almost sober กลุ่มที่ชวนนักดื่มเข้าบาร์ฟังเสวนา รินความรู้-เติมความคิดให้งอกงามนอกห้องเรียน

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติฯ พบว่าปี 2567 คนไทยกว่า 20 ล้านชีวิตดื่มแอลกอฮอล์ ถือว่าเยอะ–เดินสวนสามชีวิตต้องเจอสักคนหรือมากกว่า–ซึ่งคู่หูที่เราชวนคุยวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เอมมี่นัทธมน วีระกุล สอนวิชาการตลาดควบบทบาทนักธุรกิจอิสระ เจ้าของเพจ marketing101_byaimmie ส่วน เอมภูมิภัทร ถาวรศิริ สวมหมวกนักแสดงจอเงินจอแก้ว เรียกว่าอยู่กันคนละสายงาน ใช้ชีวิตคนละแบบ แต่วันนี้ทั้งสองได้ร่วมสร้างความเป็นไปได้ใหม่ร่วมกันก็เพราะการดื่ม

ในสังคมที่มองน้ำเมาและการดื่มในแง่ลบ เอมมี่กับเอมถอดหมวกนักดื่มของตัวเอง ถอยออกมาจนเห็นตรงกันว่าพื้นที่สังสรรค์มีบทบาทมากกว่าช่วยผ่อนกายหย่อนใจเป็นครั้งคราว และพื้นที่เรียนรู้ต่อยอดความคิดก็ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องประชุม โต๊ะเลกเชอร์ หรือในแชทที่มนุษย์ถามปัญญาประดิษฐ์

ทั้งคู่จึงนำ 2 พื้นที่มาซ้อนทับ เกิดเป็นกลุ่ม almostsober.club จัดวงสนทนาหัวข้อต่างๆ ในบรรยากาศสบายๆ ของบาร์กลางกรุง หยิบเอาองค์ความรู้เฉพาะทางมารินใส่แก้ว มีผู้เชี่ยวชาญตรงสายพร้อมนักสื่อสารร่วมกันทำหน้าที่น้ำแข็งและมิกซ์เซอร์ลดความขม ให้นักดื่มที่อยากสวมหมวกนักเรียนได้จิบเติมความคิดและหล่อเลี้ยงจิตใจอย่างคล่องคอ

ด้วยความหวังว่าสิ่งที่ทำจะเพิ่มคุณภาพให้การดื่มสังสรรค์ ไม่ใช่แค่ในวงสังคมของทั้งสองและผองเพื่อนชาว almost sober แต่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหมือนที่เอมมี่นิยามเอาไว้

“เราคือทูตของบทสนทนาวิชาการในร้านเหล้า เราอยากเป็นสะพานเชื่อมให้คนได้เห็นว่ามันมีความเป็นไปได้อื่น…นอกจากการมาเมาอย่างเดียว” 

ปัจจุบัน almost sober จัดงานมาแล้วสองครั้ง สองวง สองหัวข้อที่คนสนใจล้นหลาม เราจึงขอเอาวาระที่งานหนสามกำลังจะตามมาในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ดูรายละเอียดที่นี่) ขอชวน 2 ทูตสันถวไมตรีเชื่อมการสังสรรค์กับการเรียนรู้มานั่งจับเข่าคุย ว่าพวกเขาชง…ไม่สิ เก็บเกี่ยวความเป็นไปได้ไหนมาหมักบ่มจนกลั่นเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่น่ายกดื่ม…น่าต่อยอดบทสนทนาด้วยขนาดนี้

บ่ม (ไอเดีย)

เดิมทีเอมและเอมมี่เจอกันผ่านไปมาในชีวิตอยู่ก่อนแล้ว แต่มาถูกคอกันก็ด้วยวิธีมองการดื่มสังสรรค์ เอมมี่ที่ใช้บาร์เป็นพื้นที่ทำงาน ทำสื่อการสอนคละกับหาบทสนทนาดีๆ ให้มีสีสัน มาปะกับเอมที่เดินเข้าร้านเพื่อหลีกความวุ่นวายภายใน วงดื่ม ‘2 เนิร์ดขี้เมา’ ผู้ก่อตั้งจึงมีทั้งบทสนทนาเรื่องสังคม ความคิด เศรษฐกิจ การเมือง ไหลบ่ามารวมกันเสมอๆ จนต่อกันติดไม่ยากเย็น

“การดื่มเป็นโอกาสให้เราเจอคนดีๆ เยอะมาก เพื่อนใหม่ที่บังเอิญเจอกันที่บาร์ แล้วได้แชร์มุมมองได้คุยกันหลายประเด็น ตอนหลังกลายเป็นเพื่อนสนิท เครือข่ายธุรกิจ หรือถึงขั้นเป็นพาร์ตเนอร์ทำแบรนด์ด้วยกัน” เอมมี่ย้อนนึกความทรงจำประทับใจจากการดื่มให้ฟัง

เสน่ห์ในบทสนทนาเคล้าเครื่องดื่มนี้เองที่เอมมี่จับมาเป็นวัตถุดิบ เจ้าตัวผุดไอเดียขยายบทสนทนาวงเล็กให้เป็นพื้นที่กลางทางการเรียนรู้ ซึ่งคนหลากหลายจะมาแลกเปลี่ยนความสนใจ ใช้ประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็มาสัมผัสความรู้สึกดีๆ ร่วมกันได้

“ฟอร์แมตของการได้ความรู้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว เราเลยอยากสร้างชั้นเรียนในบาร์ ให้คนได้ประสบการณ์ดื่มไปด้วย ฟังความรู้ไปแล้วสนุกขึ้น เปิดใจที่จะคุยกับคนอื่นง่ายขึ้น”

เหมือนชีวิตปล่อยคิว เพราะเอมมี่ไม่ต้องรอพิสูจน์คำพูดตัวเองนาน แค่ความพยายามตั้งต้นโปรเจกต์ สายสัมพันธ์ในวงนักดื่มก็เบ่งบานให้เห็น “เราไปเล่าไอเดียให้เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งฟัง เผื่อจะขอใช้บาร์เขาเป็นที่จัด บังเอิญพี่เอมอยู่ใกล้ๆ พอดี เขาบอก ‘เอ้ย เอมมี่อยากทำสิ่งนี้เหรอ เราก็สนใจเหมือนกัน งั้นเรามาจอยกันไหม’ ก็เลยเกิด almost sober ขึ้นมาได้”

กลั่น (ความคิด) มาบรรจุขวด

ทั้งสองคนเน้นให้ฟังอยู่ตลอดว่า almost sober ไม่ใช่บาร์ พวกเขาไม่มีสถานที่เป็นของตัวเอง แต่เวียนจัดเสวนาไปตามบาร์ต่างๆ ที่คัดมาแล้วว่าเหมาะกับหัวข้อนั้นๆ

ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้มองว่าพื้นที่นี้เป็นเลกเชอร์เต็มรูปแบบ หากเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิด ให้คนเข้าร่วมได้ฟัง ถาม ตอบ แลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ความมุ่งหมายนี้ถูกขับเน้นออกมาผ่านองค์ประกอบการสื่อสารที่กลั่นกรองมาอย่างดี

เริ่มจากชื่อ almost sober ที่แปลว่าเกือบสร่าง แทนทั้งความรู้สึกขณะดื่มจนกึ่มๆ และคำแซวเวลาที่ดื่มจนมึนระดับหนึ่งแต่ต้องบอกว่า ‘xูแค่ใกล้จะสร่างเฉยๆ ’ คือเป็นจุดพอดีทั้งขาขึ้นและขาลงของความเมา ที่ทำให้บทสทนาลื่นไหลได้อรรถรส แน่นอนว่าชุดสีที่ใช้โปรโมตก็คือสีไวน์แดง ไม่สดไป แต่ไม่หม่นเกิน

เช่นเดียวกับโลโก้ของคลับที่เอมมี่กับเอมบรีฟนักออกแบบว่าอยากให้คล้ายกระดาษจดเลกเชอร์ แต่เป็นลายมือของคนที่กึ่ม ใกล้เมา ลายเส้นจึงออกมาไม่สม่ำเสมออย่างที่เห็น พร้อม ‘r’ ตัวสุดท้ายที่ลากหางยาวเหมือนคนเมาพับ แล้วปากกาลากไปถึงขอบกระดาษ

เรายกข้อสังเกตว่าช่วงหลังในไทยและต่างประเทศ ทั้งจีนและอเมริกาเริ่มเกิดเทรนด์เข้าบาร์ฟังทอล์กวิชาการแพร่หลายขึ้น อาจเพราะคนรุ่นใหม่เข้าบาร์และดื่มน้อยลง เราถามว่าทั้งคู่ได้ลองดูวิธีทำงาน จัดสื่อสารของฝั่งต่างประเทศมาปรับใช้ตอนออกแบบบ้างไหม คำตอบของเอมก็ช่วยให้เราเห็นปรากฏการณ์นี้ในอีกมุม 

“บทสนทนาเชิงวิชาการในร้านเหล้าไม่ใช่สิ่งที่มันแปลกใหม่ขนาดนั้น ผมเคยไปงานเปิดตัวหนังสือของนักเขียนคนหนึ่งที่จัดในร้านหนังสืออิสระ คือมีวงทอล์ก มีขายเบียร์ ผมรู้สึกว่าการรวมคนที่ถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบทสนทนาเชิงวิชาการให้ฟัง มันเกิดขึ้นนานมากแล้ว แต่คำว่าเลกเชอร์บาร์ที่มันเป็นเทรนด์ขึ้นมากลางปีที่แล้ว เรารู้นะว่ามีอยู่แต่ไม่ได้ไปดูว่าเป็นยังไง ฉันแค่อยากทำสิ่งนี้ในแบบของฉัน ออกมาเป็นภาพที่ฉันอยากเห็น”

ชงเข้มถึงใจ

แม้วัตถุดิบพร้อมสรรพ แต่คลับคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้เข้าร่วม ดังนั้นขั้นต่อไปคือการห่อหุ้มความตั้งใจ สร้างบรรยากาศส่งไปให้ถูกจริตกับผู้ฟัง ซึ่งคงไม่มีสิ่งไหนสำคัญกว่าความประทับใจแรก อย่างหัวข้อเสวนาที่เตะตา และการเลือกคนที่จะมานำบทสนทนาให้ดึงดูดใจ 

ทีแรกเอมมี่อยากสร้าง almost sober เป็นชั้นเรียนธุรกิจและการตลาดรูปแบบใหม่ แต่ก็ได้เอมช่วยให้คำแนะนำว่าบทสนทนาน่าจะแตกไอเดียออกไปไกลกว่าสิ่งที่เอมมี่ถนัด จนทั้งคู่เห็นทิศทางของโปรเจกต์ชัดขึ้น

“เอมทำให้เราเห็นว่า จริงๆ สิ่งนี้มันไปไกลกว่าแค่คลาสธุรกิจได้ เรื่องที่เอามาคุยกันมีสเปกตรัมเยอะมาก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ป๊อปคัลเจอร์ ความสัมพันธ์ ปรัชญา จิตวิทยา ซึ่งเราตั้งใจว่าจะต้องเป็นหัวข้อที่หาฟังในอินเทอร์เน็ตไม่ได้” เอมมี่ขยายความ

2 ผู้ก่อตั้งหมายถึงเรื่องที่ค้นจากแหล่งข้อมูลหรือถาม AI ไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายมาลงล็อกด้วยการหยิบ 2 ประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมกัน เพื่อดึงความสนใจคนฟังที่อินเรื่องนั้นอยู่แล้ว โดยให้สปีกเกอร์ที่เลือกมาเป็นคนนำบทสนทนา อย่างหัวข้อจัดงานครั้งแรกคือการเมืองในมังงะ ที่เชิญอิสระ ฮาตะ จับคู่กับ ต่อ–คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง ส่วนครั้งที่ 2 คือเรื่องความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

“AI เก่ง แต่เราว่าสิ่งที่ถามได้มีแต่ข้อมูล สิ่งที่หาไม่ได้คือ opinion ซึ่งเรา 2 คนไม่ได้มีความรู้ที่จะพูดประเด็นพวกนั้นเอง งั้นก็ต้องเชิญคนเชี่ยวชาญมา แล้วเราเป็นตัวแทนคอยช่วยดำเนินกิจกรรม ให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นถ่ายทอดความรู้ สปีกเกอร์จะเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้เห็นว่า เฮ้ย จริงๆ หัวข้อที่ตั้งมา มองได้หลายมุม แล้ว 2 แนวทางที่แตกต่างกันมันเกี่ยวกันนะ เดี๋ยวฟังแล้วพวกคุณคุยกันต่อ” ผู้ก่อตั้งฝ่ายชายอธิบายความสำคัญของสปีกเกอร์ให้ฟัง

“ต้องมีคนหนึ่งที่เป็นทูต เป็นเหมือนผู้แปรสาร เป็นแม่เหล็กดูดคนฟังให้มาเข้าร่วม กับอีกคนหนึ่งที่ต้องรู้ลึก ซึ่งตอนเลือกผมใช้เซนส์นำเลย ต้องดูเป็นรายคน มีความยากง่ายต่างกัน อย่างคนที่ผมอยากฟัง เขาพูดมากแต่ว่าเขาอาจจะไม่เหมาะกับบรรยากาศ บางคนไม่ได้ชอบการจัดแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นรูปแบบเดิมตลอดไป ครั้งหน้าอาจจะมีคนพูดคนเดียว 3 คน หรือเราไปร่วมพูดด้วยก็ได้” 

ดื่ม (บทสนทนา)

เพื่อให้ได้ซึมซับผลงานที่ 2 ผู้ก่อตั้งร่วมกันปลุกปั้น ค่ำคืนนั้นชาว Capital จึงขอร่วมฟังบทสนทนาหัวข้อ ‘Relationship After Tomorrow’ ที่เชิญ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการและโฮสต์พ็อดแคสต์ว่าด้วยความสัมพันธ์ open relationship มานั่งคู่กับ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล นักสื่อสาร นักจัดรายการ นักแปล และอดีตบรรรณาธิการสื่อออนไลน์ เพื่อสานบทสนทนาว่าด้วยความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ 2 พาร์ตเนอร์แตะมือ ตัดสลับกันทำหน้าที่ส่วนของตัวเองให้คลับดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เอมมี่รับบทพิธีกร ปูสร้างบรรยากาศส่งสู่บทสนทนา พร้อมนำผู้ฟังร่วมถามตอบข้อสงสัยด้วยพลังเต็มเปี่ยม ขณะที่เอมลงนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เสวนาทั้งสอง ทั้งสาม ต่างมีแก้วต่างทรงบรรจุเครื่องดื่มต่างชนิดกันคนละใบ ชักนำบทสนทนาไปตามคำตอบและคำถามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ขับเน้นบรรยากาศ สลับยกแก้วขึ้นจิบดื่มไปพร้อมบรรดาผู้ฟัง ที่เคลิ้มไปกับมวลอารมณ์ของงานวันนั้นเคล้ารสแอลกอฮอล์

คนร่วมงานอาจเห็นความกลมกล่อมของผู้พูดทั้งสองซึ่งชำนาญในหัวข้อ เราเห็นด้วยว่าเป็น ‘คู่’ สนทนาที่คัดสรรมาอย่างดี ชักนำบทสนทนาและพาสารไปถึงที่หมายได้อย่างงดงาม แต่ความงามในค่ำนั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดความลงตัวของคนทำงานอีกคู่หนึ่ง คือ 2 ผู้ก่อตั้ง almost sober ที่ร้อยเรียงประสบการณ์ทั้งยังร่วมกันสร้างบรรยากาศ ก่อน ระหว่าง และหลังบทสนทนาจบลง ชนิดที่รู้ว่าคิดวางแผนมาอย่างดี 

เอม: “เราเป็น experience as a whole เราไม่ได้สร้างแค่บทสนทนา เราออกแบบประสบการณ์ทั้งหมด เครื่องดื่ม แล้วก็ดีเจหลังจบงาน เขามานั่งฟัง แล้วก็มิกซ์เพลงสดๆ ตามบรรยากาศคืนนั้นเลย อย่างงานครั้งแรกเป็นเรื่องมังงะ เขาก็ทำคนฟังร้องเพลงวันพีซในบาร์กลางทองหล่อกันทั้งร้าน (หัวเราะ)”

เอมมี่: “คุณมาที่นี่จะไม่ได้เจอบาร์แบบปกติ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของบาร์ แล้วก็ไม่ใช่เลกเชอร์ มันคือล้อมวงนั่งคุย มีคนมาให้ความรู้จุดประกายไอเดียแล้วก็คุยต่อ เราคิดถึงประสบการณ์ผู้มาร่วมฟังตั้งแต่ก่อนเขาจะมาถึง ให้เขารู้ว่ามาเจอเราแล้วจะได้สัมผัสอะไร มีเครื่องดื่มพิเศษ อธิบายเรื่องการเดินทาง ที่จอดรถ กินข้าว เป็นห่วงยันจะไปกินข้าวที่ไหน ส่งเมนูอาหารให้ดูด้วย

เสร็จแล้วเราก็ดูแลประสบการณ์ทั้งหมดต่อ ตั้งแต่ออกจากลิฟต์ ก้าวเข้ามาจะเจออะไรบ้าง จุดลงทะเบียน เข้ามาในบาร์เจอแสงสี มู้ดเพลงต่างๆ จนถึงช่วงที่เริ่มคุยบนเวที ดูบรรยากาศระหว่างคุย คุยจบมีดีเจเป็นบริการหลังการขาย”

เราได้เห็นข้อยืนยันความตั้งใจนี้กับตา คือระหว่างการสนทนาของคืนนั้นดำเนินไป เอมที่ร่วมโต๊ะก็ดูคุยแบบเป็นตัวเองเต็มที่ แต่ที่จริงเอมมี่ซึ่งผลัดลงมาอยู่นอกเวทีจะคอยเดินสัมผัสบรรยากาศจุดต่างๆ ทั่วร้าน และสื่อสารกับเอมที่ใส่หูฟังไปด้วย เพื่อให้คนบนเวทีรู้ และปรับทิศทางการคุยไปตามอารมณ์คนฟังได้ทันท่วงที

แค่กึ่มๆ – ใกล้สร่างแล้ว

almost sober จัดงานมาแล้ว 2 ครั้ง (เอมใช้คำว่า 1.9 ในวันที่คุยกัน) เสียงตอบรับล้นหลาม แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่ง แน่นอนทั้งสองไม่ได้คิดให้สิ่งนี้เป็นผลงานชั่วคราว แต่บอกว่ามีแผนอนาคตต่อยอดอีกเป็น 10 หัวข้อ รวมถึงแตกหน่อวิธีการให้หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งคนฟังและคนพูดหลากหลายกลุ่มเพื่อให้คลับมีที่ทางระยะยาว เช่น การจัดงานฉบับกลางวัน แทนที่จะเป็นน้ำเมาก็เป็นชา กาแฟ จิบกรุ่นๆ เคล้าบทสนทนา ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตตอนเช้ามากกว่า

“เราไม่อยากยึดติดว่าจะใช้รูปแบบนี้ วิธีนี้ตลอดไป เราคิดว่าหาไอเดียที่เสนอแล้วปิ๊งกันทั้งคู่น่าจะดีที่สุด และเราพร้อมจะปรับเพื่อให้ตรงกับทิศทางที่เราอยากมุ่งไป”

จริงอยู่ว่า almost sober เกิดจากความตั้งใจขยายแบรนด์ในธุรกิจเดิม แต่ 2 ผู้ก่อตั้งก็หวังว่าเนื้องานที่ยังอยากทำต่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือเปิดมุมมอง เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ขยับขยายออกไปได้บ้าง

“ถ้าพูดในมุมธุรกิจ ต้องไม่อยากให้มีใครทำเหมือนเรา แต่เอมมี่กับพี่เอมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น สมมติเราเป็นทูตกลุ่มแรก เป็นสะพานที่ทำให้คนได้เข้าใจสิ่งนี้ แล้วมันเกิดขึ้นเยอะๆ แปลว่าประสบการณ์ที่เราอยากให้คนมาลองสัมผัสมันสำเร็จแล้ว เพราะถ้าอยู่ได้ในมุมธุรกิจแต่ไม่เหลือจิตวิญญาณของคนทำ ก็ไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็น”

และไม่ใช่แค่ในฐานะกลุ่มก้อนปัจเจก แต่เอมเองก็อยากให้วงสนทนาในบาร์เป็นตัวแทนพื้นที่ทางความคิดของผู้คน ในเมืองที่อาจไม่ได้เอื้อให้เราขยับตัวไปในทิศทางที่หวังได้ตลอดเวลา

“บาร์ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่กลางในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมว่าสิ่งที่ไทยขาดอาจไม่ใช่พื้นที่เชิงกายภาพ แต่เป็นการให้คนใช้พื้นที่นั้นทำเรื่องที่สนใจ เราแก้ผังเมืองเอื้อให้คนมีพื้นที่สาธารณะมากขึ้นได้ยากในตอนนี้ แต่อย่างน้อยเราเปลี่ยนให้พื้นที่เดิมใช้งานหลากหลายขึ้นได้ ซึ่งสิ่งนี้ (almost sober) ก็อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีเปลี่ยนแหละ ผมเลยอยากทำให้มันเกิดขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นแถวใหม่ อยากเดินสะดุด เซล้มไปทางไหนก็เจอแต่บาร์แลกเปลี่ยนความรู้เต็มไปหมด”

ดื่มบทสนทนาของค่ำคืนไปครู่ใหญ่ เรานึกขยายประเด็นออกไปหลากหลายจนเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว คงเหมือนความตั้งใจของคลับนี้กระมัง ต้องกึ่มความคิดสักหน่อย ถึงจะลื่นไหล และต่อยอดได้ไกลขึ้น สมดังความหวังที่เอมมี่และเอมฝากทิ้งไว้ก่อนจากกัน

“แค่ 1 คนที่มาฟังแล้วเขารีเฟลกต์อะไรบางอย่างกลับไปกับชีวิตเขา หรือเขาได้เพื่อนดีๆ กลับไป 1 คน เราว่าจริงๆ มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำแล้ว”

อ้างอิง

เมื่อนิยาม “ชีวิตดี…ทุกวัน’ ถูกถ่ายทอดโดย “ลูกบ้าน” ที่อยู่อาศัยจริง แสนสิริ เปลี่ยนการเล่าเรื่องด้วยแบรนด์ สู่แคมเปญวิดีโอที่มาจากชีวิตจริงของลูกบ้าน

เปิดหน้าฟีดโซเชียลมีเดียยุคนี้ ใครๆ ก็พูดถึงแต่ความสวยงามของดีไซน์บ้าน แต่สำหรับ ‘แสนสิริ’ ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี กับโครงการคุณภาพกว่า 500 โครงการ สิ่งที่เป็นมาตรฐานสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่แค่อิฐหินปูนทราย แต่คือ ‘ความสุขของลูกบ้าน’

หากย้อนกลับไปในปี 2568 แสนสิริได้นำเสนอแคมเปญใหญ่ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของตัวเองในรูปแบบ Cinematic โทนขาว-ดำอันทรงพลัง เพื่อสื่อถึงความตั้งใจในการสร้างบ้านที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนได้ แต่มาในปี 2569 นี้ แสนสิริยกระดับแนวคิด “Every day…Life is Good ทุกวัน…ชีวิตดี” ไปอีกขั้นสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยนจาก ‘การเล่าเรื่องโดยแบรนด์’ มาเป็นการให้ ‘ลูกบ้าน’ เล่าเรื่องจากประสบการณ์ที่ชื่นชม และถ่ายทอดเรื่องราวการอยู่อาศัยที่ดีในโครงการของแสนสิริ รวมทั้งการดูแลจากทีมงาน’ ผ่านวิดีโอแคมเปญล่าสุดที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงในรั้วคอมมูนิตี้ โดยเชื่อว่า “ทุกวัน…ชีวิตดี” ในทุกมิติ คือ รากฐานที่แข็งแกร่งจากหัวใจของแสนสิริ

นิยามของ ‘ชีวิตดี…ทุกวัน’ ในแบบของแสนสิริจึงไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่สวยงามหรือคำโฆษณาเท่ๆ แต่คือความจริงที่เกิดขึ้นผ่านความมุ่งมั่นในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งจากหัวใจขององค์กร โดยแสนสิริได้เดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน 3 มิติหลักเพื่อส่งมอบความสุขให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกวัน

  • Good Neighborhood and Service: รากฐานของสังคมที่อบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือกัน พร้อมการดูแลด้วยหัวใจจากทีมงาน
  • Good Common Space and Property Management: การบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลางและทรัพยากรด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ เพื่อให้ทุกพื้นที่ใช้งานได้จริงและยั่งยืน
  • Good Community and Activity: พื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่คอยเชื่อมโยงผู้คนและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
    ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่หลอมรวมเป็นนิยามของชีวิตสมบูรณ์แบบที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ลูกบ้านได้มี “ชีวิตดี…ในทุกๆ วัน” ข้อความนี้ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็น “ความจริง” ผ่านวิดีโอ 3 เรื่อง The true story of Every day…Life is Good “CAT – VEGGIE – BOO!” จากแรงบันดาลใจของลูกบ้าน ที่สะท้อนว่าระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่นี่ซัพพอร์ตความสุขในทุกมิติ จนกลายเป็นต้นแบบของสังคมแห่งความสุขที่ทุกคนสัมผัสได้จริง
  • THE CAT OF T77 แมวหนึ่งตัวหายไป แต่หัวใจของคนทั้งคอมมูนิตี้กลับเชื่อมถึงกัน 
    เมื่อ “เจ้าคุโระ” แมวดำตัวหนึ่งจากร้านอาหารเวียดนามหายตัวไป แต่นี่ไม่ได้จบลงที่ความกังวลของเจ้าของเพียงลำพัง เพราะพลังของเพื่อนบ้านใน T77 Community ทำให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ออกตามหาเสมือนแมวตัวนั้นเป็นสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง นี่คือความตั้งใจของแสนสิริที่ต้องการมอบให้มากกว่าแค่ความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ’ ที่ได้อยู่ในสังคมที่มีคนแคร์กันจริงๆ  
  • FROM TABLE TO BACKYARD แปลงผักที่ไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนกลาง แต่กลายเป็นเรื่องของความซาบซึ้งและคำขอบคุณ
    เรื่องราวสุดซาบซึ้งของลูกบ้านผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่จะมาเก็บผักสดสะอาดจาก Sansiri Backyard เพื่อนำไปปั่นทานเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ ความทุ่มเทของทีมงานที่ใส่ใจดูแลทุกแปลงผัก ได้กลายเป็นพลังใจมหาศาล ส่งต่อคุณค่าจากสวนครัวเล็กๆ สู่การเป็นพื้นที่เยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของลูกบ้าน ยกระดับบทบาทของแสนสิริสู่การเป็น “ผู้ดูแลคุณภาพชีวิต” (Health & Well-being) อย่างเต็มตัว
  • YOUNG AT HEART ต่างวัย แต่หัวใจผูกพันด้วยความสุขเดียวกัน
    เมื่อ ‘แก๊งเด็ก’ และ ‘แก๊งวัยเกษียณ’ ในแสนสิริ คอมมูนิตี้ มาบรรจบกันผ่านกิจกรรมวันพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลฮาโลวีนหรือปีใหม่ ภาพของคนต่างรุ่น ต่างวัย ที่มาร่วมสนุกและหัวเราะไปกับสิ่งเดียวกัน คือภาพสะท้อนของความสุขที่ไร้ช่องว่าง พื้นที่ที่แสนสิริตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น ได้กลายเป็นจุดนัดพบสำคัญที่ช่วยคลายความเหงาให้ผู้สูงวัย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม พิสูจน์ว่าแสนสิริเข้าใจโครงสร้างสังคมไทยในแบบ Intergenerational Living และพร้อมออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนในโครงการรู้สึก ‘มีตัวตน’ และ ‘มีความหมาย’ กลายเป็นสังคมที่ดี ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในโครงการให้ลูกบ้าน

แสนสิริเชื่อว่า Every day…Life is Good ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่คือแนวคิดที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ และสะท้อนออกมาสู่การลงมือทำในทุกรายละเอียด แสนสิริจึงไม่ได้สร้างเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่สร้างคอมมูนิตี้ที่เป็นสังคมคุณภาพในแบบของแสนสิริ ซึ่งสั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงการดูแลโครงการและสภาพแวดล้อม เพื่อให้ลูกบ้านมีชีวิตที่ดี ในทุกวัน 

รับชมเรื่องราวความประทับใจจาก 3 เรื่องจริงของลูกบ้านแสนสิริ

ได้แล้ววันนี้ที่ https://siri.ly/06SxQO5  หรือ ทุกช่องทางของ Sansiri PLC

Protected: เบื้องหลัง ‘SCOPE Collection’ โครงการที่อยู่อาศัย ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีผ่านความลักชูรี

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

BioActive+ ฉลองครบรอบ 1 ปี ลุยพัฒนานวัตกรรม ‘สีธรรมชาติ’ ในผลิตภัณฑ์เสริมเพื่อสุขภาพ

รู้ตัวอีกที ‘BioActive+’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามระดับพรีเมียมจากนิวซีแลนด์ ที่ก่อตั้งโดย เมย์–ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด และนักแสดงหนุ่ม จี๋–สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร ก็ได้ฉลองครบรอบ 1 ปี ที่ได้เปิดให้บริหารในไทย 

ด้วยวาระสำคัญที่ว่านี้เอง ล่าสุด BioActive+ ได้ประกาศข่าวครั้งสำคัญ คือการประกาศลงนามความร่วมมือกับ EXBERRY® ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสีจากธรรมชาติระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางการใช้ ‘สีจากธรรมชาติ’ ในผลิตภัณฑ์สุขภาพของ BioActive+ อย่างเป็นทางการ 

โดยเฉดสีแรกที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของทั้งสองแบรนด์มีชื่อว่า ‘Purple Plum’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ Concentrated Liquid Collagen ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ล็อตการผลิตวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และเลขที่ล็อต 2605043048 เป็นต้นไป โดยเฉดสีดังกล่าวพัฒนาจากสารสกัดธรรมชาติ 100% จากแบล็กแคร์รอตกับบลูเบอร์รีซึ่งผ่านเทคโนโลยีการสกัดสีจากธรรมชาติของ EXBERRY® เพื่อช่วยเพิ่มความคงตัวของสี มอบโทนสีที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติ และช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนสีในผลิตภัณฑ์ประเภทลิควิดเข้มข้น

ทั้งนี้ การปรับเฉดสีใหม่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย หรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และได้ผ่านการทดสอบด้าน stability ตามมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

นอกจากการพัฒนาเฉดสีใหม่ ในอนาคต BioActive+ และ EXBERRY® ยังวางแผนร่วมกันเฟ้นหาวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมสีจากธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ BioActive+ ในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้าน natural color innovation 

ขณะเดียวกัน BioActive+ ยังเตรียมติดสัญลักษณ์ 100% Natural Colour บนผลิตภัณฑ์ที่ใช้สีจากธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน และสะท้อนถึงแนวทางของแบรนด์ในการเลือกใช้นวัตกรรมจากธรรมชาติอย่างจริงจัง

จากมาสก์ดำยอดฮิต สู่ธุรกิจพันล้าน เบื้องหลัง Her Hyness คลีนบิวตี้เพื่อผิวแพ้ง่าย

ในโลกของธุรกิจความงามที่เต็มไปด้วยแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน หลายแบรนด์แข่งขันกันด้วยส่วนผสมใหม่ล่าสุด เทรนด์ความงามที่กำลังมาแรง หรือแพ็กเกจจิ้งที่ดึงดูดสายตาผู้บริโภค แต่สำหรับ Her Hyness จุดเริ่มต้นของแบรนด์กลับไม่ได้เกิดจากคำถามว่า ‘จะขายอะไร’ หากเกิดจากความเชื่อที่ว่า ‘คนผิวแพ้ง่ายควรมีทางเลือกที่เสริมให้ผิวแข็งแรงอย่างยั่งยืน’

เพราะในวันที่ใครหลายคนมองว่าผิวแพ้ง่ายเป็นเพียงกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง แอล–กัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ Founder and CEO Her Hyness กลับมองเห็นผู้คนจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันกับเธอ ปัญหาของคนที่ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย ต้องเลือกใช้สกินแคร์อย่างระมัดระวัง

ยิ่งเมื่อได้ทำงานอยู่ในบริษัทความงามระดับโลกมายาวนาน เธอยิ่งเชื่อว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ แต่ถูกกำหนดด้วยมาตรฐาน การวิจัย และความตั้งใจในการพัฒนาสินค้า เพื่อให้คนไทยเชื่อมั่นว่าแบรนด์ไทยก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกได้เช่นกัน

Her Hyness จึงเริ่มต้นด้วยความตั้งใจเล็กๆ ในการทำสกินแคร์สำหรับคนผิวแพ้ง่าย สู่วันนี้ที่มียอดขายระดับพันล้านบาท และยืนอยู่ในตลาด Red Ocean มาได้นานถึง 10 ปี อะไรที่ทำให้แบรนด์เติบโตและแตกต่างจากแบรนด์อื่นในท้องตลาด ตามมาหาคำตอบได้ผ่านคอลัมน์ Brand Belief ในครั้งนี้กันได้เลย

จาก Global Beauty Company สู่วันที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง

ก่อนจะเป็นผู้ก่อตั้ง Her Hyness แอลกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ คร่ำหวอดอยู่ในบริษัทความงามระดับโลกมานานหลายปี ตั้งแต่ที่แรกคือ L’Oreal Group ที่สิงคโปร์ ก่อนจะกลับมาไทยไปเป็น Marketing Manager ของ Biotherm หลังจากนั้นได้ขึ้นมาเป็น Head of Marketing ของ Lancôme เมืองไทย ก่อนจะไปเป็น Senior Head of Marketing ของ MAC Cosmetics บริษัท Estee Lauder Companies ที่ประเทศจีน

“การที่เราได้ไปอยู่บริษัท global brand ได้ไปดูตลาดทั้งสิงคโปร์ ไทย และจีน ทําให้เราอยากสร้างแบรนด์ของคนไทยที่มี global standard หรือมาตรฐานระดับโลก เราตั้งใจทำแบรนด์ที่ตอบ pain point ของตัวเอง และเชื่อว่าหลายๆ คนก็มี pain point เดียวกัน คือมีผิวที่อ่อนแอ แพ้ง่าย ไม่แข็งแรง สำหรับเราแล้วอยากเห็นทุกคนมีผิวที่สวย โดยไม่เกิดผลข้างเคียง ซึ่งความเชื่อในการสร้างแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นจุดยืนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”

แอลเล่าให้เราฟังพร้อมเปิดรูปปัญหาผิวเมื่อก่อนให้ดู ว่าเธอไม่ใช่คนผิวดีตั้งแต่เด็ก และมีปัญหาผิวทั้งแพ้ง่าย เป็นผดผื่น และอยากมีผิวขาวเหมือนคนอื่นๆ จนต้องไปหาหมอผิวหนังมาตลอด ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้มีหัตถการที่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ เธอจึงได้ใช้ AHA Treatment เป็นกรดแบบเข้มข้นมากๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสขึ้น แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ทำให้หน้าแดงขึ้น

“เรียกว่ามันทำให้ผิวชั้นนอกหลุดเลยดีกว่า หลังจากนั้นเราต้องอยู่บ้านจนผิวกลับขึ้นมาใหม่ แต่ว่าผิวที่มันกลับขึ้นมาก็ค่อนข้างบาง ทำให้ผิวตรงแก้มเห็นเส้นเลือดเลย พอโดนแดด โดนเหงื่อก็จะแสบยิบๆ เป็นผดผื่นขึ้นง่าย ตอนนั้นอยู่ได้ด้วยสเตียรอยด์ ต้องกินยาแก้แพ้ทุกวัน

“เหตุการณ์นั้นเป็นจุดที่ทำให้เราคิดว่าไม่ได้อยากจะขาวแล้ว เราแค่อยากมีผิวที่แข็งแรง อยากมีผิวที่สวยที่สุดในแบบของเรา โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ นับตั้งแต่ที่มาทำ Her Hyness เราก็ใช้สินค้าของตัวเองทุกชิ้น ไม่ต้องกลับไปทายา กินยาแก้แพ้ และไม่มีสเตียรอยด์บนหน้าอีกเลย”

เมื่อความสวยไม่ควรแลกมาด้วยการทำร้ายผิว

Her Hyness นิยามตัวเองว่าเป็นแบรนด์ Clinically-Proven Clean Beauty ในพาร์ตของ Clean Beauty คือไม่มีสารเคมีอันตราย ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง คำว่า Clinically Proven คือการเลือกส่วนประกอบที่มีผลทดสอบทางคลินิก ใส่ส่วนผสมในประมาณที่มีประสิทธิภาพ และมีผลการทดสอบว่าได้ผลจริง

“ความตั้งใจของ Her Hyness คือเป็นแบรนด์คลีนบิวตี้ที่อ่อนโยน ใช้แล้วได้ผล เพื่อให้ทุกคนมีผิวสวยอย่างยั่งยืน”

แอลย้ำประโยคนี้กับเรา และยังเล่าอีกว่าสินค้าต่างๆ ของแบรนด์ต้องอยู่ภายใต้ 3 value นี้คือเรื่องของ authenticity หรือความจริงใจ เรื่องของ smart and effectiveness หรือประสิทธิภาพ และเรื่องของ optimistic and empowerment หรือการช่วยให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีความมั่นใจ ใช้ชีวิตได้อย่างไม่จำกัด 

“สมมติว่าให้ Her Hyness เป็นคนสักคนหนึ่ง คิดว่าเป็นผู้หญิงที่จริงใจ เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าคิดกล้าทำ ส่วนบุคลิกของลูกค้า ถึงแม้เราไม่ได้เจอกับทุกคน แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ฉลาดเลือก และรู้ว่าสิ่งที่เขาเลือกใช้ให้ value ที่ดีกลับมา”

เมื่อการออกสินค้าไม่ใช่แค่วิ่งตามเทรนด์ แต่คือการรู้จักจุดยืนของตัวเอง

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจความงาม คือการอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน วันนี้อาจเป็น skin barrier หรืออาจเสริมเกราะป้องกันผิว พรุ่งนี้อาจเป็นเรื่อง glass skin หรือการมีผิวที่เรียบเนียน สำหรับหลายแบรนด์การออกสินค้าให้ทันเทรนด์อาจเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างยอดขาย แต่สำหรับ Her Hyness กลับเลือกเริ่มจากคำถามว่า ‘ปัญหาของผู้บริโภคคืออะไร’ โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวแพ้ง่ายที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก

“สินค้าตัวแรกๆ ที่เราทำออกมาเบสิกมาก คือน้ำตบ เซรั่ม ครีมแค่นั้นเลย เพราะเวลาคนมีปัญหาผิว ต้องการใช้สกินแคร์ให้น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้มีผิวที่แข็งแรง”

หากพูดถึง Her Hyness สินค้าที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นมาสก์ชีตสีดำ สินค้าที่กลายเป็น hero product ของแบรนด์ และกลายเป็นเจ้าตลาดมาส์กชีต ที่ทำยอดขายได้อันดับ 1 ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี 

“เมื่อก่อนเราใช้มาสก์แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นผล แถมมันไม่ค่อยเกาะหน้า พอขยับหน้าทีหนึ่งก็จะชอบมีเซรั่มมาหยดติ๋งๆ เลอะไปหมด แล้วเราเป็นคนที่มีแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ถ้าจะต้องเสียเวลามาสก์หน้าก็ต้องได้รับประโยชน์อะไรบางอย่าง

“เราเป็นผู้บุกเบิกการทำเทคโนโลยีแผ่นมาส์กที่ไม่เหมือนใคร มาสก์เราผสานถ่าน Premium Binchotan แล้วก็มี Nano Platinum อยู่ในนั้น ซึ่งเราถือเป็นเจ้าแรกเลยที่เริ่มทำแผ่นมาสก์แบบนี้ ซึ่งตัวถ่าน Premium Binchotan มีคุณสมบัติช่วยดูดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก แม้กระทั่ง PM 2.5 และยังปล่อยประจุลบเข้าไปรีเฟรชผิวได้ ส่วน Nano Platinum ช่วยในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ แผ่นมาสก์บางแนบหน้ามาก มาสก์แล้วรู้สึกนุ่มสบาย กระชับพอดีหน้า ไม่ใช่ขาดง่าย เราลองเอาไปมาสก์ตอนขับรถและเล่นโยคะก็ยังไม่หลุดเลย”

แอลเปรียบเทียบให้เราเห็นภาพว่าเหมือนเวลาเราไปอยู่ท่ามกล่างธรรมชาติ จะรู้สึกว่าผิวเราสดชื่น ต่างจากเวลาเดินอยู่ใจกลางเมือง พอส่องกระจกดูจะรู้สึกว่าหน้าเราหมอง นั่นก็เพราะว่ามันมีมลพิษเยอะ ไม่เหมือนตามธรรมชาติหรือตามชายหาดที่จะมีประจุลบ ช่วยเติมออกซิเจนเข้าไปให้ผิว นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนที่ใช้มาสก์ของ Her Hyness รู้สึกว่าหลังใช้แล้วมีผิวหน้าโกลว์ใส ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ไม่ซ้ำใครของมาสก์ Her Hyness ก็ว่าได้

“เรามีการต่อยอดมาสก์ดำ ออกมาเป็นโทนเนอร์แพดด้วย สินค้าตัวนี้เกิดจากเสียงของลูกค้าที่ไม่มีเวลามาส์กหน้านานๆ เพราะมาสก์เราต้องใช้เวลามาสก์ 30-40 นาทีเลย โทนเนอร์แพดเลยเข้ามาตอบโจทย์คนที่มีเวลาน้อยหรืออยากเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าแค่ 10-15 นาที เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องการสินค้าที่จะตอบโจทย์ลูกค้าผิวแพ้ง่าย แต่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันด้วย 

“ล่าสุดเราเพิ่งเปิดตัวมาสก์ใหม่ ชื่อ โคโค่มาส์ก ซึ่งเป็นมาสก์แรกในตลาดที่ช่วยลิฟต์ผิวได้ทันทีหลังมาสก์ และมีเทคโนโลยีแผ่นที่บางกว่าแผ่นไฮโดรเจล 200 เท่า เพื่อให้แนบสนิทผิวได้ 100%”

เมื่อสกินแคร์ไม่ได้ขายแค่ประสิทธิภาพ แต่ขายความรู้สึกร่วมด้วย

สินค้าฮิตอีกอย่างของ Her Hyness คือครีมกันแดด ที่เกิดจาก pain point ของแอลและคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเจอปัญหาเดียวกัน อย่างการไม่ชอบทาครีมกันแดด เพราะรู้สึกว่าเหนอะหนะหน้า โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้ทาสเตปเดียวแล้วจบ บางคนอาจจะทาน้ำตบ เซรั่ม ครีม และไพร์เมอร์ก่อนจะแต่งหน้า แม้แต่เธอที่อยู่วงการบิวตี้มานานยังไม่ชอบการทาครีมกันแดด

“เราเลยทำครีมกันแดดสูตรแรกออกมาเพื่อคนที่เกลียดการทาครีมกันแดด เป็นสูตรเนื้อน้ำที่เบามากๆ ทาแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้ทา และไม่กวนเมกอัพ สามารถแต่งหน้าต่อได้ รวมถึงผ่านการทดสอบบนผิวคนว่ากันแดดได้จริง ซึ่งเราถือเป็นแบรนด์ไทยเจ้าแรกๆ ที่ทำกันแดดเนื้อบางเบา ทำให้คนหันมาใช้กันแดดมากขึ้น”

นอกจากกันแดดของ Her Hyness จะตอบโจทย์เรื่องความรู้สึกในขณะใช้แล้ว สินค้าตัวนี้ที่อ่อนโยน ปราศจากสารเคมีอันตราย เด็ก 3 ขวบขึ้นไปสามารถใช้ได้ ยังได้มีการไปคอลแล็บกับดิสนีย์ออกกันแดดรุ่นลิมิเต็ด Disney Frozen Collection

“การคอลแล็บกับ Disney Frozen ตรงกับ value ของเราในเรื่อง optimistic และ empowerment ที่เราอยากให้คนใช้ Her Hyness มีความสุขกับชีวิตให้มากที่สุด เหมือนเวลาเราพูดถึงดิสนีย์ คนก็จะรู้สึกถึงความสุขเช่นกัน การคอลแล็บในครั้งนี้ทำให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รู้จักแบรนด์เราเพิ่มขึ้นด้วย”

แบรนด์ที่อยู่ได้ด้วยคุณภาพ แม้เติบโตช้าแต่มั่นคง

หลังจากที่เราถามแอลว่าความยากหรืออุปสรรคในการทำแบรนด​์สกินแคร์คืออะไร เธอตอบแทบจะทันทีว่าเป็นธุรกิจ Red Ocean ที่เริ่มต้นทำง่าย แต่โตได้แบบยั่งยืนยาก เป็นธุรกิจที่คนข้างนอกมองแล้วคิดว่าสวยงาม แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยมากๆ แบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ยาวๆ กลับมีไม่มากนัก

“เราเริ่ม Her Hyness มาตั้งแต่ปี 2016 ช่วงแรกเราเอาสินค้าไปขายใน EVEANDBOY ไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย กว่าจะบูมขึ้นมาได้ใช้เวลาถึง 4 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะสินค้าที่มีคุณภาพ พอคนใช้แล้วชอบ ใช้แล้วเห็นผล เขาก็บอกต่อกันไปเรื่อยๆ เราไม่ได้รีบเร่งอะไรมากตอนแรก อยากให้เติบโตไปอย่างยั่งยืนมากกว่า”

เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก แอลถึงเริ่มทำการตลาดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ แต่ต้องเป็นคนที่ใช้แล้วชอบสินค้าของแบรนด์จริงๆ เพราะจะพูดถึงแบรนด์ได้อย่างจริงใจ รวมถึงเพิ่งเปิดตัว brand ambassador คนแรกไปไม่นานนี้คือ หลิงหลิง–ศิริลักษณ์ คอง เพราะตรงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เป็นคนจริงใจ ฉลาด และมีความสุขกับชีวิต นอกจากนี้เธอยังใช้กันแดดของ Her Hyness อยู่แล้ว ทำให้แอลรู้สึกว่าคนที่ใช้สินค้าจริงนี่แหละ เหมาะกับการเป็น brand ambassador ของแบรนด์

“ในตอนที่เรายังอยู่ global company ยุคนั้นคนไม่นิยมใช้แบรนด์ไทยเท่าไหร่ ส่วนมากเลือกไปใช้แบรนด์นอกอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป แต่เราดีใจที่ทุกวันนี้แบรนด์ไทยหลายแบรนด์ทำได้ดีมาก ช่วยยกคุณภาพของแบรนด์ไทย ทำให้คนมองเห็น value ในแบรนด์ไทย แล้วก็หันมาใช้แบรนด์ไทยเยอะขึ้น

แน่นอนว่าตอนนี้ T-Beauty เรายังสู้ K-Beauty ไม่ได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ถ้าหลายๆ คนลุกขึ้นมาช่วยกันยกระดับ T-Beauty ได้มากขึ้น ขนาดเรายังเห็นว่าคนไทยเปิดใจ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็หันมาใช้ของไทยกันแล้ว อย่าง Her Hyness ก็มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติที่มาไทยแล้วซื้อของเรากลับไปใช้ เขามาฟีดแบ็กว่าใช้แล้วผิวดีขึ้น ต้องกลับมาสั่งของเราให้ส่งไปที่ต่างประเทศ พอได้ยินแบบนี้เราก็ดีใจ”

เมื่อเธอพูดถึงลูกค้าชาวต่างชาติก็ทำให้เราอดที่จะถามไม่ได้ว่า Her Hyness มีเป้าหมายอยากไปบุกตลาดโลกบ้างหรือไม่ แอลตอบว่าตัวเธอเองยังโฟกัสที่ตลาดในประเทศอยู่ และรู้สึกว่าตลาดในไทยเธอยังไปไม่สุด ทั้งยังมีช่องว่างให้ไปเจาะตลาดอยู่ด้วย แต่การโกอินเตอร์ก็อยู่ในแผนอนาคตเช่นกัน

และในวันนี้ที่ Her Hyness เดินทางเข้ามาสู่ปีที่ 10 และมียอดขายระดับพันล้านเป็นที่เรียบร้อย เป้าหมายต่อไปคืออยากมียอดขายทะลุ 2,000 ล้าน พร้อมย้ำอีกว่าเธอไม่ได้อยากแข่งกับใครหรืออยากโตไปมากกว่าใคร แต่อยากชนะใจตัวเองและแข่งกับตัวเองเท่านั้นพอ เพราะอยากเห็นแบรนด์ไทยอย่าง Her Hyness เติบโตไปในฐานะแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลกต่อไป

Bangkok World Music Day 2026 เทศกาลดนตรีใจกลางกรุงเทพฯ พบศิลปินนานาชาติกว่า 30 ราย 5 เวทีตั้งแต่บ่ายสองยันเที่ยงคืน

ใครที่หลงรักเสียงดนตรีและสนใจความหลากหลาย สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมกับ วัน แบงค็อก สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ และ Live Promotions จัดงานเทศกาลดนตรีกรุงเทพ ’69 หรือ Bangkok World Music Day 2026 งานแสดงดนตรีและวัฒนธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล Fête de la musique อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึงเที่ยงคืน 

กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเวทีดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เฉลิมฉลองความหลากหลายทางศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเทศกาลดังกล่าวเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมฟรี ต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมาซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 7,000 คน เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญในกรุงเทพฯ และได้รับความสนใจจากผู้ชมที่หลากหลายและกว้างขวาง

สำหรับเทศกาลปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับไลน์อัพที่มากกว่าเดิม และโปรแกรมดนตรีต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง โดยมีศิลปินไทย ฝรั่งเศส และนานาชาติรวมกันกว่า 30 ราย ทั้งการแสดงสดและดีเจที่จะจัดขึ้นบน 5 เวทีทั่วพื้นที่ วัน แบงค็อก และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ โดยเทศกาลนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของดนตรีในเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกชมจากเวทีหนึ่งไปอีกเวทีหนึ่งได้อย่างอิสระ เพื่อเข้าถึงบรรยากาศและโลกทางดนตรีที่หลากหลาย

เทศกาลดนตรีกรุงเทพสะท้อนถึงจิตวิญญาณและความหลากหลายทางดนตรี สอดคล้องกับความเป็นเมืองสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ป๊อป หมอลำ ฮิปฮอป แจ๊ส เทคโน รวมถึงการแสดงโว้กกิ้ง แต่ละเวทีจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดความหลากหลายและความเข้มข้นของการแสดงออกทางศิลปะร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน

งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรีและเหมาะสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ทุกวัย ทั้งผู้ชมชาวไทยและต่างชาติ นอกจากการแสดงดนตรีแล้ว ผู้เข้าร่วมยังสามารถเพลิดเพลินกับตลาดที่รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าสุดฮิป กิจกรรมแบบให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และการแสดงดนตรีเปิดหมวก (Bangkok Busking) ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของผู้ชมอย่างเต็มที่

มรดกทางดนตรีระดับนานาชาติ

เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล Fête de la musique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อพ.ศ. 2525 ริเริ่มโดยกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส โครงการนี้เกิดจากข้อสังเกตว่า แม้การเล่นดนตรีจะเป็นเรื่องแพร่หลาย แต่การเข้าชมคอนเสิร์ตยังคงมีข้อจำกัด กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสจึงมีเป้าหมายที่จะนำดนตรีออกสู่ท้องถนน และเปิดโอกาสให้ทุกคน ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ได้แสดงผลงานอย่างอิสระ

นับตั้งแต่นั้นมา Fête de la musique ได้กลายเป็นการเฉลิมฉลองระดับโลกที่จัดขึ้นในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยสะท้อนแนวคิดสำคัญที่มองว่าวัฒนธรรมเป็นสมบัติสาธารณะร่วมกัน ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดแนวเพลง พื้นเพ หรือระดับประสบการณ์

เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้นำแนวคิดและจิตวิญญาณนี้มาปรับใช้กับบริบทของกรุงเทพฯ ในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นสากลสูง

ความร่วมมือทางวัฒนธรรมระยะยาว

การนำหน่วยงานทางวัฒนธรรม ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีมาร่วมมือกัน ทำให้เทศกาลดนตรีกรุงเทพ มีส่วนช่วยกระตุ้นและผลักดันแวดวงดนตรีท้องถิ่น รวมถึงเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างฝรั่งเศสและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โครงการ วัน แบงค็อก สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ และ Live Promotions ในการร่วมจัดงานประจำปีที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน และฝังรากอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

เทศกาลในปีนี้ยังเน้นย้ำความร่วมมือระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ผ่านการเชื้อเชิญศิลปินจากทั่วโลก สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้จัดงานในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางดนตรี โดยมีศิลปินนานาชาติชื่อดัง อาทิ OJOS (ฝรั่งเศส), André Mergenthaler (ลักเซมเบิร์ก), Claudio Filippini (อิตาลี), JJ Paulo (เดนมาร์ก), Olympe4000 (ฝรั่งเศส) และดีเจรับเชิญจากประเทศเยอรมนี เพื่อสร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรมทางดนตรีอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และเพลงร่วมสมัย โดยมีเป้าหมายในการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนที่มีชีวิตชีวาระหว่างวงการดนตรีนานาชาติและไทย พร้อมเฉลิมฉลอง “ภาษาสากลของดนตรี” ณ พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ

เทศกาลที่มุ่งมั่นเปิดกว้างต่อความหลากหลาย

เทศกาลดนตรีกรุงเทพ ’69 จัดขึ้นในช่วงเดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ Pride Month ซึ่งจะมีการให้ความสำคัญกับศิลปินและชุมชนเควียร์ผ่านโปรเจกต์และไฮไลต์พิเศษหลายรายการ โดยจะมีการจัดแสดง Ballroom สุดพิเศษร่วมกับ Vinii Revlon และ La Gaîté Lyrique ณ สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมโว้กกิ้ง และรูปแบบการแสดงออกทางศิลปะของชุมชนหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQIA+

การแสดงภายใต้ชื่อ GLITTER BALL นำโดย Vinii Revlon ตำนานแห่งวงการ และ La Gaîté Lyrique จะนำเสนอพื้นที่สนทนาทางศิลปะที่สร้างสรรค์ สนุกสนาน และเปิดกว้างระหว่างฝรั่งเศสและไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระจกและแสง อีกทั้งยังเป็นการรำลึกถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันยาวนานของทั้งสองประเทศ และเฉลิมฉลองวาระสำคัญของความสัมพันธ์ทางการทูตฝรั่งเศส-ไทย

ในวัฒนธรรม Ballroom นั้น ‘Ball’ หมายรวมถึงการแข่งขัน การแสดง และพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองร่วมกัน ที่ซึ่งทุกคนสามารถยืนยันตัวตน สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้

ภายในงานยังมีโปรเจกต์ “Echoes of Plurality” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยร่วมกับสถาบันเกอเธ่ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี และ NON NON NON ร่วมกับการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้ดีเจหญิงรุ่นใหม่และดีเจเควียร์ เข้าร่วมเวิร์กช็อปและแลกเปลี่ยนทางศิลปะด้านดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับศิลปินนานาชาติ อาทิ ดีเจฝรั่งเศส Olympe4000 และดีเจรับเชิญจากเยอรมนี

โปรแกรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลดนตรีกรุงเทพยืนหยัดในการสนับสนุนวงการดนตรีที่เปิดกว้าง หลากหลาย และสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงดนตรีอย่างแท้จริง

มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับความหลากหลายทางดนตรีในกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 14:00 น.เป็นต้นไป

รายชื่อเวที และศิลปิน

  • Main Stage at One Bangkok Park (16:00-22:00 น.) : Hot Like Hell, NIXSA JINGLE, YONLAPA, OJOS (France), Salin, JPBS x DuckUnit
  • Chang Canvas (15:30-23.15 น.) : pami, JJ Paulo (Denmark), GYMV, H 3 F, Hugo, The Young Wolf, TONTRAKUL
  • The Wireless Club (14:00-00:00 น.) : Ham Tanid, Hot Club of Siam, The Hymmapan Electron Tapejam, BKK Beat Cipher, RomRom, Olympe4000 (France), NON NON NON, Special DJ from Germany
  • สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ หรือ Alliance Française Bangkok (14:00-21:45 น.) : Claudio Filippini (Italy), André Mergenthaler (Germany), Vinii Revlon (France), Cykatrix, SONS., LEPYUTIN
  • Busking Stage (14:00-16.00 น.)

จากเรื่องราวมัทฉะแม่ตุ๊ก สู่บทเรียนธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อความเชื่อใจ

หน้าฟีดในช่วงนี้ต่างเต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรงจากกระแสแบรนด์ Hi Matcha Girlies ของ แม่ตุ๊ก Little Monster หลังจากที่คนจดจำภาพแม่ตุ๊กในฐานะมัทฉะเลิฟเวอร์ที่ทำคลิปชงมัทฉะแทบทุกวัน และได้ไปร่วมคิดค้นเมนูมัทฉะร่วมกับ After You จนกลายเป็นไวรัล ทำให้หลายคนเฝ้ารอและคาดหวังอยากลองชิมเมนูมัทฉะจากแบรนด์ของแม่ตุ๊กบ้าง

แม่ตุ๊กจึงได้เปิดตัวสินค้าเกี่ยวกับมัทฉะ ภายใต้แบรนด์ Hi Matcha Girlies โดยมีสินค้ากลุ่มแรกคือผงมัทฉะเกรด super ceremonial 2 ตัว ได้แก่ Kyoto Uji Matcha ขนาด 30 กรัม ราคา 990 บาท และ Yame Matcha ขนาด 30 กรัม ราคา 1,280 บาท นอกจากนี้ยังมี matcha recipe box กล่องการ์ดที่รวบรวมสูตรการชงมัทฉะที่แม่ตุ๊กคิดค้นสูตรเองไว้ถึง 50 สูตร ในราคา 550 บาท

โดยเปิดให้กดสั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนแล้ว sold out อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเกิดกระแสตามมามากมาย ทั้งมีคนนำผงมัทฉะไปรีเซล จนถึงตอนที่ลูกค้าได้ของเสียงรีวิวแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งคนที่มองว่ารสชาติเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคล และคนที่มองว่าคุณภาพของมัทฉะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงดราม่าระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่หากมองให้ลึกกว่ากระแสที่เกิดขึ้น เรื่องราวของมัทฉะแม่ตุ๊กอาจกำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่กำลังซื้อ ‘ความเชื่อใจ’ และยังมีอีกหลายบทเรียนที่เราจะมา Recap ให้ได้อ่านกัน

ปรากฏการณ์รีเซลที่ลุกลามแทบทุกวงการ

ประเด็นแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เปิดให้มีการกดสั่งมัทฉะแม่ตุ๊ก แล้วมีกลุ่มคนที่กดสั่งของเพื่อนำไปรีเซล ตั้งแต่ราคากระปุกละ 1,400 ไปจนถึง 3,000 บาท หากมองในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราเคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับรองเท้าสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ด, กระเป๋า Hermès, นาฬิกา Rolex หรือแม้แต่ Labubu ที่หลายคนยอมต่อคิวซื้อ ก่อนนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น

แม้แต่วงการมัทฉะก็เคยเกิดการรีเซลขึ้นมาในช่วงมัทฉะขาดตลาด สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ‘ความต้องการมากกว่าอุปทาน’ หรือ demand สูงกว่าจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในตลาด ทำให้สินค้าที่หายากไม่ได้ถูกกำหนดราคาโดยแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ในกรณีนี้แม่ตุ๊กได้ออกมาเทคแอ็กชั่นอย่างรวดเร็ว ทั้งการแนะนำให้ลูกค้าไม่ซื้อมัทฉะในราคารีเซล และติดต่อไร่ชาที่ญี่ปุ่น พบว่าใบชา first harvest ของ Uji ล็อตเดียวกับใบชาที่นำมาทำมัทฉะก่อนหน้านี้ยังเหลืออยู่ จึงเปิดพรีออร์เดอร์ล็อตใหม่ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาเรื่องรีเซลได้อีกทางหนึ่ง

ปัญหาของธุรกิจที่คนรู้จัก ‘เจ้าของแบรนด์’ ก่อนรู้จัก ‘ตัวแบรนด์’

กระแสเริ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังจากผงมัทฉะส่งถึงมือลูกค้า และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งเรื่องสีของมัทฉะ ซึ่งผู้บริโภคบางส่วนมองว่ามีโทนสีเขียวอ่อนออกเหลือง แตกต่างจากภาพจำของมัทฉะเกรดพรีเมียมที่หลายคนคุ้นเคย

ขณะที่แม่ตุ๊กได้อธิบายว่าข้อมูลจากเจ้าของไร่ชาในญี่ปุ่น มัทฉะระดับ super ceremonial ไม่ได้จำเป็นต้องมีสีเขียวสดเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยเธอเลือกใช้ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรก เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มละมุนและมีความขมน้อยกว่า ซึ่งในอนาคตอาจจะมีมัทฉะที่มีสีเขียวสดมาให้ได้ลองชิมเช่นกัน

อีกประเด็นคือเรื่องรสชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ดื่มมัทฉะแบบ clear matcha หรือการชงกับน้ำเปล่า ซึ่งบางส่วนมองว่ารสชาติแตกต่างจากความคาดหวัง ขณะที่แม่ตุ๊กเคยอธิบายว่า แนวคิดในการพัฒนาสินค้าของเธออยากได้รสชาติที่ไม่ขม และสู้นม เพราะเธออยากให้เป็นผงที่ตัวเธอเองและคนรักมัทฉะลาเต้ชงดื่มได้ทุกวัน จึงมีการทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วมกับนมและน้ำมะพร้าวเป็นหลัก

ในความเป็นจริงเรื่องรสชาติเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ถึงแม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ผู้บริโภคแต่ละคนก็อาจมีความคาดหวังหรือประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของมัทฉะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะของธุรกิจที่ผู้คนรู้จัก ‘เจ้าของแบรนด์’ ก่อนรู้จัก ‘ตัวแบรนด์’ เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าจากความเชื่อมั่นที่มีต่อบุคคล ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นหลังการใช้งานจึงไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองต่อสินค้า แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาพจำและความคาดหวังที่มีต่อเจ้าของแบรนด์ด้วย

ที่ผ่านมาหลายคนจดจำแม่ตุ๊กในฐานะคนที่มีสไตล์การรีวิวตรงไปตรงมา ชอบหรือไม่ชอบอะไรก็สื่อสารตามความรู้สึกจริง จนเกิดปรากฏการณ์ #กินตามแม่ตุ๊ก ที่ทำให้ผู้คนตามไปชิมอาหารตามคำแนะนำของเธอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความตรงไปตรงมานั้นก็มาจากรสนิยมและความชอบส่วนบุคคลเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาจตรงกับผู้บริโภคบางกลุ่ม และแตกต่างจากผู้บริโภคบางกลุ่ม

หากมองในธุรกิจก็มีหลายครั้งที่ธุรกิจเริ่มต้นมาจากความชอบหรือความเชื่อของผู้ก่อตั้ง ก่อนจะค้นพบว่ามีลูกค้าที่มี pain point หรือความต้องการใกล้เคียงกันอยู่ในตลาด

เมื่อลูกค้าไม่ได้ต้องการแบรนด์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบ

หากย้อนดูวิกฤตของหลากหลายแบรนด์ จะเห็นว่าหลายครั้งผู้บริโภคพร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์ ตราบใดที่แบรนด์ออกมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา รับฟังข้อกังวล และหาทางแก้ไข เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกคน แต่สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหา คือวิธีที่แบรนด์รับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า

ในกรณีของมัทฉะแม่ตุ๊กจะเห็นว่าแบรนด์พยายามออกมาสื่อสารและหาทางรับมือกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องการรีเซลสินค้าที่มีการเปิดพรีออร์เดอร์เพิ่มเติม ไปจนถึงการออกมาชี้แจงในประเด็นที่ผู้บริโภคตั้งคำถาม รวมถึงการประกาศว่าจะนำความคิดเห็นของลูกค้าไปใช้ในการพัฒนาสินค้าในอนาคต

นอกจากนี้แบรนด์ยังประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้กับลูกค้าที่ไม่พึงพอใจในสินค้าโดยไม่ต้องส่งสินค้ากลับคืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้การตัดสินใจดังกล่าวอาจมีต้นทุนทางธุรกิจตามมาก็ตาม

บทเรียนนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ Hi Matcha Girlies เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกแบรนด์ ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถส่งเสียงได้ตลอดเวลา ทั้งการพัฒนาสูตรหรือไลน์สินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจแบรนด์ได้ตรงกับสิ่งที่แบรนด์ตั้งใจสื่อสาร เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคอาจซื้อสินค้าครั้งแรกจากกระแส แต่การจะอยู่กับแบรนด์ต่อไป ต้องเกิดจากความเข้าใจและความเชื่อใจที่ค่อยๆ สร้างขึ้นร่วมกัน

ที่มา

tiktok.com/@hi.matcha.girlies?_r=1&_t=ZS-9740xg8NY5C

Camper แบรนด์รองเท้าจากเกาะเล็ก และการออกแบบแสนประหลาดที่ปฏิวัติวงการกว่า 50 ปี

ช่วงนี้เวลาไถฟีดโซเชียลฯ เรามักได้เห็นคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเด็กเจนฯ Z ที่ออกมารีวิวรองเท้าแบรนด์ Camper หลายรุ่นกันยกใหญ่ จนไปอยู่ในลิสต์ ‘รองเท้าที่ได้ไปต่อในปี 2026’

“ดูแปลก…จนกว่าจะได้ลองใส่”

ใครเคยพูดถึงดีไซน์ของรองเท้า Camper ว่าช่างดูแตกต่าง สนุกสนาน และไม่เหมือนรองเท้าแฟชั่นทั่วๆ ไป แต่พอได้ลองใส่ หลายคนกลับกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะความสบายและการใช้งานจริง

แต่เพราะการออกแบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่างงานฝีมือแบบคราฟต์กับงานดีไซน์สมัยใหม่นี่แหละ ที่ทำให้ Camper โดดเด่นจนกลายเป็นรองเท้าขวัญใจของผู้สวมใส่ เพราะดึงความสนใจของสายตาผู้คนให้มองมายังสิ่งที่หุ้มข้อเท้าได้แบบไม่ต้องตะโกน 

ตั้งแต่รองเท้ารุ่นแรกที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าของชาวไร่ชาวนา ซึ่งสะท้อนกลับไปยังชื่อแบรนด์ Camper ที่มีความหมายว่า ‘ชาวชนบท’ ในภาษาคาตาลัน มาจนถึงรุ่นที่ตั้งใจทำให้ข้าง ‘ซ้ายและขวา’ ไม่เท่ากัน และอีกหลายต่อหลายรุ่นที่ใครเห็นก็ต้องพูดว่า…

รองเท้าอะไร มันจริงๆ!

เบื้องหลังรองเท้า Camper หลายรุ่นที่คนหลายเจนฯ เลือกใส่ เริ่มต้นจากครอบครัวช่างทำรองเท้าบนเกาะในยุค 70s ที่ถูกส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน ก่อนค่อยๆ เติบโต พัฒนาไปสู่สิ่งที่ใหญ่ขึ้นในที่สุด 

งานฝีมือและมรดกของครอบครัวกลายเป็นแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ได้ยังไง เรื่องราวการเดินทางของแนวคิด Camper น่าสนใจขนาดไหน ทำไมแบรนด์ถึงเติบโตได้โดยไม่ทิ้งตัวตน และยังขยายไปสู่ระดับโลกโดยยังรักษาอัตลักษณ์แบบท้องถิ่นไว้ได้ คอลัมน์ Biztory รอบนี้จะพาไปรู้จักพร้อมกัน

เกาะแห่งรองเท้า

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากเกาะที่ชื่อว่า มายอร์กา (Mallorca) 

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลอาจเคยได้ยินชื่อสโมสรมายอร์กาแห่งศึกลาลีกา (La Liga) สเปน หรือหากคุณชื่นชอบการท่องเที่ยว ก็อาจรู้ว่ามายอร์กาคือเกาะที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของสเปน แถมยังโดดเด่นด้วยชายหาดขาวและทะเลใส

แต่รู้ไหมว่า มายอร์กายังได้ชื่อว่าเป็น ‘เกาะแห่งรองเท้า’ อีกด้วย

มายอร์กาเป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของสเปน อย่างที่เล่าว่า แม้ปัจจุบันคนมักนึกถึงเกาะนี้ในแง่ของการท่องเที่ยว แต่ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่นี่มีเศรษฐกิจอีกด้านที่สำคัญมาก นั่นคือการผลิตรองเท้า

เหตุผลนั้นมีหลายปัจจัย เริ่มตั้งแต่การที่คนมายอร์กาในอดีตต้อง ‘เดิน’ เยอะมาก ทั้งบนถนนกรวดหิน พื้นที่การเกษตร ตลาดชุมชน หรือการเดินทางระหว่างหมู่บ้าน รองเท้าของชาวเกาะจึงต้องทนทาน ซ่อมได้ สวมใส่สบาย และใช้ได้นาน

ที่สำคัญ เกาะแห่งนี้มีการเลี้ยงวัวและแกะ จึงทำให้เข้าถึงวัสดุหนังสัตว์ได้ ขณะที่การอยู่บนเกาะทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาการผลิตของตัวเองมานาน มีทั้งวัฒนธรรมการผลิตแบบครอบครัว โรงงานขนาดเล็ก และช่างทำรองเท้าท้องถิ่นจำนวนมาก

นั่นทำให้วัฒนธรรมรองเท้าของเกาะมายอร์กา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการผลิตสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ อันเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวเกาะ

และเมืองที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมรองเท้าสุดคราฟต์นี้ก็คือ เมืองอินคา (Inca) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะมายอร์กา

ที่อินคานั้นมีโรงงานรองเท้าหลาย 10 แห่ง มีช่างฟอกหนัง ช่างตัดหนัง ช่างขึ้นทรงรองเท้า โรงงานผลิตพื้นรองเท้า และผู้ผลิตเครื่องมือสำหรับงานรองเท้าอยู่ กล่าวได้ว่าทั้งเมืองเติบโตขึ้นรอบอุตสาหกรรมนี้

ถึงขั้นมีคำพูดที่ว่า ในอดีต ครอบครัวจำนวนมากในอินคาต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับรองเท้า เด็กบางคนจึงโตมากับภาพจำของกลิ่นหนังในโรงงาน เสียงจักรเย็บรองเท้า กองแม่พิมพ์รองเท้าไม้ และบทสนทนาของคนในบ้านเกี่ยวกับการผลิตรองเท้า 

เช่นเดียวกับเด็กชายอันโตนิโอ ฟลูซา (Antonio Fluxa) ที่เติบโตมากับบรรยากาศครอบครัวที่ทำธุรกิจรองเท้า 

เด็กหนุ่มผู้สร้างธุรกิจรองเท้า

อันโตนิโอ ฟลูซา เกิดในปี 1853 เติบโตและอาศัยอยู่ในเมืองอินคา เมืองเล็กๆ ในเกาะมายอร์กาที่เต็มไปด้วยสวนอัลมอนด์ สวนมะกอก พื้นที่เกษตรกรรม และช่างทำรองเท้าท้องถิ่น

ในศตวรรษนั้น อันโตนิโอเติบโตมากับวัฒนธรรมการค้าขายและงานช่างของเมือง ได้คลุกคลีกับรองเท้าตั้งแต่อายุยังน้อย และตอนอายุประมาณ 19 ปี จึงได้เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยในเวิร์กช็อปรองเท้าเล็กๆ ในอินคา

หลังจากนั้นเขาผ่านการรับราชการทหารและสงครามคาร์ลิสต์ (Carlist War) ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองของสเปน ก่อนจะกลับมาที่อินคาอีกครั้ง ด้วยความที่เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมรองเท้า และซึมซับงานช่างมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเคยทำงานเป็นผู้ช่วยเวิร์กช็อปรองเท้า เขาจึงตัดสินใจเปิดเวิร์กช็อปรองเท้าเล็กๆ ที่บ้านในช่วงประมาณปี 1878

ก่อนจะเกิดระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ รองเท้าในมายอร์กานั้นทำกันแบบ ‘งานฝีมือ’ รองเท้าเหล่านี้มีกระบวนการแบบดั้งเดิมที่คราฟต์มาก ตั้งแต่การเลือกหนังคุณภาพดี อันเป็นหัวใจสำคัญ ตัดชิ้นส่วนด้วยมือและเย็บประกอบ ซึ่งต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญและแม่นยำของช่าง ไปจนถึงการขึ้นทรงรองเท้าโดยใช้หุ่นไม้รองเท้า (shoe last) เป็นแม่แบบ ก่อนจะขัดแต่งและตรวจจบในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยความรอบคอบ เพราะรองเท้าแต่ละคู่มีรายละเอียดเฉพาะตัว

จะเรียกว่าเป็นรองเท้าแบบคัสตอมก็ว่าได้ เพราะสำหรับมายอร์กา รองเท้าไม่ใช่ของใช้แล้วทิ้ง แต่เป็นสิ่งที่จะอยู่กับคนใช้ไปอีกนาน

ประสบการณ์และความมุ่งมั่นในการเป็นช่างฝีมือทำรองเท้าแบบดั้งเดิมทำให้คนในเมืองต่างเรียกขานอันโตนิโอว่า mastre หรือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนว่าเขามีฝีมือและความรู้ในเรื่องรองเท้าอย่างลึกซึ้ง

แต่นอกจากฝีไม้ลายมือในการทำรองเท้า บุคลิกหนึ่งที่โดดเด่นของอันโตนิโอคือ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และมองไปไกลกว่าแค่เกาะบ้านเกิดของตัวเอง

วันหนึ่ง จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อเขาได้ยินข่าวว่าที่อังกฤษกำลังมีวิธีผลิตรองเท้าแบบใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิมมาก จึงต้องการเดินทางไปดูให้เห็นกับตา

และเมื่อถึงปี 1877 เขาจึงเริ่มออกเดินทางตามเป้าหมายนั้น

สู่อังกฤษ

ยุคนั้น อังกฤษกำลังอยู่ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโลก รวมถึงอุตสาหกรรมรองเท้าด้วย

โลกกำลังเปลี่ยนจากงานฝีมือทีละชิ้น มาสู่การผลิตแบบโรงงาน 

สำหรับช่างรองเท้าเล็กๆ อย่างอันโตนิโอที่มาจากเกาะ การเดินทางไปยังอังกฤษทำให้เขามองเห็นอนาคตอยู่ตรงหน้า ทั้งโรงงานผลิตรองเท้า เครื่องจักรเย็บรองเท้า มาตรฐานการผลิตในระบบโรงงาน รวมไปถึงการทำงานอย่างมีระบบของคนงาน ซึ่งต่างจากระบบช่างฝีมือขนาดเล็กในมายอร์กา

แน่นอนว่าการเดินทางในครั้งนั้นสร้างแรงกระเพื่อมในใจของอันโตนิโอเป็นอย่างมาก เมื่อได้ไปเห็นโลกกว้าง เขารู้สึกได้ว่า อุตสาหกรรมรองเท้ากำลังจะเปลี่ยนไป 

เมื่อกลับมายังมายอร์กา เขาจึงไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่นำเครื่องเย็บรองเท้าสมัยใหม่กลับมา พร้อมกับ ‘แนวคิด’ ใหม่ในการผลิตรองเท้า

แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ 

แม้จะได้เครื่องเย็บรองเท้าสมัยใหม่และแนวคิดใหม่กลับมา แต่อันโตนิโอไม่ได้มีความคิดที่จะโละทิ้งงานฝีมือแบบเก่าที่สั่งสมมาแล้วหันไปใช้เครื่องจักรทั้งหมด เพราะสิ่งที่เขามองเห็นคือ งานฝีมือที่ดีและเทคโนโลยีที่ดีจะช่วยเกื้อหนุนกัน และนี่ต่างหากที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เรียกว่า อนาคต

ไม่ปฏิเสธโลกใหม่ และยังโอบรับโลกเก่า ไม่ละทิ้งความดั้งเดิม พร้อมเปิดรับเทคโนโลยี

มายอร์กาก็มีช่างฝีมือเก่งๆ และความรู้เกี่ยวกับงานหนัง งานช่าง อยู่แล้ว หากเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่เข้าไปก็น่าจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าการเดินทางของอันโตนิโอไปยังอังกฤษครั้งนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแนวคิดและสิ่งใหม่ที่เขานำกลับมา กำลังจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของเกาะมายอร์กาให้เติบโตเป็นเมืองอุตสาหกรรมรองเท้า

รวมถึงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะกลายเป็นดีเอ็นเอและมรดกมายังรุ่นลูกรุ่นหลานของตระกูลฟลูซาในอนาคต ที่จะให้กำเนิดแบรนด์ Camper ในอีกเกือบ 100 ปีต่อมา

กำเนิด Camper จากมรดก 100 ปี

สิ่งที่อันโตนิโอ ฟลูซา สร้างไว้ ทำให้ครอบครัวฟลูซารุ่นลูกรุ่นหลานแห่งเกาะมายอร์กายังคงดำเนินธุรกิจรองเท้ามาเรื่อยๆ ด้วยองค์ความรู้เรื่องหนัง เทคนิคการผลิต และเครือข่ายในอุตสาหกรรมรองเท้าสเปน

ธุรกิจของครอบครัวฟลูซาในเมืองอินคายังคงดำเนินมาหลายชั่วอายุคนจนถึงรุ่นหลานอย่าง โลเรนโซ ฟลูซา (Lorenzo Fluxa) 

โลเรนโซเติบโตมาท่ามกลาง ‘บรรยากาศของครอบครัวทำรองเท้า’ ที่รุ่นปู่ของเขาสร้างไว้ อันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งแต่ยังเด็ก

นอกจากวัฒนธรรมรองเท้าแล้ว ในมุมหนึ่ง โลเรนโซเติบโตในยุคที่สเปนอยู่ภายใต้การปกครองของฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) จอมพลเผด็จการผู้โด่งดัง กระทั่งถึงช่วงยุคกลางของทศวรรษ 70s ที่จอมพลฟรังโกสิ้นอำนาจ สเปนก็เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ประเทศเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ การออกแบบที่ร่วมสมัย ดนตรี ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงไลฟ์สไตล์แบบคนรุ่นใหม่

กล่าวได้ว่า หลังยุคเผด็จการฟรังโก คนรุ่นใหม่ในสเปนเริ่มมองหาชีวิตที่อิสระและเป็นตัวเองมากขึ้น

ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย สินค้ามากมายต่างเปิดรับดีไซน์ใหม่ๆ ขณะที่โลเรนโซเห็นว่า ‘รองเท้า’ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของครอบครัวยังติดภาพเดิมอยู่ เช่น ดูจริงจังและเป็นทางการ เน้นความคลาสสิกมากกว่าการออกแบบ เขาจึงมองว่า รองเท้าแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และคนรุ่นใหม่อีกต่อไปแล้ว

แม้ธุรกิจรองเท้าของครอบครัวจะมีทั้งเทคโนโลยีและฝีมือ แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นกับโลเรนโซคือ จะนำองค์ความรู้ของครอบครัวที่มีมากว่า 100 ปี มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้ยังไง

เมื่อเข้าสู่ปี 1975 โลเรนโซได้คำตอบด้วยการก่อตั้งแบรนด์ Camper ขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานฝีมือของเกาะมายอร์กากับการออกแบบสมัยใหม่ เป็นการผสานอดีตและอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

แรกๆ

คำว่า Camper มาจากคำในภาษาคาตาลัน มีความหมายว่า คนชนบท คนบ้านนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่โลเรนโซประทับใจมาก เพราะมันสะท้อนวิถีชีวิตแบบมายอร์กาที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เร่งรีบ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

Camper เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ไม่ใช่แฟชั่นหรูหรา แต่เป็นรองเท้าที่ผู้คนอยากสวมใส่ในชีวิตประจำวัน รองเท้าในยุคแรกของ Camper จึงมีลักษณะแบบไม่เป็นทางการ ดูมีความครีเอตและขี้เล่น แต่ก็ใช้งานได้จริง ในเว็บไซต์ของแบรนด์ระบุว่า “คำว่า ‘ลำลอง’ มีความหมายพิเศษสำหรับเรา เราสร้างสรรค์สไตล์ที่ดูผ่อนคลายแต่ก็มีความประณีต ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างรองเท้าผ้าใบและรองเท้าที่เป็นทางการ”

รองเท้ารุ่นแรกของ Camper อย่าง Camaleon ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าแบบชนบทที่ชาวไร่ชาวนาสวมใส่ สะท้อนถึงความเรียบง่าย ความอุดมสมบูรณ์ และความสง่างามของวิถีชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีต ก่อนที่รองเท้ารุ่นนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน ‘ไอคอน’ ของรองเท้าลำลองของแบรนด์

หลังก่อตั้ง Camper ในปี 1975 ช่วงแรกโลเรนโซยังขายรองเท้าผ่านร้านรองเท้าแบบมัลติแบรนด์เหมือนแบรนด์รองเท้าทั่วไป แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 7 ปี เขาเริ่มมองเห็นปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น

โลเรนโซมองว่ารองเท้า Camper นั้นต่างจากรองเท้าทั่วไป เพราะมีทั้งแนวคิดของความสะดวกสบาย ความครีเอต แถมยังสะท้อนไลฟ์สไตล์แบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่เมื่อไปวางอยู่บนชั้นวางรองเท้าในร้านขายรองเท้าแบบเดิม มันกลายเป็นเพียงรองเท้าอีกคู่เท่านั้น

เพราะร้านขายรองเท้าแบบเดิมไม่สามารถเล่าเรื่องของแบรนด์ได้ จึงนำมาสู่จุดสำคัญในการเปิดร้านสาขาแรกที่บาร์เซโลนาในปี 1981 ซึ่งออกแบบโดย เฟอร์นันโด อามัต (Fernando Amat) เจ้าของ Vinçon ร้านขายสินค้าตกแต่งบ้านชื่อดัง บนถนนมุนตาเนอร์ในเมืองบาร์เซโลนา ภายหลังสาขานี้ถูกรีโนเวตในปี 2018 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma) โดดเด่นด้านการตกแต่งภายในด้วยเพดานโค้งเซรามิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเทคนิคก่อสร้างโค้งเซรามิกแบบคาตาลัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นบาร์เซโลนา

ช่วงปี 1981 สเปนกำลังเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ หลังยุคเปลี่ยนผ่านประเทศของเผด็จการฟรังโก การกำเนิดของร้าน Camper สาขาแรกนั้นมีแนวคิดที่แตกต่างจากร้านรองเท้าในยุคนั้นที่ยังใช้ระบบให้ลูกค้านั่ง และพนักงานไปหยิบรองเท้าจากหลังร้านมาลองทีละคู่ แต่ที่ร้าน Camper ลูกค้าสามารถเดินดูเองได้อย่างอิสระ จึงทำให้เห็นทุกรุ่น ทุกไซส์ ทุกสี ที่มีจำหน่าย ซึ่งถูกจัดวางให้เห็นอย่างเปิดเผย นับเป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ self-service ที่ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง

ภายในร้าน Camper ยังมีการใช้โปสเตอร์ ถุงสินค้า งานกราฟิก กล่าวคือใช้การออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ Camper ทำต่อมาอีกหลาย 10 ปี และด้วยความเชื่อว่าร้านแต่ละร้านควรมีบุคลิกของตัวเอง ภายหลังแบรนด์จึงมีการทำงานร่วมกับนักออกแบบ สถาปนิก จนร้าน Camper หลายแห่งทั่วโลกดูสวยงามและโดดเด่น

Camper ร้านแรกที่บาร์เซโลนาจึงเป็นมากกว่าแค่ร้านรองเท้า แต่ทำให้โลกได้รู้จักแบรนด์หนึ่ง และสิ่งที่แบรนด์นั้นกำลังสื่อสารผ่านรองเท้า

สวมรองเท้าก้าวสู่สากล

หลังสาขาแรกของ Camper ค่อยๆ เติบโตทีละขั้นผ่านการสร้างตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจนในทศวรรษ 80s จนถึงช่วงทศวรรษ 90s แบรนด์ Camper จึงมาถึงอีกจุดสำคัญในการเริ่มขยายไปต่างประเทศ 

ในปี 1992 Camper เลือกเปิดใน 2 เมืองใหญ่อย่างปารีสและมิลานที่มีวัฒนธรรมแฟชั่นและดีไซน์แข็งแรงมาก ขณะที่ปารีสมีภาพของแฟชั่นแบบ ‘ลักชู’ เรียบหรู มิลานก็คือจุดตัดของแฟชั่นและสถาปัตยกรรม 

หากแบรนด์จากต่างประเทศสามารถอยู่รอดในปารีสได้ก็แปลว่าแบรนด์มีความแข็งแรงมากพอ ส่วนการอยู่ในมิลานเหมือนเป็นการพาแบรนด์เข้าไปสู่โลกของงานดีไซน์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนในวงการสร้างสรรค์รู้จักแบรนด์มากขึ้น

ช่วงแรกคนจดจำ Camper ในฐานะรองเท้าสวมใส่สบายจากมายอร์กา แต่เมื่อพาตัวเองออกมาสู่ระดับสากล ภาพเท่านั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่สิ่งที่ Camper ทำคือปรับบางอย่าง แต่ไม่เปลี่ยนตัวตน

Camper เริ่มสื่อสารตัวตนในการเป็น ‘แบรนด์จากสเปน’ ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรองเท้า แต่เน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์แบบเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นรากฐาน จนผู้คนเริ่มมอง Camper ในฐานะแบรนด์มากกว่าแค่สินค้า ในขณะเดียวกัน พวกเขาเริ่มลงทุนกับการทำร้านมากขึ้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าในปารีสและมิลานนั้น ‘ตัวร้านค้า’ ในทางกายภาพนั้นมีความสำคัญพอๆ กับสินค้าเลยทีเดียว

Camper ใส่ใจเรื่องการออกแบบภายนอกและภายใน ตัวดิสเพลย์ รวมถึง ‘กระจกร้าน’ ที่ทำให้คนภายนอกสามารถมองเห็นพื้นที่ภายในร้านค้าได้ จนร้านไม่ได้ดูเหมือนแค่ร้านรองเท้า แต่มีความรู้สึกราวกับเป็นแกลเลอรีสวยๆ สตูดิโอที่มีการออกแบบดีๆ หรือพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเลยทีเดียว

ขณะที่หลายแบรนด์พยายามจะดูหรูขึ้นเมื่อบุกมายังปารีสและมิลาน แต่ Camper ยังคงความเป็นตัวเองจากการออกแบบที่สนุกสนาน ใส่สบาย และไม่เป็นทางการจนเกินไป แบรนด์เองจึงเริ่มดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่เป็นคนทำงานสร้างสรรค์ นักออกแบบ สถาปนิก คนทำโฆษณา มากขึ้น และเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์ดูแตกต่างในเมืองที่เต็มไปด้วยแบรนด์หรู

เมื่อตีตลาดต่างประเทศได้ ผู้คนจดจำแบรนด์แล้ว ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 90s Camper จึงก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเริ่มสร้างรองเท้าที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งดีไซน์ที่แปลกขึ้น สีสันที่สนุกขึ้น จนหลายรุ่นกลายเป็นรองเท้าไอคอนิกมาจนทุกวันนี้

แตกต่างไม่แตกแยก

การออกแบบของ Camper เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะสามารถสร้างภาษาในการออกแบบของตัวเองได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ บางคนแค่เห็นรองเท้าก็เดาได้ว่าเป็นของ Camper ทั้งที่บางรุ่นไม่ได้มีโลโก้ใหญ่เลยด้วยซ้ำ

สิ่งนี้เกิดมาจากวิธีคิดต่อการดีไซน์รองเท้า ที่ไม่ได้หยุดแค่ความสวยงาม แต่คือทุกอย่าง ตั้งแต่รูปทรง วัสดุ วิธีเดิน ความรู้สึกของผู้สวมใส่ ไปจนถึงวิธีเล่าเรื่องของแบรนด์ และเมื่อรากฐานของ Camper มาจากเกาะมาร์ยอกาที่มีวิถีชีวิตแบบชาวเมดิเตอร์เรเนียนที่สบายๆ มีความเป็นมนุษย์และไม่เนี้ยบเกินไป รวมถึงมรดกทางองค์ความรู้ในการทำรองเท้าแบบคราฟต์ของครอบครัว ดีเอ็นเอของ Camper จึงคล้ายกับรองเท้าที่ดู ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ มีกลิ่นอายความสนุกสนาน ขี้เล่น และแปลก

นั่นคือปรัชญาการออกแบบของ Camper ที่โดดเด่นมากๆ

มาลองดูตัวอย่างรุ่นรองเท้าของ Camper และการคอลแล็บที่น่าสนใจกันบ้าง

Pelotas 

ชื่อ Pelotas แปลว่า ลูกบอล ในภาษาสเปน นี่คือรองเท้าที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ทำให้ Camper โด่งดังระดับสากล มีจุดเด่นคือ พื้นรองเท้าคล้ายลูกบอลเล็กๆ 87 จุด คล้ายฟองอากาศรองรับแรงกระแทก ดูแปลกตา สวมใส่สบาย ดูไม่เป็นทางการแต่ก็มีสไตล์ในการออกแบบ

Camper Twins 

ใครจะเชื่อว่ามีแบรนด์ที่ทำรองเท้าที่ 2 ข้างซ้าย-ขวาไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกัน นี่คือหนึ่งในรุ่นที่เป็นไอคอนิกและเป็นโปรเจกต์ที่อธิบายตัวตนของ Camper ได้ดีที่สุด โดยมีแนวคิดว่า รองเท้าแต่ละข้างไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ความต่างของข้างซ้ายและขวาจะบาลานซ์กัน และยังใส่ไปด้วยกันได้ ก่อนที่จะมีซีรีส์รุ่นนี้ออกมาอีกมากมายและฮิตถล่มทลายด้วยความแหวก

Camper Peu 

นี่คือโมเดลที่นิยามความเป็น Camper ได้อย่างครอบคลุมมาก ถึงกับมีคำกล่าวว่า หากต้องเลือกรองเท้า 1 คู่ที่พรีเซนต์ความเป็น Camper ได้ดีที่สุดทั้งระบบความคิด นั่นคือ Peu ซึ่งคำว่า Peu มาจากคำว่า เท้า ในภาษาคาตาลัน รองเท้ารุ่นนี้สะท้อนแนวคิดหลักที่มีมาตั้งแต่แรกของแบรนด์คือ การออกแบบให้รูปทรงธรรมชาติเหมือนเท้าจริง ขณะที่ดีไซน์แบบเชือกเยื้องข้าง หนังย่นๆ ก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ Camper มาจนถึงทุกวันนี้

Karst Finch (2026) Camper x Issey Miyake

คอลเลกชั่นรองเท้าผ้าใบรุ่นแรกที่เป็นการคอลแล็บกันระหว่าง Camper และซาโตชิ คอนโด (Satoshi Kondo) ดีไซเนอร์ของ Issey Miyake ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสนุกสนานในธรรมชาติของนกที่ขับขาน โดยสีสันของรองเท้าสะท้อนถึงขนของนก ขณะที่ความเบาของรองเท้าทำให้รู้สึกถึงความอิสระ

ตัวตนในโลกร่วมสมัย

ในโลกปัจจุบัน แบรนด์รองเท้ามากมายที่กำเนิดในทศวรรษ 70s ต่างต้องประสบปัญหาเดียวกัน คือการรักษาตัวตนในโลกร่วมสมัย ขณะที่บางแบรนด์ก็ล้มหายตายจาก

อย่างที่รู้ว่า แต่ไหนแต่ไร Camper เลือกทางที่จะ ‘ปรับ’ มากกว่า ‘เปลี่ยน’ เสมอ และมีหลายวิธีที่เห็นได้ชัดในช่วง 10 ปีหลัง ซึ่ง CAMPERLAB ก็เป็นหนึ่งในการปรับที่ชัดเจนที่สุด

ในปี 2015 แบรนด์ได้สร้าง CAMPERLAB เพื่อเข้าสู่โลกแฟชั่นร่วมสมัยมากขึ้น กล่าวคือ CAMPERLAB เป็นแบรนด์ที่แตกแขนงออกมาจาก Camper เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ผลักดันขอบเขตของการผลิตรองเท้าแบบดั้งเดิมด้วยสุนทรียศาสตร์ล้ำสมัย รูปทรงเหนือจริง และโทนสีที่โดดเด่น

โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ภายใต้การนำของ อคิลลีส ไอออน กาเบรียล (Achilles Ion Gabriel) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ CAMPERLAB ได้ผสมผสานมรดกจากเกาะมายอร์กาอันเป็นรากฐานดั้งเดิมของ Camper เข้ากับการออกแบบที่ใช้คำว่า ‘Ugly-beautiful’ ในการพลิกโฉมรูปทรงรองเท้าแบบคลาสสิก เช่น Derby, Loafer หรือ Mary Jane ให้กลายเป็นรูปทรงที่โดดเด่นและแปลกใหม่

นอกจากนี้ ในปี 2025 CAMPERLAB ยังเปิดตัว eyewear collection ครั้งแรก และขยับตัวเองไปไกลกว่ารองเท้าอีกขั้น กับคอลเลกชั่นแว่นกันแดดแนวล้ำสมัยที่เน้นความยั่งยืน โดดเด่นด้วยความเซอร์เรียล ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (bio-circular acetate) เหล็กรีไซเคิล และเลนส์แว่นกันแดดที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลผสมโพลีคาร์บอเนต 

นั่นทำให้ Camper เข้าไปในโลกแห่งแฟชั่นระดับสากลมากขึ้น จากเดิมที่อยู่ในพื้นที่ของรองเท้าของคนทำงานสร้างสรรค์ และอาจเป็นเหตุผลที่ Camper อยู่ยืนยงมากว่า 50 ปี ทั้งที่โลกแฟชั่นหมุนเวียนเปลี่ยนไว แต่แบรนด์ก็ยังพยายามพาตัวเองมุ่งไปข้างหน้า โดยไม่ตัดขาดจากจุดเริ่มต้นของตัวเอง

50 ปีแห่งอนาคต

อาจกล่าวได้ว่า Camper เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่น่าสนใจที่สุดในอุตสาหกรรมรองเท้าและแฟชั่นร่วมสมัย เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์จากสเปน แต่เป็นแบรนด์ที่ปฏิวัติวิธีคิดเกี่ยวกับรองเท้าอย่างสิ้นเชิง

ก่อนการถือกำเนิดของ Camper โลกของรองเท้าแบ่งขั้วอย่างชัดเจน หากรองเท้าสวยต้องแลกมากับการสวมใส่ที่ไม่สะดวกสบาย หรือหากต้องการความสบาย ดีไซน์ก็อาจไม่ใช่จุดเด่น แต่ Camper นำองค์ความรู้ ความสนุกสนาน เรียบง่าย และแตกต่าง ตามฉบับของเกาะมายอร์กาเข้ามาลบเส้นแบ่งนั้น 

แบรนด์แสดงให้เห็นว่า ความสบายและดูดีเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในคราวเดียวกัน และความสร้างสรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องแลกกับการใช้งานจริง

ปัจจุบัน Camper ดำเนินการมาจนถึงรุ่นที่ 4 แล้ว และยังขยายสาขาไปทั่วโลก โดยมีร้านค้าอยู่ในกว่า 40 ประเทศ ขณะที่แม้ว่าฐานการผลิตขนาดใหญ่ของ Camper จะย้ายไปต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ทว่าสำนักงานใหญ่และโรงงานช่างฝีมือเฉพาะทางของแบรนด์ยังคงตั้งอยู่ในเมืองอินคา ใจกลางชนบทของเกาะมาร์ยอกา จุดกำเนิดของ Camper ที่ซึ่งทีมงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ๆ ทำงานร่วมกับช่างฝีมือ เพื่อออกแบบ พัฒนา สร้างต้นแบบรองเท้ากว่า 500 รุ่นในแต่ละฤดูกาล

นี่คือเรื่องราวของแบรนด์ที่มีจุดกำเนิดจากเกาะเล็กๆ ของสเปน โดยช่างเย็บรองเท้าผู้มุ่งมั่น ก่อนที่มรดกขององค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานนับ 100 ปีในการผลิตรองเท้า จะถูกต่อยอดด้วยรุ่นลูกหลานที่มองเห็นนิยามของรองเท้าในโลกยุคใหม่

เมื่ออดีตไม่เคยถูกทอดทิ้ง และอนาคตไม่เคยถูกปฏิเสธ ไม่น่าแปลกใจที่ Camper จะยังโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมรองเท้าได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เคยสูญเสียตัวตนถึงแม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม

อ้างอิง

ฟัง ‘ณพน เจนธรรมนุกูล’ CEO สัมมากร เล่าถึงการตามหา ‘เซฟโซน’ ที่ชื่อว่า BARNYARD KHAOYAI

ฉากหน้าของชายที่ชื่อ ปอย—ณพน เจนธรรมนุกูล ที่หลายคนได้เห็น คือ CEO แห่งบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวก แพชชั่นล้นเหลือ และมุ่งมั่นกับทุกงานที่ทำ สะท้อนภาพคนทำงานรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน

ซึ่งความ productive ของเขาส่งต่อไปถึงองค์กรชัดเจนจากการยกระดับสัมมากรที่มีอายุกว่า 5 ทศวรรษให้กลายเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการหมู่บ้านจัดสรรแถวหน้าของไทยที่ทันสมัย มีความไฮเอนด์มากขึ้น และ ‘เข้าใจ’ ความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

แต่อย่างที่ว่า มนุษย์ก็คือมนุษย์ ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักรที่จะสามารถเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง เบื้องหลัง ณพน เจนธรรมนุกูล คือชายที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเพื่อสร้างสมดุลแก่ชีวิต หรือที่ผู้คนปัจจุบันนิยามสิ่งนี้ว่า ‘holistic health’

ได้ตื่นมารับแสงแดดยามเช้าพลางวิ่งออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด เท้าเปล่าได้สัมผัสกับผืนดิน ในขณะที่ตาจ้องมองไปยังบรรยากาศร่มรื่นจากแมกไม้สีเขียวรอบกาย เหล่านี้คือกิจวัตรของ CEO แห่งสัมมากรยามปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อรีเฟรชจากความเหนื่อยล้า ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ธรรมชาติ’ นี่แหละคือเครื่องมือบำบัดจิตใจชั้นดี

และจากความเชื่อข้างต้นนี้เอง ที่นำมาสู่การตามหา ‘เซฟโซน’ ที่เป็นทั้ง ‘บ้าน’ และพื้นที่ ‘พักใจ’ ของณพน ก่อนจะมาลงเอยเป็น BARNYARD KHAOYAI (บาร์นยาร์ด เขาใหญ่) โครงการที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อระหว่างความเป็นมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่บน ‘เขาใหญ่’

Capital ชวนณพนปลีกตัวพักจากการทำงานมาพักผ่อนสบายๆ พร้อมพูดคุยถึงอีกมุมของเขาที่ยังไม่มีใครเห็น ตั้งแต่แนวคิดการสร้างสมดุลให้กับชีวิต มุมมองที่มีต่อแนวคิด longevity และไขข้อสงสัยว่าเหตุใดเขาใหญ่จึงเป็นทั้งเซฟโซน และสถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตจนนำมาสู่การสร้างโครงการ BARNYARD KHAOYAI 

เอนกายพักผ่อนกันสักครู่ ทำตัวตามสบาย แล้วเลื่อนหน้าจอลงมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

work life balance ของ CEO สัมมากรที่ชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’

2 ชั่วโมง กับอีก 141 กิโลเมตร คือระยะเวลาและระยะทางที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเขาใหญ่ เป็นระยะเวลาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปที่จะนำพาตัวเองจากป่าคอนกรีตไปสู่ป่าจริงๆ

รถยนต์สี่ล้อขับเคลื่อนถึงถนนเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ถัดไปไม่ไกลสายตา ภาพของบ้านสไตล์ Classic American Farmhouse ตั้งเรียงราย สลับภาพวิวผืนหญ้าเขียวขจีบนเนินเขาและลำธารชุ่มชื่น เป็นสัญญาณว่าเรามาถึงที่ BARNYARD KHAOYAI เรียบร้อยแล้ว 

ณพนชวนเรามายังบ้านหลังหนึ่งจากทั้งหมด 47 หลังของโครงการที่ด้านในตกแต่งสไตล์คลาสสิกมินิมอลชวนสบายตา ก่อนจะนั่งพักหายใจหายคอกันสักเล็กน้อยบริเวณห้องรับแขก แล้วจึงเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง

“ผมพยายามจะทำให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่อยากมองมันเป็นภาระ” ณพนเริ่มแชร์ให้เราฟังถึงชีวิตการทำงานของเขา “ผมรู้สึกสนุกและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ ถ้ามีน้องในทีมเดินมาบอกว่าเครียดกับการทำงาน ผมมักจะแนะนำกลับไปเสมอว่า คุณอย่าเครียดกับการทำงานนะ คุณค่อยๆ จัดการแก้ไขปัญหา ทำงานในปริมาณที่คุณทำได้ดีที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คือการสร้างความสุขในรูปแบบโปรดักต์ที่เรียกว่าบ้าน ถ้าคุณทำงานแบบมีความสุข พลังงานบวกนี้ก็จะส่งต่อไปถึงลูกค้าได้แน่นอน“

อย่างไรก็ดี ณพนมองว่าตัวเขาเองก็เป็นมนุษย์ทำงานคนหนึ่งที่จะต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงาน ซึ่งวิธีสร้างสมดุลชีวิตของเขาคือการออกกำลังและพาตัวเองไปใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

“หลายครั้งที่ผมรู้สึกเบิร์นเอาต์ หรือร่างกายส่งสัญญาณว่าเครียดจนนอนไม่หลับ ผมจะรีบรีเฟรชตัวเองทันที วิธีรีเฟรชอย่างแรกของผมคือการออกไปวิ่ง เคยมีคำอธิบายถึงสิ่งนี้อยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียดหรือร่างกายไม่ฟิต หัวใจก็จะเต้นเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อไหร่ที่เราร่างกายแข็งแรง คาร์ดิโอสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะแข็งแรงและรับมือกับความเครียดได้ดีกว่า 

“วิ่งของคุณในที่นี้คือการวิ่งในที่แบบไหน” เราถามต่อถึงงานอดิเรกของณพน

“ผมเป็นคนชอบวิ่งที่สวนสาธารณะมากกว่าวิ่งบนลู่ เมื่อก่อนผมไปวิ่งช่วงเช้าที่สวนลุมพินีเป็นประจำ แต่พักหลังคนเยอะเลยไม่ค่อยได้ไปสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) กับถ้ามีโอกาสก็จะไปออกรอบตีกอล์ฟ 

“ที่ผมชอบวิ่งสวนสาธารณะและตีกอล์ฟเพราะผมรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ด้วยความที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ทำงานก็ทำงานในเมือง เลยอยากจะเปลี่ยนวิวตรงหน้าให้เห็นแต่ธรรมชาติ เคยมีงานวิจัยบอกว่าการที่มนุษย์ได้กลิ่นจากต้นไม้ NK Cell ในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น การได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า ร่างกายของเราจะมีความสุขมากขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น หรือแค่การที่ตาเราได้เห็นใบไม้เคลื่อนไหว ได้เห็นสีเขียวจากธรรมชาติแค่นี้ ร่างกายเราก็จะรู้สึกรีแลกซ์มากขึ้นแล้ว

“กับถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะไปเดินเทรคกิ้งเป็นประจำ เหมือนเป็นการทดสอบร่างกายตัวเองว่า จากที่เราได้ไปออกกำลังกายมาทำให้ขาเราแข็ง ร่างกายเราฟิตมากแค่ไหน ซึ่งรางวัลคือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดทาง ตรงช่วงนี้อาจจะเป็นเนินเขา เดินต่อไปอีกหน่อยอาจจะเป็นลำธาร บางคนอาจจะคิดว่าผมเป็นสปอร์ตแมน แต่จริงๆ แล้วผมแค่เป็นคนที่ชอบพาตัวเองไปในที่ที่ไม่เคยไปมากกว่า 

“ผมว่าธรรมชาติมันคือชีวิตนะ เมื่อเราออกเจอกับธรรมชาติเพื่อรีเซตตัวเอง มันเกิดไอเดียที่อยากจะนำความรู้สึกที่ดีตรงนั้นมาใส่ในการทำโครงการบ้านของเรา อย่างโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราก็ดีไซน์ออกมาให้ไม่เหมือนบ้านจัดสรร แต่เป็นบ้านที่ทุกคนได้รีแลกซ์ไปกับสภาพแวดล้อมของโครงการ”

magic moment ของพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ธรรมชาติ‘

ถึงตรงนี้หลายคนรวมถึงผู้เขียนในห้วงเวลาที่กำลังสนทนากับณพนเกิดคำถามในใจว่า ทำไมสัมมากรถึงเลือกปักพื้นที่โครงการใหม่ในพื้นที่ที่ชื่อว่าเขาใหญ่ ในเมื่อมีพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยอยู่มากมาย และที่ผ่านมาพวกเขาเลือกปักหมุดโครงการที่อยู่อาศัยเชิงราบในเมืองกรุงเป็นหลัก

ไม่กี่อึดใจณพนคลายความสงสัยดังกล่าวด้วยคำตอบที่ว่า เขาเห็น magic moment บางอย่างที่เขาใหญ่มอบให้ในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงระหว่างคนและธรรมชาติเข้าด้วยกันจากตอนที่มีโอกาสได้บวชพระ

“ผมเคยมีโอกาสได้มาบวชพระอยู่ที่เขาใหญ่เป็นระยะ 1 เดือนกว่า ผมรู้สึกว่าอากาศที่นี่มันสดชื่นมาก อย่างตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมจะรู้สึกว่ามีฝุ่นอยู่ในจมูกตลอดเวลา แต่ที่นี่ไม่เกิดอาการแบบนั้นเลย 

“เหตุผลที่ผมตัดสินใจบวชที่นี่เพราะผมอยากใช้เวลาที่จำกัดให้เกิดประโยชน์ที่สุด คือเป็นวัดป่าที่ห่างไกลจากผู้คน ถ้าใครจะมาเยี่ยมคือต้องใจมาจริงๆ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมมีความสุขมาก ยิ้มแทบจะทั้งวัน คือไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เห็นทิวทัศน์ เห็นป่าไม้ธรรมชาติ กับการที่เท้าเปล่าได้เหยียบผืนหญ้า หรือที่เรียกว่า nature grounding มันทำให้รีแลกซ์มาก

“ผมรู้สึกว่า magic moment ของที่นี่มันเรียบง่ายมากเลยนะ แค่ได้เห็นลมพัดต้นไม้ ได้เห็นธารน้ำไหล มีเสียงนกร้องเป็นพื้นหลังบรรยากาศ ผมว่าแค่นี้มันก็พิเศษมากพอโดยไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ” 

นอกจากแมกไม้ธรรมชาติ ว่าถึงบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในตัวบ้านของโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่ถึงจะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่ล้ำค่าและน่าจะถูกใจคนรักการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ทุกพื้นที่ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากับธรรมชาติ หน้าต่างที่มีแสงแดดสาดส่องทั่วถึง สนามหญ้าหลังบ้านที่ติดกับทะเลสาบ รวมไปถึงพื้นที่บ้านที่ถูกแบ่งสัดส่วนเหมาะกับการทำกิจกรรมง่ายๆ ตั้งแต่รับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว นั่งเอนกายพิงหลังกับโซฟาตัวโปรด หรือจะขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเหมือนที่ณพนทำเป็นประจำเมื่อมาที่นี่ 

“ส่วนใหญ่ถ้าผมมาที่นี่ผมแทบจะไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรในที่นี้คือหยุดพักจากความวุ่นวายเพื่อชาร์จพลังตัวเองให้เต็มที่ ได้ทบทวนตัวเองหรือทบทวนถึงปัญหาที่กำลังเผชิญเพื่อหาทางออก แต่กิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือใช้เวลาอ่านหนังสือ ผมพกหนังสือติดตัวตลอด ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือในที่ที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่แล้วรีแลกซ์ยิ่งทำให้ผมเกิดความคิดสร้างสรรค์และคิดไอเดียใหม่ๆ ได้มากขึ้น”

health is wealth ที่ดีไซน์ได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่าบ้าน

ในฐานะที่เป็นคนทำงานที่ต้องอยู่กับการบริหารและตัวเลข สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามถึงณพนว่า นิยามของคำว่า health is wealth ในแบบของเขาคืออะไร? ท่ามกลางยุคที่ผู้คนมองว่า การลงทุนให้กับชีวิตและสุขภาพก็ไม่ต่างจากความรุ่มรวยทางทรัพย์สิน

“สำหรับผมมันคือคำว่า ‘อิสระ’ ซึ่งมองได้ 2 แบบ อย่างแรกคือถ้าคุณรวยเรื่องสุขภาพ คุณมีสุขภาพแข็งแรง คุณก็จะมีอิสระในการทำอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น

“อย่างที่สองคือเรื่องของอิสระในการใช้เวลา เราเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราอยากทำ โดยที่เราสามารถจัดสรรเวลาได้เอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่าเราสามารถดีไซน์ได้เอง เราสามารถมีอิสระได้โดยที่ไม่ต้องกระทบถึงคนอื่น และไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าให้ไกลตัว

“อย่างคุณมีอิสระในการออกกำลังกาย ถ้าคุณใส่ใจในการออกกำลังกายมากขึ้น ไขมันคุณก็จะลดลง ภูมิต้านทานคุณก็จะมากขึ้น พลังงานในการใช้ชีวิตคุณก็จะมากขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น พอเราหันมาใส่ใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันมีประโยชน์กลับมาหาเราแน่นอน”

ขณะเดียวกันณพนมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของการดูแลสุขภาพหรือการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติมีสิ่งหนึ่งที่สามารถรวมทั้งสองสิ่งนี้ไว้ได้ นั่นคือ ‘บ้าน’ 

“ผมว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการมีบ้านเป็นของตัวเองคือเราสามารถ ‘ดีไซน์’ ชีวิตของตัวเองได้ ยกตัวอย่างถ้าเราไปเช่าอยู่เราอาจจะไม่กล้า built-in ห้องในแบบที่เราชอบได้ ซึ่งผมเชื่อว่าบ้านคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราได้ดีที่สุด

“เมื่อไหร่ที่เราได้อยู่ในที่ที่เป็นของเรา เวลาเราหยุดพักผ่อนเราก็จะรู้สึกสบายกับมันมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าติดขัด ไม่รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา ฉะนั้นในมุมของผมการซื้อบ้านมันมีผลต่อชีวิตมากจริงๆ มันมีผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย นอกจากการพักผ่อนยังมีเรื่องของการทำงาน ถ้าคุณได้อยู่พื้นที่ที่เรารีแลกซ์คุณก็จะสบายใจในการทำงาน ทำเรื่องส่วนตัวของคุณมากขึ้น ถ้าจะพูดง่ายๆ บ้านก็คือเซฟโซนของเรา”

ซึ่งนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้ CEO แห่งสัมมากรตั้งใจดีไซน์ BARNYARD KHAOYAI ให้ออกมาตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ครบถ้วนมากที่สุดตั้งแต่การพักผ่อนไปจนถึงการเป็นพื้นที่ในการสร้างครอบครัว

“BARNYARD KHAOYAI มีความบาลานซ์ในตัว ปกติถ้าคุณอยากอยู่กับธรรมชาติ คุณอาจจะต้องไปไกลมากๆ จนอาจจะกลัวว่าไกลจนเอื้อมไม่ถึงแหล่งสาธารณูปโภคอื่น แต่ที่นี่เราตั้งใจให้เป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่างธรรมชาติกับความเป็นเมือง คือคุณสามารถใช้เวลาไม่กี่นาทีจากที่นี่ไปห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือโรงพยาบาล แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณมองไปทางนั้น คุณก็จะเห็นว่าเราอยู่ติดกับเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกโลเคชั่นตรงนี้

“เราคิดเผื่อผู้อยู่อาศัยที่คิดจะมาปักหลักอยู่ที่นี่แบบ long-term คือคนมาเที่ยวอาจจะต้องการประสบการณ์แบบหนึ่ง แต่คนที่ต้องการมาอยู่ยาวๆ ก็ต้องการประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง คือเราตั้งใจทำให้คนที่เลือก BARNYARD KHAOYAI เหมือนคุณมาอาศัยที่บ้านเพื่อนที่สะดวกสบายเหมือนอยู่รีสอร์ต ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนกลางมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนส แถมสวนหลังบ้านทุกหลังได้วิวธรรมชาติเป็นของตัวเอง 

“ผมเคยนึกภาพตัวเองที่อยู่ที่นี่ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าผมคงจะมี

ความสุขมากๆ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้ตีกอล์ฟ ได้เลี้ยงหมาหรือแมว อยู่กับครอบครัวและธรรมชาติที่เราหลงใหล สำหรับผมแค่นี้ก็มากพอแล้ว” ณพนกล่าวทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม