Learning by Drinking

almost sober กลุ่มที่ชวนนักดื่มเข้าบาร์ฟังเสวนา รินความรู้-เติมความคิดให้งอกงามนอกห้องเรียน

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติฯ พบว่าปี 2567 คนไทยกว่า 20 ล้านชีวิตดื่มแอลกอฮอล์ ถือว่าเยอะ–เดินสวนสามชีวิตต้องเจอสักคนหรือมากกว่า–ซึ่งคู่หูที่เราชวนคุยวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เอมมี่นัทธมน วีระกุล สอนวิชาการตลาดควบบทบาทนักธุรกิจอิสระ เจ้าของเพจ marketing101_byaimmie ส่วน เอมภูมิภัทร ถาวรศิริ สวมหมวกนักแสดงจอเงินจอแก้ว เรียกว่าอยู่กันคนละสายงาน ใช้ชีวิตคนละแบบ แต่วันนี้ทั้งสองได้ร่วมสร้างความเป็นไปได้ใหม่ร่วมกันก็เพราะการดื่ม

ในสังคมที่มองน้ำเมาและการดื่มในแง่ลบ เอมมี่กับเอมถอดหมวกนักดื่มของตัวเอง ถอยออกมาจนเห็นตรงกันว่าพื้นที่สังสรรค์มีบทบาทมากกว่าช่วยผ่อนกายหย่อนใจเป็นครั้งคราว และพื้นที่เรียนรู้ต่อยอดความคิดก็ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องประชุม โต๊ะเลกเชอร์ หรือในแชทที่มนุษย์ถามปัญญาประดิษฐ์

ทั้งคู่จึงนำ 2 พื้นที่มาซ้อนทับ เกิดเป็นกลุ่ม almostsober.club จัดวงสนทนาหัวข้อต่างๆ ในบรรยากาศสบายๆ ของบาร์กลางกรุง หยิบเอาองค์ความรู้เฉพาะทางมารินใส่แก้ว มีผู้เชี่ยวชาญตรงสายพร้อมนักสื่อสารร่วมกันทำหน้าที่น้ำแข็งและมิกซ์เซอร์ลดความขม ให้นักดื่มที่อยากสวมหมวกนักเรียนได้จิบเติมความคิดและหล่อเลี้ยงจิตใจอย่างคล่องคอ

ด้วยความหวังว่าสิ่งที่ทำจะเพิ่มคุณภาพให้การดื่มสังสรรค์ ไม่ใช่แค่ในวงสังคมของทั้งสองและผองเพื่อนชาว almost sober แต่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหมือนที่เอมมี่นิยามเอาไว้

“เราคือทูตของบทสนทนาวิชาการในร้านเหล้า เราอยากเป็นสะพานเชื่อมให้คนได้เห็นว่ามันมีความเป็นไปได้อื่น…นอกจากการมาเมาอย่างเดียว” 

ปัจจุบัน almost sober จัดงานมาแล้วสองครั้ง สองวง สองหัวข้อที่คนสนใจล้นหลาม เราจึงขอเอาวาระที่งานหนสามกำลังจะตามมาในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ดูรายละเอียดที่นี่) ขอชวน 2 ทูตสันถวไมตรีเชื่อมการสังสรรค์กับการเรียนรู้มานั่งจับเข่าคุย ว่าพวกเขาชง…ไม่สิ เก็บเกี่ยวความเป็นไปได้ไหนมาหมักบ่มจนกลั่นเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่น่ายกดื่ม…น่าต่อยอดบทสนทนาด้วยขนาดนี้

บ่ม (ไอเดีย)

เดิมทีเอมและเอมมี่เจอกันผ่านไปมาในชีวิตอยู่ก่อนแล้ว แต่มาถูกคอกันก็ด้วยวิธีมองการดื่มสังสรรค์ เอมมี่ที่ใช้บาร์เป็นพื้นที่ทำงาน ทำสื่อการสอนคละกับหาบทสนทนาดีๆ ให้มีสีสัน มาปะกับเอมที่เดินเข้าร้านเพื่อหลีกความวุ่นวายภายใน วงดื่ม ‘2 เนิร์ดขี้เมา’ ผู้ก่อตั้งจึงมีทั้งบทสนทนาเรื่องสังคม ความคิด เศรษฐกิจ การเมือง ไหลบ่ามารวมกันเสมอๆ จนต่อกันติดไม่ยากเย็น

“การดื่มเป็นโอกาสให้เราเจอคนดีๆ เยอะมาก เพื่อนใหม่ที่บังเอิญเจอกันที่บาร์ แล้วได้แชร์มุมมองได้คุยกันหลายประเด็น ตอนหลังกลายเป็นเพื่อนสนิท เครือข่ายธุรกิจ หรือถึงขั้นเป็นพาร์ตเนอร์ทำแบรนด์ด้วยกัน” เอมมี่ย้อนนึกความทรงจำประทับใจจากการดื่มให้ฟัง

เสน่ห์ในบทสนทนาเคล้าเครื่องดื่มนี้เองที่เอมมี่จับมาเป็นวัตถุดิบ เจ้าตัวผุดไอเดียขยายบทสนทนาวงเล็กให้เป็นพื้นที่กลางทางการเรียนรู้ ซึ่งคนหลากหลายจะมาแลกเปลี่ยนความสนใจ ใช้ประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็มาสัมผัสความรู้สึกดีๆ ร่วมกันได้

“ฟอร์แมตของการได้ความรู้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว เราเลยอยากสร้างชั้นเรียนในบาร์ ให้คนได้ประสบการณ์ดื่มไปด้วย ฟังความรู้ไปแล้วสนุกขึ้น เปิดใจที่จะคุยกับคนอื่นง่ายขึ้น”

เหมือนชีวิตปล่อยคิว เพราะเอมมี่ไม่ต้องรอพิสูจน์คำพูดตัวเองนาน แค่ความพยายามตั้งต้นโปรเจกต์ สายสัมพันธ์ในวงนักดื่มก็เบ่งบานให้เห็น “เราไปเล่าไอเดียให้เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งฟัง เผื่อจะขอใช้บาร์เขาเป็นที่จัด บังเอิญพี่เอมอยู่ใกล้ๆ พอดี เขาบอก ‘เอ้ย เอมมี่อยากทำสิ่งนี้เหรอ เราก็สนใจเหมือนกัน งั้นเรามาจอยกันไหม’ ก็เลยเกิด almost sober ขึ้นมาได้”

กลั่น (ความคิด) มาบรรจุขวด

ทั้งสองคนเน้นให้ฟังอยู่ตลอดว่า almost sober ไม่ใช่บาร์ พวกเขาไม่มีสถานที่เป็นของตัวเอง แต่เวียนจัดเสวนาไปตามบาร์ต่างๆ ที่คัดมาแล้วว่าเหมาะกับหัวข้อนั้นๆ

ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้มองว่าพื้นที่นี้เป็นเลกเชอร์เต็มรูปแบบ หากเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิด ให้คนเข้าร่วมได้ฟัง ถาม ตอบ แลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ความมุ่งหมายนี้ถูกขับเน้นออกมาผ่านองค์ประกอบการสื่อสารที่กลั่นกรองมาอย่างดี

เริ่มจากชื่อ almost sober ที่แปลว่าเกือบสร่าง แทนทั้งความรู้สึกขณะดื่มจนกึ่มๆ และคำแซวเวลาที่ดื่มจนมึนระดับหนึ่งแต่ต้องบอกว่า ‘xูแค่ใกล้จะสร่างเฉยๆ ’ คือเป็นจุดพอดีทั้งขาขึ้นและขาลงของความเมา ที่ทำให้บทสทนาลื่นไหลได้อรรถรส แน่นอนว่าชุดสีที่ใช้โปรโมตก็คือสีไวน์แดง ไม่สดไป แต่ไม่หม่นเกิน

เช่นเดียวกับโลโก้ของคลับที่เอมมี่กับเอมบรีฟนักออกแบบว่าอยากให้คล้ายกระดาษจดเลกเชอร์ แต่เป็นลายมือของคนที่กึ่ม ใกล้เมา ลายเส้นจึงออกมาไม่สม่ำเสมออย่างที่เห็น พร้อม ‘r’ ตัวสุดท้ายที่ลากหางยาวเหมือนคนเมาพับ แล้วปากกาลากไปถึงขอบกระดาษ

เรายกข้อสังเกตว่าช่วงหลังในไทยและต่างประเทศ ทั้งจีนและอเมริกาเริ่มเกิดเทรนด์เข้าบาร์ฟังทอล์กวิชาการแพร่หลายขึ้น อาจเพราะคนรุ่นใหม่เข้าบาร์และดื่มน้อยลง เราถามว่าทั้งคู่ได้ลองดูวิธีทำงาน จัดสื่อสารของฝั่งต่างประเทศมาปรับใช้ตอนออกแบบบ้างไหม คำตอบของเอมก็ช่วยให้เราเห็นปรากฏการณ์นี้ในอีกมุม 

“บทสนทนาเชิงวิชาการในร้านเหล้าไม่ใช่สิ่งที่มันแปลกใหม่ขนาดนั้น ผมเคยไปงานเปิดตัวหนังสือของนักเขียนคนหนึ่งที่จัดในร้านหนังสืออิสระ คือมีวงทอล์ก มีขายเบียร์ ผมรู้สึกว่าการรวมคนที่ถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบทสนทนาเชิงวิชาการให้ฟัง มันเกิดขึ้นนานมากแล้ว แต่คำว่าเลกเชอร์บาร์ที่มันเป็นเทรนด์ขึ้นมากลางปีที่แล้ว เรารู้นะว่ามีอยู่แต่ไม่ได้ไปดูว่าเป็นยังไง ฉันแค่อยากทำสิ่งนี้ในแบบของฉัน ออกมาเป็นภาพที่ฉันอยากเห็น”

ชงเข้มถึงใจ

แม้วัตถุดิบพร้อมสรรพ แต่คลับคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้เข้าร่วม ดังนั้นขั้นต่อไปคือการห่อหุ้มความตั้งใจ สร้างบรรยากาศส่งไปให้ถูกจริตกับผู้ฟัง ซึ่งคงไม่มีสิ่งไหนสำคัญกว่าความประทับใจแรก อย่างหัวข้อเสวนาที่เตะตา และการเลือกคนที่จะมานำบทสนทนาให้ดึงดูดใจ 

ทีแรกเอมมี่อยากสร้าง almost sober เป็นชั้นเรียนธุรกิจและการตลาดรูปแบบใหม่ แต่ก็ได้เอมช่วยให้คำแนะนำว่าบทสนทนาน่าจะแตกไอเดียออกไปไกลกว่าสิ่งที่เอมมี่ถนัด จนทั้งคู่เห็นทิศทางของโปรเจกต์ชัดขึ้น

“เอมทำให้เราเห็นว่า จริงๆ สิ่งนี้มันไปไกลกว่าแค่คลาสธุรกิจได้ เรื่องที่เอามาคุยกันมีสเปกตรัมเยอะมาก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ป๊อปคัลเจอร์ ความสัมพันธ์ ปรัชญา จิตวิทยา ซึ่งเราตั้งใจว่าจะต้องเป็นหัวข้อที่หาฟังในอินเทอร์เน็ตไม่ได้” เอมมี่ขยายความ

2 ผู้ก่อตั้งหมายถึงเรื่องที่ค้นจากแหล่งข้อมูลหรือถาม AI ไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายมาลงล็อกด้วยการหยิบ 2 ประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมกัน เพื่อดึงความสนใจคนฟังที่อินเรื่องนั้นอยู่แล้ว โดยให้สปีกเกอร์ที่เลือกมาเป็นคนนำบทสนทนา อย่างหัวข้อจัดงานครั้งแรกคือการเมืองในมังงะ ที่เชิญอิสระ ฮาตะ จับคู่กับ ต่อ–คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง ส่วนครั้งที่ 2 คือเรื่องความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

“AI เก่ง แต่เราว่าสิ่งที่ถามได้มีแต่ข้อมูล สิ่งที่หาไม่ได้คือ opinion ซึ่งเรา 2 คนไม่ได้มีความรู้ที่จะพูดประเด็นพวกนั้นเอง งั้นก็ต้องเชิญคนเชี่ยวชาญมา แล้วเราเป็นตัวแทนคอยช่วยดำเนินกิจกรรม ให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นถ่ายทอดความรู้ สปีกเกอร์จะเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้เห็นว่า เฮ้ย จริงๆ หัวข้อที่ตั้งมา มองได้หลายมุม แล้ว 2 แนวทางที่แตกต่างกันมันเกี่ยวกันนะ เดี๋ยวฟังแล้วพวกคุณคุยกันต่อ” ผู้ก่อตั้งฝ่ายชายอธิบายความสำคัญของสปีกเกอร์ให้ฟัง

“ต้องมีคนหนึ่งที่เป็นทูต เป็นเหมือนผู้แปรสาร เป็นแม่เหล็กดูดคนฟังให้มาเข้าร่วม กับอีกคนหนึ่งที่ต้องรู้ลึก ซึ่งตอนเลือกผมใช้เซนส์นำเลย ต้องดูเป็นรายคน มีความยากง่ายต่างกัน อย่างคนที่ผมอยากฟัง เขาพูดมากแต่ว่าเขาอาจจะไม่เหมาะกับบรรยากาศ บางคนไม่ได้ชอบการจัดแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นรูปแบบเดิมตลอดไป ครั้งหน้าอาจจะมีคนพูดคนเดียว 3 คน หรือเราไปร่วมพูดด้วยก็ได้” 

ดื่ม (บทสนทนา)

เพื่อให้ได้ซึมซับผลงานที่ 2 ผู้ก่อตั้งร่วมกันปลุกปั้น ค่ำคืนนั้นชาว Capital จึงขอร่วมฟังบทสนทนาหัวข้อ ‘Relationship After Tomorrow’ ที่เชิญ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการและโฮสต์พ็อดแคสต์ว่าด้วยความสัมพันธ์ open relationship มานั่งคู่กับ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล นักสื่อสาร นักจัดรายการ นักแปล และอดีตบรรรณาธิการสื่อออนไลน์ เพื่อสานบทสนทนาว่าด้วยความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ 2 พาร์ตเนอร์แตะมือ ตัดสลับกันทำหน้าที่ส่วนของตัวเองให้คลับดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เอมมี่รับบทพิธีกร ปูสร้างบรรยากาศส่งสู่บทสนทนา พร้อมนำผู้ฟังร่วมถามตอบข้อสงสัยด้วยพลังเต็มเปี่ยม ขณะที่เอมลงนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เสวนาทั้งสอง ทั้งสาม ต่างมีแก้วต่างทรงบรรจุเครื่องดื่มต่างชนิดกันคนละใบ ชักนำบทสนทนาไปตามคำตอบและคำถามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ขับเน้นบรรยากาศ สลับยกแก้วขึ้นจิบดื่มไปพร้อมบรรดาผู้ฟัง ที่เคลิ้มไปกับมวลอารมณ์ของงานวันนั้นเคล้ารสแอลกอฮอล์

คนร่วมงานอาจเห็นความกลมกล่อมของผู้พูดทั้งสองซึ่งชำนาญในหัวข้อ เราเห็นด้วยว่าเป็น ‘คู่’ สนทนาที่คัดสรรมาอย่างดี ชักนำบทสนทนาและพาสารไปถึงที่หมายได้อย่างงดงาม แต่ความงามในค่ำนั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดความลงตัวของคนทำงานอีกคู่หนึ่ง คือ 2 ผู้ก่อตั้ง almost sober ที่ร้อยเรียงประสบการณ์ทั้งยังร่วมกันสร้างบรรยากาศ ก่อน ระหว่าง และหลังบทสนทนาจบลง ชนิดที่รู้ว่าคิดวางแผนมาอย่างดี 

เอม: “เราเป็น experience as a whole เราไม่ได้สร้างแค่บทสนทนา เราออกแบบประสบการณ์ทั้งหมด เครื่องดื่ม แล้วก็ดีเจหลังจบงาน เขามานั่งฟัง แล้วก็มิกซ์เพลงสดๆ ตามบรรยากาศคืนนั้นเลย อย่างงานครั้งแรกเป็นเรื่องมังงะ เขาก็ทำคนฟังร้องเพลงวันพีซในบาร์กลางทองหล่อกันทั้งร้าน (หัวเราะ)”

เอมมี่: “คุณมาที่นี่จะไม่ได้เจอบาร์แบบปกติ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของบาร์ แล้วก็ไม่ใช่เลกเชอร์ มันคือล้อมวงนั่งคุย มีคนมาให้ความรู้จุดประกายไอเดียแล้วก็คุยต่อ เราคิดถึงประสบการณ์ผู้มาร่วมฟังตั้งแต่ก่อนเขาจะมาถึง ให้เขารู้ว่ามาเจอเราแล้วจะได้สัมผัสอะไร มีเครื่องดื่มพิเศษ อธิบายเรื่องการเดินทาง ที่จอดรถ กินข้าว เป็นห่วงยันจะไปกินข้าวที่ไหน ส่งเมนูอาหารให้ดูด้วย

เสร็จแล้วเราก็ดูแลประสบการณ์ทั้งหมดต่อ ตั้งแต่ออกจากลิฟต์ ก้าวเข้ามาจะเจออะไรบ้าง จุดลงทะเบียน เข้ามาในบาร์เจอแสงสี มู้ดเพลงต่างๆ จนถึงช่วงที่เริ่มคุยบนเวที ดูบรรยากาศระหว่างคุย คุยจบมีดีเจเป็นบริการหลังการขาย”

เราได้เห็นข้อยืนยันความตั้งใจนี้กับตา คือระหว่างการสนทนาของคืนนั้นดำเนินไป เอมที่ร่วมโต๊ะก็ดูคุยแบบเป็นตัวเองเต็มที่ แต่ที่จริงเอมมี่ซึ่งผลัดลงมาอยู่นอกเวทีจะคอยเดินสัมผัสบรรยากาศจุดต่างๆ ทั่วร้าน และสื่อสารกับเอมที่ใส่หูฟังไปด้วย เพื่อให้คนบนเวทีรู้ และปรับทิศทางการคุยไปตามอารมณ์คนฟังได้ทันท่วงที

แค่กึ่มๆ – ใกล้สร่างแล้ว

almost sober จัดงานมาแล้ว 2 ครั้ง (เอมใช้คำว่า 1.9 ในวันที่คุยกัน) เสียงตอบรับล้นหลาม แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่ง แน่นอนทั้งสองไม่ได้คิดให้สิ่งนี้เป็นผลงานชั่วคราว แต่บอกว่ามีแผนอนาคตต่อยอดอีกเป็น 10 หัวข้อ รวมถึงแตกหน่อวิธีการให้หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งคนฟังและคนพูดหลากหลายกลุ่มเพื่อให้คลับมีที่ทางระยะยาว เช่น การจัดงานฉบับกลางวัน แทนที่จะเป็นน้ำเมาก็เป็นชา กาแฟ จิบกรุ่นๆ เคล้าบทสนทนา ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตตอนเช้ามากกว่า

“เราไม่อยากยึดติดว่าจะใช้รูปแบบนี้ วิธีนี้ตลอดไป เราคิดว่าหาไอเดียที่เสนอแล้วปิ๊งกันทั้งคู่น่าจะดีที่สุด และเราพร้อมจะปรับเพื่อให้ตรงกับทิศทางที่เราอยากมุ่งไป”

จริงอยู่ว่า almost sober เกิดจากความตั้งใจขยายแบรนด์ในธุรกิจเดิม แต่ 2 ผู้ก่อตั้งก็หวังว่าเนื้องานที่ยังอยากทำต่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือเปิดมุมมอง เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ขยับขยายออกไปได้บ้าง

“ถ้าพูดในมุมธุรกิจ ต้องไม่อยากให้มีใครทำเหมือนเรา แต่เอมมี่กับพี่เอมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น สมมติเราเป็นทูตกลุ่มแรก เป็นสะพานที่ทำให้คนได้เข้าใจสิ่งนี้ แล้วมันเกิดขึ้นเยอะๆ แปลว่าประสบการณ์ที่เราอยากให้คนมาลองสัมผัสมันสำเร็จแล้ว เพราะถ้าอยู่ได้ในมุมธุรกิจแต่ไม่เหลือจิตวิญญาณของคนทำ ก็ไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็น”

และไม่ใช่แค่ในฐานะกลุ่มก้อนปัจเจก แต่เอมเองก็อยากให้วงสนทนาในบาร์เป็นตัวแทนพื้นที่ทางความคิดของผู้คน ในเมืองที่อาจไม่ได้เอื้อให้เราขยับตัวไปในทิศทางที่หวังได้ตลอดเวลา

“บาร์ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่กลางในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมว่าสิ่งที่ไทยขาดอาจไม่ใช่พื้นที่เชิงกายภาพ แต่เป็นการให้คนใช้พื้นที่นั้นทำเรื่องที่สนใจ เราแก้ผังเมืองเอื้อให้คนมีพื้นที่สาธารณะมากขึ้นได้ยากในตอนนี้ แต่อย่างน้อยเราเปลี่ยนให้พื้นที่เดิมใช้งานหลากหลายขึ้นได้ ซึ่งสิ่งนี้ (almost sober) ก็อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีเปลี่ยนแหละ ผมเลยอยากทำให้มันเกิดขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นแถวใหม่ อยากเดินสะดุด เซล้มไปทางไหนก็เจอแต่บาร์แลกเปลี่ยนความรู้เต็มไปหมด”

ดื่มบทสนทนาของค่ำคืนไปครู่ใหญ่ เรานึกขยายประเด็นออกไปหลากหลายจนเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว คงเหมือนความตั้งใจของคลับนี้กระมัง ต้องกึ่มความคิดสักหน่อย ถึงจะลื่นไหล และต่อยอดได้ไกลขึ้น สมดังความหวังที่เอมมี่และเอมฝากทิ้งไว้ก่อนจากกัน

“แค่ 1 คนที่มาฟังแล้วเขารีเฟลกต์อะไรบางอย่างกลับไปกับชีวิตเขา หรือเขาได้เพื่อนดีๆ กลับไป 1 คน เราว่าจริงๆ มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำแล้ว”

อ้างอิง

Writer

เคยอยากเขียนเพื่อเปลี่ยนโลก ตอนนี้เขียนเพื่ออยู่รอดในยุค AI Slop โตขึ้นอยากเป็นบรรณาธิการ พร้อมหวังว่าสักวันกิจการร้านหนังสืออิสระในไทยจะรุ่งเรือง (IG : _.srpp)

You Might Also Like