Safe (Zone) House
ฟัง ‘ณพน เจนธรรมนุกูล’ CEO สัมมากร เล่าถึงการตามหา ‘เซฟโซน’ ที่ชื่อว่า BARNYARD KHAOYAI
ฉากหน้าของชายที่ชื่อ ปอย—ณพน เจนธรรมนุกูล ที่หลายคนได้เห็น คือ CEO แห่งบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวก แพชชั่นล้นเหลือ และมุ่งมั่นกับทุกงานที่ทำ สะท้อนภาพคนทำงานรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน
ซึ่งความ productive ของเขาส่งต่อไปถึงองค์กรชัดเจนจากการยกระดับสัมมากรที่มีอายุกว่า 5 ทศวรรษให้กลายเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการหมู่บ้านจัดสรรแถวหน้าของไทยที่ทันสมัย มีความไฮเอนด์มากขึ้น และ ‘เข้าใจ’ ความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
แต่อย่างที่ว่า มนุษย์ก็คือมนุษย์ ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักรที่จะสามารถเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง เบื้องหลัง ณพน เจนธรรมนุกูล คือชายที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเพื่อสร้างสมดุลแก่ชีวิต หรือที่ผู้คนปัจจุบันนิยามสิ่งนี้ว่า ‘holistic health’
ได้ตื่นมารับแสงแดดยามเช้าพลางวิ่งออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด เท้าเปล่าได้สัมผัสกับผืนดิน ในขณะที่ตาจ้องมองไปยังบรรยากาศร่มรื่นจากแมกไม้สีเขียวรอบกาย เหล่านี้คือกิจวัตรของ CEO แห่งสัมมากรยามปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อรีเฟรชจากความเหนื่อยล้า ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ธรรมชาติ’ นี่แหละคือเครื่องมือบำบัดจิตใจชั้นดี
และจากความเชื่อข้างต้นนี้เอง ที่นำมาสู่การตามหา ‘เซฟโซน’ ที่เป็นทั้ง ‘บ้าน’ และพื้นที่ ‘พักใจ’ ของณพน ก่อนจะมาลงเอยเป็น BARNYARD KHAOYAI (บาร์นยาร์ด เขาใหญ่) โครงการที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อระหว่างความเป็นมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่บน ‘เขาใหญ่’
Capital ชวนณพนปลีกตัวพักจากการทำงานมาพักผ่อนสบายๆ พร้อมพูดคุยถึงอีกมุมของเขาที่ยังไม่มีใครเห็น ตั้งแต่แนวคิดการสร้างสมดุลให้กับชีวิต มุมมองที่มีต่อแนวคิด longevity และไขข้อสงสัยว่าเหตุใดเขาใหญ่จึงเป็นทั้งเซฟโซน และสถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตจนนำมาสู่การสร้างโครงการ BARNYARD KHAOYAI
เอนกายพักผ่อนกันสักครู่ ทำตัวตามสบาย แล้วเลื่อนหน้าจอลงมาหาคำตอบไปพร้อมกัน
work life balance ของ CEO สัมมากรที่ชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’
2 ชั่วโมง กับอีก 141 กิโลเมตร คือระยะเวลาและระยะทางที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเขาใหญ่ เป็นระยะเวลาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปที่จะนำพาตัวเองจากป่าคอนกรีตไปสู่ป่าจริงๆ
รถยนต์สี่ล้อขับเคลื่อนถึงถนนเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ถัดไปไม่ไกลสายตา ภาพของบ้านสไตล์ Classic American Farmhouse ตั้งเรียงราย สลับภาพวิวผืนหญ้าเขียวขจีบนเนินเขาและลำธารชุ่มชื่น เป็นสัญญาณว่าเรามาถึงที่ BARNYARD KHAOYAI เรียบร้อยแล้ว
ณพนชวนเรามายังบ้านหลังหนึ่งจากทั้งหมด 47 หลังของโครงการที่ด้านในตกแต่งสไตล์คลาสสิกมินิมอลชวนสบายตา ก่อนจะนั่งพักหายใจหายคอกันสักเล็กน้อยบริเวณห้องรับแขก แล้วจึงเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
“ผมพยายามจะทำให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่อยากมองมันเป็นภาระ” ณพนเริ่มแชร์ให้เราฟังถึงชีวิตการทำงานของเขา “ผมรู้สึกสนุกและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ ถ้ามีน้องในทีมเดินมาบอกว่าเครียดกับการทำงาน ผมมักจะแนะนำกลับไปเสมอว่า คุณอย่าเครียดกับการทำงานนะ คุณค่อยๆ จัดการแก้ไขปัญหา ทำงานในปริมาณที่คุณทำได้ดีที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คือการสร้างความสุขในรูปแบบโปรดักต์ที่เรียกว่าบ้าน ถ้าคุณทำงานแบบมีความสุข พลังงานบวกนี้ก็จะส่งต่อไปถึงลูกค้าได้แน่นอน“


อย่างไรก็ดี ณพนมองว่าตัวเขาเองก็เป็นมนุษย์ทำงานคนหนึ่งที่จะต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงาน ซึ่งวิธีสร้างสมดุลชีวิตของเขาคือการออกกำลังและพาตัวเองไปใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด
“หลายครั้งที่ผมรู้สึกเบิร์นเอาต์ หรือร่างกายส่งสัญญาณว่าเครียดจนนอนไม่หลับ ผมจะรีบรีเฟรชตัวเองทันที วิธีรีเฟรชอย่างแรกของผมคือการออกไปวิ่ง เคยมีคำอธิบายถึงสิ่งนี้อยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียดหรือร่างกายไม่ฟิต หัวใจก็จะเต้นเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อไหร่ที่เราร่างกายแข็งแรง คาร์ดิโอสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะแข็งแรงและรับมือกับความเครียดได้ดีกว่า
“วิ่งของคุณในที่นี้คือการวิ่งในที่แบบไหน” เราถามต่อถึงงานอดิเรกของณพน
“ผมเป็นคนชอบวิ่งที่สวนสาธารณะมากกว่าวิ่งบนลู่ เมื่อก่อนผมไปวิ่งช่วงเช้าที่สวนลุมพินีเป็นประจำ แต่พักหลังคนเยอะเลยไม่ค่อยได้ไปสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) กับถ้ามีโอกาสก็จะไปออกรอบตีกอล์ฟ
“ที่ผมชอบวิ่งสวนสาธารณะและตีกอล์ฟเพราะผมรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ด้วยความที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ทำงานก็ทำงานในเมือง เลยอยากจะเปลี่ยนวิวตรงหน้าให้เห็นแต่ธรรมชาติ เคยมีงานวิจัยบอกว่าการที่มนุษย์ได้กลิ่นจากต้นไม้ NK Cell ในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น การได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า ร่างกายของเราจะมีความสุขมากขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น หรือแค่การที่ตาเราได้เห็นใบไม้เคลื่อนไหว ได้เห็นสีเขียวจากธรรมชาติแค่นี้ ร่างกายเราก็จะรู้สึกรีแลกซ์มากขึ้นแล้ว
“กับถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะไปเดินเทรคกิ้งเป็นประจำ เหมือนเป็นการทดสอบร่างกายตัวเองว่า จากที่เราได้ไปออกกำลังกายมาทำให้ขาเราแข็ง ร่างกายเราฟิตมากแค่ไหน ซึ่งรางวัลคือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดทาง ตรงช่วงนี้อาจจะเป็นเนินเขา เดินต่อไปอีกหน่อยอาจจะเป็นลำธาร บางคนอาจจะคิดว่าผมเป็นสปอร์ตแมน แต่จริงๆ แล้วผมแค่เป็นคนที่ชอบพาตัวเองไปในที่ที่ไม่เคยไปมากกว่า
“ผมว่าธรรมชาติมันคือชีวิตนะ เมื่อเราออกเจอกับธรรมชาติเพื่อรีเซตตัวเอง มันเกิดไอเดียที่อยากจะนำความรู้สึกที่ดีตรงนั้นมาใส่ในการทำโครงการบ้านของเรา อย่างโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราก็ดีไซน์ออกมาให้ไม่เหมือนบ้านจัดสรร แต่เป็นบ้านที่ทุกคนได้รีแลกซ์ไปกับสภาพแวดล้อมของโครงการ”

magic moment ของพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ธรรมชาติ‘
ถึงตรงนี้หลายคนรวมถึงผู้เขียนในห้วงเวลาที่กำลังสนทนากับณพนเกิดคำถามในใจว่า ทำไมสัมมากรถึงเลือกปักพื้นที่โครงการใหม่ในพื้นที่ที่ชื่อว่าเขาใหญ่ ในเมื่อมีพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยอยู่มากมาย และที่ผ่านมาพวกเขาเลือกปักหมุดโครงการที่อยู่อาศัยเชิงราบในเมืองกรุงเป็นหลัก
ไม่กี่อึดใจณพนคลายความสงสัยดังกล่าวด้วยคำตอบที่ว่า เขาเห็น magic moment บางอย่างที่เขาใหญ่มอบให้ในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงระหว่างคนและธรรมชาติเข้าด้วยกันจากตอนที่มีโอกาสได้บวชพระ
“ผมเคยมีโอกาสได้มาบวชพระอยู่ที่เขาใหญ่เป็นระยะ 1 เดือนกว่า ผมรู้สึกว่าอากาศที่นี่มันสดชื่นมาก อย่างตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมจะรู้สึกว่ามีฝุ่นอยู่ในจมูกตลอดเวลา แต่ที่นี่ไม่เกิดอาการแบบนั้นเลย
“เหตุผลที่ผมตัดสินใจบวชที่นี่เพราะผมอยากใช้เวลาที่จำกัดให้เกิดประโยชน์ที่สุด คือเป็นวัดป่าที่ห่างไกลจากผู้คน ถ้าใครจะมาเยี่ยมคือต้องใจมาจริงๆ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมมีความสุขมาก ยิ้มแทบจะทั้งวัน คือไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เห็นทิวทัศน์ เห็นป่าไม้ธรรมชาติ กับการที่เท้าเปล่าได้เหยียบผืนหญ้า หรือที่เรียกว่า nature grounding มันทำให้รีแลกซ์มาก
“ผมรู้สึกว่า magic moment ของที่นี่มันเรียบง่ายมากเลยนะ แค่ได้เห็นลมพัดต้นไม้ ได้เห็นธารน้ำไหล มีเสียงนกร้องเป็นพื้นหลังบรรยากาศ ผมว่าแค่นี้มันก็พิเศษมากพอโดยไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ”


นอกจากแมกไม้ธรรมชาติ ว่าถึงบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในตัวบ้านของโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่ถึงจะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่ล้ำค่าและน่าจะถูกใจคนรักการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ทุกพื้นที่ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากับธรรมชาติ หน้าต่างที่มีแสงแดดสาดส่องทั่วถึง สนามหญ้าหลังบ้านที่ติดกับทะเลสาบ รวมไปถึงพื้นที่บ้านที่ถูกแบ่งสัดส่วนเหมาะกับการทำกิจกรรมง่ายๆ ตั้งแต่รับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว นั่งเอนกายพิงหลังกับโซฟาตัวโปรด หรือจะขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเหมือนที่ณพนทำเป็นประจำเมื่อมาที่นี่
“ส่วนใหญ่ถ้าผมมาที่นี่ผมแทบจะไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรในที่นี้คือหยุดพักจากความวุ่นวายเพื่อชาร์จพลังตัวเองให้เต็มที่ ได้ทบทวนตัวเองหรือทบทวนถึงปัญหาที่กำลังเผชิญเพื่อหาทางออก แต่กิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือใช้เวลาอ่านหนังสือ ผมพกหนังสือติดตัวตลอด ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือในที่ที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่แล้วรีแลกซ์ยิ่งทำให้ผมเกิดความคิดสร้างสรรค์และคิดไอเดียใหม่ๆ ได้มากขึ้น”



health is wealth ที่ดีไซน์ได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่าบ้าน
ในฐานะที่เป็นคนทำงานที่ต้องอยู่กับการบริหารและตัวเลข สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามถึงณพนว่า นิยามของคำว่า health is wealth ในแบบของเขาคืออะไร? ท่ามกลางยุคที่ผู้คนมองว่า การลงทุนให้กับชีวิตและสุขภาพก็ไม่ต่างจากความรุ่มรวยทางทรัพย์สิน
“สำหรับผมมันคือคำว่า ‘อิสระ’ ซึ่งมองได้ 2 แบบ อย่างแรกคือถ้าคุณรวยเรื่องสุขภาพ คุณมีสุขภาพแข็งแรง คุณก็จะมีอิสระในการทำอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น
“อย่างที่สองคือเรื่องของอิสระในการใช้เวลา เราเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราอยากทำ โดยที่เราสามารถจัดสรรเวลาได้เอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่าเราสามารถดีไซน์ได้เอง เราสามารถมีอิสระได้โดยที่ไม่ต้องกระทบถึงคนอื่น และไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าให้ไกลตัว
“อย่างคุณมีอิสระในการออกกำลังกาย ถ้าคุณใส่ใจในการออกกำลังกายมากขึ้น ไขมันคุณก็จะลดลง ภูมิต้านทานคุณก็จะมากขึ้น พลังงานในการใช้ชีวิตคุณก็จะมากขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น พอเราหันมาใส่ใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันมีประโยชน์กลับมาหาเราแน่นอน”
ขณะเดียวกันณพนมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของการดูแลสุขภาพหรือการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติมีสิ่งหนึ่งที่สามารถรวมทั้งสองสิ่งนี้ไว้ได้ นั่นคือ ‘บ้าน’
“ผมว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการมีบ้านเป็นของตัวเองคือเราสามารถ ‘ดีไซน์’ ชีวิตของตัวเองได้ ยกตัวอย่างถ้าเราไปเช่าอยู่เราอาจจะไม่กล้า built-in ห้องในแบบที่เราชอบได้ ซึ่งผมเชื่อว่าบ้านคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราได้ดีที่สุด
“เมื่อไหร่ที่เราได้อยู่ในที่ที่เป็นของเรา เวลาเราหยุดพักผ่อนเราก็จะรู้สึกสบายกับมันมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าติดขัด ไม่รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา ฉะนั้นในมุมของผมการซื้อบ้านมันมีผลต่อชีวิตมากจริงๆ มันมีผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย นอกจากการพักผ่อนยังมีเรื่องของการทำงาน ถ้าคุณได้อยู่พื้นที่ที่เรารีแลกซ์คุณก็จะสบายใจในการทำงาน ทำเรื่องส่วนตัวของคุณมากขึ้น ถ้าจะพูดง่ายๆ บ้านก็คือเซฟโซนของเรา”


ซึ่งนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้ CEO แห่งสัมมากรตั้งใจดีไซน์ BARNYARD KHAOYAI ให้ออกมาตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ครบถ้วนมากที่สุดตั้งแต่การพักผ่อนไปจนถึงการเป็นพื้นที่ในการสร้างครอบครัว
“BARNYARD KHAOYAI มีความบาลานซ์ในตัว ปกติถ้าคุณอยากอยู่กับธรรมชาติ คุณอาจจะต้องไปไกลมากๆ จนอาจจะกลัวว่าไกลจนเอื้อมไม่ถึงแหล่งสาธารณูปโภคอื่น แต่ที่นี่เราตั้งใจให้เป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่างธรรมชาติกับความเป็นเมือง คือคุณสามารถใช้เวลาไม่กี่นาทีจากที่นี่ไปห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือโรงพยาบาล แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณมองไปทางนั้น คุณก็จะเห็นว่าเราอยู่ติดกับเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกโลเคชั่นตรงนี้


“เราคิดเผื่อผู้อยู่อาศัยที่คิดจะมาปักหลักอยู่ที่นี่แบบ long-term คือคนมาเที่ยวอาจจะต้องการประสบการณ์แบบหนึ่ง แต่คนที่ต้องการมาอยู่ยาวๆ ก็ต้องการประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง คือเราตั้งใจทำให้คนที่เลือก BARNYARD KHAOYAI เหมือนคุณมาอาศัยที่บ้านเพื่อนที่สะดวกสบายเหมือนอยู่รีสอร์ต ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนกลางมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนส แถมสวนหลังบ้านทุกหลังได้วิวธรรมชาติเป็นของตัวเอง
“ผมเคยนึกภาพตัวเองที่อยู่ที่นี่ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าผมคงจะมี
ความสุขมากๆ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้ตีกอล์ฟ ได้เลี้ยงหมาหรือแมว อยู่กับครอบครัวและธรรมชาติที่เราหลงใหล สำหรับผมแค่นี้ก็มากพอแล้ว” ณพนกล่าวทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม