ตามรอยไอเทมแห่งศรัทธาซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์เท่ จากแบรนด์ ‘จิตรกรรมไทยในย่าม’

ถุงผ้าสไตล์สตรีท หน้าตายูนีก

กระเป๋าวัสดุพรีเมียม คัตติ้งเนียบกริบ

ย่ามพระปลุกเสก ปักเย็บด้วยลวดลายมงคล

หากบรีฟภาพให้แค่นี้ คุณอาจนึกภาพกระเป๋า 3 ใบที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ไม่ว่าจะในเรื่องของหน้าตา ฟังก์ชั่นการใช้งาน คุณภาพการตัดเย็บ รวมถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณจะขายสินค้าให้

น่าประทับใจไม่น้อยที่ทั้งสามประโยคนี้สามารถใช้เป็นคำอธิบายภาพอันเที่ยงตรงของกระเป๋าใบเดียวกันได้ หากกระเป๋าใบที่ว่านั้นคือสินค้าแฟล็กชิปของแบรนด์ ‘จิตรกรรมไทยในย่าม’ ที่กำลังได้รับความสนใจจากวัยรุ่นไทยอยู่ในขณะนี้

อั๋น–จักรกฤษณ์ บัวเล็ก คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าความหลงใหลในศิลปะและแฟชั่นกับความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็สามารถเขย่าออกมาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวได้ เพราะนอกจากจะเป็นหัวเรือของแบรนด์ผู้กุมหน้าที่ทั้งออกแบบ กำกับศิลป์ และบริหารแล้ว อั๋นยังเป็นช่างเขียนลายไทยศิษย์เก่าวิทยาลัยเพาะช่าง และเป็นอดีตพระที่เคยบวชเรียนอยู่นานถึง 5 พรรษา

ในยุคที่สตรีทแวร์มุ่งแข่งขันความฉูดฉาดจัดจ้าน กระโจนเข้าเกาะสารพัดเทรนด์ และแย่งกันจับจองพื้นที่สื่อด้วยเรื่องราวหวือหวา อั๋นเลือกหยิบเอาความงามวิจิตรอันสงบสำรวมและเรียบง่ายของพุทธศิลป์มาเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ จนเกิดเป็นภาพจำที่ไม่มีใครเหมือน

อะไรทำให้ชายผู้เคยใช้ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์เชื่อมั่นว่าจิตรกรรมไทยประเพณีจะสามารถก้าวออกจากกำแพงวัดมาแขวนอยู่บนไหล่ของคนรุ่นใหม่ได้ คอลัมน์ Micro Wave สัปดาห์นี้ขอชวนเจ้าตัวมาเล่าให้ฟัง

สนใจอะไร ทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจเริ่มทำแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘ย่ามพระ’

ถ้าตอบในแง่ประสบการณ์ส่วนตัว ก็คงต้องบอกว่าเพราะผมคุ้นเคยและผูกพันกับกระเป๋าแบบที่เราเรียกว่าย่าม มันคือของที่เราใช้งานจริงในช่วงที่บวชเป็นพระ ได้ใช้งานจริง ได้เห็นข้อดีข้อจำกัด เห็นความเป็นไปได้

แต่ถ้าพูดถึงตัวย่ามเอง ความพิเศษคือมันเป็นดีไซน์ดั้งเดิมของไทยแท้ๆ ต่างจากกระเป๋าแบบอื่น ด้วยความที่มันใช้งานสะดวก จุของได้เยอะ ตัดเย็บไม่ยาก เลือกใช้ผ้าได้หลากหลายชนิด คนเลยใช้กันแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

พอได้มาทำแบรนด์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของมันในเชิงลึก ผมถึงได้รู้ว่าแม้แต่เพื่อนบ้านรอบๆ ในภูมิภาคเราก็ไม่ได้ใช้กระเป๋าลักษณะนี้ ถ้าจะมีบ้างก็คือเขารับต่อไปจากเรา เช่น กัมพูชาที่รับวัฒนธรรมต่อไปอีกทอดในฐานะเครื่องสมณศักดิ์ของพระ

ภาพจำเดิมของย่ามส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการขายผลิตภัณฑ์บ้างมั้ย

แต่แรก ผมก็ไม่ได้มีเจตนาจะลบภาพจำของย่ามที่ผูกพันกับศาสนาอยู่แล้ว เพราะนั่นคืออัตลักษณ์ของมัน สิ่งที่ผมอยากทำคือหยิบเอาแง่มุมของย่ามที่เราหลงลืมไปมาปัดฝุ่นใหม่มากกว่า

ย่ามเพิ่งจะมามีภาพจำว่าเป็นย่ามพระก็ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เวลามีงานพิธีต่างๆ ชนชั้นเจ้านายยุคนั้นนิยมปักเย็บลวดลายวิจิตรบนย่ามแล้วถวายพระเป็นที่ระลึกคู่กับตาลปัตร พระหลายรูปนิยมเก็บสะสมไว้ แล้วนำมาใช้ใหม่ในโอกาสที่ได้รับนิมนต์จากเจ้านายพระองค์เดิมเพื่อแสดงไมตรีต่อเจ้าภาพ เกิดเป็นคลื่นแฟชั่นลูกย่อมๆ ในหมู่ภิกษุสงฆ์ยุคนั้น 

แต่หากย้อนไปก่อนหน้าที่สังคมจะมีภาพจำอย่างนั้น ย่ามเป็นของใช้ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปอยู่แล้ว โจทย์ที่ท้าทายคือเราจะออกแบบย่ามให้กลับมามีภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นได้ยังไง โดยใช้สี ลวดลาย และเรื่องราวเป็นเครื่องมือ

แล้วอะไรคือสิ่งแรกที่จุดประกายให้คุณนึกอยากเอาย่ามกลับเข้ามาในโลกฆราวาส

ทีแรก เรามีพระเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ไม่ได้มีธงในใจว่าจะขยายฐานให้แมสในกลุ่มอื่น ขอแค่แมสในกลุ่มพระสงฆ์ก็ถือว่าสำเร็จตามเป้า แต่ปรากฏว่ามีบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พระมาชื่นชอบด้วย

ลูกค้าซึ่งเป็นผู้สะสมกลุ่มนี้แหละที่ทำให้เราเริ่มมองเห็นศักยภาพของสินค้า ว่ามันสามารถเป็นได้มากกว่าสังฆภัณฑ์ทั่วไป นอกจากประโยชน์ใช้สอยแล้ว ดีไซน์ย่ามยังสามารถสร้างและขับเน้นคุณค่าทางใจเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าได้ หลายคนสะสมเพราะผูกพันกับโอกาสหรือพิธีการต่างๆ จึงอยากตามเก็บเป็นที่ระลึก หลายคนสะสมเพราะชื่นชอบงานปัก งานคราฟต์ หลายคนซื้อไปเป็นของฝาก ของแทนใจ

สุดท้ายเลยตัดสินใจรีแบรนด์ เพิ่มออพชั่นสี ลวดลาย และวัสดุ ปรับภาพลักษณ์ย่ามให้หลากหลายและเข้ากับคนหลายสไตล์มากขึ้น

หลังรีแบรนด์ให้มีความ ‘แฟชั่น’ ขึ้น เพดานราคาเปลี่ยนแปลงไปมั้ย

แทบไม่เปลี่ยนเลยก็ว่าได้ แต่ไหนแต่ไรวิธีการตั้งราคาของเราคิดคำนวณมาให้สัมพันธ์กับต้นทุนด้านวัสดุ กระบวนการผลิต และค่าฝีมือช่างของแต่ละรุ่นเป็นหลัก มูลค่าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่องค์ประกอบอะไรเข้าไปในงานออกแบบชิ้นนั้น และเราคราฟต์มันยังไงบ้างมากกว่า

คิดว่าเทรนด์ความเชื่อในหมู่คนรุ่นใหม่มีส่วนช่วยผลักดันแบรนด์ด้วยมั้ย

จริงๆ ย่ามทุกไลน์ ทุกชิ้นจากจิตรกรรมไทยในย่าม น้อยมากที่จะคิดและออกแบบโดยอ้างอิงจากกระแสนิยมเชิงพาณิชย์ มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราชอบ และอีกอย่างที่สำคัญเลยคือคนที่เราทำงานด้วย เช่น ไปคอลแล็บกับศิลปินหรือพระอาจารย์ที่เราเคารพ เราก็คิดรูปแบบงานออกมาเป็นคอลเลกชั่นของเขา

ถามว่ากระแสมีส่วนช่วยมั้ย แน่นอนว่ามี ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเลยคือมีอยู่ปีหนึ่ง ย่ามปักลายท้าวเวสสุวรรณขายดีมาก เป็นผลมาจากเทรนด์บูชาท้าวเวสสุวรรณที่คนสนใจกันช่วงนั้น แต่กระทั่งย่ามลายที่ว่าก็ไม่ได้คิดทำขึ้นมาเพื่อเกาะกระแสนี้ เป็นลายที่ทำขายมานานแล้วแล้วบังเอิญไปตรงกับเทรนด์ มีโอกาสได้เฉิดฉายพอดี

อาจเพราะแบบนี้ ผมเลยไม่ได้คาดหวังมาก่อนว่าวันหนึ่งเราจะมาถึงจุดที่ไวรัล หรือกลายเป็นสินค้าขึ้นห้าง หลายครั้งเราก็แค่ทำงานของเราด้วยใจต่อไปแบบที่เคยทำมา แล้วกลับเป็นตัวงานนี่แหละที่พาตัวของมันเองไปอยู่จุดนั้น

ตัวตนความเป็นเด็กเพาะช่างของคุณมีส่วนในการหล่อหลอมแบรนด์ยังไง

ทั้งหมดที่เรียนมาจากเพาะช่าง ผมได้ใช้ในการควบคุมดูแลแบรนด์ทุกวันนี้แทบทุกอย่าง ตัวตนของแบรนด์ก็คือจิตรกรรมไทยประเพณีอยู่แล้ว แล้วยังมีช่างฝีมือที่เราทำงานด้วยอีก ช่างเขียนลายไทย ช่างปัก ช่างตัดเย็บของเรา หลายๆ ครั้งเป็นศิษย์เก่าด้วยกัน หรือเป็นคอนเนกชั่นจากที่นั่น

ที่เพาะช่างจะมีวิชาหนึ่ง เป็นวิชาที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมเพราะได้ใช้เยอะเป็นพิเศษ คือวิชาการออกแบบในพื้นที่จำกัด เราจะได้โจทย์มาว่าให้เล่าเรื่องราวหนึ่งๆ หรือเขียนลายแบบหนึ่งๆ ออกมาในพื้นที่จำกัดทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม

การออกแบบย่ามหรือเสื้อผ้าโดยสารัตถะแล้วมันก็คือศาสตร์เดียวกันนี้นี่แหละ

แล้วตัวตนความเป็นพุทธศาสนิกชนล่ะ

ถ้าเพาะช่างมีส่วนในเชิงทักษะและรูปแบบการถ่ายทอด พุทธศาสนาก็คงเรียกว่ามีส่วนหล่อหลอมในเชิงคอนเซปต์และแรงบันดาลใจ 

ทุกวิชาที่พระเรียนกันจะมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กันคือเพื่อบ่มเพาะศรัทธาความเชื่อให้กับนักบวชของศาสนาใช่มั้ยล่ะครับ แรงบันดาลใจของผมก็มาจากศรัทธา ความเชี่ยวชาญ และสมณวิสัยจากการเล่าเรียนตรงนั้น ลายย่ามของแบรนด์ที่ทำมา ถ้าไม่ใช่ดึงมาจากเรื่องราวพุทธประวัติ ก็เป็นตำนาน คติชน สัญลักษณ์ หรือความเชื่อพื้นบ้านรูปแบบอื่นๆ เช่น ยันต์ เป็นต้น

ตั้งแต่ทำมา ชอบย่ามลายไหนเป็นพิเศษบ้างมั้ย 

ก็ชอบทุกลายนะ แต่ช่วงนี้ก็คงเป็นย่ามยันต์หลวงพ่อเอนก

ช่วยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังลายนี้ให้ฟังหน่อย

เป็นย่ามในคอลเลกชั่น THE SACRED HERITAGE ที่ใช้ลายเส้นยันต์ของหลวงพ่อเอนก ปญฺญาวุโธ เจ้าอาวาสวัดปรีดาราม ผมมีไอเดียอยากทำย่ามกับท่านมานานแล้วเพราะความศรัทธาส่วนตัว แต่กว่าจะได้ลงมือทำจริงก็ปีนี้เอง

ลายที่ผมชอบคือยันต์หมูทอง เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เจริญร่ำรวย อีกลายในคอลเลกชั่นเดียวกันเป็นยันต์เสือบิน ตกทอดมาจากหลวงพ่อไสว เจ้าอาวาสวัดปรีดารามคนก่อนหน้าที่เน้นพุทธคุณเมตตามหานิยม  

ย่ามทั้งสองลายจะมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ลายมือหลวงพ่อเอนก ผ่านการปลุกเสกจากท่านโดยตรง และปักมือทุกใบ มองเผินๆ เป็นลายเส้นเรียบง่าย ดีเทลไม่มากเหมือนคอลเลกชั่นอื่นก็จริง แต่ผ่านการคิด การแก้ และลองผิดลองถูกมาหลายขั้นตอน เพื่อให้งานปักออกมาเป็นแบบที่เราคิดภาพเอาไว้

จะทำย่ามขึ้นมาหนึ่งชิ้น แบรนด์ต้องทำงานร่วมกับช่างฝีมือทั้งหมดกี่แขนง

ขึ้นอยู่กับคอลเลกชั่น แต่หลักๆ ก็จะมีช่างเขียนลายไทยเป็นขั้นตอนแรก สมัยก่อนขั้นนี้จะเป็นงานออกแบบของผมคนเดียว แต่แน่นอน พอทำไปทำมาก็เริ่มอยากเห็นอะไรที่หลากหลายขึ้น ถ้าใช้ช่างคนเดียว เราก็จะเห็นแต่งานออกแบบรสมือเดิมๆ 

ส่วนขั้นต่อไปจะเป็นการทำงานกับช่างปัก ส่วนใหญ่ได้รุ่นน้องสาขาหัตถศิลป์ที่เพาะช่างเข้ามาช่วย กระทั่งขั้นตัดเย็บขึ้นทรงย่าม เราก็ใช้ช่างศิลปกรรมที่เชี่ยวชาญงานนี้โดยเฉพาะเหมือนกัน 

นอกจากนี้ ถ้าคอลเลกชั่นไหนเป็นการคอลแล็บกับศิลปิน ก็จะต้องมีการคอยบรีฟ ฟีดแบ็ก ปรึกษา และตรวจสอบกับเจ้าของผลงานเพื่อให้ย่ามรุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นผลงานเขาออกมาดูดีที่สุด

คราฟต์ทุกขั้นขนาดนี้ แบกต้นทุนค่าฝีมือเยอะขนาดไหน

ก็ต้องทำ คุณภาพมันต่างกันนะถ้าเทียบกับกระเป๋าที่ปักและตัดเย็บสเกลโรงงาน เรามองย่ามเป็นงานศิลปะ เป็นจิตรกรรมชิ้นหนึ่ง ย่อมอยากให้เขาผ่านมือคนที่เข้าใจศาสตร์นี้จริงๆ 

ช่วงนี้แบรนด์กำลังสนใจสำรวจศิลปะแนวไหนอยู่บ้าง ยังอยู่ในกรอบจิตรกรรมไทยหรือกรอบความเป็นย่ามอยู่มั้ย

ไม่จำเป็น หลังๆ ก็นอกกรอบบ้าง บางคอลเลกชั่นทำในโอกาสที่ระลึกตรุษจีนก็ใช้ลายเส้นจีน หรือเปลี่ยนจากผ้าไหมมาใช้ผ้าแพรบ้าง หรือย่ามพระนารายณ์ทรงสุบรรณรุ่นล่าสุด ลองเปลี่ยนมาใช้ลายเส้นที่ดูฝรั่งขึ้นของจิตรกรที่ถนัดงานวาดแนวนีโอคลาสสิก

ส่วนรูปแบบ นอกจากย่ามก็มีทำอย่างอื่นไปแล้ว เป็นล็อกเก็ตบ้าง เสื้อยืดบ้าง และวางแผนจะทำอะไรอีกหลายอย่างเลยในอนาคต

คาดหวังว่า จิตรกรรมไทยในย่าม จะเติบโตต่อไปในทิศทางไหน

อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ย่ามกลับเข้ามาในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ทั้งในไทยและต่างประเทศ อยากให้มันกลายเป็นไอเทมที่มีความอมตะ ใช้ได้ทุกโอกาส เหมือนกับเพลงบางเพลงที่คนกลับมาเปิดฟังได้ตลอด ไม่ใช่แค่เพราะผมจะได้ขายย่ามต่อไปเท่านั้น (หัวเราะ) นั่นแค่ส่วนหนึ่ง แต่เพราะย่ามเป็นงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ มีคุณค่าในตัวของมันเองอย่างมากด้วย

GU ‘น้องสาวของ UNIQLO’ ที่ไม่ยอมอยู่ใต้เงาของพี่ชาย แต่ขายความเป็น LifeWear อย่างมีสไตล์

หากมีคำพูดเล่นๆ ที่ว่า เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น นอกจากร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ สิ่งที่จะได้พบแทบทุกหัวมุมถนนในเมืองใหญ่คือ ป้ายสี่เหลี่ยมแดง-ขาวของร้านเสื้อผ้า UNIQLO แต่ถ้าสังเกตดีๆ คุณอาจเห็นอีกป้ายหนึ่งที่มักติดอยู่คู่กัน 

ป้ายที่ว่าคือป้ายสี่เหลี่ยมน้ำเงิน-เหลืองของร้าน GU 

แล้ว GU คือร้านอะไร เกี่ยวข้องยังไงกับ UNIQLO ทำไมถึงอยู่คู่กันได้

คำตอบคือ GU เป็นแบรนด์เสื้อผ้าในเครือเดียวกับ UNIQLO อธิบายให้เห็นภาพว่า ถ้า UNIQLO ถูกยอมรับว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ GU ก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในฐานะแบรนด์ ‘น้องสาว’ ที่ทั้งทันสมัยและราคาถูก โดยเน้นไปที่เสื้อผ้าของผู้หญิง

แต่แน่นอนว่า GU ไม่ได้อยู่ประกบคู่กับ UNIQLO ทุกสาขา เพราะมีร้านแสตนด์อโลนเป็นของตัวเองกว่า 500 สาขาทั่วญี่ปุ่นและต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่

น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังไม่ถูก GU ปักธง หลายคนจึงยังต้องอาศัยการ ‘พรีออร์เดอร์’ จากคนรู้จักที่ไปญี่ปุ่นอยู่ร่ำไป 

แต่ความนิยมของ GU ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า UNIQLO แถมเรื่องราวของ GU ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘แบรนด์ UNIQLO เวอร์ชั่นราคาถูก’ หากคือผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจญี่ปุ่น รวมถึงความพยายามในการเข้าถึงแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

GU มายังไง

ก่อนจะมี GU อุตสาหกรรมแฟชั่นของญี่ปุ่นได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาหลายยุคหลายสมัย

เราขอพานั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อย ในยุคหลังสงคราม (1950s-1970s) แฟชั่นในญี่ปุ่นถูกขับเคลื่อนโดยห้างสรรพสินค้าชั้นนำเช่น Isetan และ Mitsukoshi เสื้อผ้าสไตล์ตะวันตกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง

กระทั่งเข้าสู่ยุค 1980s เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเฟื่องฟู คนมีกำลังซื้อสูง หากแต่ตลาดเสื้อผ้าในญี่ปุ่นก็แบ่งชัดระหว่างแฟชั่นราคาแพงและเสื้อผ้าท้องถิ่นราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ ช่องว่างตรงนี้เอง ที่ทำให้ UNIQLO ถือกำเนิดขึ้น เพื่อสร้างเสื้อผ้าแบบ ‘LifeWear’ คือเรียบง่าย ใส่ง่าย ดูดี เหมาะกับชีวิตประจำวัน และไม่วิ่งตามแฟชั่นที่เปลี่ยนเร็ว

เมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 การแต่งตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและสถานะทางสังคม แบรนด์หรูได้รับความนิยม ย่านอย่างชิบูย่าและฮาราจูกุกลายเป็นศูนย์กลางของเทรนด์แฟชั่น แต่หลังจากเกิดสภาวะฟองสบู่แตก ผู้บริโภคจึงเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น วัฒนธรรมเสื้อผ้าลำลองและแนวสตรีทจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว

ช่วงนี้เอง UNIQLO และแบรนด์อื่นๆ จึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะคนรุ่นใหม่ๆ เริ่มผสมผสานเสื้อผ้าราคาจับต้องได้เข้ากับสไตล์ส่วนตัวมากขึ้น 

นี่เอง คือช่วงเวลาที่แนวคิดเสื้อผ้าที่ ‘ออกแบบดีในราคาสมเหตุสมผล’ เริ่มมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี แม้ UNIQLO จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดแฟชั่นญี่ปุ่น แต่แนวคิดการเน้นเสื้อผ้าสำหรับชีวิตประจำวันมากกว่าแฟชั่นที่เปลี่ยนตามเทรนด์อย่างรวดเร็ว หรือฟาสต์แฟชั่นก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้บริโภคขึ้นมา

บวกกับต้นทศวรรษ 2000 แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นระดับโลกอย่าง ZARA หรือ H&M เริ่มมีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ๆ Fast Retailing ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UNIQLO จึงเกิดไอเดียในการต่อยอดแบรนด์ที่ราคาถูกกว่า UNIQLO ตามเทรนด์มากกว่า และเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

นั่นเองคือจุดกำเนิดของแบรนด์น้องสาวอย่าง GU

GU ที่ไม่ใช่ กู

สารภาพกันหน่อย ใครเคยอ่านชื่อแบรนด์ GU ว่า กู 

GU ไม่ได้อ่านว่า กู แต่อ่านว่า จียู

GU มาจากคำญี่ปุ่นว่า 自由 (Jiyū) ที่แปลว่า อิสรภาพ หรือเสรีภาพ

หลังจาก Fast Retailing บริษัทแม่ของ UNIQLO มองเห็นช่องว่างในตลาดว่า แม้ UNIQLO จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ ‘ภาพลักษณ์’ ของการเป็นแบรนด์เสื้อผ้าเรียบง่ายในชีวิตประจำวันของทุกคน ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นเริ่มต้องการเสื้อผ้าที่ทันสมัยและตามเทรนด์มากขึ้น รวมถึงแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นก็เริ่มรุกคืบเข้ามามีอิทธิพล

และอีกเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ต้องการแฟชั่นที่สามารถซื้อและเปลี่ยนได้บ่อยโดยไม่ต้องเสียเงินมาก

ดังนั้น แทนที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ UNIQLO ที่อยู่ตัวแล้ว Fast Retailing จึงเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะ 

ในปี 2006 แบรนด์ GU จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้คติประจำใจว่า ‘more freedom in fashion’ หรือ ‘อิสระที่มากขึ้นในแฟชั่น’ โดยสาขาแรกอยู่ที่จังหวัดชิบะ และมีแนวคิดของแบรนด์ที่ชัดเจนว่า เสื้อผ้าที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า UNIQLO 

GU เชื่อว่าทุกคนควรมีอิสระที่จะทดลองสไตล์ใหม่ๆ โดยไม่ต้องพะวงเรื่องราคา ซึ่งกลายเป็นปรัชญาหลักของแบรนด์

ช่วงแรกนั้นมีแคมเปญหนึ่งที่สร้างชื่อมากคือ ‘กางเกงยีนส์ราคา 990 เยน’ ในปี 2009 ซึ่งนับว่าถูกมากสำหรับตลาดญี่ปุ่นในเวลานั้น (ในเวลานี้ก็ด้วย) ซึ่งตอบโจทย์วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มาก

อย่างไรก็ดี แม้ดูเหมือนว่า GU จะเริ่มต้นได้สวยและประสบความสำเร็จทันที แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ช่วงแรกแบรนด์ต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งร้านค้าส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนส่วนใหญ่จะมองว่า นี่คือแบรนด์ UNIQLO เวอร์ชั่นราคาถูก ขณะที่ยอดขายก็เติบโตช้ากว่าที่คาดไว้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ที่ GU เปลี่ยนภาพลักษณ์ของคำว่าราคาถูกมาเป็น ‘แฟชั่นที่เข้าถึงได้’

ขณะที่แบรนด์เริ่มลงทุนมากขึ้นในด้านการวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่น การออกแบบและสไตลิ่ง การตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ รวมถึงโซเชียลมีเดีย จนทำให้แบรนด์เริ่มเติบโตแบบก้าวกระโดดมากขึ้น

เพราะเธอ GU จึงแมส

ความเป็น ‘แบรนด์น้องสาว’ เริ่มต้นจากไหน?

GU ไม่ได้เริ่มต้นในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิง และเมื่อเปิดตัวในปี 2006 เป้าหมายหลักของแบรนด์คือการนำเสนอเสื้อผ้าลำลองคุณภาพดีในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยเน้นสินค้าพื้นฐาน เช่น กางเกงยีนส์และเสื้อยืด 

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์พบว่า ลูกค้าผู้หญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น กลายเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์มากที่สุด นั่นจึงทำให้ GU หันมาให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าผู้หญิงมากขึ้น แม้ว่ายังคงจำหน่ายเสื้อผ้าผู้ชายและเด็กอยู่ก็ตาม

การขับเคลื่อนที่ว่า เนื่องจากเมื่อเทียบกับผู้ชายที่มักเลือกซื้อเสื้อผ้าโดยเน้นความทนทานและการใช้งานได้นาน ผู้หญิงมักจะซื้อเสื้อผ้าบ่อยกว่า เลือกซื้อตามเทรนด์หรือฤดูกาล สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ และปรับลุคใหม่ๆ มากกว่า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดวงจรการซื้อที่รวดเร็วและสร้างยอดขายได้ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลธุรกิจฟาสต์แฟชั่นของ GU

ในหัวข้อที่แล้ว หากยังจำกันได้ ช่วงเริ่มต้นของ GU ไม่สวยหรูนัก เพราะผู้บริโภคมองว่าเป็นเพียง UNIQLO เวอร์ชั่นราคาถูกเท่านั้น GU จึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นดีไซน์ที่ทันสมัย เสื้อผ้าตามเทรนด์ การคอลแล็บกับแบรนด์และศิลปิน รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดู ‘แฟชั่น’ มากขึ้น

กลุ่มเป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้จึงกลายเป็นผู้หญิงช่วงอายุ 18-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้โซเชียลมีเดียประจำ สนใจแฟชั่นแต่อาจมีงบจำกัด แต่ก็กล้าลองสไตล์ใหม่ เมื่อได้ใจกลุ่มนี้ ยอดขายของแบรนด์ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมากที่พบว่า ผู้หญิงมีอิทธิพลต่อการซื้อเสื้อผ้าของทั้งครอบครัว เพราะผู้หญิงมักไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนที่ ‘ตัดสินใจ’ ซื้อให้สมาชิกคนอื่นๆ ด้วย การดึงดูดลูกค้าผู้หญิงจึงช่วยเพิ่มทั้งจำนวนลูกค้าและยอดใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มหาศาล

เหล่านี้จึงทำให้ GU ดูจะให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งไม่ได้เกิดจากการวางตัวเป็นแบรนด์ผู้หญิงแต่แรก หากเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เมื่อพบว่าผู้หญิงวัยรุ่นและวัยทำงานคือกลุ่มลูกค้าที่สอดคล้องกับโมเดลฟาสต์แฟชั่นของแบรนด์ แต่แน่นอนว่าเสื้อผ้าของบุรุษก็มีจำหน่ายอยู่

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้แค่ทำให้ยอดขายเติบโต แต่ GU ได้สร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงและสลัดจากภาพการเป็น UNIQLO เวอร์ชั่นราคาถูกได้อีกด้วย

เสื้อผ้าในแบบของ GU

เมื่อพูดถึงแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าของ GU จะพบว่ามีความแตกต่างจากแบรนด์แฟชั่นทั่วไป เพราะแบรนด์ให้ความสำคัญกับแฟชั่นและภาพรวมของสไตล์มากกว่าตัวเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียว

และเนื่องจากแนวคิดหลักของแบรนด์คือ ‘อิสระ’ GU จึงเลี่ยงการออกแบบที่ซับซ้อนเกินไป เสื้อผ้าส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเรียบๆ รายละเอียดไม่มาก นั่นเพราะ GU ต้องการให้ลูกค้าเป็นผู้สร้างสไตล์ด้วยตัวเอง เสมือนว่าเสื้อผ้าคือเครื่องมือในการแสดงตัวตน 

มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือทำให้คนถึงซื้อ GU ซ้ำ แม้จะรู้ว่าคุณภาพไม่เท่า UNIQLO

จากความคิดเห็นของผู้บริโภคจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยอมรับว่าคุณภาพของ GU โดยเฉลี่ยยังต่ำกว่า UNIQLO โดยเฉพาะวัสดุและความทนทานในบางสินค้า แต่ด้วยแนวคิดของการเป็นฟาสต์แฟชั่นผู้บริโภคจึงไม่ได้คาดหวังให้ GU เป็นเสื้อผ้าที่จะใช้ไปอีกหลายปี แต่สิ่งที่พวกเขาซื้อคืออิสระในการทดลองแฟชั่นต่างหาก

ไอเทมของ GU จึงไม่ได้เกิดจากการเป็นสินค้าที่ดีที่สุดในตลาด แต่เกิดจากการผสมผสานเทรนด์ที่มาเร็ว การออกแบบที่ใส่ได้จริง และราคาที่ทำให้คนกล้าซื้อซ้ำ

ต่างจาก UNIQLO สินค้าขายดีของ GU คือสินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์ในขณะนั้น เช่น กางเกงยีนส์ทรงขากว้าง กางเกงยีนส์ขาสั้น เสื้อฮู้ดสีเทา หรือแจ็กเก็ตแขนสั้น GU ไม่ใช่แบรนด์ที่ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีวันตกยุค แต่เป็นแบรนด์ที่ตระหนักถึงสิ่งที่ ‘กำลังมา’ มากกว่า

มาลองดูตัวอย่างไอเทมของ GU กันบ้าง

กางเกงคือสินค้าที่แข็งแกร่งที่สุดของ GU นั่นเพราะหากดูอันดับสินค้าขายดีของ GU จะพบว่าพื้นที่อันดับต้นๆ ถูกครอบครองโดยไอเทมอย่างกางเกงเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น wide pants, barrel leg jeans, cargo pants, parachute pants หรือ sweat pants รุ่นใหม่ๆ

เหตุผลไม่ใช่เพราะคุณภาพที่เหนือกว่าแบรนด์อื่น แต่เพราะการปรับแพตเทิร์นตามเทรนด์ที่รวดเร็ว เช่น เมื่อมีกระแสกางเกงบางทรงมา GU จะกระโดดงับเทรนด์และออกสินค้าก่อนหลายแบรนด์ในระดับราคาเดียวกัน เช่น กางเกง barrel leg ที่กลายเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีที่สุดของแบรนด์

รองเท้าคือไอเทมลับ แบรนด์ GU มีจุดเด่นที่สามารถหยิบเทรนด์รองเท้าจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมาปรับให้สวมใส่ง่ายและมีราคาจับต้องได้ ทำให้เป็นหมวดไอเทมที่คนพูดถึงมาก โดยเฉพาะ ballet flats, Mary Jane, loafers, sandals และ sneakers ทำให้รองเท้า GU กลายเป็นสินค้าที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโซเชียลฯ เพราะหน้าตาของแฟชั่นแต่กลับราคาไม่สูง 

ที่สำคัญคือทำให้หลายคนซื้อไว้หลายคู่ตามสีหรือเพื่อมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคเฉพาะวัน แทนที่จะซื้อใช้คู่เดียวตลอดปี

เสื้อธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เมื่อพูดถึงเสื้อยืด ผู้คนอาจหันหา UNIQLO ซึ่งก็จริงในแง่คุณภาพผ้าและความทนทาน แต่ GU ก็มีจุดขายอีกแบบ นั่นคือเสื้อยืดของแบรนด์มักเปลี่ยนทรงตามแฟชั่น เช่น boxy fit, cropped, oversized, ribbed หรือ heavyweight จึงทำให้ดูทันสมัยกว่าที่จะหยิบจับมาสวมใส่ในบางช่วงเวลา

คอลเลกชั่นคอลแล็บ แน่นอนว่าแบรนด์สินค้ายุคนี้จะขาดการคอลแล็บไปไม่ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดแข็งของ GU เพราะแบรนด์มีการออกแบบสินค้าร่วมกับทั้งแบรนด์ระดับตำนานอื่นๆ ดีไซเนอร์ชื่อดัง หรือการจับเอาคาแร็กเตอร์ดังมาเล่น เช่น 

GU x rokh 

rokh เป็นแบรนด์จากลอนดอนของดีไซเนอร์ชาวเกาหลีอย่าง รค ฮวัง (Rok Hwang) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตัดเย็บแบบ deconstructed และมีเลเยอร์ที่ซับซ้อน นี่คือคอลเลกชั่นที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ GU ดูพรีเมียมขึ้น แถมยังมีราคาที่ไม่สูงมาก จึงขายหมดอย่างไว

GU x UNDERCOVER (UG)

UNDERCOVER ของ จุน ทาคาฮาชิ (Jun Takahashi) เป็นแบรนด์ระดับตำนานของญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์ในการผสมความดาร์ก ความพังก์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการคอลแล็บกับ GU อาจจะลดความอาวองการ์ดลง แต่ยังคงรายละเอียดสนุกๆ ไว้อยู่ ทำให้เป็นอีกหนึ่งคอลเลกชั่นที่สายสตรีทอยากตามเก็บ

Collection Character

อีกหนึ่งจุดแข็งของ GU คือการออกคอลเลกชั่นร่วมกับคาแร็กเตอร์หรือแฟรนไชส์ชื่อดังทั้งหลาย เช่น Pokémon, Kerby, Snoopy, Chiikawa หรือ Harry Potter ซึ่งไม่ใช่แค่สินค้าอย่างเสื้อยืดพิมพ์ลาย แต่รวมถึงชุดนอน กระเป๋า รองเท้า และแอ็กเซสเซอรีต่างๆ แน่นอนว่าเป็นคอลเลกชั่นที่คนต่อคิวซื้อเป็นประจำ

จริงๆ แล้วสิ่งนี้สะท้อนกลยุทธ์อีกข้อของ GU นั่นคือการพยายามแตกไลน์สินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแต่งตัวได้ ‘ทั้งลุค’ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแบบ total look ผ่านการค่อยๆ เติมสินค้าในหลายหมวดที่เชื่อมโยงกับการแต่งตัว รวมไปถึงสินค้า active wear ที่มีการพัฒนาเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้นตามเทรนด์ปัจจุบัน

การแตกไลน์นี้ทำให้ GU เป็นแบรนด์แฟชั่นที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งยังรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ไว้ โดยที่ยังไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ทุกคนยังเข้าถึงแฟชั่นที่ตามเทรนด์ได้ง่าย และซื้อได้โดยไม่ต้องลังเล

GU ขอ Go Global 

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญของการเติบโตของ GU คือเจนฯ Z และโซเชียลมีเดีย

ก่อนจะบุกตลาดต่างประเทศ GU ใช้เวลาสร้างความแข็งแกร่งในญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี โดยการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องจนมีร้านหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ พร้อมสร้างฐานลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่น คนทำงานรุ่นใหม่ ที่ต้องการแต่งตัวตามเทรนด์แต่มีงบจำกัด

ประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ GU เริ่มขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยปักธงในเอเชียเป็นลำดับแรกที่เซี่ยงไฮ้ (2013) ก่อนขยายไปยังไต้หวัน เกาหลีใต้ และตลาดเอเชียอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับแบรนด์ในเครือ Fast Retailing อยู่แล้ว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทางบริษัทได้ประกาศยุทธศาสตร์ Go Global ในการเปลี่ยน GU ให้กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับสากล ซึ่งนำมาสู่การเปิดร้านป๊อปอัพแห่งแรกในย่านโซโห บนเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก (2022) ที่เต็มไปด้วยแบรนด์ระดับโลกและร้านมัลติแบรนด์มากมาย เช่น H&M และ ZARA ที่ครองตลาดมายาวนาน ก่อนจะปิดและเปิดเป็นแฟล็กชิปสโตร์ระดับโลกแห่งแรกอย่างเต็มตัวในบริเวณเดียวกันในปี 2024

GU เชื่อว่าแบรนด์มีโอกาสที่ดีในการพิชิตตลาดอเมริกาและยุโรป เนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่า UNIQLO และมีสินค้าที่ตามเทรนด์ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ทาเคชิ โอคาซากิ (Takeshi Okazaki) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Fast Retailing เคยให้สัมภาษณ์กับ The Business of Fashion ว่า GU มีโอกาสเช่นเดียวกับ UNIQLO และการขยายธุรกิจในปัจจุบันเป็นไปได้ ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะเทรนด์การแต่งกายกลายเป็นเรื่องสากลแล้ว

นอกจากนี้ GU เพิ่งแต่งตั้งฟรานเชสโก ริสโซ (Francesco Risso) นักออกแบบแฟชั่นชาวอิตาลี และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่นหรู Marni ให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ โดยคอลเลกชั่นแรกของริสโซจะเริ่มวางจำหน่ายปลายปี 2026 นี้ รวมถึง GU ยังมีแพลนจะเปิดสาขาเพิ่มเติมในต่างประเทศอีกด้วย

การมาถึงของ GU ในอเมริกาถือเป็นเรื่องใหญ่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แม้ในช่วงแรกจะมีเพียงนิตยสารไม่กี่หัวในวงการเท่านั้น ที่ให้ความสนใจกับการเปิดร้าน GU ในอเมริกา หรือแม้กระทั่งนักวิจารณ์ด้านแฟชั่น

แต่จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะเจนฯ Z ที่ให้ความสนใจ GU เป็นอย่างมาก

GU ที่กลายเป็นขวัญใจเจนฯ Z 

บทความในเว็บไซต์ Highsnobiety เรียกแบรนด์ GU ว่าเป็น UNIQLO สำหรับเจนฯ Z 

นั่นเพราะกลุ่มเจนฯ นี้และโซเชียลมีเดีย ช่วยผลักดันการเติบโตของ GU อย่างมาก

ทุกวันนี้หากไปเที่ยวย่านโซโห จะพบเห็นเหล่าวัยรุ่นที่ต่างหิ้วถุงช้อปปิ้งของ GU กันได้ทั่วไป นักช้อปเหล่านี้ต่างหลั่งไหลไปยังสาขาที่ตั้งอยู่บนถนนบรอดเวย์กันจำนวนมาก เนื่องมาจากกระแสบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน TikTok 

มีวิดีโอใน TikTok กว่า 250,000 คลิปที่ติดแท็ก #GU ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ โดยเป็นวิดีโออันบอกซ์สินค้าหลากหลายชนิด ตั้งแต่รองเท้าผ้าใบ เสื้อฮู้ด กระเป๋า ไปจนถึงกางเกง อาจกล่าวได้ว่า แม้ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากในญี่ปุ่น แต่สาขานอกเอเชียซึ่งตั้งอยู่ในอเมริกาก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

สาเหตุเนื่องจากตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา GU ลงทุนกับการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง เช่น การแนะนำการแต่งตัว การร่วมงานกับเหล่าอินฟลูฯ การนำเสนอแฟชั่นแต่ละซีซั่น และการแชร์ไอเดียการแต่งตัวต่างๆ คอนเทนต์เหล่านี้ได้รับความนิยมสูงทั้งในอินสตาแกรม ยูทูบ และ TikTok โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบแฟชั่นและแชร์ไอเดียการแต่งตัว

สิ่งนี้ทำให้แฟชั่นดูใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย แถมยังสนุก เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ รู้สึกว่าตนเองก็แต่งตัวตามเทรนด์ได้โดยไม่ต้องเสียเงินเยอะ 

ที่สำคัญคือ ด้วยเทคโนโลยีและความสะดวกสบายในปัจจุบัน ทำให้เวลาที่มีคอลเลกชั่นใหม่หรือไอเทมที่เป็นไวรัล ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยถึงกับใช้บริการส่งต่อพัสดุจากญี่ปุ่นหรือประเทศที่มี GU เพื่อให้ได้สินค้ามาครอบครองเลยทีเดียว สะท้อนว่าอิทธิพลของแบรนด์นั้นขยายไปไกลกว่าพื้นที่ที่มีหน้าร้านจริง

บ้านหลังใหญ่ของ GU

แม้ GU จะมีสาขาและร้านขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่หากพูดถึงแฟล็กชิปสโตร์ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ที่รวบรวมทุกองค์ประกอบของแบรนด์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งสินค้า การจัดวางสินค้า การสื่อสารแฟชั่น เทคโนโลยี และประสบการณ์ของลูกค้า จะมีไม่กี่แห่งที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ

GU Ginza (โตเกียว)

แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงที่สุด เปิดให้บริการในอาคารสูง 5 ชั้นย่านกินซ่า ย่านช้อปปิ้งระดับพรีเมียมของโตเกียว ซึ่งรวบรวมสินค้าครบทุกหมวด ทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก รองเท้า แอ็กเซสเซอรี และคอลเลกชั่นพิเศษ

GU SoHo (นิวยอร์ก)

ร้านโกลบอลแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกนอกเอเชียที่เป็นก้าวสำคัญของ GU ในการขยายสู่ตลาดโลก บนพื้นที่ประมาณ 930 ตารางเมตร 2 ชั้น มีสินค้าครบทุกหมวดเช่นเดียวกับสาขากินซ่า ทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้รู้จักตัวตนของ GU

Full Line Store (ญี่ปุ่น)

นอกจากร้านแฟล็กชิปสโตร์ระดับโลก GU ยังมี full line store อีกจำนวนหนึ่งกระจายอยู่ตามเมืองหลักของญี่ปุ่น เช่น โยโกฮาม่า โอซาก้า นาโกย่า ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ซึ่งมีสินค้าครบทุกหมวด และมีบทบาทหลักในการให้บริการลูกค้าระดับภูมิภาค

GU ที่ไม่อยู่ใต้ร่มเงาของพี่ชาย

แม้วันนี้ GU จะอยู่ภายใต้บริษัทแม่ของ UNIQLO อย่าง Fast Retailing เช่นเดิม แต่บทบาทของแบรนด์ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2006 จนอาจกล่าวได้ว่า GU ไม่ได้เป็นเพียงน้องสาวของ UNIQLO ที่แทบไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้ว แต่มีตำแหน่งและแนวทางที่ชัดเจน

ความสนุก ความสดใหม่ การทดลอง และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มฟาสต์แฟชั่น แต่แบรนด์ก็ไม่ได้เดินตามสูตรเดียวกับแบรนด์ยุโรป ทำให้ GU ที่เริ่มต้นจากเสื้อผ้าราคาประหยัด กลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นในตลาดที่สร้างเทรนด์การแต่งกายให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้สำเร็จ 

เหมือนดั่งสโลแกนของแบรนด์ที่บอกว่า ‘Your Freedom’ ในวันนี้ GU ช่วยให้ผู้คนประกาศความเป็นตัวเองผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายใหม่ๆ ได้อย่างเฉิดฉายและอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

อ้างอิง

CONNECTS II โปรเจกต์จาก One Bangkok ที่เชื่อมโยงคนและเมืองอย่างยั่งยืนผ่าน Urban Furniture

เมืองที่ยั่งยืนและน่าอยู่อย่างแท้จริงอาจไม่ได้สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่อยู่ที่ความร่วมมือของพวกเราทุกคน แคมเปญ CONNECTS II จึงเกิดขึ้นในฐานะ ‘Urban Platform’ ที่พร้อมเชื่อมโยงเมือง ผู้เช่า พันธมิตร และชุมชนโดยรอบให้ได้เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันผ่านเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ชวนให้ทุกคนมาร่วมกันเปลี่ยนมุมมองและร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน เริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่การมองเห็น ‘ปลายทาง’ ของสิ่งที่เราลงมือทำในทุกๆ วัน

ความคิดสร้างสรรค์ครั้งนี้เกิดจากการร่วมมือของพาร์ตเนอร์ผู้ริเริ่มโครงการ นำโดย วัน แบงค็อก (One Bangkok), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) และเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ที่นำไอเดียดีๆ มาชุบชีวิตขวดพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นชิ้นงานที่ใช้งานได้จริง

♻️🪑 Inside-out เริ่มต้นจากคนใน

หากปลายทางคือการเปลี่ยนเมือง สิ่งแรกที่ควรเริ่มต้นจึงต้องเริ่มจาก ‘คนในองค์กร’ เฟสแรกจึงเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมจากภายใน (Inside-out) ชวนพนักงานมาตั้งคำถามกับของเหลือใช้รอบตัว เปลี่ยนออฟฟิศให้เป็นพื้นที่ทดลอง ชวนพนักงานมองขวดพลาสติกใช้แล้วในมุมใหม่ และร่วมคัดแยกขวดพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง

พลังจากคนทำงานในองค์กรนี่เองที่ช่วยกันรวบรวมขวดและฝาพลาสติก ส่งต่อให้ SCGC นำไปรีไซเคิลเป็น Green Polymer คุณภาพสูง ผ่านนวัตกรรมที่ช่วยลดปริมาณขยะสู่บ่อฝังกลบ (Waste to Landfill) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่เจ๋งคือ วัตถุดิบจากคนในบ้านเหล่านี้ถูกแปลงสภาพเป็น ‘CONNECTS Seating’ งาน functional sculpture ที่ทำให้งานรีไซเคิลถูกมองใหม่ในฐานะงานดีไซน์ร่วมสมัย ด้วยโมดูลเรขาคณิต 3 รูปทรง รวม 20 ชิ้น ให้ผู้ใช้งานขยับ ปรับเปลี่ยน และเชื่อมต่อกันได้อย่างอิสระ เกิดเป็นทัศนียภาพแห่งการนั่ง (Seatscape) ที่เปลี่ยนไปตามบทสนทนาของผู้คนหลากหลาย ตอนนี้เก้าอี้ชุดนี้ได้นำไปใช้งานจริงแล้วตามสเปซต่างๆ ใน โครงการ วัน แบงค็อกซึ่งผิวสัมผัสและเนื้อสีที่เป็นเอกลักษณ์ได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวความตั้งใจนี้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีป้ายอธิบายใดๆ เลย

♻️🪑 ขยายวงกว้างสู่ ‘พันธมิตร’ และชุมชน ผ่าน ‘ปลายทาง’ ที่จับต้องได้ 

จากความสำเร็จในองค์กร แคมเปญนี้เดินทางต่อเข้าสู่เฟสสองด้วยการขยายวงกว้างไปสู่กลุ่ม ‘พันธมิตร’ ผู้เช่าอาคารสำนักงานในโครงการ โดย วัน แบงค็อก เปิดจุดรับบริจาคขวดพลาสติกเพื่อชวนให้ชาวออฟฟิศได้ร่วมคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้ง่ายๆ ในทุกๆ วัน บริเวณล็อบบี้ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ทรี, ล็อบบี้ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ และล็อบบี้ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์

โดยมี SCGC และ TBR เป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยให้ขวดพลาสติกใช้แล้วเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวมและส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และผลิตขึ้นเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

และหากขยับออกไปกว้างกว่านั้น วัน แบงค็อก ยังจับมือกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด ขยายพื้นที่ความยั่งยืนไปสู่โรงเรียนรอบข้าง 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนปลูกจิต โรงเรียนสวนลุมพินี และโรงเรียนสุนีพิทยา ผ่านกิจกรรม Waste Sorting Training ที่ชวนน้องๆ มาเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพราะเชื่อว่าเด็ก ๆ มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่หลายคนคิด เมื่อเด็กคนหนึ่งเข้าใจว่า การคัดแยกขวดพลาสติกไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นการกระทำที่มีความหมายต่อสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจนั้นอาจไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่อาจถูกส่งต่อกลับไปที่บ้าน ชวนคนรอบตัวตั้งคำถามกับพฤติกรรมเดิมๆ และค่อยๆ ทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน 

ไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดคือการนำเก้าอี้ CONNECTS ที่เสร็จสมบูรณ์ไปติดตั้งให้เด็กๆ ได้นั่งและใช้งานจริงในโรงเรียนของพวกเขา การได้สัมผัสและใช้งานเฟอร์นิเจอร์ที่เกิดขึ้นจากการแยกขยะ ทำให้น้องๆ เข้าใจและเห็นคุณค่าของการคัดแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะนำเรื่องราวนี้ไปเล่าต่อให้ผู้ปกครองฟังที่บ้าน ส่งผลให้ชุมชนรอบข้างเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตามไปด้วย 

♻️🪑Urban Platform ที่เชื่อมโยงทุกคน

CONNECTS II จึงเป็นตัวอย่างของ Urban Platform ที่เชื่อมโยงเมือง ผู้เช่า พันธมิตร และชุมชน ให้เติบโตไปด้วยกันผ่านเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เห็นว่าเมืองที่ยั่งยืนไม่ได้สร้างจากเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่อยู่ที่ความร่วมมือของทุกคนที่เชื่อมโยงกัน

สำหรับใครที่อยากแวะมาสัมผัส ลองนั่ง หรือลองปรับเปลี่ยนรูปทรงเก้าอี้ CONNECTS ในแบบของตัวเอง สามารถไปลองเล่นกันได้ที่โครงการ วัน แบงค็อก

หรือถ้าอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพฤติกรรมเมืองไปด้วยกัน ก็นำขวดพลาสติกเปล่าและฝาขวดมาบริจาคได้ที่ล็อบบี้ของอาคารสำนักงาน ทั้ง 3 อาคาร ได้แก่ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ทรี, วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ และวัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569 เพราะแม้แต่ฝาขวดน้ำเล็กๆ ในมือเรา ก็สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่นั่งเล่นสุดเทสต์ของเมือง และส่งต่อรอยยิ้มให้กับชุมชนรอบตัวได้เหมือนกัน

เมื่อ FAROSE ควง AP ถ่ายทอด Brand DNA ที่ไม่เน้นขาย ผ่านสารคดีที่ชวนเรากลับมาทำความ ‘เข้าใจชีวิต’

บนโลกใบนี้เราอาจเห็นคนที่หน้าตาคล้ายกัน นิสัยคล้ายกัน หรือรสนิยมคล้ายกัน แต่เมื่อเปลี่ยนจากคำว่า คน เป็นคำว่า แบรนดิ้ง กลับไม่บ่อยสักเท่าไหร่นักที่จะเห็นแบรนด์ที่มี ‘ความเชื่อ’ ที่เหมือนกัน

ยิ่งในยุคที่การโฆษณาคือเครื่องมือแสดงถึงความต่าง เพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคยิ่งแล้วใหญ่ เรียกว่าถ้าไม่นับการคอลแล็บเพื่อสร้างสรรค์โปรดักต์ใหม่ ต้องบอกว่า น้อยนักที่จะเกิดปรากฏการณ์ที่แบรนด์จะใจตรงกัน

แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีโปรเจกต์หนึ่งที่เพิ่งถูกออนแอร์บนโลกโซเชียลฯ นั่นคือ ‘ดาราช่อง The Documentary’ 

ว่าแต่รายการที่ว่ามีความน่าสนใจยังไง แล้วไปตรงกับ Brand DNA ของใครกับใคร เราขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมกันใน Recap ตอนนี้

เมื่อ DNA ของทั้งสองแบรนด์มาเจอกัน

หากคุณเลื่อนมาจนถึงตรงนี้ คุณอาจรู้สึกคุ้นๆ ให้กับคำว่า ‘ดาราช่อง’ ที่เกริ่นไปข้างต้น

ถ้าใช่ แสดงว่าคุณคือแฟนคลับของ ‘ไกลบ้าน’ รายการท่องเที่ยวสุดเลิศจากแชนแนล FAROSE ที่ชวนผู้ชมบินลัดฟ้าไปสำรวจเรื่องราววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทางในต่างแดน ผ่านสายตาของ ‘คุณแดง’ หรือที่รู้จักกันในนาม ฟาโรส–ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี ยูทูบเบอร์สายประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว และความรู้รอบตัว ที่ในแต่ละตอนมาพร้อมกับดาราช่อง หรือแขกรับเชิญที่อาศัยอยู่ที่ประเทศนั้นๆ ซึ่งพวกเขาช่วยแต่งเติมเสริมอรรถรสให้ไกลบ้านมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

ความน่าสนใจในการมีอยู่ของดาราช่องนอกจากที่กล่าวไป หากสังเกตกันอีกสักนิดจะพบว่า แม้แต่ละคนจะมีภูมิหลัง วิธีคิด และเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างกำลังค้นหาความหมายของชีวิตในแบบของตัวเอง

บางคนให้คุณค่ากับอิสระ บางคนให้คุณค่ากับครอบครัว บางคนเลือกเดินตามความฝัน ขณะที่บางคนเลือกความเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตที่ดีอาจไม่ได้มีรูปแบบเดียวสำหรับทุกคน และแง่มุมเหล่านี้ของดาราช่องนี่เองที่ยังไม่ค่อยถูกเล่าผ่านรายการ ‘ไกลบ้าน’

ซึ่งคีย์เมสเซจของคำว่า ดีไซน์ชีวิต นี้เอง ที่ไปตรงกับ Brand DNA ของ AP บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่ว่า ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ที่สะท้อนผ่านการทำโครงการที่อยู่อาศัยของพวกเขา ซึ่งออกแบบมาให้เข้ากับความหลากหลายของผู้คน ไปจนถึงการกระโดดออกนอกรั้วบ้านสร้างอิมแพกต์ต่อสังคมในมุมต่างๆ 

และสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมองลึกลงไปในเรื่องราวของดาราช่อง เราจะพบว่าเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคนเต็มไปด้วยการตัดสินใจ ความเชื่อ และคุณค่าที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ AP ให้ความสำคัญมาตลอด นั่นคือการทำความเข้าใจผู้คนและความหมายของชีวิต ในแบบที่แต่ละคนเลือกให้ตัวเอง

ด้วยความที่มี DNA ตรงกัน คุณแดงเลยถือโอกาสชักชวน AP มาทำโปรเจกต์สารคดีที่ชื่อว่า ดาราช่อง The Documentary ด้วยประการฉะนี้

สารคดีของช่อง FAROSE ที่ไม่มีคุณแดง แต่ขับเคลื่อนเรื่องราวผ่านชีวิตดาราช่อง

การพบกันระหว่าง FAROSE และ AP แทบไม่มีอะไรซับซ้อน อย่างที่บอกว่า ดาราช่อง The Documentary เป็นโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นเพราะแบรนด์มี DNA เดียวกัน แต่สิ่งที่จะเล่าในสารคดีนี่แหละคือความน่าสนใจ

โจทย์ข้อแรกที่คุณแดงวางเอาไว้คือ โปรเจกต์สารคดีนี้ยังคงต้องมีกลิ่นอายของความเป็นไกลบ้าน แต่จะต้องโฟกัสไปที่เรื่องราวชีวิตของดาราช่อง เพื่อให้เห็นว่า ชีวิตที่พวกเขาดีไซน์ด้วยตัวเองเป็นยังไง ในการตัดสินใจเป็นพลเมืองใหม่ในประเทศที่ 2 ตั้งแต่ตื่นนอน ทำงาน กินข้าว จนถึงใช้ชีวิตส่วนตัวในบ้านแทบจะทุกอิริยาบถ

โจทย์ข้อที่สองคือ งานโปรดักชั่นที่อลังการดาวล้านดวงมากกว่าเดิมให้สมกับการเป็นรายการสารคดี

โจทย์ข้อที่สามคือ รายการนี้จะต้องไม่มีฟาโรสเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมโฟกัสที่เรื่องราวชีวิตของดาราช่องได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

และโจทย์ข้อที่สี่ที่สำคัญที่สุดคือ รายการนี้ไม่เน้นขาย ไม่ต้องพูดสโลแกน หรือไทอินเตะตาทะลุจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ FAROSE และ AP เห็นพ้องต้องกันว่า ต้องการให้ DNA ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารให้คนดูเห็นถูกส่งผ่านมาจากดาราช่อง

ด้วยโจทย์ที่จริงจัง การจะให้คุณแดงของเราถือกล้องลงมือถ่าย vlog ตามปกติคงจะหนักหนาเอาการ แถมยังติดตลกเกินไม่ได้อีก (คุณแดงเขาบอกมาแบบนั้น) งานโปรดักชั่นเลยตกไปอยู่ที่ Lumi Pictures โปรดักชั่นเฮาส์ โดยมี เนม–จิรัฏฐ์ จุฬารัตน์ นั่งแท่นเป็นผู้กำกับ คราฟต์โปรเจกต์ชิ้นนี้ออกมาทั้งในแง่ของงานภาพและเส้นเรื่อง

‘สมมง’ โปรเจกต์สารคดีที่เป็นดังเพื่อนของคนดู

สำหรับดาราช่อง The Documentary ในตอนแรกเป็นคิวของ เจ๊ป้อง แม่เมืองปารีส ที่เบื้องหน้าในรายการไกลบ้าน เราอาจเห็นเจ๊ป้องเป็นคนเฮฮาสนุกสนาน แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การย้ายไปใช้ชีวิตในเมืองแห่งแฟชั่น เจ๊ป้องต้องเตรียมตัวยังไง ใช้ชีวิตยังไง ทำไมเจ๊ป้องถึงเลือกที่จะลงหลักปักฐานใช้ชีวิตที่นี่ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตคู่ในประเทศที่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ เหล่านี้อาจดูสมบูรณ์แบบแต่ความจริงอาจไม่ใช่แบบนั้น ทว่านี่คือชีวิตที่เจ๊ป้องเลือก รวมไปถึงดาราในช่องคนอื่นๆ ที่จะมาเล่าเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างไปในตอนต่างๆ ที่จะตามมาในเร็วๆ นี้

“โปรเจกต์นี้ยากกว่าที่คิด ในแง่ของโปรดักชั่น การเดินทาง และเรื่องของคิวถ่ายทำ แต่สิ่งที่มันง่ายมากเกิดขึ้นในช่วงแรกคือเรื่องของคอนเซปต์ไอเดีย เราคุยกับ AP แค่ครั้งเดียวแล้วทุกอย่างมันจบ โดยที่ AP ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายงานเลย ตราบใดที่เรายังมีความตั้งใจเดียวกัน เขาบอกแค่ว่า หน้าที่ของเขามีเพียงสนับสนุนการคิดไอเดียเท่านั้น”

 สิ่งที่คุณแดงพูดนี้เอง เป็นความตั้งใจของทั้งแบรนด์ FAROSE และ AP ที่มองว่า การเล่าเรื่องผ่านผู้คน การได้มีบทสนทนาผ่านผู้คนที่มีมุมมองแตกต่างกันไป สำรวจชีวิตพวกเขาผ่านสายตาตัวเอง เป็นอีกวิธีการสนับสนุนให้ผู้คนมีชีวิตที่เลือกเองได้ และทำให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่โดยลำพัง แต่ยังมีคนอีกมากมายที่กำลังตัดสินใจหรือเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

แม้จะแปะป้ายว่าเป็นสารคดี แต่มู้ดแอนด์โทนที่ออกมาในดาราช่อง The Documentary ยังคงกลิ่นอายของความเป็นไกลบ้านอยู่ กล่าวคือเหมือนเราตามติดชีวิตเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กล้าเล่าทุกอย่างให้เราฟัง ทั้งในมุมที่แข็งแกร่งและอ่อนไหว

เมื่อมองผ่านชีวิตของดาราช่องแต่ละคน เราจะพบว่าพวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนกัน หรือให้คุณค่ากับเรื่องเดียวกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการพยายามทำความเข้าใจตัวเอง และดีไซน์การใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

ส่วนโปรเจกต์สารคดีนี้จะสมมงอย่างที่ว่าจริงไหม ผู้ชมอย่างเรามีหน้าที่พิสูจน์ด้วยตาตัวเอง โดยสามารถติดตามได้ที่แชนแนลยูทูบ FAROSE (ช่องเขียว) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

เหนือสิ่งอื่นใดโปรเจกต์นี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่สองแบรนด์มี DNA ที่ตรงกัน สามารถทำโปรเจกต์ที่สนุกออกมาได้ ทั้งยังสื่อสารความเป็นตัวเองได้อย่างแยบยล โดยไม่จำเป็นต้องตะโกนว่า ฉันคือใคร

เมื่อวิกฤต RAMageddon นำมาสู่เหตุ Apple ขึ้นราคาชั่วข้ามคืน 

ทำเอาเหล่าสาวกขมวดคิ้วและเหงื่อตกไปตามๆ กัน เมื่อล่าสุด Apple ประกาศขึ้นราคาสินค้าในกลุ่ม MacBook, MacDesktop, iPad และ home device อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการปรับราคาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี  โดยมีผลทันทีในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ยกตัวอย่างเช่น MacBook Neo รุ่นเริ่มต้น ปรับราคาจาก 19,900 บาท เป็น 24,900 บาท, MacBook Pro M5 (1TB) ปรับราคาจาก 54,900 บาท เป็น 69,900 บาท หรือ iPad Air M4 รุ่น 11 นิ้ว ที่ปรับราคาจาก 21,900 บาท เป็น 27,900 บาท

เอาเข้าจริงการที่บริษัทเทคโนโลยีปรับขึ้นราคาสินค้า ถึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างใด เพราะสาเหตุอย่างเงินเฟ้อ ภาษีนำเข้า หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มีสเปกสูงขึ้น ก็อาจล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ เพียงแต่การขึ้นราคาในครั้งนี้ดูจะต่างออกไป เพราะนอกจากจะประกาศเรื่องราคา Apple ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้นเหตุของการขยับครั้งนี้คือ ‘วิกฤตราคาชิป’

แล้วต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง มีลับลมคมในที่ต้องรู้เป็นพิเศษหรือเปล่า? เราขอทำหน้าที่อาสาสรุปให้อ่านที่ด้านล่างนี้

🧠 AI ผู้พลิกสมดุลของอุตสาหกรรมชิปไปตลอดกาล 🧠

ในปัจจุบันเวลาพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึง GPU ของ NVIDIA เพราะเป็นหัวใจของการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง AI ไม่ได้ใช้แค่ GPU เท่านั้น เซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องของ AI ยังต้องใช้ RAM และชิปเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผล การฝึกโมเดล และการให้บริการ AI แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก

ดังนั้นเมื่อบริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งลงทุนสร้าง AI ความต้องการชิปหน่วยความจำจึงเพิ่มขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นผู้ผลิตชิปหลายรายจัดสรรกำลังการผลิตให้ลูกค้ากลุ่ม AI เป็นหลักเพื่อแลกกับการทำสัญญาระยะยาวและจ่ายในราคาที่สูงกว่า นำมาซึ่งผลเสียต่ออีกฝั่งอย่างชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตที่มีปริมาณลดลง ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เนื่องจากสมดุลของอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนไป

หรืออาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรม AI ไม่ได้แค่ทำให้เกิดการแข่งขันในการ ‘สร้าง’ เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการแข่งขันในการ ‘แย่ง’ ซื้อทรัพยากรสำคัญ จนท้ายที่สุดผลกระทบก็ไม่อาจต้านทาน นำมาซึ่งการประกาศขึ้นราคาของ Apple ในวันนี้

📈 เมื่อ RAM แพงขึ้น Apple ก็รับต้นทุนต่อไม่ไหว 📈

ข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ในตอนนี้ราคา DRAM เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 58-63% ในไตรมาสปัจจุบัน จนผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘RAMageddon’ เพราะเป็นการปรับขึ้นราคาที่รวดเร็วผิดปกติ

ด้วยเหตุนี้ ในการประกาศขึ้นราคาสินค้าของ Apple พวกเขาจึงระบุไว้อย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมาบริษัทพยายามรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เอง เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค แต่วันนี้บริษัทมองว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป พร้อมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” รวมถึง ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของแบรนด์ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal อีกด้วยว่า “น่าเสียดายที่การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาเราพยายามปกป้องลูกค้าจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นมาโดยตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้มาถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว”

ถึงแม้การปรับราคาจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่การกระทำและถ้อยคำจากประกาศดังกล่าวก็สะท้อนว่า ปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัญหาระดับโลก เพราะแม้แต่เจ้าเทคโนโลยีอย่าง Apple ที่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ ก็ไม่อาจหนีพ้นต่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังถาโถมนี้

💸 พรุ่งนี้อาจเป็นทั้งตลาด 💸

ถึงแม้จะไม่ได้เพิ่มราคาสินค้าทุกผลิตภัณฑ์ แต่จากการเคลื่อนไหวล่าสุดของ Apple ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองตรงกันว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมา เพราะในความเป็นจริง ต้นทุนชิปหน่วยความจำยังไม่มีสัญญาณว่าจะกลับสู่ระดับปกติในเร็ววัน

ยกตัวอย่างเช่นนักวิเคราะห์จาก IDC, Counterpoint Research และ Creative Strategies ที่ได้แสดงความเห็นไว้ว่า ผู้ผลิตรายอื่นที่ต้องใช้ส่วนประกอบชิปแบบเดียวกันอย่าง Dell, Lenovo, ASUS รวมถึงแบรนด์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตอีกหลายราย ก็มีแนวโน้มจะทยอยปรับราคาขึ้นตามเช่นกัน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรการันตีกับเราอีกแล้ว ว่าในพรุ่งนี้ราคาของผลิตภัณฑ์จะยังคงตรึงอยู่ที่เดิมหรือไม่

จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการที่ Apple ขึ้นราคาสินค้าชั่วข้ามคืน แต่เป็น wake-up call ครั้งสำคัญว่า ผลกระทบจากการแข่งขันกันด้าน AI เริ่มส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ และผลกระทบที่ว่าก็แผ่ขยายไกลจนมาถึงผู้บริโภคอย่างเรา ที่ต้องเตรียมจ่ายเงินมากขึ้นหากคิดจะซื้ออุปกรณ์เครื่องใหม่ในอนาคตอันใกล้ หรือกับบางคนที่อาจเปลี่ยนใจไม่ซื้ออุปกรณ์ใหม่ไปเลยก็มี

เป็นที่แน่นอนแล้วล่ะ ว่าพายุกำลังมา กอดอุปกรณ์ของคุณไว้ให้ดี และภาวนาให้มันอย่าได้มาเสียในช่วงนี้ด้วยเทอญ

อ้างอิง : 

ดอกไม้จากผืนดินเปอร์เซีย ชายผู้เป็นดังเทพเจ้าของเกษตรกรญี่ปุ่น สู่ ‘คินโช’ ยาจุดกันยุง

ล่วงเข้าหน้าฝนแบบนี้ สิ่งที่มากับฝนก็คือยุง สำหรับคนเมืองแบบเราๆ ยุงอาจเป็นปัญหากวนใจเล็กน้อย แต่สำหรับในอดีตหรือในหลายพื้นที่ห่างไกล ยุงคือศัตรูตัวร้าย พวกมันไม่เพียงก่อความรำคาญใจ แต่นำมาด้วยโรคระบาด แม้กระทั่งความตาย

ทุกวันนี้เราอาจกันยุงด้วยมุ้งลวด และส่วนใหญ่การกันยุงเราน่าจะคิดถึงสเปรย์กันยุงเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่เชื่อได้เลยว่า หนึ่งในอุปกรณ์กันยุงสำคัญที่ใครๆ ก็ต้องเคยใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่กลางแจ้ง คือ ‘ยาจุดกันยุง’ ที่มาในรูปทรงขดกลม ที่เราคุ้นชิน

ความแมสของโปรดักต์ดังกล่าว ถึงขั้นที่ Diptyque แบรนด์น้ำหอมระดับลักชัวรี ได้ดีไซน์ธูปขดกลิ่นตะไคร้สูตรไล่แมลง ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นควันจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของยาจุดกันยุงแบบขด ทำเอาทั่วโลกตื่นเต้นไปกับการตีความผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยให้ออกมามีหน้าตาที่หรูหราขึ้น

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ตอนนี้ ขอชวนกลับไปสำรวจความเป็นมาของ ‘ยาจุดกันยุง’ ผ่านชายที่ชื่อ เออิจิโร่ อุเอยามะ (Eiichiro Ueyama) กับเรื่องราวการคิดที่ไม่ใช่แค่การนำเอาภูมิปัญญาเก่าแก่จากซีกโลกตะวันออกมาปรับใช้จนเกิดนวัตกรรมไล่ยุงที่ว่า แต่ยังมีสตอรีที่น่าตื่นเต้นอีกมากมายระหว่างทาง อย่างการค้นพบ ‘ไพรีทรัม’ ดอกไม้ในตระกูลเบญจมาศ ซึ่งโยงใยไปยังการเป็นผู้ปลูกและส่งออกวัตถุดิบเพื่อเป็นยุทธภัณฑ์เพื่อสู้รบกับแมลง การสู้รบที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม การออกจากฝ่ายพันธมิตร และการคิดค้นผลิตภัณฑ์โดยมีประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผสมเข้ากับความคิดการผลิตสมัยใหม่

ไพรีทรัม ดอกไม้จากเปอร์เซีย ศัตรูตัวฉกาจของหมัดและตัวเรือด

ดอกไพรีทรัม (Pyrethrum) เป็นชื่อเรียกของดอกไม้กลุ่มหนึ่งในวงศ์เบญจมาศ ซึ่งให้สารธรรมชาติชื่อเดียวกันคือ ‘ไพรีทริน’ (Pyrethrin) สารกำจัดแมลงที่มนุษย์รู้จักและใช้งานมานานหลายศตวรรษ พืชชนิดนี้เติบโตได้ดีบริเวณชายฝั่งดัลเมเชีย (Dalmatia) ริมทะเลเอเดรียติก รวมถึงพื้นที่ภูเขาในดินแดนเปอร์เซียหรือคืออิหร่านปัจจุบัน

ดอกไม้ที่หน้าตาน่ารักเหมือนดอกเดซี่นี้กลับมีพลังและความสำคัญอย่างยิ่ง คือแค่ปลูกพวกมันไว้ก็สามารถขับไล่แมลงก่อกวนและแมลงศัตรูพืชได้ชะงัด ในสมัยโบราณ อารยธรรมเช่นเปอร์เซีย จึงมีการปลูกและใช้งานดอกไม้เหล่านี้ในหลายรูปแบบ นำไปตากแห้งบดเป็นผง ใช้โรยเพื่อฆ่าเหา เห็บ หมัด ใช้ผสมในน้ำเพื่อฉีดพ่นผลิตผลทางการเกษตร

ด้วยความรู้และประสิทธิภาพของดอกไม้ ซึ่งตัวสารสามารถรบกวนระบบประสาทและฆ่าแมลงได้อย่างรวดเร็ว ดอกไม้และผงจากดอกไม้ ค่อยๆ กระจายตัวออกไป จากเปอร์เซีย สู่ออตโตมัน กระจายสู่รัสเซีย และขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกในที่สุด

โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19 บนเกาะอังกฤษ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เมืองมีความหนาแน่นจนเกิดปัญหาตัวเรือดและหมัดรบกวนครัวเรือน ผงดอกไพรีทรัมถูกนำมาใช้งานเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จนเกิดความนิยมและแพร่หลายไปทั่วยุโรป

ในเวลาต่อมาความต้องการในผงไพรีทรัมมากขึ้นจนกลายเป็นสินค้าสำคัญ กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ระดับโลก ในการใช้ทำสงครามในโลกสมัยใหม่ 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในประเทศทางซีกโลกตะวันออกอย่างญี่ปุ่น มีชายคนหนึ่งที่เชื่อมั่นว่าดอกไพรีทรัมจะเป็นผลิตผลที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรญี่ปุ่น ก่อนที่ในเวลาต่อมาญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกดอกไม้ดังกล่าวเป็นอันดับ 1 ได้จริงๆ 

เมื่อเมล็ดพันธุ์จากดินแดนตะวันตกพลิกชีวิตชายหนุ่มเกษตรกรชาวญี่ปุ่น

การที่ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จำกัดแมลง เกิดขึ้นจากเออิจิโร่ อุเอยามะ ชายหนุ่มที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรสวนส้มแมนดาริน เออิจิโร่เกิดในปี 1862 ในเมืองอาริตะ ยุคนั้นถือเป็นยุคที่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตก เออิจิโร่จึงเป็นเด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งที่มีความสนใจในความรู้จากโลกตะวันตก

ในปีที่ 1882 เออิจิโร่เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งปรัชญาสำคัญของมหาวิทยาลัยตรงกับสิ่งที่เขาสนใจ นั่นคือการที่ญี่ปุ่นต้องเรียนรู้วิทยาการความทันสมัยจากโลกตะวันตก เพื่อให้พร้อมต่อการแข่งขันกับตลาดโลก

หลังจากนั้นในปี 1885 เออิจิโร่เดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว ด้วยการก่อตั้งบริษัทส่งออกส้มแมนดารินของครอบครัว 

ในปี 1885 นี้เอง เออิจิโร่ได้พบกับเฮช. อี. อามัวร์ (H. E. Amoore) ประธานบริษัทพฤกษศาสตร์อเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ค้าเมล็ดพันธุ์และพืชหายากต่างๆ ด้วยความที่บริษัทอเมริกันต้องการต้นส้มแมนดารินญี่ปุ่น เออิจิโร่จึงมอบให้โดยแลกเปลี่ยนกับการที่นายอามัวร์ส่งพืชหายากหลายชนิดมาให้ในปีถัดไป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเมล็ดไพรีทรัมรวมอยู่ด้วย ความพีคอยู่ตรงที่ในจดหมายส่งมอบมีการระบุว่า ในอเมริกามีเกษตรกรซึ่งปลูกดอกไม้นี้ร่ำรวยไปหลายคนแล้ว

เออิจิโร่ที่เห็นข้อความนึกขึ้นได้ว่า ในดินของพื้นที่ที่แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าปลูกและส่งออกพืชชนิดนี้ได้ จะช่วยยกระดับฐานะเกษตรกรญี่ปุ่นที่ประสบความยากจนได้ไม่น้อย แน่นอนว่าในระยะแรกไม่มีใครเชื่อและปลูกดอกไม้นี้ เออิจิโร่ถึงขั้นให้คำมั่นว่า จะต้องพัฒนาดอกไม้นี้ให้กลายเป็นสินค้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกให้ได้ ตัวเขาเองถึงกับเขียนคู่มือเพื่อเพาะปลูก และเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการปลูกด้วยตัวเอง จนในที่สุดเกษตรกรจำนวนหนึ่งหันมาปลูกดอกไพรีทรัมตามบ้าง

และแล้วจุดพลิกผันก็เกิดขึ้นในปี 1904 ช่วงกำลังเกิดสงครามรัสเซีย- ญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการซื้อผงไพรีทรัมจำนวนมากเพื่อใช้กำจัดเหาและตัวเรือดที่สร้างความรำคาญแก่เหล่าทหารในกองทัพ ช่วงนี้เองที่คำมั่นสัญญาในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่เออิจิโร่เคยกล่าวไว้เห็นผล เมื่อญี่ปุ่นกลายเป็นผู้รับซื้อและส่งออกผงไพรีทรัมรวมถึงน้ำมันจากดอกไพรีทรัมไปทั่วโลก

ยาจุดกันยุงแบบขดที่ได้ความคิดจากภรรยา 

ความมุ่งมั่นของเออิจิโร่นั้นไม่จบแค่การส่งเสริมให้เกิดการปลูกดอกไพรีทรัมในพื้นที่แถบเซโตะอุจิ (Setouchi) รอบทะเลเซโตะ หรือรับซื้อและส่งออกผงของดอกไม้ดังกล่าวในช่วงสงคราม เพราะตั้งแต่แรกเริ่มทำกิจการเออิจิโร่มุ่งมั่นพัฒนาผลผลิตจากดอกไพรีทรัมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน 

สิ่งที่เขาคิดค้นคือการทำ ‘ธูป’ จากผงดอกไพรีทรัมที่ไว้ใช้สำหรับกำจัดเหาเป็นหลัก ทว่าภายหลังเออิจิโร่เล็งเห็นว่า บริบทการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นถูกรบกวนจากยุงมากกว่า เหตุนี้เขาจึงยืมกรรมวิธีไล่แมลงแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นมาใช้ นั่นคือการนำไม้ซีดาร์เผาและสมุนไพรบางชนิดมาผสมกับผงดอกไม้ไพรีทรัมที่เหมาะสำหรับการใช้ไล่ยุง

ทว่าในการผลิตช่วงแรกยังเกิดปัญหา เมื่อไม่สามารถเผาขึ้นรูปยาจุดกันยุงให้เป็นแท่งได้ จนวันหนึ่งในระหว่างที่เออิจิโร่เดินทางไปเยือนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เขาได้พักแรมในโรงแรมเดียวกันกับช่างทำธูปคนหนึ่ง การพบกันครั้งนั้นเองนำมาสู่การพัฒนาธูปไล่ยุงจนสำเร็จในปี 1890 นี่จึงเป็นที่มาที่ยาจุดกันยุงในยุคแรกมีหน้าตาเป็นแท่งธูปเหมือนกับที่เราใช้ไหว้พระ

แต่ด้วยความที่ยาจุดกันยุงยุคแรกเป็นก้านแท่ง ทำให้เวลาจุดมักจุดได้ราว 40 นาทีเท่านั้น และด้วยขนาดแท่งค่อนข้างเล็กจึงได้ควันที่บาง จำต้องจุดทีละหลายก้านเพื่อให้เพียงพอต่อการไล่ยุง 

อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าปากต่อปากว่า ภรรยาของเออิจิโร่บังเอิญเห็นงูตัวหนึ่งนอนขดเป็นเกลียว จึงออกความคิดแก่สามีว่า ทำไมไม่ทำธูปไล่ยุงเป็นขด ซึ่งเรื่องเล่าที่ว่าเป็นความจริงไหมไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ที่แน่ชัดคือในปี 1902 ได้มีการพลิกโฉมยาจุดกันยุงจริงๆ จากแบบเดิมที่เป็นก้านธูปกลายรูปเป็นทรงขดเกลียวและแบน ซึ่งถือเป็นการออกแบบชาญฉลาด ได้ธูปที่ทรงหนาขึ้น และขดรวมกันทำให้ง่ายต่อการขนส่ง

กิจการยาจุดกันยุงแบบขดถือเป็นอีกกิจการที่โตอย่างก้าวกระโดด และเป็นอีกกิจการที่เติบโตมาจากรากเหง้าอุตสาหกรรมการเกษตรของญี่ปุ่น 

จากการคิดค้นจนเกิดเป็นยากันยุงแบบขดในปี 1902 หลังจากนั้นในปี 1910 เออิจิโร่ได้ตั้งบริษัทผลิตยาจุดกันยุงแบบขดอย่างเป็นทางการ พร้อมจดทะเบียนสินค้าในชื่อยี่ห้อ ‘คินโช’ (Kincho) ที่มีโลโก้เป็น ‘หัวไก่’ ที่มาจากสุภาษิตจีนโบราณว่า ‘เป็นหัวไก่ดีกว่าหางวัว’ หมายถึงขอเป็นผู้นำในพื้นที่ที่เหมาะสม ดีกว่าเป็นผู้ตามในที่ที่ยิ่งใหญ่ โดย 1 ปีหลังจากนั้นคินโชได้ขยายสาขาไปที่รัสเซีย และปักธงที่เมืองนิวยอร์กในปี 1922

ในที่สุดช่วงปี 1930 ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ส่งออกไพรีทรัมอันดับ 1 ของโลก กองทัพทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษใช้ผงเหล่านี้ในการเข้าสู้รบในพื้นที่ป่าดิบชื้น โดยกองทัพอังกฤษนำไพรีทรัมมาทำเป็นสเปรย์เพื่อฉีดพ่นเต็นท์และพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันยุงและหมัดที่เป็นพาหะนำโรคอันตราย เช่น โรคไข้รากสาดใหญ่ (Typhus) ที่ติดจากเหา และโรคไข้มาลาเรีย (Malaria) จากยุงก้นปล่อง

ทว่าเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นแปรสถานะกลายเป็นศัตรูของชาติตะวันตก ส่งผลให้ประเทศอย่างสหรัฐฯ และอังกฤษขาดแคลนดอกไพรีทรัม กลายเป็นว่าสหรัฐฯ ต้องผลักดันพัฒนาสารเคมีกำจัดแมลงที่ชื่อว่า DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เพื่อใช้ทดแทนสารกำจัดแมลงจากพืชธรรมชาติที่หายไป

ความนิยมของยาจุดกันยุงตราไก่ที่ถดดอยไปตามกาลเวลา

ถ้าเราดูเรื่องราวของคินโชที่ถูกนำเสนอบนเว็บไซต์ของพวกเขาจะพบว่า คินโชมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากสารสกัดของดอกไพรีทรัม ที่เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายรูปแบบ

สำหรับเออิจิโร่เสียชีวิตลงในปี 1943 เขาถือเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพ (Kami) ตามความเชื่อชินโตคือมีการสร้างศาลบูชาของเขาบนเกาะมุไคชิมะ 

ซึ่งเดิมทีพื้นที่ตั้งของศาลแห่งดอกไพรีทรัมนี้ประสบกับความแห้งแล้ง แต่การมาของเออิจิโร่ได้ช่วยพลิกฟื้นให้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ จากเกาะที่ผู้คนพึ่งพาแค่อาชีพประมง สู่เกาะที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ถึงขั้นที่ยุคหนึ่งมีการกล่าวว่า บนเกาะมุไคชิมะขาวโพลนไปด้วยกลีบสีขาวของดอกไพรีทรัม

ชะตากรรมของทุ่งดอกไม้สีขาวถดถอยไปตามกาลเวลา ความนิยมสารฆ่าแมลงธรรมชาติลดน้อยลง ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นมองว่า พื้นที่ปลูกดอกไม้สำคัญน้อยกว่าพื้นที่เพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร มิหนำซ้ำญี่ปุ่นยังถูกตัดขาดออกจากเจ้าตลาดโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเช่นเคนย่าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกดอกไพรีทรัม

แม้เรื่องราวของคินโชจะดูเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ แต่เมื่อสืบสาวลึกลงไปจะเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกธุรกิจจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านเรื่องราวของชายหนุ่มที่กระตือรือร้นในการรับศาสตร์ความรู้โลกตะวันตก มุ่งมั่นนำความรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพแก่เกษตรกรริมพื้นที่ชายฝั่ง

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของดอกไม้สีขาว ที่เดินทางไกลจากเปอร์เซียถึงหมู่เกาะวากายามะ และชายหนุ่มที่ในเวลาต่อมาถูกเรียกว่าเทพเจ้า

อ้างอิง

พญาไท-เปาโล จับมือ Shop.BeDee ยกระดับการเข้าถึงสุขภาพคนไทยผ่าน Digital Health Ecosystem

ไม่นานมานี้ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจในอุตสาหกรรม healthcare industry นั่นคือการที่อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการเติบโตบน

แพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่า 32% ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและตัดสินใจด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกล่าวได้ว่า นี่คือยุคที่เทรนด์สุขภาพเปลี่ยนผ่านจาก ‘เชิงรุก’ สู่ ‘เฉพาะบุคคล’ (one size does not fit all)

นี่จึงเป็นที่มาที่โรงพยาบาลในเครือพญาไท-เปาโล ประกาศผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วมกับ ‘Shop.BeDee’ แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลชั้นนำ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการดูแลสุขภาพ (healthcare ecosystem) ในประเทศไทย โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพเชิงรุก (proactive care) พร้อมชูจุดเด่นการออกแบบประสบการณ์สุขภาพเฉพาะบุคคล (personalized care) ที่เชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อจากออนไลน์สู่โรงพยาบาล ตอบโจทย์ผู้บริโภคครบทุกช่วงวัย

ศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือพญาไท-เปาโล กล่าวถึงการร่วมมือกันของทั้งสององค์กรว่า เป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ทั้งสององค์กรจะร่วมกันนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือกับ Shop.BeDee จะช่วยให้เครือ รพ.พญาไท-เปาโล ส่งมอบ personalized health journey ที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ Shop.BeDee จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘gateway’ สำคัญที่ช่วยเชื่อมต่อการดูแลสุขภาพตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเลือกโปรแกรม การนัดหมาย การเข้ารับบริการ ไปจนถึงการติดตามผลสุขภาพให้เป็นประสบการณ์เดียวกันอย่างไร้รอยต่อ ขณะเดียวกันเครือพญาไท-เปาโล มองบทบาทของแพลตฟอร์มสุขภาพดังกล่าวว่าเป็นมากกว่า marketplace แต่เป็นส่วนหนึ่งของ health ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการสุขภาพคุณภาพและเครือข่ายโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานไว้ในที่เดียว

ความร่วมมือที่ว่าถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง digital health ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยี และข้อมูลสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคลในทุกช่วงของชีวิตอย่างแท้จริง

Thailand International Dog Show 2026 อีเวนต์ของคนรักหมา กับภารกิจดันบาร์ Pet Humanization

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วง 2-3 ปีมานี้บ้านเรามีการจัดงานอีเวนต์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแทบจะทุกไตรมาส ตามกระแสความนิยมในเทรนด์ pet humanization หรือการเลี้ยงสัตว์ดุจสมาชิกในครอบครัว ซึ่งทำให้มูลค่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงพุ่งสูงถึง 9.2 หมื่นล้านบาท 

ล่าสุดในปี 2569 มีการประกาศจัดอีเวนต์ใหญ่ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยครั้งนี้เน้นไปที่เจ้าตูบ นั่นคืองาน Thailand International Dog Show ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 24 โดยความพิเศษของครั้งนี้ คือการพลิกโฉมงานสู่ Dog Community Festival ที่มีใจความสำคัญคือการสร้างภาพ ‘เมืองที่โอบรับความหลากหลาย’ ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะต่างเพศ ต่างสถานะ หรือต่างช่วงวัย รวมถึงการผลักดันให้สัตว์เลี้ยงเป็นประชากรส่วนหนึ่งของเมืองอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ งานแถลงข่าวอีเวนต์ดังกล่าวเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากบรรดา dog person ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่

Dog Red Carpet Parade พรีวิวรันเวย์พรมแดงที่เฉลิมฉลองความหลากหลายของสุนัขทุกรูปแบบ พร้อมการออกแบบเส้นทางการเดิน (routing & blocking) โดย หนูหนึ่ง–นาตาเลีย เพลียแคม Miss ACDC

‘มู่ทู่’ เซเลบสี่ขาสายมีมขวัญใจชาวเน็ต ยอดผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน ที่ออกมาป่วนพร้อมสุนัขเซเลบจากอีก 15 บ้าน

เซสชั่น Social Impact & No Pet Beauty Standard ชวนเสวนาเปิดมุมมองด้านความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง (human kind) โดย เก๋–ชลลดา เมฆราตรี 

รวมไปถึงประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่าง KANIVA และวิทยาลัยดุสิตธานี (Dusit Thani College) ที่เตรียมเนรมิตประสบการณ์ The Kaniva Chef’s Table for Dogs ภายในอีเวนท์ Thailand International Dog Show 2026

สำหรับงาน Thailand International Dog Show 2026 จะขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10:00–20:00 น. ที่ Hall 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ใครที่รักน้องหมาบอกเลยว่าไม่ควรพลาด

นักธุรกิจหญิงต้องพยุงทั้งธุรกิจและฝ่าฟันอคติสังคม Cartier Dialogues บทสนทนาถึงการก้าวข้ามอคติที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้

กว่าที่ผู้ประกอบการหญิงคนหนึ่งจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ พวกเธอมักถูกตั้งคำถามถึงทักษะการเป็นผู้นำ การบริหารจัดการอารมณ์ ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขัน ความคาดหวังในบทบาทการเป็นแม่หรือภรรยา ความคาดหวังของสังคมต่อภาพลักษณ์ผู้หญิงที่ต้องอ่อนโยนมากกว่าการเป็นผู้นำเด็ดเดี่ยว หรือการถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในภาวะการเป็นผู้นำ การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติต่อเพศเช่นนี้ ส่งผลให้นักธุรกิจหญิงหลายคนเกิดคำถามต่อความสามารถของตัวเอง ถูกทำให้​ความมั่นใจภายในสั่นคลอน กลายเป็นแรงกดดันให้นักธุรกิจหญิงต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริง

อุปสรรคเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหญิงจำนวนไม่น้อยต้องล้มเลิกการทำธุรกิจไป เพราะไม่มีต้นทุนมากพอที่จะต่อสู้กับอคติเหล่านี้ได้ OECD ว่าในปี 2023 มี ‘ผู้ประกอบการที่หายไป’ ในประเทศกลุ่ม OECD ถึง 34 ล้านคน และในจำนวนนั้นมากถึง 70% (ประมาณ 24.8 ล้านคน) เป็นผู้หญิง ทั้ง The World Economic Forum และ OECD ได้แนะนำว่าควรมีโครงการที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการหญิงได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างทัศนคติต่อการทำธุรกิจ การมุ่งเน้นทักษะการเป็นผู้นำ

“เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว พวกเราได้จัดโครงการผู้นำหญิงที่ชื่อว่า ‘Make Your Mark’ ขึ้นมา ในตอนนั้นมีคำถามเกิดขึ้นว่า เราจำเป็นต้องทำโครงการนี้ด้วยหรือ? เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการฝึกฝนภาวะผู้นำเฉพาะสำหรับผู้หญิง ซึ่งผมตอบไปว่า ‘ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก’ หมายความว่า มีสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกินที่ถูกยัดเยียดให้กับผู้หญิง จนทำให้พวกเธอไม่สามารถเว้นระยะห่างออกมามอง และเอาแต่คิดว่าตัวเองอาจจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ” ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ แบ่งปันเรื่องราวของการทำโครงการ Cartier Women’s Initiative รางวัลที่มอบให้กับผู้ประกอบการหญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมมากว่า 20 ปี

“ดังนั้นจุดประสงค์ของการให้พวกเธอทั้งหมดมารวมตัวกัน ในส่วนแรกก็คือการสร้างความผูกพันร่วมกัน และจากนั้นก็เปิดใจคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเอง เพียงแค่การได้ตระหนักว่า ‘ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน’ และต่างก็มีความรู้สึกที่คล้ายๆ กัน สิ่งนี้ได้ช่วยให้พวกเธอสามารถก้าวข้ามมันไปได้ จากนั้นก็สร้างความผูกพันร่วมกัน แล้วบอกกับตัวเองว่า ‘เอาล่ะ เรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย และเราแค่ต้องเป็นตัวของตัวเอง’ พร้อมกับบอกว่ามันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าภาวะผู้นำแบบผู้ชายหรือแบบผู้หญิงหรอก มีแต่สิ่งต่างๆ ที่ถูกยัดเยียดให้ผู้หญิงมากเกินไปต่างหาก”

นี่คือเหตุผลที่ Cartier Women’s Initiative จัดกิจกรรม Cartier Dialogues สร้างบทสนทนาว่าด้วยบทบาทของการเป็น ‘ผู้นำหญิง’ ในปัจจุบัน โดยมี ซีริลล์ วิญเญอรอง ชวนผู้นำหญิง เจ้าขององค์กรและธุรกิจเพื่อสังคมมาร่วมพูดคุยกัน 

ทั้ง ดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร เจ้าของหนังสือ Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะ ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการคิดว่าตนเองไม่เก่ง’ ทั้งในแง่ของความท้าทายที่เกิดที่ตัวบุคคลเองและเชิงโครงสร้างระบบสังคม

รวมทั้ง อามัล คลูนีย์ ทนายหญิงด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม และ รามลา อาลี นักมวยโอลิมปิกชาวโซมาลี ผู้สร้างภาพยนตร์ และทูตองค์การ UNICEF แห่งสหราชอาณาจักร ร่วมพูดคุยถึง ‘ภาพจำ’ (stereotype) ต่อคำว่า ความแข็งแกร่ง รวมถึงบทบาทของการศึกษา การคุ้มครองทางกฎหมาย และการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเสริมศักยภาพให้แก่ผู้หญิง

Recap ตอนนี้ เราชวนไปนั่งฟังเหล่าผู้นำหญิงและนักเคลื่อนไหวผู้ทำให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน 

เราทุกคนต่างเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งทั้งนั้น แต่เราก้าวข้ามภาวะนี้ได้ 

สำหรับ ดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร เจ้าของหนังสือก้าวข้ามผ่านวันที่ยากลำบากกับความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจากการเขียนเล่าประสบการณ์ภาวะ imposter syndrome ในหนังสือชื่อว่า Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life  

เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากที่ลิซาเรียนจบปริญญาเอก เธอได้ทำงานในที่แห่งหนึ่งที่หัวหน้าทำให้เธอรู้สึกตั้งคำถามว่าตัวเองเก่งพอหรือยัง “ฉันไม่เคยปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเลย ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ ฉันแค่ยอมไปในทุกๆ ที่ที่มีคนบอกให้ไป แล้วฉันก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนร่วมงานได้เงินเดือนมากกว่าฉันถึงประมาณ 30% ทั้งๆ ที่ฉันดูแลโปรแกรมงานมากกว่าเธอด้วยซ้ำ อุปสรรคตรงนั้นมันหนักหนามาก แถมหัวหน้าของฉันยังชอบหักหน้าฉันในที่สาธารณะ ชอบเอาฉันไปพูดตลกขบขัน และทำทุกวิถีทางที่ทำให้ฉันทำงานได้ยากลำบาก” 

แล้ววันหนึ่งระหว่างนั่งประชุมกับผู้บริหารระดับสูง ลิซาพบว่าหัวหน้าของเธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังลดทอนผู้หญิง เธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมปลักกับสถานการณ์เหล่านี้อีกต่อไป “ฉันจึงตัดสินใจลาออกจากงานนั้นค่ะ แล้วก็เริ่มหันมาเปิดบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง” จากนั้นหนังสือ Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life ก็คลอดออกมา 

“ฉันคิดว่าช่วงหลังจากสถานการณ์โรคระบาด ตอนที่หนังสือเล่มนี้วางแผง น่าจะเป็นช่วงเวลาที่จังหวะชีวิตของผู้คนมาประจวบเหมาะกับเรื่องอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่งนี้พอดี และฉันคิดว่าผู้คนเริ่มตระหนักได้ว่า ตัวเองต้องต่อสู้ดิ้นรนกับสิ่งนี้มาตลอดทั้งชีวิต และเริ่มเข้าใจถึงผลกระทบที่มันมีต่อพวกเขา” 

สำหรับลิซา การสร้างบทสนทนาเรื่องนี้ในวงกว้างคือการยืนยันว่า ความรู้สึกนี้ไม่ได้โดดเดี่ยว เราทุกคนต่างก็เคยตกอยู่ในอาการที่ว่าเราไม่เก่งมากพอ หรือไม่คู่ควรที่จะทำงานชิ้นสำคัญให้สำเร็จลุล่วงไปได้

“บ่อยครั้งพวกเรามักจะทำตัวเป็นหมาป่าสันโดษ และมองว่าไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นมากนัก แถมมักจะไม่ยอมบอกใครด้วยว่าเรากำลังเผชิญกับสิ่งนี้อยู่ ทำให้ไม่มีใครรู้เลย และเราเองก็ไม่มีใครคอยสนับสนุนในเรื่องนี้ ดังนั้นฉันเลยคิดว่าความสามารถในการพูดเปิดอกเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความสำคัญจริงๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูจากอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง การที่คุณสามารถพูดคุยเรื่องประสบการณ์ของคุณกับคนอื่นเพื่อจะได้ไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ตามมุมมืดของความรู้สึกอับอายอีกต่อไป”

การเปิดเผยถึงความรู้สึกนี้อย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้เรามองหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งได้ ซึ่งลิซามักเจอคำถามนี้เสมอว่า อาการเหล่านี้มาจากไหน? และคำตอบของเธอในฐานะนักจิตวิทยาคือ การปลูกฝังแนวคิดในช่วงวัยเด็ก 

“มันมาจากวิธีที่คุณมักจะถูกเลี้ยงดูมาให้คิดเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ ความล้มเหลว การทำความผิดพลาด รวมไปถึงภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้มักจะมีต้นแบบหรือแนวคิดบางอย่างครอบเอาไว้ และถ้าคุณไม่ได้เข้าล็อกตามนั้น คุณก็มักจะรู้สึกว่า ‘ฉันไม่ได้คู่ควรกับตรงนี้ ฉันยังดีไม่พอ ฉันไม่สามารถทำสิ่งนี้แบบที่คนนั้นคนนี้ทำได้’”

ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ แลกเปลี่ยนบทสนทนากับลิซาว่า อันที่จริง ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงก็มีโอกาสรู้สึกถึงภาวะที่ตัวเองไม่เก่งพอเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า สำหรับผู้หญิงนั้น อุปสรรคข้างหน้าแก้ยากกว่า เพราะบางครั้งพวกเธอเป็น ‘คนแรก’ ที่ต้องปูทางการเปลี่ยนแปลง และไม่มีใครเป็นต้นแบบให้เห็นมาก่อน เธอจึงต้องลุยกรุยทางด้วยตัวเอง 

“มีงานวิจัยที่พยายามศึกษาอาการรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ก็มีคำตอบว่า พวกเขาเผชิญความรู้สึกนี้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปี 2024 ที่เราได้เห็นผลงานวิจัยเชิงวิเคราะห์อภิมาน (meta-analytic study) ชิ้นหนึ่งถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงเผชิญกับอาการนี้มากกว่า และนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้จริงๆ สิ่งที่เราเห็นในกลุ่มผู้หญิงก็คือ พวกเธอมักจะมีพฤติกรรมในลักษณะ ‘เผชิญหน้ากับความกลัว’ (counterphobic) หมายความว่า พวกเธอจะยอมเดินเข้าหาและเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองกลัวจริงๆ ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเธอถูกกระตุ้นให้เกิดอาการนี้บ่อยครั้งกว่า” ลิซาอธิบาย

“ส่วนในกลุ่มผู้ชาย สิ่งที่เราเห็นก็คือประสบการณ์ในเรื่องของ ‘การต้องการเป็นผู้คุมเกม’ พวกเขาไม่อยากแบกรับความเสี่ยง ไม่อยากพาตัวเองออกไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะทำเฉพาะสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองรู้สึกว่าสามารถควบคุมและเชี่ยวชาญได้ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ พวกเขาไม่ได้ผลักดันตัวเองให้ก้าวไปไกลกว่าจุดนั้น ซึ่งในทางกลับกัน มันคือพฤติกรรมในลักษณะ ‘หลีกเลี่ยงความกลัว’” 

เหนือสิ่งอื่นใด ในภาวะที่ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งมากพอ สามารถแก้ไขได้ ลิซาให้คำแนะนำว่า

“ฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งที่กลายมาเป็นเรื่องสำคัญมากในการแก้ไขอาการนี้ คือการค้นหาวิธีในแบบของคุณเอง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่าคนอื่นเขาจะทำกันยังไง แต่คุณล่ะทำมันยังไง? คุณใช้ชีวิตกับมันยังไง? และทำมันในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณเอง ซึ่งนี่คือสิ่งเดียวกับที่โซเนีย โซโตมายอร์ (Sonia Sotomayor–ชาวฮิสแปนิกคนแรกและผู้หญิงคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาสหรัฐฯ) เคยพูดไว้ตอนที่เธอต้องต่อสู้กับอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง นั่นคือการทำสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณ มันเป็นแนวคิดที่สำคัญมากจริงๆ ค่ะ ที่ว่าคุณไม่ได้กำลังพยายามจะเป็นเหมือนคนอื่น แต่คุณกำลังพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะค้นหาความเป็น ‘ตัวคุณ’ เจอ ในเวลาที่มันกำลังถูกบดขยี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันไม่ได้คู่ควรกับตรงนี้ ฉันยังดีไม่พอ’”

“อีกสิ่งคือ ฉันคิดว่าการตระหนักว่ามีคนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับเรื่องนี้อยู่ คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึก อย่าปล่อยให้ตัวเองโดดเดี่ยว ควรแบ่งปันเรื่องนี้กับคนอื่นๆ ที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือและขอกำลังใจได้ เพื่อให้คุณกล้าเผชิญกับสิ่งที่คุณกลัว”

การยืนหยัดความแข็งแกร่งของผู้หญิงคนแรกที่กรุยทางและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก

รามลา อาลี เป็นนักมวยชาวโซมาลีคนแรกที่ได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกปี 2020 และ นักมวยหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชกมวยอาชีพในประเทศซาอุดีอาระเบียและคว้าแชมป์ในระดับนานาชาติ

นอกจากผลงานบนสังเวียนแล้ว เธอยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีแห่งปีของนิตยสาร TIME (TIME Magazine Woman of the Year) ในปี 2023 และเป็นทูตสันถวไมตรีระดับโลกของ UNICEF

“คุณรู้ใช่ไหมว่ามันยากเสมอแหละการที่จะเป็นคนแรก เพราะเราไม่มีใครให้มองเป็นต้นแบบ ไม่มีใครที่เคยทำสิ่งนั้นมาก่อน” รามลากล่าวขึ้นบนเวที “ตัวฉันเองก็มีภาพจำการตีตราอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน คือฉันเป็นผู้หญิงมุสลิมชาวโซมาลีที่เข้ามาทำกีฬาประเภทนี้ กีฬาที่พวกเขาเรียกว่า ‘มวย’ มันเป็นกีฬาที่ป่าเถื่อนใช่ไหมล่ะคะ? แล้วคุณรู้ไหม ตอนที่ฉันเริ่มทำมันทีแรก ฉันยอมรับเลยว่าเริ่มเพราะเหตุผลที่เห็นแก่ตัวล้วนๆ เลย คือมันจะให้อะไรกับฉันได้บ้าง? ฉันจะก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ยังไง? แล้วหลังจากนั้น”

“พอเวลาผ่านไป ฉันก็เริ่มได้รับข้อความบนโลกออนไลน์เยอะมากจากเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ๆ พวกเธอบอกว่าฉันเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเธอมากแค่ไหน และตอนนี้พวกเธอมองฉันเป็นต้นแบบ เป็นผู้นำที่ไร้ความกลัว การได้รับข้อความแบบนี้แหละค่ะที่ช่วยย้ำเตือนใจเราเสมอว่า ‘เราเริ่มทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรตั้งแต่แรก’ และมันทำให้รู้สึกจริงๆ ค่ะว่า สิ่งที่เราทำลงไปมันถูกต้องแล้ว เราทำมันได้ดีแล้วจริงๆ ฉันพูดอยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘คุณไม่สามารถเป็นในสิ่งที่คุณมองไม่เห็นได้’ ดังนั้น เรื่องภาพจำหรือการเป็นตัวแทนมันเลยสำคัญมากๆ ค่ะ” เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเธอพูดจบประโยค

ความสำเร็จของรามลา ทำให้เธอก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่า Sisters Club ในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงในลอนดอนกำลังพุ่งสูง องค์กรของรามลาเป็นทั้งพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เข้ามาเล่นกีฬาที่ต้องการ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการปกป้องผู้หญิง

“ฉันอยากจะเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงบางกลุ่มที่ฉันคิดว่าพวกเธอเข้าถึงการเล่นกีฬาได้ยาก ดังนั้น ในกลุ่มของเราจึงมีทั้งกลุ่มผู้หญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้หญิงจำนวนมากที่มาเข้าร่วมคือผู้ที่เคยเผชิญกับภัยความรุนแรงภายในครอบครัว” รามลาใช้เวลาส่วนตัวมาเป็นอาสาสมัครสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเพื่อสอนมวยให้กับผู้หญิงที่เข้าร่วมใน Sisters Club 

“ตอนที่ฉันก่อตั้งคลับ ฉันพูดกับตัวเองว่า “ต้องไม่มีใครจ่ายเงินแม้แต่เพนนีเดียวเพื่อมาคลับนี้” เพราะว่าผู้หญิงจำนวนมากที่มาเข้าคลับของเรา คือผู้หญิงที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย หรือเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มันคงผิดสำหรับฉันที่จะบอกว่าคุณต้องจ่ายเงินเพื่อมาที่คลับแห่งนี้ ดังนั้น ผู้หญิงจำนวนมากที่ปรากฏตัวที่นี่สัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็ชอบที่เข้าร่วมได้ง่าย เพราะมันฟรี” 

“ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราจะยังเป็นองค์กรที่เล็กมากๆ เล็กมากๆ จริงๆ แต่พวกเรามีคลาสต่อยมวย 4 คลาสในลอนดอน และอีก 1 คลาสในนิวยอร์ก นอกจากนี้เรายังมีสโมสรบาสเกตบอล สโมสรฟุตบอล ชมรมวิ่ง และยังมีชมรมวิ่งที่ฟลอริดาอีกด้วย ฉันอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่มอบโอกาสทางกีฬาให้แก่ผู้หญิงที่เข้าถึงมันได้ยากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” รามลาบอกเป้าหมายของ Sisters Club ของเธอ

ในวงสนทนาเดียวกันนี้ ยังมี อามัล คลูนีย์ ทนายหญิงด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในฐานะทนายที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนกว่า 2 ทศวรรษ และการฝ่าฟันทั้งการเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมๆ กับการถูกตีตราในฐานะทนายหญิงด้วย

“สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในฐานะนักกฎหมายและนักรณรงค์ คือเมื่อสัปดาห์ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันเพิ่งไปสอนหนังสือที่วิทยาลัยการปกครองบลาวาตนิก (Blavatnik School of Government) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดมาค่ะ นักศึกษาที่นั่นหลายคนกำลังจะไปรับตำแหน่งในรัฐบาล พวกเขาถามฉันว่า ‘สไตล์การรณรงค์ขับเคลื่อนของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหมเมื่อคุณโตขึ้น?’ เพราะนี่ก็ผ่านมาราว 25 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่ฉันเรียนจบ

“ฉันตอบพวกเขาไปว่า เมื่อก่อนเวลาที่ฉันจะไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือใครก็ตาม ฉันมักจะพูดว่า ‘คุณต้องทำสิ่งนี้เพราะมาตรา 4 ของสนธิสัญญาระบุไว้ว่าคุณต้องทำ’ แต่ในเวลาต่อมา ฉันได้เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีพูดให้เข้ากับมุมมองของพวกเขาแทนค่ะ เช่น อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา? ถ้ามันเป็นเรื่องของเหตุผลทางเศรษฐกิจ คุณก็ต้องตีกรอบการนำเสนอให้เป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงของพวกเขาที่จะต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย คุณก็ต้องบอกว่า ‘ถ้าคุณไม่ทำตามมาตรา 4 นี้ เรื่องนี้จะไปลงหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์นะ’ หรือพูดถึงผลกระทบทางการเงินที่จะตามมาแทน”

สำหรับอามัล สิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการต่อสู้ในโลกของระบบยุติธรรมอันซับซ้อน คือการมองว่าความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นจากครั้งแรก แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ต้องรวบรวมเพื่อนร่วมทางและพลังมากพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง  

“ปัญหาของระบบยุติธรรมโลกก็คือ ในบางครั้งคุณไม่สามารถชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงคืออะไร เช่น บางครั้งเวลาที่ฉันไปสัมภาษณ์ใครสักคน พวกเขาจะถามว่า ‘แต่ถ้าฉันให้ปากคำนี้กับคุณ หรือถ้าฉันเดินหน้าต่อ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?’ และคุณก็ถูกบีบให้ต้องพูดความจริงว่า ‘มันอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้ แต่เราจะพยายามดูค่ะ เราจะสู้ให้สุดความสามารถ’ ซึ่งบางครั้งเราก็ทำสำเร็จ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงเรียกสิ่งที่เราทำในมูลนิธิว่า ‘การทำศึกเพื่อความยุติธรรม’ (Waging Justice)

“เพราะปกติแล้วผู้คนมักจะพูดถึงแต่คำว่าการทำสงครามจะรู้ดีว่าคุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ ต้องรวบรวมพันธมิตร และต้องระดมกองกำลังเข้าสู่สนามรบ แต่สิ่งนี้ก็เป็นจริงเช่นเดียวกันสำหรับทุกความพยายามที่จะนำมาซึ่งสันติภาพหรือความยุติธรรม คุณจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว และต้องรู้ด้วยว่ามันจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข็นครกขึ้นภูเขา คุณจะไม่มีวันทำสำเร็จในครั้งแรกอย่างรวดเร็วหรือโดยง่ายหรอกค่ะ แต่ถ้าพวกเราทุกคนร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนทิศทางลม เปลี่ยนทิศทางที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมและขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาไปสู่ความก้าวหน้า เราประสานพลังร่วมมือกันในความพยายามเหล่านี้ ฉันเชื่อว่าพวกเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอนค่ะ”

อามัลยังให้ความสำคัญในการให้ความรู้เรื่องสิทธิกับผู้หญิงและกลุ่มเปราะบางต่างๆ รวมทั้งการสร้างการตระหนักรู้ในหมู่ผู้ชายว่าพวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและเคารพสิทธิของผู้หญิงเช่นกัน

“แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ผู้ชายลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของผู้หญิงด้วยเช่นกัน ฉันหมายความว่า ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็น ‘ลูกสาว’ ของใครบางคนก่อน จากนั้นก็กลายไปเป็น ‘ภรรยา’ ของใครบางคน ซึ่งอิทธิพลของผู้เป็นพ่อหรือสามีนั้นสามารถส่งผลต่อการหล่อหลอมตัวตน และบางครั้งก็ถึงขั้นกำหนดทิศทางชีวิตของพวกเธอได้เลย” อามัลอธิบาย ก่อนจะแนะนำเทคโนโลยีที่มูลนิธินำมาใช้ช่วยเหลือด้านกฎหมายกับกลุ่มเปราะบาง

“ในตอนนี้เมื่อมี AI เข้ามาช่วย เราจึงสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นอีกมหาศาลเลยค่ะ ยังมีเยาวชนที่ไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้ไปโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ได้รู้เสมอไปว่าจะสามารถปรับทุกข์หรือไว้ใจใครได้บ้างหากมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นที่บ้าน หรือเมื่อตกเป็นเหยื่อ และไม่รู้แน่นอนว่าจะติดต่อทนายความได้อย่างไร

“ดังนั้น ตอนนี้พวกเราจึงสามารถเข้าไปยังชุมชนที่ห่างไกลได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีของเราตอนนี้ที่ร่วมพัฒนากับไมโครซอฟต์ ชื่อว่า ‘อินเทอร์เน็ตในกล่อง’ (Internet-in-a-Box) เราได้ทำแผนที่ในประเทศต่างๆ เพื่อดูว่าจุดไหนที่เกิดภัยอันตรายขึ้น ปักหมุดไปยังโรงเรียนหรือสถานพักพิงต่างๆ จากนั้นก็ติดตั้งแชตบอตลงบนแท็บเล็ต เพื่อให้เด็กผู้หญิงเหล่านี้สามารถถามคำถามในภาษาของตนเองได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ชุมชนของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าทั้งหมด ฉันจึงรู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับการที่เราจะสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นอีกจำนวนมากด้วยข้อมูลเหล่านี้โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยค่ะ” 

สำหรับอามัล การสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า คืองานระยะยาว เธอยอมรับว่าโลกไม่อาจขาวสะอาดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ คือกล้าหาญมากพอที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง

“ฉันหมายความว่า เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า เราคงไม่สามารถกวาดล้างความชั่วร้ายให้หมดไปจากโลกนี้ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้อย่างแน่นอนคือ ลดการนิ่งดูดายที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในสังคม การที่สิ่งดีๆ จะกลับมาชนะได้ คือการที่แต่ละคนยอมลุกขึ้นมา เผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า แล้วแสดงความกล้าหาญออกมาค่ะ” 

รู้จัก ‘hydration break’ แท็กติกหาเงินสุดล้ำฟุตบอลโลก 

ถึงช่วงของฟุตบอลโลกทีไร หนึ่งในเรื่องที่คอฟุตบอลคุยกันสนุกคือแท็กติกการแข่งขันของแต่ละทีม ทีมไหนใช้ระบบการเล่นแบบไหน มีกลยุทธ์พิเศษยังไงที่จะสามารถเอาชนะคะคานคู่แข่งอีกทีมได้

“ทีมนี้เล่น 4-4-2 แต่เวลาบุกเป็น 3-2-5 โอเวอร์โหลดนักเตะขึ้นมาในเกมรุก” อะไรแบบนี้เป็นต้น

ทีนี้ในฟุตบอลโลก 2026 ดันมีอีกหนึ่งแท็กติกที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในเวลานี้ เพราะเป็นหนึ่งในความพิเศษของการแข่งขันฟุตบอลโลกในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งมีชาติเจ้าภาพด้วยกัน 3 ชาติ จากสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา

แต่แท็กติกที่พูดถึงกัน ไม่ใช่เรื่องของแท็กติกการเล่น แต่เป็นแท็กติกในการหาเงินรายได้เสริมในระดับมหาศาล จากกติกาพิเศษที่มีขึ้นสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยเฉพาะอย่าง hydration break หรือช่วงการพักให้น้ำ

💦 คิดจะพัก พักให้น้ำ

ปกติแล้วในเกมฟุตบอลจะมีการแข่งขันกัน 2 ครึ่งเวลาด้วยกันคือครึ่งแรก (first half) และครึ่งหลัง (second half) โดยจะแข่งกันครึ่งละ 45 นาที และจะมีช่วงเวลาราว 15 นาทีสำหรับการพักครึ่งที่จะให้นักกีฬาได้พักฟื้นฟูพละกำลัง เติมความสดชื่น และเป็นเวลาสำหรับโค้ชที่จะได้แก้ไขวิธีการเล่นที่มีปัญหาด้วย

แต่สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ได้ออกกฎใหม่ชั่วคราวให้มีการเพิ่มช่วงเวลาในการพักระหว่างการแข่งขันในทุกครึ่งของครึ่งเวลานั้น หรือทุกนาทีที่ 22 

ช่วงพักแบบใหม่นี้เรียกว่า hydration break หรือเรียกง่ายๆ คือช่วงพักให้น้ำ เพื่อให้นักฟุตบอลได้ดื่มน้ำเติมความสดชื่นให้กับร่างกายเป็นเวลา 3 นาที

ที่ต้องทำแบบนี้เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มีขึ้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งสภาพอากาศในช่วงเวลานี้เป็นฤดูร้อนที่ค่อนข้างร้อนจัด ตามรายงานมีบางนัดต้องลงแข่งในสภาพอากาศที่สูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส มีโอกาสที่จะเป็นอันตรายแก่นักฟุตบอลได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงให้มีการได้พักดื่มน้ำ

⏱️ ความลับในช่วงเวลา

เพียงแต่ช่วงของพักครึ่งเวลานั้นมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ และความลับนั้นมันปิดไม่มิด

ในขณะที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างไม่ชอบกับช่วงการพักเบรกกลางคัน ซึ่งมีผลกระทบต่อเกมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่มีข้อมูลจากผู้ชำนาญที่รวบรวมและวิเคราะห์แล้วพบว่ากระแสของเกม (momentum) มีการเปลี่ยนแปลงได้หลังช่วงพักเบรกนี้ เพราะทีมที่บุกอยู่จะเสียจังหวะ และทีมที่ตั้งรับอยู่จะได้แก้ไขเกม

สิ่งที่แฟนฟุตบอลในบางประเทศถูกปิดตาคือการที่มีผู้ให้บริการบางประเทศถือโอกาสในช่วงของการพักให้น้ำนี้ฉายโฆษณาเสียเลย และ FIFA ก็รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วย

โดยตามไกด์ไลน์ของ FIFA ระบุว่าผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสามารถฉายโฆษณาในช่วง hydration break ได้จำนวน 4 สปอต สปอตละ 30 วินาทีด้วยกัน แต่จะต้องมีช่วงบัฟเฟอร์สำหรับเข้าและออกของช่วงนี้ราว 20 วินาที

ตรงนี้เลยเป็นโอกาสของผู้ให้บริการบางราย โดยเฉพาะช่อง FOX Sports ผู้ได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ช่วงเวลานี้โกยเงินรายได้มากมายมหาศาล เรียกว่าฉ่ำกันเลยทีเดียว

💵 ชุ่มฉ่ำร่ำรวย

The Sporting News รายงานอ้างบทวิเคราะห์ของ Awful Announcing ที่มีการประเมินว่าสถานี FOX จะทำรายได้ราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.2 พันล้านบาท จากช่วงของการพักให้น้ำเพียงอย่างเดียว

โดยตามรายงานระบุว่าอัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยของ FOX ซึ่งจนถึงตอนนี้มีผู้ชมเฉลี่ยที่ 18 ล้านคนต่อวันอยู่ที่ราว 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.8 ล้านบาท สำหรับ 1 สปอตความยาว 30 วินาที

ทีนี้ถ้านำมาคำนวณแบบคร่าวๆ ฟุตบอลโลกในปีนี้มีการเพิ่มจำนวนการแข่งขันเป็น 104 แมตช์ เท่ากับจะมีช่วงของพักให้น้ำ 208 ครั้ง และถ้านับรวมทั้งหมดแล้วจะมีสปอตโฆษณาถึง 832 สปอตที่สามารถขายได้ โดยที่หากขายได้ทั้งหมดคาดว่าจะทำเงินรายได้ถึง 249.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในวงเล็บว่าถ้าหากกระแสดี ค่าสปอตโฆษณาอาจจะขึ้นเป็น 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 30 วินาที ถ้าขายหมดจะทำให้รายได้จะเพิ่มเป็น 332.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่สปอตในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่คาดว่าจะมีจำนวนผู้ชมทั่วโลก 1.5 พันล้านคนอาจจะไต่ระดับไปสู้กับสปอตโฆษณาของซูเปอร์โบวล์ที่มีราคา 7-8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 30 วินาที

💸 เบรกนี้(มีแวว)อีกนาน

สิ่งที่หลายคนกังวลต่อช่วงของการเบรกให้น้ำนั้นแบ่งออกเป็น 2 อย่างด้วยกัน

อย่างแรก ที่บอกไปแล้วว่ามันทำลายจังหวะของเกมการแข่งขัน และดูทำให้เกมฟุตบอลถูกกลืนเป็นความอเมริกัน (Americanisation) ที่ตอนนี้จากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ครึ่ง ก็กลายเป็น 4 ควอเตอร์แทน ตรงนี้อาจกระทบต่อเสน่ห์แบบเดิมๆ

อย่างต่อมาคือความเหมาะสม เพราะกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นในเกมเปิดสนามระหว่างเม็กซิโกพบแอฟริกาใต้ โดยในช่วงครึ่งหลัง หลังจากที่ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าเม็กซิกันทำประตู 2-0 ให้เจ้าภาพร่วม ก็มีการตัดเข้าเบรกให้น้ำ และบนหน้าจอของ FOX Sports ก็มีโฆษณาขึ้น แต่จังหวะติดพันจากเหตุการณ์ทำประตูทำให้ตัดเข้าการถ่ายทอดสดล่าช้าไป 40 วินาที ทั้งที่ผู้เล่นพร้อมจะลงสนามแต่ผู้ตัดสินไม่สามารถให้สัญญาณกลับมาแข่งต่อได้เพราะต้องรอเข้าสัญญาณใหม่ โดยที่ FIFA ไม่ได้มีการลงโทษแต่อย่างใด

สิ่งนี้ทำให้มีความกังวลกันว่า FIFA อาจจะเห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ขณะที่ทางสถานีเองก็ชอบการเบรกให้น้ำนี้เช่นกัน เพราะถือเป็นการคิดค้นในระดับนวัตกรรมโฆษณาฟุตบอล เนื่องจากใช้เวลาน้อย ซอยได้หลายสปอต โดยที่แฟนๆ เองก็ไม่เปลี่ยนช่องหนีหรือละสายตาไป ไม่เหมือนช่วงพักครึ่งเวลาที่อาจจะไปเข้าห้องน้ำ หรือพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถได้

และนั่นอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของเกมฟุตบอลในระยะยาว ที่เราอาจจะต้องต้อนรับการเบรกโฆษณาในระหว่างเกมแบบนี้ ที่ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงมีการออกมาให้เหตุผลต่างๆ นานา

คำพูดมากมาย ความหมายคือเงิน

เรื่อง : เมธา พันธุ์วราทร

อ้างอิง