ซึมซาบความงามของศิลปะการ ‘เที่ยว-กิน-ดื่มเชิงธุรกิจ’ อย่างยั่งยืนไปกับ TCEB SPICE UP THAI MICE

น้ำผึ้งที่ราดบนขนมหวานถูกส่งมาจากเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 790 กิโลเมตร 

หอยเม่นในจานเรียกน้ำย่อยถูกส่งมาจากสัตหีบ เป็นระยะทาง 170 กิโลเมตร 

ส่วนเนื้อแกะในจานหลักถูกส่งมาจากมีนบุรี ห่างออกไปจากจุดเสิร์ฟอาหารเพียง 58 กิโลเมตรเท่านั้น

หากธุรกิจอาหารซื่อตรงในการคัดสรรคุณภาพวัตถุดิบต่อผู้บริโภค จำนวนตัวเลขข้างต้น

จะติดตามเราไปยังบทสนทนาและห้วงความคิด แบบเดียวกับจำนวนก้าวที่เดินได้ต่อวัน จำนวนหนังสือที่อ่านได้ต่อเดือน หรือสถิติการฟังเพลงต่อปีจากแอพฯ สตรีมมิ่งเพลงบ้างหรือไม่? 

นี่คือคำถามที่เทสติ้งเมนู 7 คอร์สของ Haoma ทิ้งเอาไว้ในใจนักชิม

ห้องอาหารอินเดียร่วมสมัยซึ่งเป็นตำนานดาวเขียวมิชลินดวงแรกของไทยแห่งนี้ คือที่หมายปิดท้ายวันของ SPICE UP THAI MICE PROGRAM 2026 สาเหตุที่ Haoma ได้รับเลือกโดยทีเส็บนั้นชัดเจน วัตถุดิบแต่ละอย่างในจานล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดี ว่าธุรกิจไฟน์ไดนิงของไทยไม่ได้ผูกติดอยู่กับประสบการณ์หรูหราสิ้นเปลืองแบบเดิมๆ ที่ไม่ยึดโยงกับท้องถิ่นอีกต่อไป 

แน่นอน นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจเดียวกันนี้ย่อมเปลี่ยนผ่านไปในทิศทางที่ยั่งยืนเช่นกัน

‘สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ’ หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า ‘ทีเส็บ’ (TCEB) จึงจับมือกับเครือข่าย ‘Thai Restaurant Global Network’ (TRGN) พาผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศมาดื่มด่ำสัมผัสความเฉพาะตัวของวัตถุดิบไทย พร้อมทำความเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังอาหารและวัฒนธรรมการกินของไทย

Market-to-Table
ชุมทางความสดใหม่ใจกลางกรุง

เราเริ่มต้นวันด้วยภารกิจสวมบทเป็นเชฟไปเสาะสรรหาวัตถุดิบที่ ‘ตลาดสามย่าน’ แต่เช้าตรู่ นำทัพโดย เชฟซีตรอง–วลาสุระ ณ ลำปาง แชมป์รายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 6 และเจ้าของแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยฟิวชั่น สรรพรส

คำว่าตลาดสดอาจฟังดูไม่เข้ากับย่านที่ทันสมัย มีความเป็นเมืองสูง ทั้งยังห้อมล้อมด้วยสารพัดห้างและตึกระฟ้าเท่าไหร่นัก แต่ในความเป็นจริง ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดสดคู่ชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 4 ทศวรรษ เติบโตขึ้นมาจากการพัฒนาของชุมชนเยาวราช พระราม 4 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อถึงยุคเปลี่ยนผ่านก็โยกย้ายจากเดิมตรงจุฬาฯ ซอย 15 (ปัจจุบันกลายเป็นโครงการสามย่านมิตรทาวน์) มาอยู่ตรงพื้นที่ระหว่างจุฬาฯ ซอย 32 และ 34 ไม่ไกลจากสนามจุ๊บ

ไม่ว่าใครที่เคยเดินตลาดสดก็คงรู้ดีว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อ-ขายวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่โดดเด่นเรื่องวัตถุดิบหลากหลายเกรดอย่างที่นี่ มีทั้งโซนอาหารสด อาหารแห้ง อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เครื่องใน ผักสด ผลไม้สด เหมาะทั้งสำหรับนำไปประกอบอาหารขายและรับประทานเอง

นี่คือจุดเริ่มต้นของสายพานในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งพึ่งพาทั้งเครือข่ายชุมชนและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน นอกจากจะได้เรียนรู้การคัดเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาล กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารต่างชาติยังมีโอกาสได้ทำความเข้าใจที่มาของอาหารและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่เบื้องหลัง

Heritage-to-Table
40 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านวัตถุดิบ

รูทอาหารมื้อกลางวันกลางเมืองกรุงของทีเส็บทอดตัวสั้นๆ จากสามย่านไปสู่สาทร สำหรับมื้อนี้ Blue Elephant คือหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อาหารไทยสู่เวทีโลกมากว่า 40 ปี ภายใต้การนำของ เชฟนูรอร์ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ หรือที่เหล่าคนครัวของภัตตาคารแห่งนี้เรียกกันติดปากว่าเชฟแม่

ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสเทคนิคการปรุงแบบไทยผ่านคลาสเรียนทำสำรับไทยคลาสสิก อันประกอบไปด้วยแกงระแวงและสาคูพัทลุง เริ่มตั้งแต่การศึกษาวัตถุดิบ GI จากทั่วไทย จนกระทั่งลงมือเคี่ยวด้วยตนเอง

ด้วยพื้นเพลูกแม่ค้าขายข้าวแกงจากจังหวัดฉะเชิงเทรา เชฟนูรอร์ไม่เพียงให้ความสำคัญกับประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร เธอยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง Blue Elephant จึงดำเนินธุรกิจอยู่บนแนวคิด Responsible Culinary Practice

หลังจบคลาส มื้อกลางวันที่ถ่ายทอดความงดงามของตำรับชาววังจึงเริ่มต้นขึ้น โดยผสมผสานระหว่างการสร้างประสบการณ์แบบดั้งเดิมและการอนุรักษ์มรดกทางอาหาร

Urban Farm-to-Table
ปรัชญามื้ออาหารไม่ก่อขยะ

ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Haoma ร้านอาหารร่วมสมัยผู้นำด้าน sustainable dining ของไทย โดดเด่นด้วยแนวคิดที่จะดำเนินกิจการร้านอาหารแบบซีโรเวสต์ (zero waste) โดยเชื่อมโยงการผลิตอาหาร การจัดการทรัพยากร และประสบการณ์การรับประทานอาหารเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ 

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เชฟดีเค–ดีแพงเกอร์ คอสลา (Deepanker Khosla) ผู้ประกอบการชาวอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากในไทยและก่อตั้ง Haoma ขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาโตมาในเมืองบ้านเกิดที่ได้ชื่อว่าเริ่มแบนการใช้พลาสติกเป็นเมืองแรกของอินเดีย จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบนิเวศร้านอาหารที่รับผิดชอบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและก่อขยะจากในครัวน้อยที่สุด

พืชผักสมุนไพรคือหัวใจของอาหารอินเดียร่วมสมัย ภายในพื้นที่ร้านจึงมีการทำเกษตรแนวตั้งด้วยระบบ aquaponics หมายความว่าวัตถุดิบบางส่วนที่นำมาใช้ในเมนูประจำวัน รวมถึงน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงพืชผักเหล่านั้นให้เติบโตพร้อมรับประทานล้วนเป็นทรัพยากรหมุนเวียนภายในฟาร์มกลางเมืองของร้านเอง ซึ่งแน่นอนว่าก่อรอยเท้าคาร์บอนน้อยอย่างเหลือเชื่อ

วัตถุดิบใดที่ไม่ยากเกินจะเสาะหามาเพาะพันธุ์เอง เช่น ไก่และแกะ จะคัดมาจากฟาร์มอีกแห่งของร้านที่ตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี ส่วนวัตถุดิบอย่างไหนที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น เชฟดีเคก็จะเลือกอุดหนุนวัตถุดิบตามฤดูกาลจากเกษตรกรรายย่อยที่มีแนวทางการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เทสติ้งเมนู 7 คอร์สที่ได้ลิ้มลองกันในวันนั้นจึงเป็นผลลัพธ์ของห่วงโซ่อาหารที่โปร่งใสและยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นแยมมะเขือเทศรสจัดจ้านในจาฏ (chaat) ปลาเนื้อนุ่มละลายในปากในน้ำแกงอัลเลปปี้ หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กรุบกรอบที่เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตซอร์เบต์

58 กิโลเมตรจากฟาร์มสู่โต๊ะในค่ำคืนนั้น ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงระยะการเดินทางของวัตถุดิบ แค่ข้อมูลเรียบง่ายชุดหนึ่งที่ไม่ว่าร้านอาหารไหนๆ ก็ควรบอกได้ แต่ก็คงเพราะเหตุนั้น ทีเส็บถึงเล็งเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิสัยทัศน์ของร้านที่สะท้อนความพร้อมแข่งขันของไมซ์ไทย

หากนี่คือทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไป หากประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารสามารถสร้างทั้งความประทับใจและความตระหนักไปพร้อมกันได้ ในอนาคต ความสำเร็จของอุตสาหกรรมไมซ์อาจไม่จำเป็นต้องชี้วัดด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมเสมอไป แต่วัดจากศักยภาพในการโอบอุ้มสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้คนเบื้องหลัง ไปพร้อมๆ กับการสร้างอิมแพกต์ทางเศรษฐกิจ

สงครามราคาประหยัด? ในวันที่ MacBook Neo มียอดขายล้านเครื่องเพียงเดือนเดียว จน Dell, Acer และ HP ต้องลงสนามสู้

MacBook Neo วางจำหน่ายเมื่อ 11 มีนาคม 2569 ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 599 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19,900 บาท) และยิ่งใช้โปรโมชั่นส่วนลดเพื่อการศึกษาก็จะลดเหลือ 499 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,900 บาท) ถือว่าราคาถูกที่สุดในบรรดาแล็ปท็อปทั้งหมดที่แบรนด์เคยจำหน่าย

เทียบในตลาดแล็ปท็อปราคาประหยัดด้วยกันก็ยังนับว่าราคาดี แถมเนื้อในนั้นคุณภาพเหนือกว่าแบบทิ้งห่าง จึงไม่แปลกที่ Neo จะขายได้ถึง 1.1 ล้านเครื่องในเวลาไม่ถึง 20 วัน เกินกว่า 1 ใน 4 ของแล็ปท็อปที่ Apple ขายได้ในสามเดือนแรกของปี

ยอดขายก็เรื่องหนึ่ง หากสิ่งสำคัญคือผลกระทบต่อตลาดคอมพ์พกพาตัวเริ่มต้นถึงกลาง (entry-mid level) เพราะก่อนหน้านี้ถึงแล็ปท็อปของ Apple Inc. จะมีฐานลูกค้าแน่นเหนียว แต่เพราะแบรนด์ผลไม้เน้นเจาะตลาดกลางค่อนสูงด้วยแล็ปท็อปราคาหลักพันดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปมาตลอด ทำให้พื้นที่ในตลาดเริ่มต้นถึงกลางยังเปิดกว้าง ทว่าเมื่อยักษ์ใหญ่โดดลงมาเล่นตลาดนี้ด้วยสินค้าที่ทั้งถูกและดีกว่าจนได้ใจผู้ใช้ ทำให้การแข่งขันเข้มข้นและบีบคั้นยิ่งกว่าเก่า

ล่าสุดแบรนด์คอมพิวเตอร์ระดับโลกอย่าง Dell, HP และ Acer ต้องออกมาแก้เกมด้วยการเปิดตัวแล็ปท็อปราคาประหยัดสเปกดีมาชนกับ Neo ตรงๆ โดยชูจุดขายด้านประสิทธิภาพหลายด้าน ที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าแบรนด์ผลไม้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับเสียงวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมว่าน่ากังขา 

เมื่อคำนึงว่าตลาดแล็ปท็อปทั่วโลกนั้นมีมูลค่าสูงถึง 228,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกว่า 44% คือกลุ่มราคาประหยัด จึงเป็นที่น่าสนใจว่า การขยับตัวลงมาเล่นตลาดเริ่มต้นของ Apple ที่ทำให้แบรนด์เดิมตื่นตัวกันยกใหญ่นั้น แท้จริงแล้วเล็งเห็นความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มกลุ่มผู้ใช้ใหม่ หรือมีเหตุผลใดซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแน่

Recap ตอนนี้เราชวนไปสำรวจเทรนด์สินค้าไอทีราคาประหยัดของแบรนด์ระดับโลก ว่ากระแสแข่งกันขายแล็ปท็อปถูกและดีนี้จะเป็นเพียงการโต้กลับในช่วงที่ Neo ยังได้รับความนิยมเพราะขายถูกได้ หรือกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมกันแน่

ลดทุนได้ถูกส่วน ทำให้ลูกค้าเก่ายังรัก แถมได้ลูกค้าใหม่มาเติม

อธิบายก่อนว่าที่ Neo ขายดีขนาดนั้น เพราะในกลุ่มแล็ปท็อปราคาประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19,900 บาทขณะนี้ คุณสมบัติของ Neo ยังกินขาด ทั้งวัสดุ ความสว่างจอ กล้องหน้า อายุแบตเตอรี ไปจนถึงความเร็วชิปประมวลผล มีการประมาณการว่าหากจะหาแล็ปท็อปที่คุณภาพเหนือกว่า ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 บาท) ทีเดียว

ความคุ้มค่าระดับนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะดึงดูดคนซื้อระดับตลาดเริ่มต้นอย่างกลุ่มนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้ใช้งานโปรแกรมใหญ่ เน้นเพียงงานเอกสาร ติดต่อสื่อสาร และใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลักได้มากมาย จนมียอดขายหลักล้านในเวลาไม่ถึงเดือน

ถึงอย่างนั้นก็มีข้อสงสัยว่า เดิมทีแม้จะไม่มีแล็ปท็อปราคาประหยัดโดยตรง แต่ Apple ก็เจาะตลาดกลุ่มนี้ด้วย iPad ที่ราคาย่อมเยากว่าอยู่แล้ว ทำไมจู่ๆ จึงวางจำหน่ายแล็ปท็อปราคาเริ่มต้นเสริมเข้ามาอีก ที่จริงคำตอบของเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหตุผลที่ Apple ขาย Neo ในราคาถูกได้ตั้งแต่แรก

มีการเปิดเผยว่า สาเหตุที่ Apple สามารถขาย Neo ที่คุณภาพดีในราคานี้ เพราะบริษัทหยิบเอาชิป A18 Pro ที่เหลือจากการนำไปใช้ใน iPhone 16 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อสองปีก่อนมาใช้เป็นหน่วยประมวลผลของแล็ปท็อปรุ่นใหม่ โดยไม่ต้องเสียต้นทุนสั่งผลิตชิปชุดใหม่

ที่ชิปชุดนี้ไม่ได้ใช้งานจริง ก็เพราะมีข้อบกพร่องระหว่างการผลิตทำให้มีหน่วยประมวลผลย่อยบางตัวทำงานไม่สมบูรณ์ ฟังทีแรกเหมือน Apple เอาของตกเกรดมาย้อมขาย แต่ความจริงนี่เป็นขั้นตอนปกติของอุตสาหกรรม เพราะในกระบวนการผลิตหน่วยประมวลผลนั้น ไม่ใช่ทุกชิ้นจะสมบูรณ์ และชิปมีตำหนินี้จะถูกแยกออกมาเก็บตามประเภท

แต่ใช่ว่าไม่สมบูรณ์แล้วจะใช้ไม่ได้เลย ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะนำชิปที่มีตำหนิแต่ยังใช้งานได้ดีมาแยกเป็นรุ่นย่อย แล้วใช้ในผลิตภัณฑ์ระดับรองลงมา เช่น iPhone 16 กับ 16e หรือ iPhone 16 Pro กับ MacBook Neo ที่ใช้ชิปหลักเดียวกัน แต่ของ 16e กับ Neo จะมีหน่วยประมวลผลย่อยน้อยกว่าหนึ่งตัว

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับฝั่ง Apple บริษัท Intel ก็แบ่งรุ่น CPU ออกเป็น i3, i5, i7, i9 ด้วยเกณฑ์ความสมบูรณ์ของวัสดุที่ใช้เช่นกัน เป้าหมายเพื่อคุมต้นทุนและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปในตัว ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่าชิปที่มีตำหนินี้ไม่ใช่ว่าเอามาขายได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวดว่าปลอดภัย ประสิทธิภาพเพียงพอ ก่อนนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่าย

พูดง่ายๆ คือ Apple ผลิตสินค้าเดียวได้ประโยชน์สองต่อ คือทั้งได้ลดชิ้นส่วนเหลือ แถมเมื่อลดต้นทุนหน่วยประมวลผลไปได้มาก ยังได้ตีตลาดกลุ่มผู้ใช้แล็ปท็อประดับเริ่มต้นเพิ่มอีกด้วย เพราะพอ Apple เพิ่มคุณภาพให้ส่วนอื่นของผลิตภัณฑ์จนออกมาเป็น Neo ที่คุ้มค่า แล้วรวมกับการออกแบบที่สวยงาม และความเข้มแข็งของชื่อแบรนด์ผลไม้แล้ว จึงตกคนใช้กลุ่มนี้เข้าวงการ Apple เพิ่มได้ไม่ยาก

แล้วการโต้กลับของแบรนด์อื่นได้ผลแค่ไหน?

จากเดิมที่การแข่งขันระหว่างแบรนด์แล็ปท็อประดับเริ่มต้นเข้มข้นอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าตลาดแล็ปท็อปเกือบครึ่งคือกลุ่มราคาประหยัดมูลค่าราวแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทุกฝ่ายต้องแย่งส่วนแบ่งกันดุเดือด ทั้งตัดกันด้วยราคา ชูประสิทธิภาพหน่วยประมวลผล วัสดุ แบตเตอรี การระบายความร้อน ทว่าเมื่อแบรนด์อย่าง Apple มาเจาะตลาดราคาประหยัด ทั้งฐานผู้ใช้เดิมที่เหนียวแน่น บวกกับผู้ใช้ใหม่ที่โดนความคุ้มค่าต่อราคาที่จ่ายของ Neo ตก ทำให้แบรนด์ใหญ่ทั้งหลายต้องรีบหาทางแก้เกมกันอย่างไว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ 2 เดือนมานี้ เราจะเห็นบรรดาแบรนด์คอมพิวเตอร์เจ้าใหญ่เริ่มเคลื่อนไหว เปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นประหยัดแนวใหม่ ที่คุ้มค่าต่อราคามากกว่าเดิม เพื่อชิงตลาดคนซื้อกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานคืน ซึ่งหลายสื่อเห็นตรงกันว่าเป็นความพยายามจะท้าชนกับ Neo โดยตรง

อย่าง HP OmniBook 5 ที่ให้หน่วยความจำ 16 GB กับแบตเตอรีที่โฆษณาว่าทนพอกับ Neo ในราคาเริ่มต้นแค่ 500 ดอลลาร์สรัฐ (ประมาณ 16,000 บาท)

หรือในงาน COMPUTEX 2026 มหกรรมเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่จัดเป็นประจำทุกปีในกรุงไทเป ไต้หวัน แบรนด์ดังอย่าง Acer ก็เปิดตัว Acer Swift 14 กับ Aspire Go 15 ที่มาพร้อมจอสีสดสวย แบตเตอรีใช้งานได้นาน และความไวหน้าจอ 120 ภาพ/วินาที และชิปประมวลผลรุ่นใหม่ ส่วน Dell ก็เตรียมวางจำหน่าย XPS 13 แล็ปท็อปตัวกลางที่ขยับเนื้อในบางส่วนอย่างวัสดุและจอแสดงผลคุณภาพสูงขึ้น 

กระนั้นแล็ปท็อปตัวใหม่เหล่านี้ก็ได้รับคำวิจารณ์จากผู้ใช้งานไม่น้อยเช่นกัน ส่วนมากเน้นหนักไปที่เรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน อย่าง HP OmniBook 5 ที่วัสดุกับจอภาพด้อยกว่า Neo หรือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ของทั้ง Acer และ Dell นั้นให้หน่วยความจำหรือ RAM เริ่มต้นมาเพียง 8 GB เท่านั้น

เพราะ RAM เหมือนเลขาฯ ส่วนตัวที่ช่วยบันทึกการใช้งานในขณะนั้นเอาไว้ ยิ่งมี RAM มากก็แปลว่าอุปกรณ์นั้นจะทำงานต่อเนื่องได้ลื่นไหล ซึ่งปัจจุบันแล็ปท็อปส่วนมากควรมี RAM เริ่มต้นพื่อการใช้งานระดับทั่วไปที่ 16 GB เมื่อ RAM น้อยทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานระยะยาวอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ Apple ตั้งใจเปิดตลาดใหม่จริงหรือ?

ระหว่างที่แบรนด์​ทั้งหลายกำลังวิ่งวุ่นตอบโต้ MacBook Neo อยู่นั้น กลับมีข่าวว่าชิป A18 Pro ในคลังของ Apple ใกล้หมดเพราะได้รับความนิยมเกินคาด (รวมถึงมีข่าวว่า Neo หมดจากหน้าร้านทางการหลายแห่งทั่วโลก) ทำให้ Apple กำลังวางแผนสั่งผลิตชิปคำรบใหม่เพื่อให้ทันความต้องการของผู้ซื้อที่อยากครอบครอง Neo กันอย่างล้นหลาม 

ฟังเผินๆ ก็เหมือนข่าวสินค้าขายดีจนหมดคลังทั่วไป แต่ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความเห็นและบทวิเคราะห์อีกด้านตามออกมา ว่าการที่ Neo ใช้ชิปเหลือของ iPhone นั้นอาจเป็นดาบสองคม มีข้อดีคือทำให้ต้นทุนถูกลง มีคุณภาพเกินราคาจนตกคนใช้ได้มาก 

แต่หลายคนอาจลืมคิดไปว่าแล้วถ้าชิปมีตำหนิในคลังหมดจนต้องสั่งผลิตเพิ่ม ก็จะมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นพอควร แล้ว Apple จะยังขายราคาถูกเพื่อตีตลาดแล็ปท็อปราคาประหยัดต่อไปได้ไหม หรือที่จริง Apple เพียงแค่อยากลดชิ้นส่วนที่เหลือใช้โดยไม่ได้ตั้งใจเจาะตลาดใหม่ตั้งแต่แรกกันแน่ ก็ยังเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามกันต่อไป

ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ Apple มีระบบจัดการต้นน้ำถึงปลายน้ำของตัวเองแบบครบวงจร สั่งผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์คราวละมากๆ ทำให้ควบคุมการใช้งานส่วนประกอบได้ยืดหยุ่นกว่าแบรนด์อื่นที่ต้องสั่งผลิตส่วนประกอบแยกจากหลายแหล่ง แม้แบรนด์ไอทีทั้งหลายจะเริ่มปรับตัวเพื่อต่อกรกับบริษัทผลไม้ แต่ด้วยความที่ต้องคงระดับราคาจำหน่ายให้บริษัทยังคุ้มทุน แถม Apple มีข้อได้เปรียบที่ไม่ต้องเสียต้นทุนผลิตชิปประมวลผลเพิ่ม ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าไหนสร้างแล็ปท็อประดับเริ่มต้นที่ให้ความคุ้มค่าพร้อมประสิทธิภาพสูงได้เหมือน Neo

แต่นี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นการแข่งขันในตลาดในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตแล็ปท็อปราคาประหยัดกำลังมุ่งไปในทิศทางไหน จะมีช่องว่างอะไรที่ทำให้ผู้ผลิตได้สำรวจ ปรับปรุง และสร้างผลิตภัณฑ์มานำเสนอให้ผู้บริโภคอีก

ที่มา

สร้างความมั่นใจด้วยโทนสีประจำตัว คุยกับ Colorsayyoo ผู้บุกเบิก personal color ในไทย 

หากถามคนทำงานวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในยุคนี้ว่า สิ่งที่มักเปิดขึ้นมาดูอ้างอิงเวลายืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าคืออะไร คำตอบที่สองรองจาก Pinterest คงหนีไม่พ้นตารางสีเสื้อมงคล ไม่ใช่เพราะแค่คนรุ่นเรางมงายหรือหมกมุ่นเรื่องโชคลาง แต่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่รักการจัดวางตัวเองให้เข้าที่เข้าทางที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนี้จะออกไปไหน มีแผนทำอะไร เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่ง  

แต่หากวันนี้มีคนบอกกับคุณว่า นอกจากโหราศาสตร์แล้ว เรายังสามารถใช้วิทยาศาสตร์ความงามเป็นเครื่องมือในการตามหา ‘สีที่ถูกโฉลก’ กับคุณได้ด้วยล่ะ

นี่คือศาสตร์ที่ ขวัญ–เชิญขวัญ มุกดาประกร ตัดสินใจเดินทางไปร่ำเรียนมาจากเกาหลีใต้ โดยศาสตร์เกี่ยวกับสีประจำตัว (personal color) ของที่นี่ไม่เพียงนำมาใช้ได้ดีกับการเลือกเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสีผม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือกระทั่งธีมงานแต่งที่ขับเน้นความเป็นเรา

“คนไทยส่วนใหญ่ยังมองการใช้บริการเกี่ยวกับความงามว่าเป็นเรื่องของโอกาสพิเศษ หรือเป็นสิ่งลักชูรี สังเกตจากลักษณะการให้บริการก็ได้ ที่นี่เราจะเรียกช่างแต่งหน้าช่างทำผมมาบริการเรา ในที่ที่เราสะดวก ขณะที่ในเกาหลีลูกค้าจะเดินทางไปหาช่างและรับบริการกันในชีวิตประจำวันทั่วไปเลย 

“เป้าหมายของเราคือการนำเอาความงามเข้ามาอยู่ในวันธรรมดาๆ ของคนไทยแบบนั้นบ้าง ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องเข้ามาปรึกษา personal color ทุกวัน แค่เมื่อได้ลองเรียนรู้ personal color ของตัวเองแล้ว เขาจะเริ่มสังเกตเห็นสีพวกนี้ในชีวิตประจำวัน และเลือกใช้มันได้อย่างเหมาะสมในทุกๆ วัน”

แล้ว ‘Colorsayyoo’ ก็ค่อยๆ เติบโตมาจากห้องคอนโดเล็กๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงตัวคนเดียว เพียงไม่ถึง 3 ปีขวัญก็สามารถขยับมาเปิดเป็นสตูดิโอกว้างขวางใจกลางย่านอโศกได้ แถมยังมีลูกค้าทั้งขาจรขาประจำเป็นคนมีชื่อเสียงมากมาย

คอลัมน์ Micro Wave วนกลับมาทั้งที ขอพาผู้อ่านไปสำรวจภูมิทัศน์ของคลื่นการตามหา personal color และ one-woman business ว่ามีแรงขับเคลื่อนอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง

Test the Waters
ปากทางเข้าโลกธุรกิจของมนุษย์เงินเดือน

แรกเริ่ม แม้เรียนจบด้านธุรกิจมา แต่ด้วยความที่สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ทำงานประจำ ขวัญจึงก้าวตามรอยผู้ใหญ่ไปในเส้นทางที่ปลอดภัย และนั่นก็เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าไปเปิดหูเปิดตาลองงานในหลายวงการ

“ทำมาหลายอย่าง มีทั้งอีคอมเมิร์ซ บริษัทเกาหลี อุตสาหกรรมอาหาร สายการบินก็เคยทำ ตอนทำอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร แต่ด้วยธรรมชาติเป็นคนชอบหาเงิน แม้แต่ตอนที่ทำงานประจำแล้วเวลาว่างน้อยลงเราก็ยังแอบคิดตลอดว่าอยากหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้”

ด้วยเหตุนี้ เวลาว่างที่เหลือจากงานจึงอุทิศให้กับทำเงินทุนก้อนจิ๋วๆ ให้งอกเงย ด้วยธุรกิจระยะสั้นๆ อย่างการรับสินค้ามาขายออนไลน์ตามแต่เทรนด์ช่วงนั้น 

“แต่สุดท้าย ถ้างานประจำรัดตัวเราก็เหลือเวลามาคิดทำอะไรได้ไม่มาก ต้องช่วงที่ลาออกมาแล้วนู่นแหละ เราถึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ว่าอยากลองทำธุรกิจเกี่ยวกับ personal color”

Find the Blue Ocean
น่านน้ำสีครามที่เหลือไม่มากในมหาสมุทรความงาม

“เราเป็นคนชอบความสวยความงามมาตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าชอบมองผู้คน มองผู้หญิงสวย มองดูจุดที่ดูสวยงามบนใบหน้าและร่างกายคน อาจจะเป็นด้วยเครื่องหน้าหรือวิธีการแต่งหน้าแต่งตัวของเขาก็ได้ เรารู้สึกว่าได้มองแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากสวย อยากดูแลตัวเอง 

“จุดเริ่มต้นของความสนใจในธุรกิจความงามมันน่าจะมาจากตรงนี้ แต่ในช่วงที่เริ่มคิดทำธุรกิจ การแข่งขันมันก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว”

อุตสาหกรรมความงามของไทยครองอันดับ 1 ของอาเซียนในแง่ของมูลค่าตลาด ฐานการผลิต และแรงดึงดูดนักลงทุนมาสักพักใหญ่ ต่อให้ย้อนกลับไป 3-4 ปีก่อนหน้า ในช่วงที่สตูดิโอของขวัญยังไม่ตั้งไข่ก็ตาม ในยามนั้น ไม่ว่ามองไปทางไหนด้วยสายตานักธุรกิจก็คงเจอแต่ตลาดที่มีคู่แข่งนำเสนอสินค้ากลุ่มเดียวกันอยู่แล้วมากมาย (red ocean) แต่ในบรรดาเรื่องที่ขวัญสนใจ มีอยู่ไอเดียหนึ่งที่พูดถึงเมื่อไหร่เป็นต้องได้มาทั้งคำถามและเสียงปรามจากคนรอบข้าง

“เรารู้จัก personal color มาก่อนหลายปี พูดตามตรงมันไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ขนาดนั้น เพียงแต่ก่อนนี้มันยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปัญหาก็คือเราพูดถึงไอเดียนี้ให้คนรอบตัวฟังทีไร ส่วนใหญ่เขาจะงงและถามว่ามันคืออะไร หรือไม่ก็คัดค้านว่าอย่าทำเลย ถ้าคนไม่รู้จักมัน เขาจะมองมันเป็นสิ่งจำเป็นได้ยังไง”

ขวัญไม่รู้ว่าจะเรียกการยืนหยัดครั้งนั้นว่าความดื้อรั้นหรือความเชื่อมั่น แต่ในท้ายที่สุด เธอตัดสินใจไปต่อกับไอเดียนี้ คิดแค่ว่ายังไงก็ยังอยากทำงานกับสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปรากฏว่าความชอบส่วนตัวนี่แหละ คือเข็มทิศที่นำทางขวัญไปเจอกับพื้นที่ตลาดขนาดย่อมซึ่งยังไม่มีใครเปิดให้บริการคล้ายๆ กับเธอ น่านน้ำสีคราม (blue ocean) ที่เธอตามหาอยู่นั่นเอง

“สตูดิโอของเราเปิดวันแรกโดยที่เราไม่คาดหวังอะไร แค่เตรียมสถานที่ ถ่ายคอนเทนต์ง่ายๆ และยิงแอดธรรมดาๆ แต่ปรากฏว่าจากโพสต์นั้น มีคนเข้ามาจองจนคิวล้นตั้งแต่วันแรก เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้มีอยู่ทั่วไป แค่ลูกค้ายังไม่รู้จักมันดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องการมัน”

Ride the K-Wave
ความพิเศษของศาสตร์เกาหลี

การวิเคราะห์ personal color อาศัยการรวมตัวกันของความรู้หลายแขนง ไม่ใช่แค่ทักษะการเสริมความงามเท่านั้น แต่ยังมีศิลปะ จิตวิทยาบุคลิกภาพ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นศาสตร์ของเกาหลีนั้น ขวัญเล่าที่มาที่ไปให้เราฟังว่า

“คนเกาหลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และการดูแลตัวเองมาก ด้วยวัฒนธรรมของเขา เขามองว่าภาพลักษณ์ของคนคนหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเขาเองคนเดียว แต่เกี่ยวโยงไปถึงสังคมด้วย จะออกจากบ้านสักครั้งหนึ่งได้เขาเลยมักจะดูแลกันเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ศาสตร์นี้ของเขาเลยพิถีพิถันมากๆ ไปด้วย

“อย่างที่บอกไป personal color ไม่ใช่ของใหม่อะไร ไม่ได้เริ่มขึ้นในเกาหลีด้วยซ้ำ แต่เอกลักษณ์ของศาสตร์เกาหลีคือจะให้ความสำคัญและลงรายละเอียดเรื่องการแต่งหน้ากว่ามาก แล้วไกด์การแต่งตัวก็จะเน้นสอนวิธีคุมโทนมากกว่าฝรั่งที่เน้นจับคู่สีเยอะๆ และด้วยความที่มันเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากมาตรฐานใบหน้าและสีผิวคนเอเชียนเหมือนกัน ฉะนั้นทั้งในแง่วัฒนธรรมและกายภาพ มันใกล้เคียงกับคนไทยมากกว่า”

Where Taste Meets Theory
เมื่อสีที่ชอบอาจไม่ตรงกับ ‘สีที่ใช่’

แน่นอน เราไม่พลาดโอกาสที่จะยิงคำถามคลาสสิกในใจคนส่วนใหญ่ที่เพิ่งมารู้จักกับศาสตร์นี้ได้ไม่นาน ขวัญประเดิมคำตอบด้วยการหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดรูปถ่ายของตัวเธอเองสมัยก่อนให้ดูประกอบเรื่องเล่า

“ด้วยความที่เป็นสาวไทย เมื่อก่อนเราจะยึดติดอยู่ตลอดว่าพื้นผิวติดเหลืองต้องแต่งหน้าวอร์มโทน ต้องปัดแก้มสีส้ม ต้องสวมเสื้อผ้าสีเข้มๆ เช่น สีน้ำตาล มาเข้าใจเอาหลังจากไปเรียนมาแล้วว่าตัวเองเป็นซัมเมอร์ แปลว่าแต่งหน้าสีชมพูคูลโทนและใส่เสื้อผ้าสีอ่อนจะดูดีกว่ามาก 

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากลับไปหาสีเหล่านั้นไม่ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นสีที่ชอบ ทริกสำคัญคือต้องแต่งให้สมดุล เช่น จับคู่สีที่เป็น personal color กับสีที่เราชอบให้ได้สัดส่วนสัก 70:30 และถ้าให้ดี พยายามสวมใส่ไอเทมสีที่ไม่ใช่ personal color ให้ห่างจากใบหน้าก็จะช่วยได้มาก เรื่องสีมันไม่ใช่กรอบตายตัวอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของบาลานซ์นี่แหละ”

Who’s on Board?
เสียงตอบรับที่ไม่คาดคิด

“จริงๆ ก็ไม่ได้คาดคิดไว้สักอย่าง ตั้งแต่ที่มีคนจองจนเต็มภายในวันแรกนั่นก็ด้วย แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มแรกๆ เริ่มจากกลุ่มที่เราคาดคิดเอาไว้ก่อนคือผู้หญิงวัยทำงาน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มอื่นๆ ที่เราไม่คาดคิดไว้เข้ามาสนใจ เด็กสุดคือน้องๆ วัยมัธยมจูงมือมากับผู้ปกครอง หรือกลุ่มที่อายุเยอะหน่อยคือลูกค้าเดิมเขาชวนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านมาทำด้วยกัน

“ยุคนี้ดีกว่าเมื่อก่อนอย่าง ถ้าย้อนกลับไปสักสิบปี เราจะพบว่าผู้ชายไม่สนใจเรื่องความงามเลย แต่เดี๋ยวนี้มันเปิดกว้าง ผู้ชายสนใจเสื้อผ้า สกินแคร์ หรือกระทั่งเมคอัพก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 

“กลุ่มที่ไม่คาดฝันที่สุดคือคนมีชื่อเสียง คนเหล่านี้เป็นมืออาชีพในด้านภาพลักษณ์อยู่แล้ว ย่อมต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องความงามรายล้อม เราเลยไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะนึกอยากมาใช้บริการสตูดิโอเล็กๆ ของเรา” 

Branch out the Route
ดูแลมากกว่าแค่เรื่องสี

“ตัว Korean personal color จะเป็นการวิเคราะห์เรื่องเฉดสีเป็นหลัก ดูตั้งแต่สีผิว สีตา สีผม สีคิ้ว โดยมีแกนกลางเป็นแนวคิดเรื่องฤดูกาล อย่างที่เราจะเห็นเขาวิเคราะห์รูปถ่ายคนดังในโซเชียลฯ กันบ่อยๆ ว่าเป็นคูลซัมเมอร์ เป็นไบรท์วินเทอร์ต่างๆ ซึ่งคนแต่ละฤดูก็จะมีชุดสีที่เหมาะกับเขาที่สุด

“บริการอย่างที่สองจึงไม่ใช่เรื่องสีแล้ว แต่เป็น face and body fit ที่จะเน้นทำความเข้าใจบอดี้ไทป์และสัดส่วนของใบหน้าและร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นเรื่องของทรง (silhouette) มากกว่าสี เช่น ทรงเสื้อผ้า ทรงผม ทรงแว่นตา ทรงคอเสื้อ ความสั้นยาวของเสื้อผ้า วิธีการคอนทัวร์ใบหน้า เป็นต้น ความน่าสนใจคือลูกค้าที่เป็นผู้ชายมักจะสนใจ face and body fit มากกว่า Korean personal color

“สุดท้ายคือ wedding consult ตามชื่อเลย เป็นการให้คำปรึกษาสำหรับงานแต่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทั้งการวิเคราะห์สีและทรงแบบครบวงจร แต่เน้นใช้งานในงานแต่งโดยเฉพาะ เช่น ชุดแต่งงาน ผ้าคลุมหน้า เครื่องหัว ชุดสูท ไท ธีมงาน ไปจนถึงสีของดอกไม้ที่ใช้ประดับ”

Read the Currents
มองอนาคตเทรนด์ความงาม

“ถ้ามองภาพใหญ่ เราก็ยังเห็นว่าเกาหลีนำเราอยู่หลายก้าวในตลาดความงาม เขามีนวัตกรรมมากกว่า ทั้งเรื่องเทคนิค เรื่องเครื่องสำอาง หรือหัตถการที่พัฒนาไปไกล ซึ่งหลายอย่างไทยยังไม่มีและต้องไปตามศึกษาดูงานเขาอยู่ ถ้าเกาหลีคิดค้นหรือเกิดเทรนด์ความงามอะไร กว่าคนไทยจะเริ่มหันมาหยิบจับตามจนนิยมที่นี่บ้างก็ผ่านไปแล้ว 6 เดือนถึง 1 ปี

“แต่ไม่ปฏิเสธว่าตลาดไทยเองก็โตมากเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่เราชอบเกี่ยวกับคนไทยคือเราตามแฟชั่นกันแล้วผลลัพธ์มันสร้างสรรค์กว่า ต่างจากคนเกาหลีที่สังคมมีความ collective สูง เลยมักจะแต่งตามกัน หลีกเลี่ยงอะไรที่เด่นเกินไป ไม่อยากแปลกแยกจากคนอื่น เทียบกันแล้วคนชาติเราหลากหลายกว่า ทั้งภูมิภาคและชาติพันธุ์ เราเลยมีแนวโน้มที่จะดัดแปลงเทรนด์ต่างๆ ให้เข้ากับตัวเองมากกว่า ที่เราเห็นว่าสาวไทยจะมีสายฝอ สายเกา สไตล์ญี่ปุ่น สไตล์ไทยๆ ใครเคยไปเกาหลีจะรู้ว่ามีวาไรตี้แบบนี้ให้เห็นน้อยมาก  

“อาจเพราะอย่างนี้ เราเลยติดตามชมอย่างตื่นตาเสมอว่ากระแสความงามในไทยจะเดินทางต่อไปในทิศทางไหน และขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ว่าศาสตร์ของเกาหลีจะพัฒนาต่อไปยังไง ในฐานะคนที่อยากไปเรียนรู้ ปรับใช้ และส่งต่อสิ่งเหล่านั้นให้ลูกค้าของเราต่อไป”

เบื้องหลังการเติบโตตลอด 15 ปี ของ KAMU KAMU สู่รายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท

ไดโนไมโล แรปเตอร์ ชานมดอกคามิเลีย มัทฉะ วาราบิโมจิ และอีกสารพัดเมนูจาก KAMU KAMU ที่ขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มในดวงใจของใครหลายคนจนสร้างรายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท พร้อมการครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10% ของตลาดชานมไข่มุก และจัดอยู่ในอันดับท็อป 5 ของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูน่ารักสดใส ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแบรนด์คนไทยที่อยู่มายาวนานถึง 15 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้น

แม้ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท และหากเจาะเฉพาะตลาดชานมไข่มุกจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งหน้าเค้กนี้กลับมีแบรนด์คู่แข่งถึง 45 แบรนด์ โดยมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ

ในวาระครบรอบ 15 ปีของ KAMU KAMU ภายใต้เครื่องดื่มสุดหวานหอมนี้มีเรื่องราวการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับจุดแข็งด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเราได้สรุปทั้งเบื้องหลังความสำเร็จและทิศทางการดำเนินธุรกิจของ KAMU KAMU มาให้อ่านกันผ่านคอลัมน์ Keynote ในครั้งนี้

จาก ‘คุณภาพ’ สู่ ‘ความได้เปรียบในการแข่งขัน’

ตลอดเส้นทางกว่า 15 ปีของ KAMU KAMU เติบโตจากแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น สู่แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสาขามากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดเครื่องดื่ม

เบื้องหลงความสำเร็จนี้เกิดจาก ‘การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด’ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การชงสดใหม่ในทุกวัน ไปจนถึงการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย KAMU KAMU ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการต้มใบชาสดใหม่ทุกวันในทุกสาขา การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และการพัฒนาเมนูผ่านการทดลองกับผู้บริโภคจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือมาตรฐานที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน KAMU KAMU ยังพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่ดื่มเครื่องดื่ม แต่ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของแก้วด้วย จึงรีแบรนดิ้งไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เปลี่ยนหน้าตาของแก้วให้ดูน่ารักสดใสมากยิ่งขึ้น

‘ชา’ คือหัวใจของแบรนด์ สู่แกนหลักการเติบโตในบทใหม่

สำหรับ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่นๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ คิดเป็น 20% สะท้อนให้เห็นว่า ‘ชา’ ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของแบรนด์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพอร์ตสินค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป

นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่หมัดเด็ดที่หลายคนติดใจ ทั้งเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีและฮอตฮิตมากในหมู่คนรักโกโก้ ชาไทยไม่ใส่สีที่ตอบรับกับเทรนด์รักสุขภาพ เมนูมัทฉะที่หลากหลายเอาใจสายมัทฉะเลิฟเวอร์ เมนูชาดอกไม้และชาผลไม้ สอดคล้องกับเทรนด์ในตอนนี้ที่คนไม่ได้แค่ดื่มด่ำกับรสชาติอร่อยแต่ยังชอบกลิ่นหอมของเครื่องดื่ม ไปจนถึงท็อปปิ้งเด็ดอย่างวาราบิโมจิสุดนุ่มหนึบที่ทำสดใหม่ทุกวัน

เมื่อ Product & Brand Experience คือเรื่องเดียวกัน

KAMU KAMU ได้เปิดตัวเมนูใหม่ ‘Oolong Peach’ ภายใต้แนวคิด The Harmony of Oolong Peach ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างชาอู่หลงที่มีกลิ่นหอมละมุนกับความหวานสดชื่นของพีช เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่นุ่มนวล สดชื่น และมีความพรีเมียมในทุกคำ

ขณะเดียวกันก็ได้เปิดตัว ‘Kamu & Friends’ แก๊งมาสคอตสุดน่ารักที่เป็นตัวแทนความสดใสและวัตถุดิบหลักของ KAMU KAMU เช่น คามุซัง มาสคอตหมีที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์หลักของแบรนด์, เลมอนซัง มาสคอตเลมอนสุดเปรี้ยวซ่า ตัวแทนของเครื่องดื่มกลุ่มชาผลไม้ และโมโม่จัง น้องพีชสีชมพูละมุน สมาชิกใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเมนูพิเศษ เพื่อสร้าง brand engagement เพิ่มการจดจำและเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาว

หมุดหมายต่อไปของ KAMU KAMU

จากปัจจุบันรายได้กว่า 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท และจาก 200 สาขา ขยายสาขาสู่ 300 แห่งภายใน 3 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการก้าวสู่อนาคต ในฐานะแบรนด์ที่มี ‘ชา’ เป็นแกนหลักของการเติบโต และมุ่งสร้างประสบการณ์เครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคไทยในทุกวัน

NEON Rated เราเรียนรู้อะไรได้จากกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนัง จนคว้าแชมป์คานส์ 7 ปี ของบริษัทนี้

หลังจากเทศกาลหนังคานส์เพิ่งจบไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หนังเรื่อง Fjord ก็คว้ารางวัลปาล์มทองคำไปครอง และหน้าข่าวที่ขึ้นมาพร้อมๆ กันคือ นี่คือหนังเรื่องที่ 7 แล้วที่ NEON บริษัทจัดจำหน่ายหนังสัญชาติอเมริกัน เฉียบคมพอที่จะเซ็นสัญญาคว้าสิทธิ์มาไว้ในมือล่วงหน้า ก่อนที่หนังจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดบนพรมแดง

สำหรับ NEON การเลือกซื้อหนังที่คว้ารางวัลหลากเวที นับตั้งแต่ Parasite, Triangle of Sadness, Anatomy of a Fall, Anora, It Was Just an Accident, The Worst Person in The World, Sentimental Value ทำให้สื่ออย่าง The Hollywood Reporter บอกว่า การที่ NEON ซื้อหนังเหล่านี้ได้ คือความสำเร็จที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในวงการภาพยนตร์ และยังได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระแห่งปี 2024’ (Independent Distributor of the Year) 

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เหตุผลที่ทำให้คนตื่นตาตื่นใจกับ NEON เพราะในมิติของธุรกิจภาพยนตร์ หนังนอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาล ไม่ใช่ ‘สินค้ามวลชน’ ที่จะซื้อง่ายขายคล่องในวงกว้าง แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของภาพยนตร์เหล่านี้จะด้อยไปกว่าใคร เพียงแต่ตัวเลขกำไรของมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ หากแต่ต้องอาศัย ‘การตลาด’ และศิลปะการจัดจำหน่ายที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่ม niche โดยเฉพาะ ซึ่งวิธีการทำการตลาดที่ง่ายที่สุดคือ ‘หนังคว้ารางวัล’ นี่แหละที่ช่วยการันตีความสำเร็จได้แล้ว

ดังนั้น การที่ NEON สามารถ ‘คาดการณ์อนาคต’ ได้อย่างแม่นยำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่น่าใช่เรื่อง ‘บังเอิญ’ แน่ๆ ความสำเร็จของ NEON กลายเป็นภาพสะท้อนของ ‘สัญชาตญาณทางธุรกิจ’ แบบไหน พวกเขาเปลี่ยนภาพยนตร์จำเพาะกลุ่มที่ค่ายใหญ่มองข้าม ให้กลายเป็น ‘ผลผลิตทางวัฒนธรรม’ ที่กวาดทั้งเงินและกล่องรางวัลได้ในทุกพื้นที่ได้ยังไง นี่คือสิ่งที่เราชวนไปทำความเข้าใจในคอลัมน์ Entretainment ร่วมกัน

ทำความเข้าใจโลกการซื้อ-ขายในตลาดภาพยนตร์ 

โดยทั่วไปแล้ว นักจัดจำหน่ายภาพยนตร์หรือ distributor จะมีเข็มทิศในการเลือกหนังที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง ‘ตลาดหนังแมสกระแสหลัก’ เช่น หนังแอ็กชั่น หนังครอบครัว การ์ตูน ฯลฯ กับ ‘ตลาดหนังเทศกาลและหนังอาร์ตเฮาส์’ 

สูตรการซื้อ-ขายภาพยนตร์ในตลาดหนังแมสพอเดากันได้ไม่ยาก วิธีการทำงานคือ เลือกซื้อหนังที่มีดาราดังๆ หรือไม่ก็หนังแฟรนไชส์ที่การันตีความสำเร็จ หนังรีเมค หนังแอ็กชั่น หนังซูเปอร์ฮีโร่ เหล่านี้คือการกดสูตรที่ค่ายหนังจนถึงบริษัทจัดจำหน่ายเดาได้ว่าจะการันตีผู้ชมได้แน่ๆ และเป็นท่าที่ช่วยลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด (เพราะใช่ว่าหนังแมสไม่มีความเสี่ยงเลย ในแง่ของการลงทุน สตูดิโอใหญ่ต้องจ่ายเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลิตหนังฟอร์มยักษ์ แต่ถ้ายอดคนดูไม่เป็นไปตามเป้า พวกเขาก็ต้องขาดทุน)

ทว่าในโลกตลาด niche วิธีคิดแบบเพลย์เซฟเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะภาพยนตร์นอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาลมีอัตลักษณ์จำเพาะ ทั้งในแง่ประเด็นสังคมที่แหลมคม วิธีการเล่าเรื่องที่ท้าทาย และภาษาภาพยนตร์ที่หลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับขนบ ทำให้ภาพยนตร์กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการขายต่างจากหนังกลุ่มแมส แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าสินทรัพย์ที่เป็นเงิน นั่นคือมูลค่าทางวัฒนธรรม (แต่ในแง่การลงทุนอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าหนังแมส เพราะหากหนังเรื่องไหนมีการลงทุนต่ำ แต่พอออกฉายหนังเกิดไวรัลหรือชนะรางวัลใหญ่ขึ้นมา รายได้ที่กลับคืนมาอาจพุ่งสูงเป็น 10-20 เท่าเลยก็ว่าได้)

โจทย์ของผู้จัดจำหน่ายหนังนอกกระแสจึงจำเป็นต้องใช้ ‘สมการคำนวณความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ โดยการเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่ร่วมและเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความเท่’ ผ่านการคัดสรรภาพยนตร์ แล้วทำให้หนังเหล่านี้กลายเป็นหมุดหมายทางรสนิยมที่คนรู้สึกว่า ‘ต้องดู’ ผ่านการโปรโมตหนังในรูปแบบต่างๆ

เหล่าผู้จัดจำหน่ายหนังสายหนังรางวัลจึงไม่ได้มองคนดูทั้งประเทศ แต่มองกลุ่มซีเนไฟล์ หรือคนรักหนังตัวจริง นักศึกษาภาพยนตร์ คอหนังอาร์ต และคนรุ่นใหม่ที่มองหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ลึกซึ้ง และแปลกใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ติดตามหนังอาร์ตตามเทศกาลต่างๆ ทุกปี และพร้อมที่จะบอกต่อ เขียนรีวิว และเดินทางไปดูในโรงหนังด้วยตัวเอง 

ยกตัวอย่างจากการซื้อ-ขายภาพยนตร์เทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่นี่มีตลาดซื้อ-ขายหนังที่ใหญ่และสำคัญที่สุด เรียกว่า Marché du Film ที่นี่เป็นตลาดหนังที่ผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกแห่กันไปแย่งซื้อหนัง เพราะพวกเขากำลังใช้สูตรที่มาจาก ‘คุณค่าและแรงกระเพื่อม’ ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ตลาดนี้จึงเป็นพื้นที่ให้โปรดิวเซอร์ ตัวแทนขายหนัง (sales agent) ผู้จัดจำหน่ายหนังมาเจรจาธุรกิจร่วมกัน 

เหล่าบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ที่ได้ลิขสิทธิ์หนังจากคานส์ไปครองก็จะได้สิทธิ์ขาดในการนำหนังเรื่องนั้นๆ ไปทำซับไตเติล พากย์เสียง จัดการเรื่องการเซนเซอร์และจัดเรตติ้งให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ เจรจากับโรงภาพยนตร์เพื่อนำหนังเข้าฉายและแบ่งรายได้กัน หลังจากหนังออกจากโรงก็ยังขายสิทธิ์ต่อให้แพลตฟอร์มสตรีมมิง หรือแผ่นบลูเรย์ในประเทศตัวเอง รวมถึงวางแผนการตลาด ควักทุนทำสื่อโฆษณา โปรโมต ทำโปสเตอร์เวอร์ชั่นประเทศตัวเอง และจัดรอบสื่อมวลชน 

รูปแบบการซื้อ-ขายแบ่งออกเป็น 3 ช่วงตามสถานะของภาพยนตร์

  • Pre-sales ซื้อตั้งแต่เป็นบทหรือเป็นเพียงโปรเจกต์–ผู้ซื้อจะดูจากบทภาพยนตร์ ชื่อผู้กำกับ และทีมนักแสดงนำ หากพอใจจะเซ็นสัญญาจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อให้ผู้สร้างนำเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นทุนในการถ่ายทำ
  • Work-in-Progress หนังยังทำไม่เสร็จ–หนังอาจถ่ายเสร็จแล้วแต่ยังตัดต่อไม่เรียบร้อย sales agent จะตัดคลิปสั้น 10-15 นาที มาเปิดให้ผู้ซื้อดูในห้องฉายส่วนตัว
  • Completed Films หนังที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว–หนังที่ฉายในสายประกวดหลัก หรือหนังนอกสายตาที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเปิดฉายในตลาด (market screenings) เพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายแย่งชิงสิทธิ์ในการฉายในประเทศของตัวเอง เช่น สิทธิ์สำหรับฉายในอเมริกา สิทธิ์สำหรับฉายในญี่ปุ่น หรือสิทธิ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจาะลึกความสำเร็จของ NEON อะไรคือกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนังจนคว้ารางวัลหลายเวที

NEON ก่อตั้งโดย Tom Quinn และ Tim League ในปี 2017 ทั้งสองเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์อยู่แล้ว ควินน์อยู่ในวงการหนังมากว่าสามทศวรรษ ทำงานกับค่ายภาพยนตร์อิสระชื่อดังอย่าง Samuel Goldwyn, Magnolia และ RADiUS-TWC ซึ่งเป็นค่ายในเครือ The Weinstein Company ส่วนทิม ลีก คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือโรงภาพยนตร์ Alamo Drafthouse และ Fantastic Fest รวมทั้งบริษัทจัดจำหน่าย Drafthouse Films ทั้งสองเป็นคนที่ชมภาพยนตร์มาเป็นร้อยๆ พันๆ เรื่อง และเข้าใจอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี

“ถ้าคุณได้ฟังทอมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์สัก 5 นาที คุณจะรู้สึกคล้อยตามความหลงใหลที่เขามีต่อภาพยนตร์อย่างแน่นอน” Chirstina Zisa ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON ให้คำอธิบายถึงเจ้าของบริษัท  

จึงไม่แปลกเลยที่ภายในสองปี NEON ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์อิสระอย่างรวดเร็ว จากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง Parasite ในปี 2019 สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในฐานะภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องแรก และยังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา NEON ก็ทำสถิติเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ถึง 7 เรื่อง คือ Parasite (2019), Titane (2021), Triangle of Sadness (2022), Anatomy of a Fall (2023), Anora (2024), It Was Just an Accident (2025) และ Fjord (2026) 

ตราประทับของรางวัลปาล์มทองคำได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายในตลาดอเมริกา จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ชมพบว่า รางวัลดังกล่าวได้กระโดดขึ้นมาเป็น ‘เหตุผลอันดับหนึ่ง’ ที่ทำให้คนตัดสินใจตีตั๋วเข้ามาชมภาพยนตร์ของ NEON

“สิ่งหนึ่งที่ผมรู้และมั่นใจอย่างที่สุดคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม ทอม ควินน์ มองเห็นว่า Parasite เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นสากล และเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะจำกัดกรอบให้มันเป็นแค่ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศหรือภาพยนตร์นานาชาติ” บงจุนโฮ ผู้กำกับเรื่อง Parasite ชาวเกาหลีใต้คนแรกที่คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter ว่าบงจุนโฮเคยร่วมงานกับควินน์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Snowpiercer, Mother, The Host และ Barking Dogs Never Bite แล้ว 

“ทอมเข้าถึงหัวใจของ Parasite และเข้าใจดีว่ามันคือเรื่องราวของพวกเราทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันที่ถูกแบ่งแยกด้วยชนชั้น ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณเขาในเรื่องนี้เสมอมา” บงจุนโฮกล่าว 

ในช่วงการระบาดโควิด ธุรกิจภาพยนตร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้จัดจำหน่ายหนังอิสระต่างพากันล้มพับมากมาย ในขณะที่สตูดิโอใหญ่ๆ หรือผู้จัดจำหน่ายหนังเจ้ายักษ์ต่างก็กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดกัน แต่ NEON ดูจะไม่สะทกสะท้านสิ่งนี้มากนัก พวกเขายังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยการสร้างแบรนด์การคัดเลือกหนังที่น่าเชื่อถือสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยที่มีคลังภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจากเทศกาลหนังทั่วโลกมาครอง และแล้วก็ประสบความสำเร็จล้นหลามจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs ที่กวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

เมื่อ NEON สร้างปรากฏการณ์อยู่เรื่อยๆ ก็เริ่มมีสื่อติดตามถามเคล็ดลับเบื้องหลังของพวกเขา ประเด็นแรกที่คนพูดถึงมากที่สุด คือ ‘ประสบการณ์ดูหนังอันหลากหลาย’ ที่ทำให้พวกเขาบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณ’ และ ‘รสนิยมที่ดี’ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกหนังของพวกเขา กลายเป็นว่าวิธีการนี้สวนทางจากบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัย ‘ข้อมูลหลังบ้าน’ ว่าผู้ชมกดจองตั๋วหรือดูหนังแบบไหนมากที่สุด 

“เราไม่ใช้วิธีมักง่าย การไปคานส์ที่ถูกต้องคือคุณต้องดูหนังให้เยอะที่สุด เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่ายอดเพชรเม็ดต่อไปจะโผล่มาจากไหน” ควินน์กล่าว 

“ทอมมีบางอย่างในตัวเขา คุณลักษณะของมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งหากมองไปรอบๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว นั่นก็คือรสนิยมที่ดี ทอมมีมันอย่างเหลือเฟือ ผมคิดว่าเขาอาจจะใส่รสนิยมนั้นลงในผงซักฟอก ยาสีฟัน และมิลก์เชคของเขาด้วยซ้ำ” Osgood Perkins ผู้กำกับ Longlegs บอกกับ The Hollywood Reporter 

อีกประเด็นที่ควินน์แบ่งปันประสบการณ์คือ ช่วงเริ่มต้นบริษัทพวกเขามีทีมงาน 12 คน แบ่งเป็นทีมนิวยอร์ก 6 คน และทีมลอสแอนเจลิส 6 คน มีกันเพียงเท่านี้ แต่ในปีแรกพวกเขาสามารถพา NEON ไปบนโต๊ะเจรจาหนังที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต (TIFF) ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนทำแทบทุกหน้าที่และพร้อมขยับไปทำหน้าที่แทนกันได้หมด 

ควินน์กำลังสื่อว่า การที่พวกเขาเป็นองค์กรขนาดเล็ก ทำให้เกิดการตัดสินใจรวดเร็ว ต่างจากสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายชั้น “เราใช้ความคล่องตัวนี้ให้เป็นประโยชน์มาโดยตลอด” ควินน์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter 

“พวกเราทำงานกันในลักษณะของสตาร์ทอัพ และเป็นเหมือน ‘อะมีบาที่มีระบบความคิดซับซ้อน” ควินน์ให้คำนิยามทีมของเขา ก่อนจะบอกว่าในปีนั้นพวกเขาสามารถปิดดีลคว้าสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง I, Tonya มาได้ โดยเอาชนะคู่แข่งอย่าง Netflix ซึ่งเพิ่งเริ่มสนใจจะซื้อภาพยนตร์ที่มีโอกาสคว้ารางวัล เมื่อ NEON ได้ลิขสิทธิ์ I, Tonya พวกเขาก็เริ่มวางแผนแคมเปญล่าออสการ์ให้กับหนังทันที ทำให้หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสามรางวัล และ Allison Janney ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม 

“พวกเขามีความกระตือรือร้นในแบบที่ทำให้คุณในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์รู้สึกตื่นเต้น” Steven Soderbergh ผู้กำกับภาพยนตร์ตระกูล Ocean ให้สัมภาษณ์ระหว่างที่เขาเปิดตัวหนังเรื่อง Presence ที่เขาได้ฉายที่ซันแดนซ์ในรอบ 35 ปี “พวกเขามาชมรอบฉายแรกของเทศกาลซันแดนซ์ในคืนวันศุกร์ และเมื่อเราคุยกันทาง Zoom ในสัปดาห์ถัดมา ปรากฏว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับรอบฉายแรกมากจนถึงขั้นพยายามหาทางเข้ามาชมรอบฉายเช้าวันเสาร์เวลา 9:30 น. เพราะพวกเขาอยากดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง” นั่นคือเหตุผลที่โซเดอร์เบิร์กเลือกที่จะขายลิขสิทธิ์หนังเรื่อง Presence NEON ทันที สื่อให้เห็นว่าคนในวงการหนังก็เชื่อใจค่ายจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้ 

กลยุทธ์อีกอย่างที่ทำให้ NEON ประสบความสำเร็จในแง่การใส่เงินลงทุนเข้าไปด้วยคือ การซื้อลิขสิทธิ์หนังตั้งแต่ยังเป็นเพียงโปรเจกต์หรือมีแต่บทหนัง เพราะถ้ารอให้หนังสำเร็จแล้ว ราคาจะสูงขึ้นมาก ทีม NEON ใช้ความสัมพันธ์ที่มีมาบวกกับรสนิยมที่สั่งสมมา ซื้อหนังตั้งแต่ขั้นตอนอ่านบท เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Anora ที่พวกเขาได้ลิขสิทธิ์มาครองตั้งแต่ปี 2023 ก่อนหนังออกฉายเป็นปี คนในวงการมองว่าเหตุผลที่ NEON ทำเช่นนี้ได้ เพราะ ‘เครือข่ายความสัมพันธ์’ ที่ควินน์และลีกมีกับคนในอุตสาหกรรมมายาวนาน เพราะถ้าไม่รู้จักคนในแวดวงมาก่อนคงไม่มีใครยอมขายลิขสิทธิ์ให้ตั้งแต่หนังยังเป็นวุ้นอยู่ด้วยซ้ำ แสดงว่าคนทำหนังก็ต้อง ‘เชื่อใจ’ ว่าบริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้จะดูแลหนังของพวกเขาเหมือนงานศิลปะอย่างที่พวกเขาคาดหวัง 

ถึงอย่างนั้น สายตาการเลือกหนังเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจทำให้ NEON ประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญคือ เมื่อได้หนังแล้วพวกเขาทำอะไรต่อจากนั้น และนั่นคือช่วงเวลาของ ‘แคมเปญการตลาด’ ที่จะปูพรมให้หนังเดินทางสู่เวทีรางวัล 

เช่น ในภาพยนตร์ I, Tonya กุญแจสำคัญของแคมเปญคือการที่พวกเขาไม่สนใจกฎเกณฑ์ปกติของฤดูกาลแจกรางวัล NEON เริ่มเทรลเลอร์หนังด้วยฉาก LaVona Golden (รับบทโดย อลิสัน แจนนีย์) คุณแม่ผู้เข้มงวดของทอนย่าด่าผู้ปกครองคนหนึ่งว่า “อีเหี้ย” ในลานสเก็ตน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ภายใน 45 วินาทีแรก 

“ทุกคนต่างพูดว่า นี่คือภาพยนตร์ชิงรางวัล ต้องมีเกียรติ! ต้องมีเกียรติ! คุณจะเปิดตัวด้วยตัวอย่างภาพยนตร์เรต R ไม่ได้” ซิซา ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON กล่าว “แล้วเราก็คิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้เป็น ทำไมเราถึงพยายามเปลี่ยนสิ่งที่หนังเป็นล่ะ? มาเฉลิมฉลองสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอดีกว่า”

ควินน์ก็บอกเช่นกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเต็มไปด้วย ‘ผู้รู้’ ที่เชื่อว่าการโปรโมตหนังควรทำในแบบที่กำหนดไว้ “แต่เราเริ่มต้นจากมุมมองที่ใช้สามัญสำนึก โดยตั้งคำถามก่อนว่าอะไรดีที่สุดสำหรับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง เราก็หวังว่ามันจะดึงดูดผู้ชม และเมื่อถึงเวลาประกาศรางวัล ผู้ลงคะแนนจะรู้สึกเช่นเดียวกับเรา” เทคนิคที่ควินน์ว่าไว้ เป็นสิ่งที่ NEON เริ่มวางแผนตั้งแต่ซื้อลิขสิทธิ์ได้ และโปรโมตต่อเนื่องโดยใช้แนวคิดที่ว่าพวกเขากำลัง ‘สื่อสารทางวัฒนธรรม’ ทำให้หนังป๊อปขึ้น เป็นเนื้อเดียวกันกับภาษาคนรุ่นใหม่ หรือพลวัตทางสังคมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างกระแสให้หนังยืนระยะไปจนถึงพรมแดงเวทีรางวัลได้

แต่ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกเรื่องของ NEON ที่คว้ารางวัลมาครอง หลายเรื่องยังสร้างข้อถกเถียง และถ้าต้องพูดตรงๆ คือ ‘ขายยาก’ หลายเรื่องทำรายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ แต่ควินน์บอกว่า เหตุผลที่ NEON ซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่องนั้นๆ ก็มาจากความหลงใหลของคนอย่างน้อยหนึ่งคนในบริษัทที่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นมีผู้ชม เพียงแต่พวกเขาต้องหาวิธีเข้าถึงผู้ชมเหล่านั้น 

“สิ่งที่เราทำนั้นสำคัญที่สุดในภาพรวม คือภาพยนตร์ทั้งหมดเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ตลอดไป” ควินน์กล่าว

แม้จะครองลิขสิทธิ์หนังรางวัลมากมาย แต่ NEON ก็ยังคงต้องรักษาสมดุลด้านเงินทุน

ท่ามกลางเสียงชื่นชมการคัดเลือกหนังอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ ตัวเลขทางการเงินของ NEON กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น แม้ว่าในปี 2024 NEON จะทำเงินได้สูงสุดจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs แต่คนในวงการภาพยนตร์ต่างบอกว่า บริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อทำกำไรให้ได้สม่ำเสมอ และบ่อยครั้งยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาหมุนเวียนเพื่อใช้ในการซื้อสิทธิ์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ โดยในปี 2024 NEON ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคาร Comerica เพื่อนำมาเพิ่มศักยภาพในฝั่งโปรดักชั่น (ซึ่งพวกเขาพยายามขยายธุรกิจเพิ่มเติม) และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน 

แต่ก็จะต้องให้บริบทด้วยว่า แนวทางการสร้างรายได้ของ NEON คือให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมในโรงหนังเป็นอันดับแรก สวนกระแสกับแนวทางของสตูดิโอส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่นิยมลดระยะเวลาการฉายในโรงให้สั้นลง โดย NEON ยืนหยัดปฏิเสธโมเดลฉายหนัง 17 วันแล้วปล่อยให้เช่าในสตรีมมิงแบบเช่าซื้อล่วงหน้าของค่าย Universal มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต่อต้านราคาเช่าที่สูงเกินไป รวมถึงความเสี่ยงที่ตัวหนังจะเลือนหายไปในโลกดิจิทัลโดยไม่มีใครจดจำเลย NEON เลือกที่จะสนับสนุนระยะเวลาการฉายที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ 38-180 วัน ขึ้นอยู่กับกระแสและความแรงของภาพยนตร์แต่ละเรื่องในขณะนั้น

อีกปัจจัยคือ NEON พยายามขยับขยายธุรกิจมาสู่การผลิตภาพยนตร์ด้วยตัวเอง เพื่อความพยายามในการเข้ามาควบคุม ‘ห่วงโซ่คุณค่าในการจัดจำหน่าย’ ให้ได้มากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณการสร้างต่อโครงการพุ่งทะยานจากเดิมที่เป็นหนังทุนสร้างระดับไมโคร (microbudget) ขึ้นมาสู่ระดับที่มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี

นอกจากนี้ ในปี 2024 Neon ได้เปิดตัวฝ่ายขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศ ของตัวเอง เพื่อเข้ามาดูแลการจัดจำหน่ายทั่วโลก แทนที่จะต้องพึ่งพาเอเจนซีหรือบริษัทตัวแทนจากภายนอก นี่คือ ‘การควบรวมกิจการตามแนวดิ่ง’ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริษัทสามารถเข้าช้อนซื้อสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เนิ่นๆ และยังสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางในการตักตวงผลประโยชน์ในตลาดปลายน้ำ ซึ่งรวมถึงการเจรจาเงื่อนไขลิขสิทธิ์บนระบบสตรีมมิง และช่องสถานีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย

“จนถึงวันนี้ เรามีทีมงานเพิ่มขึ้นเป็น 52 คนแล้ว มีเหตุผลมากมายที่ทำให้องค์กรของเราขยายใหญ่ขึ้นเกิน 2 เท่าตัว เหตุผลแรกแน่นอนว่าคือความสำเร็จ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับมาลุยฝั่งการผลิตเอง การเพิ่มศักยภาพในการจัดจำหน่ายหนังในวงกว้าง รวมถึงการจัดตั้งทีมขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดสากลเพิ่มเข้ามา” ควินน์อธิบายถึงแผนธุรกิจของ NEON และโมเดลธุรกิจนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหล่าคนทำหนังสายทดลองจากทั่วโลกเข้าหา NEON มากขึ้น แต่ควินน์ยังคงย้ำในตัวตนของพวกเขา

“ถ้าเรายึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่าเราคือใครและต้องการนำเสนออะไร เราก็จะประสบความสำเร็จโดยรวม” ควินน์กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรานั้นชัดเจนมาก นั่นคือภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนโดยผู้กำกับที่มีจุดมุ่งหมาย มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ในบางกรณีก็มีผลกระทบทางสังคม แต่ก็มีคุณค่าทางศิลปะในระดับที่เท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากกันและกัน หากคุณมุ่งมั่นในสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ประนีประนอม นี่คือแนวคิดที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมหนังที่มีความผันผวนสูง”

อ้างอิง

เผยโฉม ‘G-SHOCK Garage’ Flagship Store ที่รวมความเอ็กซ์คลูซีฟ ของนาฬิกาพันธุ์แกร่ง และผลงานของ NIGO

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย จะวัยเรียนจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่ต้องขยันขันแข็งกับหน้าที่การงาน ‘CASIO G-SHOCK’ ก็ยังคงเป็นนาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของใครหลายคนเสมอมา ด้วยดีไซน์ที่เท่ร่วมสมัย และความอึด ถึก ทน ที่ใครก็เลียนแบบยาก

ขณะเดียวกัน G-SHOCK ยังขึ้นชื่อเรื่องของความเป็นไอเทม ‘สตรีทคัลเจอร์’ ระดับตำนาน ที่ทั้งในฝั่งของวงการศิลปะและวงการศิลปินต่างให้การยอมรับ ยกตัวอย่างศิลปินดังอย่าง เอ็ด ชีแรน ที่ทุกวันนี้เจ้าตัวยังใส่นาฬิกายี่ห้อระดับตำนานนี้ไปไหนมาไหนเป็นประจำ หรือจะรุ่นคอลแล็บกับศิลปินระดับไอคอนิกอย่าง ทาคาชิ มุราคามิ ที่กลายเป็นแรร์ไอเทมไปแล้ว

ในบ้านเราเอง G-SHOCK ก็ยังได้รับการตอบรับดีเยี่ยมในฐานะนาฬิกาที่เท่และเข้าถึงง่ายเสมอมา ด้วยเหตุนี้เอง เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกา G-SHOCK จึงตัดสินใจแปลงโฉม G-SHOCK Flagship Store บนชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้กลายเป็น ‘space culture’ ที่เชื่อมโยงโลกของสตรีทคัลเจอร์ แฟชั่น และคอมมิวนิตี้ของคนรักนาฬิกาเข้าด้วยกัน

โดยคอนเซปต์ของ G-SHOCK Flagship Store เวอร์ชั่นใหม่นี้ คือ ‘G-SHOCK Garage’ ที่สะท้อนความดิบ เท่ แข็งแกร่ง แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเหมือนกับ ‘โรงรถหลังบ้าน’ ตรงตาม DNA ของ G-SHOCK

นอกจากคอนเซปต์เท่ๆ และวิชวลหน้าบ้านสุดเท่ ความพิเศษของ G-SHOCK Flagship Store แห่งนี้ คือการนำ ‘GORO’ 1 ใน 4 คาแร็กเตอร์ที่ ‘นิโกะ’ (NIGO) ศิลปินระดับตำนานจากแดนอาทิตย์อุทัยเป็นผู้ออกแบบ รวมไปถึงการได้ DW5000 และ DW5600 สองนาฬิกา G-SHOCK รุ่นไอคอนิก นำมาจัดแสดงเพียงแห่งเดียวในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่าใครเป็นสาวกของนาฬิกาพันธุ์แกร่งนี้หรือคนรักแฟชั่นสายสตรีทต้องตาลุกวาวแน่นอน

สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช Head of Casio Watch บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวถึงการเปิดตัว Flagship Store แห่งนี้ว่าเป็นความตั้งใจของ CMG ที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน retail experience ให้ก้าวไปสู่การเป็น space of culture ที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ที่เป็นไลฟ์สไตล์สตรีทคัลเจอร์กับคอมมิวนิตี้ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

สิรินาถยังเผยข้อมูลอินไซต์ที่น่าสนใจ นั่นคือ ปัจจุบัน G-SHOCK มีจุดขายรวมทั้งหมด 132 แห่ง โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัย 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นชาย 70% และหญิง 30% ซึ่งนอกจากนาฬิกาแนวสตรีทแฟชั่นที่ได้รับความนิยมเป็นทุนเดิม ในส่วนของนาฬิกาสไตล์วินเทจเองก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ Flagship Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จึงมีสินค้าของ G-SHOCK ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ได้แก่

โซน G-SHOCK Premium ที่รวบรวมเรือนเวลาไฮเอนด์อย่างตระกูล MR-G และ MT-G 

• โซน G-SHOCK ลิมิเต็ดคอลเลกชั่นและรุ่นยอดนิยม

• โซน G-SHOCK WOMEN & BABY-G สำหรับผู้หญิงและผู้ชอบดีไซน์น่ารักกะทัดรัด

• โซน Timeless & Vintage สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์คลาสสิกสไตล์วินเทจ

• โซน EDIFICE สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน

ใครที่อยากสัมผัสความเท่และกลิ่นอายความเป็นสตรีทคัลเจอร์ สามารถมาเยี่ยมเยียน G-SHOCK Flagship Store ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บอกเลยว่า สาวก G-SHOCK ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง