Brand Aid
‘พลาสเตอร์‘ จากแฟชั่นอวดเก๋ในราชสำนัก สู่แผ่นแปะปิดแผลของสามีเพื่อภรรยา
พลาสเตอร์ปิดแผลกลายเป็นชุดยาสามัญประจำบ้านเวลาเราหกล้มหรือเจ็บตัว ใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์อะไรมาก แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่เจ้าพลาสเตอร์อันเล็กๆ ที่แสนจะเรียบง่าย มีผ้าก๊อซผืนจิ๋วๆ ตรงกลางและเทปแปะนี้ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี และยังเกี่ยวข้องกับการต่อสู้อันยาวนานของมนุษย์กับปัญหาอาการติดเชื้อเมื่อเกิดแผล
แต่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาทางการแพทย์ เพราะพลาสเตอร์ปิดแผลยังเคยเป็นแฟชั่นความเก๋ในราชสำนัก ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ช่วงการแพทย์สมัยใหม่ที่ทำให้เกิด Band-Aid ชื่อผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ยา ซึ่งคิดค้นอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้บริษัท Johnson & Johnson ในปี 1920
ประเด็นคือ Johnson & Johnson ผลิตพลาสเตอร์ยาในยุคแรกแบบแยกชิ้นส่วน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้งานง่ายแบบทุกวันนี้ จนกระทั่งพนักงานฝ่ายจัดซื้อท่านหนึ่งพบว่าภรรยามือใหม่มักบาดเจ็บจากการทำงานบ้าน เลยเอานวัตกรรมผ้าก๊อซและกาวของบริษัทที่ตัวเองทำงานมาประดิดประดอยจนทำให้ภรรยาสามารถปิดแผลได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์หรือมีคนช่วยแต่อย่างใด จึงกลายเป็นว่าต้นกำเนิดเจ้าพลาสเตอร์ยาตัวแรกของโลกที่มีหน้าตาแบบที่เราเห็นทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากแพทย์หรือฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เลย
ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์การปิดแผลชนิดย่นย่อ จากประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ปิดแผลที่ไม่ใช่แค่ปิดแผล แต่คือสินค้าหรูหราที่กลายเป็นแฟชั่นในราชสำนัก พลาสเตอร์ปิดแผลที่ต้องปรุงเฉพาะจากร้านยา มาจนมาถึงวันที่ Johnson & Johnson ทำให้พลาสเตอร์เข้าสู่การแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น และใช้ไอเดียของสามีที่รักภรรยามาผลิตเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของคนกว่าศตวรรษ
เรื่องราวของผ้าปิดแผลที่ต้องใช้หมอยาปรุงให้เป็นพิเศษ และมากกว่าการรักษา คือเครื่องแสดงสถานะไฝคนเก๋ในราชสำนัก
การใช้งาน ‘พลาสเตอร์’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน อย่างน้อยที่สุดคือช่วงศตวรรษที่ 17 มีสิ่งที่เรียกว่า ‘court plaster’ หรือพลาสเตอร์ราชสำนัก จริงๆ จะเรียกว่า ‘พลาสเตอร์ยา’ ก็ถือว่าไม่ผิด รูปลักษณ์ของมันคือการผสมตัวยาเข้ากับสารให้ความเหนียว (isinglass) ซึ่งเป็นคอลลาเจนสกัดจากกระเพาะของปลาแห้งแล้วจึงทาตัวยาเหล่านั้นเข้ากับแผ่นผ้าไหมหรือผ้าทาฟฟีตา (taffeta)
พลาสเตอร์ราชสำนักในสมัยนั้นมักนิยมทำเป็นสีขาว สีดำ หรือสีเนื้อ และแน่นอนใช้ผ้าหรูหราจากตะวันออก ทั้งไหมจากจีนและผ้าทาฟฟีตาจากตะวันออกกลางเป็นวัสดุหลัก ‘พลาสเตอร์’ ในยุคนั้นจึงมาเป็นแผ่น อาจจะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม เมื่อถึงเวลาจะใช้งานก็ต้องตัดและนำไปอุ่นเพื่อให้เหนียวจึงใช้ปิดแผลได้
ด้วยหลายเงื่อนไข ทั้งความยุ่งยากและผ้าที่ราคาแพง แต่ก็มีสีสันของผ้า พลาสเตอร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นของราชสำนัก จึงกลายเป็นเรื่องแฟชั่นและการแสดงสถานะทางสังคมไปด้วย ส่วนใหญ่ถูกใช้ติดบนใบหน้า บางครั้งตัดเป็นวงกลมเผื่อทำเป็นไฝปลอม หรือใช้ติดนอกร่มผ้า เช่น แขน มือ หรือจุดที่มองเห็นได้ ยิ่งติดเยอะ ยิ่งแสดงความเก๋ และแสดงสถานะทางสังคม
นอกจากการติดเอาแฟชั่นในสังคมชั้นสูงแล้ว พลาสเตอร์ยังมีการผลิตใช้จากร้านยาหรือโดยหมอยา กล่าวคือสมัยก่อนร้านหมอยาจะมีการบด ปรุงยาในร้าน ซึ่งรวมถึงการทำแผ่นยาแปะแผลด้วย (medical plaster) ในสมัยนั้นต้องอาศัยตำราแพทย์โบราณ เช่น ความเชื่อเรื่องสมดุลของน้ำในร่างกาย (humor) เพื่อนำมาปรุงแผ่นยาแปะแผลโดยเฉพาะ


ตัวอย่างที่สำคัญคือการทำพลาสเตอร์ยาจากผงมัสตาร์ด คือการนำเอาผงมัสตาร์ด หรือสารจากมัสตาร์ดบดใส่ในผ้าแปะแผล พลาสเตอร์จากมัสตาร์ดจะให้ความรู้สึกอุ่นหรือแสบๆ ซึ่งทางการแพทย์โบราณมองว่าความแสบจากสารระคายเคืองเป็นส่วนสำคัญของการรักษา เหมือนเป็นการดึงความเจ็บปวดออกจากร่างกาย ซึ่งรวมถึงการมีรอยแดงและความเจ็บปวดในตอนรักษาด้วย ในภายหลัง วงการแพทย์อธิบายว่าความแสบคันหรือเจ็บปวดจากพลาสเตอร์ยาโบราณช่วยดึงความสนใจจากความเจ็บปวดอื่นๆ หรือบรรเทาความปวดเบื้องต้นได้จริง
นอกจากพลาสเตอร์ยาสูตรแสบคันจากผงมัสตาร์ดแล้ว ยังมีการปรุงพลาสเตอร์ยาอื่นๆ จำหน่าย เช่น สูตรแปะตาปลา ดังนั้นถ้าสรุปอย่างสังเขปคือ พลาสเตอร์ยาในสมัยก่อนไม่ได้แปะกันง่ายๆ คนต้องเดินเข้าไปในร้านหมอยาแบบโบราณ (apothecary) ที่ขายยาเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องยา แล้วให้หมอยาคอยปรุงแผ่นปิดแผลตามอาการให้
จากร้านหมอยา ถึงอาณาจักรเวชภัณฑ์สมัยใหม่
ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ก็มีความคาบเกี่ยวระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากร้านยาแบบโบราณไปสู่การผลิตเวชภัณฑ์มาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ที่ตั้งเป้าหมายสู้ปัญหาการติดเชื้อจากแผล โดยอาณาจักรเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Johnson & Johnson (J&J)
บริษัท Johnson & Johnson เกิดขึ้นในปี 1886 โดยสามพี่น้องตระกูลจอห์นสัน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการเกิดมาตรฐานทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเชื้อโรค (germ theory) นำมาสู่การผลิตเวชภัณฑ์ที่ได้รับการฆ่าเชื้อ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปลอดเชื้อและการฆ่าเชื้อต่างๆ
คนสำคัญในสามพี่น้องคือ Robert Wood Johnson เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเพนซิลเวเนีย ตอนอายุ 16 ปีก็ไปเป็นหมอยาอยู่ในร้านขายยาแบบโบราณชื่อ Wood & Tittamer ในเมือง Poughkeepsie ร้านขายยาของญาติฝ่ายแม่ ในรัฐนิวยอร์ก แน่นอนว่าการฝึกงานเป็นหมอยาฝึกหัด น่าจะต้องรวมถึงการปรุงพลาสเตอร์ยาจากวัตถุดิบหรือตำรับยาต่างๆ ด้วย
บริบทหนึ่งที่ทำให้โรเบิร์ต จอห์นสัน สนใจด้านการแพทย์คือบรรยากาศสงครามกลางเมือง ซึ่งการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่มีความก้าวหน้า และเต็มไปด้วยการรักษาเหยื่อที่บาดเจ็บจากสงคราม การตัดแขนขาผู้บาดเจ็บต้องทำอย่างเร่งรีบภายในเวลาไม่กี่นาที แพทย์ทำการผ่าตัดโดยไม่มีการล้างทำความสะอาดมือหรือเครื่องมือ ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสงครามสูงถึง 720,000 ราย ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อและโรคต่างๆ
ตัวโรเบิร์ตเองไม่มีหลักฐานว่าเข้าร่วมสงคราม หรือร่วมการรักษาในกองทัพ (พี่ชายทั้งสองของเขาเข้าร่วมรบในสงครามกลางเมือง) แต่ด้วยบริบทการเป็นหมอยาในร้านยาโบราณ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการดูแลสุขภาพและบริบาลของชุมชน ทำให้โรเบิร์ตสนใจด้านการแพทย์จากบรรยากาศสงครามนั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โรเบิร์ตได้เข้าร่วมงานเอ็กซ์โป Centennial Exhibition ในปี 1876 ที่ฟิลาเดลเฟีย และได้ฟังการบรรยายสำคัญของนายแพทย์ Joseph Lister ซึ่งพูดถึงขั้นตอนการทำการผ่าตัดแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่าการผ่าตัดปลอดเชื้อ เขาแสดงให้เห็นถึงการผ่าตัดที่ใช้ความพยายามและยุ่งยาก ต้องใช้กรดคาร์บอลิก (carbolic acid) ฉีดพ่นใส่มือแพทย์และพยาบาล พ่นไอกรดบนแผล และใช้ผ้าพันแผลชุบสารนี้ก่อนติดบนแผลผ่าตัด รวมถึงการฆ่าเชื้อผ้าพันแผลและสำลี
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้นยังไม่มีใครยอมรับแนวทางอันยุ่งยากของหมอลิสเตอร์ หมอที่มาฟังก็ไม่ค่อยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะฆ่าคนได้อย่างไร แม้หมอลิสเตอร์แสดงตัวเลขว่าเมื่อใช้กระบวนการดังกล่าวในห้องปลอดเชื้อจะช่วยลดการตายของคนไข้ที่ถูกตัดแขนขาจาก 45-50% เหลือเพียง 15%
และแน่นอน คนที่เชื่อก็คือโรเบิร์ต จอนห์สัน ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วเพิ่งร่วมหุ้นและเปิดบริษัทผลิตผ้าพันแผลที่พัฒนาโดยใช้ยางอินเดียชื่อ Seabury & Johnson ในปี 1874 ราว 10 ปีหลังจากนั้น โรเบิร์ตจึงได้ร่วมกับพี่ๆ อีก 2 คนก่อตั้งบริษัท Johnson & Johnson ในปี 1886
สินค้ากลุ่มแรก ผลิตจากความคิดของคุณหมอลิสเตอร์และแทบจะใช้วิธีในทำนองเดียวกับที่เขาบรรยาย ไลน์สินค้าแรกสุดคือผ้าพันแผลปลอดเชื้อสำเร็จรูป (ready-to-use sterile surgical dressings) ทำให้หมอหรือโรงพยาบาลไม่ต้องยุ่งยากฆ่าเชื้อผ้าพันแผล หลังจากนั้น 1 ปีก็ออกผ้าก๊อซฆ่าเชื้อที่ผ่านการชุบกรดคาร์บอลิก (carbolated antiseptic gauze) รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อที่จำหน่ายในภาชนะปิดสนิทต่างๆ
กลับมาที่พลาสเตอร์ บริษัทจอห์นสันเองก็มีการทำ court plaster จำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1887 เป็นสินค้าชื่อ Black Perfect Taffeta Court Plaster พลาสเตอร์โบราณสีดำ ซึ่งต้องตัดและอังความร้อนก่อนใช้งาน ต่อมาในปี 1899 จึงได้พัฒนาพลาสเตอร์รุ่นใช้กาวสูตรซิงก์ออกไซด์ จากการใช้กาวจากกระเพาะปลา ทำให้ระคายผิวน้อยลงและติดทนง่ายมากขึ้น
แต่นี่คือการพัฒนาวัสดุ ไม่ใช่การพัฒนาในการใช้งาน กล่าวคือคนที่เป็นแผลหรือแพทย์ทำแผลยังต้องตัดผ้ามาอังความร้อนเพื่อให้พลาสเตอร์ติดได้
ดังนั้น กว่าจะมาเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลที่มาพร้อมแถบกาวที่ทำให้เราติดแผลเองได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องใช้เวลาอีก 21 ปีต่อมา
และมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นด้วยตัวเอง เแต่เกิดจากการที่สามีคนหนึ่งเอาใจใส่ภรรยามากจนบังเอิญผลิตนวัตกรรมแก้ปัญหาให้กับคนทั้งโลก
คู่แต่งงานใหม่ และสามีที่ใส่ใจภรรยา ต้นกำเนิดพลาสเตอร์ปิดแผลของโลก
พลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ถือว่าเกิดขึ้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าการแพทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งถือว่ามีการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ หมายความว่าในการผลิตและพัฒนาสินค้า มีการพัฒนาทั้งผ้าก๊อซ มีพลาสเตอร์แบบเก่าที่ต้องตัด ต้องแปะ คือผู้ใช้งานใช้ด้วยตัวเองไม่ได้
นี่คือสิ่งที่ Earle Dickson พนักงานบริษัท Johnson & Johnson ต้องเจอเช่นกัน ในปี 1917 หลังจากเขาแต่งงานกับ Josephine Frances Knight เอิร์ลพบว่าภรรยามักจะเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ ขณะทำงานบ้าน เช่น ถูดมีดบาดเป็นประจำในขณะเตรียมอาหาร ในปี 1920 เขาจึงได้ทำสิ่งเล็กๆ ที่น่ารักเพื่อช่วยภรรยา ซึ่งคือจุดเริ่มของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่
ตอนนั้นการทำแผลมักจะใช้ผ้าก๊อซและเทปทำแผลอย่างที่บอกไป ซึ่งคุณเอิร์ลก็พบว่ามีความลำบากในการใช้งาน ต้องตัดผ้าเป็นชิ้น เทปก็ต้องตัด แถมพอแปะไปแล้วก็พบว่าการทำแผลแบบเดิมๆ ด้วยผ้าก๊อซมักจะหลุดออกจากแผลของภรรยาเวลาขยับทำงาน
สิ่งที่เอิร์ลทำจริงๆ นั้น ในฐานะสามีถือว่าตั้งอกตั้งใจ ช่างคิด และรักภรรยาเป็นอย่างยิ่ง คือเขาจะดึงเทปกาวทางการแพทย์ออกมาเป็นแนวยาว พับผ้าก๊อซทาบไว้ตรงกลาง และนำเอาผ้าที่คล้ายกระดาษแข็งวางทับก่อนจะม้วนคืนไป ผลคือ ภรรยาได้อุปกรณ์ปิดแผลสำเร็จรูปที่สามารถคลี่และใช้กรรไกรตัดได้ตามขนาดเมื่อเกิดแผล สามารถปิดแผลขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว ติดทน และแกะใช้ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีคนช่วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ อย่างแรก ทั้งเทปและผ้าก๊อซ เป็นสินค้าที่ Johnson & Johnson ผลิตอยู่แล้ว และอีกอย่างคือเอิร์ลในฐานะพนักงานจัดซื้อฝ้ายของบริษัท (ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสินค้าหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เลย) ทว่าเมื่อเพื่อนๆ ของเอิร์ลรู้เรื่องว่าเขานำเอาผลิตภัณฑ์สองชนิดมารวมกัน ทำให้เกิดสินค้าใช้งานง่าย สะดวก แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ในที่สุดจึงนำไปเสนอกับทางบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่
ผลคือทางบริษัทเห็นชอบกับสิ่งประดิษฐ์ โดยเฉพาะจากไอเดียที่ว่าสามารถทำให้คนที่เกิดแผลบ่อยๆ ใช้งานได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย บริษัทก็นำเอาพลาสเตอร์ออกจำหน่ายในปี 1921 ชื่อ Band-Aid ช่วงแรกวางขายเป็นม้วนเหมือนกับที่เอิร์ลคิดมา จนในปี 1924 จึงออกจำหน่ายพลาสเตอร์แบบที่ตัดมาแล้วในขนาดต่างๆ
ช่วงแรกหลังจากวางขายสินค้าไป เจ้าพลาสเตอร์แบบใหม่ยังขายไม่ดี สิ่งที่บริษัททำคือการสนับสนุนพลาสเตอร์ของตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดปฐมพยาบาลของลูกเสือ ทำให้ในที่สุดแล้ว เหล่าลูกเสือเมื่อเป็นแผลก็เริ่มใช้พลาสเตอร์ปิด หมายความว่าพ่อๆ แม่ๆ และเด็กๆ ก็เริ่มมีพลาสเตอร์ของ Johnson & Johnson ปิดที่เข่า ที่แขน หรือตามตัวจนกลายเป็นเรื่องสามัญในที่สุด หลังจากนั้นยังแจกให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 วิธีทำการตลาดด้วยการสนับสนุนดังกล่าวจึงทำให้ยอดขายพลาสเตอร์แบบใหม่ก้าวกระโดด

ในปี 1926 เอิร์ลก็จดและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรพลาสเตอร์ Band-Aid ซึ่งหน้าตาเหมือนกับพลาสเตอร์ในปัจจุบัน นั่นคือแผ่นพลาสเตอร์ที่มีผ้าก๊อซอยู่ด้านใน และมีแผ่นพลาสติกที่ป้องกันไม่ให้เทปติดกันเอง ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชิ้นทำให้ดึงและแปะได้อย่างสะดวก
บริษัท Johnson & Johnson ได้เลื่อนขั้นเอิร์ลนั่งตำแหน่งรองประธาน และอยู่กับบริษัทจนกระทั่งเกษียณ ในปี 1957 แม้แต่เกษียณแล้วก็ยังร่วมเป็นบอร์ดบริหารจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1961
ประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ยาจิ๋วที่แสนสะดวกถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใครๆ ก็ใช้ ทั้งยังมีหน้าตาเหมือนเดิมเมื่อร้อยปีก่อน และเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นทุกหนแห่งทั่วโลก เป็นสิ่งที่เราหยิบ ฉีก ดึง นึกถึงเมื่อมีแผลและเจ็บตัว เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่จะว่าง่ายก็ง่าย เริ่มต้นด้วยความห่วงใยคนในครอบครัว แต่อีกด้านก็เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การต่อสู้กับโรคร้ายและเชื้อโรค รวมถึงการฆ่าเชื้อโรคและการแพทย์ที่ยาวนาน
อ้างอิง
– libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters
– abc.net.au/news/2018-01-03/a-brief-history-of-the-band-aid/9271754
– libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters
– smithsonianmag.com/smart-news/get-stuck-band-aid-history-180965157/
– lemelson.mit.edu/resources/earle-dickson