406
July 21, 2026

The Odyssey of cinema

มองมหากาพย์การทำหนังของโนแลน ผ่าน experience economy ที่ทำให้คนต้องเข้าโรงหนังอีกครั้ง

‘ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับการรับชมใน IMAX’

ไม่ใช่หมายเหตุที่แปะไว้บนโปสเตอร์ แต่ผู้ชมก็รับรู้โดยทั่วกันในตอนนี้ว่า ถ้าอยากเต็มอิ่มกับภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey–ผลงานล่าสุดของผู้กำกับที่ละเมียดละไมและใส่ใจกับการทำหนังอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน ต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ IMAX เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยฟิล์ม IMAX 70mm ทั้งเรื่อง

ไม่มีใครถ่ายหนังโดยใช้กล้อง IMAX ทั้งหมดมาก่อน แม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ดังๆ อย่าง Avengers: Endgame หรือหนังแอ็กชั่นอย่าง Transformer และ Mission Impossible ไปจนถึง Star War ก็ใช้เพียงบางฉากเท่านั้น รวมถึงหนังของโนแลนด้วย ทั้ง The Dark Night, Insterstellar, Tenet และ Oppenheimer ปัญหาก็เพราะขณะใช้งานเสียงกล้องดังเหมือนรถยนต์ดีเซล (หรือเสียงเหมือนเครื่องตัดหญ้า ตามคำอธิบายของ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพผู้ทำงานคู่กับโนแลนมาตั้งแต่ Interstella) จนแทบจะกลบบทสนทนานักแสดงระหว่างถ่ายทำ แต่เพราะโนแลนชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เขาจึงให้ IMAX ช่วยออกแบบกล้องที่ลดเสียงลง แต่ยังสร้าง cinematography ให้ภาพยนตร์มากที่สุด

ด้วยลูกเล่นนี้เองที่ทำให้สัปดาห์แรกของการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey ทำรายได้ทั่วโลก 264.1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8 พันล้านบาท)  กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวมากที่สุดของโนแลน โดย 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) มาจากโรงหนัง IMAX เพียวๆ

นี่ยังไม่นับว่าเมื่อปีที่แล้วมีการเปิดจองตั๋วล่วงหน้า และขายหมดภายใน 1 ชั่วโมง บางคนเข้าไปกดบัตรเพื่อนำมาขายต่อในราคาพุ่งไปถึงพันดอลลาร์  แม้กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งในแคลิฟอร์เนียที่กดจองบัตรไปยังต้องเลื่อนแผนการมีลูกคนที่สองในปีที่แล้ว เพราะคำนวณแล้วว่าวันคลอดจะตรงกับการฉาย The Odyssey บางคนยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปดูหนังความยาว 3 ชั่วโมงบนจอ IMAX ที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm 

ปรากฏการณ์โนแลนพาคนกลับเข้าโรงภาพยนตร์ย่อมสะท้อนถึงห้วงเวลาที่คนในวงการหนังพยายามพยุงให้ธุรกิจนี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมชมภาพยนตร์ในโรงหนัง ท่ามกลางการเติบโตของสตรีมมิงที่เปลี่ยนพฤติกรรมการดูหนังยุคดิจิทัล 

ในมุมของผู้กำกับ การทดลองใช้กล้อง IMAX ทั้งเรื่องก็คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ในฐานะศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมธุรกิจเองวิธีการนี้ก็ช่วยกอบกู้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไปในตัว ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกวันนี้โรงหนังไม่ได้ขายแค่เนื้อหาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังขาย ‘ประสบการณ์’ ที่สตรีมมิงให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม ซึ่งอาจเรียกได้ว่านี่คือการตลาดแบบ experience economy ที่โรงภาพยนตร์ใช้แข่งขันกับสตรีมมิงอยู่

Entretainment ตอนนี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชิงอารมณ์ในนวัตกรรมการสร้างภาพยนตร์ของโนแลนและ IMAX ที่เป็นดั่งมหากาพย์ไม่ต่างจากบทประพันธ์ของโฮเมอร์

มหากาพย์การสร้างกล้อง IMAX 70mm เพื่อเล่าเรื่องมหากาพย์ของกรีกโบราณ

The Odyssey เป็นบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณเรื่องหนึ่งของโฮเมอร์ ที่แบ่งออกเป็น 24 เล่ม คาดว่าประพันธ์ขึ้นราว 800 ปีก่อนคริสตกาล จึงนับเป็นวรรณกรรมโบราณอายุมากที่สุดในโลกที่ยังคงส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ บอกเล่าถึงการเดินทางกลับบ้านอันยากลำบากหลังสิ้นสุดสงครามกรุงทรอยของ ‘โอดิสเซียส’ ผู้นำทัพที่ต้องจากครอบครัวและเมืองเกิดนับ 2 ทศวรรษ จึงต้องกลับไปทวงบัลลังก์และครอบครัวคืนมา 

วรรณกรรมโอดิสซีย์ถูกนำไปตีความเล่าเรื่องเป็นศิลปะหลายรูปแบบ เฉพาะแค่ภาพยนตร์และซีรีส์ก็เกือบครึ่งโหล นับตั้งแต่ยุคภาพยนตร์เงียบอย่าง L’Odissea ในปี 1911, Ulysses ปี 1954, The Odyssey ซีรีส์ในทีวีปี 1997, Troy: The Odyssey  ในปี 2017 และ The Odyssey โดยโนแลนในปี 2026  ยังไม่ต้องนับถึงหนังสือที่มีหลากหลายเวอร์ชั่นออกมาให้ได้อ่าน 

สิ่งที่ทำให้แฟนๆ จับตาในช่วงแรกที่สตูดิโอออกมาประกาศว่าโนแลนกำลังลงมือสร้าง The Odyssey คือวิธีการที่เขาจะตีความมหากาพย์กรีกโบราณ เพราะจุดเด่นอย่างหนึ่งในผลงานของโนแลนคือ มุมมองและวิธีการเล่าเรื่องอันหลากหลาย ตั้งแต่การวางเส้นเรื่องเลี้ยวคดไปมาใน Memento, The Prestige และ Tenet การสร้างเนื้อตัวของตัวละครที่ซับซ้อน สำรวจประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาการดำรงอยู่และญาณวิทยาใน The Dark Knight, Inception, Oppenheimer และอื่นๆ

และแนวคิดที่ขาดไม่ได้ของโนแลนคือ ความพยายามควานหาเทคนิคต่างๆ เพื่อสร้าง cinematic ในโลกภาพยนตร์ด้วยมือมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ลดการใช้เทคโนโลยี หนังส่วนใหญ่ของเขาใช้ฟิล์มเป็นหลัก เลือกใช้สถานที่จริงแทนการถ่ายทำในสตูดิโอ ใช้เสียงประกอบแบบทดลอง สร้างภาพและแนวคิดของภาพยนตร์จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และลดการใช้ CGI ให้น้อยที่สุดเพื่อความสมจริงของภาพ 

จึงไม่แปลกเลยที่โนแลนได้เพิ่มความตื่นเต้นให้คนดู ทั้งรอชมการตีความและเล่าเรื่องมหากาพย์อายุพันปี และการเล่นใหญ่ใส่ใจในงานคราฟต์ด้วยการทดลองใช้กล้อง IMAX ถ่ายหนังทั้งเรื่อง

“ผมเห็นฟิล์ม IMAX ในพิพิธภัณฑ์และสวนสนุกตอนเด็กๆ แล้วผมก็คิดตอนนั้นเลยว่า ทำไมไม่มีคนถ่ายหนังจากฟิล์มนี้นะ ตอนนั้นผมอายุ 16-17 ตอนนี้จะ 56 ละ แล้วผมก็ได้ทำ” โนแลนบอกเล่าความหลังกับสำนักข่าว The New York Times “หลังจาก Oppenheimer เสร็จแล้ว ผมโทรหาเพื่อนที่อยู่ IMAX โดยที่ผมยังไม่สามารถบอกทุกคนได้ด้วยซ้ำว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมพูดว่า ก็ถ้าเราจะถ่ายหนังที่ใช้ฟิล์ม IMAX ทั้งหมด มันก็ต้องเป็นเรื่องนี้แหละ” 

คำถามคือทำไมต้องเป็นฟิล์ม IMAX ขนาด 70mm มันต่างจากกล้องแบบอื่นยังไง?

“แต่ละเฟรมของฟิล์มมีรูเจาะ 15 รู วิ่งในแนวนอนผ่านเครื่องฉาย ทำให้เป็นรูปแบบภาพที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในวงการหนัง ทุกเฟรมถ่ายทำด้วยระบบ IMAX และเมื่อคุณอยู่ในโรงภาพยนตร์ คุณจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภาพจากการถ่ายทำอย่างเต็มที่” Matt Demon นักแสดงนำผู้รับบท ‘โอดิสเซียส’ อธิบายในคลิปโปรโมตของ IMAX 

แปลภาษาของแมตต์อย่างเข้าใจง่ายคือ IMAX 70mm เป็นระบบภาพแบบฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดและให้ความละเอียดสูงที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นและประดิษฐ์ฟิล์มขึ้นมาได้ โดยใช้ฟิล์มแนวนอนขนาด 70 มม. และมีอัตราส่วนภาพจัตุรัสเต็มตาที่ 1.43:1 “ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเติมเต็มขอบเขตการมองเห็นของคุณทั้งหมด ทำให้คุณดื่มด่ำไปกับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุด” Anne Hathaway ผู้รับบท ‘เพเนโลพี’ กล่าว

ที่ผ่านมาโนแลนก็ใช้เคยกล้อง IMAX ตลอดการทำงานสองทศวรรษ และเพิ่มจำนวนนาทีมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ The Dark Knight ที่เริ่มใช้กล้อง IMAX ราว 28 นาที Interstellar ใช้ 66 นาที มาจนถึง Oppenheimer 75 นาที แต่ก็ยังไม่เคยใช้งานทั้งเรื่อง “ปัญหาคือเสียง เพราะกล้องมันเสียงดังมากๆ” เขาว่า นั่นคือเหตุผลที่เขาโทรหาเพื่อนที่ IMAX เพื่อสร้างนวัตกรรมกล้องที่จะแก้ปัญหานี้ร่วมกัน “เราตามหาระบบที่จะช่วยดูแลเสียงของเครื่อง แล้วพวกเขาก็ออกแบบกล่องขึ้นมาเพื่อให้เราเอากล้องเข้าไปได้” 

โนแลนยังทำงานร่วมกับ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพที่ทำงานมาตั้งแต่หนังเรื่อง Interstellar (2014) ฮอยเตมาเล่าว่า ในตอนแรก IMAX ส่งโปรโตไทป์ของกล้องฟิล์ม 70mm มา 3 แบบ แล้วพวกเขาก็ได้ทดลองใช้ตัวกล่องใหญ่อันหนึ่ง “ตอนใช้งานคุณจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงครางเบาๆ แบบไกลๆ แต่ทีนี้มันดันหนักมาก ซึ่งเป็นปัญหาชุดใหม่ที่เราต้องเอาชนะ สุดท้ายเราก็เลยได้กล้องรูปร่างเทอะทะขนาดเท่ารถเอสยูวี แต่เราก็รั้นจะทำให้มันใช้งานให้ได้” ฮอยเตมาเล่าว่า ช่วงเวลาสนุกก็เกิดขึ้นจากความท้าทายในการแบกกล้องไปถ่ายอย่างผาดโผน บางครั้งก็ยึดไว้กับขาตั้งกล้องได้ แต่บางฉากที่ต้องวิ่งลงเนิน หรือปีนเขาไปไหนต่อไหนก็ต้องใช้วิชามารในการใช้กล้อง เช่น ใช้เชือกผูกกล้องกับเฮลิคอปเตอร์ในการถ่ายทำสถานที่ที่มนุษย์เดินเข้าไปถ่ายได้ยาก 

ความท้าทายอีกอย่างคือ ด้วยความที่กล้องใหญ่มากๆ เลยทำให้นักแสดงเห็นหน้ากันตอนเข้ากล้องได้ยากมาก IMAX จึงแก้ปัญหาด้วยการติดกระจกคนละฝั่งเพื่อให้นักแสดงรับรู้อารมณ์ความรู้สึกกันได้

“ทุกช็อตในฉากที่มีบทพูดเยอะๆ ล้วนเป็นประเด็นทางเทคนิค เพราะคุณไม่สามารถเอากล้องหนัก 400 ปอนด์ไปวางไว้เหนือตัวนักแสดงได้ คุณต้องสร้างรอกโซ่ หาทางเคลื่อนย้ายกล้องให้เหมาะสม ทุกอย่างต้องทำอย่างปลอดภัยด้วย” โนแลนอธิบาย

ความบากบั่นยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะกล้อง IMAX บรรจุฟิล์มถ่ายทำได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น! โนแลนต้องหาจังหวะที่ลงตัวระหว่างทีมงาน นักแสดง และเขาเองในการถ่ายทำ ให้คนมาใส่ฟิล์มม้วนใหม่ โดยที่ไม่มีใครหลุดโฟกัส

“ธรรมเนียมการใช้คำว่า “แอ็กชั่น” และ “คัต” นั้นมีจุดสนใจที่สำคัญมากระหว่างสองคำนี้ เมื่อคุณพูดว่าคัต ทุกคนก็จะถอนหายใจโล่งอก ความตึงเครียดหายไป สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาทุกคนให้อยู่ในภวังค์นั้น” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์บอก

นอกจากความทุลักทุเลที่จะต้องใช้กล้อง IMAX นี้ให้ได้แล้ว โนแลนยังคงเอกลักษณ์ในการสร้างงานภาพที่ authentic ที่สุดด้วยการเน้นถ่ายภาพจากสถานที่จริง ลดการใช้ CGI เขาอธิบายว่าใน The Odyssey ได้ใช้ทุกเทคนิคในตำราภาพยนตร์ที่มนุษย์จะสามารถสร้างฉากหนึ่งขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งกรีนสกรีน

“ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพวาดฉากหลัง (backing painting) พวกมันสามารถสร้างภาพที่สมจริงกว่ามาก เพราะวิธีการจัดแสง ทำให้ดูสมจริงกว่าการใช้กรีนสกรีนหรือแม้แต่ฉากหลังที่เป็นภาพถ่าย เรายังใช้ภาพลวงตาแบบมุมมองปลอมๆ ด้วยการสร้างสิ่งต่างๆ ให้เล็กลงในฉากหลังที่ลึกเข้าไปด้วย” 

ฮอยเตมาช่วยเสริมว่าความท้าทายคือ พอใช้กล้องฟิล์ม IMAX ถ่ายทั้งเรื่อง พวกเขาต้องมานั่งพิจารณาฉากเอฟเฟกต์ทุกๆ วัน ด้วยการวิ่งส่งฟิล์มไปที่หน่วยล้างฟิล์ม เพื่อตรวจสอบว่าใช้งานภาพนั้นได้ไหม ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยหรือเปล่า “กระบวนการทั้งหมดของเราเป็นแบบแอนะล็อก เมื่อใดก็ตามที่คุณใช้เอฟเฟกต์ดิจิทัล คุณต้องสแกนเนกาทีฟต้นฉบับและลดความละเอียดลงก่อน จากนั้นจึงถ่ายทำใหม่ด้วยความละเอียดที่ลดลง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่อาจทำให้คุณภาพลดลงได้มาก ยิ่งเรารักษาสภาพดั้งเดิมของภาพไว้ในกล้องมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรักษาคุณภาพเดิมไว้ได้มากเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราเสมอมา” ผู้กำกับภาพกล่าว

experience economy ในปรากฏการณ์เรียกผู้ชมเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งจากภาพยนตร์ The Odyssey

โนแลนและนักแสดงในเรื่องต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันขณะโปรโมตภาพยนตร์ว่า ทุกคนควรได้ดู The Odyssey บนจอ IMAX และจะดียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าได้ดูผ่านจอที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm ได้

นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนเข้าโรงหนังแบบส่งๆ เพราะระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์ IMAX ได้นำเบื้องหลังการประดิษฐ์กล้อง ภาพความทุลักทุเลในกองถ่ายที่ต้องมีคนแบกกล้อง 4-5 คนปีนเขาหรือลงน้ำไปถ่ายทำ รวมทั้งการทำให้เห็นกระบวนการล้างฟิล์มก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ ซึ่งทีมงานต้องส่งฟิล์มไปที่หน่วยกลางทุกวัน แม้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลก็ตาม

เรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยเสริมให้คนเห็นว่า The Odyssey มีคุณค่าในเชิงการสร้างภาพยนตร์ และควรไปดูในโรงหนัง IMAX จริงๆ ตามคำเรียกร้องของโนแลนนั่นแหละ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะ ‘ตกขบวน’ (Fear of Missing Out) การ ‘เสพงานศิลป์เต็มรูปแบบ’ นี่คือเหตุผลที่แม้ราคาค่าตั๋ว IMAX จะสูงกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไป โดยราคาประมาณ 18-33 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 600-1,000 บาทคนก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และคนที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับประสบการณ์ภาพอย่างเต็มอิ่มก็ยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปตามหาโรงภาพยนตร์ที่รองรับ IMAX 70mm ให้ได้

วิธีการนี้จึงเป็นตัวอย่างของการทำ experience economy หรือเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ เพราะในมุมธุรกิจ ทุกวันนี้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่ ‘เนื้อหา’ แล้ว (เพราะไปดูในสตรีมมิงหรือพื้นที่อื่นๆ ก็ได้) แต่โรงหนังต้องมองหาจุดเด่นที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง, หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม 

ประเด็นคือการฉายหนังในโรงภาพยนตร์มีระยะเวลาของมัน ความรู้สึกนี้ยิ่งทำให้คนรู้สึกไม่อยากตกขบวนมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ยอดจองตั๋วล่วงหน้า 1 ปีขายหมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง และรายได้เปิดตัวภายในสัปดาห์แรกก็ทะลุไป 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์ The Odyssey จึงกำลังทำให้เกิดหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่คนรู้สึกว่าตัวเองต้องได้เข้าไปดูหนังที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ จน IMAX ต้องสร้างกล่องป๊อปคอร์นที่เป็นรูปร่างกล้อง IMAX ขึ้นมาโปรโมตร่วมด้วย

IMAX 70mm จะกลายเป็นเทรนด์ที่ปฏิวัติให้วงการภาพยนตร์หันมาใช้กล้องนี้มากขึ้น และคนอยากดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้นได้จริงไหม?

ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกันกับ The Odyssey คือ Dune: Part Three ซึ่งใช้โมเดลในการโปรโมตคล้ายกันคือการเปิดขายตั๋วล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้บัตรขายหมดแล้วเรียบร้อย จึงอาจจะเป็นสัญญาณอันดีของการใช้งานกล้อง IMAX รุ่นนี้ในวงการ และทำให้กล้องรุ่นนี้ได้รับการพูดถึงมากขึ้นในวงการภาพยนตร์ 

แต่ข้อน่ากังวลก็คือ โรงภาพยนตร์ IMAX ที่สามารถฉายฟิล์ม 70mm ได้นั้น มีเพียง 25 แห่งในอเมริกา ไม่ต้องถามเลยว่าในไทยมีไหม (คำตอบก็คือไม่มี) ส่วนทั่วโลกมีโรงภาพยนตร์รองรับ IMAX 70mm อยู่ที่ 41 แห่ง จึงกลายเป็นว่าใครที่สามารถชม The Odysseys ใน IMAX 70mm ก็ยิ่งเสริมสถานะ ‘exclusive’ ไปเลย 

ถามกลับไปที่ผู้บริหาร IMAX อย่าง Richard Gelfond เขาบอกกับสื่อบันเทิง Variety ว่า “แน่นอนว่าความต้องการดูหนังจากโรงหนัง IMAX 70mm มีมากขึ้น ปัญหาคือเราไม่ได้ผลิตเครื่องฉายฟิล์ม IMAX รุ่นใหม่มาประมาณ 50 ปีแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องปรับปรุง ซ่อมแซม และส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเราคือการดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่แน่นอนว่าผมอยากเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่านี้”  สำหรับผู้บริหาร IMAX เขาจึงอยากมองเห็นยอดความต้องการมากกว่านี้ แม้จนถึงตอนนี้ ตั๋วหนัง The Odyssey จะถูกจองเต็มไปเกิน 5 สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอในมุมธุรกิจต่อการเพิ่มเครื่องฉายหนังที่จะรองรับฟิล์ม 70mm 

ส่วนคนทำงานใน IMAX ได้บอกกับ Variety ว่า ชิ้นส่วนหลายอย่างที่จำเป็นในการสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์พิเศษเหล่านี้ไม่มีอยู่แล้ว รวมถึงไฟล์พิมพ์เขียวของเครื่องฉายที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษที่แล้วด้วย เพราะพวกมันไม่เคยได้รับการดูแลรักษาเท่าไหร่ ตอนนี้ IMAX ก็ไม่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องนี้ได้เป็นพิเศษด้วย

หากยังมีโรงภาพยนตร์ที่รองรับการฉายฟิล์มชนิดนี้อยู่น้อย ก็อาจจะเป็นการแบ่งแยกสถานะผู้ชมไปโดยปริยาย เพราะมันชัดเจนว่าใครบ้างที่จะได้รับชมภาพแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และใครบ้างที่จะได้เห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของภาพหนังเรื่องนั้น ชาวเน็ตจึงเริ่มทำมีมล้อการเข้าไปชมภาพยนตร์บนจอ IMAX ด้วยการตัดต่อภาพหนังไปใส่จอทั่วไป เช่น จอบนเครื่องบิน ไอแพด หรือทีวีเครื่องเก่าๆ เพื่อสื่อสารว่าหนังจะถูกหั่นภาพไปมากแค่ไหนถ้าอยู่ที่จออื่นๆ บ้างก็ล้อว่าถ้าดูหนังเรื่องนี้ในจอที่เล็กลงก็เหมือนนั่งดูสงครามในม้าโทรจัน (ในมหากาพย์โอดิสซี โอดิสเซียสได้สั่งให้ทหารเข้าไปซ่อนตัวในม้าโทรจัน)

แต่ไม่ว่าในอนาคตจะมีเทรนด์ของการใช้ฟิล์ม IMAX 70mm มากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ปรากฏการณ์ที่ The Odyssey ดึงผู้คนกลับเข้าโรงหนังอีกครั้ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ได้มาจากแนวคิดแผนโปรโมตโฆษณาหนังสวยหรูอะไรมากมาย แต่มาจาก ‘วิถีการทำงาน’ ของโนแลนที่กลายเป็นการตลาดในตัวเอง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความเป็นศิลปะในภาพยนตร์ การสร้างงานคราฟต์ที่มาจากมนุษย์ ตั้งแต่การประดิดประดอยกล้องฟิล์ม IMAX ไปจนถึงกระบวนการล้างฟิล์มเพื่อเข้าสู่การตัดต่อ ทั้งหมดนี้ใช้วิธี ‘แอนะล็อก’ ผ่านมือของมนุษย์จนทำให้ The Odyssey กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่า และเราควรเข้าไปสนับสนุนงานสร้างจากฝีมือพวกเขาในโรงภาพยนตร์กันจริงๆ สักครั้ง

 

อ้างอิง

screenrant.com/christopher-nolan-movies-no-cgi-practical-effects-reason

mashable.com/entertainment/the-odyssey-imax-70mm-exclusivity 

nytimes.com/2026/07/17/movies/the-odyssey-christopher-nolan.html 

variety.com/2026/film/news/why-no-more-imax-70mm-screens-the-odyssey-christopher-nolan-1236813019

instagram.com/reels/DZqWnpwvIoz

instagram.com/reel/Da3IlBiir8C/?utm_source=ig_web_copy_link&igsh=MzRlODBiNWFlZA==

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like