว่าการตลาดที่คว้าใจคนเจนฯ Z ไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของคนเจนฯ นี้อย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ทางการตลาดที่เชื่อมโยงตัวตนของแบรนด์เข้ากับลูกค้าได้อย่างจริงใจ โดยเฉพาะอนาคตที่เจนฯ Z จะเป็นกำลังหลักในการกำหนดทิศทางการเลือกบริโภคแบรนด์ต่อไป