น้องหมีเนย-พี่เบียงก้า ถึงเวลาที่เทรนด์ Mascot Marketing ต้องพัฒนาจาก ‘ความน่ารัก’ ไปสู่ ‘การเล่าเรื่อง’

ไม่นานมานี้ ใครที่เป็นแฟนของ ‘บัตเตอร์แบร์’ หรือ ‘น้องหมีเนย’ น่าจะทราบข่าวว่า ซุป’ตาร์ตัวแสบเพิ่งจะเปิดตัวพี่สาวแท้ๆ มาร่วมในจักรวาล Butter World นั่นคือ ‘พี่หมีเบียงก้า’ ที่หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแทบไม่ต่างกัน

เบื้องหลังการเปิดตัวมาสคอตพี่หมีเบียงก้ามีความน่าสนใจบางอย่างซ่อนไว้อยู่ นั่นคือเรื่องของ ‘Mascot Marketing’ ที่เมื่อปีก่อนฮอตฮิตจนหลายแบรนด์เลือกใช้เป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด จนตอนนี้กำลังมีการพัฒนาไปอีกขั้น แต่จะพัฒนาไปแบบไหนขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

🧸 หยิบตัวการ์ตูน 2D หน้ากล่องคุกกี้มาขยายจักรวาลหมีเนย

หมีทรงเสน่ห์ ผิวขาว ตาโต อ่อนหวาน ติดโบอันใหญ่ไว้ที่หัว หลงใหลในงานศิลปะและแฟชั่น เหล่านี้คือลักษณะคาแร็กเตอร์ของเบียงก้าที่อธิบายไว้ในคราวเปิดตัว ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของหมีเนย น้องสาวตัวแสบที่มีลักษณะขี้เล่นซุกซน 

ในงานเปิดตัวพี่หมีเบียงก้า มีการอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า สาเหตุที่เราไม่เคยเห็นเธอเลยในช่องทางโซเชียลฯ ของ Butterbear เพราะเธอบินไปเรียนต่อที่จีนเพื่อเล่าเรียนวิชาแฟชั่นดีไซน์ เบียงก้าจึงเป็นตัวแทนของ ‘ความกล้า’ ในการไล่ตามความฝันของตัวเอง ในขณะที่หมีเนยคือตัวแทนของความซุกซน ขี้เล่น และฮีลใจให้โลกใบนี้สดใส

อย่างไรก็ดี ใครที่เป็นแฟนตัวยงหรือเคยซื้อคุกกี้จากร้านขนมของ Butterbear จะเห็นว่าเบียงก้าเคยปรากฏตัวบนหน้ากล่องคุ้กกี้ในภาพวาดการ์ตูน 2D ที่มีโมเมนต์สุดอบอุ่นระหว่างเธอกับน้องสาว และเพื่อนอีก 2 ราย คือ ‘ฮิปปี้’ ฮิปโปตัวสีม่วง และ ‘ซันเดย์เบิร์ด’ นกเหลืองตัวจิ๋ว ซึ่งกลายมาเป็นมาสคอตพร้อมกันกับเบียงก้า นี่จึงถือเป็นการขยายจักรวาลหมีเนยตามความตั้งใจของ ดาว–ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่อยากให้คาแร็กเตอร์เตอร์เหล่านี้เป็นเพื่อนฮีลใจผู้บริโภค

🧸 เมื่อมาสคอตมีมูลค่ามากกว่าการเป็น ‘IP character’ แต่คือ ‘influencer’ ของแบรนด์ จึงต้องมี storytelling ที่จับต้องได้

อย่างที่รู้กันว่า หมีเนยและผองเพื่อนตอนนี้เป็นมากกว่า ‘IP character’ ของแบรนด์ แต่คือ influencer ที่มีชื่อเสียงไปไกล จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งป๊อปคัลเจอร์ของบ้านเราที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ ซึ่งภาพจำที่เรามีต่อ Mascot Marketing คือการออกแบบคาแร็กเตอร์ให้มีหน้าตาและอุปนิสัยแตกต่างกันไป 

แต่สิ่งที่ดูกำลังจะพัฒนาต่อในอุตสาหกรรม Mascot Marketing ณ เวลานี้ คือการหยอดสิ่งที่เรียกว่า ‘storytelling’ อย่างกรณีที่ตอนนี้หมีเนยมีพี่สาวและผองเพื่อนที่น่ารักอีก 2 รายมาร่วมจอยในจักรวาล เหมือนที่เห็นพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กันบนอาร์ตเวิร์กของหน้ากล่องคุกกี้ Butterbear

ตัวอย่างการพัฒนา Mascot Marketing ของ Butterbear คือการสร้าง emotional engagement ให้กับบรรดาแฟนด้อมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งในคราวนี้จะไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ถูกจดจำได้ง่ายขึ้น หรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่เป็นการเสริมความแข็งแรงให้คาแร็กเตอร์ดูมี ‘ชีวิต’ และมี ‘เรื่องราว’ เป็นของตัวเองมากขึ้น เสมือนกับ influencer ที่เป็นดารา เป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ที่มีสตอรีชวนดึงดูดให้อยากรู้จักโลกของพวกเขามากขึ้นนั่นเอง

🧸 มาสคอตในยุคใช้ storytelling เสิร์ฟความชุบชูใจและเป็นหนึ่งเดียวกับคอมมิวนิตี้

ถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่จักรวาลของ Butterbear เท่านั้นที่มี storytelling เป็นของตัวเอง ไม่ใกล้ไม่ไกลสักเท่าไหร่นักแถวย่านอโศก ค่ายบันเทิงไทยอย่าง GMMTV ก็หยิบกลยุทธ์เดียวกันมาใช้ในชื่อ GMMTV Fandom Characters มาเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนคลับ

ซึ่งมาสคอตในแบบของ GMMTV Fandom Characters คือการผูกโยง storytelling จากนักแสดงคู่จิ้นประจำช่องมาออกแบบเป็นคาแร็กเตอร์ ยกตัวอย่าง ‘โพก้าซัง’ ที่เป็นตัวแทนของ ‘เต–ตะวัน วิหครัตน์’ กับ ‘นิว–ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ’ โดยโพก้าซังเป็นลูกผสมระหว่างวาฬออก้า สัตว์ที่เต ตะวันชื่นชอบ และหมีขาวที่แฟนๆ ตั้งฉายาให้กับนิว ฐิติภูมิ ที่นอกจากจะปรากฏตัวตามงานมีตติ้งแฟนคลับ มาสคอตโพก้าซังยังมีเพลง มี merchendise เป็นของตัวเอง 

โดย GMMTV Fandom Characters มีมาสคอตในสังกัดถึง 28 ตัว ทุกตัวมีคอนเซปต์ต่างกันไป และมีวี่แววว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามนักแสดงคู่จิ้นในสังกัดของ GMMTV แถมทุกครั้งที่ออกพร้อมกันยังมีโมเมนต์น่ารักชวนจดจำเสมอ ซึ่งกลยุทธ์นี้มีส่วนทำให้คอมมิวนิตี้ของแฟนคลับแข็งแรงในฐานะ ‘ตัวแทน’ ที่จับต้องและเข้าถึงง่าย คล้ายคลึงกับกรณีของจักรวาลหมีเนย

ไม่แน่ว่าในอนาคตมาสคอตของไทยจากทั้ง 2 กรณีที่ว่า หรือมาสคอตที่กำลังจะเกิดใหม่ในอนาคต หากมีการวางสตอรีที่น่าสนใจก็อาจต่อยอดเป็นจักรวาลที่มีมูลค่ามหาศาล เหมือนที่ฝั่งญี่ปุ่นมี Sanrio ซึ่งมีไอคอนิกอย่าง Hello Kitty ที่มีแฟนหนุ่มสุดหล่อ เดียร์ แดเนียล, มายเมโลดี้และคุโรมิที่เป็นคู่แข่งกัน ฯลฯ 

ขึ้นอยู่กับแบรนด์แล้วว่าจะสร้างสรรค์ เติมแต่งเรื่องราวให้มาสคอตในมือออกมาเป็นยังไง

‘แม็กกี้’ ต้นกำเนิดซอสเหยาะเติมรสคู่ครัว จากความตั้งใจยกระดับคุณภาพปากท้องแรงงาน  

เชื่อว่านักชิมน่าจะเคยผ่านตากับ ‘หมูแม็กกี้’ แคมเปญสุดไวรัลจาก ‘แม็กกี้’ ที่ชี้ให้เห็นว่า ซอสเหยาะฝาเหลืองนี้ไม่เพียงต้องมีติดครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของรสชาติความทรงจำ 

รสชาติที่เราจดจำได้ เราเข้าใจง่าย แต่พอมาคิดดูจริงๆ รสชาติของแม็กกี้ก็ค่อนข้างเป็นรสชาติที่เข้มข้น ซับซ้อน มีความเป็น ‘ซอส’ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องปรุงที่มีรสเดียวแบบเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว

‘ความเข้มข้น’ และ ‘ความหอมลุ่มลึก’ นี่แหละ เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของเจ้าซอสแม็กกี้ ซอสที่ไม่ว่าเราจะเอาไว้เหยาะลงในอาหารอะไร ใส่ในไข่เจียว ใส่ในซุป หมักหมู หรือเอาไว้เหยาะ ไว้จิ้ม เช่นขนมปังชุบไข่ เป็นสุดยอดซอสที่มากับคำเรียบง่ายคือคำว่า ‘อร่อย’ 

โดยหลักการดั้งเดิมของซอส รวมถึงผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารของแม็กกี้ เช่นซุปก้อน เป้าหมายคือการ ‘เติมรสอร่อย’ ซึ่งรสอร่อยที่จูลิอัส แม็กกี้ (Julius Maggi) เจ้าของโรงงานหนุ่มชาวสวิสผู้ซึ่งสืบทอดกิจการของพ่อมานั้น พยายามหาความอร่อยพิเศษ แต่กลับเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยการแก้ปัญหาด้านโภชนาการให้กับวิถีชีวิตของคนชั้นแรงงาน

ซุปผักก้อนและซอสสีเข้ม คือความพยายามในการเติมทั้งรส และเติมคุณค่าให้กับแรงงานที่ทำงานในโรงงาน กลุ่มคนที่ไม่มีเวลาแม้กระทั่งการปรุงอาหารหรือกินอาหารดีๆ ซุปก้อนและซอสนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งการเติมความอบอุ่นและสุขภาพให้กับผู้คนในยุคหลังอุตสาหกรรม 

รวมถึงการขาย ‘ผลิตภัณฑ์อาหาร’ ที่เราเห็นได้แต่รูป ไม่ได้รส สิ่งที่ต้องทำคือการตลาด ซึ่งบริษัทแม็กกี้เป็นบริษัทแรกๆ ที่มีฝ่ายการตลาด ที่ทำการตลาดถึงขนาดใช้กวีมาสร้างสรรค์คำโฆษณา จนในที่สุดแม็กกี้กลายเป็นแบรนด์ในชีวิตประจำวัน กลายเป็นกระทั่งส่วนหนึ่งของภาพวาดของปิกาสโซ่

วิกฤตโรงงาน สู่ซอสเพื่อแรงงาน

เรื่องราวของการก่อตั้งแบรนด์แม็กกี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ ‘ทรัพย์คัลเจอร์’ มากๆ คือเกี่ยวข้องกับช่วงที่อุตสาหกรรม ทั้งทำหน้าที่ขยายโอกาสและสร้างปัญหาต่างๆ ขึ้นพร้อมๆ กัน โดยที่แบรนด์แม็กกี้เกิดจากวิกฤตและการแก้ปัญหาจากการมาถึงของโรงงานอุตสาหกรรม

แม็กกี้เริ่มต้นในปี 1869 หรือราวๆ ปลายศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จูลิอัส ลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้อง 5 คนของตระกูลแม็กกี้เข้ารับช่วงต่อกิจการโรงโม่จากพ่อ

ความท้าทายของยุคสมัยใหม่และการประกอบกิจการยุคแรกๆ คือนายจูลิอัสในฐานะทายาทผู้รับช่วงในครอบครัวอิตาเลียนพลัดถิ่น ตอนนั้นมีอายุแค่ 23 ปี ประเด็นคือกิจการโรงโม่ ทำแป้ง เป็นกิจการที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต จากการมาถึงของโลกอุตสาหกรรม ระบบอุตสาหกรรมเข้ามา ราคาแป้งตกต่ำ การมาถึงของรถไฟและเรือกลไฟทำให้ซูริกทะลักไปด้วยธัญญาหารราคาถูกเช่นข้าวโพดและข้าวสาลี

จุดที่น่าสนใจคือ จูลิอัสก็ไม่ได้จมกับความเปลี่ยนแปลงในทางธุรกิจ แต่ตัวเองก็มีความคิดว่า ด้วยความที่กิจการทำแป้ง โม่แป้ง ทำกิจการเกี่ยวกับอาหาร แต่ตัวจูลิอัสเองก็มีความคิดว่าอยากใช้การผลิตสร้างความเปลี่ยนแปลง คือปรับปรุงอาหารให้กับกลุ่มคนชั้นแรงงาน คือแรงงานที่ทำงานในโรงงาน– ซึ่งมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ในปี 1882 เมื่อจูลิอัสเข้าประชุมเพื่อการสาธารณประโยชน์ (Gemeinnützige Gesellschaft) การประชุมของคณะบุคคลต่างๆ ระดับประเทศของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อรับรู้ปัญหาและหาทางร่วมแก้ไขให้ดีขึ้น ในการประชุมมีแพทย์และผู้ตรวจโรงงานชื่อ นายแพทย์ฟรีโดลิน ชูเลอร์ (Fridolin Schuler) ย้ำว่า สถานการณ์พื้นที่โรงงานในประเทศกำลังย่ำแย่ คือการมาของโรงงานทำให้ผู้หญิงเข้าทำงานในโรงงาน ครัวเรือนจึงไม่มีเวลาในการปรุงอาหาร 

ครอบครัวต่างๆ ที่ผู้หญิงเข้าทำงานในโรงงานจึงมักกินอาหารที่เย็นชืด เพราะไม่มีเวลาปรุงอาหารสดใหม่ อาหารภายในโรงอาหารของโรงงานถึงจะราคาถูกแต่ก็ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากพอ

ดังนั้น นายแพทย์ชูเลอร์จึงบอกว่า ด้วยปัญหาเรื่องโภชนาการ ทำให้เกิดปัญหาทุพโภชนาการ เกิดโรคเกี่ยวกับกระเพาะและทางเดินอาหาร เกิดปัญหาอัตราการตายในเด็กที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงเรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญกับอาหารโปรตีนสูง โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบอาหารจากพวกพืชตระกูลถั่ว (legumes) ที่ย่อยง่าย และขายในราคาถูกแก่กลุ่มชนชั้นแรงงานที่มีรายได้น้อย ทำให้สังคมก็กลับมาคาดหวังกับบริษัทแม็กกี้ในทันที

ในความพยายามของจูลิอัส คือการใช้เวลา 2 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นผงซุปกึ่งสำเร็จรูปที่ปรุงสุกได้เร็ว แต่พอออกขายจริงกับยังไม่เป็นที่ยอมรับในตลาด คนชั้นแรงงานยังเน้นกินพวกมันฝรั่งและกาแฟปลอมๆ รสจัดๆ ส่วนคนมีเงินแบบชนชั้นกลางก็บอกว่าไม่อร่อยและแปลก 

อย่างไรก็ดี ในช่วงนั้นถือว่าแม็กกี้ประสบความสำเร็จ ในฐานะบริษัทแรกที่ผลิตซุปหรือผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูปที่ค่อนข้างมีประโยชน์ด้านโภชนาการ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการนำเอาพวกถั่วต่างๆ ไปอบให้สุกก่อนบดเป็นผง เลยตอบโจทย์ทุกข้อในตอนนั้นคือโปรตีนสูง ปรุงสุกไว ราคาถูก แต่ข้อเสียคือยังไม่อร่อย

รสอูมามิกับการทำรสเนื้อจากพืช

การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากซุปถั่วผงของจูลิอัส ค่อยๆ ถูกพัฒนาจากการทำถั่วอบบด ไปสู่การใช้เทคนิคการทำซอสจากพืชได้สำเร็จในปี 1886 คือการทำให้โปรตีนของพืชแตกตัว ซึ่งคือการต่อยอดการหมักซอสแบบที่โลกตะวันออกทำซีอิ๊วหรือโชยุ เป็นกรรมวิธีสมัยใหม่ที่ทำให้โปรตีนของพืชแตกตัวออกมาจนได้กลิ่นและรสที่เหมือนกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ 

จูลิอัสถือเป็นคนที่บุกเบิกและใช้เทคนิคอุตสาหกรรมมาทำให้การบ่มซอสกลายเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรม คือใช้หลักการทางเคมีเข้ามาช่วยเร่งกระบวนการ

ตอนนั้นยังไม่มีความเข้าใจเรื่องรสอูมามิ แต่สิ่งที่จูลิอัสทำได้สำเร็จคือการทำให้เทคนิคเก่าแก่ในการหมักหรือทำซอสแบบดั้งเดิมเข้าใกล้วิทยาศาสตร์ของความอูมามิขึ้นอีกขั้น และนำมาผลิตในระดับอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเลียนแบบหรือจำลองกลิ่นรสของซุปเนื้อ ซึ่งต้องเกิดจากการเคี่ยวเนื้อสัตว์เพื่อสกัดกลิ่นรสตามวิธีดั้งเดิม

นี่คือจุดกำเนิดของซอสแม็กกี้ ซอสจากพืชที่ให้รสชาติเข้มข้นแบบเนื้อสัตว์ ซึ่งเจ้าซอสนี้ก็ขายดิบขายดี ค่อยๆ กลายเป็นที่ยอมรับ และถือว่าตอบโจทย์ของการคิดผลิตภัณฑ์เพื่อแม่บ้านและครัวเรือนที่ช่วยย่นระยะเวลา และทำให้งานครัวเป็นเรื่องง่ายและอร่อยมากขึ้น คำโฆษณาของแม็กกี้เน้นย้ำถึงความคุ้มค่า การลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงได้ครึ่งหนึ่ง ใช้แม็กกี้ได้ทั้งกับซุปและซอส

นอกจากการทำสินค้าเพื่อสนองตลาดใหม่ๆ คือจากกลุ่มคนที่รายได้น้อย ไปจนถึงการตอบสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เกิดจากการทำงาน บริษัทแม็กกี้ยังถือเป็นบริษัทและโรงงานที่ค่อนข้างก้าวหน้า ในทศวรรษ 1900 บริษัทแม็กกี้มีสวัสดิการที่แปลกประหลาดยิ่งสำหรับยุคนั้น คือการมีโรงอาหารกลาง มีบ้านพักสำหรับแรงงาน มีกระทั่งประกันสุขภาพของบริษัท มีบำนาญสำหรับแม่ม่ายและผู้สูงวัย และปิดการทำงานในวันเสาร์ มีกระทั่งการตั้งคณะกรรมการแรงงานเพื่อแก้ปัญหาช่องว่างของระดับบริหารและระดับคนทำงาน ซึ่งถือเป็นต้นแบบหนึ่งของสภาแรงงานในระดับบริษัท และแม็กกี้เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อตกลงร่วมกันของสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมอาหาร

บริษัทแม็กกี้ในที่สุดกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ควบรวมและอยู่ภายใต้ปีกของบริษัทเนสท์เล่ จุดเด่นอย่างหนึ่งของแม็กกี้คือความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ตั้งแต่ยุคก่อตั้งและผลิตสินค้าอาหารยุคแรกๆ แม็กกี้เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองขายคือ อาหารที่ผู้ซื้อไม่ได้ชิม จินตนาการรสชาติไม่ออก แม็กกี้จึงเป็นบริษัทแรกๆ ที่ตั้งฝ่ายการตลาดขึ้น ในทศวรรษ 1880 ถึงขนาดจ้างกวีคนหนึ่งคือ แฟรงก์ เวเดคินด์ (Frank Wedekind) ต่อมากลายเป็นนักเขียนคนสำคัญของเยอรมนี ซึ่งตอนนั้นมาเรียนที่สวิสและลาออกไม่เรียนต่อ 

ตอนนั้นถือว่าเวเดคินด์เป็นคนที่โดดเข้าทำงานในวงการโฆษณา ในอุตสาหกรรมที่เริ่มต้องการการโฆษณา ซึ่งสำหรับแม็กกี้ เวเดคินด์ เป็นคนเขียนเนื้อเพลงคล้ายๆ เป็นสปอตโฆษณา เป็นบทกวีที่บรรยายว่าเจ้าแม็กกี้ซอสช่วยปรุงรสซุปให้อร่อยขึ้นได้ แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้ ซึ่งเวเดคินด์ทำงานได้แค่ 8 เดือนก็ลาออกไป โดยส่งจดหมายบอกแม่ว่ารู้สึกถูกขูดรีดใช้ความสามารถ ไม่คุ้มค่า

ซึ่งแม็กกี้เองเป็นบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย การใช้ก็อบปี้ไรเตอร์ ใช้โปสเตอร์ ใช้ป้าย กระทั่งระบบที่ดูแลลูกค้าเช่นระบบสมาชิก ระบบสะสมแต้ม ไปถึงการทดลองชิม

สำหรับบริษัทแม็กกี้ เมื่อก้าวไปสู่ระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของแม็กกี้ก็ดูเหมือนยังสานต่อหลักคิดตั้งแต่เริ่มแรก คือการทำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหล่าแม่บ้านลดระยะเวลา เติมคุณค่าให้อาหารของทุกๆ บ้าน กลายเป็นวัตถุดิบของอาหารประจำครัวเรือน 

จากผงซุป ก้อนซุป สู่ผลิตภัณฑ์แม็กกี้ที่บ้านเราอาจไม่ค่อยฮิตเท่าไหร่คือกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหาร เช่นในอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กลายเป็นคำเรียกเมนู คือมักกี โกเร็ง ทำนองเดียวกับที่เราเรียกเมนูบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างลำลองว่ามาม่า 

แม็กกี้จึงเป็นอีกกิจการที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลง ยืนอยู่ในรอยต่อของการเกิดขึ้นของครอบครัวและครัวเรือนรูปแบบใหม่ การเกิดครอบครัวขนาดเล็ก เกิดครัวเรือนที่ผู้หญิงไม่มีเวลาอยู่ในครัวและปรุงอาหารด้วยเวลาอันยาวนานเพื่อดึงเอารสชาติ 

รวมถึงการมองเห็นชนชั้นแรงงาน ที่ด้านหนึ่งก็เข้ามาทำงานอยู่ในพื้นที่กิจการ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลิตและขับเคลื่อนธุรกิจกิจการ มองเห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนเหล่านั้น นำไปสู่คุณภาพของบรรษัทและกิจกรรมการผลิต 

การมีอาหารที่ดี ไปจนถึงการบุกเบิกการทำกิจการที่ดี มีสวัสดิการ มองเห็นคุณภาพชีวิตคนทำงาน จนกลายเป็นการพัฒนาอีกอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และกิจการอาหารพร้อมปรุง กลายเป็นรากฐานทั้งของกิจการของบริษัทแม็กกี้ กระทั่งสะท้อนและช่วยทำให้ภาคอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ เติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และกลายเป็นรสชาติพื้นฐานของครัวเรือนทั่วโลก

แบบที่เราคิดถึงรสชาติของหมูแม็กกี้ กลายเป็นรสชาติความทรงจำในวัยเด็ก

อ้างอิง

ในวันที่สู้ฟีดอัลกอริทึมไม่ไหว ค่ายเพลงเคป๊อปใช้เวทีมหา’ลัยช่วยให้ศิลปินอยู่ในกระแสได้ยังไง? 

ในยุคที่หลายแบรนด์ หลายบริษัท ต่างบ่นว่าโพสต์โปรโมตอะไรบนโลกออนไลน์ก็เหมือนเทน้ำทิ้งไปเปล่าๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแทบกลืนหายไปกับทะเลข้อมูลข่าวสาร ทุกคนต้องหาวิธีเอาใจ ‘อัลกอริทึม’ ของแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อทำให้สินค้าหรือบริการของตัวเองเข้าไปอยู่ในความสนใจของผู้คนให้ได้

อุตสาหกรรมเคป๊อปก็เช่นกัน ศิลปินไอดอลเกาหลีเผชิญกับปัญหาการโปรโมตเพลงบนโลกออนไลน์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยได้ประโยชน์จากการสร้างกระแสไวรัลผ่านโซเชียลมีเดีย แฟนๆ ใช้แฮชแท็กดันวงที่ชอบให้ขึ้นเทรนด์จนกลายเป็นหน้าข่าว ช่วยดึงให้คนนอกด้อมมาสนใจมากขึ้น

แต่ทุกวันนี้ กลยุทธ์แบบเดิมไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนเก่าแล้ว วงการเคป๊อปก็พยายามมองหาแนวทางใหม่อยู่เรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะมีกิจกรรมหนึ่งที่กลายเป็นช่องทางให้ค่ายเพลงเคป๊อปขยายกลุ่มฐานคนฟังมากขึ้น

พื้นที่นั้นคือ เทศกาลดนตรีในมหาวิทยาลัย ที่เกิดขึ้นทุกๆ เดือนพฤษภาคม ตามรั้วมหาวิทยาลัยของเกาหลีมีเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่ววิทยาเขต นักศึกษามารวมตัวกันหน้าเวทีเพื่อติดตามศิลปินที่ชื่นชอบ อย่างเช่นในปีนี้ มหาวิทยาลัยอินชอนและมหาวิทยาลัยแห่งชาติชอนบุกได้ชวนวง RIIZE, fromis_9, WINNER, KISS OF LIFE และ FTISLAND มาร่วมงาน ส่วนมหาวิทยาลัยโฮซอและมหาวิทยาลัยดังกุกวิทยาเขตชอนัน มี Apink, KickFlip, UNIS และ fromis_9 มาแสดงบนเวที

ในช่วงปลายเดือน มหาวิทยาลัยยอนเซยังมีเทศกาล Akaraka โดยมีรายชื่อศิลปินคือ KARA, Hwasa และ FTISLAND ส่วนมหาวิทยาลัยแห่งชาติคยองพุกก็มี Zico, NCT WISH และ Lee Young-ji  

และผู้ชมเหล่านั้นกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ฝูงชนในมหาวิทยาลัยอ่อนไหวต่อกระแสและมีอคติน้อยกว่ากลุ่มแฟนคลับที่ภักดี นั่นหมายความว่าเสียงร้องที่ทรงพลัง การแสดงบนเวที และการมีส่วนร่วมกับผู้ชมอย่างแท้จริง สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสาธารณชนได้เกือบจะในทันที

สำหรับเหล่าไอดอลและบริษัทบันเทิงต่างๆ เทศกาลดนตรีในมหาวิทยาลัยได้กลายเป็นตัวชี้วัดความคิดเห็นของสาธารณชนอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ค่ายเพลงแทบจะไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางการโปรโมตออนไลน์ตามปกติ (เว้นแต่ว่าเขาจะเป็นชาวด้อมต่างๆ กันอยู่แล้ว) เวทีนี้จึงช่วยขยายฐานแฟนคลับได้ กลายเป็นโอกาสอันมีค่าสำหรับไอดอลในการสร้างความประทับใจให้กับสาธารณชนนอกด้อมได้โดยตรง ต่างจากรายการเพลงหรือคอนเสิร์ตที่จะมีเพียงแฟนคลับตัวยงที่เข้ามามีส่วนร่วม 

นั่นคือเหตุผลที่เวทีดนตรีในมหาวิทยาลัยกลายเป็นการทดสอบความนิยมของศิลปินต่อหน้าผู้ชมวัยรุ่นนับพันคนแบบเรียลไทม์ และยังช่วยทลายกำแพงอัลกอริทึมในโลกออนไลน์ให้กลายเป็นพื้นที่ตกแฟนคลับนอกด้อม

แล้วอะไรที่ทำให้คนนอกด้อมสนใจศิลปินเหล่านี้ได้?  

“เวทีเทศกาลดนตรีช่วยให้ไอดอลสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินที่เน้นการแสดงสด 

มีความสามารถในการร้องเพลงและมีเสน่ห์บนเวที สำหรับวงที่ต้องการขยายฐานแฟนคลับ เวทีแบบนี้จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังบนเวทีของพวกเขาอย่างมาก”

หนึ่งในคนอุตสาหกรรมเคป๊อปให้สัมภาษณ์กับ The Korea Herald 

เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น กล้องนับหมื่นก็จะเริ่มจับภาพการแสดงของศิลปิน แล้วคลิปเหล่านั้นก็จะได้รับการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย หรือที่กลุ่มแฟนคลับเรียกว่า ‘คลิปแฟนแคม’ ที่กลายเป็นคลิปไวรัลโปรโมตความสามารถศิลปินในอีกแบบ โดยที่ค่ายเพลงไม่ต้องลงงบประมาณโฆษณาใดๆ เลย

การขึ้นแสดงในงานดนตรีมหาวิทยาลัยช่วยส่งให้เพลงของศิลปินกลับขึ้นชาร์ตอีกครั้ง อย่างไม่นานมานี้ เพลง Who is she ของวง KISS OF LIFE ขึ้นชาร์ตประจำวันใน MelOn หลังจากคนชื่นชมการแสดงสด

กระแสความชอบเสน่ห์และความสามารถในการแสดงสดนี้เองที่ทำให้ค่ายเพลงพยายามผลักดันให้ศิลปินปรากฏตัวในเทศกาลดนตรีต่างๆ แม้กระทั่งในงานดนตรีที่ไม่ใช่เพลงป๊อป เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊สโซลที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม สมาชิกวง Seventeen อย่าง DK และ Seungkwan รวมถึงสมาชิกวง NCT อย่าง Taeyong และ Haechan จะขึ้นแสดง และในงานเทศกาลดนตรี Seoul Park Music Festival ในวันที่ 21 มิถุนายน วง Monsta X จะขึ้นแสดงบนเวทีเช่นกัน

สำหรับผู้จัดงานเทศกาล การดึงศิลปินไอดอลมาแสดงสามารถช่วยเพิ่มยอดขายตั๋วได้ ส่วนในมุมของค่ายเพลง การเข้าร่วมเทศกาลดนตรีก็คุ้มทุนมากกว่าการจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวในปัจจุบัน ด้วยยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ หากยอดขายบัตรไม่ปัง ค่ายอาจขาดทุนมากกว่า

ดังนั้น เราคงบอกได้ว่า การแสดงสดในเทศกาลดนตรีกลายเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงกลยุทธ์ต่อการสร้างแบรนด์เคป๊อปไปแล้ว ในวันที่โลกออนไลน์ถึงทางตัน การหันกลับมาหาความจริงใจและประสบการณ์ร่วม (human experience) ก็เป็นอีกทางรอดให้กับธุรกิจบันเทิงได้ เวทีมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่พื้นที่โชว์ตัวชั่วคราว แต่เป็นทั้งกลยุทธ์เพิ่มคุณค่าแบรนดิ้งที่ได้ผลลัพธ์ทั้งหน้าฟีดออนไลน์ และเข้าถึงคนฟังใหม่ๆ ผ่านหน้าเวทีไปพร้อมกัน  

อ้างอิง

koreatimes.co.kr/entertainment/k-pop/20260509/why-university-festivals-matter-more-than-ever-in-k-pop 

koreaherald.com/article/10735511 

จากละคร AI ผลไม้นอกใจกัน สู่บทเรียนธุรกิจในยุค Attention Economy

ตอนนี้ไม่ว่าจะเลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหนก็เจอแต่ละครสั้น AI ผลไม้นอกใจกัน ไม่ว่าจะเป็นสามีและภรรยาที่เป็นสตรอว์เบอร์รีทั้งคู่ แต่คลอดลูกออกมาเป็นมะเขือยาว หรือแอปเปิลสาวร้องไห้เพราะโดนแฟนหนุ่มที่เป็นกล้วยนอกใจ ซึ่งละครสั้น AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้มีละครสั้น AI แมวนอกใจกันและอวัยวะภายในร่างกายที่พูดได้

แม้พล็อตเรื่องอาจดูเป็นเพียงคอนเทนต์ตลกไร้สาระ แต่ก็ทำให้คนบางกลุ่มหยุดดูไม่ได้ และในมุมของนักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI กลับมองว่านี่คือ ‘สัญญาณสำคัญ’ ของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมคอนเทนต์และการทำธุรกิจ เข้าสู่ยุค Attention Economy หรือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มองว่า ‘ความสนใจของผู้คน’ เป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีค่าที่สุดในยุคดิจิทัล ธุรกิจและครีเอเตอร์จึงแข่งขันกันแย่งชิงความสนใจของผู้คนเพื่อนำไปสร้างรายได้

โดยคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจของคนที่สุดในขณะนี้คือ micro-drama หรือซีรีส์แนวตั้ง ความยาว 1-2 นาทีต่อตอน ทั้งจากคนจริงแสดงและ AI ถึงขนาดที่ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่าผู้ชมในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาดู micro-drama ผ่านสมาร์ตโฟนมากกว่าการรับชมแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix, Disney+ หรือ Amazon Prime Video บนอุปกรณ์เดียวกัน และคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาด micro-drama ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 452,200 ล้านบาท ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิปละครสั้น AI จากสัตว์มีผู้ชมจาก ‘ไทย’ มากที่สุด

Recap ตอนนี้จึงพามาถอดรหัสบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในละครสั้น AI เหล่านี้กัน

🍓 บทเรียนที่ 1 คอนเทนต์ยุคนี้ต้องออกแบบให้หยุดนิ้วคนดูใน 1 วิฯ

ภูวนาท เช้าวรรณโณ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Marketine การตลาดนอกลู่  มองว่าปรากฏการณ์คลิปผลไม้มีชีวิตกำลังสะท้อน ‘evolution ใหม่ของ storytelling’ ที่ทำให้ทุกวันนี้คนไม่ได้แข่งขันกันที่ข้อมูล แต่แข่งขันกันว่าใครสามารถดึงความสนใจของคนดูได้ใน 1 วินาทีแรก คอนเทนต์ประเภทนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อหยุดนิ้วคนดูทันที

เทรนด์นี้เริ่มต้นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และละตินอเมริกา หลังแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI เช่น Kling, Runway, Veo และ Vidu ถูกใช้งานง่ายขึ้น จน ‘AI Fruit Drama’ หรือ ‘AI Telenovela’ ที่นำวัตถุหรืออาหารมา anthropomorphize หรือการกำหนดสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีอารมณ์ ความรัก ความโกรธ และความสัมพันธ์แบบละครน้ำเน่า

🍌 บทเรียนที่ 2 ดราม่าและความขัดแย้งทางอารมณ์ยังคงเป็นพล็อตที่ขายได้

จุดสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์ประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการใช้ ‘psychological contrast’ หรือความขัดแย้งทางอารมณ์ระหว่าง ‘ภาพน่ารัก’ กับ ‘เนื้อหาดราม่าหนัก’ ซึ่งกระตุ้นสมองให้หยุดดูโดยอัตโนมัติ สอดคล้องกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม short video ที่ให้ความสำคัญกับ watch retention, emotional hook และ facial expression ส่งผลให้คลิปแนวนี้มีเอนเกจเมนต์สูงกว่าคอนเทนต์ทั่วไป

นอกจากนี้ประเด็นดราม่าและความขัดแย้งยังเป็นพล็อตที่มีมาอย่างยาวนาน และยังเป็น ‘พล็อตที่ขายได้’ และสร้างมูลค่าให้อุตสาหกรรมบันเทิงมาอย่างยาวนานเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น K-Drama หรือซีรีส์เกาหลีที่ดำเนินเรื่องด้วยปมชีวิตและความดราม่า หรือซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Game of Thrones ก็เน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งเช่นเดียวกัน

🍊 บทเรียนที่ 3 ปรับให้เข้ากับคัลเจอร์คนแต่ละประเทศ

เชื่อว่าคนทำธุรกิจหลายคนน่าจะเคยได้ยินกลยุทธ์ localized marketing การปรับสินค้าหรือบริการให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละประเทศหรือแต่ละจังหวัด ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือเลย์ ที่ออกรสชาติแปลกๆ ไม่เหมือนกันแต่ละประเทศ อย่างในไทยมีรสข้าวซอยไก่ รสแกงเขียวหวาน

ละครสั้น AI ก็ใช้กลยุทธ์นี้เช่นเดียวกัน เพราะจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเทรนด์นี้เข้ามาในไทย คือการ ‘localize AI storytelling’ ให้เข้ากับภาษาคนไทย โดยเปลี่ยนจากบทพูดตรงไปตรงมาแบบตะวันตก มาเป็นภาษาวัยรุ่น และอาศัย emotional guilt แบบละครไทย ยกตัวอย่างประโยคละคร AI อวัยวะพูดได้จากประโยค ‘Your arteries are clogged’ ถูกแปลงเป็น ‘เส้นเลือดแกจะตันแล้วนะเว้ย!’ เพื่อสร้าง emotional impact ที่เข้าถึงคนไทยได้มากกว่า

🍎 บทเรียนที่ 4 AI กำลังลดต้นทุนการสร้างคอนเทนต์ให้ต่ำลง

เมื่อก่อนการจะสร้างแอนิเมชั่นหรือละครสั้นแค่ 1 นาที ต้องใช้บุคลากร ทีมงาน กองถ่ายทำ และเงินทุนมหาศาล แต่ AI กำลังลดต้นทุนการสร้างคอนเทนต์ให้ต่ำลง แต่ในปัจจุบันครีเอเตอร์เพียงคนเดียวสามารถใช้ AI สร้างตัวละคร ทำแอนิเมชั่น พากย์เสียง ตัดต่อ และผลิตคลิปได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น

ซึ่งถือเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดเล็กหรือครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างจักรวาลเนื้อหาของตัวเองได้อย่างง่ายดาย และแบรนด์ก็สามารถทดลองไอเดียแปลกใหม่ได้ โดยไม่มีความเสี่ยงด้านงบประมาณหรือทำให้ทุนจม

🍍 บทเรียนที่ 5 ลิขสิทธ์ยังสำคัญแม้ในละครสั้น AI

เป็นที่ถกเถียงกันมานานตั้งแต่เริ่มมีการเจนฯ ภาพ AI มาจนถึงการทำละครสั้น AI ถึงเรื่องความถูกต้องของลิขสิทธิ์ แม้ในตัวละครผลไม้เองอาจไม่ได้จดลิขสิทธิ์ แต่หากผู้สร้าง AI นำภาพใบหน้า เสียง หรือข้อมูลของบุคคลที่มีชื่อเสียง ตลอดจนเพลงหรือฉากที่มีลิขสิทธิ์ของค่ายหนังหรือศิลปินมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิส่วนบุคคลได้ทันที

เนื่องจากละครสั้น AI เป็นคอนเทนต์ที่ผลิตง่าย จึงเกิดกรณีที่แบรนด์หรือครีเอเตอร์อื่นนำโครงเรื่องและคาแร็กเตอร์ผลไม้ AI ที่ไวรัลไปทำโฆษณาหรือคอนเทนต์เลียนแบบเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องเรื่องการทำซ้ำหรือดัดแปลงผลงานได้

นอกเหนือจากเรื่องลิขสิทธ์แล้ว อีกข้อที่แบรนด์และครีเอเตอร์ควรระวัง คือละครผลไม้นอกใจกัน ไปจนถึงละคร AI บางเรื่องมีพล็อตที่สุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องความรุนแรง การเหยียดเพศ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หากแบรนด์นำไปใช้ในทำคอนเทนต์ ตลอดจนใช้ในเชิงพาณิชย์ ควรระวังเรื่องการเลือกใช้เนื้อหาอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

Metthier x NaRaYa กับเบื้องหลังการออกแบบกระเป๋าที่ใส่ใจแม่บ้านและสวัสดิการพนักงาน

เมื่อพูดถึงสินค้าคอลแล็บรุ่นพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ หลายคนอาจนึกถึงสินค้าแฟชั่นหรือไอเทมลิมิเต็ดที่ผลิตออกมาสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ครั้งนี้คอลัมน์ XChange อยากชวนมาฟังอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างนารายา แบรนด์กระเป๋าสัญชาติไทย กับเมทเธียร์ บริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้านในองค์กรใช้จริงในชีวิตประจำวัน

เมทเธียร์คือผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแบบครบวงจร (Smart Facility Management) ที่นำเทคโนโลยีอย่าง AI CCTV, 3D Visualization, Indoor Mapping, AIoT และ Robotics เข้ามาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เทคโนโลยี คือแนวคิดของ ขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด ที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องทำงานคู่กับเทคโนโลยี และอยากให้พนักงานมี Pride in Profession หรือความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง พร้อมใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมที่คำนึงถึงหัวใจของพนักงานกว่า 12,000 คน

ความร่วมมือระหว่างเมทเธียร์และนารายาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากโจทย์ที่เรียบง่าย คืออยากให้แม่บ้านได้มีกระเป๋าคุณภาพดีสำหรับใส่อุปกรณ์และของใช้มาทำงาน และยังตั้งใจให้กระเป๋ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับภาพลักษณ์ของบุคลากรด่านหน้าที่เป็น brand ambassador ขององค์กร

การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานคุณค่าระหว่าง Tech x  Craftsmanship ที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อคนทำงาน และการสนับสนุนแรงงานเบื้องหลังทั้งในธุรกิจบริการและงานฝีมือไทย

Human-centric Innovation

บริการของเมทเธียร์ประกอบไปด้วยพนักงาน blue collar เป็นหัวใจสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น รปภ. แม่บ้าน พนักงานทำสวน ฯลฯ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขยลเล่าว่า เขามักคอยสังเกตอยู่เสมอว่าพนักงานทำงานสะดวกไหม มีอะไรติดขัดที่บริษัทสามารถช่วยเพิ่มเติมได้บ้าง

“เวลาอยู่หน้างานก็หมั่นพูดคุยกับพนักงาน สังเกตว่า พนักงานใช้ชีวิตยังไง ทำงานยังไง คุยกับเขาว่ามี pain point อะไร”

ก่อนหน้านี้บริษัทเคยพัฒนาวิทยุสื่อสาร METTTALK เพื่อใช้ภายในองค์กร รวมถึงเคยออกแบบยูนิฟอร์มจากการรับฟัง pain point ของพนักงานหน้างาน โดยเฉพาะเรื่องเนื้อผ้าและการใช้งานจริงในสภาพอากาศเมืองไทย แต่คอลแล็บนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เมทเธียร่วมมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างจริงจัง

ขยลสังเกตว่าไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักเห็นแม่บ้านของบริษัทถือถุงพลาสติกใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดหรือของใช้ส่วนตัว จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมแม่บ้านของเมทเธียร์ถึงไม่มีกระเป๋าดีไซน์สวยเป็นของตัวเอง และเป็นไปได้ไหมที่บริษัทจะออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วแม่บ้านต้องเตรียมกระเป๋ามาใช้เอง ซึ่งกลายเป็นภาระส่วนตัวของพนักงาน

“ด้วยความที่เราก็เป็นแบรนด์ไทย และมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของแบรนด์นารายา คุณวาสนา รุ่งแสนทอง คอนเซปต์ของนารายาคือช่วยคนไทย สร้างงานให้กับคนไทย กระเป๋าของเขาจะผลิตโดยคนไทยที่อยู่ตามตำบลต่างๆ โดยเย็บกระเป๋า เสื้อผ้าเอง

“ผมฟังแล้วประทับใจมากว่า สมัยนี้มีแต่แบรนด์ที่อยากจะลดต้นทุนและสั่งผลิตจากจีนถูกๆ แล้วเอามาขายแพง แต่นารายาดีไซน์เองทุกอย่าง พี่วาสนาเป็น Head of Design ที่ออกแบบด้วยตัวเอง ส่วนเราเองก็เป็นแบรนด์ที่จ้างงานคนไทย พยายามสนับสนุนคนไทยให้มีงานทำเหมือนกัน เลยกลายเป็นสองแบรนด์ไทยที่มี purpose เดียวกัน คือช่วยคนไทย”

คอลเลกชั่นนี้จึงเป็นการดูแลพนักงานผ่านงานดีไซน์คุณภาพสูง เพื่อตั้งใจส่งต่อความสุขจากพนักงานไปสู่ลูกค้าที่ใช้บริการอาคาร

Heartmade Bag 

ขยลจึงให้ทีมนารายาช่วยออกแบบกระเป๋าสำหรับแม่บ้าน โดยหยิบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นจุดตั้งต้นของงานดีไซน์ “ก่อนหน้านี้บริษัทเรามีแคมเปญในองค์กรพอดี เราอยากทำเรื่องของ heart made technology แปลว่า ทำด้วยหัวใจ เราสื่อสารกับพนักงานในทุกส่วนงานบริการว่า ทุกคนต้องทำงานด้วย heart made ใส่ใจในการทำงาน ยิ้มแย้มเวลาเจอลูกค้า

“พอเรามีแคมเปญ heart made เราก็ดีไซน์โลโก้รูปหัวใจหน้ายิ้ม 2 สีไว้อยู่แล้ว เป็น CI ของแบรนด์เรา และก็ปรึกษาทีมนารายาว่า จะนำหัวใจกับโลโก้เมทเธียร์มาใส่บนกระเป๋าได้ไหม พอพี่วาสนาเห็นหัวใจปั๊บ ก็บอกว่ามันใช้ได้เลยนะ มันน่ารักมากอยู่แล้ว สามารถอยู่ในงานปรินต์บนผืนผ้าได้เลย”

“ทางทีมนารายาก็เอาหัวใจของเราไปต่อเป็นแพตเทิร์น มีแพตเทิร์นหลายแบบมากให้เลือก ทั้งรูปดอกไม้ ลายกราฟิกทันสมัยแนว art deco และ modern art แต่สุดท้ายที่เลือกออกมาเป็นดีไซน์นี้ เพราะเรารู้สึกว่า สิ่งที่สื่อถึงองค์กรเราได้ดีที่สุดคือหัวใจที่ดูเรียบง่าย สื่อถึงแท็กไลน์ของเมทเธียร์ที่อยากให้พนักงานซึมซับ คือการใช้หัวใจบริการ”

ขยลเล่าว่า อยากให้พนักงานที่ถือกระเป๋าทุกวันรู้สึกมีความสุขกับการใช้งาน การใช้ลายรูปหัวใจคู่กับโลโก้เมทเธียร์ทำให้กระเป๋าดูน่ารักขึ้น เหมาะกับพนักงานแม่บ้านที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง รวมถึงพ่อบ้านบางคนที่มีบุคลิกเรียบร้อยและชอบใช้สิ่งของที่น่ารัก

สำหรับแพตเทิร์นและรูปทรงกระเป๋า ทีมเมทเธียร์ทดลองให้พนักงานแม่บ้านใช้งานจริง ก่อนจะพบว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมและตอบโจทย์ที่สุดคือกระเป๋าใบใหญ่ที่สามารถใส่ทั้งของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำงาน หรือใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันได้ครบในใบเดียว แม้จะเป็นรุ่นที่มีต้นทุนสูงที่สุดก็ตาม

ตัวกระเป๋าถูกออกแบบให้ถือได้ทั้งแบบหูหิ้วและพาดไหล่ เพราะแม่บ้านหลายคนต้องเดินทางด้วยรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือรถสองแถว ทำให้ความสะดวกในการใช้งานจริงเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่ทีมให้ความใส่ใจ

นอกจากการออกแบบเพื่อพนักงานแล้ว คอลเลกชั่นนี้ยังใส่ใจแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรกระเป๋าผลิตจากผ้าคอตตอน 100% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนการใช้โพลีเอสเตอร์ เพื่อสอดคล้องกับแนวทางการลดการใช้พลาสติกและเป้าหมายด้าน net zero ของบริษัท ซึ่งมีทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์ระบบ waste management ภายในองค์กร รวมถึงดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล (ISO Compliance) เช่น การแยกขยะ การนำขยะรีไซเคิลกลับมาทำเป็นปุ๋ย และอยู่ระหว่างศึกษาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากบริษัทมีอาคารดาต้าเซนเตอร์และห้องเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงและใช้พลังงานในปริมาณสูง

Pride in Profession 

จากความร่วมมือกับนารายาครั้งนี้ กระเป๋าทั้งหมด 2,110 ใบถูกผลิตขึ้นโดยชุมชนในอำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยขยลเล่าว่า ในอนาคตอยากต่อยอดการคอลแล็บให้เกิดการผลิตในวงกว้างมากขึ้น และขยายการใช้งานไปยังพนักงานของเมทเธียร์ที่ทำงานให้ลูกค้าองค์กรหลากหลายประเภท เช่น โรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานแล้ว ยังช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของทั้งเมทเธียร์และองค์กรลูกค้าไปพร้อมกัน

แม้ในช่วงที่หลายองค์กรกำลังลดคนหรือเลย์ออฟ ขยลบอกว่า เมทเธียร์กลับต้องการพนักงานเพิ่มอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีจำนวนมากก็ตาม เพราะบริษัทมองว่าธุรกิจบริการยังต้องอาศัยคนเป็นหัวใจสำคัญ และพยายามสนับสนุนการจ้างงานในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเมทเธียร์มีสำนักงานทั้งในเชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต รวมถึงมีลูกค้าอยู่ในอีกหลายจังหวัด ทำให้มีการจ้างงานพนักงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานบริการจากคนในพื้นที่จำนวนมาก เช่น ในโครงการสำคัญอย่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ขยลยังมองว่า พนักงานทุกคนคือ brand ambassador ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน รปภ. ช่าง หรือพนักงานประจำไซต์งาน ทุกคนล้วนเป็นคนที่ลูกค้าได้พบเจอโดยตรงในทุกวัน

“แม่บ้านคือตัวแทนของธุรกิจ เวลาแม่บ้านไปไหนมาไหน เขาก็ถือกระเป๋า กระเป๋าจึงช่วยพรีเซนต์แบรนด์เราด้วยเหมือนกัน”

ในอนาคตเมทเธียร์มองว่าหากมีการคอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ เพิ่มเติม จะโฟกัสไปที่การออกแบบสิ่งของที่พนักงานใช้ได้จริง แก้ปัญหาได้จริง และเชื่อมโยงกับแนวคิด smart facility management มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับเมทเธียร์แล้ว การออกแบบที่ดีไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่คือการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่า และรู้สึกภูมิใจกับอาชีพของตัวเองในทุกวัน

Opportunity as Welfare

สำหรับเมทเธียร์ สวัสดิการอาจไม่ได้หมายถึงแค่ผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่รวมไปถึงการสร้างโอกาสให้พนักงานสามารถเติบโตในสายอาชีพและมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น

คอลแล็บคร้ังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลพนักงานที่บริษัทพยายามต่อยอดมาตลอด ผ่านการสร้าง Metthier Academy เพื่อสนับสนุนการ reskill และ upskill ให้กับพนักงานในหลากหลายสายงาน โดยออกแบบหลักสูตรเฉพาะทางที่รองรับการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแล้ว แต่ละอาชีพล้วนมีเส้นทางการเติบโตและทักษะเฉพาะทางที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่พนักงานรักษาความปลอดภัย ช่างอาคาร ช่างไฟฟ้า ไปจนถึงแม่บ้านในโรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงาน งานบางประเภทจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินที่ต้องเรียนรู้การนั่งดูมอนิเตอร์เอกซเรย์กระเป๋าเดินทาง หรือแม่บ้านในโรงพยาบาลที่ต้องเข้าใจมาตรฐานการทำความสะอาดในพื้นที่ ICU อย่างถูกวิธี

ขยลบอกว่า การอัพสกิลเหล่านี้พนักงานต้องใช้เวลาเรียน และบริษัทเป็นฝ่ายสนับสนุนค่าเรียนพร้อมออกใบรับรอง certificate จากสถาบันให้  “สิ่งนี้ก็เลยเป็นที่มาว่า ไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจนี้ เราเริ่มจากโครงการที่ให้โอกาส แล้วก็มีเทรนเนอร์ที่เราเคยส่งไปเรียนแล้วกลับมาเทรนคนอื่นต่อ”

เมื่อเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเยอะ การเทรนนิ่งจึงรวมไปถึงการสอนแม่บ้านให้ใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดเป็น ไปจนถึงรู้จักวิธีบำรุงรักษาอาคารที่ทันสมัย ซึ่งการเพิ่มทักษะให้พนักงานทั้งหมดนี้ คือการเพิ่มทางเลือกในชีวิตให้กับคนทำงานด้วย เพราะเมื่อพนักงานมีทักษะเพิ่มขึ้น ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น สามารถเลือกย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ย้ายสายงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสม โดยปัจจุบันเมทเธียร์มีเครือข่ายงานครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้สิ่งที่น่าชื่นชมคือการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกด้านทั้ง สหกรณ์ของบริษัทที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าธนาคาร การใช้กำลังการซื้อขององค์กรต่อรองราคาของใช้ในชีวิตประจำวันให้พนักงาน เช่น ถุงขยะ น้ำยาทำความสะอาด และเปิดโอกาสให้พนักงานซื้อตรงกับบริษัทได้ในราคาถูก

รวมถึงกิจกรรมเล็กๆ อย่างการเหมารถไฟพาพนักงานไปเล่นฟุตบอลที่บุรีรัมย์ เพราะเห็นว่า รปภ.แทบไม่เคยได้พัก ไปจนถึงการสื่อสารภายในองค์กรผ่าน LINE Official Account ที่ไม่ได้เล่าแค่ข่าวสารเรื่องงาน แต่ยังมีคอนเทนต์ทั้งภาพถ่ายและคลิปของพนักงานจากจังหวัดต่างๆ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว แต่มีทีมเมทเธียร์ มีประธานบริษัทที่พึ่งพาได้ และทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน

“อะไรที่อยู่ใน ecosystem ของบริการของบริษัท แล้วสามารถช่วยพนักงานได้ เราก็พยายามทำ”

หลักพหูสูตของสถาปนิกงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ผู้เปิดช่อง TikTok สอนวาดลายไทย

หากจะตามหาผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมไทยประเพณีที่มีช่อง TikTok สอนวาดลายไทยของตัวเองในยุคนี้ก็คงมีอยู่ไม่กี่คน

ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์ คือสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทยที่ศึกษาจิตรกรรมไทยและลายไทยอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

ผลงานโดดเด่นมีทั้งโครงการปรับปรุงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การต่อเติมพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ศาลาดนตรีสุริยเทพ และสุวรรณมณฑปพระศรีศาสดาแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ไปจนถึงงานความร่วมมือระดับนานาชาติ อย่างบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมให้กับโครงการ ICONSIAM และ Southeast Asian Story Trust ในการร่วมออกแบบตัวละครและฉากของภาพยนตร์แอนิเมชั่น Raya and the Last Dragon จาก Walt Disney Animation Studios

แม้งานหลักของณัฐกฤตจะเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความเป็นไทยดั้งเดิม แต่ในอีกด้านยังสนุกกับการทำช่อง TikTok และมองว่า “AI ทำให้งานเขียนลายไทยสนุกมากขึ้น”

หลังจากได้แวะชมนิทรรศการ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ของสถาปนิกผู้นี้ ที่นำเส้นสายลายไทยในงานสถาปัตยกรรมมาต่อยอดร่วมกับ AI รวมถึงฟังถึงแผนการต่อยอดนิทรรศการไปยังต่างประเทศ เพื่อเล่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับสากลผ่านวิธีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น

คอลัมน์ Modern Nice วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมฟัง wisdom ของการเป็น ‘พหูสูต’ ผ่านมุมมองของสถาปนิกผู้เชื่อว่าความรู้ทุกแขนงสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ

Learning Across Two Worlds

พหูสูต แปลว่า ผู้ที่ได้ฟังมามาก ผู้รอบรู้ หรือผู้คงแก่เรียน

คำนี้อาจอธิบายเส้นทางของณัฐกฤตได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่หล่อหลอมและสะสมฝีมือไม่ได้มาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่เกิดจากการค่อยๆ ซึมซับองค์ความรู้จากครูบาอาจารย์หลายสาย ทั้งศิลปะไทย งานช่างดั้งเดิม สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ วรรณกรรม ดนตรี ก่อนจะค่อยๆ ตกผลึกออกมาเป็นวิธีคิดและทักษะการออกแบบงานไทยดั้งเดิมที่เชี่ยวชาญ

ณัฐกฤตเริ่มต้นจากเรียนสถาปัตยกรรม และมีความสนใจเรื่องศิลปะไทยมาตั้งแต่ต้น จนมีโอกาสเข้าไปเรียนที่สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรพิเศษที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้โดยตรงจากศิลปินแห่งชาติและอาจารย์รุ่นใหญ่หลายท่านผู้สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม

ไม่ว่าจะเป็นหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี ผู้ออกแบบพระตำหนักในพระราชวังหลายแห่ง และสถาปนิกไทยชื่อดังหลายท่าน ทั้งรองศาสตราจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี, พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น, ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, อาจารย์เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี รวมถึง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

สำหรับณัฐกฤต สถาปัตยกรรมไม่ใช่ศาสตร์ที่แยกขาดจากศิลปะแขนงอื่น เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน “จิตรกรรมที่มีปริมาตรจะเป็นประติมากรรม ประติมากรรมขนาดใหญ่ไปใช้งานอยู่กับสถาปัตยกรรม แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่ fine art มันเป็นศาสตร์ที่ต้องไปรับใช้คน ดังนั้นในกระบวนการของสถาปัตยกรรมควรจะต้องเกิดการถกเถียงมากที่สุด เพราะจะมีผลกับคนมาก

“เราเรียนทั้งจากครูบาอาจารย์ฝั่งจารีตที่รักษาสิ่งที่เคยมีมาดีอยู่แล้วให้สืบทอดต่อไป และยังเรียนกับอาจารย์สายสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในบ้านในเมือง เรียนคู่ขนานกันมาตลอด มันคล้ายกับการเรียนเพลง เราเรียนร้องลิเก ร้องโขนในโรงเรียนที่สอนแรปไปพร้อมกัน”

หนึ่งในประสบการณ์สำคัญคือการได้รับทุนจาก Tadao Ando ให้ไปศึกษางานร่วมกับสถาปนิกที่โอซาก้า ทำให้ได้เปิดมุมมองการทำงานของสถาปนิกในประเทศญี่ปุ่นนอกเหนือจากงานออกแบบไทยดั้งเดิม ซึ่งช่วยต่อยอดแนวคิดในการทำงานให้ความรู้แตกแขนงออกไป

ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นยอดพหูสูตไม่ใช่การเรียนเฉพาะศาสตร์งานสไตล์ไทยดั้งเดิมเท่านั้น แต่คือการเปิดโลกให้กว้างที่สุด “มันจะเกิดอาการที่ 2 โลกมาปะทะกัน และเรามีครูบาอาจารย์ฝั่งงานสมัยใหม่ที่คอยมาแลกเปลี่ยนกับเราเสมอ การเรียนจากหลายคนแบบนี้ให้แนวทางที่หลากหลาย เพราะในเรื่องเดียวกันผู้ใหญ่แต่ละท่านก็จะเห็นไปในทางที่ต่างกัน ตีความต่างกัน รสมือไม่เหมือนกัน ซึ่งกำไรกับคนเรียน”

Designing Living Heritage

ช่วงเรียนจบใหม่ ณัฐกฤตมีโอกาสเข้าไปเป็นสถาปนิกในโครงการปรับปรุงและต่อเติมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในโอกาสเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปีของรัชกาลที่ 9 โดยรับผิดชอบทั้งโซนห้องจัดเลี้ยงสไตล์คลาสสิกแบบตะวันตกซึ่งได้ร่วมงานกับสถาปนิกมือฉมังหลายท่าน ไปจนถึงการออกแบบห้องรับรองและต่อเติมพื้นที่เชื่อมกับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารและพระที่นั่งเทวารัณยสถาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งฝีมือและความละเอียดอ่อน

“เราเข้าไปช่วยดูเรื่องลวดลายประกอบในการตกแต่งซึ่งมีส่วนที่เป็นสไตล์ตะวันตก แต่ความจริงแล้วการเรียนจิตรกรรมไทยสัมพันธ์กับงานออกแบบสไตล์ตะวันตกอยู่แล้ว เพราะภาษามันใกล้กัน ความคลาสสิกแบบไทยกับคลาสสิกแบบตะวันตกจะมีบัวและรายละเอียดอื่นๆ ที่คล้ายกัน แค่ต้องปรับจูนบ้าง”

อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยให้มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ สุวรรณมณฑปพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นหอพระพุทธรูปสไตล์ไทยเดิมที่ตั้งอยู่บนอาคารปราสาทสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

“เราออกแบบให้เวลาสะท้อนน้ำจะเห็นเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต เห็นเป็นรัศมีของพระอาทิตย์ที่มีสัญลักษณ์อุณาโลมอยู่ข้างบน มันได้เอฟเฟกต์ที่น่าสนใจมาก เพราะเวลาเราออกแบบสถาปัตยกรรมไทย จะมีคำถามว่ามันจะเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้มั้ย

ณัฐกฤตยังเป็นผู้ตีความการออกแบบศาลาดนตรีสุริยเทพ ซึ่งเป็นโรงละครที่มีเทวรูปพระสุริยเทพลอยขึ้นมาจากน้ำพุ โดยเชื่อมแนวคิดของแสง เงา และการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้ากับพื้นที่ร่วมสมัย

“เราไปดูว่าการตีความของแสงทำได้ 2 แบบ ถ้าไม่เห็นเป็นแสง ก็ต้องเห็นเป็นเงา และสังเกตเห็นว่าเวลาพระอาทิตย์ตกที่ทิศตะวันตกหลังมหาวิทยาลัย ดวงอาทิตย์ดวงใหม่ก็จะขึ้นมา เลยออกแบบเป็นศาลาดนตรีที่มี silhouette ด้านหน้าของสุริยเทพพุ่งขึ้นมา และตั้งอยู่บนโดมน้ำให้เหมือนทะยานมาจากขอบฟ้า จากการมีความหมายว่าเป็นเทพผู้เคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่งในวรรณกรรมโบราณ ออกแบบไลต์ติ้งบนผังน้ำพุให้แฝงสัญลักษณ์ผังจักรราศีจากแนวคิดฮวงจุ้ยในศาสนาฮินดู ซึ่งทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในแลนด์สเคปสมัยใหม่

“ถ้าคนที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้เลยมันก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันหนึ่งที่ทำหน้าที่ของมัน เป็นพื้นที่สำคัญที่คนมาเจอกัน แต่คนที่มีความเชื่อก็จะเห็นคุณค่าในเรื่องราวตรงนี้ การทำอาคารพิเศษอย่างศาสนสถานเลยมาปรับใช้กับงานร่วมสมัยได้สนุก”

Interpreting Thai Culture for the World

สำหรับผลงานที่เคยร่วมมือกับทีมจากต่างประเทศของณัฐกฤต คือบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมในการออกแบบความเป็นไทยให้กับไอคอนสยาม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ยุคแรกที่พูดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่หลายคนยังมองข้ามคุณค่าของอัตลักษณ์ไทย

“ไอคอนสยามเป็นงานที่เล่าเรื่องไทยโดยไม่มีลายไทย เพราะคอนเซปต์และการเล่าเรื่องถูกมองในประเด็นอื่น ทั้งการออกแบบบรรยากาศ เทคนิคและ rhythm ที่ใช้ในงานตกแต่งแบบไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้เราคลี่คลายตัวเองในการเอาความเป็นไทยพวกนี้ออกมา และก็เป็นงานที่คนทำงานได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะทำให้เราเข้าใจในประเทศตัวเองมากขึ้น

“ได้ช่วยเขียนเรื่องราว คุณค่าและที่มาของห้าง ในอดีตเราจะเห็นความเรืองรองของอยุธยา แต่โชคไม่ดีที่เกิดไฟไหม้ ก็เลยคิดเป็นคอนเซปต์ว่า ทองลงในแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นจุดที่เมล็ดพันธุ์โตขึ้นมาเป็นเมืองรัตนโกสินทร์ตรงย่านนี้ และยังใส่เรื่องราวที่แฝงในเส้นประวัติศาสตร์ อย่างตำแหน่งของไอคอนสยามที่สมัยก่อนมีทูตต่างชาติมาพักอยู่ย่านนี้”

หนึ่งในโซนไฮไลต์ของไอคอนสยามที่ร่วมออกแบบกับทีมผู้เชี่ยวชาญการทำ ‘ตลาด’ ระดับประเทศและทีมผู้ออกแบบเบื้องหลังเมืองแฮร์รี่ พอตเตอร์กับดิสนีย์แลนด์ คือ ‘สุขสยาม’ ตลาดที่รวมของกินเอกลักษณ์จากหลายภาคและยังช้อปปิ้งสนุก โดยณัฐกฤตร่วมตกผลึกชุดความรู้จากหลายภาคส่วนออกมาเป็นคอนเซปต์สุดท้าย

นอกจากงานสถาปัตยกรรมและพื้นที่เชิงวัฒนธรรม ณัฐกฤตยังเป็นที่ปรึกษาที่มีส่วนร่วมในการออกแบบตัวละครหลักและฉากใน Raya and the Last Dragon ของ Walt Disney Animation Studios ที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตีความใหม่ ผ่านมุมมองที่ต้องอาศัยความเข้าใจรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและศิลปะในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“เราดรอว์อิ้งได้ดีก็เลยได้ทำเกินไปกว่าการเป็นที่ปรึกษา ไปช่วยปรับแก้ตัวละครและการออกแบบเส้นสายต่างๆ เช่น การออกแบบมูฟเมนต์ของเส้นที่เป็นกนกเปลวแบบไทย เส้นสายเวลามังกรหันหน้าแล้วสะบัดผม การสอดแทรกองค์ประกอบไทยอย่างเฉลว ซึ่งเป็นเหมือน easter egg ที่แอบซ่อนอยู่ในฉาก”

หากสังเกตฉากต่างๆ ในแอนิเมชั่น จะพบทั้งรายละเอียดของตลาดน้ำ สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบศิลป์ที่มีกลิ่นอายไทยอย่างชัดเจน เพราะหลายฉากได้ณัฐกฤตเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยบางส่วนยังอ้างอิงแรงบันดาลใจจากผลงานจิตรกรรมไทยจริงด้วย

“ความตั้งใจของเราจะไม่ได้จบแค่งานในประเทศไทย ตอนที่ทำงานให้ดิสนีย์ กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในเรื่องสถาปัตยกรรมของ Southeast Asia เลยอยากรวบรวมความรู้เหล่านี้ ประเทศไทยมีข้อดีคือเราอยู่ตรงกลางภูมิภาค เรารู้จักงานรอบๆ ประเทศเราหมด มีงานพม่าอยู่ในประเทศไทย ถัดขึ้นไปมีวัฒนธรรมล้านนา ไทยใหญ่ ลาว อีสาน ขอม เราก็รู้จัก หรือลงใต้ไปมลายู คนไทยก็รู้จัก เพราะฉะนั้นช่างไทยจะรู้จักงานจากหลายวัฒนธรรม ถ้าองค์ความรู้ในไทยแข็งแกร่งขึ้นมา เราก็จะขยายสู่ผลงานสถาปัตยกรรมที่แวดล้อมรอบเมืองไทยได้”

Reimagining Tradition Through AI

ความตั้งใจในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความเป็นไทย เพื่อให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าใจรากวัฒนธรรมเหล่านี้มากขึ้น ทำให้ณัฐกฤตมีบทบาทเป็นอาจารย์พิเศษ และเคยร่วมงานกับศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ในการพัฒนาหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระเมรุมาศในประวัติศาสตร์

ปีนี้ณัฐกฤตยังมีผลงานทั้งนิทรรศการและตีพิมพ์หนังสือ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ที่เล่าเรื่องเส้นสายลายไทยสู่สถาปัตยกรรม โดยวาดทั้งหน้าจั่ว เครื่องยอด ปราสาท ฯลฯ ร่วมกับ AI และยังสนุกกับการทดลองนำ AI เข้ามาต่อยอดงานจิตรกรรมไทย พัฒนาลายเส้นวาดมือให้กลายเป็นภาพเรนเดอร์ งานภาพเคลื่อนไหว และงานสามมิติ เพื่อเปิดมุมใหม่ให้กับงานจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิม

ณัฐกฤตมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยขยายขอบเขตความฝันของช่างฝีมือได้มาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีทักษะดั้งเดิมอยู่แล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสสร้างงานในรูปแบบใหม่มาก่อน เช่น บางคนเขียนรูปมาทั้งชีวิตแต่ไม่มีโอกาสได้สร้างประติมากรรม

ความสนุกในการสร้างสรรค์ผลงานช่วงนี้จึงเป็นการสอนเขียนลายไทยและเล่าเกร็ดความรู้ด้านศิลปะไทยในช่อง TikTok ชื่อ Tatan Sun (@attackontatan) จนเกิดเป็นคอมมิวนิตี้เล็กๆ ของเด็กนักเรียนจากหลายจังหวัด มีช่างและครูสอนจิตรกรรมที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ไปจนถึงการสร้างสรรค์เสียงเพลงดนตรีบำบัดและเล่าเรื่องธรรมะสำหรับคนทั่วไปในช่อง Tatan Mantra (@tatanmantra) ซึ่งอ้างอิงจากโครงสร้างเพลงโบราณโดยใช้ AI เข้ามาช่วย ซึ่งส่งต่อข้อคิดทางจิตใจและเล่าเรื่องความเชื่อทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ

ณัฐกฤตบอกว่าความสนใจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง แต่งกลอน ศึกษาวรรณกรรม ไปจนถึงการศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤตเพราะอยากเข้าใจความหมายดั้งเดิมของเรื่องเล่า หลายครั้งทักษะที่เป็นงานอดิเรกเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกลับไปที่งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมประเพณีได้เช่นกัน

“ปกติแล้วคนเราจะชอบศึกษาเพื่อที่จะหวังผลบางอย่างใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นความชอบที่เกิดจากความชอบเฉยๆ และไปศึกษาในเรื่องนั้นให้มีความรู้ จนวันหนึ่งความรู้ทั้งหมดของเราจะตกผลึกและตกตะกอน”

ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นพหูสูตแม้ในเรื่องที่ดูยากอย่างงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี อาจไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อหวังผลตั้งแต่ต้น แต่คือการปล่อยให้ความชอบพาเราไปรู้จักโลกกว้างขึ้น จนวันหนึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดค่อยๆ เชื่อมโยงและตกผลึกจากหลายศาสตร์ขึ้นมาเอง

“จงทำงานที่มีความหมาย” แล้วงานที่มีความหมายคืออะไร จำเป็นไหมที่เราต้องมี?

‘จงทำงานที่มีความหมาย เพราะความหมายเหล่านั้น จะเติมเต็มความหมายภายในของคุณ’

เมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ประโยคข้างต้นจากคนที่เรานับถือ เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางในชีวิต แม้จำไม่ได้แล้วว่าได้ยินครั้งแรกจากไหน แต่จำได้ว่าตัวเองเห็นด้วยและเชื่อในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อก้าวสู่วัยทำงาน เราจึงเฝ้ามองหา และพยายามพาตัวเองไปอยู่ใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า “งานที่มีความหมาย” มาโดยตลอด

และไม่ว่าจะเรียกว่าโชคหรือความพยายามก็ตามแต่ แค่เพียงงานแรกในชีวิตเราก็ได้มีโอกาสทำงานในฝันแล้ว โดยเป็นงานที่เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจเลยว่านี่แหละคือ ‘งานที่มีความหมาย’ นี่แหละงานที่เติมเต็มความหมายของชีวิต ไม่มีงานไหนจะเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้อีก

แต่แล้ว กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 4–5 ปี อยู่ดีๆ งานเดิมนี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป ภายในใจเราเกิดเป็นหลุมความรู้สึก ‘ขาด’ ขนาดใหญ่ ความหมายในงานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนนำมาสู่การเปลี่ยนงานและเปลี่ยนแปลงตัวเองในท้ายที่สุด โดยถึงแม้ในวันนี้ ความรู้สึกขาดจะจางหายไป แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับทิ้งคำถามสำคัญไว้กับเรา 

ว่าทำไมงานที่มีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไปได้? ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้มันแปรเปลี่ยน? และที่สำคัญที่สุด นี่เราเข้าใจ “งานที่มีความหมาย” ได้อย่างถูกต้องแล้วจริงเหรอ? หรือแท้จริงแล้ว ภายใต้คำคำนี้ ยังมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริงเลยสักนิด?


พัฒนาการของความหมายในงานที่มีความหมาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเห็นได้ว่า “งานที่มีความหมาย” หรือ “meaningful work” กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับการพูดถึงในโลกการทำงานยุคใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่มุมของคนทำงานเองหรือองค์กร และหลายครั้งก็ถูกหยิบมาใช้จริง จนทำให้คนทำงานจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองงานเพียงในฐานะแหล่งรายได้หรือความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มตั้งคำถามลึกลงไปว่า งานที่ตนทำอยู่นั้น ‘มีความหมาย’ หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ในทางวิชาการกลับพบว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีนิยามที่เป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘งานที่มีความหมาย’ คืออะไรกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของนิยามเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า แนวคิดเรื่องงานที่มีความหมายเองก็พัฒนาและถูกตีความใหม่อยู่ตลอดเวลาด้วย

โดยหากย้อนกลับไปที่จุดแรกเริ่ม แนวคิดเรื่องความหมายในงานไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1982 โดย Adina Schwartz หนึ่งในนักวิชาการด้านสังคมวิทยาในยุคแรกที่ตั้งคำถามถึงงานที่มีความหมายอย่างจริงจัง ผ่านรูปแบบการทำงานแบบโรงงานดั้งเดิมที่งานทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็นงานย่อยซ้ำๆ จนคนทำงานแทบไม่มีโอกาสกำหนดเป้าหมาย วิธีการ หรือทิศทางของสิ่งที่ทำ ชวาร์ตซ์ชี้ให้เห็นว่า งานแบบนี้ลดทอนอิสระของคนทำงาน และทำให้คนกลายเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง มากกว่าจะเป็นคนทำงานที่มีคุณค่า จึงนำไปสู่การนำเสนอแนวคิดสำคัญของชวาร์ตซ์ที่ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ต้องเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและความสามารถในการกำหนดทิศทางของงาน ไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

จากจุดตั้งต้นนั้น เมื่อเข้าสู่การศึกษาร่วมสมัยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา  งานที่มีความหมายก็ได้พัฒนาความหมายของตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างในแรกเริ่ม งานที่มีความหมายมักถูกอธิบายในมุมของการเป็น ‘ประสบการณ์การรับรู้ส่วนบุคคล’ เช่น ที่ Pratt และ Ashforth อธิบายว่า งานที่มีความหมายคืองานที่เรารับรู้ว่า ‘มีความสำคัญ’ หรืออย่างที่ Rosso และคณะเสนอว่า งานที่มีความหมายคืองานที่ถูกรับรู้ว่า ‘มีความสำคัญเป็นพิเศษและมีความหมายเชิงบวก’ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในยุคแรกนี้ งานที่มีความหมายเน้นย้ำบทบาทของประสบการณ์ภายในส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หรือพูดง่ายๆ ว่าความหมายของงานนั้นขึ้นอยู่กับ ‘ความรู้สึกของเรา’ เพียงอย่างเดียว 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานที่มีความหมายก็เหมือนกับอีกหลายองค์ความรู้ในโลก นั่นคือมันถูกตั้งคำถามและหาคำตอบอยู่เรื่อยๆ จนนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า แค่ความรู้สึกของเราเพียงอย่างเดียว มันเพียงพอที่จะทำให้งานนั้นกลายเป็น ‘งานที่มีความหมาย’ แล้วเหรอ? หรือที่จริงมีอะไรอย่างอื่นอีก ที่ทำให้งานหนึ่งงานกลายเป็นงานที่มีความหมายสำหรับคนหนึ่งคนได้?

เหตุนี้เองที่ทำให้นักวิชาการบางส่วนได้พยายามขยายกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายในงานให้ลึกซึ้งขึ้น เช่น Steger และคณะ ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ การรับรู้ว่างานที่ทำมีความหมายเชิงบวก การที่งานช่วยสร้างความหมายให้กับชีวิต และการที่งานสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือ Lips-Wiersma และ Morris ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความหมายของชีวิตโดยรวม เพราะมนุษย์มีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะค้นหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่างานที่มีความหมายเริ่มไม่ได้เชื่อมโยงเพียงแค่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงผลกระทบที่มีต่อโลกภายนอกด้วย

จากการพัฒนาด้านแนวคิดนี้เอง ในปัจจุบัน ‘งานที่มีความหมาย’ จึงไม่ได้มีความหมายตายตัว หากแต่ถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ที่มีหลายระดับ (multilevel) มากขึ้น เช่น  Lysova และคณะ ที่เสนอนิยามของงานที่มีความหมายว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีคุณค่าในระดับส่วนบุคคล แต่ต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยระดับงาน องค์กร และสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อนซึ่งมีทั้งบริบท โครงสร้าง และปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งแนวคิด ‘อิคิไก’ (Ikigai) จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สะท้อนภาพเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง ก็มองว่าความหมายของการทำงานไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นจุดตัดของหลายองค์ประกอบ ทั้งสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตเราได้ แนวคิดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า งานจะมีความหมายได้จริงก็ต่อเมื่อมันสามารถเชื่อมโยง ‘ตัวเรา’ เข้ากับ ‘โลกภายนอก’ ได้อย่างสมดุล

ดังนั้นเมื่อพิจารณาร่วมกัน การนำเสนอแนวคิดเหล่านี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญในปัจจุบันที่ว่า แท้จริงแล้วงานที่มีความหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า หรือเป็นคุณสมบัติคงที่ของงานใดงานหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวเองเหมือนจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกในจังหวะนั้นๆ ราวกับตัวเรา งานที่เราทำ กับบริบทแวดล้อมในขณะนั้นมันลงตัวต่อกันพอดี ด้วยเหตุนี้ งานเดียวกันอาจมีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับบางคน ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจไม่รู้สึกเชื่อมโยงใดๆ เลยก็ได้ และแม้แต่สำหรับคนคนเดียวกัน งานที่เคยมีความหมายอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อองค์ประกอบภายในตัวบุคคล หรือเงื่อนไขของงานนั้นแปรเปลี่ยนไปนั่นเอง

แล้วจำเป็นไหมที่คนต้องได้งานที่มีความหมาย? 

เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและในหลายครั้งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วเหตุใดเราจึงต้องให้ความสำคัญกับมันด้วยล่ะ? คนเราทำงานโดยไม่สนใจความหมายของงานไม่ได้เหรอ? 

ลงลึกที่เรื่องความจำเป็นกันก่อน ในระดับปัจเจกบุคคล งานศึกษาที่ผ่านมานั้นให้คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่างานที่มีความหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันช่วยสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชีวิตเราได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความพึงพอใจ หรือทำให้เกิดแรงจูงใจภายในงาน เพราะเมื่อเรารู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย พลังในการทำงานจะมากขึ้นตาม งานจะไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ให้เสร็จไปวันๆ แต่งานจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เรา ‘อยากทำ’ และ ‘อยากเป็น’

ยกตัวอย่างจากตัวเราเองก็ได้ ที่เมื่อครั้งทำงานใหม่ๆ ไฟและพลังในตัวเรามันลุกโชนมาก งานจะเยอะแค่ไหน เร่งเพียงใด เรายินดีจะเสียสละพลังกายและพลังใจให้กับสิ่งที่งานเรียกร้องได้ทั้งหมด แต่พอเวลาผ่านไปแล้วงานที่ทำอยู่ไม่สามารถเติมเต็มภายในได้อีก กลายเป็นว่าในงานเดิมนั้นเอง กลับทำให้เรารู้สึกถึงความเกียจคร้าน เบื่อ เซ็ง หรือในบางครั้งถึงกับปฏิเสธงานไปเลยก็มี ดังนั้นถ้าเลือกได้ แน่นอนว่าเราคงเลือกทำงานที่มีความหมายต่อตนเอง เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะหมดอาลัยตายอยากในทุกวันหรอก

อีกทั้งผลลัพธ์เหล่านี้ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ส่งต่อไปยังระดับองค์กรโดยตรงด้วย มีงานศึกษามากมายที่ค้นพบว่าองค์กรที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานรู้สึกถึง ‘งานที่มีความหมาย’ องค์กรเหล่านั้นจะได้พนักงานที่มีแนวโน้มทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องกับผลงานที่มีคุณภาพมากกว่าในระยะยาว โดยสิ่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาพนักงานและการพัฒนาองค์กรด้วย เพราะเมื่อคนทำงานรู้สึกว่างานของฉันนั้นมีความหมาย แน่นอนว่าฉันก็คงไม่อยากลาออกไปจากที่นี่แน่ๆ

และในระดับที่กว้างขึ้น งานที่มีความหมายยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกต่างหาก เพราะเมื่องานไม่ใช่แค่เพียงการหาเงิน แต่เป็นช่วงเวลากว่าหนึ่งในสามของชีวิตที่เราจะได้ใช้พลังและสร้างตัวตนของตนเอง การมีงานที่มีความหมายจึงมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) และความรู้สึกว่าชีวิตนี้มีคุณค่าด้วย โดยถ้าพิจารณาในแง่มุมนี้ งานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่เพียง ‘สิ่งที่ดีกับชีวิต’ อีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็น ‘สิ่งที่ควรมี’ เป็นอย่างยิ่ง และนั่นเองที่ทำให้ในปัจจุบันเราจึงเห็นคำว่า ‘งานที่มีความหมาย’ หรือ ‘meaningful work’ ปรากฏในข้อกำหนดหรือแนวทางของบริษัทชั้นนำต่างๆ จนแทบเป็นค่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นความสำคัญอย่างชัดเจน แต่คำถามที่ท้าทายยิ่งกว่า คือแล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้งานที่มีความหมายเกิดขึ้นจริงกับคนทำงานทุกคน?

งานที่มีความหมายเปลี่ยนได้ แต่ก็สร้างใหม่ได้ 

สำหรับการสร้างงานที่มีความหมายให้เกิดขึ้นกับคนทำงาน มีหลายงานศึกษาที่พยายามเสนอแนวทางดังกล่าว แต่หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับ คือความเห็นที่ว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลของการทำงานร่วมกันในหลายระดับ โดยแบ่งข้อแนะนำได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1) ในระดับบุคคลและตัวงานเอง ที่เชื่อว่าการออกแบบงาน (job design) ให้กับพนักงานโดยบริษัท มีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้คนทำงานรู้ซึ้งถึงงานที่มีความหมาย กล่าวคือเป็นงานที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้มีอิสระ ได้ใช้ทักษะที่หลากหลาย และสามารถมองเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำได้ องค์ประกอบเหล่านี้จะเอื้อต่อการเกิดความหมายในงานได้ ขณะเดียวกัน ด้วยแนวคิดเรื่องการแต่งเติมงาน (job crafting) ที่หมายถึงการที่พนักงานปรับเปลี่ยนการทำงานด้วยตัวเอง ก็ชี้ให้เห็นว่านอกจากองค์กรจะมีส่วนช่วยให้พนักงานได้มีงานตามรูปแบบที่กล่าวไปแล้ว พนักงานเองก็สามารถ “ออกแบบงานของตัวเองใหม่” ได้ โดยเน้นออกแบบให้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความหมายในงานได้เช่นกัน

2) ในระดับองค์กร มีงานศึกษาที่พบว่าผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างงานที่มีความหมาย โดยผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงงานเข้ากับเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานได้ จะช่วยให้พนักงานเห็นภาพว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมีความสำคัญอย่างไร เช่น หัวหน้าที่ชี้ให้เห็นว่างานบริการที่พนักงานทำอยู่นี้ตอบโจทย์สิ่งที่พนักงานให้คุณค่าอย่างการเห็นรอยยิ้มลูกค้า เป็นต้น และในขณะเดียวกัน องค์กรที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ให้คุณค่ากับพนักงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม ก็มีแนวโน้มที่จะเอื้อต่องานที่มีความหมายได้เช่นกัน

3) ในระดับสังคม เพราะในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดของคนทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะเหล่าพนักงานเจนฯ Z ผลกระทบของงานเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้อีกแล้ว การมีงานที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม มีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้เขาพัฒนา เหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางไปถึงความหมายของงานได้อย่างแท้จริง แต่ในมุมกลับกัน หากงานไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่พวกเขายึดถือได้ อย่าว่าแต่ความหมายในงานเลย คนทำงานจะพานมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น ‘ไม่มีความหมาย’ เอาได้ง่ายๆ

ดังนั้นเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครเพียงคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงาน งาน องค์กร และสังคม ดังนั้น การช่วยให้คนมีงานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่การพาเขาไปหางานที่ใช่แล้วจบ แต่คือการสร้างเงื่อนไขผ่านองค์ประกอบเหล่านี้ที่ทำให้เขาสามารถ ‘สร้างความหมาย’ ในสิ่งที่ทำ

และสำหรับเราเอง ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ได้เพียงช่วยให้มองเห็นความหมายของงานในอนาคตชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบคำถามในอดีตที่เคยสงสัยกับตัวเองได้ด้วยว่า ทำไมสิ่งที่เคยมีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไป เราค้นพบว่าคำตอบอาจอยู่ที่ความจริงที่ว่า ‘ความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ งานเองก็เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบในชีวิตที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่น ดังนั้นเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตเปลี่ยนแปลง ความหมายของงานก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามไปได้ ในทางเดียวกัน เมื่อความหมายของงานเปลี่ยนไป ความหมายของชีวิตเราก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การยึดติดว่างานแบบใดคืองานที่มีความหมาย แต่คือการรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในความหมายเหล่านั้น และคอยปรับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา งาน และชีวิต ให้ยังคงมีความหมายในแบบที่เราสามารถยึดโยงและใช้ชีวิตต่อไปได้นั่นเอง

อะไรคือสัญญาณของภาคธุรกิจ เมื่อทรัมป์กับสี จิ้นผิงมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปี

ทิวซิดิดีส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ เคยบันทึกเรื่องราวสงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาที่เรียกว่า ‘สงครามเพโลปอนเนเซียน’ เขาอธิบายถึงสถานการณ์ที่ ‘มหาอำนาจเดิม’ เกิดความวิตกกังวลต่อการก้าวขึ้นมาของ ‘มหาอำนาจใหม่’ จนนำไปสู่การแข่งขันและกลายเป็นความขัดแย้งในท้ายที่สุด

เราเริ่มด้วยเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางการห้ำหั่นกันด้วยกำแพงภาษี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเคยเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ด้วยการพูดถึงสงครามเพโลปอนเนเซียนนี้เอง 

เช่นเดียวกับการมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปีระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งพูดกับทรัมป์ว่า “ให้ก้าวข้ามกับดักทิวซิดิดีส” ส่งสัญญาณเรียกร้องให้สหรัฐฯ อย่าได้หวาดกลัวต่อการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน แต่ควรเป็น ‘พันธมิตร’ กัน

การมาเจอกันระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจโลกเป็นสัญญาณที่ส่งตรงมาถึงคนทำธุรกิจทั่วโลกว่า “ทั้งสองฝ่ายพยายามไม่ให้สงครามเศรษฐกิจกลับมารุนแรงเหมือนเดิม” หลังจากก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งเรื่องภาษีนำเข้า ไต้หวัน และเทคโนโลยี 

Recap ตอนนี้เราชวนไปสำรวจประเด็นที่ดูเหมือนไกลตัวแต่ใกล้ตัวภาคธุรกิจระดับย่อย จากการตัดสินใจของผู้นำสองประเทศนี้ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลก เส้นทางขนส่งสินค้า ซัพพลายวัตถุดิบของบริษัทเทคโนโลยีได้รับผลกระทบมาจนถึงผู้ประกอบการ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ทั้งสองประเทศจะเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอนให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้ยังไง? 

ตั้งแต่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก และจิ้มให้ประเทศจีนโดนภาษีหนักถึง 145% หลายประเทศต่างก็หวั่นใจว่าการแข่งขันของมหาอำนาจสองประเทศจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมระยะยาว

แต่การที่ทรัมป์ตัดสินใจเยือนจีนในรอบ 10 ปี สะท้อนว่า สหรัฐฯ กับจีนพยายาม ‘ประคอง’ ความสัมพันธ์ทางการค้าไว้ ทรัมป์พูดว่า “การเดินทางครั้งนี้จะเป็นทริปที่น่าตื่นเต้นและสิ่งดีๆ มากมายกำลังจะเกิดขึ้น”

ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่มหาศาลาประชาชนของจีน ก่อนจะเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อเริ่มการหารือทวิภาคี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในเป้าหมายของทรัมป์คือ ต้องการให้จีนเปิดตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะให้บริษัทอเมริกันขายสินค้าและเทคโนโลยีในจีนได้ง่ายขึ้น ส่วนจีนก็อยากให้สหรัฐฯ ผ่อนข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์

“ผมจะโทรหาคุณ และคุณก็จะโทรหาผมทุกครั้งที่เรามีปัญหา คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราคุยกันโดยตรง และเราก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมาก” ทรัมป์กล่าวในงาน เพื่อย้ำกับผู้คนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้ขัดขากันตามที่เห็นหน้าสื่อ “ที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหา เราก็สามารถหาทางออกร่วมกันได้” ทรัมป์กล่าว

ถึงอย่างนั้น หลังจากออกมาจากห้องประชุม แม้ทรัมป์บอกว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายประเด็นสำคัญต่างๆ ยังคงมีความคืบหน้าในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะข้อตกลงภาษี มีเพียงทรัมป์ออกมาบอกว่า จีนตัดสินใจซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวนมาก รวมถึงดีลพลังงานและเกษตรกรรมด้วย

สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้ปรึกษาด้านพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงการจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ สำหรับภาคธุรกิจแบบอื่นๆ ด้วย

จากข้อมูลของบีบีซีจีนวิเคราะห์ว่า จีนกำลังมองหา ‘อนาคตที่ดีกว่า’ ร่วมกับสหรัฐฯ รวมถึงความสัมพันธ์ที่จะ ‘ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอน’ ให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้

“เรายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและลดความไม่แน่นอน ถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งสองประเทศ และแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย” Julie Kozack โฆษก IMF กล่าว

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลต่อสายป่านของภาคธุรกิจ

เดิมทีการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์มีกำหนดการจัดขึ้นในเดือนมีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ จนทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน

ประเด็นสำคัญคือ ราคาพลังงานกำลังเป็นตัวแปรของเศรษฐกิจโลก และสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้กลับมาเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ 

การมาเจอกันครั้งนี้ย้ำถึงบทบาทของจีนที่เป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างเงียบๆ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าน้ำมันคนสำคัญของอิหร่าน และความขัดแย้งนี้กำลังสร้างความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว 

ซึ่งทรัมป์ก็กล่าวว่า สี จิ้นผิง ดำเนินบทบาทได้ ‘ค่อนข้างดี’ ในประเด็นนี้ แม้ว่าทรัมป์จะยังคงยืนกรานว่าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากจีนมากนัก แต่หลายคนก็คาดกันว่าในการเจอกันครั้งนี้เขาจะกระตุ้นให้จีนช่วยโน้มน้าวอิหร่านให้ยอมบรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่ตอนท้ายทั้งสองก็ยังไม่สามารถตกลงเรื่องอิหร่านได้ชัดเจน

เส้นแดงความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันที่ส่งผลต่อธุรกิจเทคโนโลยี

ไม่เพียงแค่สหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งในการเมืองโลก จีนเองก็กำลังมีข้อพิพาทกับไต้หวันอยู่เช่นกัน โดยไต้หวันหวังพึ่งพาการซื้ออาวุธจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สี จิ้นผิง จะกดดันให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน 

จุดเส้นแดงที่ภาคธุรกิจเทคโนโลยีจับตาคือไต้หวัน เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก สี จิ้นผิง เตือนชัดว่า ถ้าสหรัฐฯ จัดการเรื่องไต้หวันผิดพลาด อาจเกิด ‘ความขัดแย้งรุนแรง’ ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนชิป ทำให้สินค้าเทคโนโลยีขึ้นราคา ค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตทั่วโลกอาจพุ่งสูง

นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ร่วมคณะทัวร์จีนกับทรัมป์คือ อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX และ Tesla, ทิม คุก ซีอีโอ Apple, เจนเซน ฮวง ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตชิป Nvidia สะท้อนถึงข้อกังวลของภาคธุรกิจเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

อ้างอิง

COTTO เผยสูตรลับ ‘5 CURATIONS’ เทคนิคตกแต่งพื้นบ้านผ่านไลน์สินค้าใหม่  

ว่ากันว่าเรื่องของงานดีไซน์คือสิ่งที่แฝงอยู่ในทุกๆ ที่ ซึ่งเรื่องของดีไซน์ไม่ได้เป็นเพียงแค่โจทย์ของอาชีพมัณฑนากรแต่ยังรวมไปถึงผู้ผลิตวัสดุที่เปรียบเสมือนผู้ริเริ่มเตรียมวัตถุดิบชั้นดีในครัว 

ด้วยความหลากหลายท้าทายที่ว่า ทาง COTTO บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด แบรนด์ภายใต้บริษัทในกลุ่ม SCG ที่ผลิตและทำธุรกิจกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ แบบครบวงจร จึงผุดไอเดียขยายไลน์สินค้าประเภท ‘วัสดุปิดผิว’ โดยคัดสรรวัสดุ ‘5 CURATIONS’ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนถาดสี โดยแบ่งเป็น 5 ถาดตามโทนวัสดุ ได้แก่ 

1. Rooted กลุ่มวัสดุลายไม้ 

2. Real กลุ่มวัสดุโทนเอิร์ธโทน 

3. Radiant กลุ่มวัสดุโทนขาว เทา ดำ 

4. Rhythm กลุ่มวัสดุที่เน้นสีสัน 

5. Rare กลุ่มวัสดุลวดลายพิเศษ

โดยวัสดุทั้ง 5 ชนิดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้วัสดุอย่างเป็นระบบ ซึ่งในการเปิดตัวไลน์วัสดุที่ว่า ทาง COTTO ได้ถือโอกาสชวน 3 สถาปนิกชั้นนำ อย่าง PHTAA, IDIN ARCHITECTS และ Stu/D/O Architects มาร่วมตีโจทย์ในการออกแบบบนพื้นที่จริง รวมทั้งเปิดบทสนทนาในหัวข้อ ‘เผยสูตร (ไม่)ลับ’ ในการหยิบจับวัสดุปิดผิวกว่า 10 ประเภทจากแต่ละกลุ่ม มาถ่ายทอดอัตลักษณ์ความต่างอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนตัวตนและการเชื่อมโยง ‘วัสดุ’ ที่ไหลลื่นไปกับ ‘การออกแบบ’ ได้อย่างมีมิติ สวยงาม และใช้งานได้จริง ภายใต้แนวคิด ‘REFINED / FLOW’ ที่ COTTO LiFE ดอนเมือง

เริ่มที่ฝั่งของ PHTAA ที่นำโดย วิทย์–พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล, พลอย–หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ และโต๋–ธนวรรธน์ ปัจฉิมะศิริ อธิบายถึงการตีโจทย์ที่ได้รับสำหรับพื้นที่ Specialty Café (matcha room) โดยเริ่มจากการมองหาความพิเศษของวัสดุเชิงเทกซ์เจอร์ มากกว่าการกำหนดโทนสี หรือประเภทวัสดุ เพื่อนำเสนอรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม จนมาพบกับ ‘กระเบื้องด่านเกวียน’ ซึ่งเป็นกระเบื้องที่ COTTO ทำร่วมกับชุมชนด่านเกวียน โดย 30% ของกระบวนการผลิต คือการ recycled material นำดินที่เหลือมาใช้ในการผลิตสินค้า ผสานกับการเลือกใช้ CURATIONS กลุ่ม Real วัสดุโทนเอิร์ธโทน และ Rhythm วัสดุกลุ่มสีสัน ทำให้การใช้วัสดุ ถูกหยิบจับมาถ่ายทอดเป็นพื้นที่คาเฟ่ ที่เชื่อมโยงเข้ากับบริบทของชุมชนได้อย่างกลมกลืน 

โดยกระเบื้องที่ว่าถูกนำมาเรียงร้อยเป็นผนังระแนงที่ทำหน้าที่กรองแสง สะท้อนมุมมองของ PHTAA ที่เชื่อว่าวัสดุทุกชนิดจะมีนัยในตัวเอง สามารถนำมาพลิกแพลงให้เกิดหน้าที่ใหม่ๆ ทั้งในแง่รูปลักษณ์ที่ดูโมเดิร์น เข้าใจง่าย และร่วมสมัย เมื่อนำมาจัดวางกับ Countertops ชิ้นใหญ่ที่มีความหรูหรา ยิ่งทำให้พื้นที่นี้มีความพิเศษ โดยเบื้องหลังความสวยงามนี้สะท้อนมุมมองการทำงานกับวัสดุแต่ละชิ้นอย่างมีที่มาที่ไป และให้ความสำคัญกับแนวคิด local material หรือ locality in practice ซึ่งไม่ได้พูดถึงแค่เพียงตัววัสดุ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ผู้คน และวิถีชีวิตที่ก่อให้เกิดวัสดุนั้นๆ เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ Specialty Café 

ต่อมากับโจทย์ wellness space ที่ได้ เป้–จีรเวช หงสกุล จาก IDIN Architects ที่มาตีความนิยาม wellness ในมุมมองของตัวเอง นั่นคือ ‘การตระหนักรู้จากภายใน’ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่นี้จึงมุ่งเน้นมิติของอารมณ์ และ self awareness โดยใช้เครื่องมือ mindfulness ที่ชวนให้ผู้ชมหันกลับมาสำรวจโลกภายในของตนเอง มากกว่าการมองหาความสมบูรณ์จากภายนอก พื้นที่นี้จึงถูกกำหนดให้เดินแบบ 1:1 ขณะที่ระดับพื้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสูงขึ้น แคบลง พร้อมจังหวะแสงที่ดิมและสว่างสลับกันไป ให้ผู้คนค่อยๆ สำรวจตัวเอง เพื่อค้นพบว่า ‘ตัวตน’ คือพื้นที่เดียวที่สำคัญ 

ปิดท้ายที่  ‘ดิว–ชนาสิต ชลศึกษ์’ จาก Stu/D/O Architects ที่แชร์ให้ฟังถึงการออกแบบพื้นที่  Bathroom & More ในนิยาม  ‘มิติใหม่แห่งสุขา : พื้นที่เร้นลับกับความสงบผสานกลิ่นอายธรรมชาติ’  ด้วยการเปลี่ยนห้องน้ำจากพื้นที่ส่วนตัวให้กลายเป็น  art space ที่สามารถจัดแสดงและเล่าเรื่องได้ จึงเป็นที่มาของการหยิบยกแนวคิด Invisible, Silence และ Nature มาตีความต่อยอดจากสินค้า COTTO SILN Series เพื่อสร้างบรรยากาศที่นิ่งสงบ ผ่อนคลาย และโดดเด่นด้วยการเล่นมิติของแสงเงา

โดยการตีโจทย์ที่ว่า ชนาสิตเริ่มต้นจากสินค้า SILN Series ดีไซน์อ่างล้างหน้าสีขาวที่ซ่อนรูระบายน้ำไว้อย่างแนบเนียน เชื่อมโยงสู่การเลือกใช้วัสดุกลุ่ม Radiant ในโทนขาว-เทา-ดำ และกลุ่ม Rare ที่มีลวดลายพิเศษ มาสร้างความ contrast ผ่านรูปทรงเรขาคณิต ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสีดำมาใช้สื่อถึงห้องน้ำ ตัดกับพื้นที่จัดแสดงสีขาวที่ประดับด้วยต้นไม้ พร้อมใช้เทคนิคพรางแสงเพื่อซ่อนรายละเอียดของสินค้าไว้ภายใน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสและตีความพื้นที่อย่างอิสระ 

ทั้งนี้ ทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายในการเพิ่มไลน์สินค้าครั้งนี้ว่า COTTO ต้องการขยายภาพจำจากแบรนด์กระเบื้องและสุขภัณฑ์ สู่กลุ่มวัสดุปิดผิวซึ่งมีสัดส่วนที่มากกว่ากระเบื้องมากว่า 3 ปีแล้ว โดยปีนี้ได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ประเภทครอบคลุมตั้งแต่ Tile, Vinyl Tile (SPC), Wood, Clay Décor, Stone Décor, Worktop, Mosaic, Grout, ไปจนถึง Door & Window และ Bathroom Furniture เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาวัสดุที่หลากหลายและแปลกใหม่ ภายใต้คุณภาพและความสวยงามควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดบ้านที่ COTTO LiFE ดอนเมือง เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสวัสดุปิดผิวที่สามารถเชื่อมโยงไปกับ ‘งานออกแบบ’ ได้อย่างไหลลื่น 

ใครที่รักงานดีไซน์หรือรักในการตกแต่งบ้านสามารถมาพิสูจน์คุณภาพของสินค้าจาก COTTO ไลน์ใหม่นี้ได้ที่ COTTO LiFE ดอนเมือง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ COTTO ได้ที่ www.cotto.com