จากอดีต UX ที่ Amazon สู่ ‘อิง Hato Hub’ กับการออกแบบชีวิตผ่านงานที่ ‘ถนัด’ และ ‘มีความหมาย’

“ตั้งแต่ประถม อิงมีคำถามว่าคุณค่าของมนุษย์คืออะไร?”

นั่นคือคำถามที่ฟังดูเกินวัยสำหรับเด็กประถมในชุดนักเรียนสีฟ้า แต่กลับเป็นคำถามที่ อิง–ดาริน สุทธพงษ์ มีในใจตั้งแต่เด็กๆ ยามที่ต้องไปนั่งรอคุณพ่อทำงาน 

“ตอนเด็กๆ เราได้เห็นว่า อ๋อ คุณค่าของมนุษย์คือการทำงาน สุดท้ายชีวิตเราจะจบที่การทำงานนี่แหละ แต่ในขณะเดียวกัน การไปจุ้มปุ๊กอยู่ที่ออฟฟิศพ่อก็ทำให้เราได้เห็นพนักงานออฟฟิศที่ไม่เคยยิ้มเลย พอเข็มนาฬิกาชี้เลข 5 ทุกคนจะเก็บของแล้วลุกออกไปทันทีเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้

“มันเลยเป็นโจทย์ที่มีมาตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันจะทำงานอะไรก็ได้ ที่ฉันไม่ต้องลุกตอน 5 โมง หรือไม่ต้องดูทุกข์เหมือนพนักงานในบริษัทพ่อ”

หาก ‘งาน’ คือสิ่งที่กินเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง การใช้เวลาเหล่านั้นเพียงเพื่อ ‘รอเวลาเลิก’ จึงดูจะเป็นการสูญเสียคุณค่าที่น่าเสียดายที่สุด สำหรับอิง การทำงานจึงมีความหมายและองค์ประกอบมากกว่าแค่การแลกเงิน หรือการทำงานที่ชอบและดูสนุก หากแต่คือการพิสูจน์ตัวตนและการส่งต่อ ‘ความหมาย’ บางอย่างไปสู่ผู้อื่น

ทุกวันนี้ ในบทบาท CEO และ Co-founder ของ Hato Hub เธอส่งต่อบทเรียนธุรกิจผ่านช่องยูทูบที่ชื่อ Success Recipe เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การจัดการความรู้ (Knowledge Management) สู่สายตานานาชาติผ่านช่องภาษาอังกฤษ Darin Suthapong และแบ่งปันปรัชญาชีวิตในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์บนช่อง Daily Darin Podcast ที่มาพร้อมสโลแกน Living your life by design ซึ่งสรุปตัวตนและการตัดสินใจทุกก้าวของเธอได้ดีที่สุด ว่าชีวิตและงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือเรื่องของการ ‘ออกแบบ’

แต่กว่าจะค้นพบงานที่ทำแล้วยิ้มได้และไม่อยากลุกหนี อิงต้องผ่านกระบวนการถอดบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านนามบัตรหลายใบที่มีค่านิยมเบื้องหลังต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่นักแต่งเพลงที่เชื่อในสัญชาตญาณศิลปิน ดีไซเนอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยตรรกะและข้อมูล ไปจนถึงวันที่เผชิญวิกฤตจนเกือบจะทิ้งชีวิตในบริษัทระดับโลกอย่าง Amazon 

ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้อิงเข้าใจว่า คุณค่าของการทำงานมีเลเยอร์เหมือนเนื้อเค้ก โดยมี ‘ความถนัด’ เป็นฐาน และมี ‘ความหมาย’ เป็นครีมรสหวานที่ทำให้เราอยากตื่นมาทำงานในทุกวัน อาชีพที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงชีวิตของอิงจึงไม่ใช่แค่การย้ายที่ทำงาน แต่คือการทดลองเพื่อขยับเข้าใกล้คำตอบของคำถามเดิมในใจเมื่อวันวานให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า

“สรุปแล้ว คุณค่าของมนุษย์ (ที่ผ่านการทำงานนั้น) คืออะไรกันแน่?”

Songwriter
GMM Grammy / Enconcept

“อาชีพแรก คือนักแต่งเพลง ต้องย้อนว่าเราชอบฟังเพลง แต่ร้องไม่เก่ง เลยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วกัน จน ม.4 ได้เข้าค่ายเฟ้นหานักแต่งเพลงหน้าใหม่ของ RPG เครือแกรมมี่ เราส่งผลงานไปแล้วผ่าน เลยได้ไปฝึกอยู่ปีหนึ่ง เขาประชุมกันดึกๆ ทุกพฤหัสบดี มีการทำงานเป็นทีม ช่วยกันแต่งเพลงหลายเพลง อย่างไอ้ประโยค ‘อยากจะร้องดังๆ’ ของปาล์มมี่ก็ช่วยกันคิดอยู่นานมาก

“แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่เหมือนที่คิด เพราะเราเข้าใจว่างานศิลปะคืออิสระ แต่อยู่แกรมมี่ วิธีสอนแต่งเพลงเหมือนสูตรเลข ต้องมีสัมผัสในสัมผัสนอกเป๊ะๆ ไม่สัมผัสไม่ได้ แถมค่าลิขสิทธิ์ได้แค่ 10 สตางค์ต่อหนึ่งม้วนคาสเซตต์ ขนาดค่ายใหญ่สุดยังได้แค่นี้ เลยรู้ว่าทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวไม่ได้แน่ๆ

“ตอนจะไปเรียนต่ออเมริกาเลยไปเรียนภาษาเพิ่มกับครูพี่แนน Enconcept รู้ว่าเราเคยอยู่แกรมมี่เลยชวนแต่งเพลงที่นี่ ซึ่งต่างกันมากเพราะที่แกรมมี่แต่งแค่เนื้อร้องอย่างเดียว แต่โจทย์ที่นี่คือเอาคำศัพท์ไปทำเป็นเพลง อิงเลยต้องทำเองหมดทั้งทำนอง เนื้อร้อง และ arrange ดนตรี

“อาชีพนี้สนุกเพราะเราได้ทำทั้งกระบวนการ และที่สำคัญคือมันมีความหมาย เราเห็นเด็กสอบติด จำศัพท์ยากๆ ได้เพราะเพลงที่เราแต่ง คำไหนต้องตามด้วย gerund อิงก็แต่งเป็นเพลงลูกทุ่งให้เขาจำ มันมีความสุขมากเพราะไม่ต้องรอ approve นานหลายเดือน ได้คำศัพท์มาวันนี้ คืนนี้นั่งอัด ตี 5 ตื่นมาส่งครู พรุ่งนี้เด็กได้ใช้เลย

“มันคือดีเอ็นเอสตาร์ทอัพที่ turn around เร็ว และเราก็ได้ช่วยให้เขาสำเร็จจนเป็นโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดตอนนั้น อิงเลยเรียนรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าสนุกอย่างการเป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่ มันอาจจะไม่ได้สนุกอย่างนั้นเสมอไป ส่วนการแต่งเพลงในโรงเรียนสอนภาษา คนมองว่าคืออะไรวะ แต่มันมีความสุขมาก”

Motion Designer
Warner Bros. / E! Entertainment 

“ครอบครัวเราเป็นวิศวกร 100% ตอนแรกเขาอยากให้อิงเรียนไฟแนนซ์ เราก็เกือบจะไปเรียนแล้วนะ แต่คิดว่าไม่ไหว (หัวเราะ) สุดท้ายเลยมาเจอกันตรงกลางที่ UCLA ซึ่งการเรียนตอนนั้นมันสำคัญมากแบบที่เราไม่รู้ตัวนะ เหมือนที่สตีฟ จอบส์ บอกว่า you can’t connect the dots forward, you can only connect them backward เราเดาอนาคตไม่ได้หรอก แต่พอมันผ่านมาแล้วถึงรู้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

“ดีไซน์ของ UCLA มันสอนให้อิงเป็นคนที่มองโลกแบบไม่มีกรอบสุดๆ อย่างเรื่อง shape เราต้องทำโต๊ะ ทำเก้าอี้เอง คือแบบเราไม่ได้เป็นช่างไหม ทำไมให้ทำเก้าอี้วะ แต่มันทำให้เรารู้ว่ารูปทรงมันมีความรู้สึกกับมนุษย์ยังไง มีการใช้งานยังไง แล้วค่อยไปสอนเรื่อง interaction จนทุกวันนี้ที่ทำ Hato Hub ก็ยังเห็นความสัมพันธ์ของทุกอย่างในโลกใบนี้ผ่านเลนส์นั้น

“มันช่วยในแง่การเป็นผู้ประกอบการตรงที่ทำให้อิงไม่พูดว่าอันนี้ไม่ปังว่ะ แต่จะวิเคราะห์ออกมาได้เลยว่า 1-2-3-4 คืออะไร มันทำให้เราวิเคราะห์สิ่งที่เป็นศิลปะออกมาได้แบบมีเหตุมีผล นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ได้มาเลย

“ช่วงเรียนก็ได้ไปฝึกงานที่ Warner Bros. เพราะอิงมีข้อเสียคือถ้าตัดสินใจอะไรแล้วจะเปลี่ยนใจยากมาก ตอนนั้นปักธงเลยว่าอยากเป็นแอนิเมเตอร์ในฮอลลีวูด อยากเห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่พบคืองานมันถึกมาก ต้องวาดทีละเฟรมๆ จนมีวันหนึ่งนั่งอัดเสียงการ์ตูนอยู่จนดึกกับคนอื่นๆ แล้วเราถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้เหรอวะ คือเราอาจจะชอบดูนะ แต่เราไม่ชอบ the action of doing it 

“ตอนนั้นมันมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นพอดี คือ Motion Design เป็นการรวมกราฟิกเข้ากับแอนิเมชั่น เราเห็นงานอินเทิร์นของช่อง E! Entertainment กราฟิกเขาสวยมาก รู้สึกว่าอันนี้ไม่เท่เท่า Warner Bros. นะ แต่อยากทำ เลยบอกเจ้านายว่าไอ้ที่ปักใจมาเนี่ยรู้แล้วว่าไม่ชอบชัวร์ แต่อันใหม่ดูน่าจะสนุก เลยออกจาก Warner Bros. ไปฝึกงานที่ E! แทน

“ที่นี่แหละที่ทำให้เจอประสบการณ์ของการทำงานที่ชอบจริงๆ เรารู้สึกเลยว่า เฮ้ย มีอาชีพที่สนุกขนาดนี้ด้วยเหรอวะ เขาจ้างเรามาทำสิ่งนี้จริงๆ เหรอ ความสนุกของมันคือเหมือนการทำธุรกิจเลย คือสิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นแอ็กชั่นได้ด้วยเราคนเดียว ทำได้เร็ว ไม่ต้องไปจุดธูปขอใคร ความสุขที่สุดคือหลับตาเห็นในหัวแล้วมันออกมาเป็นความจริงได้ เหมือนแต่งเพลงเป๊ะ อะดรีนาลีนมันพุ่งตรงนี้แหละ

“พอมองย้อนกลับไป เราก็คิดนะว่าการรู้ว่าไม่ชอบอะไร สำคัญกว่าการหาสิ่งที่ใช่ซะอีก เพราะการตัดชอยส์ผิดมันง่ายกว่าหาสิ่งที่ถูก สมองคนเรามันเทรนให้เจอเรื่องเนกาทีฟง่ายกว่า เราเลยเปลี่ยนงานหลายที่มาก ทั้ง E! สตาร์ทอัพที่ทำนิตยสารออนไลน์ ย้ายไปอยู่บ้านนอก จนสุดท้ายมาอยู่เอเจนซีในซีแอตเทิลตอนอายุประมาณ 30

“ช่วงนั้นงานมันสนุกนะ ชีวิตแฮปปี้สุดๆ เลย แต่มันไม่มีความหมายอะ มันเหมือนกับเราหิวความหมาย จริงๆ เราเป็นคนที่ตามหาความหมายของชีวิตมากๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เราไปทำงานกดดันๆ เพราะคิดว่า pressure is the best แต่พอวันหนึ่งมันหิวความหมายขึ้นมา อยากทำงานที่ได้ใช้ strategic มากขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจไปเรียนต่อโทด้าน UX Design

“แต่ถามว่าการตัดสินใจเปลี่ยนรอยต่อชีวิตมันยากไหม? โคตรยากเลยนะ ยากสุดๆ เพราะเราต้องถอดอีโก้ออกให้หมด ต้องเริ่มใหม่พร้อมๆ กับเด็กอายุ 20 ต้นๆ เราคิดอยู่นานมาก แต่ก็เลือกทำตามสิ่งที่ใจฟูมากกว่าการเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ เท่ๆ คือเราปรับเปลี่ยนชีวิตตามความรู้จักตัวเอง 

UX Designer
Amazon

“ตอนนั้นคำว่า UX มันเพิ่งเริ่มมี เรารู้สึกว่าน่าสนใจว่ะ มันคืองานดีไซน์ที่ทำให้คนใช้งานง่าย เรากำลังทำของที่คนได้ใช้จริงๆ มากกว่า ซึ่งมันเชื่อมกับความถนัดของเรานะ อิงเป็นคนชอบคิด ถ้ามีอาชีพนักคิด อาจจะเป็นไปแล้ว (หัวเราะ) แต่มันไม่มีไง พอเจอ UX ที่ได้ใช้ทั้งสกิลดีไซน์และการคิดเพื่อคนอื่น เลยรู้สึกว่านี่แหละที่เหมาะกับเรา

“พอเรียนจบก็ได้งานที่ Amazon เลย เพราะโปรเจกต์จบเป็นแอปฯ แล้วรีครูตเตอร์ที่นั่นเขามาเห็น จริงๆ เราสัมภาษณ์หลายที่นะ ทั้ง Google Microsoft แต่อยากทำ Amazon ที่สุด เพราะเราชอบเรื่องเดลิเวอรีมาก มันคือ magic แค่อยากได้สิ่งนี้แล้วอีก 2 วันมันมาถึงบ้าน เราอยากเป็น part of this magic เลยตัดสินใจไปที่นี่ ซึ่งอิงเข้าไปในช่วงยุคบุกเบิกที่เว็บไซต์ยังไม่สวยอยู่เลย (หัวเราะ) หุ้นก็ยังตัวแดงตลอด ช่วงแรกๆ ทีมดีไซน์ต้องทำเองแทบทั้งหมด ทั้งดีไซน์ โค้ดหน้าจอ ยันรีเสิร์ช

“เดือนแรกใน Amazon เราถามตัวเองเลยนะว่ากูทำอะไรอยู่ที่นี่ เพราะเราคือชนกลุ่มน้อยสุดๆ เป็นผู้หญิงเอเชียที่ไม่ได้เกิดที่นั่น ท่ามกลางวิศวกรที่เชื่อแค่เรื่องโหลดเร็ว แอปฯ ดี เราต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรื่องวิศวกรรมอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ประสบการณ์ของผู้ใช้งานมันสำคัญนะ 

“งาน UX ตอนนั้นยังเป็นงานของฝรั่งสุดๆ เราถูกโยนไปทำโปรเจกต์ Amazon Canada ที่ไม่มีใครเอาแล้ว อิงต้องตามเด็กที่อายุน้อยกว่า วัฒนธรรมการทำงานก็ไม่เหมือนเอเจนซีที่เคยทำมาเลย แต่เราเป็นคนโรแมนติกมั้ง อิงตื่นมาคิดแค่ว่า วันนี้จะทำยังไงให้เดเวลอปเปอร์ทำงานง่ายขึ้น ให้ลูกค้าได้ของดีขึ้น ผ่านไป 2 เดือน ทีมเดฟยอมแพ้ในความจริงใจ เพราะเขาเห็นว่าเราไม่ได้มายัดเยียดงาน แต่เรามาเพื่อช่วยเขาจริงๆ 

“โปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Amazon Reinvent เปลี่ยนดีไซน์ทั้งระบบให้เป็นสีดำแบบที่เห็นทุกวันนี้ คือต้องคุยกับ executive เยอะมาก ได้ทำงานกับ Jeff Bezos และ Dave Clark อดีต CEO ได้เห็นว่าบริษัทที่รวยที่สุดในโลกเขาทำงานกันยังไง เห็นลีดเดอร์ที่ดูไม่เท่ ไม่ได้พูดเก่งแบบในหนังสือ แต่ทุกวินาทีคือความชัดเจน

“มันทำให้เรานับถือเดฟ คลาร์กมาก เขาเป็นคนถ่อมตัวและน่านับถือสุดๆ เขาคือหัวหน้าที่เปลี่ยนชีวิตเรา เขาทำให้อิงรู้ว่าการทำงานกับคนเก่งมันสำคัญแค่ไหน และหัวหน้าคือคนที่คอย shape เราจริงๆ

“อีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่นี่คือการคิดให้ครบและเร็ว ที่ Amazon เขาไม่ใช้ PowerPoint เขาใช้การเขียน press release หรือแถลงข่าว เพื่อให้เห็นภาพว่าถ้าฟีเจอร์นี้ปล่อยออกไปแล้วหน้าตามันจะเป็นยังไง หลักการของมันคือการเริ่มต้นจากจุดจบ คือก่อนที่จะลงมือทำสิ่งนี้ คุณได้คิดก่อนไหมว่าถ้ามันประสบความสำเร็จแล้ว คุณจะรู้สึกยังไง ลูกค้าจะพูดว่าอะไร? ซึ่งมันคือการลองทำธุรกิจในราคาที่ถูกที่สุด คือใช้แค่กระดาษกับปากกา และเวลาอย่างมากก็แค่ 2-3 ชั่วโมง ดีกว่าไปเสียเงินมหาศาลทำจริงแล้วเพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่

“และสิ่งที่สำคัญพอๆ กันคือสิ่งที่เรียกว่า FAQ เราต้องคิดให้ครบว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ ชาวบ้านจะถามอะไรเราบ้าง เช่น ทำแล้วจะขาดทุนไหม โอเปอเรชั่นจะไหวเหรอ คู่แข่งจะว่ายังไง กระบวนการนี้มันคือการ think through, act fast คือคิดให้ครบและต้องเร็ว เราเอามาเป็น value ของ Hato Hub จนถึงทุกวันนี้เลยนะ เพราะการลงมือทำไปโดยไม่คิดเนี่ยคือสิ่งที่แพงที่สุดในโลกธุรกิจแล้ว”

University Lecturer
Chulalongkorn University

“ตอนตัดสินใจกลับไทยนี่เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตเลยนะ คือเราได้ทุกอย่างที่อยากได้หมดแล้ว ทั้งวีซ่า บ้าน หมา เพื่อน อิงกะว่าจะรีไทร์ที่นั่นด้วยซ้ำ แต่ที่ต้องกลับเพราะเรื่องส่วนตัวที่บ้านมันเร่งด่วน ตอนนั้นมานั่งถามตัวเองเลยว่าถ้าอายุ 80 แล้วมองย้อนกลับมา อิงจะเสียใจเรื่องไหนมากกว่ากัน

“คำตอบคืออิงจะเสียใจถ้าไม่รักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ เลยทิ้งทุกอย่างกลับมาแบบไม่มีแผนเลย ตอนนั้นต้องตื่นตี 3 เพื่อทำงานกับทีมอเมริกาต่ออีกปีหนึ่งเพราะเจ้านายขอไว้ เรียกว่ากลับมาเริ่มจากศูนย์แบบไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคารไทยเลยด้วยซ้ำ

“กลับมาก็มีโอกาสได้ไปเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ อยู่ปีหนึ่งนะ แต่พอทำจริงๆ กลับรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ค่อยดี คือเราไม่ใช่คนเรียบร้อย แล้วอาจารย์จุฬาฯ ทุกคนเขาดูเรียบร้อยกันหมด (หัวเราะ) ที่สำคัญคืองานเอกสารมันเยอะมาก ดูแล้วไม่ไหวว่ะ ไม่ใช่ทางเราเลย ก็เลยเริ่มคิดต่อว่าจะทำอะไรดี

“หลายคนมีเป้าหมายการทำงานที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมาการทำงานที่สหรัฐฯ ทำให้อิงสามารถติ๊กถูกในเรื่องหน้าที่การงาน เงินเดือนมาแล้ว ณ เวลานั้นที่กลับมาไทย เลยพยายามคิดว่าเราต้องการอะไร คำตอบคืออิงอยากรู้ว่าชีวิตของอิงต่อจากนี้มันจะสามารถสร้างความหมายแบบไหนได้อีกบ้าง ตอนแรกคิดไปถึงขั้นจะเป็นอาสาอยู่ในป่าเลย แต่ก็เริ่มเห็นเทรนด์สตาร์ทอัพที่ตอนนั้นมันถูกสร้างภาพว่าเป็นของใหม่ที่ดีกับมนุษย์โลกและสร้างวัฒนธรรมที่ดี อิงเลยรู้สึกว่าน่าสนใจ

“ตอนเป็นอาจารย์ก็ใช้ความเป็นอาจารย์นี่แหละไปทำรีเสิร์ช จนได้ข้อสรุปว่าธุรกิจที่ช่วยคนได้ง่ายที่สุดคือฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งจริงๆ ไม่ได้อินเรื่องอาหารนะ แต่อินเรื่องการทำธุรกิจมากกว่า ตอนนั้นปี 2016 คนยังงงอยู่เลยว่าอาหารจะส่งกันยังไง แต่เราชอบความสะดวกแบบเดลิเวอรี ที่สำคัญคือมันสร้างอาชีพให้คนหลังบ้านและส่งต่ออาหารดีๆ ให้คนอื่น มันเป็น really good thing ที่อิงอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ”

Startup Founder
Indy Dish

“ถ้าถามว่าสกิลพนักงานกับเจ้าของธุรกิจต่างกันยังไง อิงว่าพนักงานหลายตำแหน่งมีสกิลคล้ายเจ้าของเลยนะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานใกล้ชิดซีอีโอ แทบจะทำเหมือนกันเลย แต่จุดที่ต่างกันเรื่องเดียวเลยคือความกล้าเสี่ยง คุณยอมรับได้ไหมถ้ามันล้มเหลว

“อีกอย่างคือการเป็นเจ้าของธุรกิจมันต้อง drive ด้วยตัวเอง เวลาเราเป็นพนักงานเราอาจจะคิดว่าถ้าฉันเป็นเจ้าของจะทำแบบนั้นแบบนี้ แต่พอเป็นเองคุณจะเข้าใจเลยว่ามันไม่ง่าย เขาคิดมาหมดแล้วล่ะ แต่อาจจะไม่ได้บอกคุณ (หัวเราะ)

“คนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจต้องสนุกกับการคิดไอเดียจากศูนย์ ต้องมีลูกสู้มีลูกบ้านิดหนึ่ง คุณโอเคไหมที่จะมองไปข้างหลังแล้วไม่มีอะไรเลย คุณรับความเครียดได้แค่ไหน เพราะธุรกิจมันคือการแบกชีวิตคนอื่น และมันจะเป็นครั้งแรกที่คุณจะพูดกับใครไม่ได้เลย แม้แต่แฟนหรือลูกน้องบางทีก็พูดไม่ได้ สื่ออาจจะชอบทำให้ภาพเจ้าของดูเท่ แต่เขาไม่โชว์โมเมนต์ไม่เท่ตอนล้มเหลวอีก 90% ไง

“อิงเองชอบการทำงานแบบ Zero to One คือทำตั้งแต่กระดาษเปล่า พนักงานเก่งๆ ส่วนใหญ่ต้องทำ One to N ให้ดี แต่เจ้าของธุรกิจต้องทำ Zero to One ให้ได้ทุกวัน อิงว่าเรื่องนี้คือการรู้จักตัวเองล้วนๆ เลย ซึ่งพอตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจ อิงก็เอาประสบการณ์จาก Amazon มาทำ feasibility test เองจนมั่นใจว่าฟู้ดเดลิเวอรีมาแน่ 

“ตอนนั้นเริ่มทำแอพฯ Indy Dish เวอร์ชั่นแรก ซึ่งก๊อบปี้โมเดล Amazon Prime Now มาเลย คือเน้นส่งทันที ไปเช่าออฟฟิศที่การท่าเรือราคาเดือนละ 4,000 ทำเป็นศูนย์กระจายสินค้า ร้านมาส่งของตอนตี 5 ก็นั่งจัดของเองหมดว่าใครสั่งอะไร ทำทุกอย่างตั้งแต่เขียนโค้ดยันจัดของด้วยมือคนล้วนๆ เลย ซึ่งตอนนั้นมันก็สำเร็จในระดับหนึ่งนะ จนได้เข้า dtac Accelerate ได้เงินทุนมาสเกลงาน

“แต่ความจริงคือมันขาดทุน เพราะตอนนั้นเรายังใหม่มากกับธุรกิจเดลิเวอรี อิงตั้งค่า GP ไว้แค่ 10% ซึ่งในเชิงโครงสร้างราคามันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี volume มหาศาลจริงๆ ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของสตาร์ทอัพคือการโตแบบก้าวกระโดดเพื่อสร้างผลตอบแทนตามที่โจทย์ธุรกิจวางไว้ แต่โมเดลของ Indy Dish ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สเกลได้เร็วขนาดนั้น พอพยายามแก้ด้วยการเปิดครัวเองเพื่อเพิ่ม margin ก็เลยได้รู้ว่า เชี่ย นรกมีจริง (หัวเราะ) การทำโอเปอเรชั่นร้านอาหารมันยากมากจริงๆ ทั้งเรื่องคน เรื่องระบบหลังบ้านที่เราไม่ถนัดเลย

“พอถึงช่วงโควิดที่เงินทุนเริ่มหมด อิงเลยได้บทเรียนสำคัญว่าเราไม่ใช่สายโอเปอเรชั่นและจริตเราอาจจะไม่เหมาะกับโจทย์ที่ต้องสเกลเร็ว มันมีความขัดแย้งในใจบางอย่างที่เราอธิบายไม่ได้ในตอนนั้น พอธุรกิจไปต่อไม่ได้ อิงเลยตัดสินใจรับผิดชอบในแบบของตัวเองด้วยการเอาเงินส่วนตัวไปเคลียร์กับซัพพลายเออร์และพนักงาน ซึ่งในการทำธุรกิจมันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ดีนัก แต่ในฐานะเจ้าของอิงแค่ต้องการจบพาร์ตนี้ให้ค้างคาน้อยที่สุด เพื่อที่เราจะได้ลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นต่อได้โดยไม่มีอะไรติดค้างในใจ”

“ช่วงนั้นอิงดิ่งมากจนเป็นซึมเศร้าต้องหาหมอ คือไม่ได้เศร้าเพราะเงินหมดนะ แต่เศร้าเพราะรู้สึกว่าตัวเองทำให้คนที่เชื่อใจเราล้มเหลว เราแบกความรู้สึกผิดต่อพนักงานและนักลงทุนไว้หนักมาก แต่บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่ได้มาคือ happiness is a decision, not a consequence ความสุขคือการตัดสินใจว่าเราจะมีความสุข ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตามมาจากความสำเร็จ คนมีทุกอย่าง แต่ไม่มีความสุขก็เยอะ คนไม่มีอะไรเลยแต่มีความสุขก็มี

“อิงข้ามผ่านมาได้เพราะคำแนะนำจากหมอว่า ‘ถ้าอยากมี meaning การมีชีวิตอยู่อาจจะมี meaning มากกว่าการจากไปนะ’ อิงใช้เวลาคุยกับหมอหลายเดือนจนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่า อิงคงทำอะไรบางอย่างที่มีประโยชน์ได้ เลยเลือกที่จะอยู่เพื่อที่จะไม่เป็นภาระของใคร และให้อะไรที่เป็นแง่บวกกับคนอื่น”

CEO & Co-founder
Hato Hub

“ถ้าจะพูดถึงโมเดลธุรกิจ จริงๆ มันไม่มีอะไรเลยนะ ธุรกิจคือก้อนอะไรก็ไม่รู้ที่ส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้ลูกค้า มันมีองค์ประกอบแค่ 3 อย่างคือ มี product, customer และมี value ถ้าลูกค้าพอใจเขาจะให้เงินเรา และเราก็ให้ value เขา มีแค่นั้นเองถูกไหม 

“คราวนี้การทำให้ภาพนี้มันเกิดขึ้นมันมีหลายโมเดล ทั้งแบบ bootstrapped ที่ทำธุรกิจให้มีเงินเลี้ยงตัวเองได้, แบบ Traditional SME ที่กู้เงินมาทำชัวร์ๆ หรือแบบ VC (venture capital) ที่รับทุนก้อนใหญ่เข้ามาเพื่อสเกลให้โตแบบก้าวกระโดด

“สำหรับ Hato Hub เราเลือกเริ่มแบบที่หนึ่ง คือ bootstrapped เพราะเรารู้ว่าเราเหมาะกับแบบนี้ เราชอบที่เราได้ควบคุมสิ่งต่างๆ เอง เหมือนจริตที่เราผ่านมาตั้งแต่งานแต่งเพลงหรืองานดีไซน์ คือเราเป็นพวกทำได้หลายอย่าง และเราอยากให้ธุรกิจมันอยู่ได้ด้วยตัวเอง นี่คือกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูก เพราะถ้าเลือกแบบ VC มันจะควบคุมเราทุกอย่างเลย เราจะไม่มีอิสระ 

“เรื่องต่อมาคือโปรดักต์ของ Hato Hub รอบนี้เราไม่ทำอะไรที่เป็นโอเปอเรชั่นเลย ขนาดออฟฟิศยังไม่มีเลย (หัวเราะ) เพราะเราเข็ดแล้ว อิงรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถนัดที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะลด โอเปอเรชั่นให้หมด บัญชงบัญชีจะจ้างแพงแค่ไหนก็จ้างไปเถอะ เพราะเราจะไม่ทำเอง โปรดักต์ของเราเลยเป็นซอฟต์แวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถนัดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารหรือการขนส่งเหมือนรอบก่อน

“ซึ่งไอเดีย Hato Hub จริงๆ มันเกิดท่ามกลางความฉิบหายช่วงโควิด ตอนแรกเราเริ่มจากเป็นเดลิเวอรีที่ไม่เสีย GP เพราะตอนนั้นร้านอาหารโดนล็อกดาวน์หมด เราไม่คิดอะไรเลย ทำยังไงก็ได้ให้เขามีรายได้เข้ามา แต่พอผ่านวิกฤตไป เราเพิ่งรู้ว่าปัญหาจริงๆ ของร้านอาหารคือเขาไม่เข้าใจลูกค้าเลยเว้ย

“แพสชั่นของเราจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารนะ แต่คือการช่วยคนทำธุรกิจ ปัญหาของร้านอาหารคือเขารู้จักแต่โปรดักต์ เช่น ก๋วยเตี๋ยวอร่อย แต่เขาไม่รู้จักลูกค้า และไม่สามารถส่งมอบคุณค่าได้มากกว่าแค่อาหาร เขาเลยต้องพึ่งพานายทุนหรือแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เพื่อหาอินไซต์ แล้วเขาก็จะโตแบบมึนๆ ว่าทำไมวันนี้ขายดี วันนี้ขายไม่ดี

“Hato Hub เลยเปลี่ยนจากการทำแพลตฟอร์มมาทำ tool หรือเครื่องมือแทน เพื่อให้เขามีมีดมีดาบเป็นของตัวเอง ทั้งระบบ CRM, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือระบบเดลิเวอรีของตัวเอง เพื่อให้เขาสามารถ ‘รู้จัก รู้ใจ และเอาใจ’ ลูกค้าได้แบบครบวงจร 

“สิ่งสำคัญคือเราพยายามทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ เช่น ถ้าลูกค้าต้องการโซลูชั่นนี้แต่เราไม่มี เราก็บอกเขาตรงๆ และพร้อมแนะนำเจ้าอื่นที่จะตอบโจทย์เขาจริงๆ เพราะอิงเชื่อในสิ่งที่สตีฟ จอบส์ บอกว่า ‘คุณจะทำงานได้ดี คุณต้องคิดว่างานนี้มันเป็น good work’ มันอาจจะไม่ใช่ทางที่รวยเร็วที่สุด แต่มันยั่งยืนที่สุดในมุมของอิง 

“ส่วนเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน อิงว่ามันมาพร้อมกับกระดุมเม็ดแรกนั่นแหละ ที่นี่เรา selective คนสุดๆ เราเน้นคนที่มีศักยภาพสูงและยึดถือใน value เดียวกัน เนื่องจากเรามีคนน้อย เราเลยอยากให้เขาเติบโตเยอะๆ และดูแลเขาให้ดีที่สุด คนที่เหมาะกับเราต้องไม่ใช่คนประเภทที่มองว่างานเป็นแค่อาชีพ แต่ต้องเป็นคนที่คิดเพื่อลูกค้าจริงๆ แม้แต่เดเวลอปเปอร์ก็ต้องกล้าลุกขึ้นมาเถียงกับดีไซเนอร์ว่าแบบนี้ลูกค้าจะใช้ดีจริงเหรอ ถ้าเขาเอนจอยแบบนั้น เขาจะเหมาะกับเรา

“อิงเรียนรู้เรื่องการสร้างคัลเจอร์มาจาก Amazon คือการเปลี่ยนคนทั้งบริษัทมันยาก เลยใช้แนวคิด Two-Pizza Team คือทีมที่กินพิซซ่า 2 ถาดอิ่ม หรือประมาณ 5-6 คน เราเริ่มจากการทำให้คนกลุ่มเล็กๆ นี้อินแล้วทำ project ให้มันปังขึ้นมา แล้วค่อยให้คนอื่นนำไปใช้ตาม เพราะเราเข้าใจแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงมันต้องเริ่มจากคนน้อยๆ เหมือนการทำเอสเปรสโซมันต้องมีหัวเชื้อที่เข้มข้นก่อน แล้วค่อยแพร่กระจายออกไป ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนทั้งบริษัทพร้อมกันทีเดียว มันไม่มีความเข้มข้นพอ

“ที่ผ่านมาอิงถามตัวเองอยู่ตลอดว่าอาชีพที่ใช่คืออาชีพแบบไหน พออายุ 40 อิงตอบได้แล้วว่า อาชีพที่เหมาะกับเรามันเหมือน ‘เลเยอร์เค้ก’ ความถนัดคือเลเยอร์แรกที่สำคัญที่สุด ส่วนเลเยอร์ที่สองมันแล้วแต่ช่วงชีวิตนะ จะสนุก มีความหมาย มีเงิน หรือความภูมิใจ แต่วงกลมที่สำคัญที่สุดคือต้องทำในสิ่งที่ถนัด เพราะถ้าไม่ถนัดปุ๊บเราจะทำได้ไม่ดีเลย

ถ้าถามว่าทุกวันนี้อิงเจองานที่ใช่หรือยัง อาจจะต้องกลับมาดูเลเยอร์ที่ 2 ซึ่งในตอนนี้อิงต้องการทำงานที่มันมีความหมาย นั่นก็อาจจะบอกได้ว่า Hato Hub นี่แหละที่ตอบคำถามนั้น ว่างานที่ใช่สำหรับอิงในตอนนี้คืองานอะไร”

Mentor & Content Creator
Daily Darin / Success Recipe / Darin Suthapong Youtube

“วันนี้อิงถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เพราะรอดตายมาได้ ตั้งแต่วันที่คิดว่าจะไม่อยู่แล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่คือแค่ต้องการสร้าง positive impact ซึ่งช่อง Daily Darin มันตอบโจทย์เรื่องชีวิต ส่วน Success Recipe ตอบเรื่อง positive impact ผ่านการให้ความรู้ในเรื่องธุรกิจร้านอาหาร มันเลยลิงก์กับชีวิตเราร้อยเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ รวมถึงช่องยูทูบ Darin Suthapong ที่ใช้ถ่ายทอดทักษะ knowledge management และการเขียนด้วย เพราะสิ่งนี้คือเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดที่ฉุดเราขึ้นมาจากโรคซึมเศร้า และเป็นคีย์หลักที่ใช้สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าถอดทุกบทบาทออก เราเลยอยากให้คนจดจำในฐานะเมนเทอร์คือเหมือนกับว่าชีวิตคนเป็นผืนผ้า ผ้าก่อนซักมันสีเทาๆ พอหลังซักหรือฟังเราแล้วชีวิตเขาดีขึ้น เราอยากให้เขาจำ value ตรงนั้นได้ แม้เขาจะจำไม่ได้เลยว่าคนสอนชื่ออะไรหรือตายด้วยโรคอะไรก็ตาม (หัวเราะ) 

“เราเลยไม่เคยสนยอดวิวนะ แค่มีคนดูคนหนึ่งแล้วชีวิตเขาดีขึ้น เราถือว่าวิดีโอนั้นสำเร็จแล้ว มันคือความหมายของชีวิตที่ได้มาจากการเกือบตายจริงๆ เพราะอิงเคยสัญญากับตัวเองว่าถ้ารอดจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้ อิงจะถอดบทเรียนว่าอะไรที่ทำให้เรารอด วิธีอะไรที่สร้างชีวิตใหม่ให้เราขึ้นมา 

“ส่วน Success Recipe มันก็คือการเล่าเรื่องที่จริงใจที่สุดให้เจ้าของร้านอาหาร ต่อให้มันไม่สร้างยอดขายให้ Hato Hub เลยก็ตาม แต่ถ้าเราทำดีที่สุดและจริงใจที่สุด อิงเชื่อว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดีเอง ซึ่งทั้งหมดนี้มันกลับมาที่เรื่องพื้นฐานคือการรู้จักตัวเอง

“ถ้าถามว่าทำไมงานที่อิงทำมันดูสำเร็จและน่าพูดถึงเสมอ อิงว่าอิงไม่ได้เก่งนะ แต่อิงจริงใจกับตัวเอง คนส่วนใหญ่เลือกงานจากปัจจัยภายนอก แต่อิงเริ่มจากการรู้จักตัวเองว่าถนัดอะไรและอะไรสำคัญกับเรา พอเราตัดสินใจจากความต้องการของตัวเอง คาแร็กเตอร์มันจะชัดและมีสตอรี่ทันที นี่คือสิ่งที่หล่อหลอมให้การเดินทางในแต่ละงานของเรามันมีแง่มุมให้พูดถึง

“เรื่องของเรามันอาจจะดูได้ทำแต่งานดีๆ แต่จริงๆ เราพยายามสุดๆ ในทุกครั้งที่สมัครงานนะ เบื้องหลังงานเหล่านี้คือโดนปฏิเสธมาเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่มันทำให้เราได้ปรับปรุงตัวเองทีละ 1% เพราะทุกครั้งที่โดนปฏิเสธ เราจะขอฟีดแบ็กตลอด เพื่อมาดูว่าเราพลาดตรงไหน เพราะอิงรู้ตัวว่าอิงไม่ใช่คนเก่ง แต่อิงเป็นคนที่ปรับปรุงได้เสมอ”

วิธีคิดที่ทำให้แบรนด์โตวันโตคืนโดยไม่จำเป็นต้องเก่งไปเสียทุกอย่างในแบบ Sunbeary จากงาน WTF

ชานม BEARHOUSE ที่แมสจนต้องเร่งขยายสาขา จนตอนนี้มีทั้งหมด 73 สาขา, หมึกกรุบหมดแทบทุกร้านสะดวกซื้อและกลายเป็นไวรัลเมื่อลิซ่าและโรเซ่แห่งวง BLACKPINK บอกว่า นี่คือขนมที่พวกเธอรักจนต้องพกติดกระเป๋าไว้ ไปจนถึง Sunsu ขนมเยลลี่ถูกใจคนรักสุขภาพ

รู้ตัวอีกที ‘ซารต์–ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช’ และ ‘กานต์–กานต์ อรรถกร’ อดีตยูทูบเบอร์ชื่อดังจากชันแนล Bearhug ก็ได้สร้าง ‘Sunbeary’ อาณาจักรธุรกิจขนมคบเคี้ยวที่ฮิตติดลมบนไปทั่วประเทศ ทั้งเคยสร้างปรากฏการณ์น่าตื่นเต้นอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น

ความน่าสนใจคือพวกเขาทั้งสอง โดยเฉพาะ ซารต์ ปัทมพร ที่ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนทำอาหารเป็นหรือทำอาหารเก่ง แต่กลับสามารถทำแบรนด์ขนมให้แมสติดตลาดโตวันโตคืนได้อย่างที่เห็น ซึ่งพวกเขาได้เผยเคล็ดลับความสำเร็จนี้ไว้ในเซสชั่นหนึ่งของงานอีเวนต์ WTF Festival 2026 โดยเราได้สรุปมาให้แล้วใน Keynote ตอนนี้

ให้รู้ก่อนว่ารักสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นจะนำพาเราไปแม้จะไม่ได้ทำมันได้ 100%

“ซารต์เป็นคนที่ทำอาหารไม่เก่ง ทำอาหารไม่เป็นเลยด้วย แต่ซารต์มีแพสชั่นในการกิน กินขนม กินของหวานวันหนึ่งได้เยอะมากๆ ตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์เราตระเวนกินร้านอาหารที่เขาว่าดังแทบทุกร้าน จนการกินติดเป็นนิสัยของเราไปแล้ว”

ซารต์เริ่มแชร์ให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำแบรนด์ขนมขาย ส่วนตัวเธอเป็นคนที่ชอบกินขนมมากๆ ความคลั่งไคล้ในการกินขนมของเธอถึงขั้นที่ว่า ถ้าเธอสนใจกินช็อกโกแลตในตอนนั้น เธอจะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อกวาดช็อกโกแลตแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกันว่ายี่ห้อไหนอร่อยถูกลิ้นเธอที่สุด เหมือนที่เราเห็นบ่อยครั้งสมัยทำช่อง Bearhug ที่มักจะมีตอนที่เธอรีวิวของกินด้วยความสุขเสมอ

กานต์ พาร์ตเนอร์ของเธอเสริมว่า นอกจากแพสชั่นในการกินแล้ว ซารต์ยังมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘ลิ้นเทพ’ ทำให้เธอสามารถเทสต์รับรสชาติของอาหารได้ละเอียดกว่าคนอื่น เมื่อนำมาผนวกกับการชอบกินที่เป็นทุน ซารต์จึงตัดสินใจทำแบรนด์ขนมโดยไม่ลังเล

กานต์อธิบายต่อว่า หน้าที่ของซารต์ในฐานะซีอีโอไม่ใช่การลงไปทำอาหารด้วยตัวเอง แต่เป็นการทำยังไงให้ ‘รสชาติ’ ที่ถูกปากเสิร์ฟไปถึงผู้บริโภค นี่จึงเป็นเหตุที่ซารต์บอกไปข้างต้นว่า การทำแบรนด์ขนมไม่จำเป็นต้องทำอาหารเก่งหรือทำอาหารเป็น แค่รู้ว่าเรารักและพิถิพิถันในการกินจริงๆ ก็พอ เหมือนกับการเปิดร้านขายผัดกะเพราที่ไม่ต้องผัดกะเพราเป็น แต่ต้องชิมรสชาติให้เป็น เพื่อจ้างเชฟที่เก่งมาเป็นคนผัด

ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องสร้างมาตรฐานให้กับแบรนด์ของตัวเอง

“ตอนที่เราเริ่มทำ BEARHOUSE เรามั่นใจว่ารสชาติที่เราทำตอนนั้นดีที่สุดแล้ว แต่พอสั่งมากินเองทุกๆ วัน ปรากฏว่ามีวันหนึ่งรสชาติมันเพี้ยนไป จนเรามาพบว่า ชาที่นำมาใช้ทำชานมจะมีรสชาติที่จางลงในฤดูฝน เป็นความรู้ใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน”

ซารต์ย้อนความกลับไปให้ฟังในวันที่เริ่มตั้งไข่ทำแบรนด์ชานม BEARHOUSE ซึ่งทั้งซารต์และกานต์มั่นใจว่ารสชาติที่ออกสู่ตลาดในวันนั้นถูกดีไซน์มาเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องของวัตถุดิบที่อาจมีรสชาติเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมได้ พวกเขายกตัวอย่าง ‘ใบชา’ ที่นำมาใช้ซึ่งจะมีรสชาติจางลงในฤดูฝน เดิมทีใบชาที่พวกเขานำมาใช้ในตอนแรกมาจากช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวที่มีรสชาติเข้มข้นมากกว่า

ณ เวลานั้น ซารต์มีสองตัวเลือก คือจะปล่อยชาล็อตดังกล่าวขายต่อ หรือตีสต็อกกลับมาแต่ต้องแลกกับการแบกรับค่าวัตถุดิบหลักล้าน ซึ่งจริงๆ ซารต์จะยอมก็ได้เพราะรสชาติในตอนนั้นไม่ได้แย่ เรียกว่าสมบูรณ์ในระดับ 90% แต่สิ่งที่เธอทำคือการตัดสินใจตีสต็อกวัตถุดิบใบชากลับ ด้วยเหตุผลว่า ถ้ายอมรับคุณภาพ 90% ตอนนี้ อนาคตคุณภาพ 90% ก็จะกลายเป็นค่ามาตรฐานใหม่ของแบรนด์ และถ้ายอมรับเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ อนาคตคุณภาพของแบรนด์ก็จะตกลงอีก 

ซึ่งการ ‘ไม่ยอม’ ในครั้งนั้นเองกลายมาเป็นการสร้าง ‘มาตรฐานคุณภาพ 100%’ ให้กับอาณาจักรขนมของ Sunbeary จนถึงทุกวันนี้ และทุกวันนี้ซารต์ยังเป็นคนลงไปชิมขนมและชานมทุกล็อตที่จะวางขายในตลาดเสมอเพื่อรสชาติที่ตรงตามมาตรฐานที่สุด

ตั้งเป้าหมายให้ไกลแล้วชวนคนข้างๆ ไปกับเราด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักได้ยินว่า การจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ คือต้องทำให้คนในองค์กรเห็นภาพเป้าหมายเดียวกันกับเจ้าของ คำถามคือภาพที่ว่ามันเป็นแบบไหนกันล่ะ?

ด้วยความที่เป็นเรื่องในอุดมคติสุดๆ ว่าเป้าหมายที่วางไว้หน้าตามันเป็นยังไง แล้วจะไปถึงด้วยกันได้จริงๆ หรือ? วิธีของซารต์และกานต์ทำง่ายๆ ด้วยการพาคนในทีมไปสัมผัสด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างในช่วงที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Sunsu ซารต์และกานต์พาคนในทีมไปที่แฟลกชิปสโตร์ M&M Chocolate World ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อให้ทีมเห็นว่าฝันของแบรนด์ Sunsu จะต้องก้าวไปถึงระดับเดียวกันกับ M&M ที่กลายเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่คนรู้จักไปทั่วโลก

ซารต์และกานต์มองว่าการ ‘ลงทุน’ กับ ‘บุคลากร’ เป็นสิ่งที่จำเป็นและได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากๆ สิ่งนี้เปลี่ยนมายด์เซตของคนในทีมให้ฝันไกลไปด้วยกันมากขึ้น ซารต์แชร์ว่า จากเมื่อก่อนที่มีไอเดียทำเยลลี่ Sunsu หลายรสชาติ แต่มักถูกน้องในทีมค้าน แต่หลังจากที่กลับมาจากเซี่ยงไฮ้กลายเป็นว่าทุกคนสนุกกับการทำงาน และตอบรับไอเดียกันและกันมากขึ้น

จงเป็นเม่นที่เก่งในทางของตัวเองและรู้ว่าตัวเองจะทำอะไร

ช่วงท้ายของเซสชั่นกานต์นิยามการทำธุรกิจของพวกเขาว่าเป็นเหมือน ‘เม่น’ ที่อาจไม่เก่งหลายเรื่องเหมือนสุนัขจิ้งจอก แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือการทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เหมือนกับเม่นที่ถนัดในการม้วนป้องกันตัว ซึ่งสิ่งที่พวกเขามองว่าทำได้ดีที่สุดและรักที่สุด คือ ‘การกิน’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจตั้งแต่วันแรก

ก่อนจะจากกันไปกานต์นำสิ่งเล่ามาทั้งหมด ขมวดแชร์เป็นเฟรมเวิร์กที่น่าสนใจไว้สั้นๆ 3 ข้อ เพื่อให้คนทำธุรกิจนำไปปรับใช้กันได้ นั่นคือ

1. What You Love รู้ก่อนว่าสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำคืออะไร อย่างที่พวกเขาตอบตัวเองได้ว่าเป็นคนชอบกิน

2. What Pays Well ขายอะไรแล้วคนถึงจะยอมจ่าย การที่พวกเขาเลือกขายขนม เพราะเชื่อว่าต่อให้เทคโนโลยีจะเข้ามา disrupt คนทำงาน แต่มีสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีไม่มีวันเข้ามาแทนที่ได้คือ ‘ขนม’ เพราะยังไงมนุษย์ต้องกินอยู่วันยังค่ำ

3. What You’re Good At เมื่อตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบเจอแล้ว ต้องรู้ต่อว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไร เหมือนกับที่ซารต์รู้ว่าเธอชอบการกิน และสิ่งที่เธอทำได้ดีคือการชิมรสชาติ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจว่าเธอชิมรสชาติได้ดีมาจากตอนที่เธอรีวิวของกินในฐานะยูทูบเบอร์แล้วมีคนดูไปกินตาม พร้อมฟีดแบ็กกลับมาว่า อร่อยเหมือนกัน

kanomsiam ตำนานขนมครกใบเตยที่อยู่คู่สยามมากว่า 50 ปี ในวันที่โกอินเตอร์ท่ามกลางความเสี่ยง

ในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่มีร้านขนมเปิดใหม่แทบทุกสัปดาห์และขนมจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาให้คนไทยได้ลิ้มลอง มีร้านขนมไทยร้านหนึ่งที่เลือกจะขาย ‘ขนมครกใบเตย’ หรือที่บางคนเรียกว่า ‘ขนมครกสิงคโปร์’ อย่างเงียบๆ แต่อยู่มานานถึง 50 ปี

ถึงจะไม่ใช่ขนมที่คนรุ่นใหม่พูดถึงมากที่สุด แต่น่าจะเป็นขนมที่คน เจนฯ Y, เจนฯ X และเบบี้บูมเมอร์หลายคนคิดถึงมากที่สุดเมื่อมาเดินสยาม เราคือหนึ่งในนั้นที่เคยได้ลิ้มลองขนมครกสิงคโปร์ตั้งแต่สมัยมัธยมที่ต้องเข้ามาติวหนังสือในละแวกนี้ เพียงแค่ได้กลิ่นใบเตยหอมๆ จากเตาร้อน ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือกลิ่นของร้าน kanomsiam ตำนานร้านขนมครกใบเตยที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน

ท่ามกลางความเสี่ยงมากมายแต่ร้านแห่งนี้กลับเป็นร้านที่ได้ใจคนเจนฯY แบบเราและชาวต่างชาติไปเต็มๆ ถึงขนาดที่ อาร์–กรีเพชร หาญพงศ์พิพัฒน์ Chief Operating Officer และ Co-founder ของขนมสยาม เอ่ยปากว่ากว่า 70% เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ ทำให้มีโอกาสได้ไปออกบูทในหลายประเทศ รวมถึงเป็นร้านไทยหนึ่งเดียวที่อยู่ในห้องอาหารของโรงแรม Regent Hong Kong โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ต้องซื้อตั๋วเข้ามาเท่านั้นถึงจะกินอาหารในโรงแรมนี้ได้

ฟังดูน่าสนใจไม่น้อยในวันที่คนไทยจำนวนมากกำลังวิ่งหาขนมแปลกใหม่ กลับกลายเป็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนกำลังตกหลุมรัก ‘ขนมไทยเก่าๆ’ ที่คนรุ่นใหม่บางคนแทบไม่รู้จัก เบื้องหลังขนมชิ้นเล็กๆ เหล่านี้ มีเรื่องราวของการปรับตัว การแข่งขัน ต้นทุน และความเสี่ยงในการทำธุรกิจซ่อนอยู่ ทำให้เราตัดสินใจนัดพูดคุยกับอาร์ พร้อมกลับไปลิ้มลองรสชาติของขนมครกใบเตยที่คิดถึงอีกครั้ง

ความเสี่ยงที่ 1
จากร้านรถเข็น สู่ร้านขึ้นห้าง

อาร์–กรีเพชร หาญพงศ์พิพัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของขนมสยามเล่าให้เราว่าตั้งแต่ปี 1975 แม่ของเขาได้ไปเรียนการทำขนมครกใบเตยจากอาจารย์ท่านหนึ่ง แล้วนำสูตรมาดัดแปลงเป็นตำรับของตัวเองโดยเน้นให้ขนมมีความหอมใบเตย รสสัมผัสนุ่ม หวานกลมกล่อม แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และบางคนเรียกขนมชนิดนี้ว่าขนมครกสิงคโปร์ ทำให้เราอดที่จะถามไม่ได้ว่า ‘ทำไมขนมครกสิงคโปร์ถึงไม่มีขายในประเทศสิงคโปร์’ อาร์หัวเราะกับคำถามก่อนจะตอบว่า

“เพราะเป็นขนมที่คนไทยคิดขึ้นมาเอง แล้วแป้งมันสำปะหลังที่เอามาทำขนมนี้ยังไม่มีในไทย แต่ต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์เท่านั้น แต่ตอนนี้แป้งชนิดนี้มีในไทยแล้ว”

หลังจากได้สูตรมา แม่ของอาร์ได้เปิดร้านขายขนมครกใบเตยอยู่ที่สยามสแควร์ ฝั่งถนนอังรีดูนังต์ หน้าร้านสุกี้โคคา ซึ่งเป็นร้านชื่อดังในสมัยนั้น แม้จะเป็นร้านรถเข็นธรรมดาและในละแวกนั้นมีหลายเจ้าที่ขายขนมชนิดเดียวกันเต็มไปหมด แต่ก็มีภาพจำที่ทำให้ร้านขนมสยามแตกต่างจากร้านอื่น

“ตอนนั้นคนที่มากินสุกี้แล้วก็ต้องมากินขนมร้านแม่ผม เหมือนเป็นของที่ต้องกินคู่กัน ทำให้เราเปิดขายมาได้เรื่อยๆ และได้รับความนิยมขึ้นมา ถึงขนาดได้ไปออกอีเวนต์ตามที่ต่างๆ จนกระทั่งสุกี้โคคาย้ายร้าน ผมหมดสัญญาเช่าที่พอดี ประกอบกับตอนนั้น กทม.เริ่มจัดระเบียบทางเท้าไม่ให้ขายของตรงฟุตพาท เราเลยมาคิดกันว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้ร้านอยู่รอด”

การจะต้องเปลี่ยนสถานที่ขายของถือเป็นความเสี่ยงแรกที่เกิดขึ้น เพราะในสมัยก่อนยังเป็นร้านโนแบรนด์ที่ไม่มีชื่อร้าน แต่คนเรียกกันว่าขนมครกใบเตยสยาม และลูกค้าประจำจะเน้นจำว่าจะต้องซื้อขนมนี้จากแถวไหนหรือจำหน้าตาคนขายแทน

“ตอนนั้นเราเห็นว่าคนเริ่มขยับจากการกินข้าวข้างนอก เข้ามากินข้าวในพารากอน เราเลยเลือกเปิดร้านในพารากอน มีพี่สาวและผมมายืนขายเอง เพื่อที่จะบอกลูกค้าเก่าๆ ว่าเราย้ายจากฝั่งโน้นมาอยู่ในห้างแล้วนะ แล้วคนก็เริ่มตามมากินกันเรื่อยๆ”

ความเสี่ยงที่ 2
จากร้านโนแบรนด์ สู่การปั้นแบรนดิ้ง

อาร์ดูยูทูบเจอเรื่องการสอนทำแบรนดิ้ง ทำให้เขาได้ไอเดียว่าต้องเริ่มปั้นแบรนดิ้งให้กับร้านอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มีแบรนดิ้งก็อาจจะมีความเสี่ยงที่ร้านจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เขาจึงตั้งชื่อร้านสั้นๆ ว่าขนมสยามและใส่ปี 1975 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเปิดร้านอย่างจริงจังลงไป เพื่อให้คนจำได้

“เราเริ่มออกแบบโลโก้ ทำแพ็กเกจจิ้ง จากร้านสตรีทฟู้ด ผมก็จดเป็นบริษัทขึ้นมา ผมดูแลในเรื่องของการทำเอกสารการทำบัญชีทั้งหมด ส่วนการสื่อสารต่างๆ เราก็ทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทั้งหมดนี้เราทำกันเองไม่ได้จ้างคนนอกเลย ทีนี้เริ่มมีโมเดิร์นเทรดต่างๆ เขามาเห็นแล้วอยากให้เราไปออกบูทเราก็เลยต้องสร้างเป็นทีมขึ้นมา เริ่มหาพนักงาน จาก 1 คนกลายเป็น 2 คน และทีมก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมีพนักงาน 40-50 คน”

พอสาขาแรกเริ่มเข้าที่เข้าทาง อาร์ตัดสินใจค่อยๆ ขยายสาขาไปช้าๆ แต่มั่นคง โดยทุกสาขาที่เริ่มขยายเขาจะกลับมาทบทวนว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาก่อนจะเริ่มขยายสาขาใหม่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 11 สาขา อยู่ตามห้างดังต่างๆ เช่น สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เอ็มควอเทียร์ เอ็มโพเรียม เอ็มสเฟียร์ เทอมินอลอโศก วัน แบงค็อก เมกะบางนา

“ผมคิดว่าเราเติบโตมาได้ด้วยการปั้นแบรนดิ้งและมีทีมโอเปอเรชั่นหลังบ้านที่ดี พาร์ตไหนที่เราไม่ถนัดก็จ้างเอาต์ซอร์ส ตบธุรกิจให้เข้ารูปเข้ารอยในทิศทางที่เราจะไป ผมอยากให้แบรนด์นี้มันมีคุณค่า มีความหมายต่อคนรุ่นหลัง และเราไม่ได้พยายามทำแบรนด์ให้หรูหรา แต่เราพยายามสื่อสารว่าเรานี่แหละคือขนมสตรีทฟู้ดที่มาอยู่ในห้างได้”

ความเสี่ยงที่ 3
สงคราม ค่าเช่า และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี

แม้หน้าร้านจะยังเต็มไปด้วยกลิ่นขนมหวาน แต่หลังบ้านของขนมสยาม กลับเต็มไปด้วยตัวเลขต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อาร์เล่าว่าต้นทุนทุกอย่างเพิ่มสูงมากขึ้นถ้าเทียบกับรุ่นแม่ สมัยก่อนสามารถขายขนมครกใบเตยชิ้นละ 2 บาท ตอนนี้เขาก็พยายามกำหนดราคาที่ร้านอยู่ได้ และลูกค้าเลือกซื้อได้ง่าย ขายเป็นแบบกล่องละ 6 ชิ้น ราคา 60 บาท ตกชิ้นละ 10 บาท นอกจากเงินเฟ้อที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแล้ว เราอดสงสัยไม่ได้ว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่

“ต้นทุนแพงขึ้นเท่าตัวเลย โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งขึ้นประมาณ 70% ค่าขนส่งก็ขึ้นเท่าตัวหนึ่ง ค่าไข่ แก๊สก็ขึ้น ขึ้นทุกอย่าง ทำให้ภาพรวมต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 20% แต่เราก็ยังเลือกขายราคาเดิม เพราะในโลกของธุรกิจ การขึ้นราคาไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าเช่าที่ อาร์เล่าว่าเมื่อก่อนเริ่มตั้งแต่การเป็นร้านรถเข็นเสียค่าเช่าหลักพันต่อเดือน จนตอนนี้ต้องเสียค่าเช่าถึงหลักหมื่น ทำให้ต้นทุนค่าเช่าที่คิดเป็นประมาณ 40% ของต้นทุนทั้งหมด และพูดย้ำอีกว่า ‘คิดดูสิว่าผมเหลือกำไรเท่าไหร่’ แต่ในอีกมุมหนึ่งทำเลในห้างก็แลกมาด้วยกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้สาขาพารากอนทำยอดขายอันดับ 1 และเซ็นทรัลเวิลด์มียอดขายเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว

ความเสี่ยงที่ 4
รสมือที่เครื่องจักรก็แทนไม่ได้

แม้ในปัจจุบันขนมไทยหลายอย่างเริ่มเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อให้ผลิตได้จำนวนมาก แต่หากใครแวะเวียนไปหน้าร้านขนมสยาม จะยังเห็นพนักงานยังคงทำขนมแบบสดใหม่ในทุกวัน มาจากที่ในสมัยก่อนแม่ของอาร์ก็ทำขนมสดๆ หน้าร้าน โดยใช้เตาถ่าน ไม่มีแม้แต่การใช้นาฬิกาจับเวลาเหมือนในสมัยนี้ แต่ใช้การดมกลิ่นว่าเมื่อไหร่ที่มีกลิ่นหอมใบเตย แปลว่าขนมใกล้จะสุกแล้ว

ความเสี่ยงคือการจะทำยังไงให้ขนมออกมารสชาติดีเหมือนรสมือแม่มากที่สุด แม้ปัจจุบันจะมีการทำครัวกลาง เพื่อเตรียมวัตถุดิบมาให้ที่หน้าร้านและเปลี่ยนจากเตาถ่านเป็นเตาแก๊สแล้ว แต่ก็ยังต้องอาศัยฝีมือในการทำอย่างมาก ตั้งแต่การเช็กอุณหภูมิเตา ไปจนถึงการหยอดขนมลงบนเตา

“สิ่งที่เราไม่เหมือนร้านอื่นคือมีกลิ่นหอมใบเตย มีหน้าขนมที่ฟูขึ้นมาเอง โดยที่ที่ร้านไม่ได้ใส่ผงฟู ข้างในจะมีรูอากาศเป็นชั้นๆ และมีความยืดของเส้นใย ทำให้กินแล้วรู้สึกนุ่มละมุน มีรสชาติที่ไม่หวานเกินไป เพราะตอนนี้คนรุ่นใหม่กินรสหวานได้น้อยลง เราก็มีการปรับสูตรลดความหวานลงด้วย”

นอกจากขนมครกใบเตยแล้ว ปัจจุบันร้านยังเพิ่มเมนู ‘แป้งจี่’ เป็นขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียวดำกับข้าวเหนียวขาว และใส่มะพร้าวเหมือนกับขนมบ้าบิ่น แต่จุดที่แตกต่างกันคือขนมบ้าบิ่นไม่ใส่ไข่ ส่วนแป้งจี่จะใส่ไข่ ทำให้ได้สัมผัสที่นุ่มหนึบมากกว่า

อีกเมนูคือ ‘ขนมกรวยทอง’ หน้าตาอาจจะดูคล้ายโตเกียว แต่ต่างกันที่กรวยทองใช้แป้งแพนเค้กที่จะมีความนุ่มฟู ส่วนไส้ข้างในนอกจากจะมีไส้ธรรมดาอย่างคัสตาร์ด สังขยาใบเตย เผือก และอื่นๆ แล้วยังมีไส้ขนมไทยอย่างฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอดอีกด้วย ซึ่งเกิดจากการที่พี่สาวของอาร์ชอบทำหมด จึงทำไส้ที่เป็นโฮมเมดขึ้นมาใส่คู่กับขนมกรวยทอง

“ขนมกรวยทองเกิดมาตอนที่เรายกเลิกการขายขนมเบื้องไป เพราะเป็นขนมที่ทำยากมาก พนักงานหน้าร้านทำกันไม่ค่อยได้ ความยากอยู่ตรงที่น้ำหนักมือของคนทำ เวลาละเลงแป้งลงบนเตา จะให้ความบางกรอบของแป้งไม่เหมือนกัน เทกซ์เจอร์ก็จะแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งถ้าใช้เครื่องทำก็จะยิ่งต่างกันไปอีก เราเลยรู้สึกว่าถ้าคนยังทำไม่ได้ เลิกขายไปก่อนดีกว่า เพราะเราอยากขายสิ่งที่ดีให้กับลูกค้า”

ความเสี่ยงที่ 5
ขนมไทยที่เดินทางไกลถึงต่างประเทศ

แม้ตลาดขนมในไทยจะเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักขนมครกใบเตยมากเท่าสมัยก่อน และมีกระแสขนมต่างประเทศ รวมไปถึงขนมฟิวชั่นเข้ามามากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งขนมไทยกลับได้รับความสนใจจากต่างชาติมากขึ้น

“ลูกค้าเรา 30% เป็นคนไทย ส่วนมากเป็นคนที่กินกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ และอีก 70% เป็นลูกค้าต่างชาติ ส่วนมากคือสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม แล้วก็จีน”

การมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีในการพาธุรกิจให้อยู่รอด แต่ก็นับเป็นดาบสองคมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเช่นกัน เพราะในวันที่ค่าตั๋วเครื่องบินมาไทยแพง มีการขึ้นภาษีสนามบิน และความนิยมในการเที่ยวไทยของชาวต่างชาติลดลง ก็ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวที่มาเป็นลูกค้าค่อยๆ ลดลงเช่นกัน

จึงเกิดการไปหาลูกค้าถึงถิ่น ด้วยการออกบูทที่ต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ ที่อินโดฯ เนี่ยในงาน Asian Food ซึ่งมีร้านอาหารและขนมจากหลากหลายประเทศในเอเชียไปออกบูท และล่าสุดกับการเป็นร้านไทยหนึ่งเดียวที่อยู่ในห้องอาหารของ Regent Hong Kong โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ต้องซื้อตั๋วเข้ามาเท่านั้นถึงจะกินอาหารในโรงแรมนี้ได้

“มีคนจากโรงแรมนี้เขามาเที่ยวไทย แล้วได้มาชิมขนมเรา เขาบอกว่าเทกซ์เจอร์ไม่เหมือนกับขนมอื่นที่เคยกิน เลยซื้อขนมเราที่เป็น travel pack กลับไปต่างประเทศให้เพื่อนที่โรงแรมกิน สรุปทุกคนชอบ อยากให้เราไปเปิดในห้องอาหารของโรงแรม ทำขนมสดๆ ให้แขกได้กิน

“เราก็ขนทั้งอุปกรณ์และวัตถุดิบไปจากไทย พยายามทำสูตรให้เหมือนกันมากที่สุด เพราะมีวัตถุดิบบางอย่างที่เราไม่สามารถเอาไปได้ ต้องไปหาที่นู่น แต่ว่าพอทำออกมารสชาติและสียังใกล้เคียงกับที่ไทย มีลูกค้าคนไทยที่อยู่ที่โน่นเขาบอกว่าเห็นจากในโซเชียลฯ แล้วตามมากินเลยนะ ลูกค้าที่เป็นคนฮ่องกงก็มีมาบอกว่าซื้อตั๋วมาเพราะว่าร้านเรามาเปิดที่นี่เลยก็มี”

สำหรับในอนาคตขนมสยามก็อยากเติบโตอย่างมั่นคง ผ่านการเป็นขนมที่คนรุ่นแม่หลงรัก และคนรุ่นใหม่หันมาสนใจ จึงมีแผนอยากขยายสาขาในไทยและถ้าหาโลเคชั่นกับพาร์ตเนอร์คู่ใจได้ ก็อยากโกอินเตอร์ไปเปิดหน้าร้านที่ต่างประเทศในสักวันหนึ่ง

เปิดจักรวาลแบรนด์ดังที่คอลแล็บ The Mandalorian and Grogu หนัง Star Wars เรื่องแรกในรอบ 6 ปี

สิ้นสุดการรอคอย ล่าสุด The Mandalorian and Grogu หนังในจักรวาล Star Wars เข้าฉายทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นหนังเรื่องแรกหลังจากห่างหายไปกว่า 6 ปี นับตั้งแต่ Star Wars: The Rise of Skywalker ในปี 2019 ซึ่งเป็นการปิดตำนาน Skywalker Saga ด้วยรายได้ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

กลับมาครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จจากจักรวาลซีรีส์ The Mandalorian ทั้ง 3 ซีซั่นทาง Disney+ สู่เรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของ 2 คู่หู ‘ดิน จาริน’ และ ‘โกรกู’ หลังจากจักรวรรดิชั่วร้ายได้ล่มสลายลงและเหล่าขุนศึกของจักรวรรดิยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี สู่ภารกิจลับจากสาธารณรัฐใหม่

ซึ่งมีแฟนๆ จำนวนไม่น้อยที่พร้อมกลับสู่กาแล็กซีอันไกลโพ้น ด้วยการทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกไป 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 5,580 ล้านบาท นอกจากนี้ The Hollywood Reporter ยังระบุว่าดิสนีย์หวังจะใช้หนัง The Mandalorian and Grogu เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ชมไปอุดหนุนสินค้าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ สวนสนุก และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Disney+

ทำให้ในช่วงนี้เราจะเห็นสินค้ามากหน้าหลายตา จากหลากแบรนด์ดังที่หยิบคาแร็กเตอร์ 2 คู่หูนี้มาคอลแล็บ โดยจะมีไอเทมไหนที่โกรกูน่ารักจนใจเจ็บ และแมนดาลอเรี่ยนเท่จนน่าเก็บสะสมบ้างนั้น ตามมาดูกันผ่าน Recap ตอนนี้กันได้เลย

📲 CASETiFY x The Mandalorian and Grogu

ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของคู่หูแมนดาลอเรี่ยนและโกรกูผ่าน CASETiFY แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่มาพร้อมความทนทานตามแบบฉบับของแบรนด์ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Beskar หรือเหล็กแมนดาลอเรี่ยน

มาผสานกับความเท่ของ Outer Rim หรือ เขตนอกสุดของกาแล็กซีในจักรวาล Star Wars มาพร้อมด้วยความน่ารักของโกรกูตั้งแต่เคสโทรศัพท์ไปจนถึงไอเทมชิ้นเด็ดอย่าง Grogu Collectible AirPods Case และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ

🥤 Owala x The Mandalorian and Grogu

ในการคอลแล็บบางครั้งจะเห็นโลโก้ขนาดใหญ่โชว์หราบนสินค้า แต่ไม่ใช่กับ Owala แบรนด์กระบอกน้ำและแก้วเก็บความเย็นสุดฮิตจากอเมริกา ที่มาพร้อมดีไซน์สุดพิเศษขวดน้ำ FreeSip Sway ขนาด 30 ออนซ์ของ Owala ทั้ง 3 แบบที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครในจักรวาล Star Wars ได้แก่ ดาร์ทเวเดอร์ โกรกู และยานมิลเลนเนียม ฟอลคอน

พร้อมรายละเอียดเล็กน้อยที่มีแต่แฟนๆ เท่านั้นที่รู้ เช่น มีอักษร Aurebesh ซ่อนอยู่ซึ่งเป็นชุดตัวอักษรประจำจักรวาลหนัง Star Wars และทุกขวดยังมีสติ๊กเกอร์ธีมสำหรับตกแต่งและมีฝาปิดแบบ FreeSip เป็นนวัตกรรมฝาขวดที่ออกแบบมาให้ดื่มน้ำแบบยกดื่มและแบบใช้หลอดได้ นอกจากนี้ยังมีฉนวนกันความร้อนถึงสองชั้นช่วยให้เครื่องดื่มเย็นนานกว่า 24 ชั่วโมง

🕶️ Ray-Ban x The Mandalorian and Grogu

เปิดตัวคอลเลกชั่นแว่นกันแดดรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น โดยนำดีไซน์คลาสสิกของ Ray-Ban มาตีความใหม่ด้วยรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์จากจักรวาล Star Wars ด้วยการแบ่งธีมการดีไซน์และตัวละครหลักอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ธีมฝ่ายสว่างหรือ Light Side ที่หยิบยกตัวละครและสัญลักษณ์อย่างโยดาหรือลุค สกายวอล์กเกอร์มาออกแบบโดยเน้นความคลาสสิกและโทนสีที่สวมใส่ง่าย

ธีมด้านมืดหรือ Dark Side นำทัพโดยตัวร้ายสุดไอคอนิกอย่างดาร์ทเวเดอร์และไคโล เรนซึ่งมักใช้กรอบสีดำ ดำใส หรือดีเทลเลนส์สีแดงเพื่อให้ได้ลุคที่ดุดัน มาพร้อมดีเทลพิเศษเฉพาะรุ่นนี้ คือมีการสลักชื่อรุ่นและสัญลักษณ์เฉพาะตัวไว้ที่ขาแว่น รวมถึงมีกล่องใส่แว่นที่ออกแบบลวดลาย Star Wars ให้แฟนๆ ได้สะสมกัน

🥾 Crocs x The Mandalorian and Grogu

หยิบรองเท้า Classic Clog มาเติมดีไซน์และสีสันด้วยการดึงเอกลักษณ์จากชุดเกราะเบสการ์ของแมนดาลอเรี่ยน และโทนสีเขียวเบจที่สื่อถึงตัวของโกรกูโดยมีการเสริมดีเทลอย่าง เช่น ใบหูโกรกูที่ด้านท้ายของรองเท้า

ที่ขาดไม่ได้บนรองเท้า Crocs คือหมุดตกแต่ง Jibbitz ลายสัญลักษณ์จาก Star Wars และตัวละครคู่หูสุดพิเศษถึง 4 ชิ้น รวมถึงยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ทั้งความเบา สบาย สวมใส่ง่าย กันน้ำ และทำความสะอาดง่าย มีให้เลือกทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่

🫧 Bath & Body Works x The Mandalorian and Grogu

หากแมนดาลอเรี่ยนและโกรกูมีชีวิตจริงจะเป็นกลิ่นยังไง Bath & Body Works ได้ตีความตัวละครเหล่านี้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายและเครื่องหอม ทั้งสเปรย์น้ำหอม ครีมทาตัว เทียนหอม และเครื่องกระจายความหอม

มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งลายน่ารักๆ ของน้องโกรกูในชื่อกลิ่นว่า Force Flow เป็นกลิ่นหอมสดชื่นแนววู้ดดี้ ผสานแอปเปิลเขียวและลาเวนเดอร์ ส่วนลายของแมนดาลอเรี่ยนคือกลิ่น Bounty Hunter เป็นกลิ่นเกลือทะเลและแพตชูลี่ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อพิมเสน ให้ความรู้สึกถึงสไตล์ลุยๆ เท่ๆ เหมือนกับคาแร็กเตอร์ในหนัง

🧸 MINISO x The Mandalorian and Grogu

MINISO ร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากจีน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำสินค้าคอลแล็บร่วมกับการ์ตูน อนิเมะ ศิลปิน และหนัง เช่น สติทช์, คุโรมิ, มายเมโลดี้, Zootopia และ BT21 ออกมาเป็น สินค้าไลฟ์สไตล์ที่หยิบไปใช้ได้ทุกวัน

ล่าสุดได้เปิดตัวคอลเลกชั่นสุดคิวต์ที่นำดีไซน์แมนดาลอเรี่ยนและโกรกูออกมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น แก้วน้ำ กระบอกน้ำ กระเป๋าผ้า พวงกุญแจ ผ้าปิดตา หมอนรองคอ กล่องสุ่มโมเดล และตุ๊กตาสุดน่ารัก นอกจากมีของนุดแล้วยังมีของน้องหมาน้องแมว อย่างหมวกและชุดแมนดาลอเรี่ยนและโกรกูอีกด้วย

ที่มา 

‘ความลับของก๋วยเตี๋ยว’ ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เทสต์ดี กับสูตรปรุงรสให้เด็ดดวงด้วย cinematic style

ช่วงที่ผ่านมา ใครที่ไถฟีดโซเชียลฯ หรือเล่น TikTok อาจเคยผ่านตากับคลิปวิดีโอที่มีหญิงสาวหน้าเฟียสยืนลวกก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับภาพควันที่พวยพุ่งเป็นไอผ่านหม้อลวกแบบสโลว์โมชั่น เส้นก๋วยเตี๋ยวและเครื่องปรุงต่างๆ ที่ถูกคีบลงชามพร้อมกับไก่ตุ๋นสีสันชวนกิน บรรยากาศร้านที่ดูราวกับฉากในภาพยนตร์ ตัดกับเพลงประกอบคลิปที่ถูกมิกซ์มาให้เข้ากัน

นั่นไม่ใช่วิดีโอแฟชั่น แต่เป็นคลิปวิดีโอโปรโมตของร้าน ‘ความลับของก๋วยเตี๋ยว’ จากฝีมือซอมพอ—ปาลิตา ชาลีพจน์ เจ้าของร้าน อดีตฟรีแลนซ์สายงานโปรดักชั่นวิดีโอ ผู้เปลี่ยนเส้นทางมาสู่การเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ ที่กำลังมาแรงในเชียงใหม่ และถูกจดจำด้วยภาพของการเป็น ‘ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เทสต์ดี’ 

หรือบางคลิปก็มีดีเจตัวเป็นๆ มาเปิดเพลงกันกลางร้านเลย จนได้ฉายา ‘ร้านก๋วยเตี๋ยวดีเจ’ เสริมไปอีกชื่อ

ในยุคที่ใครๆ ต่างหากลยุทธ์ในการขายเพื่อโปรโมตธุรกิจ ความลับของก๋วยเตี๋ยว เลือกใช้จุดแข็งของประสบการณ์ในการทำงานด้านถ่ายทำและตัดต่อวิดีโอ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ในเชิงแฟชั่น ทำให้วิดีโอสวยๆ ของร้านมีคนสนใจจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น จนมีลูกค้าทั้งในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมาลองชิมไม่ขาดสาย

แต่แม้วิดีโอโปรโมตจะจัดจ้านแค่ไหน รสชาติของก๋วยเตี๋ยวไก่ในร้านก็เข้มข้นไม่แพ้กัน 

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่เส้นเหนียวนุ่ม ไก่ที่ต้มจนเปื่อย และซุปเข้มข้นกลมกล่อม แต่ราคาเมนูของร้านนี้คือ 25 บาทเท่านั้น

อะไรทำให้อดีตฟรีแลนซ์สายตัดต่อกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจ จุดเริ่มต้นของการใช้วิดีโอสวยๆ มาโปรโมตร้านก๋วยเตี๋ยวไก่คืออะไร และทำไมถึงมีดีเจตัวเป็นๆ มาเปิดเพลงในร้านได้ ไปหาคำตอบพร้อมกัน

ความลับของคนทำงานฟรีแลนซ์

แม้จะเป็นบทสัมภาษณ์ของธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ แต่ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของซอมพอ เธอไม่เฉียดใกล้กับสิ่งนี้สักนิด 

ซอมพอเรียนจบด้านสื่อสารมวลชน ด้านการแสดง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่เรียนจบได้มีโอกาสทำหลายอย่าง ทั้งงานประจำ เป็น AE เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เป็นสไตลิสต์ ก่อนที่สุดท้ายจะมาทำฟรีแลนซ์วิดีโอโปรดักชั่น

“ตอนเป็นฟรีแลนซ์ ทำหลายงานมาก ทำวิดีโอให้แบรนด์ต่างๆ ถ่ายพรีเวดดิ้ง ถ่าย vlog ถ่าย ตัด ให้รายการทั้งที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ มีงานที่คนน่าจะพอจำได้ คือรายการ Miss Fabulous Thailand ที่ทำกับพี่ไบรอัน ตัน (Bryan Tan) ตอนนั้นทำทุกอย่าง ทั้งถ่าย ตัดต่อ”

“เราจะชอบทำงานคนเดียว ด้วยความที่เริ่มทำมาแบบนั้นตั้งแต่ตอนทำงานประจำ เลยติดนิสัยมา พอเป็นฟรีแลนซ์ก็ทำคนเดียวเหมือนกัน จบงานทุกคลิปเอง โอเค สเกลมันอาจไม่ได้ใหญ่มาก แต่เราจบงานทุกอย่างได้ในคนเดียว”

เธอเสริมว่า ข้อดีของการทำงานคนเดียวคือ สามารถตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอว่าจะทำกับคนไหนได้ตอนไหน สิ่งนี้จะได้มาเมื่อไหร่ ไม่ต้องรอลุ้นกับการทำงานของคนอื่น ที่สำคัญคือ ไม่ต้องทะเลาะกับใคร

“สิ่งที่ได้เรียนรู้ตอนเป็นฟรีแลนซ์คือความรับผิดชอบ พอเราทำอะไรด้วยตัวเอง ชีวิตจะค่อนข้างอิสระ ทำตอนไหนก็ได้ แต่ก็ต้องมีเดดไลน์ เราไม่สามารถไปเที่ยวเตร่แล้วคิดว่า งานยังไม่เสร็จ เดี๋ยวค่อยเลื่อนไป เพราะมันมีไทม์ไลน์กำหนดชัดเจน”

และเมื่อทำฟรีแลนซ์ได้ 2 ปี ก็ถึงจุดที่ซอมพอเล่าว่า ‘อยากเหนื่อยเพื่อตัวเอง แทนที่จะไปเหนื่อยให้คนอื่น’

ความลับของความชอบ

“การที่เราอยากทำร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะอยากฉีกจากทุกสิ่งที่ตัวเองทำมา แล้วเรามองเห็นว่าร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แบบนี้ยังไม่มีในเชียงใหม่”

ซอมพอขยายความคำว่า ‘ยังไม่มีในเชียงใหม่’ ว่าเป็น ‘รสชาติ’ แบบที่เธอชอบ ซึ่งยังไม่เคยได้กินที่ไหน

ย้อนกลับไปหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ซอมพอย้ายไปทำงานประจำที่กรุงเทพฯ และมีโอกาสได้กินก๋วยเตี๋ยวไก่ ‘รสชาติจัดๆ’ หลายแห่งในกรุงเทพฯ เธอเล่าว่ามันเป็นรสชาติจัดจ้านแบบที่น้ำซุปเข้มข้น ต่างจากในเชียงใหม่ที่จะเป็นน้ำซุปรสชาติเช็งๆ หรือไม่ก็ไปทางตุ๋นยาจีนที่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศไปเลย

“ทุกร้านจะมีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง แต่เราจะชอบรสชาติแบบที่เคยกินในกรุงเทพฯ มากกว่า พอกลับมาอยู่เชียงใหม่ ก็เหมือนติดรสชาตินั้นไปแล้วประมาณหนึ่ง”

ประกอบกับหลังจากทำฟรีแลนซ์มาสองปี และอยากเปลี่ยนมาจับทางธุรกิจ ก๋วยเตี๋ยวไก่จึงเป็นสิ่งที่เธอนึกถึง พร้อมกับการเล็งเห็นโอกาส 2 ข้อ 

หนึ่ง หากนำรสชาติเข้มข้นแบบที่ตนเองชอบมาลงในเชียงใหม่น่าจะเวิร์ก 

สอง ก๋วยเตี๋ยวไก่ไม่ใช่สิ่งแรกที่คนจะนึกถึงในเชียงใหม่ จึงอยากเพิ่มตัวเลือกนี้เข้าไปในพื้นที่ดู

“เราตระเวนสำรวจตลาดที่นี่ ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แต่ละร้านเป็นยังไง ซึ่งก็ไม่มีรสชาติแบบที่เราชอบ ต่อมาก็หาโลเคชั่น ทีแรกเราตั้งใจไปดูอีกที่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็มาได้ตรงนี้ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่เพื่อนๆ เช่าไว้ผืนใหญ่ เราเลยลองถามแบ่งเช่ามา”

ไม่มีความลับในการทำก๋วยเตี๋ยว

ด้วยความที่เป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวไก่แต่ไม่เคยทำ เมื่อตัดสินใจจะเปิดธุรกิจ ซอมพอจึงไปกรุงเทพฯ เพื่อเรียนทำก๋วยเตี๋ยว ทั้งการลวกเส้น และการเลือกวัตถุดิบในตลาด 

“เราไม่รู้ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหนึ่งร้านต้องทำอะไรบ้าง ตอนแรกทำไม่เป็นเลย ผักก็ดูไม่เป็น แรกๆ เรายังเอาผักคะน้าฮ่องกงมาขายแทนด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่าอันไหนคือผักกาด (หัวเราะ)” 

ส่วนชื่อร้านความลับของก๋วยเตี๋ยว ซอมพอเล่าว่า มาจากการ์ตูนเรื่องกังฟูแพนด้าที่เธอชอบ และบังเอิญตรงกับประโยคที่คนสอนทำก๋วยเตี๋ยวบอกเธอตอนไปเรียน นั่นคือ “ที่จะมาเรียนทำก๋วยเตี๋ยวเนี่ย พี่จะบอกว่า ความลับในการทำก๋วยเตี๋ยวมันไม่มีอะไรเลย”

“พอได้ยินแบบนั้น เราเลย ปิ๊ง กับประโยคในการ์ตูนที่พูดประมาณนี้เหมือนกัน แล้วชอบ เลยเอามาใช้เป็นชื่อร้าน”

“หลังจากนั้นก็เริ่มทำร้าน เราค่อยๆ ผุดไอเดียว่าจะทำอันนั้นอันนี้เป็นรูปแบบไหน ไม่ได้คิดตั้งแต่แรกว่าร้านต้องออกมาแบบนี้ หรือดีไซน์มาแบบที่เห็นตอนนี้ แต่ค่อยๆ เพิ่ม ค่อยๆ แปะ มาเรื่อยๆ พื้นเอาอันนี้ เสาเอาอันนี้ หลังคาเอาสีนี้”

และเมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 2568 ร้านความลับของก๋วยเตี๋ยวก็เปิดให้บริการ

“วันแรก มันตื่นเต้นนะ แต่เราสลัดทิ้งออกไปหมดเลย คือมันต้องทำได้เท่านั้น แต่วันแรกก็ไม่ได้ 100% เพราะบางชามยังลวกเส้นไม่สุกเลย มีหลายปัจจัยมาก น้ำซุปบางทีเสิร์ฟไปก็ยังไม่เดือด มันแค่ร้อน คนกินก๋วยเตี๋ยวเขาก็จะรู้ว่าซุปมันยังไม่ร้อน” 

ด้วยความที่ไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยวมา ซอมพอจึงเริ่มต้นด้วยการลวกเองและให้แฟนช่วย เพราะคิดว่าช่วงแรกคนน่าจะยังไม่เยอะ แต่ผลนั้นตรงกันข้าม

“สรุป เปิดวันแรก คนเต็ม เพื่อนขนกันมาหมดเลย เหมือนคนมันอั้น เพราะเห็นเราวุ่นกับการทำร้านมานานแล้ว (หัวเราะ) เรายืนลวกเองประมาณหนึ่งเดือนถึงเริ่มหาพนักงานมาช่วย เริ่มจากในครัวก่อน แล้วก็หาคนช่วยหน้าร้าน ช่วงแรกทำกันประมาณ 3 คน”

“มันมีรายละเอียดเยอะมาก ทั้งการลวก การทำซุป แต่ละเส้นก็มีวิธีลวกไม่เหมือนกัน สูตรน้ำซุปเราก็ต้องปรับให้รสชาติคงที่และไม่เหวี่ยง”

ขณะที่อีกจุดเด่นของร้านคือราคา ที่เมนูทั้งหมดเริ่มต้นที่ 25 บาท ซึ่งซอมพอมองว่า การตั้งราคาเท่านี้ตั้งแต่แรก เพราะต้องการให้ขายได้

“ทำยังไงก็ได้ให้คนตัดสินใจไวที่จะมาลองกินร้านเรา ซึ่งคิดแล้วว่าไม่เป็นไร ราคาอาจจะถูกหน่อย แต่ถ้าขายได้เยอะก็โอเค จึงไปทางที่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้เยอะๆ ทำยังไงก็ได้ให้มันป๊อป เพราะเราขายถ้วยเล็ก ราคาถูก ก็ต้องเน้นปริมาณอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่ารสชาติก็สำคัญ”

ความลับของการทำคลิป

อย่างที่เล่าไปว่า หลายคนอาจจะเคยผ่านตากับคลิปสวยๆ ของร้านความลับของก๋วยเตี๋ยว มาบ้างในโซเชียลฯ หรือ TikTok นั่นคือฝีมือการถ่ายและตัดต่อของซอมพอเอง 

“มันเริ่มมาจากการที่เราลองทำคลิป เพราะถ้าทำร้านแล้วอยากให้มีคนมาใช้บริการ ถ้าคนไม่รู้จัก ทำร้านไปก็เท่านั้น ทำร้านเท่ๆ ตกแต่งหน้าร้าน แต่คนไม่รู้จักว่าอยู่ตรงไหน หรือเรากำลังทำอะไรอยู่ มันก็จบ”

“เราเลยพยายามทำคลิปลง แต่ไม่ได้เจอตั้งแต่แรกว่า จะทำเป็นฟีลแบบไหน มีเพลงประกอบ มิกซ์เพลง หรือมีดีเจไหม แรกสุดคือถ่ายแบบที่เราอยากถ่าย เราทำพวกคลิปร้านก๋วยเตี๋ยวลับๆ หรือทำคลิปเกี่ยวกับตัวร้านไปนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งยังไม่ได้บูมขนาดนั้น จึงต้องหาวิธีอื่น เลยคิดว่าลองไปทางตลกๆ ดูเผื่อจะเป็นมีม แค่อยากทำอะไรก็ได้ให้คนแชร์”

และซอมพอคิดถูก เพราะคลิปที่เธอ ‘เล่นเป็นดีเจ’ ในร้านก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นไวรัลที่คนแชร์และคอมเมนต์กันมากมาย

“เราแค่เล่นหมุนฝาหม้อเหมือนตัวเองเป็นดีเจ แล้วก็เต้น กลายเป็นไวรัลเลย พอมีดีเจตัวจริงเห็นเขาเลยติดต่อมาว่า อยากมาเปิดเพลงที่ร้าน เพราะเดี๋ยวนี้จะมีเทรนด์ที่ดีเจไปเล่นตามร้านต่างๆ เราไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะต้องมีดีเจมาเล่นที่ร้าน แต่ดีเจเขาเห็นคลิปแล้วติดต่อมา เราก็โอเค พอมาเล่นเราก็ทำคลิปไปด้วยว่ามีดีเจมาเล่น”

@thesecretsofnoodles

Replying to @YeanGene คลิปก๋วยเตี๋ยวไก่ร้อน ๆ มาเสิร์ฟตามรีเควสแล้วค่ะ 🥹 คราวนี้ลองมิกซ์เพลงเองด้วยโปรแกรมตัดต่อด้วยล่ะ เข้ากันมั้ยไม่รู้ ยังไงลองรับชมผลงานจาก editor หน้าเก่า dj หน้าใหม่กันดูนะคะ / คิดถึงกะเต๋วไก่เมื่อไหร่ ฝากคิดถึงความลับของก๋วยเตี๋ยวกันด้วยน้า ร้านเปิด 10.00 – 16.00 น. ค่ะ วันนี้แม่ค้าเข้าร้านเหมียนเดิม แล้วเจอกันค่า 🫶🏻

♬ original sound – ความลับของก๋วยเตี๋ยว – ความลับของก๋วยเตี๋ยว

หลังจากนั้น พอมีดีเจมาเปิดเพลงในร้านจริง ก็ยิ่งทำให้คนให้ความสนใจ บวกกับเริ่มจับทางการทำคลิปได้ ซอมพอจึงใช้กลยุทธ์นี้จากความสามารถในการถ่ายและตัดต่อ ต่อยอดในการทำคลิปใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

“คลิปที่คนสนใจเยอะ เช่น คลิปที่ใส่เสื้อ ‘ภัยสังคม’ เป็นการมิกซ์เพลงครั้งแรกของเรา คือพอมีดีเจมาเล่น เราก็เริ่มรู้สึกว่า งั้นเราลองเอามาผสมผสานไปกับการทำคลิปของเราด้วย เลยอยากลองมิกซ์เพลงเองบ้าง เลยถ่ายและทำในโปรแกรมตัดต่อ”

“ในมุมหนึ่ง เราอยากให้ร้านของเราเป็นร้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ โอเค ตัวร้านมันอาจจะดูฉูดฉาด จี๊ดจ๊าด แบบวัยรุ่น แต่คนสูงวัยก็มาร้านเยอะเหมือนกัน เพลงที่เอามามิกซ์จึงมีทั้งเพลงใหม่ เพลงไทยเก่าๆ เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มได้ฟัง คนสูงวัยบางคนได้ยินก็อาจจะได้ฟังเพลงที่คิดถึง วัยรุ่นก็ได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบ โดยผ่านการมิกซ์เพลงเก่ากับเพลงใหม่”

“เราคิดว่าที่คนชอบคลิปเพราะมันน่าจะเกินคาดของเขา ด้วยความที่เป็นแค่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ แต่เราทำคลิปที่มันสวย คนอาจจะคิดว่า เฮ้ย ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ทำคลิปขนาดนั้นเลยเหรอ มีการเอาดีเจมาเล่นในร้านก๋วยเตี๋ยว คนเลยอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง”

แต่ในทางหนึ่ง ก็มีคนสงสัยว่า เป็นแบบนี้แล้วคนจะให้ความสนใจกับคลิปวิดีโอหรือดีเจมากกว่ารสชาติก๋วยเตี๋ยวไก่ไหม 

“ในมุมเรา พอทำร้านมาเรื่อยๆ ตอนนี้เราว่าไม่ขนาดนั้นแล้ว เพราะคนที่ดูคลิปเขาดูผ่านมือถือ มีหลายคนพูดว่าอยากไปร้านนี้ อยากไปฟังเพลง แต่พอเราอยู่หน้าร้านจริงๆ เราจะเห็นว่าคนที่เขาตั้งใจมากินก็มี เราเคยคิดว่า บางวันที่ดีเจมาคนต้องแน่นแน่เลย แต่ก็ไม่ได้ขนาดนั้น เป็นวันธรรมดาต่างหากที่คนมากินเยอะ เพราะมันมีลูกค้าประจำไปแล้ว”

“ทุกวันนี้จะมีดีเจมาเล่นที่ร้านเดือนละครั้ง และพยายามไม่ให้มาซ้ำคน เพราะเราก็จะทำคลิปให้คนรู้จักดีเจในเชียงใหม่กว้างขึ้นไปด้วย และไม่อยากให้เป็นภาพจำขนาดนั้นว่า มาร้านเพื่อฟังเพลง แต่อยากให้มากินก๋วยเตี๋ยว”

ความลับของปัญหา

แน่นอนว่า แม้ร้านจะเติบโตไปด้วยดี แต่โลกของการบริการก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรกของการเรียนรู้ความลับของก๋วยเตี๋ยวเองก็เคยประสบปัญหามาก่อน 

“ตอนทำฟรีแลนซ์ก็เจอปัญหาแบบหนึ่ง แต่ตอนทำร้านที่ต้องเจอกับลูกค้า มันรู้สึก emotional กว่า เพราะไม่เคยต้องมารองรับกับอารมณ์ลูกค้าเท่ากับเวลามาทำร้าน”

“เวลาดีลงานฟรีแลนซ์ไม่เคยต้องมาโดนว่าต่อหน้า มีอะไรคุยกันได้ แต่ตอนทำร้าน เคยมีที่ลูกค้าเอาบัตรคิวมาคืนเพราะรอนานแล้วบอกว่า ‘เอาคิวคืนไปเลย ทำร้านแบบนี้ไม่ได้นะ’ มาวีน มาชี้หน้าว่าๆๆ เราก็วิ่งไปร้องไห้”

“แต่อันไหนผิดเราก็ขอโทษ เพราะไม่มีอะไรรุนแรง ซึ่งก็มีครั้งเดียวที่เราต้องวิ่งไปร้องไห้ เพราะกำลังลวกเส้นอยู่ รีบมาก ลูกค้าก็รอเรียกหน้าร้าน พอมีคนยกเลิกคนหนึ่ง เราก็คิดว่า คนอาจจะยกเลิกต่อๆ กัน แล้วพอโดนว่า เราก็วิ่งไปร้องไห้ แต่ก็ต้องกลับมาทำก๋วยเตี๋ยวต่อ ลูกค้าหน้าร้านก็ไม่ยกเลิกเลย เพราะทุกคนก็เห็นว่า โอ๊ย น้องร้องไห้เลยนะ (หัวเราะ) ก็กลับมาลวกต่อ ทำอะไรต่อ ทั้งที่หน้าแดงไปหมด” 

ประสบการณ์ในการเปิดร้านทำให้ซอมพอมองย้อนกลับไปตอนที่ยังทำฟรีแลนซ์ ซึ่งแม้จะเป็นคนละอย่าง แต่เธอมองว่ามีบางสิ่งที่ยังเชื่อมโยงกันอยู่

 “เราต้องตื่นเช้ามาทำร้านของตัวเอง ไม่ใช่ว่ามีเวลาตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ มันยิ่งกว่าตอนเป็นฟรีแลนซ์ด้วยซ้ำ เพราะภาระหน้าที่ความรับผิดชอบทุกอย่างที่ต้องจัดการมันอยู่ที่เราทั้งหมด เราเป็นเจ้าของกิจการ เราไม่ใช่พนักงานที่วันนี้ไม่สบายก็ปิดร้าน หรือเหมือนตอนอยู่ออฟฟิศที่รู้สึกไม่สบายก็ขอลา” 

“คล้ายกับบางคนอาจจะรู้สึกว่าการไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่สำคัญ แต่มันได้ปูวิธีคิดทุกอย่างมาให้เราแบบที่อาจจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่า เราได้รับสิ่งนั้นมาแล้ว เราได้ฝึกความอดทน ฝึกรับมือความกดดัน ความรับผิดชอบ ฝึกการใช้ชีวิตในสังคม ก็เหมือนกับที่เราทำงานในระบบมา แล้วเปิดร้าน บางอย่างมันก็ติดมากับเรา”

ความลับของการเติบโต

“ตอนแรกเราคิดแค่ว่าอยากทำร้านก๋วยเตี๋ยวโง่ๆ ให้มีคนมากิน เพราะคนกินข้าว กินก๋วยเตี๋ยวทุกวันอยู่แล้ว แต่เราไม่คิดว่า วันหนึ่งมันจะมาถึงจุดที่คนมารอต่อคิวกินร้านเรา”

ถึงตอนนี้ ความลับของก๋วยเตี๋ยวเปิดมาแล้ว 10 เดือน และเป็นช่วงเวลาที่ร้านเติบโตกว่าที่ซอมพอคิดไว้มาก จากเดิมที่คิดว่าร้านคงค่อยๆ มีคนรู้จัก และค่อยๆ โต แต่สิ่งที่เธอค้นพบหลังจากเปิดร้านคือ ถ้ารอให้ร้านค่อยๆ เติบโตเองต้องใช้เวลานาน

และนั่นนำมาซึ่งความคิดในการเปิดสาขา 2 ที่เธอเริ่มมองหาพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ต้องการให้คนมารอกิน แต่อยากแบ่งกระจายไปให้พื้นที่อื่นๆ ด้วย เพราะท้ายที่สุด ซอมพอต้องการแค่ให้ความลับของก๋วยเตี๋ยวเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ที่คนแวะมากินได้ทุกวัน เช้า สาย บ่าย เย็น

“10 เดือนที่ผ่านมา เราปล่อยวางลงได้นิดหน่อย ตรงที่ว่า ไม่ได้มีคนโอเคกับสิ่งที่เราทำเสียทั้งหมดหรอกนะ มันอาจจะไม่อร่อยสำหรับบางคนก็ได้ ซึ่งมันโอเคนะ เราจะไม่มีความคิดว่า ทำไมวะ ทำไมเขาถึงไม่ชอบเรา เพราะแต่ละคนก็ชอบกินไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่เรื่องการบริการ เราก็ทำดีที่สุดแล้ว ถ้าเขาไม่ชอบ วันนั้นเขาอาจจะโมโหอะไรมาก็ได้ เราคาดหวังกับตรงนั้นน้อยลง ในแง่ที่ว่า ทำไมเราทำขนาดนี้แล้วเขาถึงไม่ชอบ”

“ส่วนเรื่องคลิป เราทำคนเดียวก็ต้องมีตันบ้าง แต่คิดว่าทุกยุคสมัย การโฆษณามีผลกับการขายมาตลอด ต่อให้อนาคตจะไม่เป็นคลิปก็ต้องเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง เราเป็นคนที่ผลิตสื่อโฆษณาอยู่แล้ว ถ้าไม่หยุดที่จะเรียนรู้คงทำไปได้ตลอด หรืออาจต้องฟอร์มทีม เพราะถ้าวันหนึ่งร้านโต ต้องขยายมากกว่านี้ ก็ต้องมีคนคุมมากกว่านี้”

โลกดิจิทัลทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ร้านหนังสืออเมริกาฟื้นตัวสู่กำไรหมื่นล้านได้ยังไง

ร้านหนังสือก็เหมือนโชว์รูมรถ ห้องลองเสื้อ ไม่ก็อิเกียสำหรับคนแต่งบ้าน เป็นพื้นที่ค้นหาให้นักอ่านและนักอยากอ่านได้ค้นพบหนังสือโปรดเล่มใหม่ รวมถึงพบปะเพื่อนนักอ่านคนใหม่ ซึ่งคนที่ชอบเข้าร้านหนังสือ หรือแม้แต่ชอบไปเลือกรถ เลือกของแต่งบ้านด้วยตัวเอง น่าจะเข้าใจดีว่าการเห็น จับ สัมผัส จนเจอชิ้นที่ใช่เป็นเสน่ห์ที่ทดแทนได้ยาก

ทว่าในยุคโซเชียลมีเดียที่ทำให้ช่วงจดจ่อของทุกคนสั้นลงจนคนไม่ค่อยอ่านอะไรยาวๆ แถมทุกวันนี้เราก็ให้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์ เจนฯ รูปและข้อความได้ง่ายๆ เหมือนทุกคนสร้างรถกับตัดเสื้อผ้าสวยๆ มาสนองความต้องการได้เอง (แต่คุณภาพดีไหมนั้นอีกเรื่อง) ทำให้หนังสือกลายเป็นสื่อกระแสรองแถวสอง หรืออาจถึงขั้นแถวสาม เพราะการเกิดขึ้นของคลิปสั้นที่ทำให้คนชอบการดูคลิปมากกว่า โชว์รูมหนังสือก็กลายเป็นของตกยุค

อย่างในไทยที่ร้านหนังสือทั้งเครือใหญ่และอิสระต้องปิดสาขาลงทุกปี ผลประกอบการติดตัวแดงเป็นปกติ แม้เราเชื่อว่าหลายคนยังคิดถึงบรรยากาศที่ได้เดิน เลือก และค้นหาเล่มโปรดบนชั้นวางของร้าน แต่ผู้อ่านก็พูดกันทั่วว่าร้านหนังสือกำลังจะตายในไม่ช้า

กระทั่งล่าสุด มีความเคลื่อนไหวน่าตื่นเต้นจากฟากตลาดหนังสืออเมริกา

Barnes & Noble เตรียมกลับเข้าตลาดหุ้น

เราแทบไม่อยากเชื่อตอนเห็นพาดหัวนี้ในเว็บข่าวต่างประเทศ เพราะ B&N คือเชนร้านหนังสือใหญ่เชนสุดท้ายที่เหลือในสหรัฐอเมริกา เป็นอดีตผู้นำเทรนด์ที่ทำให้ร้านหนังสือทั่วโลกหันมาทำตาม แต่ตลอดหลายปีมานี้ต้องเจอมรสุมขาลงอุตสาหกรรมการอ่าน ทุกคนหันไปเล่นโซเชียล ดูคลิปสั้น ไม่ก็สั่งหนังสือทางออนไลน์ แถมมาโดนโควิดซ้ำเติม เชนร้านหนังสือนี้จึงขาดทุนยับเยิน มีข่าวเสี่ยงล้มละลายมาหลายปี ถึงขั้นเคยปิด 400 สาขาในปีเดียว 

สถานการณ์ของ Barnes & Noble ดูไม่มีหวังเสียเลย กระทั่งบริษัทหลักทรัพย์ Elliott Investment เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2019 และเปลี่ยนหัวเรือใหม่ ปรับแนวทางองค์กรทั้งหมด เปลี่ยนจากความพยายามต่อสู้รักษาความเป็นที่หนึ่ง มาเสนอตัวเป็นทางเลือกให้นักอ่าน จนผลประกอบการบริษัทเริ่มดีขึ้น กลับมาทำกำไรหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้มีข่าวว่า B&N เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง

คอลัมน์ Recap หนนี้ เราจึงขอชวนถอดบทเรียน เคล็ดลับที่ Barnes & Noble ใช้ ว่าพวกเขาทำยังไงถึงอยู่รอดและฟื้นตัวกลับมาได้ ในยุคที่การอ่านตกต่ำ แล้วร้านหนังสือในไทยจะหวังแบบเดียวกันได้ไหม

จากอดีตผู้นำเทรนด์ในยุคอนาล็อก สู่ร้านหนังสือที่ปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลไม่ทัน

Barnes & Noble ก่อตั้งเมื่อปี 1873 โดย Charles M. Barnes เริ่มต้นธุรกิจหนังสือในบ้านที่เมืองวีตัน รัฐอิลลินอยส์ แต่ตอนนั้นร้านยังไม่ได้ใช้ชื่อแบบในปัจจุบัน จนปี 1917 William Barnes ลูกชายของชาร์ลส์ถึงได้ร่วมกับ G. Clifford Noble ตั้งสาขาหลักแห่งแรกขึ้นที่ใจกลางเกาะแมนฮัตตัน (ซึ่งเป็นหน้าร้านเดียวในขณะนั้น)

หลังผ่านการขยับขยาย เปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้ง ปี 1971 นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ Leonard Riggio ก็เข้าซื้อชื่อการค้าและหน้าร้านในเกาะแมนฮัตตัน ของ Barnes & Noble มารวมกับเครือร้านหนังสือที่มีอยู่ก่อนหน้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเชนร้านหนังสือยักษ์ใหญ่นี้อย่างเป็นทางการ 

สิ่งที่ทำให้ B&N ไม่เหมือนกับเครือร้านหนังสืออื่น คือการทำร้านแบบ ‘super store’ ทุกวันนี้คนน่าจะชินกับการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วมีแอร์เย็นสบาย มีของให้เลือกครันครบ ทั้งสด แห้ง แปรรูป จบในที่เดียว ซึ่ง Barnes & Noble เป็นเจ้าแรกที่ใช้วิธีคล้ายกันกับธุรกิจหนังสือ ด้วยการขายทั้งนิตยสาร หนังสือภาพ สารานุกรม ไปจนถึงเครื่องเขียน ในบรรยากาศสบายๆ น่าเดิน ด้วยความสะดวก มีของหลากหลาย และสาขาจำนวนมาก ทำให้ B&N ปังระเบิด ครองส่วนแบ่งตลาดยิ่งกว่าเก่า

ผนวกกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ใช้เงินจำนวนมากเข้าซื้อกิจการร้านหนังสือขนาดเล็ก มาเพิ่มสาขาให้ตัวเอง ยิ่งลูกค้าชอบยิ่งทำเงิน และยิ่งมีเงินยิ่งซื้อเพิ่ม เป็นแบบนี้อยู่เกือบ 2 ทศวรรษจน Barnes & Noble ขึ้นแท่นเป็นเครือร้านหนังสือใหญ่อันดับ 2 ในอเมริกา พร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 1993

ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงวิจารณ์ว่าวิธีของ B&N แย่งลูกค้า แถมทำร้ายร้านหนังสืออิสระที่ทุนไม่มากเท่า จนร้านอื่นๆ ต้องปิดตัวและยอมขายกิจการ การกลืนตลาดของ B&N รุนแรงถึงขั้นที่บริษัทเคยโดนสมาคมร้านหนังสืออิสระยื่นฟ้องต่อศาล แต่เครือใหญ่ก็ดูไม่ได้รับผลกระทบ และยังขยับขยายจนจำนวนสาขาพุ่งทะลุหลัก 500 แห่ง 

ทว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของการค้าออนไลน์ เมื่อเว็บไซต์ Amazon ถือกำเนิดและทะยานพรวดมายืนหัวแถวของธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทุกชนิด กินส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% เผลอแป๊บเดียวกิจการของ Jeff Bezos ก็สร้างยอดขายเฉพาะหนังสือกว่าปีละ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในปี 1997) พร้อมๆ กับสร้างเทรนด์ช้อปปิ้งทางออนไลน์เต็มตัว ทำให้คนออกไปซื้อของที่หน้าร้านน้อยลงมาก ซึ่งร้านหนังสือก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

แม้ Barnes & Noble จะสร้างเว็บไซต์กับช่องทางจำหน่ายออนไลน์ของตัวเอง พร้อมเปิดตัวเครื่อง e-reader อย่าง Nook ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อโดดเข้ามาร่วมวงให้ไม่ตกเทรนด์ แต่ด้วยความที่หน้าร้านก็ต้องดู ออนไลน์ก็ต้องปั้น เลยดูเหมือน B&N จะไปไม่สุดสักทาง การควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มสาขาที่เป็นกลยุทธ์หลักเริ่มย้อนกลับมาทิ่มแทง เพราะเมื่อจำนวนลูกค้าไม่ได้เพิ่มตาม สาขามากมายก็กลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ฉุดกิจการให้ขยับขยายได้ยาก

กระทั่งทศวรรษ 2010 ตลาดหนังสือเล่มถดถอยอย่างหนัก เพราะโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่แค่การช้อปออนไลน์ แต่สื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียดึงความสนใจคนไปหมด โดปามีนราคาถูกที่มากับภาพเคลื่อนไหวทำให้ช่วงจดจ่อต่ำลง สมาธิเสีย หลายคนไม่อาจกลับมาเสพสื่อยาวอย่างหนังสือได้อีก

โดยก่อนนั้นเชนร้านหนังสือในอเมริกาเจอกับอิทธิพลของ Amazon และตามกระแส e-commerce ไม่ทันจนย่ำแย่ เมื่อเจอสื่อออนไลน์ซ้ำเข้าอีกคำรบก็ทยอยปิดตัวไม่ก็ควบรวมกิจการ จนสุดท้ายในปี 2011 ก็เหลือ B&N เป็นร้านเชนเพียงเจ้าเดียวในประเทศ แต่ก็เป็นเจ้าสุดท้ายที่สภาพไม่สู้ดีนัก

ช่วง 2010-2018 บริษัทต้องเปลี่ยนตัว CEO ไปถึง 5 คน บัญชีติดตัวแดงหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ จนต้องปิดร้านสาขาร่วม 150 แห่งพร้อมเลิกจ้างพนักงานกว่า 1,800 ชีวิตเพื่อลดต้นทุน ฟางเส้นสุดท้ายคือเมื่อ Demos Parneros ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทถูกปลดออกด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิงในปี 2018 ทำให้มูลค่าหุ้นกิจการดิ่งลงเหว จนนักอ่านแห่แบนร้าน B&N ผลประกอบการปีนั้นขาดทุนถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ท่ามกลางวิกฤตรุมเร้า คณะกรรมการบริษัทต้องประกาศหานักลงทุนมา takeover กิจการ จนเดือนสิงหาคมปี 2019 บริษัทหลักทรัพย์ Elliott Investment Management เข้าซื้อ Barnes & Noble ด้วยเม็ดเงินราว 683 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแปรสภาพกิจการเป็นเอกชน เป็นอันปิดม่านยุคสมัยหนึ่งของเครือร้านหนังสือใหญ่ที่สุดในอเมริกาแบบไม่สู้สมฐานะ

สร้างศัตรูร่วม กลยุทธ์ชนะใจนักอ่านเพื่อฟื้นชีพอุตสาหกรรมหนังสือระหว่างวิกฤตโควิด

เมื่อ Elliott Investment เข้าครองกิจการก็ได้ตั้ง James Daunt เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Barnes & Noble 

ดอนต์ไม่ใช่คนนอกที่ไหน นักธุรกิจวัย 62 เป็นเจ้าของเครือร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กในลอนดอน เขายังเป็นผู้บริหารสูงสุดของ Waterstones เชนร้านหนังสือใหญ่สุดในอังกฤษที่ Elliot Investment ซื้อกิจการมาในปีก่อนหน้า ความที่คลุกคลีกับวงการร้านหนังสือกว่า 30 ปี ทำให้วิธีมองกิจการของเจ้าตัวไม่เหมือนผู้บริหารคนก่อนๆ 

ทว่าไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำหรือโชคนำพา หลังเข้ามาบริหารได้ไม่ถึงครึ่งปีก็เกิดโควิดระบาด ภาคธุรกิจแทบทุกประเภทโคม่าไปตามๆ กัน และดูเหมือนว่าธุรกิจหนังสือก็หวั่นใจกับปัญหานี้เช่นกัน แต่เอาไปเอามา การที่คนต้องกักตัวอยู่บ้านกลับเป็นโอกาสของธุรกิจหนังสือ คนใช้ปัดเป่าความเบื่อหน่าย จนเกิดเป็นกระแสนิยมหนังสือเข้าขั้นคลั่งที่สำนักข่าว New York Post เรียกว่า ‘Book Craze’

ผลสำรวจของบริษัทวิจัย NPD Group ชี้ว่าปี 2021 ยอดขายหนังสือในอเมริกา เพิ่มขึ้นถึง 20% เทียบกับก่อนโควิด (2019) ซึ่ง B&N ก็ได้อานิสงส์จากกระแสนี้เช่นกัน ยอดขายออนไลน์สูงขึ้นถึง 35% โดยเฉพาะหนังสือยอดนิยมในหมู่เด็กวัยรุ่นอย่างมังงะ หรือนิยายภาพที่ยอดพุ่งกว่า 5 เท่า

พร้อมกันนั้น ดอนต์ก็อาศัยช่วงเวลาที่เกือบทั้งประเทศเป็นอัมพาต ปิดจุดอ่อนใหญ่ของ B&N เขารู้ว่าที่ผ่านมานักอ่านจำนวนมากตั้งแง่กับ B&N เพราะเชนร้านหนังสือแห่งนี้ใช้อำนาจกำลังซื้อที่มากกว่าต่อรองราคากับสำนักพิมพ์ จนร้านหนังสือเล็กสู้ราคาแบบเชนใหญ่ไม่ไหว พอร้านเล็กต้องปิดตัวลง B&N ก็เข้าฮุบกิจการ จากเดิมที่ร้านเล็กนั้นจะรู้รสนิยมการอ่านของคนในชุมชน แต่เมื่อต้องทำตามแม่แบบกลางของ B&N ทำให้ร้านนั้นๆ เสียเสน่ห์ของตัวเองที่ตอบโจทย์ชุมชนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนภาพลักษณ์ B&N ก็เสียไปด้วย จากที่แบรนด์ต้องมีภาพต่อสู้กับคู่แข่งตัวเป้งอย่าง Amazon แต่การกลืนร้านหนังสือเล็กๆ ก็สร้างความไม่พอใจของนักอ่านและชุมชนร้านหนังสือทั่วประเทศเพิ่มอีกทาง

เมื่อเกิดภาพเช่นนี้ สิ่งที่ CEO ใหม่เริ่มทำ คือสั่งปิดปรับปรุงร้านสาขากว่า 400 แห่งให้ทันสมัย น่าเดิน ลดความเป็นร้านค้า เพิ่มบรรยากาศร้านหนังสือที่นักอ่านอยากมาใช้เวลาหมกตัว เพื่อเตรียมรับลูกค้าเมื่อโรคระบาดสิ้นสุด 

ตามด้วยการออกนโยบายให้พนักงานประจำร้านเลือกจำนวนหนังสือที่จะสั่งมาขายให้เหมาะกับนักอ่านของสาขาได้เอง พร้อมกับเลิกรับเงินจากสำนักพิมพ์เพื่อโฆษณาหนังสือ เปลี่ยนมาให้พนักงานเลือกเองว่าจะหยิบเล่มไหนมาขึ้นชั้นแนะนำแต่ละครั้ง วิธีนี้นอกจากจะได้หนังสือตรงใจนักอ่าน ยังทำให้ไม่ต้องแบกต้นทุนหนังสือที่ขายไม่ออกคราวละมากๆ เพราะสั่งมาเกินกับความต้องการของผู้อ่าน

และเมื่อมีแผนซื้อเครือร้านหนังสือท้องถิ่นเพิ่ม B&N จะเป็นเพียงผู้สนับสนุนทรัพยากรและข้อมูลอยู่หลังฉาก แต่หน้าร้านนั้นจะคงทีมบริหารเดิมไว้ ให้คนท้องที่ไม่รู้สึกว่าร้านโปรดโดนเปลี่ยน ยิ่งเมื่อไม่ใช่ทุกเมืองของอเมริกาจะมีร้านหนังสืออิสระ บางเมืองก็มีแต่ Barnes & Noble ให้เดิน การทำร้านให้น่าเข้าถึง นักอ่านก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น

The New York Times เรียกกลยุทธ์ของดอนต์ว่าเป็นการสร้างศัตรูร่วม จากที่ B&N พยายามผูกขาด เป็นทางเลือกเดียว ทำให้โดนทั้งนักอ่านกับร้านออนไลน์ตีกระหนาบ ก็นำเสนอตัวเองในฐานะหนึ่งในทางเลือกที่มีคุณภาพ ทำให้หลายคนยอมเปิดใจ กลับเป็นว่า Amazon ที่ใช้วิธีกระหน่ำคูปองส่วนลดไม่อั้นจนตัดราคาร้านหนังสือ ไม่มีเสน่ห์ของการค่อยๆ เดินเลือกซื้อ เดินค้นหา นักอ่านทำได้แค่เสิร์ชชื่อหนังสือ จ่ายเงิน กดออก คนไม่รู้สึกเชื่อมโยง แถมยังทำให้ร้านหนังสือแบบอื่นๆ อยู่รอดได้ยาก ทำให้เกิดภาพศัตรูร่วมของทั้งร้านใหญ่ ร้านเล็ก และนักอ่านทั่วประเทศไปแทน

แต่ก็ไม่ใช่ทุกการตัดสินใจของดอนต์จะได้รับคำชม อย่างช่วงที่ B&N ปิดหน้าร้านเพื่อปรับปรุงภายใน เขาสั่งเลิกจ้างพนักงานประจำสาขากว่า 5,000 ตำแหน่ง พอหมดช่วงล็อกดาวน์ ดอนต์ก็ลดขนาดองค์กรด้วยการให้บุคลากรสมัครเข้ามารับคัดเลือกใหม่ แล้วคัดออกบางส่วน แง่หนึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นเหตุจากค่าใช้จ่ายในองค์กรที่ติดตัวแดงมาหลายปีทำให้ต้องรัดเข็มขัด แต่ก็แสดงให้เห็นว่า CEO รายใหม่ไม่รอมชอมที่จะลงดาบเพื่อรักษาผลประโยชน์บริษัท

แต่ข้อวิจารณ์ใหญ่จริงๆ คือการที่ขอเจรจาส่วนลดจากสำนักพิมพ์สูงขึ้น โดยต่อรองว่านโยบายใหม่ทำให้มีหนังสือเหลือคืนลดลง คาดกันว่าส่วนลดสั่งซื้อคำรบใหม่นี้อยู่ราว 50% ใกล้เคียงกับที่ Amazon ได้ ซึ่งการที่เจ้าใหญ่สุดในอุตสาหกรรมสั่งหนังสือน้อยลง แม้จะดีต่อร้านสาขา แต่ก็อาจทำให้เครือร้านขนาดกลาง รวมถึงธุรกิจ e-commerce ใช้วิธีเดียวกันเพื่อขอส่วนลดจากสำนักพิมพ์ จนสุดท้ายเงินที่หมุนเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงสายผลิตและสำนักพิมพ์ก็น้อยลงตาม ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการอ่านเป็นทอดไป

ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่าเจมส์ ดอนต์สอบผ่านฉลุย หลังรับตำแหน่งมาครึ่งทศวรรษ ตอนนี้เครือ B&N สร้างกำไรเฉลี่ยถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) จากยอดขาย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สองปีหลังสุดเปิดสาขาใหม่รวมกันกว่า 110 แห่ง จนปลายปี 2025 มาจนถึงต้นปี 2026 มีข่าวว่าเจ้าของกิจการอย่าง Elliott Investment เตรียมให้ B&N เพิ่มทุนเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

เพราะโลกออนไลน์การอ่านจึงถดถอย และเพราะโลกออนไลน์การอ่านจึงฟื้นกลับมา

พอดีกับที่ตั้งแต่ช่วงโควิด เกิดเทรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองหนังสือเป็นไอเทมเสริมความคูล เสริมภาพลักษณ์ตัวเอง ต้องโพสต์ลงสื่อออนไลน์ ถึงขั้นที่หลายแบรนด์แฟชั่นหยิบหนังสือไปใช้เป็นสื่อกลาง อย่างกรณีของ Miu Miu ที่ใช้วรรณกรรมของนักเขียนสตรีโปรโมตแคมเปญสนับสนุนสตรีนิยมใน 8 ประเทศ ทำให้หนังสือเริ่มกลับมาดูเจ๋งในสายตาหนุ่มสาวตะวันตกอีกครั้ง

แถมยังประจวบเข้ากับเทรนด์ BookTokker และ Bookstagram ที่มาแรงสุดๆ แทบทุกคนต้องเคยเห็นคลิปแนะนำหนังสือทั้งสั้นยาวโผล่ขึ้นฟีดกันทั้งนั้น เทรนด์นี้ทำให้คนอยากได้หนังสือเจ๋งๆ มาถือให้ดูเท่ จนหลายเล่มขายดีอย่างกับแจกฟรี 

แง่มุมนี้อาจสะท้อนผ่านรายงานที่สมาคมร้านหนังสืออิสระอเมริกาว่าในปี 2025 มีร้านหนังสืออิสระทั่วประเทศถึง 3,200 แห่ง จากที่มีเพียง 1,900 แห่งในปี 2020 เฉพาะปี 2024 ก็เปิดใหม่กว่า 300 ร้านเข้าไปแล้ว ทั้งกระแสมาแรงและพื้นฐานอุตสาหกรรมที่เหนียวแน่น ต่างเป็นแรงขับพาความนิยมหนังสือแพร่ไปในกลุ่มคนรุ่นใหม่ยิ่งกว่าเก่า

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าร้านหนังสือคล้ายอิเกียหรือโชว์รูมรถที่โดนตลาดออนไลน์เข้ามาแย่งลูกค้า ถ้าอย่างนั้นโซเชียลมีเดียก็คงเป็นเหมือนฝ่ายขายสารพัดนึกที่ไปปรากฏบนหน้าจอของว่าที่ลูกค้าของสินค้าทุกชนิด แม้ไม่ถึงกับรุ่งโรจน์ แต่ก็ทำให้เห็นว่าหนังสือไม่ได้ตายไป การขายของหน้าร้านก็ยังรอดได้ เพียงแค่ต้องปรับเปลี่ยนที่ทางไปตามบริบทของยุคสมัย และการเสพสื่อของผู้คนเท่านั้น

แม้มีข้อวิจารณ์ว่าหนุ่มสาวหลายคนใช้หนังสือเพื่อชุบตัว หรือทำทีเป็นอ่านเอาภาพลักษณ์แบบไม่เข้าใจเนื้อหา แต่เราเห็นว่ากระแสนี้เป็นสัญญาณที่ดี ว่าความคิดความอ่าน และงานเขียนยังมีที่ทาง มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ทางใดทางหนึ่ง

ดังที่ Sydney Gore เขียนไว้ในเว็บไซต์ Architectural Digest เมื่อปลายปี 2024 ว่า “เทรนด์รวยหนังสือ (bookshelf wealth) กำลังมาแรงสุดๆ …หรือหนังสือจะเป็นยารักษาอาการสมองเน่า (brain rot) กันนะ?” 

แล้วร้านหนังสือไทยจะมีโอกาสฟื้นบ้างไหม

หันกลับมามองอุตสาหกรรมการอ่านบ้านเราบ้าง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เคยบอกไว้ว่าช่วงปี 2008 (2551) ประเทศไทยมีร้านหนังสือถึง 2,483 ร้าน ในขณะที่ปี 2565 ลดเหลือราว 800 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านหนังสืออิสระประมาณ 200 แห่งเท่านั้น

เราลองอ่านรายงานธุรกิจของร้านเชนใหญ่ พบช่วงปีหลังขาดทุนสลับกำไรน้อยทุกที่ อย่างร้านนายอินทร์มีสาขาทั่วประเทศลดลงทุกปี จาก 109 แห่งในปี 2566 ลงมาเหลือ 96 และ 89 สาขาในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ 

ส่วน SE-ED ก็ไม่ต่างนัก ปี 2565 ซีเอ็ดลดจำนวนสาขาที่ไม่กำไร 21 แห่งและเปิดเพิ่ม 1 สาขา ปี 2566 เปิดเพิ่ม 4 สาขา แต่ก็ปิดมากขึ้นเป็น 24 สาขา ส่วนปี 2567 เปิดเพิ่ม 7 สาขา และลด 27 สาขา ทำให้ร้านซีเอ็ดเหลือราว 200 แห่ง ส่วนนานมีบุ๊คส์ย้ายไปตลาดออนไลน์เป็นหลักพักหนึ่งแล้ว

สาเหตุหลักก็ไม่ต่างกับอเมริกามาก คือร้านหนังสือได้รับผลกระทบจากสงครามลดราคาทางออนไลน์ แถมในไทยมีงานหนังสือใหญ่ทุกต้นและปลายปี ที่แทบไม่มีใครขายหนังสือตามราคาปก ร้านหนังสือจะลดราคาสู้ก็ไม่ได้เพราะมีต้นทุนต่อเล่มสูงกว่า เหมือนที่ เอกสิทธิ์ เทียมธรรม จากร้านหนังสืออิสระ The Alphabet BookCafe ให้สัมภาษณ์ไว้กับสำนักข่าว TODAY “มันคือเรื่องตลาดราคา ไม่มีโปรดักต์ไหนที่เปิดตัวมาแล้วขายในราคาปกแล้ว สุดท้ายแล้วเหมือนราคาปกไม่ได้มีนัยอะไร” 

ส่วนช่วงที่คลิปสั้นได้รับความนิยมถล่มทลายนั้น วงการหนังสือไทยก็พอจะได้ประโยชน์จากกระแส มีหลายเล่มที่ยอดขายพุ่งเพราะแมสในแอปฯ ดำ แอปฯ แดง แต่ความต่างคือสำนักพิมพ์กับผู้ขายดูจะเลือกใช้โซเชียลฯ เป็นช่องทางโปรโมตหลัก โดยเฉพาะคลิปสั้นมีช่วงจดจ่อที่น้อยลง ขณะที่สินค้าอย่างหนังสือต้องใช้สมาธิยาวในการอ่าน ดังนั้น แม้หนังสือบางเล่มจะแมสขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่จะได้ยอดขายตามเป้าหมาย ทำให้ความนิยมการอ่านในไทยไม่ได้มาแรงเหมือนอเมริกา 

เมื่อนำมาเทียบกันจึงน่าคิดว่า แล้ววงการร้านหนังสือในไทยจะต่อยอดจากเทรนด์ในประเทศยังไงให้ยังเห็นทางไปต่อ อย่างชุมชนนักอ่านในอเมริกาและโลกตะวันตกที่มีเทรนด์แฟชั่นหนังสือ หรือ Barnes & Noble ที่มุ่งไปตามกระแสโซเชียลมีเดียกับการปฏิวัติให้ตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีของนักอ่าน 

ถึงอย่างนั้น แม้ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมหนังสือไทยยังต้องตะเกียกตะกายท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซาอยู่ แต่ก็พอมีร้านหนังสืออิสระที่เปิดตัวใหม่อยู่เรื่อยๆ 4 เดือนแรกของปี 2026 ในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสืออิสระเปิดใหม่แล้วสองแห่งคือ รักสยาม เป็นขายร้านหนังสือเก่าแถวบางซ่อน และร้าน อาทิตย์ละเล่ม House ย่านบางยี่ขันกับห้องสมุดสาธารณะอีกหนึ่งชื่อ Reading Lab 365 ที่อารีย์ ส่วนร้านหนังสือ ริมขอบฟ้า ที่ถนนดินสอได้ขยับขยายไปที่ตั้งใหม่ สวยงาม ใหญ่โตขึ้นแถวบางพลัด เป็นประกายหวังเล็กๆ ว่าผู้ประกอบการยังเห็นความเป็นไปได้ในอุตสาหกรรม ถึงกล้าเปิดร้านและขยับขยายในโมงยามนี้

พูดกันตามตรงแล้ว เรื่องความอยู่รอดของธุรกิจหนังสือไม่ได้เป็นเพียงโอกาสเติบโตทางตัวเลข หรือความเคลื่อนไหวด้านการค้าเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการดำรงอยู่ของโลกการอ่านและการรักษาองค์ความรู้ในสังคม หากเปรียบนักเขียนเป็นสมอง และนักอ่านเป็นหัวใจของวัฒนธรรมการอ่าน ร้านหนังสือก็คงเป็นดั่งกระดูกสันหลังที่ค้ำยันชุมชนคนหนังสือให้ยังตั้งตรงและเติบโตต่อไปได้ ดังนั้นการปล่อยให้ร้านหนังสือหายไปก็ไม่ต่างกับคร่าชีวิตวงการหนังสือไทยให้ตายไปอย่างช้าๆ การพยายามหาโมเดลที่ร้านหนังสือหรือธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังคงยืนระยะต่อไปได้จึงไม่ได้เป็นโจทย์ของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคนทั้งสังคมด้วย

ที่มา

หมีเนย-พี่เบียงก้า เทรนด์ Mascot Marketing พัฒนาจาก ‘น่ารัก’ ไปสู่ ‘การเล่าเรื่อง’ ยังไง

ไม่นานมานี้ ใครที่เป็นแฟนของ ‘บัตเตอร์แบร์’ หรือ ‘น้องหมีเนย’ น่าจะทราบข่าวว่า ซุป’ตาร์ตัวแสบเพิ่งจะเปิดตัวพี่สาวแท้ๆ มาร่วมในจักรวาล Butter World นั่นคือ ‘พี่หมีเบียงก้า’ ที่หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแทบไม่ต่างกัน

เบื้องหลังการเปิดตัวมาสคอตพี่หมีเบียงก้ามีความน่าสนใจบางอย่างซ่อนไว้อยู่ นั่นคือเรื่องของ ‘Mascot Marketing’ ที่เมื่อปีก่อนฮอตฮิตจนหลายแบรนด์เลือกใช้เป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด จนตอนนี้กำลังมีการพัฒนาไปอีกขั้น แต่จะพัฒนาไปแบบไหนขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

🧸 หยิบตัวการ์ตูน 2D หน้ากล่องคุกกี้มาขยายจักรวาลหมีเนย

หมีทรงเสน่ห์ ผิวขาว ตาโต อ่อนหวาน ติดโบอันใหญ่ไว้ที่หัว หลงใหลในงานศิลปะและแฟชั่น เหล่านี้คือลักษณะคาแร็กเตอร์ของเบียงก้าที่อธิบายไว้ในคราวเปิดตัว ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของหมีเนย น้องสาวตัวแสบที่มีลักษณะขี้เล่นซุกซน 

ในงานเปิดตัวพี่หมีเบียงก้า มีการอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า สาเหตุที่เราไม่เคยเห็นเธอเลยในช่องทางโซเชียลฯ ของ Butterbear เพราะเธอบินไปเรียนต่อที่จีนเพื่อเล่าเรียนวิชาแฟชั่นดีไซน์ เบียงก้าจึงเป็นตัวแทนของ ‘ความกล้า’ ในการไล่ตามความฝันของตัวเอง ในขณะที่หมีเนยคือตัวแทนของความซุกซน ขี้เล่น และฮีลใจให้โลกใบนี้สดใส

อย่างไรก็ดี ใครที่เป็นแฟนตัวยงหรือเคยซื้อคุกกี้จากร้านขนมของ Butterbear จะเห็นว่าเบียงก้าเคยปรากฏตัวบนหน้ากล่องคุ้กกี้ในภาพวาดการ์ตูน 2D ที่มีโมเมนต์สุดอบอุ่นระหว่างเธอกับน้องสาว และเพื่อนอีก 2 ราย คือ ‘ฮิปปี้’ ฮิปโปตัวสีม่วง และ ‘ซันเดย์เบิร์ด’ นกเหลืองตัวจิ๋ว ซึ่งกลายมาเป็นมาสคอตพร้อมกันกับเบียงก้า นี่จึงถือเป็นการขยายจักรวาลหมีเนยตามความตั้งใจของ ดาว–ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่อยากให้คาแร็กเตอร์เตอร์เหล่านี้เป็นเพื่อนฮีลใจผู้บริโภค

🧸 เมื่อมาสคอตมีมูลค่ามากกว่าการเป็น ‘IP character’ แต่คือ ‘influencer’ ของแบรนด์ จึงต้องมี storytelling ที่จับต้องได้

อย่างที่รู้กันว่า หมีเนยและผองเพื่อนตอนนี้เป็นมากกว่า ‘IP character’ ของแบรนด์ แต่คือ influencer ที่มีชื่อเสียงไปไกล จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งป๊อปคัลเจอร์ของบ้านเราที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ ซึ่งภาพจำที่เรามีต่อ Mascot Marketing คือการออกแบบคาแร็กเตอร์ให้มีหน้าตาและอุปนิสัยแตกต่างกันไป 

แต่สิ่งที่ดูกำลังจะพัฒนาต่อในอุตสาหกรรม Mascot Marketing ณ เวลานี้ คือการหยอดสิ่งที่เรียกว่า ‘storytelling’ อย่างกรณีที่ตอนนี้หมีเนยมีพี่สาวและผองเพื่อนที่น่ารักอีก 2 รายมาร่วมจอยในจักรวาล เหมือนที่เห็นพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กันบนอาร์ตเวิร์กของหน้ากล่องคุกกี้ Butterbear

ตัวอย่างการพัฒนา Mascot Marketing ของ Butterbear คือการสร้าง emotional engagement ให้กับบรรดาแฟนด้อมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งในคราวนี้จะไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ถูกจดจำได้ง่ายขึ้น หรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่เป็นการเสริมความแข็งแรงให้คาแร็กเตอร์ดูมี ‘ชีวิต’ และมี ‘เรื่องราว’ เป็นของตัวเองมากขึ้น เสมือนกับ influencer ที่เป็นดารา เป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ที่มีสตอรีชวนดึงดูดให้อยากรู้จักโลกของพวกเขามากขึ้นนั่นเอง

🧸 มาสคอตในยุคใช้ storytelling เสิร์ฟความชุบชูใจและเป็นหนึ่งเดียวกับคอมมิวนิตี้

ถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่จักรวาลของ Butterbear เท่านั้นที่มี storytelling เป็นของตัวเอง ไม่ใกล้ไม่ไกลสักเท่าไหร่นักแถวย่านอโศก ค่ายบันเทิงไทยอย่าง GMMTV ก็หยิบกลยุทธ์เดียวกันมาใช้ในชื่อ GMMTV Fandom Characters มาเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนคลับ

ซึ่งมาสคอตในแบบของ GMMTV Fandom Characters คือการผูกโยง storytelling จากนักแสดงคู่จิ้นประจำช่องมาออกแบบเป็นคาแร็กเตอร์ ยกตัวอย่าง ‘โพก้าซัง’ ที่เป็นตัวแทนของ ‘เต–ตะวัน วิหครัตน์’ กับ ‘นิว–ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ’ โดยโพก้าซังเป็นลูกผสมระหว่างวาฬออก้า สัตว์ที่เต ตะวันชื่นชอบ และหมีขาวที่แฟนๆ ตั้งฉายาให้กับนิว ฐิติภูมิ ที่นอกจากจะปรากฏตัวตามงานมีตติ้งแฟนคลับ มาสคอตโพก้าซังยังมีเพลง มี merchendise เป็นของตัวเอง 

โดย GMMTV Fandom Characters มีมาสคอตในสังกัดถึง 28 ตัว ทุกตัวมีคอนเซปต์ต่างกันไป และมีวี่แววว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามนักแสดงคู่จิ้นในสังกัดของ GMMTV แถมทุกครั้งที่ออกพร้อมกันยังมีโมเมนต์น่ารักชวนจดจำเสมอ ซึ่งกลยุทธ์นี้มีส่วนทำให้คอมมิวนิตี้ของแฟนคลับแข็งแรงในฐานะ ‘ตัวแทน’ ที่จับต้องและเข้าถึงง่าย คล้ายคลึงกับกรณีของจักรวาลหมีเนย

ไม่แน่ว่าในอนาคตมาสคอตของไทยจากทั้ง 2 กรณีที่ว่า หรือมาสคอตที่กำลังจะเกิดใหม่ในอนาคต หากมีการวางสตอรีที่น่าสนใจก็อาจต่อยอดเป็นจักรวาลที่มีมูลค่ามหาศาล เหมือนที่ฝั่งญี่ปุ่นมี Sanrio ซึ่งมีไอคอนิกอย่าง Hello Kitty ที่มีแฟนหนุ่มสุดหล่อ เดียร์ แดเนียล, มายเมโลดี้และคุโรมิที่เป็นคู่แข่งกัน ฯลฯ 

ขึ้นอยู่กับแบรนด์แล้วว่าจะสร้างสรรค์ เติมแต่งเรื่องราวให้มาสคอตในมือออกมาเป็นยังไง

‘แม็กกี้’ ต้นกำเนิดซอสเหยาะเติมรสคู่ครัว จากความตั้งใจยกระดับคุณภาพปากท้องแรงงาน  

เชื่อว่านักชิมน่าจะเคยผ่านตากับ ‘หมูแม็กกี้’ แคมเปญสุดไวรัลจาก ‘แม็กกี้’ ที่ชี้ให้เห็นว่า ซอสเหยาะฝาเหลืองนี้ไม่เพียงต้องมีติดครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของรสชาติความทรงจำ 

รสชาติที่เราจดจำได้ เราเข้าใจง่าย แต่พอมาคิดดูจริงๆ รสชาติของแม็กกี้ก็ค่อนข้างเป็นรสชาติที่เข้มข้น ซับซ้อน มีความเป็น ‘ซอส’ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องปรุงที่มีรสเดียวแบบเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว

‘ความเข้มข้น’ และ ‘ความหอมลุ่มลึก’ นี่แหละ เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของเจ้าซอสแม็กกี้ ซอสที่ไม่ว่าเราจะเอาไว้เหยาะลงในอาหารอะไร ใส่ในไข่เจียว ใส่ในซุป หมักหมู หรือเอาไว้เหยาะ ไว้จิ้ม เช่นขนมปังชุบไข่ เป็นสุดยอดซอสที่มากับคำเรียบง่ายคือคำว่า ‘อร่อย’ 

โดยหลักการดั้งเดิมของซอส รวมถึงผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารของแม็กกี้ เช่นซุปก้อน เป้าหมายคือการ ‘เติมรสอร่อย’ ซึ่งรสอร่อยที่จูลิอัส แม็กกี้ (Julius Maggi) เจ้าของโรงงานหนุ่มชาวสวิสผู้ซึ่งสืบทอดกิจการของพ่อมานั้น พยายามหาความอร่อยพิเศษ แต่กลับเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยการแก้ปัญหาด้านโภชนาการให้กับวิถีชีวิตของคนชั้นแรงงาน

ซุปผักก้อนและซอสสีเข้ม คือความพยายามในการเติมทั้งรส และเติมคุณค่าให้กับแรงงานที่ทำงานในโรงงาน กลุ่มคนที่ไม่มีเวลาแม้กระทั่งการปรุงอาหารหรือกินอาหารดีๆ ซุปก้อนและซอสนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งการเติมความอบอุ่นและสุขภาพให้กับผู้คนในยุคหลังอุตสาหกรรม 

รวมถึงการขาย ‘ผลิตภัณฑ์อาหาร’ ที่เราเห็นได้แต่รูป ไม่ได้รส สิ่งที่ต้องทำคือการตลาด ซึ่งบริษัทแม็กกี้เป็นบริษัทแรกๆ ที่มีฝ่ายการตลาด ที่ทำการตลาดถึงขนาดใช้กวีมาสร้างสรรค์คำโฆษณา จนในที่สุดแม็กกี้กลายเป็นแบรนด์ในชีวิตประจำวัน กลายเป็นกระทั่งส่วนหนึ่งของภาพวาดของปิกาสโซ่

วิกฤตโรงงาน สู่ซอสเพื่อแรงงาน

เรื่องราวของการก่อตั้งแบรนด์แม็กกี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ ‘ทรัพย์คัลเจอร์’ มากๆ คือเกี่ยวข้องกับช่วงที่อุตสาหกรรม ทั้งทำหน้าที่ขยายโอกาสและสร้างปัญหาต่างๆ ขึ้นพร้อมๆ กัน โดยที่แบรนด์แม็กกี้เกิดจากวิกฤตและการแก้ปัญหาจากการมาถึงของโรงงานอุตสาหกรรม

แม็กกี้เริ่มต้นในปี 1869 หรือราวๆ ปลายศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จูลิอัส ลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้อง 5 คนของตระกูลแม็กกี้เข้ารับช่วงต่อกิจการโรงโม่จากพ่อ

ความท้าทายของยุคสมัยใหม่และการประกอบกิจการยุคแรกๆ คือนายจูลิอัสในฐานะทายาทผู้รับช่วงในครอบครัวอิตาเลียนพลัดถิ่น ตอนนั้นมีอายุแค่ 23 ปี ประเด็นคือกิจการโรงโม่ ทำแป้ง เป็นกิจการที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต จากการมาถึงของโลกอุตสาหกรรม ระบบอุตสาหกรรมเข้ามา ราคาแป้งตกต่ำ การมาถึงของรถไฟและเรือกลไฟทำให้ซูริกทะลักไปด้วยธัญญาหารราคาถูกเช่นข้าวโพดและข้าวสาลี

จุดที่น่าสนใจคือ จูลิอัสก็ไม่ได้จมกับความเปลี่ยนแปลงในทางธุรกิจ แต่ตัวเองก็มีความคิดว่า ด้วยความที่กิจการทำแป้ง โม่แป้ง ทำกิจการเกี่ยวกับอาหาร แต่ตัวจูลิอัสเองก็มีความคิดว่าอยากใช้การผลิตสร้างความเปลี่ยนแปลง คือปรับปรุงอาหารให้กับกลุ่มคนชั้นแรงงาน คือแรงงานที่ทำงานในโรงงาน– ซึ่งมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ในปี 1882 เมื่อจูลิอัสเข้าประชุมเพื่อการสาธารณประโยชน์ (Gemeinnützige Gesellschaft) การประชุมของคณะบุคคลต่างๆ ระดับประเทศของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อรับรู้ปัญหาและหาทางร่วมแก้ไขให้ดีขึ้น ในการประชุมมีแพทย์และผู้ตรวจโรงงานชื่อ นายแพทย์ฟรีโดลิน ชูเลอร์ (Fridolin Schuler) ย้ำว่า สถานการณ์พื้นที่โรงงานในประเทศกำลังย่ำแย่ คือการมาของโรงงานทำให้ผู้หญิงเข้าทำงานในโรงงาน ครัวเรือนจึงไม่มีเวลาในการปรุงอาหาร 

ครอบครัวต่างๆ ที่ผู้หญิงเข้าทำงานในโรงงานจึงมักกินอาหารที่เย็นชืด เพราะไม่มีเวลาปรุงอาหารสดใหม่ อาหารภายในโรงอาหารของโรงงานถึงจะราคาถูกแต่ก็ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากพอ

ดังนั้น นายแพทย์ชูเลอร์จึงบอกว่า ด้วยปัญหาเรื่องโภชนาการ ทำให้เกิดปัญหาทุพโภชนาการ เกิดโรคเกี่ยวกับกระเพาะและทางเดินอาหาร เกิดปัญหาอัตราการตายในเด็กที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงเรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญกับอาหารโปรตีนสูง โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบอาหารจากพวกพืชตระกูลถั่ว (legumes) ที่ย่อยง่าย และขายในราคาถูกแก่กลุ่มชนชั้นแรงงานที่มีรายได้น้อย ทำให้สังคมก็กลับมาคาดหวังกับบริษัทแม็กกี้ในทันที

ในความพยายามของจูลิอัส คือการใช้เวลา 2 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นผงซุปกึ่งสำเร็จรูปที่ปรุงสุกได้เร็ว แต่พอออกขายจริงกับยังไม่เป็นที่ยอมรับในตลาด คนชั้นแรงงานยังเน้นกินพวกมันฝรั่งและกาแฟปลอมๆ รสจัดๆ ส่วนคนมีเงินแบบชนชั้นกลางก็บอกว่าไม่อร่อยและแปลก 

อย่างไรก็ดี ในช่วงนั้นถือว่าแม็กกี้ประสบความสำเร็จ ในฐานะบริษัทแรกที่ผลิตซุปหรือผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูปที่ค่อนข้างมีประโยชน์ด้านโภชนาการ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการนำเอาพวกถั่วต่างๆ ไปอบให้สุกก่อนบดเป็นผง เลยตอบโจทย์ทุกข้อในตอนนั้นคือโปรตีนสูง ปรุงสุกไว ราคาถูก แต่ข้อเสียคือยังไม่อร่อย

รสอูมามิกับการทำรสเนื้อจากพืช

การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากซุปถั่วผงของจูลิอัส ค่อยๆ ถูกพัฒนาจากการทำถั่วอบบด ไปสู่การใช้เทคนิคการทำซอสจากพืชได้สำเร็จในปี 1886 คือการทำให้โปรตีนของพืชแตกตัว ซึ่งคือการต่อยอดการหมักซอสแบบที่โลกตะวันออกทำซีอิ๊วหรือโชยุ เป็นกรรมวิธีสมัยใหม่ที่ทำให้โปรตีนของพืชแตกตัวออกมาจนได้กลิ่นและรสที่เหมือนกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ 

จูลิอัสถือเป็นคนที่บุกเบิกและใช้เทคนิคอุตสาหกรรมมาทำให้การบ่มซอสกลายเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรม คือใช้หลักการทางเคมีเข้ามาช่วยเร่งกระบวนการ

ตอนนั้นยังไม่มีความเข้าใจเรื่องรสอูมามิ แต่สิ่งที่จูลิอัสทำได้สำเร็จคือการทำให้เทคนิคเก่าแก่ในการหมักหรือทำซอสแบบดั้งเดิมเข้าใกล้วิทยาศาสตร์ของความอูมามิขึ้นอีกขั้น และนำมาผลิตในระดับอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเลียนแบบหรือจำลองกลิ่นรสของซุปเนื้อ ซึ่งต้องเกิดจากการเคี่ยวเนื้อสัตว์เพื่อสกัดกลิ่นรสตามวิธีดั้งเดิม

นี่คือจุดกำเนิดของซอสแม็กกี้ ซอสจากพืชที่ให้รสชาติเข้มข้นแบบเนื้อสัตว์ ซึ่งเจ้าซอสนี้ก็ขายดิบขายดี ค่อยๆ กลายเป็นที่ยอมรับ และถือว่าตอบโจทย์ของการคิดผลิตภัณฑ์เพื่อแม่บ้านและครัวเรือนที่ช่วยย่นระยะเวลา และทำให้งานครัวเป็นเรื่องง่ายและอร่อยมากขึ้น คำโฆษณาของแม็กกี้เน้นย้ำถึงความคุ้มค่า การลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงได้ครึ่งหนึ่ง ใช้แม็กกี้ได้ทั้งกับซุปและซอส

นอกจากการทำสินค้าเพื่อสนองตลาดใหม่ๆ คือจากกลุ่มคนที่รายได้น้อย ไปจนถึงการตอบสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เกิดจากการทำงาน บริษัทแม็กกี้ยังถือเป็นบริษัทและโรงงานที่ค่อนข้างก้าวหน้า ในทศวรรษ 1900 บริษัทแม็กกี้มีสวัสดิการที่แปลกประหลาดยิ่งสำหรับยุคนั้น คือการมีโรงอาหารกลาง มีบ้านพักสำหรับแรงงาน มีกระทั่งประกันสุขภาพของบริษัท มีบำนาญสำหรับแม่ม่ายและผู้สูงวัย และปิดการทำงานในวันเสาร์ มีกระทั่งการตั้งคณะกรรมการแรงงานเพื่อแก้ปัญหาช่องว่างของระดับบริหารและระดับคนทำงาน ซึ่งถือเป็นต้นแบบหนึ่งของสภาแรงงานในระดับบริษัท และแม็กกี้เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อตกลงร่วมกันของสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมอาหาร

บริษัทแม็กกี้ในที่สุดกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ควบรวมและอยู่ภายใต้ปีกของบริษัทเนสท์เล่ จุดเด่นอย่างหนึ่งของแม็กกี้คือความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ตั้งแต่ยุคก่อตั้งและผลิตสินค้าอาหารยุคแรกๆ แม็กกี้เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองขายคือ อาหารที่ผู้ซื้อไม่ได้ชิม จินตนาการรสชาติไม่ออก แม็กกี้จึงเป็นบริษัทแรกๆ ที่ตั้งฝ่ายการตลาดขึ้น ในทศวรรษ 1880 ถึงขนาดจ้างกวีคนหนึ่งคือ แฟรงก์ เวเดคินด์ (Frank Wedekind) ต่อมากลายเป็นนักเขียนคนสำคัญของเยอรมนี ซึ่งตอนนั้นมาเรียนที่สวิสและลาออกไม่เรียนต่อ 

ตอนนั้นถือว่าเวเดคินด์เป็นคนที่โดดเข้าทำงานในวงการโฆษณา ในอุตสาหกรรมที่เริ่มต้องการการโฆษณา ซึ่งสำหรับแม็กกี้ เวเดคินด์ เป็นคนเขียนเนื้อเพลงคล้ายๆ เป็นสปอตโฆษณา เป็นบทกวีที่บรรยายว่าเจ้าแม็กกี้ซอสช่วยปรุงรสซุปให้อร่อยขึ้นได้ แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้ ซึ่งเวเดคินด์ทำงานได้แค่ 8 เดือนก็ลาออกไป โดยส่งจดหมายบอกแม่ว่ารู้สึกถูกขูดรีดใช้ความสามารถ ไม่คุ้มค่า

ซึ่งแม็กกี้เองเป็นบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย การใช้ก็อบปี้ไรเตอร์ ใช้โปสเตอร์ ใช้ป้าย กระทั่งระบบที่ดูแลลูกค้าเช่นระบบสมาชิก ระบบสะสมแต้ม ไปถึงการทดลองชิม

สำหรับบริษัทแม็กกี้ เมื่อก้าวไปสู่ระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของแม็กกี้ก็ดูเหมือนยังสานต่อหลักคิดตั้งแต่เริ่มแรก คือการทำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหล่าแม่บ้านลดระยะเวลา เติมคุณค่าให้อาหารของทุกๆ บ้าน กลายเป็นวัตถุดิบของอาหารประจำครัวเรือน 

จากผงซุป ก้อนซุป สู่ผลิตภัณฑ์แม็กกี้ที่บ้านเราอาจไม่ค่อยฮิตเท่าไหร่คือกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหาร เช่นในอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กลายเป็นคำเรียกเมนู คือมักกี โกเร็ง ทำนองเดียวกับที่เราเรียกเมนูบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างลำลองว่ามาม่า 

แม็กกี้จึงเป็นอีกกิจการที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลง ยืนอยู่ในรอยต่อของการเกิดขึ้นของครอบครัวและครัวเรือนรูปแบบใหม่ การเกิดครอบครัวขนาดเล็ก เกิดครัวเรือนที่ผู้หญิงไม่มีเวลาอยู่ในครัวและปรุงอาหารด้วยเวลาอันยาวนานเพื่อดึงเอารสชาติ 

รวมถึงการมองเห็นชนชั้นแรงงาน ที่ด้านหนึ่งก็เข้ามาทำงานอยู่ในพื้นที่กิจการ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลิตและขับเคลื่อนธุรกิจกิจการ มองเห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนเหล่านั้น นำไปสู่คุณภาพของบรรษัทและกิจกรรมการผลิต 

การมีอาหารที่ดี ไปจนถึงการบุกเบิกการทำกิจการที่ดี มีสวัสดิการ มองเห็นคุณภาพชีวิตคนทำงาน จนกลายเป็นการพัฒนาอีกอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และกิจการอาหารพร้อมปรุง กลายเป็นรากฐานทั้งของกิจการของบริษัทแม็กกี้ กระทั่งสะท้อนและช่วยทำให้ภาคอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ เติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และกลายเป็นรสชาติพื้นฐานของครัวเรือนทั่วโลก

แบบที่เราคิดถึงรสชาติของหมูแม็กกี้ กลายเป็นรสชาติความทรงจำในวัยเด็ก

อ้างอิง

ในวันที่สู้ฟีดอัลกอริทึมไม่ไหว ค่ายเพลงเคป๊อปใช้เวทีมหา’ลัยช่วยให้ศิลปินอยู่ในกระแสได้ยังไง? 

ในยุคที่หลายแบรนด์ หลายบริษัท ต่างบ่นว่าโพสต์โปรโมตอะไรบนโลกออนไลน์ก็เหมือนเทน้ำทิ้งไปเปล่าๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแทบกลืนหายไปกับทะเลข้อมูลข่าวสาร ทุกคนต้องหาวิธีเอาใจ ‘อัลกอริทึม’ ของแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อทำให้สินค้าหรือบริการของตัวเองเข้าไปอยู่ในความสนใจของผู้คนให้ได้

อุตสาหกรรมเคป๊อปก็เช่นกัน ศิลปินไอดอลเกาหลีเผชิญกับปัญหาการโปรโมตเพลงบนโลกออนไลน์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยได้ประโยชน์จากการสร้างกระแสไวรัลผ่านโซเชียลมีเดีย แฟนๆ ใช้แฮชแท็กดันวงที่ชอบให้ขึ้นเทรนด์จนกลายเป็นหน้าข่าว ช่วยดึงให้คนนอกด้อมมาสนใจมากขึ้น

แต่ทุกวันนี้ กลยุทธ์แบบเดิมไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนเก่าแล้ว วงการเคป๊อปก็พยายามมองหาแนวทางใหม่อยู่เรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะมีกิจกรรมหนึ่งที่กลายเป็นช่องทางให้ค่ายเพลงเคป๊อปขยายกลุ่มฐานคนฟังมากขึ้น

พื้นที่นั้นคือ เทศกาลดนตรีในมหาวิทยาลัย ที่เกิดขึ้นทุกๆ เดือนพฤษภาคม ตามรั้วมหาวิทยาลัยของเกาหลีมีเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่ววิทยาเขต นักศึกษามารวมตัวกันหน้าเวทีเพื่อติดตามศิลปินที่ชื่นชอบ อย่างเช่นในปีนี้ มหาวิทยาลัยอินชอนและมหาวิทยาลัยแห่งชาติชอนบุกได้ชวนวง RIIZE, fromis_9, WINNER, KISS OF LIFE และ FTISLAND มาร่วมงาน ส่วนมหาวิทยาลัยโฮซอและมหาวิทยาลัยดังกุกวิทยาเขตชอนัน มี Apink, KickFlip, UNIS และ fromis_9 มาแสดงบนเวที

ในช่วงปลายเดือน มหาวิทยาลัยยอนเซยังมีเทศกาล Akaraka โดยมีรายชื่อศิลปินคือ KARA, Hwasa และ FTISLAND ส่วนมหาวิทยาลัยแห่งชาติคยองพุกก็มี Zico, NCT WISH และ Lee Young-ji  

และผู้ชมเหล่านั้นกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ฝูงชนในมหาวิทยาลัยอ่อนไหวต่อกระแสและมีอคติน้อยกว่ากลุ่มแฟนคลับที่ภักดี นั่นหมายความว่าเสียงร้องที่ทรงพลัง การแสดงบนเวที และการมีส่วนร่วมกับผู้ชมอย่างแท้จริง สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสาธารณชนได้เกือบจะในทันที

สำหรับเหล่าไอดอลและบริษัทบันเทิงต่างๆ เทศกาลดนตรีในมหาวิทยาลัยได้กลายเป็นตัวชี้วัดความคิดเห็นของสาธารณชนอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ค่ายเพลงแทบจะไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางการโปรโมตออนไลน์ตามปกติ (เว้นแต่ว่าเขาจะเป็นชาวด้อมต่างๆ กันอยู่แล้ว) เวทีนี้จึงช่วยขยายฐานแฟนคลับได้ กลายเป็นโอกาสอันมีค่าสำหรับไอดอลในการสร้างความประทับใจให้กับสาธารณชนนอกด้อมได้โดยตรง ต่างจากรายการเพลงหรือคอนเสิร์ตที่จะมีเพียงแฟนคลับตัวยงที่เข้ามามีส่วนร่วม 

นั่นคือเหตุผลที่เวทีดนตรีในมหาวิทยาลัยกลายเป็นการทดสอบความนิยมของศิลปินต่อหน้าผู้ชมวัยรุ่นนับพันคนแบบเรียลไทม์ และยังช่วยทลายกำแพงอัลกอริทึมในโลกออนไลน์ให้กลายเป็นพื้นที่ตกแฟนคลับนอกด้อม

แล้วอะไรที่ทำให้คนนอกด้อมสนใจศิลปินเหล่านี้ได้?  

“เวทีเทศกาลดนตรีช่วยให้ไอดอลสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินที่เน้นการแสดงสด 

มีความสามารถในการร้องเพลงและมีเสน่ห์บนเวที สำหรับวงที่ต้องการขยายฐานแฟนคลับ เวทีแบบนี้จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังบนเวทีของพวกเขาอย่างมาก”

หนึ่งในคนอุตสาหกรรมเคป๊อปให้สัมภาษณ์กับ The Korea Herald 

เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น กล้องนับหมื่นก็จะเริ่มจับภาพการแสดงของศิลปิน แล้วคลิปเหล่านั้นก็จะได้รับการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย หรือที่กลุ่มแฟนคลับเรียกว่า ‘คลิปแฟนแคม’ ที่กลายเป็นคลิปไวรัลโปรโมตความสามารถศิลปินในอีกแบบ โดยที่ค่ายเพลงไม่ต้องลงงบประมาณโฆษณาใดๆ เลย

การขึ้นแสดงในงานดนตรีมหาวิทยาลัยช่วยส่งให้เพลงของศิลปินกลับขึ้นชาร์ตอีกครั้ง อย่างไม่นานมานี้ เพลง Who is she ของวง KISS OF LIFE ขึ้นชาร์ตประจำวันใน MelOn หลังจากคนชื่นชมการแสดงสด

กระแสความชอบเสน่ห์และความสามารถในการแสดงสดนี้เองที่ทำให้ค่ายเพลงพยายามผลักดันให้ศิลปินปรากฏตัวในเทศกาลดนตรีต่างๆ แม้กระทั่งในงานดนตรีที่ไม่ใช่เพลงป๊อป เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊สโซลที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม สมาชิกวง Seventeen อย่าง DK และ Seungkwan รวมถึงสมาชิกวง NCT อย่าง Taeyong และ Haechan จะขึ้นแสดง และในงานเทศกาลดนตรี Seoul Park Music Festival ในวันที่ 21 มิถุนายน วง Monsta X จะขึ้นแสดงบนเวทีเช่นกัน

สำหรับผู้จัดงานเทศกาล การดึงศิลปินไอดอลมาแสดงสามารถช่วยเพิ่มยอดขายตั๋วได้ ส่วนในมุมของค่ายเพลง การเข้าร่วมเทศกาลดนตรีก็คุ้มทุนมากกว่าการจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวในปัจจุบัน ด้วยยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ หากยอดขายบัตรไม่ปัง ค่ายอาจขาดทุนมากกว่า

ดังนั้น เราคงบอกได้ว่า การแสดงสดในเทศกาลดนตรีกลายเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงกลยุทธ์ต่อการสร้างแบรนด์เคป๊อปไปแล้ว ในวันที่โลกออนไลน์ถึงทางตัน การหันกลับมาหาความจริงใจและประสบการณ์ร่วม (human experience) ก็เป็นอีกทางรอดให้กับธุรกิจบันเทิงได้ เวทีมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่พื้นที่โชว์ตัวชั่วคราว แต่เป็นทั้งกลยุทธ์เพิ่มคุณค่าแบรนดิ้งที่ได้ผลลัพธ์ทั้งหน้าฟีดออนไลน์ และเข้าถึงคนฟังใหม่ๆ ผ่านหน้าเวทีไปพร้อมกัน  

อ้างอิง

koreatimes.co.kr/entertainment/k-pop/20260509/why-university-festivals-matter-more-than-ever-in-k-pop 

koreaherald.com/article/10735511 

จากละคร AI ผลไม้นอกใจกัน สู่บทเรียนธุรกิจในยุค Attention Economy

ตอนนี้ไม่ว่าจะเลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหนก็เจอแต่ละครสั้น AI ผลไม้นอกใจกัน ไม่ว่าจะเป็นสามีและภรรยาที่เป็นสตรอว์เบอร์รีทั้งคู่ แต่คลอดลูกออกมาเป็นมะเขือยาว หรือแอปเปิลสาวร้องไห้เพราะโดนแฟนหนุ่มที่เป็นกล้วยนอกใจ ซึ่งละครสั้น AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้มีละครสั้น AI แมวนอกใจกันและอวัยวะภายในร่างกายที่พูดได้

แม้พล็อตเรื่องอาจดูเป็นเพียงคอนเทนต์ตลกไร้สาระ แต่ก็ทำให้คนบางกลุ่มหยุดดูไม่ได้ และในมุมของนักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI กลับมองว่านี่คือ ‘สัญญาณสำคัญ’ ของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมคอนเทนต์และการทำธุรกิจ เข้าสู่ยุค Attention Economy หรือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มองว่า ‘ความสนใจของผู้คน’ เป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีค่าที่สุดในยุคดิจิทัล ธุรกิจและครีเอเตอร์จึงแข่งขันกันแย่งชิงความสนใจของผู้คนเพื่อนำไปสร้างรายได้

โดยคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจของคนที่สุดในขณะนี้คือ micro-drama หรือซีรีส์แนวตั้ง ความยาว 1-2 นาทีต่อตอน ทั้งจากคนจริงแสดงและ AI ถึงขนาดที่ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่าผู้ชมในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาดู micro-drama ผ่านสมาร์ตโฟนมากกว่าการรับชมแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix, Disney+ หรือ Amazon Prime Video บนอุปกรณ์เดียวกัน และคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาด micro-drama ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 452,200 ล้านบาท ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิปละครสั้น AI จากสัตว์มีผู้ชมจาก ‘ไทย’ มากที่สุด

Recap ตอนนี้จึงพามาถอดรหัสบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในละครสั้น AI เหล่านี้กัน

🍓 บทเรียนที่ 1 คอนเทนต์ยุคนี้ต้องออกแบบให้หยุดนิ้วคนดูใน 1 วิฯ

ภูวนาท เช้าวรรณโณ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Marketine การตลาดนอกลู่  มองว่าปรากฏการณ์คลิปผลไม้มีชีวิตกำลังสะท้อน ‘evolution ใหม่ของ storytelling’ ที่ทำให้ทุกวันนี้คนไม่ได้แข่งขันกันที่ข้อมูล แต่แข่งขันกันว่าใครสามารถดึงความสนใจของคนดูได้ใน 1 วินาทีแรก คอนเทนต์ประเภทนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อหยุดนิ้วคนดูทันที

เทรนด์นี้เริ่มต้นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และละตินอเมริกา หลังแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI เช่น Kling, Runway, Veo และ Vidu ถูกใช้งานง่ายขึ้น จน ‘AI Fruit Drama’ หรือ ‘AI Telenovela’ ที่นำวัตถุหรืออาหารมา anthropomorphize หรือการกำหนดสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีอารมณ์ ความรัก ความโกรธ และความสัมพันธ์แบบละครน้ำเน่า

🍌 บทเรียนที่ 2 ดราม่าและความขัดแย้งทางอารมณ์ยังคงเป็นพล็อตที่ขายได้

จุดสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์ประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการใช้ ‘psychological contrast’ หรือความขัดแย้งทางอารมณ์ระหว่าง ‘ภาพน่ารัก’ กับ ‘เนื้อหาดราม่าหนัก’ ซึ่งกระตุ้นสมองให้หยุดดูโดยอัตโนมัติ สอดคล้องกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม short video ที่ให้ความสำคัญกับ watch retention, emotional hook และ facial expression ส่งผลให้คลิปแนวนี้มีเอนเกจเมนต์สูงกว่าคอนเทนต์ทั่วไป

นอกจากนี้ประเด็นดราม่าและความขัดแย้งยังเป็นพล็อตที่มีมาอย่างยาวนาน และยังเป็น ‘พล็อตที่ขายได้’ และสร้างมูลค่าให้อุตสาหกรรมบันเทิงมาอย่างยาวนานเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น K-Drama หรือซีรีส์เกาหลีที่ดำเนินเรื่องด้วยปมชีวิตและความดราม่า หรือซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Game of Thrones ก็เน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งเช่นเดียวกัน

🍊 บทเรียนที่ 3 ปรับให้เข้ากับคัลเจอร์คนแต่ละประเทศ

เชื่อว่าคนทำธุรกิจหลายคนน่าจะเคยได้ยินกลยุทธ์ localized marketing การปรับสินค้าหรือบริการให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละประเทศหรือแต่ละจังหวัด ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือเลย์ ที่ออกรสชาติแปลกๆ ไม่เหมือนกันแต่ละประเทศ อย่างในไทยมีรสข้าวซอยไก่ รสแกงเขียวหวาน

ละครสั้น AI ก็ใช้กลยุทธ์นี้เช่นเดียวกัน เพราะจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเทรนด์นี้เข้ามาในไทย คือการ ‘localize AI storytelling’ ให้เข้ากับภาษาคนไทย โดยเปลี่ยนจากบทพูดตรงไปตรงมาแบบตะวันตก มาเป็นภาษาวัยรุ่น และอาศัย emotional guilt แบบละครไทย ยกตัวอย่างประโยคละคร AI อวัยวะพูดได้จากประโยค ‘Your arteries are clogged’ ถูกแปลงเป็น ‘เส้นเลือดแกจะตันแล้วนะเว้ย!’ เพื่อสร้าง emotional impact ที่เข้าถึงคนไทยได้มากกว่า

🍎 บทเรียนที่ 4 AI กำลังลดต้นทุนการสร้างคอนเทนต์ให้ต่ำลง

เมื่อก่อนการจะสร้างแอนิเมชั่นหรือละครสั้นแค่ 1 นาที ต้องใช้บุคลากร ทีมงาน กองถ่ายทำ และเงินทุนมหาศาล แต่ AI กำลังลดต้นทุนการสร้างคอนเทนต์ให้ต่ำลง แต่ในปัจจุบันครีเอเตอร์เพียงคนเดียวสามารถใช้ AI สร้างตัวละคร ทำแอนิเมชั่น พากย์เสียง ตัดต่อ และผลิตคลิปได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น

ซึ่งถือเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดเล็กหรือครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างจักรวาลเนื้อหาของตัวเองได้อย่างง่ายดาย และแบรนด์ก็สามารถทดลองไอเดียแปลกใหม่ได้ โดยไม่มีความเสี่ยงด้านงบประมาณหรือทำให้ทุนจม

🍍 บทเรียนที่ 5 ลิขสิทธ์ยังสำคัญแม้ในละครสั้น AI

เป็นที่ถกเถียงกันมานานตั้งแต่เริ่มมีการเจนฯ ภาพ AI มาจนถึงการทำละครสั้น AI ถึงเรื่องความถูกต้องของลิขสิทธิ์ แม้ในตัวละครผลไม้เองอาจไม่ได้จดลิขสิทธิ์ แต่หากผู้สร้าง AI นำภาพใบหน้า เสียง หรือข้อมูลของบุคคลที่มีชื่อเสียง ตลอดจนเพลงหรือฉากที่มีลิขสิทธิ์ของค่ายหนังหรือศิลปินมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิส่วนบุคคลได้ทันที

เนื่องจากละครสั้น AI เป็นคอนเทนต์ที่ผลิตง่าย จึงเกิดกรณีที่แบรนด์หรือครีเอเตอร์อื่นนำโครงเรื่องและคาแร็กเตอร์ผลไม้ AI ที่ไวรัลไปทำโฆษณาหรือคอนเทนต์เลียนแบบเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องเรื่องการทำซ้ำหรือดัดแปลงผลงานได้

นอกเหนือจากเรื่องลิขสิทธ์แล้ว อีกข้อที่แบรนด์และครีเอเตอร์ควรระวัง คือละครผลไม้นอกใจกัน ไปจนถึงละคร AI บางเรื่องมีพล็อตที่สุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องความรุนแรง การเหยียดเพศ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หากแบรนด์นำไปใช้ในทำคอนเทนต์ ตลอดจนใช้ในเชิงพาณิชย์ ควรระวังเรื่องการเลือกใช้เนื้อหาอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน