รู้จักชา HEYTEA ก่อนเข้าไทย ทำไมถึงไวรัลและโตไวสู่ระดับโลก

ใครที่เคยไปจีนหรือไปต่างประเทศน่าจะสงสัยว่าทำไมร้านชา HEYTEA ถึงเป็นร้านที่มีคนต่อคิวซื้อไม่ขาดสาย จากแบรนด์ที่เริ่มต้นในจีนตอนนี้กลายเป็นร้านชาที่ขยายไปหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น โดยขยายสาขาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว มีร้านค้าในต่างประเทศมากกว่า 100 แห่ง และเป็นไวรัลในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะไปเปิดสาขาในประเทศไหนก็ได้รับความสนใจ

ก่อนที่ HEYTEA กำลังจะเข้าไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์เร็วๆ นี้ ชวนมาดู 4 กลยุทธ์ที่ทำให้ HEYTEA กลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มชาเทสต์ดีที่ถูกใจคนรุ่นใหม่และเป็นกระแสไวรัลในตลาดเครื่องดื่มชาที่มีการแข่งขันสูง

ป๊อปด้วยชาครีมชีส’

ชาครีมชีสที่ผสมผสานรสเค็มและมันเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของ HEYTEA ด้วยเมนูแปลกใหม่มากมาย เช่น ชาองุ่นชีสที่มีรสหวานอมเปรี้ยวของครีมชีสกับเนื้อองุ่น  ชามะม่วงสาคูใส่มะม่วงสดและไข่มุก ชาเขียวมัตฉะที่มีทั้งเลเยอร์พุดดิ้งชาเขียว มัตฉะลาเต้ และครีมชีส ทำให้แบรนด์ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘บริษัทออกแบบที่ใช้เวลาว่างไปกับการทำชา’ ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังน่าถ่ายรูปแก้วชาจากการเล่นสีสันเลเยอร์ที่สวยงาม

เคล็ดลับในการทำชาที่ถูกใจลูกค้ามากมายคือการใส่ใจวัตถุดิบ ไม่ใช้ผงชาหรือผงนมราคาถูก และยังใช้ระบบระบบดิจิทัลสำหรับช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการบริโภคที่ร้านชาใน 20 กว่าเมือง เพื่อพยากรณ์ยอดขายและปรับแต่งรสชาติ เช่น ระดับความหวานและสัดส่วนวัตถุดิบให้เหมาะสมกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

ดึงดูดคนรุ่นใหม่ด้วย ร้านมู้ดเท่และไอจีเทสต์ดี’

ใครบอกว่าแบรนด์จีนที่โตเร็วไม่มีเทสต์ ยุคนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปเยือนหน้าร้านหรือเข้าไปดูในอินสตาแกรมของ HEYTEA ต้องบอกเลยว่าเป็นแบรนด์ที่เทสต์ดีมาก หน้าร้านถูกออกแบบในคอนเซปต์เซน ที่คำนึงถึงความสงบ เน้นความมินิมอลและทันสมัย แต่ละสาขามีการออกแบบแตกต่างกันออกไป บางสาขาเน้นใช้วัสดุโลหะสำหรับการตกแต่งภายในเพื่อความเท่ทันสมัย บางสาขาเน้นโทนอบอุ่น

การเล่าเรื่องในโซเชียลมีเดียของแบรนด์ยังน่ารักสุดๆ แทนที่จะฮาร์ดเซลล์เหมือนแบรนด์เครื่องดื่มอื่นๆ ในตลาด HEYTEA ใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพประกอบที่ไม่ได้เน้นขายสินค้าเสมอไป ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้าอยากใช้เวลาในช่องทางของแบรนด์นานขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางออฟไลน์หรือออนไลน์

ใช้กลยุทธ์ co-branding สร้างยอดขายถล่มทลาย’

จะมีแบรนด์ชาแบรนด์ไหนที่มีโอกาสร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและศิลปินระดับโลก เช่น Alexander Wang, Yayoi Kusama ไปจนถึงแบรนด์หรูอย่าง FENDI การทำ co-branding เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว โดยได้สร้างพันธมิตรร่วมไปแล้วกว่าร้อยแห่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2012 และแต่ละปียังมีคอลแล็บใหม่ๆ มากถึงปีละ 20 ครั้ง

การนำลายจุดของ Yayoi Kusama และแบรนดิ้งของ Fendi มาอยู่บนแพ็กเกจของแบรนด์ช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างมากจะเห็นได้จากคอลแล็บร่วมกับ FENDI ในปี 2023 ที่ HEYTEA ทำยอดขายได้มากกว่า 1.5 ล้านแก้วในเวลาเพียง 3 วัน และยังทำให้เกิดไวรัลในโซเชียลมีเดียจีน ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นแบรนด์พรีเมียม

เล่นกับใจแฟนคลับคอเกมและคอซีรีส์ให้ติดตาม’

นอกจากแบรนด์หรูแล้ว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ใช้เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคเจนฯ Z คือการทำตลาดในรูปแบบ IP Marketing หรือการตลาดสินค้าธีมร่วมกับสื่อบันเทิงที่เป็นที่นิยมในกลุ่ม fan economy ซึ่งเป็นซูเปอร์แฟนที่ชอบตามซื้อของสะสม

เช่น การร่วมมือกับซีรีส์ Meng Hua Lu ออกเครื่องดื่มรุ่นพิเศษและจัดร้านในธีมบ้านน้ำชาแบบย้อนยุคทำให้สามารถทำยอดขายได้เกือบ 300,000 แก้ว ในวันแรกที่เปิดตัว การร่วมมือกับเกม Genshin Impact ยอดนิยมทำให้ขายเครื่องดื่มได้ถึง 1.4 ล้านแก้วภายในเวลาเพียง 10 วัน

กลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลกของ HEYTEA คือการใช้ช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่แตกต่างและการออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเคสที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์จีนยุคใหม่ที่โตไกลระดับโลกได้ ใครอยากชิมและแวะไปต้องอดใจรออีกนิดเพราะอีกไม่นานก็จะเข้าไทยแล้วเร็วๆ นี้

อ้างอิง 

WELA ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิงแห่งแรกของดุสเซลดอร์ฟและเป็นแห่งเดียวของเมืองเบียร์ 

ดูจากหน้าตาอาหารคงพอเดาได้ว่าคือไฟน์ไดนิง แต่หากต้องระบุสัญชาติ เชื่อว่าหลายคนอาจเดาไม่ถูกว่านี่คือ ‘อาหารไทย’ 

แม้หน้าตาจะไม่ละม้ายคล้ายอาหารไทย แต่ ตาล–ณิชา ลาวัง หนึ่งในเจ้าของร้าน Thai fine dining อย่าง WELA ยังคงยืนยันว่าเรื่องของรสชาตินั้นไทยแท้ๆ 

“รสชาติมัน authentic เลยนะ แม้หน้าตามันจะไม่เหมือนอาหารไทย แต่วัตถุดิบ 80-90% เราใช้วัตถุดิบไทย เพราะเราอยากให้มันได้อโรม่าที่ชัดเจนว่าเป็นไทยแท้” 

WELA ไม่ใช่ Thai fine dining แห่งแรกของเยอรมนี แต่ ณ วันนี้ WELA คือ Thai fine dining แห่งแรกของดุสเซลดอร์ฟ และเป็นแห่งเดียวของเมืองเบียร์ 

เหตุผลที่ต้องเป็นไฟน์ไดนิงเป็นเพราะตาลและพาร์ตเนอร์อีกคนอย่าง ซิน–วิรุฬห์ ลาวัง หลงใหลในอาหารประเภทนี้ ด้วยแต่ละองค์ประกอบต้องผ่านความพิถีพิถัน ประณีตในทุกขั้นตอน หากจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารไทยขึ้นในเมืองที่วัฒนธรรมด้านการกินยังไม่หลากหลาย และให้ผู้คนเห็นคุณค่าของอาหารไทย ไฟน์ไดนิงจึงเป็นคำตอบแรกที่พวกเขาเลือก 

การปักหลักในเมืองที่มีตัวเลือกอาหารหลากหลาย และต้องเอาชนะความคุ้นชินเดิมๆ ของชาวเยอรมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินจะพยายาม 

หากจะบอกว่าวันนี้ WELA ที่กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 2 สามารถสร้างฐานลูกค้าประจำและทำให้ผู้คนยอมรับในรสชาติอาหารไทยที่ยกระดับไปไกลกว่ารูปแบบ casual dining ได้สำเร็จ ก็คงไม่มากไปนัก 

ย้อนกลับไปวันแรก ทำไมพวกคุณถึงเลือกที่จะทำธุรกิจนี้

ตาล : ตอนที่เริ่มต้นคิดแค่ว่าจะทำร้านอาหาร ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นไฟน์ไดนิง แรกเริ่มเลยโฟกัสแค่ว่าอยากทำร้านอาหาร แต่ด้วยความที่ตัวเราที่ชอบกินไฟน์ไดนิ่ง ชอบอาหารที่มันพิถีพิถัน และเริ่มรู้ความแตกต่างระหว่างอาหารที่พิถีพิถันกับอาหารที่ไม่ได้พิถีพิถันมาก เวลาไปกินข้าวเราก็เลยชอบเลือกที่จะไปกินร้านที่มันดีๆ ก็เลยเป็นความชอบมาเรื่อย 

พอหลังโควิดก็คิดอยากทำร้านอาหาร เลยไปเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารด้านไฟน์ไดนิง ทั้งเรียนวิธีทำ วิธีคิด ตอนแรกเรียนไปสามคอร์สเพื่อให้รู้ว่าตัวเองชอบไหม พอไปเรียนก็เออ มันใช่ มันได้ 

หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาว่าธุรกิจนี้มันควรจะลงรายละเอียดในเรื่องไหน หรือควรมีความละเอียดอ่อนในเรื่องใดบ้าง

ความละเอียดอ่อนในธุรกิจอาหารไฟน์ไดนิ่งต่างไปจากธุรกิจอาหารทั่วไปยังไง 

ตาล : อันดับแรกเลยคือเรื่องลูกค้า ลูกค้าไฟน์ไดนิงเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงยากมาก อาหารก็เข้าถึงยาก ด้วยความที่ธุรกิจเราอยู่ในต่างประเทศ เราจะทำยังไงให้เขาอร่อย หรือเรื่องการบริการ จะทำยังไงให้เขาพอใจก็ยาก เพราะโดยนิสัยพื้นฐานของคนเยอรมัน เขาค่อนข้างปิดกั้น ถ้าเขาไม่รู้จักเขาจะไม่ค่อยเปิดใจยอมรับ 

ไฟน์ไดนิงมันเลยพิเศษกว่าตรงที่เราต้องเก็บรายละเอียดแม้กระทั่งเรื่องบริการ สำหรับเราคือไม่ยิ้มไม่ได้ การยิ้มเป็นมาตรฐานของร้านเราเลย ถ้าลูกค้าเดินเข้ามา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยิ้ม แล้วมันก็มีรายละเอียดจุกจิกอีกมากมาย 

อย่างแก้วไวน์ เราอยู่ในธุรกิจร้านอาหารมาก่อน ตอนนั้นเราก็เช็ดล้างปกติ แต่พอมาทำไฟน์ไดนิงเราต้องฉีดแอลกอฮอล์ทุกใบ 

ธุรกิจอาหารไทยมีอยู่ในต่างประเทศมานานมากแล้ว และเป็นที่รู้จักในกลุ่มต่างชาติประมาณหนึ่ง ทำไมยังถือเป็นความยากเมื่อได้ลงมือทำเอง  

ตาล : คนที่นี่รู้จักร้านอาหารไทยจริง แต่เขาจะรู้จักในอีกแง่มุมหนึ่ง เขาจะชินกับ casaul dining มากกว่า เขาจะชินกับแค่ร้านอาหารทั่วไป ส่วนอาหารก็จะรู้จักแค่แกงแดง แกงเขียว ต้มยำ ผัดไทย ซึ่งอันนั้นก็คือเรื่องปกติของต่างชาติ  

ความยากคือเขายังไม่ได้เปิดใจยอมรับ เขายังสงสัยว่าทำไมอาหารไทยต้องแพง ถ้าเป็นกรุงเทพฯ 189 ยูโรถือว่าเป็นราคาปกติด้วยซ้ำสำหรับ fine dinning ในกรุงเทพฯ บางทีหัวละ 6-7 พัน หรือหลัก 200 ยูโร แต่กรุงเทพฯ ตั้งราคานี้ได้เพราะผู้คนให้การยอมรับ  

ซิน : เราต้องลบภาพจำที่ว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ของถูก คือยูโรไปเปลี่ยนเป็นบาทมันก็ถูกหมดแหละ แต่ลองไปสวิสฯ สิ มันไม่ถูกแล้วนะ และอาหารไทยในเยอรมันควรเป็นของถูกเหรอ ก็อาจจะไม่ใช่ เราต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าเมื่อไหร่ที่เขาไม่ได้มองว่าอาหารไทยต้องถูกแล้ว ตอนนั้นก็เรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้ว 

มองกลับไปที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ตอนนี้อาหารเวียดนามแซงอาหารไทยไปเยอะแล้วนะ อาหารเวียดนามที่นี่เขาขายราคาสูงพอสมควร ราคา 17 ยูโร แต่คนก็กิน คนก็เต็มร้านเวียดนามตลอด แต่เรากลับไม่กล้าที่จะขายแพง 

ตาล : นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราอยู่ตรงนี้ เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เขาได้รู้ว่ามันแพงเพราะอะไร และเมื่อไหร่ที่เราพิสูจน์ตัวเองได้ เรื่องเชื่อว่ามุมมองของคนที่นี่กับอาหารไทยบ้านเราจะเปลี่ยนไป

นอกจากความยากเรื่องเปลี่ยนภาพจำว่าอาหารไทยไม่ได้ถูกแล้ว อะไรคือความยากในการทำธุรกิจนี้อีกบ้าง 

ซิน : เรื่องการกินของคนเยอรมัน คนเยอรมันคือยากมากเรื่องการกิน น่าจะยากที่สุดแล้วในยุโรป

มันมีคำพูดของคนเยอรมันว่า “อะไรที่เขาไม่ปลูกเอง เขาไม่กิน” เหมือนกับว่าเขาจะไม่กินอะไรที่เขาไม่รู้จัก เขาจะกินแต่สิ่งเดิมๆ เคยกินอะไรก็กินอย่างนั้น ถ้าสังเกตจะเห็นว่าร้านราเมง ร้านญี่ปุ่นมีคนเยอรมันไปกันเยอะมาก นั่นก็เพราะว่าเขาชิน 

เราเลยอยากใส่สิ่งใหม่ๆ ให้เขารู้จักและค่อยๆ เปิดรับ เพราะสำหรับอาหารไทยตอนนี้ คนเยอรมันเขาชินแค่กับอาหารแบบเดิมๆ  อย่างแกงเขียวหวานก็ชินไปแล้วว่ามันต้องใส่บรอกโคลีไม่ใช่มะเขือเปราะ

ตาล : แกงเขียวหวานเยอรมันกับแกงเขียวหวานไทยมันจะคนละอย่างเลย มันเป็นแกงเขียวหวานที่ใส่บรอกโคลี ใส่มะเขือม่วง การที่พ่อครัวแม่ครัวเขาทำแบบนั้นก็ไม่ผิดเพราะวัตถุดิบมันหายาก จะให้ไปหามะเขือเปราะมาใส่มันยากกว่าการหาบรอกโคลีอยู่แล้ว เขาก็จำเป็นต้องเอาพวกผักท้องถิ่นใส่เข้าไป คนเยอรมันก็ฝังในความคิดไปว่าแกงเขียวหวานที่ถูกต้องมันคือไก่ บรอกโคลี และเป็นน้ำสีเขียวๆ 

ซิน : บางครั้งเราไปร้านอาหารไทย บางร้านไม่ใช่ของคนไทยด้วยซ้ำ เป็นของคนจีน เวียดนาม พวกเขารู้ว่าอาหารไทยขายได้ อีกอย่างคืออาหารไทยส่วนใหญ่เขาใช้วัตถุดิบกระป๋อง กะทิกระป๋อง พริกแกงกระป๋อง อะไรแบบนี้ อย่างกะทิเข้าใจได้ แต่พริกแกงแบบนี้ ถ้าสำหรับคนไทยเราก็จะตำพริกแกงกันเอง 

เยอรมนีมีเมืองใหญ่หลายเมืองมากๆ ทั้งมิวนิก เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต ทำไมคุณถึงเลือกปักหลักที่ดุสเซลดอร์ฟ

ตาล : ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ที่นี่ด้วยแหละ พอเราอยู่ที่นี่เราก็ได้ศึกษาผู้คนที่นี่ว่าเขามีลักษณะนิสัยแบบไหน อยู่เยอรมันเหมือนกันก็จริง แต่ลักษณะนิสัยไม่เหมือนกันนะ เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ ไม่เหมือนกันสักที่ 

อย่างดุสเซลดอฟก็ถือว่าเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย เพราะเรามีทั้งจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น อย่างญี่ปุ่นก็เป็นกลุ่มที่โด่งดังอยู่แล้วของดุสเซลดอร์ฟ ที่นี่มันเป็นเมืองที่มีร้านอาหารหลากหลายสัญชาติรวมอยู่ในที่เดียวกัน โดยเฉพาะความหลากหลายในด้านอาหารเอเชีย เราเลยเลือกดุสเซลดอร์ฟ เพราะเราคิดว่าถ้ามันจะมีสักเมืองหนึ่งที่มีอาหารหลากหลายชาติอยู่ และมีไฟน์ไดนิงไทยมาเปิด เราว่าที่นี่มันเวิร์ก นั่นคือแนวคิดว่าทำไมเราเลือกที่นี่

ในดุสเซลดอฟมีอาหารเอเชียจากทุกชาติ มีทุกแบบ หมาล่ามีเยอะมาก เมื่อก่อนเราก็มีเพื่อนอยู่เมืองอาเคินและสตุตการ์ตที่นั่งรถมาหาเราที่นี่เพื่อกินข้าวแล้วก็กลับ ที่นี่สำหรับเราเลยเป็นเหมือนจุดมุ่งหมายการเดินทางด้านการกินโดยเฉพาะ และไม่แย่ถ้าจะมีไฟน์ไดนิงเกิดขึ้น อีกอย่างคือกำลังซื้อของคนที่นี่ก็ค่อนข้างสูง

แม้ราคาจะเกือบ 200 ยูโรต่อมื้อ คนดุสเซลดอฟก็จ่ายไหวและอยากที่จะจ่าย?

ตาล : ใช่ เขาพร้อมจ่าย มันก็ไม่ใช่เพียงคนในดุสเซลดอฟ คนในเมืองอื่นๆ ละแวกรอบๆ ที่ขับรถไม่นานมาก 15-20 นาที เขาก็ขับเข้ามา เราเคยมีลูกค้าที่มาจากไกลๆ เลยก็มี มีบินมาจากสเปน มาจากมุนสเตอร์ ที่ขับรถกว่า 10 ชั่วโมง และมาเช่าโรงแรมเพื่อมากินแล้วก็กลับ 

ตอนเราได้ยินแบบนั้นก็ตกใจว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ แต่เออ มันมีแบบนั้นจริงๆ เพราะตอนนั้นเราก็เพิ่งเปิดใหม่ เราก็ไม่คิดว่าคนมันจะอยากมาลอง 

ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาบ้างรึยัง

ตาล : ลูกค้าประจำเยอะมาก เรียกว่าอยู่ได้เพราะลูกค้าประจำ อย่างช่วงวันศุกร์ เสาร์ ก็จะมีลูกค้าประจำจองมาแล้ว

คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขากลับมา

ตาล : ส่วนตัวเราสองคนจะดูแลลูกค้าเอง เราไม่ได้มองลูกค้าที่เข้ามาว่าเป็นคนมาซื้อของ แต่มองว่าเขาคือคนในครอบครัว เมื่อไหร่ที่เขาก้าวเข้ามานั่ง เรามองว่าเขาเป็นปู่ย่าตายาย หรือคุณป้าที่บ้าน เราอยากเสิร์ฟอาหารยังไงให้คนที่บ้านเราก็เสิร์ฟให้เขาอย่างนั้น เราไม่ได้มองแค่ว่าเขาคือลูกค้า แต่เรามองว่าการที่เขาเข้ามาเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว 

ดังนั้นเขาคือพวกเดียวกับเรา คือคนในครอบครัวของเรา มันคือความรู้สึกแบบนี้ ซึ่งพอเราคิดแบบนี้ เราเชื่อว่าการแสดงออกของเรามันก็จะมาจากสิ่งที่คิด และลูกค้าเองเขาก็จะสัมผัสได้จากสิ่งที่เราแสดงออกไป

อีกอย่างคือในหนึ่งซีซั่นร้านเราจะเปลี่ยนอาหารทุกสามเดือน ในช่วงสามเดือนนี้มีลูกค้าบางคนกลับมากินอาหารเมนูเดิม บางคนมาสามครั้ง เราก็ไม่เคยถามลูกค้าหรอกว่าทำไมถึงกลับมา แต่ในมุมส่วนตัว เราเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่เขากลับมาคือเรื่องการบริการ เรื่องรสชาติอาหารที่แปลกใหม่ ประกอบกับเป็นไฟน์ไดนิงอาหารไทย รสชาติก็จะจัดจ้าน 

แล้วก็บรรยากาศ เขาอาจจะรู้ว่ามาที่นี่แล้วสบายใจ และส่วนมากที่มาก็คือจะนั่งยาวๆ เพื่อพูดคุยกัน บางทีคุยกันจนลืมเวลา บางครั้งลูกค้าบอก 5 ทุ่มแล้วเหรอ เราเลยรู้สึกว่ามันนั่งแล้วเพลินมั้ง 

ร้านเราเริ่มเปิด 6 โมงครึ่ง แล้วขายแค่รอบเดียว ลูกค้าก็นั่งยาวๆ จะไม่มีการเวียนโต๊ะ ลูกค้าหนึ่งโต๊ะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 4 ชั่วโมง ถ้าเป็นคอร์สเล็กจะอยู่ที่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ คอร์สใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ร้านเราก็จะมีที่นั่งทั้งหมด 24 ที่นั่ง วันหนึ่งรับได้แค่นี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรับเต็มหรอก 20 ก็ปิดแล้ว เพราะไม่อยากให้มันแน่นเกินไป

ในมุมมองของพวกคุณ อาหารไทยในเยอรมันเป็นที่นิยมมากแค่ไหน 

ตาล : มันไม่ใช่แค่ในเยอรมัน ในมุมมองเราเราว่าอาหารไทยมันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ตรงนี้คือความโชคดีของเรา ที่เราเกิดมาเป็นคนไทยและมีทุนนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ส่วนตัวเรา เราว่าฝรั่งเขารู้จักอาหารไทยกันอยู่แล้ว และคนยุคนี้เขาค่อนข้างฉลาด เขารู้จักอาหารไทยมากกว่าที่เราคิด บางเมนูเราพูดไปเขาอ๋อเลย 

ที่ทานอาหารไทยเขาก็จะความชอบบางอย่างที่เกี่ยวโยงกับไทย อาจจะชอบของไทย เคยไปเมืองไทย ชอบสตรีทฟู้ดเมืองไทย แบบนี้ โดยภาพรวมเขาค่อนข้างรู้จักเกี่ยวกับไทยเรา แค่จะรู้จักมากรู้จักน้อยเท่านั้นเอง 

ต้นทุนตรงนี้ถือเป็นข้อดีและลดความยากในการทำธุรกิจลงไปไหม เพราะเราไม่ต้องพยายามทำความรู้จักกันใหม่

ตาล : ถ้าเป็นอาหารไทยทั่วไปอาจจะใช่ แต่สำหรับเรายังค่อนข้างยาก เพราะหน้าตาอาหารไทยของเรามันไม่ใช่มองแล้วรู้ได้เลยว่านี่คืออาหารไทย อันนี้คือประเด็นหลัก เราเลยต้องทำการบ้านว่าเราจะสื่อสารยังไงว่าร้านของเราคือร้านอาหารไทย 

อย่างเรื่องรสชาติเราก็ต้องสื่อว่าของเรามัน authentic จริงๆ เพราะถ้าแค่มองด้วยภาพมันไม่รู้หรอกว่าเผ็ดจริง อย่างไส้อั่ว มองแค่ภาพอาจคิดว่าเป็นขนม แต่กินเข้าไปแล้วดันเป็นของคาว มีรสเผ็ด ตรงนี้เขาก็จะไม่รู้ เราก็ต้องสื่อสาร ซึ่งเราก็ใช้วิธีการบอกเล่าว่าแต่ละอย่างคืออะไร มีส่วนผสมของอะไร 

ต้องปรับเปลี่ยนรสชาติอาหารให้เข้ากับรสปากของต่างชาติไหม หรือคงรสชาติจัดจ้านแบบฉบับอาหารไทย 

ตาล : ไม่ปรับ อย่างที่บอกว่า authentic ก็ทำเผ็ดแบบที่เรากิน เราชอบกินแบบไหนเราก็ทำแบบนั้นให้กับลูกค้า อีกอย่างมันคืออาหารไทย มันคือรสชาติที่คนไทยกิน เราก็นำเสนอแบบนั้นไป ตรงไปตรงมา 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้ทำเผ็ดจนลิ้นชาเบอร์นั้น (ยิ้ม) เรียกว่าอยู่ในลิมิตที่คนทั่วไปรับได้ และไม่ใช่จืด ไม่ใช่รสชาติฝรั่ง ยังคงความเป็นไทยแท้ 

ซิน : วัตถุดิบที่เลือกใช้เราก็ใช้ของไทยแท้ๆ ทั้งหมด อย่างรากผักชี ใบมะกรูด ลูกมะกรูด เราก็ใช้ของสดจริงๆ พริกแกงเราตำเอง คิดสูตรเอง เชฟเราคิดมาเองใหม่ทั้งหมด เราผ่านการทดลองมามากมายในทุกซีซั่น เราทดสอบกันเยอะมาก เราทำกันเยอะมากก่อนที่จะออกเมนูในแต่ละซีซั่น มีงานให้ทำตลอดเลย เพราะพอซีซั่นเก่าออกมา เราก็จะพัฒนาเมนูใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขายใน 3 เดือนข้างหน้า  

ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบที่นำเข้าจากไทย หรือนำของเยอรมันมา localized

ตาล : ในแต่ละซีซั่นเราจะเจอปัญหาต่างกันไป หลักๆ ในแต่ละซีซั่นจะหาวัตถุดิบไม่ได้ หรือได้ยากแค่ 1-2 อย่างเท่านั้น เช่นที่นี่ไม่มีลูกมะกรูดขาย วิธีแก้ของเราคือการอิมพอร์ต แต่หลักๆ ตัววัตถุดิบอย่างเนื้อสัตว์หรือผัก พวกนี้เราสามารถปรับใช้ให้มันมีความใกล้เคียงกันได้ 

อย่างเช่นบางเมนูเราอยากใช้ปลาดุก แต่ไม่มี หรือมีแต่อาจจะแพง เราก็จะเลือกใช้ปลายุโรปบางชนิดที่มีเนื้อคล้ายๆ ปลาดุก หรือปลายุโรปบางชนิดที่มีเนื้อคล้ายๆ ปลาช่อน เราก็จะไปสั่งปลาพวกนั้นมาและทดสอบว่าเนื้อและรสชาติปลาชนิดไหนที่ใกล้เคียงที่เราต้องการมากที่สุด 

เมื่อไหร่ที่เราจะทำต้มโคล้ง เราก็ต้องเทียบว่าปลาชนิดไหนใกล้เคียงปลาที่เราใช้ทำต้มโคล้งมากที่สุด เพื่อที่จะให้มันเข้ากันได้มากที่สุดกับอาหารไทย จะไม่ใช่การสั่งอะไรมาทำก็ได้ แต่ทุกอย่างล้วนผ่านการทดสอบอย่างละเอียดมาแล้ว 

แปลว่าสำหรับอาหารไทย เรื่องวัตถุไม่ใช่กำแพงเลยใช่ไหม

ตาล : ความยากแค่ประมาณ 20% เพราะเดี๋ยวนี้โลกเรามันก็ไปไกลกันแล้ว เชื่อมโยงกันไปหมดแล้ว เราอิมพอร์ตวัตถุดิบเข้ามาได้ อีกอย่างเรามีความรู้ในการเก็บรักษาวัตถุดิบอยู่แล้ว มันเลยไม่ใช่อิมพอร์ตเข้ามาแล้วใช้ครั้งเดียวเหลือทิ้ง เช่น ลูกมะกรูด เราก็รู้ว่าเอาเข้ามาแล้วจะเก็บยังไงให้มันอยู่ได้เป็นเดือนๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหา

สำหรับธุรกิจอาหารไฟน์ไดนิง ยอมรับเลยว่ามันมีองค์ประกอบหลายเรื่องมาก หนึ่งเมนูที่เราได้มามันไม่ง่ายสำหรับเรา แต่ถามว่าเกินความสามารถไหม เราว่าเราก็เต็มที่กับมัน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติที่มันไทยจริงๆ อะไรที่จำเป็นต้องมีเราก็ต้องมี และต้องหามาให้ได้ 

อย่างดีปลีแบบนี้ เราก็ต้องไปดูว่าเราจะไปหาดีปลีจากไหน เพราะมันก็เป็นสมุนไพรที่หายากสำหรับที่นี่ แต่มันก็มีขายนะ แค่จะหาอยากนิดหน่อย 

หลังจากทำมาเกือบ 2 ปี ได้เรียนรู้อะไรจากธุรกิจนี้

ซิน : ได้รู้ว่าอาหารไทยมันไปได้อีกไกลมากๆ มันสามารถไปไกลได้ขนาดอาหารอิตาลี เคยเห็นไหม พวกร้าน roasteria ที่เป็นแฟรนไชส์อาหารอิตาลีน่ะ ไปไหนเราก็จะเห็นแต่อาหารอิตาลี และมันยังไปได้อีกหลายรูปแบบธุรกิจ ไฟน์ไดนิงของเราก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ 

เราเคยคุยกับแขก มีแขกที่บอกด้วยว่าเสียดายที่ไม่เคยได้เห็นอาหารไทยแบบนี้ พอได้ยินแบบนั้นเราก็รู้สึกว่ามันควรจะต้องมีแบบนี้ได้แล้ว อาหารฝรั่งเศสมี อาหารญี่ปุ่นมี เกาหลีก็มี แต่ทำไมไทยมันไม่มี 

ตาล : ถ้าเราทำอาหารไทยเราให้เทียบชั้นกับอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่งเศสได้ เราก็แฮปปี้แล้ว ถ้าดึงอาหารไทยมาชูให้เทียบชั้นกับพวกเขาได้ แค่นี้แหละที่อยากเห็น เราอยากบอกว่าอาหารไทยมันมีมูลค่ากว่าที่เราคิด มันไม่ได้กระจอก

วาดอนาคตของ WELA ไว้ยังไง  

ตาล : สำหรับเราในตอนนี้ เราแค่อยากให้ต่างชาติได้รู้จักอาหารไทยมากขึ้น ได้รู้จักอะไรที่ไม่รู้จัก รู้จักข้าวแช่ รู้จักข้าวต้มปลา รู้จักข้าวขาหมู อะไรอย่างนี้ เพราะอาหารไทยมันยังมีอะไรอีกเยอะมาก  

ขอบคุณภาพจาก WELA

วิกฤต ‘น้ำมันแพงขึ้น 6 บาท’ สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของคนทำธุรกิจในมุมไหนบ้าง? 

‘น้ำมันแค่หยดเดียวก็มีค่า’ คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับคนไทยที่ไม่กี่วันมานี้เจอกับสภาวะ ‘oil shock’ น้ำมันราคาดีดขึ้นทันที 6 บาทเพียงชั่วข้ามคืน อย่างดีเซลที่ราคาจวนเจียนแตะหลัก 39 บาทต่อลิตรสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20% ของโลก

ผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและขาดแคลนในบางพื้นที่ ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนมียานพาหนะเท่านั้น เพราะวิกฤตนี้คือโดมิโนเอฟเฟกต์ที่สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของ ‘คนทำธุรกิจ’ ซึ่งเราจะพาไปสำรวจว่ามีอะไรบ้างในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

#คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เต็มๆ?

ก่อนอื่นเราขอชวนทำความเข้าใจก่อนว่า คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ต้องแบกรับเรื่องต้นทุนจากผลกระทบนี้เต็มๆ ซึ่งจากข้อมูลของ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า กลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่มธุรกิจ SME ที่มี Gross Profit Margin (อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ) เช่น เกษตร, ประมง, ค้าส่งและค้าปลีก รวมไปถึงแปรรูปพลาสติก ที่ล้วนมีเชื้อเพลิงเป็นโครงสร้างด้านต้นทุนในการประกอบกิจการ

โดยไทยเป็นประเทศขาดดุลพลังงาน จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคอยู่ที่ราว 6.5% ของ GDP ทันทีที่ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ 

จึงไม่แปลกใจที่สินค้าที่ขึ้นราคาจะอยู่ในกลุ่มประเภท อาหารสด, สินค้าเกษตร, อาหารกระป๋อง, สินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และวัสดุก่อสร้าง โดยสินค้ากลุ่มประเภทที่ว่า กระทรวงพาณิชย์พยายามออกมาตราการตรึงราคาไว้อยู่

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาเองก็เปรียบเสมือนการยื้อยุดกับฝั่งผู้ประกอบการ ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่หากปล่อยราคาให้ไหลไปตามสถานการณ์ก็เป็นฝั่งผู้บริโภคที่ต้องเจ็บตัว เวลานี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคิดแผนกรอบนโยบายที่สามารถเยียวยาคนได้ทั้งสองกลุ่มนั่นเอง

#ต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ถึงตรงนี้ต้นทุนอย่างแรกที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือราคา ‘วัตถุดิบ’ ที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือในภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลักในการเดินเครื่องจักร ไม่ว่ารถจักร รถไถ ปั๊มสูบน้ำ ค่าปุ๋ยและสารเคมีที่แพงขึ้นจากการนำเข้าที่กินระยะเวลาขนส่งมากกว่าเดิม ไหนจะค่าเดินทางจากสวนไปแหล่งผู้รับซื้อ เช่นเดียวกับภาคการประมงที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลในการเติมเครื่องยนต์เรือเพื่อออกหาปลา 

หรือในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตแพ็กเกจจิ้ง, โฟม, กาว, สี, น้ำยาทำความสะอาด และเส้นใยสังเคราะห์บางชนิด ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ‘เมล็ดพลาสติก’ ประเภท PE, PP และ PET ที่จากเดิมต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 30-36 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52-60 บาทต่อกิโลกรัมภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตปรับสูงขึ้น และมีแววว่า ‘สารตัวทำละลาย’ อีกหนึ่งวัตถุดิบยังมีทีท่าจะปรับราคาขึ้นตามเมล็ดพลาสติกเช่นกัน 

#โลจิสติกส์อ่วมหนักไม่แพ้กัน

อย่างที่รู้กันว่า หัวใจหลักของการทำธุรกิจคือเรื่องของการขนส่ง การขนส่งที่หยุดนิ่งไม่ต่างจากการฟรีซอุตสาหกรรมนั้นให้นิ่งอยู่กับที่ 

ซึ่ง 30-40% ของต้นทุนบริษัทโลจิสติกส์คือน้ำมัน ไม่ว่าจะในภาคเรือบรรทุกหรือรถบรรทุกขนส่ง และเมื่อต้นทุนอย่างน้ำมันราคาสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของ ‘fuel surcharge’ หรือ ‘ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง’ ซึ่งเป็นค่าบริการเพิ่มเติมที่ผู้ให้บริการขนส่งเรียกเก็บจากลูกค้า นอกเหนือไปจากค่าระวางพื้นฐาน โดยส่วนชดเชยนี้ปรับเปลี่ยนไปตามดัชนีโครงสร้างราคาน้ำมันตามจริง 

นั่นหมายความว่าการที่บริษัทโลจิสติกส์แบกรับค่าน้ำมันที่สูงขึ้น บริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าเองก็ต้องจ่ายค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตาม แทนที่จะนำเงินส่วนต่างนี้ไปใช้กับการบริหารหรือขยายกิจการ 

#ซ้ำถึงผลกระทบการว่าจ้างแรงงานคน

ด้วยความที่ต้นทุนทั้งวัตถุดิบและการขนส่งเหวี่ยงไปมาตามสภาวะการณ์ราคาน้ำมันที่อิงจากบริบทสงคราม เมื่อต้นทุนสูงเท่ากับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตาม นำมาสู่การใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การที่เจ้าของกิจการต้องแบกรับภาระต้นทุน สิ่งที่จะเกิดตามมาคือเรื่องของการว่าจ้างแรงงานคน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

ประการแรก อาจนำมาสู่การลดชั่วโมงการทำงาน เช่น การลดชั่วโมงโอที ลดวันทำงาน โดยเฉพาะกับแรงงานประเภทโรงงาน เพื่อที่เจ้าของกิจการจะนำเงินสดไปหมุนเวียนในส่วนอื่น หรือแม้แต่การหยิบนโยบายเวิร์กฟอร์มโฮมกลับมาใช้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรของออฟฟิศ

ประการที่สอง คือการชะลอการจ้างงาน ในทีนี้หมายถึงการว่าจ้างพนักงานใหม่ เมื่อเกิดการลดคอร์สก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนอัตราแรงงานในบริษัทเพิ่ม

ประการที่สาม คือสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการเลิกจ้างพนักงาน เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป

สิ่งที่กล่าวมาอาจพูดถึงวิกฤตน้ำมันที่ส่งผลถึงต่อภาคธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ในแง่ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน จากความไม่มั่นคงของบริบทโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจตัดสินใจรัดเข็มขัดเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง

จากวิกฤตน้ำมันราคาขึ้นที่แทบไม่มีใครคาดคิด อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจในรุ่นถัดไปที่อาจต้องเผชิญกับสภาวะสงครามที่ส่อแววเกิดขึ้นบ่อย ในการปรับตัวให้สอดคล้องและพึ่งพาต้นทุนพลังงานแค่ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นภาคการเกษตร ที่อาจต้องนึกถึงเรื่องของ Smart Farming เน้นการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ขับเคลื่อนเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องประชาสัมพันธ์และยื่นความช่วยเหลือ ให้คนทำธุรกิจปรับตัวได้โดยไร้รอยต่อ

เหนือสิ่งอื่นใดหวังว่า โลกจะกลับมาสงบสุข ปราศจากสงคราม เพื่อคนทำธุรกิจทุกคนจะได้ทำงานโดยปราศจากความกังวลใดๆ อีกครั้ง

การปั้น Trucker Culture ทรัคเกอร์คอมมูนิตี้สุดดิบเท่ของทายาทหญิงธุรกิจรถบรรทุก

ตอนที่เห็นอินสตาแกรม Trucker Culture ครั้งแรก เรารู้สึกว่าคอมมูนิตี้ที่ดูเท่และมีสไตล์แห่งนี้น่าจะเป็นการรวมตัว ของคนรักรถ แต่ความจริงแล้ววัฒนธรรมรถบรรทุก ไม่ใช่แค่เรื่องราวของรถเท่านั้น แต่เป็นไลฟ์สไตล์ความครีเอทีฟแบบไทยๆ ทั้งการแต่งรถสุดเปรี้ยวที่เป็นงานอาร์ตแสนขบถ วิถีการ DIY และการใช้เครื่องมือช่างผสมกับทักษะเอาตัวรอด

วัน–นาลิวัน คุวานันท์ ทายาทรุ่นที่ 3 และกรรมการบริษัทกลุ่มบริษัทโค้วยู่ฮะ ที่เป็นผู้แทนจำหน่าย ISUZU สังเกตเห็นวัฒนธรรมของรถบรรทุกที่น่าเล่าต่อ จึงเริ่มจากบันทึกภาพของวงการรถบรรทุกจากประสบการณ์ไปทำงานที่ต่างจังหวัดและต่างประเทศเป็นไดอารีในอินสตาแกรมของตัวเองในปี 2016 ก่อนจะขยายเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ชื่อ Trucker Culture ด้วยแรงบันดาลใจว่าอยากสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้วงการรถบรรทุกไทย

วันนี้เราไม่ได้มาคุยกับวันในมุมธุรกิจรถ แต่อยากชวนไปทำความรู้จักจิตวิญญาณความรักในวัฒนธรรมรถบรรทุกที่ต่อยอดออกมาเป็นกิจกรรมหลากหลาย ทั้ง truck and camp การเดินทางโร้ดทริปและ outdoor adventure, Trucker’s Table ที่เปิดพื้นที่ให้ช่างยนต์ได้โชว์ฝีมือการทำอาหาร รวมถึงการรวมตัวของผู้หญิงในวงการอุตสาหกรรมหนักในชื่อ Trucker Daughter ไปจนถึง Annual Gathering ที่เกิดขึ้นทุกปี

วันตั้งใจทำ Trucker Culture ขึ้นเพื่อ celebrate วัฒนธรรมรถบรรทุกที่อยู่ใกล้ตัว และเล่าออกไปในวงกว้างเพื่อให้คนอื่นเห็นความเท่ของรถในแบบที่เธอเห็น

The Wild Art of Trucking

เสน่ห์ของรถบรรทุกคือความดิบ อึด ทน ไม่จำเป็นต้องสะอาดเนี้ยบ คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับรถบรรทุกมักมีเรื่องราวของการสู้ชีวิตและรักครอบครัว เห็นได้จากเพลงที่ฟังเป็นเพลงเพื่อชีวิต สติ๊กเกอร์ติดรถที่มีคำว่า กูรักเมีย สู้เพื่อลูก พ่อแม่มีบุญคุณ นอกจากนี้รถบรรทุกยังสะท้อนจิตวิญญานของความเป็นอิสรเสรี และยังเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจในระบบขนส่งทั่วประเทศ

“เราอาจจะลืมนึกกันไปว่า คนขับรถบรรทุกเป็น backbone ของเศรษฐกิจเลย เพราะวิ่งขนส่งข้าว น้ำ เสื้อผ้าที่เราใส่ ของใช้ที่เราใช้ในทุกๆ วัน ธุรกิจของเราขายรถบรรทุกที่อีสานตั้งแต่สมัยคุณปู่ เลยเป็นรากฐานในการสร้างเศรษฐกิจให้กับบ้านเมืองเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ภูมิใจมาก”

ความประทับใจของวันในวัฒนธรรมการแต่งรถบรรทุกจึงไม่ใช่แค่ตัวรถ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้คนที่ภูมิใจในรถและ freedom of expression ที่ฝังความเป็น art, design และ culture เอาไว้ ซึ่งทำให้การแต่งรถเหมือนแฟชั่น และทำให้เห็นพฤติกรรม นิสัย ตัวตนของเจ้าของรถก่อนที่จะเจอกัน เกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง lifestyle กับ trucking 
สติ๊กเกอร์สีสะท้อนแสง กราฟิกลวดลายฉูดฉาด คำคมจากเพลง หรือมุกตลกแบบไทยๆ ที่ติดอยู่บนรถ กลายเป็นอีกหนึ่งภาษาที่เจ้าของใช้สื่อสารตัวตน แต่เพราะระบบขนส่งที่ผูกกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างมาตรฐานขององค์กรให้หน้าตารถบรรทุกออกมาเหมือนกัน ประกอบกับข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้วัฒนธรรมเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไปพอสมควร

“เราจึงสร้างคอมมูนิตี้ที่อนุรักษ์ภาพจำทางวัฒนธรรมที่เป็นศิลปะของรถบรรทุก ก็เลยใช้คอมมูนิตี้นี้เป็นวิธีในการเก็บรักษามันไว้” สำหรับ Trucker Culture คำว่า ‘รถบรรทุก’ จึงไม่ใช่แค่การขนของตามฟังก์ชั่นของรถ แต่หมายถึงการบรรทุกประสบการณ์ เรื่องราว และความฝัน

Mechanic at Heart

หลายคนที่รักการใช้ชีวิตมักมีรถเป็นคู่หูในการเดินทาง เช่นเดียวกับวันที่มีหนึ่งในกิจกรรมโปรดคือ truck and camp ที่รวมตัวกับเพื่อน ขับรถไปแคมป์ปิ้ง พูดคุยหน้ากองไฟ โดยเคยขับรถไปเที่ยวลาว เวียดนาม และมีความฝันอยากตะลุยไปเส้นทางไกลขึ้นอย่างกรุงเทพฯ-มองโกเลีย และปารีส-แอฟริกาใต้

เนื่องจากการเดินทางไกลมักทำให้เจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างล้อรั่วและเครื่องยนต์พัง กิจกรรมของคอมมูนิตี้จึงมีการสอนทักษะช่างเหล่านี้ ไปจนถึงแข่งเปลี่ยนล้อรถ แต่วันไม่ได้มองทักษะเหล่านี้เป็นทักษะสำหรับนักเดินทางหรือคนรักรถเท่านั้น เพราะหากเกิดแผ่นดินไหว สงคราม น้ำมันหมด หรือต้องลี้ภัย ทักษะการเอาตัวรอดเหล่านี้จะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุด 

เรื่องเหล่านี้อาจฟังดูไกลตัวในหลายปีก่อน แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นข่าวสารที่คนทั่วโลกต้องติดตามและเฝ้าระวัง

“Survivalism เป็นแก่นหลักของคอมมูนิตี้ที่เรายึดมาตั้งแต่ปีแรก เราพยายามจินตนาการและจำลองสถานการณ์ว่า ถ้าเป็นวันสิ้นโลก เกิดซอมบี้ apocalypse หรือสงครามโลก ถ้าไม่มีเซอร์วิสที่สะดวกสบาย เงินไม่มีค่าแล้ว ระบบการสื่อสารทุกอย่างล่ม เราจะอยู่กันยังไง เราก็เลยจำลองสถานการณ์ที่ทุกคนมารวมตัวกัน แล้วก็มาช่วยกัน คนนั้นมีความรู้เกี่ยวกับซ่อมรถ คนนี้มีความรู้เกี่ยวกับการทำอาหาร อีกคนถนัดการสร้างกับดัก ก็เอาประสบการณ์เหล่านี้มาแชร์กัน

“วันมองว่าสมาชิกในคอมมูนิตี้เป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยมือของตัวเอง ไม่ว่าจะดัดแปลง ซ่อม ใช้ hand skill ที่ไม่ได้เน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก คนกลุ่มนี้จิตวิญญาณความเป็นช่างหรือ mechanic at heart ไม่กลัวเปื้อน สกปรก ให้ความสำคัญกับครอบครัว เราอยากโปรโมตให้ทักษะแบบนี้ส่งต่อกันได้

ไม่ว่าจะพ่อแม่สอนลูก หรือคนที่ใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ เป็นหลักมาถ่ายทอดให้กัน มันเลยเชื่อมไปถึงกลุ่ม survivalist ที่ชอบทำอะไรด้วยน้ำมือตัวเอง รถพังก็ซ่อมเอง บ้านพังก็ซ่อมเองได้ และมีความเป็น artist at heart คือทำอาหารได้”

วันมองว่าถ้าวันหนึ่งเกิดสถานการณ์คับขัน ทักษะการทำงานที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจไม่มีค่าอีกต่อไป โลกที่ทำให้ผู้คนติดหน้าจอทำให้เราทุกคนลืมทักษะการเอาตัวรอดที่เป็นทักษะพื้นฐานของมนุษย์ จึงทำให้กลับไปสนใจทักษะพื้นฐานเหล่านี้ โดยการเตรียมพร้อมรับมือ พัฒนาเรียนรู้สิ่งที่สนใจในทุกๆ วันด้วยแพสชั่น และมีคอมมูนิตี้ที่คอยซัพพอร์ต ช่วยสร้างทั้งความมั่นใจว่าสามารถพึ่งพิงตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ ไม่เป็นภาระให้กับใคร และยังสร้างความรู้สึกปลอดภัยในวันที่สถานการณ์ภายนอกไม่แน่นอน

From Garage to Chef’s Table

ทุกๆ ปี Trucker Culture จะมีงานรวมตัวประจำปี หรือ Annual Gathering ที่เกิดจากการอยากชวนคนที่ได้พบกันผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปีมาเจอกันอีกครั้ง นอกจากกิจกรรมช่าง กิจกรรมของคนรักรถ และการเดินทางแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้คือวัฒนธรรมอาหารที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ Chef’s Table ของคนรักรถ

“มันเริ่มต้นจากการที่วันทำงานในโรงรถ แล้วสังเกตว่าพนักงานช่างของเรา ที่จริงเขามีทักษะในการทำอาหารที่อร่อยมากๆ ทำบาร์บีคิวได้อร่อยมาก แต่ด้วยความที่เขาเป็นช่างในโรงซ่อมจึงไม่มีโอกาสโชว์ฝีมือการทำอาหารของเขา หรืออย่างช่างของเราที่มีหัวดีไซน์ก็เคยเอาเศษเหล็กที่อยู่ในโรงซ่อมมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์

“เรามองว่าถ้าเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ได้ไปจัดแสดงอย่างถูกที่ถูกทาง เช่น ดีไซน์วีค มันจะมีมูลค่าสูงมาก
แต่ถ้าเขาอยู่แค่ในโรงซ่อมและไม่มีใครเห็นของพวกนี้ มันจะกลายเป็นนวัตกรรมหรือดีไซน์ที่ไม่มีใครเห็นค่า ก็เลยคิดว่าอยากเอาของหรือทักษะของช่างมาจัดเป็นกิจกรรมในงานประจำปีของเรา เผื่อจะแมตช์กับคนที่ชอบแล้วต่อยอดได้”

กิจกรรมจึงจัดออกมาเป็น community dining โดยให้ช่างมาเป็นพ่อครัวหัวป่าก์ บางครั้งทำเนื้อย่าง หมูย่าง หรือเมนูอาหารป่าแปลกๆ จากบ้านเกิดที่คนกรุงอาจไม่เคยทาน โดยบางครั้งมีเชฟมาร่วมแจมด้วย อย่างเชฟแบงค์–วิชชณุ เปรมภักตร์ จากร้าน Aromkwan (อารมณ์ควัน) ร้านอาหาร Chef’s Table ที่ถนัดการใช้เทคนิคการรมควันและโตมาจากการขายอาหารปิ้งย่างในรถกระบะฟู้ดทรัค

ช่วงที่ซีรีส์ สืบสันดาน (Master of the House) ในเน็ตฟลิกซ์ฉาย วันยังปิ๊งไอเดียจัดอีเวนต์ชื่อ ‘สืบสันดาป’ โดยชวนกลุ่มคนรักรถสันดาปหรือรถเครื่องยนต์น้ำมันมารวมตัวกันในยุคที่กระแสรถ EV กำลังมาแรง ออกมาเป็นอีเวนต์บรรยากาศอบอุ่นที่มีทั้งรถทั่วไปและรถวินเทจมาจอดรวมกัน พร้อมดินเนอร์และวงพูดคุยให้แต่ละคนได้เล่าเรื่องความผูกพันกับรถของตัวเอง กลายเป็นพื้นที่ให้คนที่ยังรักเครื่องยนต์รู้สึกว่ายังมีที่ยืน มีคอมมูนิตี้ที่อยากรักษาเพื่อนคู่ใจสี่ล้อเอาไว้และยังไม่อยากทิ้งความผูกพันกับรถคันโปรดไป 

Women Run the Road

ความที่เป็นผู้หญิงในวงการรถบรรทุก ทำให้วันรู้สึกเหงาและอยากเจอเพื่อนผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในสายใกล้เคียงกัน เลยชวนกันตั้งกลุ่ม Trucker Daughter เป็นกิจกรรมเพื่อนหญิงพลังหญิง ที่รวมผู้หญิงในอุตสาหกรรมหนัก ไม่ใช่แค่รถบรรทุกหรือยานยนต์ แต่รวมถึงก่อสร้าง อะไหล่ยนต์ น้ำมัน ขนส่ง ไปจนถึงเกษตรกรรม

คอมมูนิตี้เล็ก ๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมที่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ได้มาแชร์ทั้งมุมดีและมุมยากของการทำงาน บางคนอาจไม่ได้ชอบธุรกิจนี้โดยตรง แต่ต้องเข้ามารับช่วงต่อ เลยกลายเป็นโจทย์ร่วมกันว่า จะทำยังไงให้ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตยังสนุกในแบบของตัวเองได้

วันใช้คอมมูนิตี้เป็นตัวดึงคนที่มีจุดร่วมแบบเดียวกันเข้ามา ปัจจุบัน Trucker Daughter มีสมาชิกกว่า 30 คน และค่อย ๆ ต่อยอดบทสนทนาไปเรื่อย ๆ จนเกิดกิจกรรมพิเศษอย่าง mommy power ที่สนับสนุนผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องบาลานซ์ทั้งบทบาทงานและความเป็นแม่ไปพร้อมกัน

การชวนคนที่มีแบ็กกราวนด์และประสบการณ์คล้ายกันมารวมตัวกันแบบนี้ ทำให้เกิดการส่งต่อพลังใจและการสนับสนุนกันในธุรกิจ

“บางทีเรามีความคิดที่แปลกสำหรับคนทั่วไป แต่พอเรามาเจอคนที่พูดภาษาเดียวกัน ชอบเหมือนกัน แล้วมาเจอกันหนึ่งครั้งในรอบปี กลายเป็นสิ่งที่เราพูดมีคนคิดเหมือนกัน มันเป็นความฝันเดียวกัน มันเหมือนเจอแมตช์ของ soulmate”

สำหรับวัน Trucker culture จึงเหมือนเป็นสนามเด็กเล่นนอกเกมธุรกิจที่ทำให้ได้ friend for life ซึ่งต่างจากธุรกิจที่หวังผลกำไร คอมมูนิตี้นี้ไม่มีมาตรวัดผลเป็น KPI แต่ลงทุนด้วยแรงกายแรงใจกับแพสชั่น เป็นกิจกรรมที่ทำให้วันได้เรียนรู้ที่จะเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวเองด้วยการส่งต่อพลังผ่านเรื่องราวของรถบรรทุก

จากปีแรกที่จัดกิจกรรมโดยยังนึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่างานจะออกมาเป็นแบบไหน ไม่มีตัวอย่างให้ยึด แค่อยาก celebrate trucking culture ในแบบของตัวเอง แต่เมื่อได้ลองจัดกิจกรรมมาต่อเนื่องหลายปี คอมมูนิตี้แห่งนี้ก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนหลากหลาย ทั้งนักธุรกิจ ช่าง เกษตรกร นักเดินทาง เชฟ คุณแม่ ลูกสาว ที่ต่างมีความรักในรถเหมือนกัน และต่างบรรทุกเรื่องราวชีวิตของตัวเองมาแลกเปลี่ยนกัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้วันและเพื่อนๆ ยังคงอยากจัด Trucker Culture เพื่อเล่าเรื่องและส่งต่อเสน่ห์ของวัฒนธรรมรถบรรทุกให้คนอื่นได้เห็นต่อไป

ขอบคุณภาพจาก Trucker Culture


‘โรงพยาบาลพระรามเก้า’ ตอกย้ำมาตรฐานการรักษา คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Company

ในยุคที่ธุรกิจบริการด้านสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย เหนือสิ่งอื่นใด ‘ความน่าเชื่อถือ’ ยังเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง อย่างที่ไม่นานมานี้ ‘โรงพยาบาลพระรามเก้า’ ได้รับ ‘2025-2026 Thailand’s Most Admired Company’ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทที่มีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือสูงสุด ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน จากการโหวตของประชาชนทั่วประเทศ จากมาตรฐานการรักษาที่มีคุณภาพมายาวนาน การยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า รางวัลที่ได้รับสะท้อนให้เห็นถึง ‘ความโดดเด่นด้านภาพลักษณ์องค์กร’ (corporate image) ที่ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการดำเนินงานอย่างมีทิศทางชัดเจน จากแนวคิด ‘Value for Money’ มุ่งมอบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ในราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานการรักษากับความคุ้มค่าสำหรับผู้รับบริการ จากแพทย์ผู้มีความชำนาญการในการรักษาโรคยากซับซ้อน โดยอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่ดีที่สุด 

นายแพทย์เสถียรกล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลพระรามเก้ายังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้รับบริการ (patient experience) ในทุกมิติ โดยได้จัดตั้งทีม Patient Experience เพื่อออกแบบเส้นทางการดูแลผู้รับบริการ (patient journey) อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด ‘Customer-Centric’ หรือการยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ขั้นตอนการนัดหมาย การให้ข้อมูล การต้อนรับ การดูแลระหว่างการรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา เพื่อให้ทุกช่วงของการเข้ารับบริการเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวก รวดเร็ว และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้รับบริการ 

และอีกหนึ่งเหตุผล คือนอกจากเรื่องของการบริการ โรงพยาบาลพระรามเก้ายังพยายามเชื่อมโยงกับผู้คน ผ่านการนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องบนโลกโซเชียลฯ ไปจนถึงกิจกรรมนอกโรงพยาบาลจากทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม

“medical excellence ต้องเดินควบคู่กับ patient experience เพราะคุณภาพการรักษาที่ดี ต้องมาพร้อมประสบการณ์ที่ดี และการสื่อสารที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจ และความประทับใจในทุกขั้นตอนของการดูแล” นายแพทย์เสถียรกล่าวทิ้งท้ายถึงจุดยืนการบริการของโรงพยาบาลพระรามเก้า

สรุปเทรนด์ ‘Young Retro’ ในหมู่เจนฯ Z แบรนด์จะเข้าไปอยู่ใน ‘เศรษฐกิจแห่งความทรงจำ’ ได้ยังไง?

ในวันที่สมาร์ตโฟนถ่ายวิดีโอได้คมชัดระดับ 4K และ AI เนรมิตภาพให้เพอร์เฟกต์ได้ในเสี้ยววินาที สิ่งที่น่าสนใจคือคนรุ่นใหม่กลับโหยหาความ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ พวกเขาหันไปหยิบกล้องดิจิแคมยุค 2000s กล้องฟิล์ม และกล้องอินสแตนท์มาบันทึกภาพ 

KTC มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การโหยหาอดีต (nostalgia) แต่คือกระแส ‘Young Retro’ ที่หากแบรนด์สามารถปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเจนฯ Z ได้ก็จะได้แต้มต่อไม่น้อย

ข้อมูลอินไซต์จากพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2026 เผยให้เห็นว่านี่คือการเติบโตของเศรษฐกิจแห่งความทรงจำ (memory economy) ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าทางใจ มากกว่าการไล่ตามเทคโนโลยี ซึ่ง Capital ได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจมาไว้ใน Keynote ครั้งนี้แล้ว

1. ‘ความสมจริง’ สร้างความรู้สึกได้มากกว่า ‘ความเพอร์เฟกต์’

เจนฯ Z มองหาความจริงใจ ภาพที่แตกนิด เบลอหน่อย หรือโทนสีที่ติดเหลืองจากกล้องยุคเก่า เพราะสิ่งเหล่านั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ซึ่ง AI ทำเลียนแบบได้ยาก สะท้อนว่าแบรนด์ไม่จำเป็นต้องทำโฆษณาที่เนี้ยบจนเกินไป แต่ควรเน้นคอนเทนต์ที่เรียล เข้าถึงง่าย และดูจับต้องได้จริง

2. ซื้อเพราะ ‘คุณค่า’ ไม่ใช่แค่ ‘มูลค่า’

เจนฯ Z เน้นการเทียบสินค้าเพื่อเฟ้นหาตัวจบที่คุ้มค่าและมีคุณค่า พวกเขาอาจไม่ได้มองว่าฟิล์มหนึ่งม้วนหรือค่าล้างสแกนฟิล์มคือรายจ่ายฟุ่มเฟือย แต่คือต้นทุนของประสบการณ์อย่างหนึ่ง การใช้จ่ายของพวกเขามักเกิดขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อเก็บรักษาความทรงจำที่เล่าเรื่องได้ อาจกล่าวได้ว่าธุรกิจที่สามารถสร้าง storytelling ให้กับสินค้าหรือบริการของตัวเองได้ จะครองใจกลุ่มนี้ได้มากกว่าการสู้ด้วยสงครามราคาเพียงอย่างเดียว

3. UGC สร้างความเชื่อใจได้มากกว่า

สำหรับคนรุ่นใหม่นั้น หน้าร้านอาจไม่ได้อยู่บนห้าง แต่อยู่บนฟีด TikTok และ Instagram เพราะพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้คือการค้นคว้าอย่างหนัก อ่านรีวิว และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีหากเจอดีลที่ดีและคุ้มกว่า การตลาดแบบ user-generated content (UGC) หรือการให้ผู้ใช้จริงช่วยบอกต่อ จึงมีอิทธิพลสูงกว่าคำเคลมโฆษณาจากแบรนด์หลายเท่าตัว

4. วินัยการเงินคือความคุ้มค่าระยะยาว

ความน่าสนใจในปี 2026 คือเจนฯ Z ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและแผนการเงิน พวกเขาต้องการความคุ้มค่าที่มาพร้อมความสบายใจ แบรนด์ที่มอบทางเลือกการบริหารงบประมาณ เช่น ระบบผ่อนชำระหรือการใช้คะแนนสะสมอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้พวกเขากล้าตัดสินใจเปย์เพื่อประสบการณ์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกผิด

Young Retro จึงไม่ใช่แค่กระแสที่พาคนหนุ่มสาวหวนสู่อดีตเพื่อหลบหนีความจริง แต่คือการนำความคลาสสิกมาตีความใหม่เพื่อสร้างความหมายให้กับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน หากแบรนด์สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ความทรงจำ’ และมอบความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง คุณจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลือกหนึ่งในตลาด แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกการเดินทางที่เจนฯ Z ให้คุณค่าอย่างที่สุด

เกาะกระแสเทศกาลยังไงให้ยอดขายปัง กับกลยุทธ์การทำ Seasonal Marketing

Yolé เสิร์ฟไอศกรีมโยเกิร์ตมะยงชิด, After You เปิดตัวคากิโกริมะยงชิดพริกเกลือ, สเวนเซ่นส์จัดเทศกาลมะม่วงอกร่องทอง นี่เป็นตัวอย่างของสารพัดเมนูและแคมเปญต้อนรับหน้าร้อนที่หลายแบรนด์เริ่มปล่อยออกมา

ถือเป็นหนึ่งในการตลาดที่ตามกระแสจากผลไม้ตามฤดูกาลและตามเทศกาลสำคัญ หรือที่เรียกว่า ‘Seasonal Marketing’ โดยหยิบสิ่งที่ผู้คนอินในช่วงนั้นมาต่อยอดเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อกระตุ้นยอดขายขยายฐานลูกค้า ถึงขนาดที่มีข้อมูลระบุว่า seasonal marketing ช่วยดันยอดขายได้มากขึ้นกว่า 10-20% หรือบางธุรกิจอาจสร้างยอดขายได้มากกว่านี้ในช่วงเทศกาลอีกด้วย

ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ และกำลังจะมีเทศกาลใหญ่อย่างสงกรานต์ ก็ถือเป็นโอกาสทองที่แบรนด์จะออกแคมเปญมาครองใจลูกค้า Keynote ตอนนี้จึงพามาเปิดวิธีการทำ seasonal marketing พร้อมเทคนิคการวางกลยุทธ์ให้ยอดขายปังได้ทุกฤดูกาล

เทคนิคการปั้น seasonal marketing ให้ปัง

หาเวลาทองของตัวเองให้เจอ

แต่ละธุรกิจ แต่ละสินค้ามีช่วงเวลาทองเป็นของตัวเอง อย่างหน้าร้อนอาหารหรือไอเทมที่เน้นความสดชื่นจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันเสื้อกันหนาวและผ้าห่มจะขายไม่ค่อยดีในช่วงนี้ ซึ่งต้องอาศัยการปรับกลยุทธ์ เช่น ออกผ้าห่มที่ทำให้รู้สึกเย็น เน้นจัดโปรโมชั่นในช่วงนี้ และไปทุ่มเททำแคมเปญช่วงที่ขายดีอย่างหน้าหนาวก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยได้ ซึ่งการทำ CRM หรือเก็บอินไซต์จากลูกค้าก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่าเวลา prime time ของสินค้าคุณคือช่วงไหน

เปิดตัวสินค้าแบบลิมิเต็ด

หมัดเด็ดอีกอย่างคือการเปิดตัวสินค้าหรือบริหารที่อิงกับฤดูกาลนั้นๆ แต่วางขายแบบจำกัดจำนวน จำกัดเวลาขาย หรือผลิตออกมาแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อให้คนรู้สึกพลาดอะไรบางอย่างถ้าไม่ไปช้อปหรือไปชิมเมนูนั้นในช่วงนี้ เช่น เมนูมะยงชิดและมะม่วงที่หลายแบรนด์หยิบมาใช้เป็นส่วนประกอบในขนมช่วงนี้ ถ้าหมดฤดูร้อนไปก็จะไม่ได้กินเมนูนี้อีกแล้วหรือต้องรอถึงปีหน้ากว่าจะได้ชิม จึงเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่กระตุ้นความสนใจของคนไทยเป็นอย่างดี

เปิดตัวก่อนได้เปรียบกว่า

ช่วงเวลาในการเปิดตัวสินค้าหรือแคมเปญก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเปิดตัวช้า บางทีลูกค้าอาจจะช้อปสินค้าของแบรนด์อื่นไปแล้ว หรือไปชิมเมนูที่มีส่วนผสมพิเศษตามฤดูกาลจากร้านอื่นไปบ้างแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการควรวางแผนแคมเปญล่วงหน้า และเปิดตัวก่อนถึงฤดูกาลนั้นเล็กน้อย เช่น หน้าร้อนจะเริ่มช่วงเดือนมีนาคม การเปิดตัวสินค้าไว้เนิ่นๆ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ก็ดันให้ยอดขายโตกว่าแบรนด์คู่แข่งได้

กลยุทธ์ดันยอดขายตามฤดูกาล

ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) การตลาดเน้นไปที่เรื่องความสดชื่น คลายร้อน และการท่องเที่ยว ส่วนสินค้าเน้นไปที่เครื่องดื่มหรือไอศกรีมดับร้อน เกาะกระแสผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงเครื่องปรับอากาศ ครีมกันแดด และชุดว่ายน้ำเป็นช่วงเวลาที่ขายดี ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะแก่การจัดโปรโมชั่นคือช่วงก่อนสงกรานต์ผู้คนจะจับจ่ายใช้สอยกันมากที่สุด

ฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม การตลาดเน้นความสะดวกสบายและเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย สินค้าที่ขายดีคืออุปกรณ์กันฝนอย่างร่ม เสื้อกันฝน รองเท้ากันน้ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันและอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ส่วนธุรกิจอาหารก็เน้นไปที่การขายแบบเดลิเวอรี เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนลดการออกจากบ้าน แต่เน้นสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีแทนมากกว่า

ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) การตลาดเน้นจัดสินค้าให้เป็นชุดของขวัญ เหมาะสำหรับให้คนสำคัญ เพราะตรงกับช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองอย่างคริสต์มาสและปีใหม่ และในทางจิตวิทยาอากาศเย็นยังทำให้คนรู้สึกเหงา อยากพบปะผู้คนเพื่อแลกของขวัญ ส่งมอบความสุขกันมากขึ้น สินค้าที่ขายดีในช่วงนี้คือสินค้าที่เป็นกิฟต์เซตเสื้อกันหนาว ช็อกโกแลต ไปจนถึงสินค้าและแพ็กเกจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการจัดโปรโมชั่นลดราคาครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเฉพาะช่วง Double Date Sale 11.11 และ 12.12

อย่างไรก็ตามการทำ seasonal marketing ไม่ใช่แค่การจัดโปรโมชั่นตามเทศกาลหรือแค่เปิดตัวสินค้าจากวัตถุดิบในฤดูกาลนั้นแล้วจบไป แต่ต้องสื่อสารและทำแคมเปญให้เข้าถึงหัวจิต หัวใจ และความต้องการของลูกค้าในแต่ละเทศกาลอย่างแท้จริง ถึงจะดันให้กลยุทธ์ seasonal marketing ประสบความสำเร็จตามที่แบรนด์ตั้งใจไว้นั่นเอง

ที่มา

ไอเดียเดลิเวอรีสินค้าในวันที่ต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น

ลองนึกภาพรถพุ่มพวงที่มีจุดจอดประจำในชุมชน หรือการใช้จักรยานส่งของในซอยสั้นๆ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจเริ่มทำได้จริงในบางพื้นที่เพื่อทำให้ธุรกิจไปต่อได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบหรือใช้ต้นทุนเพิ่มมากนัก

ช่วงที่ผ่านมาวิกฤตน้ำมันกำลังเป็นที่พูดถึงจากแรงกระเพื่อมของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งล้วนเป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง แหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกเริ่มสั่นคลอน รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ปั๊มน้ำมันบางแห่งเริ่มมีน้ำมันไม่เพียงพอและมีการจำกัดโควตาการเติม

หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับแรงกระแทก เช่น รถพุ่มพวง ธุรกิจรายย่อยที่เป็นเส้นเลือดฝอยของการกระจายสินค้าไปยังชุมชนต่างจังหวัด ไปจนถึงธุรกิจที่ต้องอาศัยการเดลิเวอรีหรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เชื่อมโยงไปถึงค่าครองชีพและราคาอาหารขึ้นตามมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจะรับมืออย่างไร แต่จะปรับเกมด้านการขนส่งต่อไปยังไงสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาระบบโลจิสติกส์เป็นหลัก ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจคือการหาวิธีประยุกต์วิธีขนส่งเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนไปและความไม่แน่นอนที่กำลังเกิดขึ้นจากโมเดลธุรกิจและการเดลิเวอรีรูปแบบใหม่ โดยในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา การนำโมเดลเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้อาจช่วยลดต้นทุนได้

ใช้จักรยานขนส่งช่วยเสริม
โมเดลของ ‘Pedal Me’ จากลอนดอน

ท่ามกลางบริษัทเดลิเวอรีที่มีมากมายในวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่า Pedal Me เป็นธุรกิจในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนที่เลือกใช้ cargo bike ทั้งหมดแทนรถตู้ cargo bike คือจักรยานบรรทุกสินค้าและรถพ่วงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับทั้งส่งพัสดุแบบด่วนและรับ-ส่งผู้โดยสารในเมืองใหญ่ โดยใช้คนปั่นจักรยานที่ผ่านการเทรนนิ่งมาอย่างดีทั้งหมด ซึ่งช่วยลดมลพิษ เลี่ยงรถติด และเข้าถึงพื้นที่แคบๆ อย่างทางเท้าหรือสถานีรถไฟได้ดีกว่ารถยนต์

ธุรกิจมีสโลแกนว่า Born in London, built for cities ซึ่งคำนึงถึงการแก้ปัญหาในเมืองใหญ่ที่การจราจรวุ่นวายและยังมีเว็บแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานง่ายสำหรับจองรับและส่งของไม่ต่างจากการเดลิเวอรีด้วยรถยนต์ทั่วไป

จากเคสในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนที่ใช้ cargo bike ขนส่งแทนรถอย่างทั่วถึง ไอเดียที่ SME ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อาจไม่ได้หมายถึงการนำโมเดลมาใช้ทั้งเมืองแบบ Pedal Me แต่เป็นการหยิบบางส่วนมาปรับใช้ เช่น การพิจารณานำสามล้อปั่นหรือจักรยานพ่วงข้างมาใช้ร่วมเป็นตัวเลือกกับรถยนต์ในระยะทางขนส่งใกล้หรือซอยเล็กในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา เพื่อช่วยกระจายสินค้าในระยะใกล้ถึงปานกลางภายในชุมชน นอกจากนี้โมเดลการขนส่งของ Pedal Me ยังมีการวางแผนเส้นทางส่งสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งเพียงจุดเดียวหรือหลายร้อยจุดในคราวเดียวบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งธุรกิจไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้โดยคำนวณเส้นทางเดินรถที่มีความหนาแน่นของลูกค้าสูงสุดเพื่อวางแผนเส้นทางที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้สามารถกระจายสินค้าได้คราวละมากๆ ในระยะทางที่สั้นที่สุด

ต่อยอดรถเป็นสเตชั่นรีฟิล
คู่กับตั้งตู้หยอดเหรียญตามร้านชำแบบ ‘Algramo’

ปัญหาข้าวยากหมากแพงมีมาทุกยุคจนเกิดเป็นโมเดลการขายแบบใหม่ Algramo เป็นธุรกิจในชิลีที่ก่อตั้งนานกว่า 10 ปีและขยายโครงการนำร่องไปนิวยอร์ก โมเดลคือการใช้รถสามล้อไฟฟ้าเป็น mobile refill ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจนี้เริ่มจากการสังเกตเห็นว่าผู้คนในชุมชนรายได้น้อยของกรุงซานติอาโกต้องซื้อผงซักฟอกและอาหารแห้งแบบแพ็กเล็กเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเงินสดรายวันจำกัด ซึ่งทำให้จ่ายแพงกว่าต่อหน่วย จึงพัฒนาโมเดล ‘ซื้อตามกรัม’ หรือที่รู้จักกันในทุกวันนี้ว่าระบบรีฟิล โดยซื้อผ่านตู้หยอดเหรียญที่ขายสินค้าในราคาส่งแบบแบ่งปริมาณ พร้อมใช้รถเป็นสเตชั่นเคลื่อนที่กระจายสินค้าไปยังชุมชน รวมถึงเปิดให้จองเรียกรถมาที่บ้านผ่านแอพฯ วางเครื่องจ่ายสินค้าหรือตู้หยอดเหรียญไว้ในร้านโชห่วยใกล้บ้านเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และยังใช้บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะที่มีชิป RFID สำหรับติดตามจำนวนครั้งที่ใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำ ผู้ที่ซื้อของจะได้รับเงินสะสมในกระเป๋าเงินเสมือน (virtual wallet) เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไปได้ 

แต่แม้จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าหรือรถไฟฟ้าแบบเดียวกัน ธุรกิจบ้านเราก็ประยุกต์เอาแนวคิดการจัดการบางอย่างมาปรับใช้ได้ เช่น รถพุ่มพวงอาจนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยการเข้าหาลูกค้าแบบมีกลยุทธ์เพื่อลดการใช้น้ำมัน ทั้งการตั้งจุดจอดประจำในชุมชน หรือแม้แต่การวางจุดรีฟิลร่วมกับร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการวิ่งรถและการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันยังทำให้ลูกค้าซื้อในปริมาณที่เหมาะสมได้ในราคายุติธรรม

ชวนคนรักการออกกำลัง
มาเป็นทีมขนส่งแบบ ‘ปลูกปั่น’

ลองมาดูเคสธุรกิจในไทยกันบ้าง อีกหนึ่งไอเดียเก๋ที่ช่วยลดน้ำมันให้ธุรกิจคือการสร้างทีมเดลิเวอรีนักปั่นรถที่รักการออกกำลัง ไปจนถึงลดระยะทางขนส่งวัตถุดิบให้สั้นที่สุด ร้านขายน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีอย่าง PukPun (ปลูกปั่น) มีความตั้งใจทำน้ำปั่นเพื่อสุขภาพจากสวนเกษตรอินทรีย์โดยปั่นสดส่งลูกค้าทุกเช้าด้วยจักรยานตั้งแต่ยุคที่เทรนด์ความยั่งยืนยังไม่เป็นที่พูดถึงมากเท่าทุกวันนี้ ความน่ารักอยู่ที่การเปิดรับสมัคร ‘นักปั่นปลูกปั่น’ พร้อมชวนด้วยข้อความจูงใจว่า ‘ถ้าคุณตื่นเช้า ชอบออกกำลังกาย และอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น งานนี้เหมาะกับคุณ’ โดยนักปั่นจะมีหน้าที่ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวันละประมาณ 2-4 ชั่วโมง ช่วงตี 5-10 โมง เพื่อส่งน้ำปั่น และยังมีหน้าที่เก็บขวดแบบ reuse จากวันก่อนกลับมาใช้ซ้ำ

อีกหนึ่งความใส่ใจของปลูกปั่นคือการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใช้ระยะทางขนส่งไม่ไกล เพื่อคงความสดและลดการพึ่งพาสารเคมีระหว่างขนส่ง โดยมากกว่า 90% เป็นผักผลไม้จากสวนอินทรีย์และเครือข่ายเกษตรกรในประเทศ

โมเดลนี้จึงเป็นตัวอย่างของการต่อยอดสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรให้ยั่งยืนมากขึ้น หากผู้ประกอบการรายย่อยนำแนวคิดเรื่องการออกกำลังหรือเทรนด์สุขภาพมาผสานกับการคำนึงถึงความยั่งยืนทางอาหารและการขนส่ง ก็อาจพัฒนาเป็นทีมเล็กๆ ในชุมชนที่ช่วยกันผลิตและกระจายสินค้าได้เอง พร้อมชูความยั่งยืนเป็นจุดแข็ง สร้างความต่างในยุคที่การแข่งขันสูงและการค้าขายไม่ง่ายเหมือนเดิม

หลายครั้งเรามักคิดว่าการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะต้องแลกมากับการลดบทบาทของแรงงานคน แต่ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอีกมุมว่า การลดการพึ่งพาน้ำมันสามารถเดินไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเป็นทีมนักปั่น การพัฒนาระบบกระจายสินค้าในระดับชุมชน ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการอาจไม่ได้ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่อาจเริ่มจากการปรับบางส่วนให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง เช่น เพิ่มจุดจอดหรือจุดกระจายสินค้า วางแผนเส้นทางให้คุ้มค่าขึ้น หรือผสานพลังงานทางเลือกและระบบจัดการเข้ามาช่วย โดยยังคงรูปแบบธุรกิจเดิมไว้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การ ‘เลิกใช้รถ’ เสมอไป แต่คือการมองหาวิธีใหม่ในการขนส่งและกระจายสินค้าให้ยืดหยุ่น คล่องตัว และสอดรับกับต้นทุนที่เปลี่ยนไป พร้อมรักษาเสน่ห์การขายในชุมชนต่อไป

อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพ