วิกฤต ‘น้ำมันแพงขึ้น 6 บาท’ สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของคนทำธุรกิจในมุมไหนบ้าง? 

‘น้ำมันแค่หยดเดียวก็มีค่า’ คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับคนไทยที่ไม่กี่วันมานี้เจอกับสภาวะ ‘oil shock’ น้ำมันราคาดีดขึ้นทันที 6 บาทเพียงชั่วข้ามคืน อย่างดีเซลที่ราคาจวนเจียนแตะหลัก 39 บาทต่อลิตรสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20% ของโลก

ผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและขาดแคลนในบางพื้นที่ ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนมียานพาหนะเท่านั้น เพราะวิกฤตนี้คือโดมิโนเอฟเฟกต์ที่สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของ ‘คนทำธุรกิจ’ ซึ่งเราจะพาไปสำรวจว่ามีอะไรบ้างในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

#คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เต็มๆ?

ก่อนอื่นเราขอชวนทำความเข้าใจก่อนว่า คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ต้องแบกรับเรื่องต้นทุนจากผลกระทบนี้เต็มๆ ซึ่งจากข้อมูลของ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า กลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่มธุรกิจ SME ที่มี Gross Profit Margin (อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ) เช่น เกษตร, ประมง, ค้าส่งและค้าปลีก รวมไปถึงแปรรูปพลาสติก ที่ล้วนมีเชื้อเพลิงเป็นโครงสร้างด้านต้นทุนในการประกอบกิจการ

โดยไทยเป็นประเทศขาดดุลพลังงาน จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคอยู่ที่ราว 6.5% ของ GDP ทันทีที่ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ 

จึงไม่แปลกใจที่สินค้าที่ขึ้นราคาจะอยู่ในกลุ่มประเภท อาหารสด, สินค้าเกษตร, อาหารกระป๋อง, สินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และวัสดุก่อสร้าง โดยสินค้ากลุ่มประเภทที่ว่า กระทรวงพาณิชย์พยายามออกมาตราการตรึงราคาไว้อยู่

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาเองก็เปรียบเสมือนการยื้อยุดกับฝั่งผู้ประกอบการ ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่หากปล่อยราคาให้ไหลไปตามสถานการณ์ก็เป็นฝั่งผู้บริโภคที่ต้องเจ็บตัว เวลานี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคิดแผนกรอบนโยบายที่สามารถเยียวยาคนได้ทั้งสองกลุ่มนั่นเอง

#ต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ถึงตรงนี้ต้นทุนอย่างแรกที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือราคา ‘วัตถุดิบ’ ที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือในภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลักในการเดินเครื่องจักร ไม่ว่ารถจักร รถไถ ปั๊มสูบน้ำ ค่าปุ๋ยและสารเคมีที่แพงขึ้นจากการนำเข้าที่กินระยะเวลาขนส่งมากกว่าเดิม ไหนจะค่าเดินทางจากสวนไปแหล่งผู้รับซื้อ เช่นเดียวกับภาคการประมงที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลในการเติมเครื่องยนต์เรือเพื่อออกหาปลา 

หรือในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตแพ็กเกจจิ้ง, โฟม, กาว, สี, น้ำยาทำความสะอาด และเส้นใยสังเคราะห์บางชนิด ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ‘เมล็ดพลาสติก’ ประเภท PE, PP และ PET ที่จากเดิมต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 30-36 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52-60 บาทต่อกิโลกรัมภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตปรับสูงขึ้น และมีแววว่า ‘สารตัวทำละลาย’ อีกหนึ่งวัตถุดิบยังมีทีท่าจะปรับราคาขึ้นตามเมล็ดพลาสติกเช่นกัน 

#โลจิสติกส์อ่วมหนักไม่แพ้กัน

อย่างที่รู้กันว่า หัวใจหลักของการทำธุรกิจคือเรื่องของการขนส่ง การขนส่งที่หยุดนิ่งไม่ต่างจากการฟรีซอุตสาหกรรมนั้นให้นิ่งอยู่กับที่ 

ซึ่ง 30-40% ของต้นทุนบริษัทโลจิสติกส์คือน้ำมัน ไม่ว่าจะในภาคเรือบรรทุกหรือรถบรรทุกขนส่ง และเมื่อต้นทุนอย่างน้ำมันราคาสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของ ‘fuel surcharge’ หรือ ‘ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง’ ซึ่งเป็นค่าบริการเพิ่มเติมที่ผู้ให้บริการขนส่งเรียกเก็บจากลูกค้า นอกเหนือไปจากค่าระวางพื้นฐาน โดยส่วนชดเชยนี้ปรับเปลี่ยนไปตามดัชนีโครงสร้างราคาน้ำมันตามจริง 

นั่นหมายความว่าการที่บริษัทโลจิสติกส์แบกรับค่าน้ำมันที่สูงขึ้น บริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าเองก็ต้องจ่ายค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตาม แทนที่จะนำเงินส่วนต่างนี้ไปใช้กับการบริหารหรือขยายกิจการ 

#ซ้ำถึงผลกระทบการว่าจ้างแรงงานคน

ด้วยความที่ต้นทุนทั้งวัตถุดิบและการขนส่งเหวี่ยงไปมาตามสภาวะการณ์ราคาน้ำมันที่อิงจากบริบทสงคราม เมื่อต้นทุนสูงเท่ากับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตาม นำมาสู่การใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การที่เจ้าของกิจการต้องแบกรับภาระต้นทุน สิ่งที่จะเกิดตามมาคือเรื่องของการว่าจ้างแรงงานคน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

ประการแรก อาจนำมาสู่การลดชั่วโมงการทำงาน เช่น การลดชั่วโมงโอที ลดวันทำงาน โดยเฉพาะกับแรงงานประเภทโรงงาน เพื่อที่เจ้าของกิจการจะนำเงินสดไปหมุนเวียนในส่วนอื่น หรือแม้แต่การหยิบนโยบายเวิร์กฟอร์มโฮมกลับมาใช้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรของออฟฟิศ

ประการที่สอง คือการชะลอการจ้างงาน ในทีนี้หมายถึงการว่าจ้างพนักงานใหม่ เมื่อเกิดการลดคอร์สก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนอัตราแรงงานในบริษัทเพิ่ม

ประการที่สาม คือสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการเลิกจ้างพนักงาน เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป

สิ่งที่กล่าวมาอาจพูดถึงวิกฤตน้ำมันที่ส่งผลถึงต่อภาคธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ในแง่ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน จากความไม่มั่นคงของบริบทโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจตัดสินใจรัดเข็มขัดเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง

จากวิกฤตน้ำมันราคาขึ้นที่แทบไม่มีใครคาดคิด อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจในรุ่นถัดไปที่อาจต้องเผชิญกับสภาวะสงครามที่ส่อแววเกิดขึ้นบ่อย ในการปรับตัวให้สอดคล้องและพึ่งพาต้นทุนพลังงานแค่ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นภาคการเกษตร ที่อาจต้องนึกถึงเรื่องของ Smart Farming เน้นการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ขับเคลื่อนเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องประชาสัมพันธ์และยื่นความช่วยเหลือ ให้คนทำธุรกิจปรับตัวได้โดยไร้รอยต่อ

เหนือสิ่งอื่นใดหวังว่า โลกจะกลับมาสงบสุข ปราศจากสงคราม เพื่อคนทำธุรกิจทุกคนจะได้ทำงานโดยปราศจากความกังวลใดๆ อีกครั้ง

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like