ขอต้อนรับสู่ช่วง ‘ปล้นซีนสปอนเซอร์’ แบรนด์ต่างๆ สู้กับกฎ FIFA อย่างไรถึงไวรัลโดยไม่ต้องจ่ายค่าสปอนฯ

หลังจากรอมานาน 4 ปี ในที่สุดฟุตบอลโลกชาย 2026 ที่แคนาดา อเมริกา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วมกันก็เริ่มขึ้น สานฝันคอบอลทั่วโลกที่รอชม 48 ทีมชาติที่ดีสุดในโลกลงฟาดแข้งชิงความเป็นหนึ่ง

ทว่าช่วงสัปดาห์แรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ ข่าวร้อนแรงที่สุดกลับไม่ใช่ผลการแข่งขัน หากเป็นเรื่องที่ป้ายสนามกีฬา Levi’s Stadium ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องคลุมผ้าปิดโลโก้ ‘Levi’s’ ระหว่างถ่ายทอดสด เพราะไม่ได้เป็นสปอนเซอร์การแข่งขันอย่างเป็นทางการ (แต่แบรนด์จ่ายเงินไปเกือบ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นสปอนเซอร์ชื่อสนามนี้มาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว) แต่ด้วยรูปทรงโลโก้ที่ไม่เหมือนใคร แม้จะโดนคลุมด้วยผ้ามิดชิด พอเห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่าคือแบรนด์อะไร

เมื่อมีคนถ่ายป้ายสนามที่ว่ามาลงโซเชียลฯ ก็กลายเป็นไวรัลถล่มทลาย จนแบรนด์กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังรับลูกต่อ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์อินสตราแกรมทางการของตัวเองเป็นโลโก้เวอร์ชั่นมีผ้าคลุมสีขาว

ไม่กี่วันถัดมา สนามกีฬาในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ Gillette–แบรนด์มีดโกนหนวดชื่อดัง–เป็นสปอนเซอร์ชื่อสนามก็ต้องคลุมโลโก้แบรนด์ด้วยเหตุผลเดียวกัน Gillette เลยได้ที ใช้วัตถุรูปร่างเหมือนครีมโกนหนวดมาคลุมโลโก้ แล้วถ่ายมาโพสต์ลงไอจีตัวเอง เป็นไวรัลเบาๆ ไปอีกรอบ

วิธีการของทั้งสองแคมเปญ ใช้ความกวนโดนเส้นชาวเน็ตเป็นแรงผลักแล้วสื่อสารให้ถูกจังหวะ เหมือนกับการเข้าตีแบบกองโจรที่ต้องฉวยโอกาสลงมือ ที่สำคัญคือใช้เงินน้อยมาก เมื่อเทียบว่าแบรนด์อื่นต้องจ่ายค่าโฆษณาในช่วงฟุตบอลโลกรวมกันหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

คอลัมน์ Recap หนนี้ เราหยิบที่มาเบื้องหลังแคมเปญของ 2 แบรนด์ดังมาเล่าต่อ ว่าท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามโฆษณาฟุตบอลโลกที่ทุกวินาทีเป็นเงินหลักแสน Levi’s กับ Gillette ตัดสินใจยังไง จึงเลือกจังหวะเข้าตีได้ดีจนทะลวงไปถึงกลางใจชาวเน็ตและแฟนบอลมหาศาล แบบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้การแข่งขันเลยสักเซนต์เดียว

ทำไมแบรนด์ยอมจ่าย

การจะเข้าใจความเจ๋งของแคมเปญของทั้งสองแบรนด์ที่ใช้เงินน้อยแต่เข้าถึงคนมาก ต้องทราบก่อนว่ามูลค่าโฆษณาในฟุตบอลโลกนั้นมหาศาลขนาดไหน 

48 คือจำนวนชาติที่เข้าแข่งฟุตบอลโลก 2026

104 คือจำนวนเกมที่จะเกิดขึ้นตลอดการแข่งขัน

10,500,000,000 (หนึ่งหมื่นห้าร้อยล้าน) คือมูลค่าเงินโฆษณาของบอลโลกหนนี้ในหน่วยดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยเกือบ 350,000 ล้านบาท)

ใช่–คุณอ่านไม่ผิด–10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับการแข่งขันฟุตบอลร้อยเกมนิดๆ มากกว่างบประมาณแผ่นดินต่อปีของชาติที่ได้มาแข่งฟุตบอลโลกครั้งแรกอย่าง ช่องแคบเคปเวิร์ด (870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเกินครึ่งของงบประเทศ ดี. อาร์. คองโกกับปารากวัย (ชาติละ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่เข้าแข่งฟุตบอลโลกด้วยซ้ำ

ลองเทียบกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลีกฟุตบอลที่มูลค่าโฆษณาต่อฤดูกาลสูงสุดในโลก ยังมีเงินหมุนเวียนเฉลี่ยราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการแข่งขันฟุตบอล 380 เกม เฉลี่ยเกมละไม่ถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกับฟุตบอลโลกถึง 25 เท่า

สาเหตุที่เงินโฆษณาสะพัดขนาดนี้ก็ด้วยจำนวนคนดูของฟุตบอลโลก การถ่ายทอดสดแข่งขันรอบก่อนเมื่อปี 2022 ที่ยังมีชาติเข้าแข่งขันเพียง 32 ทีม ก็มียอดเข้าถึงผู้ชมรวมทะลุ 5,000 ล้านบัญชี เฉลี่ยต่อเกมถึง 176 ล้านบัญชีเข้าไปแล้ว คิดดูว่าการได้โชว์โลโก้แบรนด์ตัวเองให้คน 176 ล้านคนเห็นตลอดการแข่งขันอย่างน้อย 90 นาทีต่อเกม จะสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ได้มหาศาลขนาดไหน

ยิ่งในฟุตบอลโลกปี 2026 ที่ FIFA เพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมเป็น 48 ชาติ จำนวนเกมเพิ่มจาก 64 เกมมาเป็น 104 เกม มีช่วงเวลาให้สปอนเซอร์ได้สร้างการรับรู้ต่อผู้ชมมากขึ้นเกือบ 35% จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ใหญ่จะควักกระเป๋ามาจ่ายเป็นผู้สนับสนุน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ป้ายโฆษณาในสนาม ไปจนถึงสปอนเซอร์การถ่ายทอดสดแบบเต็มเหนี่ยว

นิตยสารธุรกิจชื่อดังอย่าง Forbes ให้ข้อมูลไว้ว่าสัญญาผู้สนับสนุนที่บริษัทใหญ่ทำกับ FIFA ในฟุตบอลโลกหนนี้มีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 150-250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สัญญาสนับสนุนฉบับใหญ่ที่สุดของบริษัทธุรกิจพลังงาน Aramco นั้นมีมูลค่าถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

สปอนเซอร์ต้องมาก่อน

ถึงอย่างนั้นสาเหตุที่ทำให้เกิดแคมเปญสนุกๆ ของ 2 แบรนด์ดัง ก็ไม่ใช่เพราะมูลค่าสปอนเซอร์ในฟุตบอลโลกอย่างเดียว แต่การกวดขันจากเจ้าของสิทธิ์ก็มีส่วนเช่นกัน เพราะผู้จัดงานอย่าง FIFA ต้องรักษาผลประโยชน์ให้สปอนเซอร์ที่ทำสัญญาด้วย ทำให้เกิดอาการเข้มงวดกวดขัน ป้องกันแบรนด์ที่ไม่ได้จ่ายเงินมาใช้ประโยชน์จากการถ่ายทอดสด

วิธีการของ FIFA มีตั้งแต่ระดับธรรมดาอย่างการห้ามแบรนด์คู่แข่ง หรือแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องมาโฆษณาในเขตของสนามกีฬาที่ใช้แข่งขัน ไปจนถึงระดับเขี้ยวจนน่ากังขา เช่น สั่งให้สื่อมวลชนเอาเทปแปะทับโลโก้แล็ปท็อปของตัวเองระหว่างช่วงแถลงข่าว 

หรือกรณี Levi’s Stadium และ Gillette Stadium ที่ทั้งสั่งคลุมผ้าโลโก้ชื่อสนามและต้องเปลี่ยนชื่อสนามกีฬาแห่งนั้นเป็นชื่อเมืองที่ตั้งแทนตลอดช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก (จาก Levi’s สู่ San Francisco Bay Area Stadium และจาก Gillette สู่ Boston Stadium)

ยิ่งในกรณีของสนามแบรนด์มีดโกนหนวด ด้วยความที่เก้าอี้ผู้ชมทุกตัวจะมีป้ายระบุเลขที่นั่ง พร้อมตราสัญลักษณ์ผู้สนับสนุนอยู่คู่กัน ทำให้ฝ่ายจัดงานต้องนำเทปมาแปะทับโลโก้ Gillette บนเก้าอี้ทั้ง 64,146 ที่นั่งไม่ให้ปรากฏระหว่างการถ่ายทอดสด ทำให้เกิดข้อวิพากษ์เรื่องความเหมาะสม รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เทปพลาสติกจำนวนมาก

อาศัยจังหวะเพื่อต่อกร

สุดท้ายอย่างที่หลายคนคงเห็นแล้ว ว่าแบรนด์ยีนส์กับมีดโกนหนวดหาจังหวะต่อกร ด้วยการเอาคำสั่งปิดโลโก้มาพลิกมุมกลับด้วยการไม่โฆษณาแบรนด์ตรงๆ แต่เอาเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสร้างการรับรู้กับผู้บริโภค ในกรณีของ Levi’s ก็คือโลโก้ที่รูปทรงไม่เหมือนใคร ส่วน Gillette ก็คือครีมโกนหนวด ที่ใช้ ‘ปกปิด’ ใบหน้า เข้ากับการที่ต้องปิดโลโก้อีกด้วย

กรณีข้างต้นยังทำให้เราเห็นตัวอย่างการใช้การตลาดเพื่อคัดง้างกับอำนาจทุนเจ้าของสิทธิ์ ในที่นี้ก็คือกำลังของ FIFA ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ให้สปอนเซอร์ที่ทำสัญญาโฆษณาด้วยจนกระทบกับแบรนด์ซึ่งสนับสนุนสนามกีฬาอย่างถูกต้องอยู่แต่เดิม 

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ Levi’s กับ Gillette อาศัยฉวยโอกาสเข้าตีผู้บริโภคได้เฉียบขาด สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ของตัวเองจนเป็นไวรัล (แม้จะดูจงใจอยู่บ้างจนไม่แน่ว่า FIFA จะสั่งแก้ไขหรือไม่) แถมยังทำให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาดนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยวิธีการตามแบบฉบับอย่างเดียว หากแต่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ถึงทั้งสองกรณีอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่วางแผนล่วงหน้าไว้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ ‘อยู่กลางใจผู้บริโภค’ เหมือนกับแคปชั่นที่ Gillette ใช้กับโพสต์ภาพที่คลุมโลโก้ด้วยครีมโกนหนวด

อย่างน้อยข้าก็เลือกได้ว่าจะคลุมโลโก้ด้วยอะไร’

ที่มา

annoyance economy บริการที่ทำให้ลูกค้าถือสายรอนานๆ ส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 165 พันล้านดอลลาร์

เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงกว่าเราจะขอยกเลิกสมัครสมาชิกได้ หรือจะติดต่อเพื่อคืนค่าบัตรคอนเสิร์ตแต่ละที กดคลิกเข้าไปในเว็บไซต์เท่าไหร่ก็ยังไม่เจอต้นทางที่จะขอคืนสิทธิ์ พอจะโทรไปหาบริษัทต้นทางก็ได้แต่คุยกับระบบอัตโนมัติ จนอยากจะล้มเลิกความพยายามด้วยการขายบัตรให้คนอื่นน่าจะง่ายกว่า

ไม่เพียงแค่การขอยกเลิกสมัครสมาชิกหรือขอคืนบัตรคอนเสิร์ต แต่ธุรกรรมอื่นๆ ที่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลากว่าจะได้มาซึ่งคำตอบเป็นประสบการณ์ที่ใครหลายคนเจอ ไม่ว่าจะเป็นการเคลมประกัน กระบวนการยกเลิกสมัครสมาชิก การจัดการกับค่าธรรมเนียมซับซ้อนของบริการบางอย่าง และรวมไปถึงเสียงแจ้งเตือนไม่หยุดหย่อนจากสายโทรศัพท์สแปมหรือข้อความในอีเมลที่เตือนให้เราเข้าร่วมโปรโมชั่นเด็ดถ้าไม่อยากพลาด 

อะไรที่ควรเป็นเรื่องง่ายในชีวิต กลับกลายเป็นเรื่องยากและไม่น่าอภิรมย์ใจเอาซะเลย เมื่อธุรกิจเหล่านี้ทำให้การเข้าถึงบริการยากกว่าเดิม ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วโลกจนทำให้นักวิชาการ 2 คน คือ Neale Mahoney นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Chad Maisel ผู้ร่วมนโยบายของ Groundwork Collaborative องค์กรวิจัยหัวก้าวหน้า ได้ร่วมกันจัดทำวิจัยว่าด้วยผลกระทบบริการอันยุ่งยาก จนพวกเขานิยามมันว่า ‘เศรษฐกิจแห่งความน่ารำคาญ’ (annoyance economy) เพราะบริการเหล่านี้ทำให้เสียเวลา ลูกค้ารู้สึกขัดใจและรู้สึกถูกเอาเปรียบ จนมีการคาดการณ์ว่าในอเมริกา ธุรกรรมอันยุ่งยากจะส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจถึง 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

เราชวนไปสำรวจว่า annoyance economy ได้เปลี่ยนเวลาส่วนตัวของผู้คนให้กลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่ายังไง และฉุดรั้งประสิทธิภาพของเม็ดเงินและเวลาในระบบเศรษฐกิจไปอย่างมหาศาลแค่ไหน

annoyance economy เรื่องที่ควรง่ายกลับกลายเป็นยากจนส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันที่ควรเรียบง่าย แต่มักจะกลายเป็นการทดสอบความอดทนของลูกค้า และเต็มไปด้วยความยากลำบาก” นีล มาโฮนีย์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย annoyance economy กล่าว

เขาหมายถึงการที่ธุรกิจต่างๆ คิดฟังก์ชั่นบริการซับซ้อนให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับค่าธรรมเนียม ข้อความสแปมที่มักส่งข้อมูลโปรโมชั่นมาให้ลูกค้าเลือก การปล่อยให้ลูกค้าต้องติดต่อบริการผ่านระบบเสียงอัตโนมัติ หรือปล่อยให้ AI ตอบคำถามลูกค้า การเคลมประกันที่ส่งเรื่องกันไปมาในแผนกต่างๆ หรือกระบวนการยกเลิกระบบสมาชิกหลายขั้นตอน ไปจนถึงโทรศัพท์ที่มาเสนอโปรโมชั่นลูกค้า ความน่าหงุดหงิดเหล่านี้ทำให้ผู้คนรู้สึกหนักใจ ถูกละเลย ถูกเอาเปรียบ และรู้สึกเสียเวลา ทีมวิจัยจึงตั้งชื่อว่า annoyance economy หรือเศรษฐกิจแห่งความน่ารำคาญ เพราะลูกค้าไม่เพียงแค่สูญเสียเงินไปกับค่าโทรศัพท์ แต่ยังมีราคาที่ต้องจ่ายไปกับความหงุดหงิด การเสียเวลาในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย

ทีมวิจัยยกตัวอย่างจากการสำรวจในอเมริกา พบว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เวลาที่ลูกค้าใช้ในการโทรติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าในองค์กรต่างๆ เพิ่มขึ้น 60% ความน่ารำคาญจากบริการย่อยๆ นี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย​ แต่เมื่อสะสมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ จากการคำนวณของทีมวิจัยพบว่าเศรษฐกิจแห่งความรำคาญนี้ทำให้ครอบครัวชาวอเมริกันสูญเสียเวลาและเงินไปอย่างน้อย 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า GDP ของ 14 รัฐ แน่นอนว่าในฐานะลูกค้าหรือผู้เข้ารับบริการ ทุกคนเกลียดการถูกเอาเปรียบและไม่พอใจที่เวลาของพวกเขาถูกเสียไป ในการสำรวจความคิดเห็นของ YouGov ในปี 2024 ผู้ตอบแบบสอบถาม 87% เลือกสนับสนุนให้บริษัทจำกัดการใช้ระบบโทรอัตโนมัติเพื่อติดต่อกับลูกค้า หรือขายโปรโมชั่นผ่านระบบอัตโนมัติในโทรศัพท์ 

แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกับธุรกิจและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้กระทั่งในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ ความยุ่งยากของการนัดหมายก็ส่งผลให้คนอเมริกันเลี่ยงที่จะไปโรงพยาบาล จากผลสำรวจในอเมริกาปี 2019 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 1 ใน 4 คนเลื่อนหรือเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษาพยาบาลเนื่องจากความยุ่งยากในการติดต่องานธุรการ เช่น การนัดหมาย การขอข้อมูล หรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเบี้ยประกันภัย

การทำธุรกิจให้บริการง่ายขึ้นจะกลายเป็นแรงจูงใจทางการตลาดของบริษัทได้

สำหรับบางบริษัท จริงอยู่ที่บริการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะยังไม่มีการอัพเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับการให้บริการกับลูกค้า จึงทำเกิดความน่ารำคาญโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่จากการศึกษาของนีล มาโฮนีย์ และแชด ไมเซล ในงานวิจัย annoyance economy นั้น หลายบริษัทก็เลือกทำให้ทุกอย่างยุ่งยากด้วยความจงใจ เช่น ธนาคารแห่งหนึ่งในอเมริกาใช้นโยบายที่เรียกว่า ‘สายซ้อนหนาแน่น’ (Heavy Queue) ซึ่งเป็นการจงใจตัดสายทิ้งก่อนที่ลูกค้าจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่ หรือแอพพลิเคชั่นชำระเงินในอเมริกาถูกปรับเงินจากหน่วยงานกำกับดูแลการค้าของรัฐ เพราะถูกตรวจพบว่าสร้างสายด่วนบริการลูกค้าแบบปลอมๆ ที่ทำเพียงแค่เปิดข้อความเสียงที่บันทึกไว้ล่วงหน้าให้ผู้บริโภคฟังเท่านั้น รวมไปถึงบริการด้านประกันสุขภาพที่พยายามทำให้ลูกค้าคุยกับ AI แทนการคุยกับพนักงานจริงๆ โดยเริ่มจากการให้เข้าใช้บริการจากการพูดคุยกับแชตบอตก่อน ก่อนจะส่งให้ AI จัดการต่อ ซึ่งไม่ใช่ระบบที่เข้าใจปัญหาของลูกค้าเพื่อรับบริการสุขภาพแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้ผู้บริโภคต้องเสียความรู้สึกและเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ หลายบริษัทสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากบริการที่ยอดแย่ ด้วยการออกแบบระบบที่จงใจทำให้ลูกค้า ‘เดินหนีเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น’ ได้ยาก ศาลในอเมริกาเคยตรวจพบว่าผู้ให้บริการวิทยุดาวเทียมบังคับให้ลูกค้าต้องคุยกับเจ้าหน้าที่และต้องทนฟังข้อเสนอเพื่อยื้อให้อยู่ต่อมากถึง 5 ครั้ง ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ยกเลิกการสมัครสมาชิก หรือในกรณีบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งเคยส่งสายของลูกค้าไปยังสายด่วนที่มีเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกฝึกมาให้ตื๊อขายสินค้าไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกค้าจะเอ่ยปากขอปฏิเสธครบ 3 ครั้ง และเมื่อครบแล้ว หากลูกค้าต้องการปฏิเสธการโทรรับโปรโมชั่นการขาย ลูกค้าก็ต้องส่งคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามาอีกอยู่ดี

แต่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ขั้นตอนใน annoyance economy สร้างผลกำไรให้กับบริษัทต่างๆ ได้ โดยในการวิจัยของมาโฮนีย์และไมเซลพบว่าบริษัทที่ทำให้การยกเลิกการสมัครสมาชิกยากขึ้น จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 14-200% ดังนั้น เหตุผลที่บริการอันยุ่งยากยังคงมีอยู่ต่อไป ก็เพราะบริษัทหลายแห่งทำกำไรจากมันได้ เรามีตัวอย่างที่ชัดเจนในอเมริกา เช่น อุตสาหกรรมการบินใช้เงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อต่อต้านกฎใหม่ที่จะให้สิทธิ์แก่ผู้โดยสารในการขอเงินคืนหากเที่ยวบินของพวกเขาล่าช้าอย่างมาก ในทำนองเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมฟ้องร้องเพื่อขัดขวางกฎ ‘คลิกเพื่อยกเลิก’ ของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ที่เสนอ ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างๆ ต้องดำเนินการยกเลิกการสมัครสมาชิกให้ง่ายเหมือนกับการลงทะเบียน 

งานวิจัยนี้จึงเสนอนโยบายกับหน่วยงานกำกับดูแลการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคว่า ควรออกกฎบังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องจ่ายเงินเพื่อชดเชยการที่ทำให้ลูกค้าเสียเวลา เช่น ชั่วโมงที่ลูกค้าต้องเสียไปกับการกดเลือกเมนูทางโทรศัพท์ที่จงใจออกแบบมาให้ชวนหงุดหงิด หรือการนั่งถือสายรอโดยไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการแก้ไขปัญหาเลยด้วยซ้ำ

ส่วนในมุมของธุรกิจเอง เราจะเห็นว่าข้อสรุปในงานวิจัยที่ชี้ว่า ‘ความสะดวกและการลดความน่ารำคาญ’ กำลังจะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขันทางการตลาด แทนที่จะแข่งขันกันตัดราคาเพียงอย่างเดียว ธุรกิจสามารถนำอินไซต์นี้ไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบได้ เพราะจริงอยู่ที่ผู้บริโภคบางรายอาจยังคงตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากราคาที่ต่ำที่สุด แต่ก็มีผู้บริโภคอีกหลายคนที่ให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงความน่ารำคาญใจ และพยายามมองหาบริการที่มีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การทำให้บริการง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และลดความน่ารำคาญใจลงควรเป็นสิ่งจูงใจทางการตลาดที่ผลักดันให้บริษัทต่างๆ หันมาส่งมอบบริการลูกค้าที่ดีขึ้น 

การปรับตัวของธุรกิจในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการสะสม ‘ทุนความไว้วางใจ’ ในตลาดที่เต็มไปด้วยตัวเลือกที่น่ารำคาญ ธุรกิจไหนที่กล้าทุบกำแพงความยุ่งยากทิ้ง และส่งมอบความสะดวกสบายที่โปร่งใสตรงไปตรงมา ย่อมสามารถเปลี่ยน ‘ความหงุดหงิด’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสสร้างกำไรที่ยั่งยืน’ ได้

อ้างอิง

nytimes.com/2026/04/12/business/annoyance-economy-costs.html 

groundworkcollaborative.org/work/taking-on-the-annoyance-economy 

เฉลิมฉลองให้กับนักธุรกิจหญิงเพื่อสังคม 20 ปี Cartier Women’s Initiative

ไฟส่องสว่างขึ้นบนเวทีในหอประชุมศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หญิงสาวกว่า 30 คนสวมชุดราตรี ชุดประจำชาติ และชุดที่แสดงถึงตัวตนอันมั่นคงของตัวเอง พร้อมถือถ้วยรางวัลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นี่คือเหล่าผู้ประกอบหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจาก Cartier Women’s Initiative โครงการที่คาร์เทียร์สนับสนุน ‘ผู้ประกอบการหญิง’ ผู้มอบโซลูชั่นให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยธุรกิจของพวกเธอ

นับตั้งแต่ปี 2006 Cartier Women’s Initiative มองเห็นว่ามี ‘ผู้ประกอบการหญิง’ มากมาย ลุกขึ้นมาริเริ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้สังคม และสร้างความแข็งแกร่งให้ชุมชนไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันความเข้มแข็งนี้ คาร์เทียร์จึงมอบรางวัลให้นักธุรกิจหญิงที่กล้าหาญในการทลายกรอบปัญหา และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้มองเห็นพลังของความหวังในการเปลี่ยนแปลง โดยเปิดให้นักธุรกิจหญิงทั่วโลกได้นำเสนอธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเอง เพื่อรับเงินทุนสนับสนุนไปต่อยอดองค์กรตัวเองต่อไป ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา คาร์เทียร์ได้สนับสนุนไปทั้งหมด 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 400 ล้านบาท) ให้ผู้ประกอบการหญิงที่ทำงานเพื่อสังคมกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก และเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนระดับโลก ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ 

ในวาระครบรอบ 20 ปีนี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการหญิงกว่า 30 คนทั่วโลก เราชวนไปเฉลิมฉลองให้กับความกล้าหาญของพวกเธอ และทำความรู้จักกับเหล่านักธุรกิจหญิงที่ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีกว่าเดิม

สองทศวรรษของการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคม

จะว่าไปแล้ว แม้ว่าผู้หญิงจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก แต่พวกเธอกลับมีพื้นที่ใน GDP โลกเพียง 37% เท่านั้น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เคยเสนอในงานวิจัยว่า ถ้าผู้ประกอบการหญิงมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจมีความสร้างสรรค์และมีพลวัต แต่พวกเธอเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ทั้งทางวัฒนธรรม การเข้าถึงทักษะ การสร้างเครือข่าย กฎระเบียบ และการเข้าถึงเงินทุน 

เพราะผู้ประกอบการหญิงมีโอกาสเข้าถึงเงินกู้ธนาคารน้อยกว่าผู้ประกอบการชายประมาณ 25% และแม้จะได้รับเงินทุนพวกเธอก็มักจะได้รับเงินน้อยกว่า จ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า และต้องมีหลักประกันมากกว่าผู้ประกอบการชาย ยังไม่นับรวมถึงอุปสรรคด้านอื่นๆ ในสังคม เช่น ความคาดหวังในบทบาทการเป็นแม่หรือภรรยา ความคาดหวังของสังคมต่อภาพลักษณ์ผู้หญิงที่ต้องอ่อนโยนมากกว่าการเป็นผู้นำเด็ดเดี่ยว หรือการถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในภาวะการเป็นผู้นำ การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติต่อเพศเช่นนี้ ส่งผลให้นักธุรกิจหญิงหลายคนเกิดคำถามต่อความสามารถของตัวเอง ถูกทำให้​ความมั่นใจภายในสั่นคลอน เมื่อรวมอุปสรรคหลายด้านแล้ว นักธุรกิจหญิงบางคนต้องยอมออกจากสนามธุรกิจแทน มีการประมาณการจาก OECD ว่าในปี 2023 มี ‘ผู้ประกอบการที่หายไป’ ในประเทศกลุ่ม OECD ถึง 34 ล้านคน และในจำนวนนั้นมากถึง 70% (ประมาณ 24.8 ล้านคน) เป็นผู้หญิง

ทั้ง World Economic Forum และ OECD ได้แนะนำว่าควรมีโครงการที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการหญิงได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างทัศนคติต่อการทำธุรกิจ การมุ่งเน้นทักษะการเป็นผู้นำ ฝึกอบรมและการสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการของผู้หญิงที่ขับเคลื่อนด้วยโอกาส และการสนับสนุนเงินทุน สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมสิ่งที่โครงการ Cartier Women’s Initiative ผลักดันมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสนับสนุนธุรกิจที่นักธุรกิจหญิงทำเพื่อประโยชน์ต่อสังคม 

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ธุรกิจของสมาชิกในโครงการ Cartier Women’s Initiative ของเรายังคงดำเนินกิจการอยู่ และหลายธุรกิจก็เติบโตขึ้น จนสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก และได้กลายมาเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ และช่วยจุดประกายส่องสว่างเส้นทางแห่งอนาคตให้แก่ผู้อื่น” ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ กล่าวบนเวทีมอบรางวัลในคืนวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา คำพูดของเขาสะท้อนว่าตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างแข็งแรงในการสนับสนุนให้นักธุรกิจหญิงยังคงดำเนินกิจการเพื่อสังคมต่อไปได้ 

วิสัยทัศน์ของคาร์เทียร์ คือการมองเห็นโลกที่ผู้ประกอบการหญิงทุกคนบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเองได้ โดยที่ความสามารถเหล่านั้นยังส่งต่อผลกระทบเชิงบวกไปถึงประเด็นทางสังคมที่พวกเธอผลักดันด้วย การมอบรางวัลจึงเป็นทั้งกำลังใจ การเชิดชูความกล้าหาญ และทำให้ผู้ประกอบการหญิง รวมทั้งธุรกิจของเธอได้รับการมองเห็นในวงกว้าง 

ที่ผ่านมา คาร์เทียร์สนับสนุนนักธุรกิจหญิงไปกว่า 300 คน ในวาระครบรอบ 20 ปี Cartier Women’s Initiative ครั้งนี้ พวกเขาจึงนำผลประกอบการของธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนมานำเสนอใน Immersive Exhibition นิทรรศการการเดินทางของนักธุรกิจหญิง 20 คนที่ดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ สุขภาพ การศึกษา การเปิดรับความเท่าเทียม และการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจแก่ผู้หญิง

“เรื่องศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราได้สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนชาวทิเบตจำนวนมากในการลุกขึ้นมาสร้างสรรค์แบรนด์และจัดตั้งสหกรณ์

ของตนเองขึ้นมา” ข้อความของ Carol Chyau จากแบรนด์ Shokay ปรากฏขึ้นในนิทรรศการ เธอเป็นหนึ่งในสมาชิก Cartier Women’s Initiative ปี 2009 จากการทำธุรกิจออกแบบเครื่องแต่งกายถักที่มีเส้นด้ายและผืนผ้าคุณภาพระดับพรีเมียมจากขนอ่อนจามรี

“ความหวังของพวกเราน่ะหรือ? คือการที่วันหนึ่ง ‘ธุรกิจเพื่อการฟื้นฟู (regenerative business) จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมและธุรกิจทั่วโลกร่วมเรียนรู้ ร่วมมือ และร่วมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา” Kresse Wesling จากแบรนด์ Elvis & Kresse ธุรกิจที่เนรมิตสายดับเพลิงไม่ได้ใช้แล้วให้กลายเป็นเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายหรูหรา เธอได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก Cartier Women’s Initiative ในปี 2011

ข้อความเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิมแพกต์ของธุรกิจที่เหล่าผู้ประกอบการหญิงลงมือทำ เน้นย้ำถึงความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจในการขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกของพวกเธอ

“ในฐานะผู้ประกอบการที่เป็นผู้พิการทางสายตา ทุกวันฉันต้องเผชิญกับโลที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคำนึงถึงคนอย่างฉัน BlindLook จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อผู้คนอีกหลายล้านชีวิตที่มักถูกมองข้ามจากการออกแบบในกระแสหลัก” ข้อความจาก Sadriye Görece เจ้าขององค์กร BlindLook ผู้นำเทคโนโลยีเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้เกิดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้พิการทางสายตาได้อย่างเท่าเทียม เธอได้เข้าร่วมสมาชิก Cartier Women’s Initiative ในปี 2024 

“ไม่ควรมีใครต้องสูญเสียชีวิตหรือเจ็บป่วย เพียงเพราะขาดแคลนสิ่งที่พื้นฐานที่สุดและเป็นสิ่งที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่างน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย” Yvette Ishimwe จากองค์กร IRIBA Water Group ผู้ส่งมอบนวัตกรรมการจัดการน้ำและระบบสุขาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในประเทศรวันดา และเข้าร่วมเป็นสมาชิก Cartier Women’s Initiative ในปี 2023

เฉลิมฉลองให้กับผู้ประกอบการหญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมกับรางวัล Cartier Women’s Initiative 

รางวัล Cartier Women’s Initiative แบ่งออกเป็น 10 ประเภท แบ่งเป็น 9 ภูมิภาค คือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกาใต้สะฮาราที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริภาที่ใช้ภาษาอังกฤษและโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้และเอเชียกลาง โอเชียเนีย และรางวัลเฉพาะทางผู้บุกเบิกทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology Pioneer Award) 

ปีนี้มีธุรกิจหลายองค์กรที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Cristina Campero Peredo เจ้าของธุรกิจ PROSPERiA จากประเทศเม็กซิโก ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ปิดช่องว่างด้านการดูแลสายตาที่สำคัญในลาตินอเมริกา ซึ่งมีผู้คนหลายล้านคนสูญเสียการมองเห็นทุกปีจากภาวะที่ป้องกันได้ เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (diabetic retinopathy) และต้อหิน (glaucoma) PROSPERiA มีแพลตฟอร์ม retinlA ที่ช่วยแก้ปัญหารองรับผู้ป่วยโดยไม่ต้องรอคอยยาวนานและยังแก้ปัญฆาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่เปิดตัว retinlA ได้ทำการคัดกรองผู้ป่วยมากกว่า 150,000 คน และครอบคลุมการรักษาดวงตาหลากหลายโรค

และหากพูดถึงธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ยังมีธุรกิจของ Alba Forns ผู้ร่วมก่อตั้ง Climatize แพลตฟอร์มการเงินที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถร่วมลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ธุรกิจของฟอร์นส์มองเห็นว่า แม้ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องที่ผู้คนตระหนักกันอย่างกว้างขวาง แต่หลายคนกลับรู้สึกถึงปัญหาแล้ว ขณะเดียวกันโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชุมชนที่ใช้พลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กและขนาดกลางกลับประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมักถูกมองข้ามจากนักลงทุนแบบดั้งเดิม Climatize จึงเข้ามาเชื่อมช่องว่าง ด้วยการเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดที่ผ่านการคัดกรองแล้ว ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโอกาสในการสร้างผลตอบแทน แพลตฟอร์มนี้ได้ระดมเงินเข้าสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนแล้วกว่า 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปัจจุบัน มีนักลงทุนมากกว่า 3,000 รายเข้าร่วม สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 300,000 ต้นตลอดอายุโครงการที่ได้รับเงินทุน

หรือร้านอาหารของ Elise Thorel ที่ชื่อว่า Marie Curry ที่รวมแม่ครัวจากการจ้างงานผู้หญิงอพยพ ช่วยให้พวกเธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพใหม่ในฝรั่งเศส พร้อมถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมผ่านอาหารของตนเอง นับตั้งแต่ปี 2020 Marie Curry ได้สร้างงานแล้ว 19 ตำแหน่ง สร้างรายได้รวมมากกว่า 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมอบโอกาสฝึกงานมากกว่า 20 ตำแหน่งเปิดประตูสู่ความมั่นใจ ความเป็นอิสระ และสำหรับบางคน คือความกล้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจของคนเอง

ลองย้ายมาดูในฝั่งประเทศแคเมอรูน ครอบครัวและผู้ประกอบการนับล้านยังอยู่นอกระบบธนาคาร ต้องพึ่งพารายได้ที่ไม่สม่ำเสมอและกลุ่มเงินทุนนอกระบบ ซึ่งทำให้การวางแผน การลงทุน หรือการรับมือกับเหตุฉุกเฉินเป็นเรื่องยาก Alice Ndeh จึงจัดทำ แพลตฟอร์ม Nkwa ที่ให้บริการทางการเงิน ช่วยให้บุคคลทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กในแอฟริกาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก สามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการออมอย่างมีวินัยและการบริหารเงินอย่างชาญฉลาด นับตั้งแต่เปิดตัว มีผู้ใช้งานมากกว่า 70,000 คนออมเงินผ่านแพลตฟอร์ม รวมแล้วกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้ใช้งานอีกหลายพันคนที่ใช้ Nkwa เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ลงทุนในธุรกิจ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างธุรกิจของผู้ประกอบการหญิงบางส่วนเท่านั้น ยังคงมีอีกกว่า 30 โครงการที่ได้รับรางวัล Cartier Women’s Initiative ในครั้งนี้ โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งจะได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 จะได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

บนเวทีมอบรางวัลครั้งนี้ยังมี Yanina Novitskaya ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคาร์เทียร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย Cyrille Vigneron ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการ การพัฒนาของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ Amal Clooney ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice) มาร่วมเป็นผู้มอบรางวัลและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกด้วย

“พวกเรามารวมตัวกันที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่สมาชิกทั้ง 30 ท่าน ของโครงการ Cartier Women’s Initiative ในปีนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการหญิงผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน เราได้เห็นแล้วว่าโครงการ Fellowship ไม่เพียงแต่ช่วยเร่งศักยภาพในเส้นทางอาชีพของผู้หญิงเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ของผู้หญิงที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผ่านชุมชนอันทรงพลังแห่งนี้” อามัล คลูนีย์ ทนายหญิงด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวสปีชปิดท้ายก่อนงานจะจบลง 

นอกเหนือจากการมอบรางวัลและทุนสนับสนุนทางการเงินแล้ว สมาชิกทั้ง 30 คนในโครงการนี้ยังได้เข้าร่วมหลักสูตร Fellowship เป็นระยะเวลาหนึ่งปีที่ครอบคลุมหลากหลายโอกาสอย่างรอบด้าน โดยมีการฝึกอบรมด้านการเป็นผู้ประกอบการเพื่อผลกระทบทางสังคม ร่วมกับสถาบันธุรกิจ INSEAD การพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงผู้นำ การฝึกอบรมธุรกิจที่ออกแบบเฉพาะบุคคล การโค้ชภาวะผู้นำระดับผู้บริหาร การสนับสนุนด้านความเป็นอยู่ที่ดี รวมทั้งการเข้าถึงชุมชนระดับโลกของ Cartier Women’s Initiative ได้ตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเพื่อนร่วมโครงการอย่างสม่ำเสมอ เวิร์กช็อป และแหล่งความรู้ต่างๆ

การส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการหญิงของคาร์เทียร์จึงไม่ได้เป็นเพียงการมอบเงินทุนให้พวกเธอได้ดำเนินธุรกิจต่อไป แต่ยังสนับสนุนความรู้ ความสัมพันธ์ทางสังคม และชุมชนเพื่อนหญิงพลังหญิงที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจและเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำของพวกเธอ 

โครงการ Cartier Women’s Initiative ยังคงเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี 2027 จนถึงวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เวลา 14:00 น. ตามเวลายุโรป (CEST) หรือเวลา 19:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย การคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน บุคลากร และทุนทางสังคม เพื่อเร่งศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจและทักษะความเป็นผู้นำ สำหรับผู้ประกอบการหญิงคนไทยที่สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.cartierwomensinitiative.com โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีการประกาศรายชื่อในปี 2027 และเชิดชูเกียรติในพิธีมอบรางวัลครั้งต่อไปของ Cartier Women’s Initiative ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

อ้างอิง

weforum.org/stories/2024/01/six-global-trends-in-female-entrepreneurship

oecd.org/en/publications/bridging-the-finance-gap-for-women-entrepreneurs_75b52972-en/full-report.html 

แสนสิริคิกออฟ Green Up 2026 งานฟอรัมใหญ่ ชวนพันธมิตรผลักดันกติกา Thailand Taxonomy

ปัจจุบันเรื่องของ ESG กลายเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวเลขผลกำไร นี่จึงเป็นที่มาที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในไทยตัดสินใจจัด GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future งานฟอรัมใหญ่แห่งปี เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem พร้อมร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

การจัดงานดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 3 ที่แสนสิริจัดงานในลักษณะนี้ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2567 ภายใต้แนวคิด Rethinking Sustainability และครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด Sansiri Ecoleadership Forum ขณะที่ ในปี 2569 แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ Towards a Regenerative Future โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3 Green Framework (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design) ตลอด supply chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน  

จากรากฐานที่ทำมาอย่างเข้มข้น เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า emission intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) ที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ (decarbonization pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก

อย่างไรก็ดี แสนสิริไม่ได้มองเกณฑ์ข้อบังคับดังกล่าวเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (compliance) เท่านั้น แต่ยกระดับสู่การเป็น ‘ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (competitive advantage) อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ

  • ด้านต้นทุนทางการเงิน : ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (green loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (green bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน green loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก green bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา
  • ด้านเทรนด์ผู้บริโภค : เนื่องจากกลุ่มเจนฯ Y และเจนฯ Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดฯ ที่ยั่งยืนและคุ้มค่า การที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่า คอนโดฯ โครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25-35% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งแสนสิริทิ้งท้ายว่า งาน GREEN UP 2026 ในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย และสร้างความตื่นตัวให้แก่พันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าสู่เป้าหมาย net zero ไปพร้อมกันอย่างมั่นคง 

ตะลุย ‘Thainosaur’ มิวเซียมโลกล้านปี ที่อยากให้ผู้คนได้สัมผัสกับไดโนเสาร์พันธุ์ไทย 14 ชนิด

คอยาวกินพืช สี่ขาเกราะหนา สองเท้าตัวจิ๋วกินซาก หรือนักล่าฟันแหลมคม บรรดา ‘ไดโนเสาร์’ หลากหน้าตาต่างสายพันธุ์ ถ้าไม่นับที่เห็นในจอภาพยนตร์หรือของเล่น สิ่งเดียวที่เราจะพอเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่จากดึกดำบรรพ์ก็คงจะมีแต่ ‘ฟอสซิล’ ที่ถูกขุดค้นพบจากใต้พิภพ

ทว่าในสายตาคนไทย เรื่องของไดโนเสาร์ดูจะเป็นประเด็นที่นอกเหนือจากความสนใจของคนกลุ่มใหญ่ ครั้งสุดท้ายที่เห็นเป็นปรากฏการณ์คงต้องย้อนกลับไปในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ภาคแรก (1993) ออกฉาย

จนเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวคราวการค้นพบฟอสซิลของ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan Chaiyaphumensis) ไดโนเสาร์สายพันธุ์ซอโรพอด ณ บริเวณบ้านพนังเสื่อ ตำบลบ้านเจียง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ด้วยสถิติไดโนเสาร์ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยถูกค้นพบในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงมีการหวนกระแส ‘ไดโนฟีเวอร์’ อีกครั้ง

นึกภาพตามการจะได้เห็นโครงกระดูกยักษ์ใหญ่จากบรรพกาลด้วยตาเนื้อคงจะเป็นเรื่องยาก นอกเสียจากดั้นด้นไปถึงแหล่งที่ขุดค้นพบ กระทั่งขวบปีที่ผ่านมามีการเปิดตัว Thainosaurพิพิธภัณฑ์สัตว์โลกล้านปี บนพื้นที่เอเชียทีคฯ ที่ก่อตั้งโดย พิ–พิริยะ และ ออน–กรกมล วัชจิตพันธ์ สามีภรรยาและผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ท่าพิพิธภัณฑ์

ความน่าสนใจของที่นี่คือ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาดึกดำบรรพ์ใจกลางกรุงแล้ว ยังเป็นที่เดียวที่รวบรวมโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยที่ถูกค้นพบในไทยทั้ง 14 ชนิด หนึ่งในนั้นคือนาคาไททัน ซึ่งหลังจากการประกาศการค้นพบอย่างเป็นทางการไม่นาน โครงกระดูกยักษ์ความยาว 27 เมตรของมันก็ปรากฏตัวในนิทรรศการทันที

เราชวน พิริยะและกรกมลมาเล่าถึงเบื้องหลังการสร้าง Thainosaur ที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักสะสมฟอสซิล จนถึงวันที่ตั้งต้นอยากทำพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย เพื่อให้คนไทยได้ใกล้ชิดดุจย้อนเวลากลับไปเมื่อโลกล้านปี

เด็กชายกับงานอดิเรกที่ชื่อว่า ‘ฟอสซิล’

“วันที่มีการประกาศการค้นพบนาคาไททันอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้นผมให้ทีมงานนำโครงกระดูกจำลองของมันเข้ามาไว้ในนิทรรศการ ตอนแรกเกือบจะนำเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะขนาดของมันถ้าตั้งตรงจะสูงเท่าตึก 7-8 ชั้น” 

พิริยะเริ่มประโยคบทสนทนากับเรา ในขณะที่สายตาของทั้งเขาและเราจับจ้องไปยังโครงกระดูกจำลองของนาคาไททัน ที่หากจับมันยืนตัวตรงคงไม่สามารถนำเข้ามาไว้ในห้องจัดแสดงได้ ท่าทางของมันจึงออกมาในลักษณะโน้มคอลง หางตวัดเป็นวงกว้าง ดูไปแล้วแทบไม่ได้ลดทอนความน่าเกรงขามของมันแม้แต่น้อย

ภายในห้องจัดแสดงของ Thainosaur ถูกจัดเป็น 3 โซนใหญ่ ทุกๆ ตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยโครงกระดูกจำลอง ฟอสซิลของจริง และหุ่นไดโนเสาร์ที่ผ่านการดีไซน์ตามหลักชีววิทยาที่มีการบันทึกไว้ ทั้งความสูง สรีระ และหน้าตา ทำเอาเผลอจินตนาการว่า ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่มนุษย์อย่างเราจะเป็นยังไง

พิริยะและกรกมลพาเรามานั่งมุมหนึ่งในห้องจัดแสดง ก่อนจะเริ่มเล่าที่มาที่ไปในการทำพิพิธภัณฑ์โลกล้านปีแห่งนี้ ซึ่งพิริยะเผยว่า ก่อนที่เขาจะมาเป็นนักสะสมผลงานศิลปะอย่างที่เราเห็นกัน เขาเป็นเนิร์ดไดโนเสาร์ที่ตระเวนเก็บฟอสซิลของพวกมันตั้งแต่วัยเยาว์

“เขาเป็นไดโนซอร์แมนเลยล่ะ” กรกมลแซวสามีของเธอให้บรรยากาศผ่อนคลาย

“จริงๆ ผมเพิ่งเริ่มเก็บผลงานศิลปะได้สักประมาณ 10 กว่าปีนี้เอง” พิริยะชวนเราย้อนความ “ฟอสซิลไดโนเสาร์ผมเก็บมานานน่าจะเกิน 30 ปีแล้วล่ะ ผมก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่วัยเด็กชื่นชอบไดโนเสาร์ ต่างกันตรงที่คนอื่นโตมาอาจจะลืมมันไป แต่ผมอยู่กับมันมาจนถึงตอนนี้ 

“มันเริ่มจากตอนเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พาผมไปเดินพิพิธภัณฑ์ แล้วก็จะขอให้เขาซื้อพวกฟอสซิลอันเล็กๆ ที่ขายในร้านของฝากที่ระลึก พอเจอก็จะขอซื้อมาเก็บสะสมตลอด ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้อยู่เลย ว่าฟอสซิลชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งมันยิ่งใหญ่มาก มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่รู้เรื่องว่ามันคืออะไร เป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่ง แต่สำหรับเรามันคือสิ่งที่ชวนจินตนาการถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากยุคดึกดำบรรพ์

“จนกระทั่งช่วงที่ไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา ตอนนั้นผมหารายได้เสริมด้วยการเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหาร ได้เงินชั่วโมงละ 8 ดอลลาร์ฯ แล้วแต่ละวันผมล้างจานเยอะมาก เยอะจนเรามีเงินเก็บมากพอ ประกอบกับผมเรียนโรงเรียนประจำ นอนก็นอนในหอของโรงเรียน กินก็กินที่โรงอาหารของโรงเรียน ด้วยความที่เราเป็นเด็กก็ไม่รู้จะเอาเงินตรงนี้ไปทำอะไร จนนึกได้ว่าโรงเรียนเราอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งใกล้กับพิพิธภัณฑ์ดังๆ เช่น สมิธโซเนียน ผมก็เอาเงินเก็บที่มีไปซื้อพวกฟอสซิลในร้านที่ระลึกตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เก็บจนฟอสซิลในคอลเลกชั่นเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ

“พอมาถึงช่วงที่เรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมมีโอกาสได้ไปงานงานหนึ่ง เป็นงานจัดแสดงเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ใหญ่มากในอเมริกา ลักษณะคล้ายกับงานมอเตอร์โชว์เลย แต่เปลี่ยนจากรถเป็นคนจากทั่วทุกมุมโลกมาเปิดบูทซื้อ-ขายฟอสซิลของไดโนเสาร์ ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดต่างๆ ผมก็นำเงินเก็บที่มีไปซื้อฟอสซิลเท่าที่เราจะพอซื้อได้ 

“ต้องอธิบายว่า ที่อเมริกาการซื้อ-ขายฟอสซิลถือเป็นเรื่องปกติ ต่างจากบ้านเราหรืออีกหลายประเทศในเอเชียที่ยังมีกฎหมายห้ามซื้อ-ขาย ซึ่งงานใหญ่ที่สุดที่มีการซื้อ-ขายชื่อว่า Tucson Gem & Mineral Show ที่จะจัดขึ้นทุกปีในรัฐแอริโซนา”

เก็บไว้มันก็เก่า

งานอดิเรกในวัยเด็กของใครหลายคนอาจจะเลือนหายไปตามภาระหน้าที่ วัยวุฒิที่โตขึ้น หรือเกิดความเบื่อหน่ายระหว่างทางเสียก่อน แต่สำหรับพิริยะ การสะสมฟอสซิลไม่เคยเก่า เขาเก็บสะสมฟอสซิลเรื่อยมาจนกลายเป็นคลังสมบัติล้ำค่า 

“ข้างเตียงนอนของเขาจะมีฟอสซิลตั้งโชว์อยู่ วันหนึ่งมีคนมาเยี่ยมที่บ้าน พอเขาเห็นฟอสซิลตั้งอยู่เลยขอลองจับ เราถามพี่พิ (พิริยะ) กลับไปว่า ไม่หวงเลยหรือ? เขาตอบกลับมาเลยว่า ไม่ เก็บไว้มันก็เก่า สู้ให้คนอื่นได้จับแล้วเขาเกิดแรงบันดาลใจ เกิดจินตนาการดีกว่า” กรกมลเล่าถึงสามีในมุมที่เธอเห็น

จากประโยคที่พูดออกมาโดยบังเอิญว่า “เก็บไว้มันก็เก่า” นำมาสู่ความตั้งใจของพิริยะและกรกมล ที่อยากจะนำฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายมาจัดแสดงในสถานที่ที่เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ซึ่งในไทยพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ยังมีน้อยจนแทบจะนับนิ้วได้

“ของที่เรามีอยู่มากมาย (ฟอสซิล) การที่หมกมันไว้อยู่ในโกดัง มันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย มันเป็นเพียงแค่เศษหิน เศษดิน แต่การที่มันถูกนำมาจัดแสดงให้เด็ก ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้เห็น ได้เกิดแรงบันดาลใจมันมีประโยชน์กว่ามาก ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่ต่างจากการทำให้มันตายไปอีกรอบ แต่ถ้านำมาจัดแสดงให้คนอื่นได้เห็นก็เป็นเหมือนการปลุกฟอสซิลเหล่านี้ให้กลับมามีชีวิต

“ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินหลายแห่งในต่างประเทศ ผมก็อยากจะให้ประเทศเรามีอย่างนั้นบ้าง ความคิดของผมคือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องเข้าถึงไม่ยาก คนเข้ามาแล้วสนุกไปกับมัน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก” พิริยะเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

จากความตั้งใจนี้เอง จึงบังเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ชื่อว่า Thainosaur ในเวลาต่อมา

Thainosaur บ้านของไดโนเสาร์แดนสยาม

ความรู้สึกของผู้เขียนตอนนี้คงไม่ต่างจากตัวละคร ดร.อลัน แกรนต์ จากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ในฉากที่ได้เห็นไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตตัวเป็นๆ ต่างกันที่ไดโนเสาร์ตรงหน้าเป็นเพียงโครงกระดูก และไม่ใช่สายพันธุ์ที่คุ้นหูคุ้นตาตามจอเงินอย่าง ที-เร็กซ์ หรือเวโลซีแรปเตอร์ แต่เป็นไดโนเสาร์ที่ถูกค้นพบทั้งหมดบนผืนแผ่นดินไทย ณ ปัจจุบัน รวมแล้วนับได้ 14 สายพันธุ์ ที่มีทั้งโครงกระดูกจำลองและของจริง รวมไปถึงฟอสซิล ‘ไข่ไดโนเสาร์’ ที่อนุญาตให้ผู้ชมจับต้องได้

นอกจากนาคาไททันที่เป็นไฮไลต์ ยังมีสยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus suteethorni) ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ชนิดแรกที่ถูกค้นพบในไทย, มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส (Minimocursor phunoiensis) ไดโนเสาร์เจ้าของฉายา นักวิ่งตัวจิ๋วจากแหล่งภูน้อย ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่มีสภาพฟอสซิลสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ค้นพบในไทย, ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) ไดโนเสาร์คอยาว กินพืช เดิน 4 ขา อดีตพี่เบิ้มก่อนจะพบนาคาไททัน ฯลฯ ยังไม่นับรวมบรรดาหุ่นจำลอง 3 มิติของสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ อาทิ ชาละวัน ไทยแลนดิคัส (Chalawan thailandicus) พญากุมภีร์จากเมื่อ 150 ล้านปีก่อน

“ความจริง Thainosaur ถูกวางให้เป็นนิทรรศการชั่วคราวราว 3-4 เดือน ที่ท่าพิพิธภัณฑ์” พิริยะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราตัดสินใจทำนิทรรศการนี้ขึ้นมาเพราะในไทยกำลังเกิดกระแสไดโนเสาร์ฟีเวอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World Rebirth ที่เขายกกองมาถ่ายทำในไทย เราเลยเกิดความคิดว่า ไหนๆ ก็เกิดกระแสฟีเวอร์ ก็ทำให้คนไทยรู้จักไดโนเสาร์ของไทยไปเลยน่าจะดี นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ Thainosaur ผมจำได้เลยว่าวันที่เปิดตัวนิทรรศการตรงกับวันที่หนังเข้าฉายพอดี ผลปรากฏคือคนแห่มาที่นิทรรศการเต็มไปหมด ต่างจากที่เราคาดไว้ตอนแรกพอสมควร”

หลังการเปิดตัวในฐานะนิทรรศการชั่วคราว Thainosaur หยุดพักไป 3 เดือน แน่นอนว่าโครงกระดูกและบรรดาหุ่นจำลองไดโนเสาร์ยังถูกจัดเก็บในสภาพสมบูรณ์ ด้วยแพสชั่นที่ยังค้างเติ่งในใจที่อยากให้คนไทยได้เข้าถึงและใกล้ชิดกับไดโนเสาร์ของไทย พิริยะและกรกมลจึงหาบ้านหลังใหม่ ก่อนจะมาลงเอยที่อาคาร Skyflyers ในโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

“การจะบริหารให้ธุรกิจมิวเซียมอยู่รอดยังไงก็เป็นเรื่องยาก สิ่งที่เราทำคือหาจุดที่เป็น hotspot ที่พิพิธภัณฑ์สามารถอยู่รอด และช่วยให้แวดล้อมรอบข้างได้รับประโยชน์ทั้งองคาพยพ ถ้าจะไปตั้งอยู่คู่กับแหล่งอุทยานคนที่ไปก็เดินทางยาก รัฐเองเขาก็มีมิวเซียมของเขาเองอยู่แล้ว เราเลยเลือกมาอยู่ที่เอเชียทีค ซึ่งที่นี่ก็มี Jurassic World: The Experience Bangkok ฉะนั้นถ้าคุณอยากจะมาดูไดโนเสาร์คุณสามารถมาครบจบได้ในที่นี่ที่เดียว

“ไม่ใช่แค่คนไทยนะที่มาที่นี่ ชาวต่างชาติบางคนที่มา Jurassic World: The Experience Bangkok เขาได้เห็นที-เร็กซ์ ได้เห็นไทรเซราทอปส์ เห็นไดโนเสาร์ทุกตัวที่เขาคุ้นเคยในหนัง พอเขาได้เข้ามาที่ Thainosaur เขาจะได้รู้ว่า ประเทศไทยที่เขากำลังเหยียบมีไดโนเสาร์ไม่น้อยไปกว่าที่เขาเห็นในหนังเลย” พิริยะเล่าถึงที่มาในการเลือกบ้านหลังใหม่ของ Thainosaur 

“นอกจากฟอสซิลจริงที่มีการจัดแสดง โครงกระดูกจำลองและหุ่นจำลองทุกตัวเราทำขึ้นมาโดยอาศัยช่างมีฝีมือ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ไดโนเสาร์ทุกตัวที่จัดแสดงมีลักษณะถูกต้องตามหลักชีววิทยา บางตัวผ่านการแก้เกือบร้อยครั้ง อย่างไดโนเสาร์ตัวที่มีขน แทนที่เราจะใช้ขนนกไปเลย เราเลือกที่จะใช้ขนจากวัสดุอื่นแทน ซึ่งขนของไดโนเสาร์ที่มีสืบค้นจริงๆ มีเส้นตรง เส้นเดี่ยว ไม่ได้แตกแขนงออกมาเหมือนขนนก” กรกมลเสริม

“หุ่นจำลองก็มีชำรุดเสียหายบ้าง จากแดดบ้าง จากฝนบ้าง ทุกๆ 2-3 เดือน เราเลยต้องเรียกช่างมาบูรณะใหม่” พิริยะกล่าวพลางหัวเราะ เพราะเขาอยากให้เด็กๆ ที่มาได้ใกล้ชิดกับหุ่นไดโนเสาร์จำลองในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

ครบเครื่องเรื่องไทยโนเสาร์

ภาพจำของคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ ถ้าไม่ได้มาด้วยความสนใจจริงๆ ก็คงจะมีแต่เรื่องชวนง่วงหงาวหาวนอน จาก pain point ที่ว่า Thainosaur เลยแก้ทางด้วยการใส่ ‘ความรู้’ ที่สนุกและได้ลงมือทำจริงไว้ตลอดทางที่เข้ามาในพิพิธภัณฑ์

วิดีโอสั้นอธิบายความรู้ตลอดทางโดย ‘มงคล’ คาแร็กเตอร์แอนิเมชั่นไดโนเสาร์คอยาวที่รับบทเป็นไกด์

ป้ายเนื้อหาของไดโนเสาร์แต่ละพันธุ์ที่อ่านเพลิน อ่านสนุก ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

ผู้นำชมที่เข้าใจความรักในไดโนเสาร์เป็นอย่างดี เพราะแต่ละคนล้วนโตมากับไดโนเสาร์ ชนิดที่บางรายมีเพจโซเชียลฯ ที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์เป็นของตัวเอง

กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเช็กอินตามแต่ละฐานเพื่อแสตมป์ตรายาง จนรวมกันเป็นภาพวาดลายไดโนเสาร์

กิจกรรมขุดซากฟอสซิลจำลอง

‘ขี้’ จำลองของนาคาไททันที่วางให้เป็นจุดถ่ายรูปชวนตลกขบขัน 

ที่ว่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้มา Thainosaur จะได้พบตลอดการชมไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย เพื่อให้คนที่รักไดโนเสาร์หรือคนที่อยากเข้ามาเรียนรู้ได้เอนจอยอย่างทั่วถึง

“เราพยายามใส่ใจกับเรื่องรายละเอียดกิจกรรม เพื่อให้คนที่เนิร์ดเรื่องไดโนเสาร์มากๆ กับคนที่ไม่เข้าใจเรื่องไดโนเสาร์เข้ามาแล้วสนุกเหมือนกัน คนที่ไม่ชอบการอ่านก็มีป้ายอธิบาย มีทั้งป้ายที่อธิบายซีเรียสชัดเจนสำหรับผู้ใหญ่ กับป้ายที่ถามคำถามสั้นๆ สนุกๆ สำหรับเด็ก อย่างคนที่ชอบอ่านเราก็มีวิดีโอแอนิเมชั่นให้ดู ผู้ปกครองที่กลัวลูกๆ จะเบื่อก็มีกิจกรรมให้ได้ทำร่วมกัน” กรกมลอธิบายถึงการทำให้ Thainosaur เป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์

“เราเชื่อว่าเมื่อคนที่เข้ามาเกิดความเข้าใจ ความรักในไดโนเสาร์ก็จะตามมา และอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งล้ำค่าเหล่านี้ ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่เรามีทีมงานที่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ อย่างผู้นำชมบางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดโนเสาร์จริงๆ สิ่งที่เขาเล่าออกมาเลยสนุก สามารถย่อยเนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่ยากให้ออกมาฟังง่าย” พิริยะกล่าวเสริม

นอกเหนือจากเรื่องของไดโนเสาร์ หากกวาดสายตาสังเกตโดยรอบจะพบว่า มู้ดโดยรวมของตัวพิพิธภัณฑ์มีการผสมผสานกับงาน ‘ศิลปะร่วมสมัย’ ตั้งแต่การจัดวางองค์ประกอบของทุกๆ ชิ้น ภาพงานจิตรกรรมตามผนังซึ่งเป็น CI ของพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบโดยศิลปินไทยแถวหน้าอย่าง ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ รวมไปถึงช็อปด้านนอกที่วางจำหน่ายงานศิลปะเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ออกแบบโดยศิลปินไทยมากฝีมือ เหล่านี้ล้วนเป็นแพสชั่นในงานศิลปะที่ถูกนำมาผนวกกับความรักไดโนเสาร์ของพิริยะและกรกมล

ประกาศวันนี้มีตั้งแต่เมื่อวาน และ ‘กำไร’ ที่ไม่ใช่แค่เงิน

ถึงตรงนี้ผู้เขียนมีความสงสัยข้อหนึ่ง นั่นคือทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงมีข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ครบถ้วน หรือแม้แต่โครงกระดูกนาคาไททัน ที่ผู้เขียนจำได้แม่นว่า หลังการประกาศการค้นพบอย่างเป็นทางการ วันต่อมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็มีฟอสซิลจัดแสดงเรียบร้อย

พิริยะเมื่อได้ฟังคำถามพลันหัวเราะออกเล็กน้อย พร้อมเฉลยว่า ความจริงเขาคือหนึ่งในคณะกรรมการของหน่วยงาน ‘คุ้มครองซากดึกดําบรรพ์’ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับกรมทรัพยากรธรณี เหตุนี้ข้อมูลที่ได้มาจึงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ 

“ส่วนถ้าถามว่า ทำไมประกาศเมื่อวาน วันนี้ถึงมีจัดแสดงแล้ว ความจริงคือเรานำโครงกระดูกมาติดตั้งล่วงหน้าก่อนประกาศเสียอีก ที่เป็นแบบนั้นได้ต้องอธิบายว่า ไดโนเสาร์ที่เราเจออย่างนาคาไททัน จริงๆ มีการขุดค้นเจอเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ฟอสซิลของมันถูกเก็บไว้ในคลังรอการวิจัยต่อ จนมาถึงปัจจุบันที่มีคนทำงานรุ่นใหม่ที่เขาสนใจเรื่องนี้เข้ามาศึกษาต่อ เราเลยมีข้อมูลจากตรงนั้น ในอนาคตจะไม่ได้มีไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยแค่ 14 ตัวแน่นอน แต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหลายสิบชนิด ไม่นับรวมสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดอื่นๆ อีกเป็นร้อย” พิริยะอธิบายด้วยรอยยิ้ม

“คิดว่าสิ่งที่คุณทำประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?” ผู้เขียนถามพิริยะก่อนจะจบบทสนทนานี้ลง

“ผมคิดว่ามันประสบความสำเร็จแล้วนะ ถ้าถามว่ามันสำเร็จในเรื่องตัวเลขคงจะไม่ใช่ ผมมองว่าการที่นี่ยังอยู่ได้ มีคนรู้จักเรามากขึ้น มีชาวต่างชาติแวะเวียนสลับสับเปลี่ยนมาแทบทุกวัน การที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งแววตาเป็นประกายเหมือนตอนที่เราเห็นไดโนเสาร์ในวัยเด็ก สิ่งนี้มันเป็นกำไรมากกว่าเงินอีก” พิริยะกล่าวทิ้งท้าย โดยมีกรกมลนั่งเคียงข้าง

ซึ่งไม่ว่าปลายทางของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นยังไง แต่ในมุมของคนที่รักสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ และสิ่งนั้นได้นำมาพาคนคนนั้นมาถึงจุดนี้ได้ เท่านี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากกว่าเรื่องของตัวเลข ดังที่ชายผู้หลงรักไดโนเสาร์ว่ามาจริงๆ นั่นแหละ 

คู่มือเปิดกะลามะพร้าว พาสินค้าไทยไปตลาดโลก ฉบับน้ำมะพร้าวไทย Thai Coco 

หากเปรียบมะพร้าวเป็นใครสักคน…

คนคนนั้นต้องเป็นคนที่ ‘อดทน’ ท่ามกลางแดดที่ร้อนจ้า หรือแม้ต้องฝ่าพายุที่โหมกระหน่ำ แต่ก็เติบโตขึ้นมาได้อย่างเข้มแข็ง

คนคนนั้นยังเป็นคน ‘ใจกว้าง’ ยินดีที่จะให้ทุกอย่าง และทุกอย่างที่ให้ก็ล้วนเป็นประโยชน์เสมอ

เมื่อทุกองค์ประกอบผสานเข้าด้วยกัน จึงทำให้คนคนนั้น ‘มีเสน่ห์’ ผู้คนทั่วทุกมุมโลกต่างหลงรักเอกลักษณ์ของความเป็นมะพร้าว

เช่นเดียวกันกับคนคนหนึ่งที่หลงรักความธรรมดาที่แสนพิเศษของ ‘มะพร้าวน้ำหอม’ จนนำพามะพร้าวไทยเดินทางไปไกลสู่ตลาดโลก กับ จั๋ม–นภัสสร ชิ้นปิ่นเกลียว Chief Marketing Officer บริษัท ไทย โคโคนัท จํากัด (มหาชน) หรือ Thai Coco แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและสินค้าเกษตรแปรรูปชั้นนำระดับโลก วางขายบนตลาดมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของน้ำมะพร้าวในประเทศไทย

ในงาน WTF Festival มหกรรมความรู้ Marketing Fest และคอมมิวนิตี้สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จั๋มได้บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตที่เธอเติบโตมากับธุรกิจครอบครัว พร้อมแชร์คู่มือที่จะพาสินค้าไทยไปตลาดโลก ซึ่งเราได้สรุปสิ่งที่เธอเล่าในคอลัมน์ Recap ครั้งนี้ให้ทุกคนได้อ่านกัน

จากตำแหน่ง Marketing ในวันนั้น

สู่การเป็น Chief Marketing Officer ดูแลยอดขาย 5,000 ล้าน อยู่ทุกวันนี้ 

กว่าจะเป็นแบรนด์ ‘มะพร้าวน้ำหอม’ ที่คนทั่วโลกได้ลิ้มลอง จั๋มเติบโตมากับธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัวในตึกแถว ซึ่งเป็นธุรกิจส่งน้ำมะพร้าวและกะทิเข้าโรงงานไอศกรีม สิ่งที่เธอเห็นอยู่ทุกวันจึงเป็นภาพของคุณพ่อที่เอาแต่ชิมน้ำมะพร้าว ชิมกะทิ ชิมแล้วชิมอีก เพื่อความมั่นใจในรสชาติก่อนส่งให้ลูกค้า กระทั่งธุรกิจได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และได้ขยายโรงงานเพิ่ม

หลังจากเรียนจบ Food Science ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจครอบครัว งานแรกของชีวิตจั๋มคือการได้ทำตำแหน่ง Business Development (BD) ของบริษัท ประสบการณ์แรกในการพัฒนาสินค้า Coconut Bite ซึ่งเป็น energy bar เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญความล้มเหลว สินค้าขายไม่ออก เปลี่ยนสูตรอยู่หลายครั้งกว่าจะเอาออกมาขายได้

เพราะชั่วโมงบินยังไม่สูงพอ จึงต้องอาศัยการฝึกมือเพิ่ม หลังจากยืนอยู่ในจุดที่เป็นคนผลิต เธอผันตัวมาเป็นคนขายในตำแหน่ง Sale Export เพื่อมองหาโอกาสของบริษัท ด้วยการเดินทางไปหลายประเทศ ลงสนามคุยกับลูกค้าด้วยระยะเวลาถึง 3 ปี

กระทั่งในวันที่ตัดสินใจเรียนต่อด้าน Global Marketing ความฝันก็ได้วาดลงบนเส้นทางชีวิต คือการที่ได้ส่งออกน้ำมะพร้าวไทยให้คนทั้งโลกได้ชิม

เส้นทางที่แสนไกลกว่า 30 ปี มีทั้งวันที่ฟ้าเป็นใจและวันที่ฟ้ามัวหมอง แต่ท้ายที่สุดก็ผ่านมาได้ ครั้งหนึ่งเธอเคยใจร้อนจนละเลยความละเอียดของเอกสารทำให้ถูกปรับเงินกว่า 50 ล้าน ประสบการณ์ครั้งนั้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่จำไม่ลืม

เคล็ดลับ 4 รู้ คู่มือที่จะพาสินค้าไทยไปตลาดโลก

การรู้จักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำธุรกิจ ด้วยการรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร แต่นอกจากจะรู้จักตัวเองแล้ว การไม่ลืมที่จะรับฟังคนรอบข้าง ออกไปมองโลกภายนอกจะช่วยให้เรารู้จักตลาดโลกมากขึ้น เพื่อให้สินค้ามีลู่วิ่งที่จะพาไปถึงเส้นชัยของตลาดโลก ด้วยเคล็ดลับ 4 รู้ จากแบรนด์ Thai Coco ผู้ลองผิดลองถูกและพาน้ำมะพร้าวไทยไปสู่ตลาดโลก

‘รู้รสนิยม’ เพราะสิ่งที่โลกมองกับสิ่งที่เรามองนั้นต่างกัน การออกไปสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตของแต่ละประเทศ เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจควรทำ อย่างตลาดยุโรปที่มักจะชอบความ natural ตลาดอเมริกาที่มักจะเล่นกับความสนุก หรือแม้แต่เอเชียที่ชอบความ functional 

‘รู้กติกา’ สินค้าเดียวไม่สามารถขายได้ทั้งโลก จึงต้องให้ความสำคัญกับกติกาที่แตกต่างกันไป 

อย่าง ‘ตลาดอเมริกา’ ที่มีความเป็นตลาดใหญ่ และมีดีมานด์ค่อนข้างสูง สิ่งที่ต้องทำคือ จดทะเบียน FDA (The United States Food and Drug Administration) ซึ่งเป็นการลงทะเบียนโรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อประกอบการส่งออก และจดทะเบียน SID (Submission Identifier) กระบวนการผลิต

ส่วน ‘ตลาดยุโรป’ มักให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่อง traceability หรือระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อติดตามประวัติ แหล่งที่มา หรือสถานะของวัตถุดิบและสินค้า ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค 

ขณะที่ ‘ตลาดจีน’ ต้องขึ้นทะเบียน GACC (General Administration of Customs of the People’s Republic of China) เพื่อควบคุมและตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานของจีน รวมถึงฉลาก CIQ (China Inspection and Quarantine) ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย สุขอนามัย และกฎหมายของรัฐบาลจีนอย่างถูกต้อง เธอยังแนะนำว่า สินค้าที่ส่งออกควรมีภาษาจีนด้วย เพราะถ้าผู้บริโภคไม่ทราบว่าสินค้าเราคืออะไร ก็จะขายไม่ออก

‘รู้ราคา’ รู้ต้นทุนที่แท้จริง ว่าต้นทุนที่เราทำได้ คู่แข่งทำได้แค่ไหน โดยเฉพาะการกำหนดโครงสร้างราคา จะเกิดจากต้นทุนประมาณ 30% ค่าชิปปิ้ง15% ภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ อยู่ที่ประมาณ 10-15% มี distributor ประมาณ 15% GP ของห้าง 30-40% ทุกประเทศทั่วโลกจะอยู่ในช่วงเรนจ์นี้ ถ้าเราไปตลาดโลก อย่ามองแค่คู่แข่งในประเทศเรา แต่ต้องมองคู่แข่งในระดับโลกด้วยว่าใครสามารถทำสินค้าแบบเดียวกับเราได้บ้าง

‘รู้ภาษา’ เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจสินค้าส่งออก ล้วนต้องใช้ทักษะการสื่อสารในการตีตลาด รวมถึงการเข้าหาลูกค้า

ธุรกิจครอบครัว 

สายใยความรักที่ไม่ลืมคนข้างหน้าและคนข้างหลัง

ธุรกิจครอบครัว ต้องอาศัยความ ‘รู้ใจ’ ด้วยการดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว และไม่ลืมคนที่อยู่ต้นทางอย่าง ‘ชาวสวน’ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาเผชิญมรสุมชีวิตจากมะพร้าวราคาตก การที่เราคอยใส่ใจและคอยดูแลเขา จะเป็นการสร้าง relationship ในระยะยาว

ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการเริ่มต้น นอกจากจะเป็นปีที่  Thai Coco กลับมาเปิดที่ประเทศไทย เธอยังได้จัดตั้ง ‘สมาคมอุตสาหกรรมมะพร้าวแห่งประเทศไทย’ ด้วยการรวบรวมผู้คนในอุตสาหกรรมมะพร้าวเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาระดับชาติ 

จั๋มยังมองว่า สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจที่จะลืมไม่ได้คือ ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง แต่ทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง สิ่งที่ต้องทำคือหาจุดแข็งให้เจอ เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน และทุกอย่างจะสำเร็จได้

สำรวจวิสัยทัศน์บทบาทไทยก่อนเป็นเจ้าภาพ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings 

ภายหลังการประชุม IMF-World Bank Group Spring Meetings ที่จัดขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เมื่อระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  สหรัฐฯ ได้สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘New Horizons’ หรือยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน 

ไทยเองที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเล็งเห็นถึงปัจจัยความผันผวนที่ว่า แต่ขณะเดียวกันก็มองว่านี่เป็น ‘โอกาส’ ในการเปิดประตูย่านน้ำเศรษฐกิจใหม่ๆ สิ่งนี้เองสะท้อนผ่านเซสชั่น Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในงานดังกล่าว ผ่านวิสัยทัศน์ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มองว่า ‘หัวใจ’ สำคัญที่ไทยนำเสนอในเซสชั่นที่ว่า คือการยกระดับ ‘adaptive capacity’ หรือความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่น โดยรัฐบาลได้วางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเปิดรับเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกับภูมิภาค โดยเป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นประเทศที่สามารถสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ๆ ได้จากภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาฐานการผลิตที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

การลงทุนคือเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต 

เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้ส่งสัญญาณการก้าวสู่โมเดล investment-led Thailand โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22-23% สู่ระดับ 30% ของ GDP ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า การลงทุนนี้จะมุ่งเน้นในสาขาที่สร้างผลกระทบสูงและสอดคล้องกับทิศทางอนาคต (targeted and future-oriented) อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อุตสาหกรรมนวัตกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของประเทศจากการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว

พลังงานสะอาด ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ 

ในมิติด้านพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังรุกคืบสู่การเป็นเศรษฐกิจพลังงานสะอาด หรือ ‘Green Transformation’ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานซึ่งสูงถึง 8-10% ของ GDP 

โดยการออกแบบระบบนิเวศพลังงานใหม่นี้ จะมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการผลิตสู่ระดับครัวเรือนผ่านระบบ solar rooftop และ smart grid ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภค เป็น prosumer หรือผู้ผลิตพลังงานเอง การปรับโครงสร้างนี้จึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว  

มุ่งลงทุนกับคน โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ 

สำหรับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้น เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของสังคมผู้สูงอายุ และยกระดับผลิตภาพแรงงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่งการเติบโต ผ่านกระบวนการ reskill และ upskill ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะทำให้แรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ ซึ่งการลงทุนในคนนับเป็นแกนกลางของการเสริมสร้างพลังกับคน (empowering people) ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง 

ตั้งเป้าดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค

ปัจจุบันประเทศไทยได้ปักหมุดเป็น ‘Regional Investment Hub’ ที่สำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นฐานการกระจายความเสี่ยง และศูนย์กลางการผลิตใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ China+1 ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางนโยบายและทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค ทำให้ไทยได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ data center ซึ่งการเข้ามาของเงินลงทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ 

ปรับโครงสร้างรัฐให้ยืดหยุ่น รองรับการเติบโต 

เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับวิสัยทัศน์ข้างต้น ภาครัฐจึงได้ยกระดับสู่การเป็น agile government ที่ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันสมัยและรวดเร็ว (omnibus law) เพื่อรองรับการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างระบบ PromptPay ที่ช่วยให้การสนับสนุนจากรัฐเข้าถึงประชาชนได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส นับเป็นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที 

ผนึกอาเซียน เดินหน้าผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 

ไทยมุ่งมั่นผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็น digital economy blocs ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น  

โดยยุทธศาสตร์ทั้งหมดที่ว่ามานี้ จะรวบรวมจากความโดดเด่นด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย และจะถูกถ่ายทอดเป็นแนวคิดในฐานะประเทศเจ้าภาพในการจัดการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings หรือการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศความสำเร็จในการปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์และแสดงศักยภาพในฐานะประเทศผู้นำเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการ เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง และมี ‘ความยืดหยุ่น’ เป็นรากฐานในการก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง 

โดยระหว่างนี้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th/ และเฟซบุ๊กเพจ AM 2026 Thailand www.facebook.com/AM2026THAILAND