จนถึงวันนี้ บรรดาคาแร็กเตอร์จากซานริโอยังเป็นที่จดจำของผู้คนอยู่เสมอ ล่าสุดก็ยังมี My Melody and Kuromi ซีรีส์ที่ซานริโอทำร่วมกับเน็ตฟลิกซ์ และอีเวนต์สร้างสีสันที่มีเป็นประจำแทบทุกปีอย่างการโหวตตัวละครยอดนิยม ซึ่งในปี 2025 นี้ผู้ชนะก็คือ ปอมปอมปูริน ส่วนผลโหวตของประเทศไทย โยชิคิตตี้ (Yoshikitty) เป็นผู้ได้รับชัยชนะไป
ด้วยความน่ารักและคลาสสิกของเหล่าตัวละครนับร้อยที่ซานริโอสร้างขึ้นมา Capital List ตอนนี้เลยขอพาไปสำรวจ 6 ความพิเศษที่ทำให้คาแร็กเตอร์ของซานริโอครองใจผู้คนทุกรุ่นทุกวัยมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่ CEO หนุ่มทำเพื่อให้ซานริโอรอดพ้นวิกฤตไปได้ คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเน้นขายสินค้าตามหน้าร้านเป็นหลักมาพัฒนาธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เช่น โปรเจกต์วิชวลอย่าง SANRIO Virtual Festival in Sanrio Puroland ที่ให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมสวนสนุก และเทศกาลดนตรีผ่านออนไลน์ในช่วงโควิด-19 รวมทั้งเริ่มวางแผนทำโซเชียลมีเดียของแบรนด์
โปรเจกต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Capital Class of 2025 โครงการฝึกงานประจำปีที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเรียนรู้วิธีคิดผ่านเวิร์กช็อปพิเศษ สังเกตวิธีการทำงานของมืออาชีพ พร้อมกับได้ทดลองคิดและลงมือทำจริง รวมทั้งได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ ทีมงาน Capital ตลอดระยะเวลาการฝึก
จุดเด่นของ Sue คือลวดลายและสีสัน ไปจนถึงสินค้าที่แตกต่าง เช่นว่าหากเป็น tote bag ก็มีกิมมิกสายที่ปรับรูดได้ หากเป็นกระโปรงก็สามารถปรับไซซ์ได้ตามต้องการ แม้โดยรวมดูเหมาะกับคนที่รักความสดใส แต่กลุ่มลูกค้าของ Sue กลับหลากหลาย เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่ไม่ว่าคนคนนั้นจะชอบแต่งตัวแบบใดก็อยากได้ Sue ไปครองสักชิ้น (และหลายคนก็กลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก)
หากมองจากภายนอก หลายคนอาจคิดว่า Sue คือแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น แต่สำหรับมิ้นแล้วนั้น Sue คือ life decor
แม้ลวดลายต่างๆ ที่มิ้นออกแบบจะแตกต่างและตอบโจทย์คนต่างกลุ่ม แต่จุดร่วมสำคัญที่เธอยืนหยัดคือแต่ละลายจะต้องสื่อสารถึงความรู้สึกบางอย่างให้ลูกค้าได้ ที่เห็นเด่นชัดคือคอลเลกชั่น Shades of Happiness ที่มีด้วยกัน 5 ลาย
อย่าง Girls Just Wanna Have Fun โทนสีเหลืองและเขียว ตัดด้วยสีแดงที่สื่อถึงชีวิตอิสระ ลาย When The Wind Blows โทนสีฟ้าที่สื่อถึงโมเมนต์การนั่งชิลล์ในบรรยากาศดีๆ ให้ความรู้สึกเหมือนลมพัดโชยกระทบหน้า หรือจะเป็น Wine By The Sunset โทนสีส้มและน้ำตาล ลวดลายวงกลมแบบ gradient สื่อถึงการซึมซับความสุขในช่วงเวลา golden hour ดูแล้วรู้สึกสบายใจ
ลาย Shine in the Dark โทนน้ำเงินเข้มที่สื่อถึงพลังที่จะยืนหยัด ส่องแสง และไม่ยอมแพ้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหรือความมืดในชีวิต ลาย Self-Love โทนชมพูที่เน้นการย้ำเตือนว่าการรักตัวเองคือของขวัญที่ดีที่สุด
อย่าง buddy bag ตั้งต้นจากว่าใครๆ ก็ทำ tote bag ขาย หาก Sue อยากจะทำออกมาอีกสักชิ้น จะทำยังไงให้แตกต่าง จนได้เป็น buddy bag ที่ผลิตจากผ้าซึ่งรีไซเคิลจากขวดน้ำ และสายที่รูดปรับได้ ทำเป็นแบบ cross body ได้ จนขายดิบขายดี
Place & Promotion ช่องทางที่ต่างฟังก์ชั่น พร้อมนำเสนอให้ลูกค้ารู้สึก
จากขายออนไลน์ในช่วงแรกสุด ไม่นานนักก็มีคนติดต่อนำ Sue ไปวางหน้าร้านแถวสยาม
ส่วนปัจจุบัน ช่องทางออนไลน์ที่ใช้สื่อสารกับลูกค้าเป็นหลักคือ Instagram และมีช่องทางช้อปปิ้งทั้ง Shopee, LAZADA, LINE OA และเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าต่างชาติ
นอกจากนั้น Sue ยังวางขายในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น Absolute Siam Store ที่สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1, Gaysorn Amarin ชั้น 1, สารพัดไทย, ES Phuket และ THE PLACE KHAO-LAK จุดร่วมของสถานที่เหล่านี้คือการเป็นแหล่งรวมสินค้าดีไซเนอร์ไทยในทำเลที่เข้าถึงกลุ่มคนที่สนใจแฟชั่น ศิลปะ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
ตั้งแต่ tag หรือป้ายห้อยสินค้า เธอก็อธิบายสินค้าอย่างละเอียดให้ลูกค้าอินและเข้าใจมากที่สุด ไปจนถึงการเขียนชื่อลูกค้าทุกคนในกล่องเพื่อให้เปิดกล่องมาแล้วรู้สึกได้รับของพิเศษเหมือนได้ซื้อของขวัญให้ตัวเอง หรือถ้าใครอยากส่งเป็นของขวัญ Sue ก็มีบริการเขียนชื่อผู้รับ พร้อมผูกโบที่กล่องให้เช่นกัน
หนึ่งในภาพใหญ่ที่มิ้นอยากให้ Sue เป็นคือการมีห้องแถวที่ด้านล่างเป็นร้านค้าของ Sue ส่วนด้านบนเป็นที่พักที่ตกแต่งด้วยลายของ Sue และสไตล์แบบมิ้น ให้คนได้เข้าใจว่าโลกของ Sue นั้นเป็นยังไง
“ต้องบอกเลยว่า ไทยรู้จักแต่การบูรณปฏิสังขรณ์แต่ไม่ได้รู้จักวิธีการอนุรักษ์ คือรู้จักการซ่อมให้เหมือนใหม่ ทำใหม่แล้วใช้งานต่อได้ ซึ่งเราไม่ได้มองว่ามันผิด ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแย่ แต่ในเรื่องของการอนุรักษ์ คนไทยยังไม่ค่อยมีองค์ความรู้ตรงนี้ มองว่าองค์ความรู้ในการอนุรักษ์และการเก็บรักษาของต่างประเทศจะมีเยอะกว่ามากๆ” จากประสบการณ์การร่วมประชุมงานวิจัยด้านการอนุรักษ์ศิลปะไทยกับ The Met Museum (The Metropolitan Museum of Art) ที่นิวยอร์ก หมิวได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมงานที่ให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับการทำงานเกี่ยวกับวัสดุต้นทาง
“The Met Museum รู้มาว่าเราทำงานเกี่ยวกับสี ทำกระดาษ กาว และ material ที่เอามาเป็นงานศิลปะ เลยสนใจคุยกับเราเรื่องการเตรียมวัสดุสำหรับการอนุรักษ์ ซึ่งต้องเป็นวัสดุเดิมหรือใกล้เคียงเดิม เรารู้สึกขอบคุณมากๆ ที่เขาให้คุณค่ากับคนทำงาน material เพราะคนส่วนใหญ่แทบมองไม่เห็นคุณค่าของคนทำงานที่ต้นน้ำเลย ทุกคนจะมุ่งเป้าไปที่งานดีไซน์มากกว่าว่ามันตอบโจทย์การใช้ชีวิตยังไง ทั้งที่ทุกงานดีไซน์ต้องมีต้นทางคือคนที่ผลิตให้ มีช่างที่เข้ามือ ต้องขึ้น prototype และหาวัสดุ
“ปรัชญาของช่างไทยจะแตกต่างกันกับปรัชญาของช่างที่อื่น ช่างไทยจะเป็นช่างสุนทรีย์ที่เชื่อว่ามือเปรียบเสมือนทองคำ จะไม่ให้มือเป็นริ้วรอย เพราะคิดว่าเดี๋ยวเขียนงานแล้วไม่ลื่น ไม่สวย ฉะนั้นช่างไทยมักจะมีคนอื่นที่เตรียมวัสดุไว้ให้ หรือไปซื้อสีฝุ่นสังเคราะห์มาจากศึกษาภัณฑ์ ไม่ใช่ว่าช่างไทยไม่รู้วิธีทำเลยนะ เขามีความรู้แต่ทำแล้วมันต้องใช้เวลามาก ก็เลยไม่ค่อยมีใครทำ ช่างไทยหลายคนก็เตรียมสีจากสีฝุ่นมาเป็นสีเขียนเป็น แต่ต้นทางการเตรียม raw material ก่อนมาเป็นสีฝุ่นจะไม่ค่อยมีใครเป็นกัน