Month: March 2026
eou แบรนด์ชุดวิ่งมาแรงแดนกิมจิของคนมีสไตล์กับการวิ่งในเกาหลีใต้ที่กำลังบูม
เดี๋ยวนี้เปิดไปโซเชียลช่องทางไหนก็เห็นแต่คนแชร์สถิติการวิ่งของตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง STRAVA
ว่ากันว่า นี่คือยุคที่การออกกำลังกายไม่ได้เป็นเพียงการฝึกเพียงลำพังแล้ว แต่เป็นการผสานเรื่องกีฬาเข้ากับการเชื่อมต่อทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อผลักดันขีดจำกัดและพัฒนาทักษะส่วนตัว หรือเพื่อแบ่งปันและสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ที่สนใจในสิ่งเดียวกัน
นี่คือปรากฏการณ์ที่การวิ่งกลายเป็น ‘เทรนด์’ ที่บูมขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จนเกิดเป็น ‘Running Club’ หรืออีเวนต์วิ่งให้เข้าร่วมมากมาย
หนึ่งในประเทศที่การวิ่งกำลังกลายเป็นกระแสหลักของคนจำนวนมากคือเกาหลีใต้ มากไปกว่านั้นมันกำลังกลายเป็น ‘วัฒนธรรม’ ด้วยซ้ำ
กระแสการบูมของการวิ่ง นำมาซึ่งทั้งความตื่นตัวของผู้คนที่อยากออกกำลังกายมากขึ้น รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกีฬา โดยเฉพาะการวิ่ง แบรนด์มากมายเลือกสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์เกี่ยวกับการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง หมวก ถุงเท้า รองเท้า กระเป๋า และอื่นๆ โดยผสมผสานเข้ากับการออกแบบที่สวยงาม รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย
สินค้าจากบางแบรนด์จึงเป็นมากกว่าแค่เครื่องแต่งกายกีฬา แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันได้เลย
ที่เกาหลีใต้ กำลังมีแบรนด์หนึ่งที่ผู้คนกำลังพูดถึงและได้รับความนิยม นั่นคือ eou แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เน้นเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับคนชอบออกกำลังกายและใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟ โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับการวิ่ง
ล่าสุดมีข่าวว่าแบรนด์ eou กำลังเตรียมมาวางจำหน่ายที่ไทยเร็วๆ นี้แล้ว สายวิ่งไม่ต้องรอพรีออร์เดอร์ให้เสียเวลาอีกต่อไป
ว่าแต่ทำไมแบรนด์ eou ถึงมาแรง เบื้องหลังความมีเอกลักษณ์นั้นคืออะไร แล้วกระแสการวิ่งในเกาหลีใต้กำลังขยายใหญ่ขึ้นจนน่าจับตามองได้ยังไง ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ลองมาดูกัน
END OF USER
eou ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากเกาหลีใต้ที่กำลังได้รับความนิยม นำโดย ชเว จินอา (Choi-Jin A) และอัน จองจู (An-Jeong Ju) สองสามีภรรยาสุดเท่ (และเป็นนักวิ่งตัวยงด้วย) ในตำแหน่งซีอีโอ ที่เน้นเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับคนที่ใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น คนที่ชอบวิ่งหรือออกกำลังกาย พร้อมสโลแกน ‘อย่าคิดมาก อย่ารอเวลาที่สมบูรณ์ แค่ลงมือทำเลย’


จุดเริ่มของแบรนด์ย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากความคิดที่จินอาและจองจูอยากทำเสื้อผ้าสำหรับคนที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งมองว่าชุดกีฬาใส่ในชีวิตประจำวันยาก ส่วนเสื้อผ้าทั่วไปก็ขาดความคล่องตัว จึงอยากเติมเต็มช่องว่างนั้น โดยการสร้างแบรนด์ที่มีทั้งฟังก์ชั่นและไลฟ์สไตล์พร้อมกัน
ชื่อ eou นั้นย่อมาจาก ‘End of User’ สื่อความหมายว่าการออกแบบต้องมุ่งสู่ประสบการณ์สูงสุดของผู้ใช้โดยไร้ข้อจำกัด นั่นคือแบรนด์ต้องการให้เสื้อผ้าสื่อถึงตัวตนและความเป็นเอกลักษณ์ของผู้สวมใส่มากที่สุด
eou มองว่าตัวเองเป็นแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งไลฟ์สไตล์แบบอิสระและเสื้อผ้ากีฬาที่ไม่จำกัดรูปแบบ โดยเชื่อว่าทุก ‘การเคลื่อนไหว’ ที่คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่งเต้น หรือกิจวัตรประจำวันที่ต้องเคลื่อนไหว
นั่นเองทำให้ eou ต่างจากแบรนด์สปอร์ตทั่วไปที่อาจเน้นเพียงประสิทธิภาพหรือแฟชั่นเพียงอย่างเดียว
RIGHT PLACE, RIGHT TIME
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมการวิ่งในเกาหลีใต้เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 20-30 ปี กลุ่มวิ่งกลายเป็นคอมมิวนิตี้ การวิ่งเทรลและไลฟ์สไตล์กลางแจ้งได้รับความนิยม และมันมาพร้อมกับภาพลักษณ์แบบ ‘สุขภาพดีแต่มีสไตล์’ ที่คนรุ่นใหม่ๆ ให้ความสำคัญ
นี่จึงเป็นจังหวะที่ ‘ใช่’ สำหรับ eou ที่ต้องการสร้างแบรนด์ที่มีทั้งฟังก์ชั่นและไลฟ์สไตล์พร้อมกัน คือไม่ใช่ชุดกีฬาสำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะแต่จะเป็นชุดลำลองที่ดูดีและเหมาะกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันก็ยังได้

เมื่อแบรนด์เลือกการสื่อสารและภาพลักษณ์เช่นนี้ จึงทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกับผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ที่ต้องการเอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่ฟังก์ชั่นการใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์ใหญ่ที่เน้นประสิทธิภาพสูงๆ เมื่อรวมกับดีไซน์ที่เข้ากับสตรีทแวร์ได้ง่าย ถ่ายรูปออกมาสวย ยิ่งสอดคล้องกับเทรนด์มินิมอลแบบเกาหลีที่ดูทันสมัยโดยไม่ต้องพยายามเกินไป
อีกจุดที่สำคัญคือการใช้โซเชียลมีเดียสร้างภาพลักษณ์แบบคอมมิวนิตี้ ทั้งการเล่าเรื่องผ่านอินสตาแกรม ภาพไลฟ์สไตล์ ทำให้แบรนด์ดูเป็นแบรนด์วัฒนธรรมมากกว่าแบรนด์กีฬา ซึ่งมิติทางอารมณ์นี้ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้คนได้มากกว่าแค่เสื้อผ้า
จังหวะที่ลงตัวไปพร้อมกระแสการวิ่งและกิจกรรมกลางแจ้งที่กำลังเฟื่องฟูในเกาหลีใต้ จึงเป็นลมใต้ปีกที่ผลักให้ eou บินสูงในเวลานี้
A TASTE OF eou
“พวกเราละเอียดกับเรื่องสีมาก ต่อให้เป็นสีน้ำเงินเหมือนกันก็ต้องผ่านการทดสอบหลายครั้ง เพราะความต่างเล็กน้อยอาจเป็นตัวชี้ว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าเราหรือไม่”
สองซีอีโอเคยให้สัมภาษณ์ (ซึ่งมีน้อยมาก) กับเว็บไซต์ 20 cm. ของเกาหลีใต้ โดยบอกว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสินค้าอย่างมาก และจะรู้สึกสุดยอดหากผลลัพธ์ออกมาตรงใจ
สินค้าของ eou ประกอบด้วยเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีสำหรับไลฟ์สไตล์และแอ็กทีฟแวร์ เป็นการผสมระหว่างเสื้อผ้าสำหรับวิ่งจริงและแฟชั่นแนวสปอร์ตที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ เช่น เสื้อยืด กางเกง หมวก กระเป๋า และถุงเท้า ดีไซน์ของแบรนด์จะเน้นความสบายในการเคลื่อนไหว และการใช้งานในชีวิตประจำวันควบคู่กับการออกกำลังกาย บางดีไซน์จะใช้ผ้าที่มีฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น ผ้าที่เปลี่ยนสีเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน เพื่อเพิ่มทั้งความสนุกและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับสินค้า


eou ได้รับความนิยมจากสินค้าอย่างถุงเท้าวิ่งที่ได้รับการพูดถึงในกลุ่มแฟชั่นและนักวิ่ง เพราะใส่สบาย และดูดี เสื้อวิ่งที่น้ำหนักเบา ระบายอากาศดี จะใส่วิ่ง ใส่เที่ยว หรือใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ ฮู้ดดี้หรือเสื้อสเวตเชิ้ต ที่ไม่ได้เป็นเสื้อแข่งจริงจัง แต่เป็น athleisure style หรือแฟชั่นที่ผสมผสาน ‘ชุดกีฬา’ (athletic) เข้ากับ ‘ชุดลำลอง’ (leisure) อย่างลงตัว รวมถึงหมวกและแอ็กเซสซอรีที่ทั้งใช้งานได้จริงและถ่ายรูปลงโซเชียลได้ดูดี
ตัวอย่างเช่นเสื้อแขนยาวรุ่น TIEDYE LS001 หรือ FLEXPRO LS001 ที่มีทั้งความยืดหยุ่นและทนทาน, กางเกงเลกกิ้งสีสันไม่เหมือนใครรุ่น EOU LG001 หรือกางเกงวอร์ม Run eat love track ที่ใส่วิ่งหรือจะใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไปจนถึงหมวก LIGHTWEIGHT, กระเป๋า EOU GS001 และแอ็กเซสซอรีอย่างผ้าพันคอ wild horse ลายกราฟิกสไตล์ตะวันตก ที่ใช้งานได้หลากหลายวิธี
ขณะที่เกาหลีใต้ในตอนนี้ เสื้อผ้าวิ่งไม่ได้ใส่เฉพาะตอนออกกำลังกายแต่กลายเป็นสไตล์ประจำวัน หรือที่เรียกว่า ‘running core’ ไอเทมของแบรนด์ eou ที่ตอบโจทย์นี้ จึงสะท้อนว่าแบรนด์พยายามสร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานและสไตล์ชีวิตในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อมกับกระแสการวิ่งของเกาหลีใต้อย่างชัดเจน
RISE OF RUNNING
ในอดีตการวิ่งอาจถูกมองว่าเป็นกีฬาของนักกีฬาจริงจังเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 10 ล้านคน ที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘นักวิ่ง’ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2015 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในเวลาเพียงทศวรรษ
ในบทความของ South China Morning Post อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ทำไมวัฒนธรรมการวิ่งในเกาหลีใต้ถึงกำลังบูมอย่างมาก โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มนักกีฬาเท่านั้น แต่ขยายไปเป็นกิจกรรมระดับชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงเมือง ถนน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมค้าปลีก เลยทีเดียว

สิ่งที่เห็นได้ชัดนอกจากคนที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘นักวิ่ง’ ที่เพิ่มมากขึ้นคือ งานมาราธอนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานวิ่งทั่วประเทศมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปีเลยทีเดียว พร้อมกับเทรนด์การวิ่งรูปแบบใหม่อย่าง ‘Run Trips’ ที่เป็นการรวมการวิ่งกับการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน และกลายเป็นแนวคิดใหม่ของการพักผ่อนที่ผสมผสานกิจกรรมและการเที่ยวร่วมกัน
ในบทความของ SCMP ยังยกตัวอย่างของคนทั่วไปอย่าง ยู แจมุน (Yoo Jae-Moon) วัย 38 ปี ที่เริ่มต้นวิ่งจากการชักชวนของเพื่อนร่วมงาน โดยเขากล่าวว่าในตอนแรกแค่เดินเร็วก็เหนื่อยแล้ว แต่ตอนนี้วิ่งได้ประมาณ 5 กิโลเมตร และรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น ทั้งน้ำหนักที่ลดลงและความแข็งแรงของร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีบทความจากเว็บไซต์ Seoul Moment ที่ระบุว่า การวิ่งในเกาหลีใต้พัฒนาไปไกลกว่าแค่การออกกำลังกายธรรมดา จนกลายเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมระดับโลกไปแล้ว
บทความอธิบายว่า เดิมทีการวิ่งเป็นกิจกรรมที่คนทำคนเดียวเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ตอนนี้ในเกาหลีใต้ การวิ่งกลายเป็นกิจกรรมที่คนวิ่งเป็นกลุ่มรวมกัน มี ‘Running Crews’ และชุมชนออนไลน์เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัย 20-30 ปี ขณะที่คนที่วิ่งคุยกันเรื่องเส้นทาง ประสบการณ์ และอุปกรณ์ จนการวิ่งกลายเป็นวิธีการใช้เวลาในเมืองและชีวิตประจำวัน

RUN TO A NEW CULTURE
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการวิ่งในเกาหลีใต้ เช่น ความง่ายและเข้าถึงได้ง่ายกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เพราะการวิ่งไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก ไม่ต้องบุ๊กกิ้งช่วงเวลา ไม่ต้องไปยิม ทำให้เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมการวิ่งยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่มากกว่าแค่การออกกำลังกายด้วย
ด้วยจำนวนคนวิ่งที่เพิ่มขึ้น ร้านค้าเสื้อผ้า รองเท้า และแบรนด์ต่างประเทศก็ขยายตัวในเกาหลีใต้เพื่อรองรับตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่การบูมนี้ก็ส่งผลให้เมืองต่างๆ ปรับตัว หลายเมืองพัฒนาเส้นทางวิ่ง จัดวิ่งมาราธอน จัดกิจกรรม night run หรือคลาสสอนวิ่ง เพิ่มมากขึ้น
แต่แม้จะมีเสียงชื่นชมจากคนรักสุขภาพและรักการวิ่ง ทว่าอีกมุมหนึ่งก็มีเสียงบ่นจากคนเมืองที่ถนนถูกปิดเนื่องจากการจัดแข่งมาราธอนบ่อยครั้ง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ทั้งมีข้อดีและความซับซ้อนของวัฒนธรรมนี้ด้วย
เมื่อรวมกับโซเชียลมีเดียที่ทำให้การวิ่งดูเท่ แอพพลิเคชั่นที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการวิ่ง การแชร์สถิติส่วนตัว การเชื่อมโยงกับคอมมิวนิตี้ ในมุมหนึ่งก็ทำให้การวิ่งกลายเป็นมากกว่าแค่กีฬา แต่เป็นแฟชั่น ภาพลักษณ์ ตัวตนบนโลกออนไลน์ เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมใหม่ในเกาหลีใต้เลยทีเดียว

BRAND NEW SUNSET
การเติบโตของวัฒนธรรมการวิ่งทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของแบรนด์วิ่งระดับโลก
แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้ง Nike, adidas, ASICS, New Balance, HOKA และ On Running ไม่ได้เข้ามาในเกาหลีใต้เพียงเพื่อขายของเท่านั้น แต่ยังเข้ามาเพื่อทดสอบสินค้าและแนวคิดใหม่ๆ เนื่องเพราะผู้บริโภคเกาหลีติดตามเทรนด์ไว ให้ความสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพ ดีไซน์ และแนวคิดของแบรนด์ การนำเสนอสินค้าและกิจกรรมในเกาหลีใต้ จึงสามารถขยายไปเป็นแนวทางใหม่ๆ ระดับโลกได้
นอกจากนี้ วัฒนธรรมการวิ่งในเกาหลีใต้ยังขยายไปไกลกว่ารองเท้าหรือเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว โดยเสื้อผ้าวิ่งและรองเท้าวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นที่สามารถนำมาสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ ดังที่หลายๆ แบรนด์ทำ (เช่นเดียวกับ eou) ขณะที่แบรนด์ต่างๆ เริ่มลงทุนสร้างคอนเทนต์ เช่น คลิป แคมเปญ หรือกิจกรรมมากมายเพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภค มีการตั้ง pop-up store และอีเวนต์ที่เน้นเรื่องของประสบการณ์มากกว่าแค่การซื้อสินค้า
และด้วยความที่เกาหลีใต้มีความโดดเด่นในการผสานแฟชั่น เทคโนโลยี และวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกัน จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับชุมชน ที่หลายแนวคิดถูกขยายต่อและนำไปใช้ในตลาดอื่นๆ ทั่วโลก
นั่นเอง การวิ่งในเกาหลีใต้จึงเป็นทั้งแฟชั่น วัฒนธรรมชุมชน และอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัว
จดหมายรักและความเชื่อตลอด 75 ปีของ ‘วิบูลย์กิจ’ สำนักพิมพ์ผู้สร้างความบันเทิงผ่านมังงะ
กลิ่นหมึกจากเครื่องพิมพ์ สัมผัสตอนพลิกรีมกระดาษ ฝึกความอดทนจากการรอการ์ตูนเล่มวางขาย และช่วงเวลาลุ้นระทึกว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินยังไงต่อ เหล่านี้คือความคลาสสิกที่นักอ่านคุ้นเคยดีในยุคที่ความบันเทิงมีให้เลือกไม่กี่อย่าง
ย้อนความกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้วในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ชื่อของ ‘วิบูลย์กิจ’ คือสำนักพิมพ์แรกๆ ที่บุกเบิกนำเข้าหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า ‘มังงะ’ (Manga) เข้ามาให้เด็กๆ ได้ตื่นเต้นตาลุกวาว
เริ่มด้วยขบวนพาเหรดซูเปอร์ตั้งแต่เดชไอ้มดแดงถึงยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ขยับมาเป็นแนวโชเน็นหลากหลายอรรถรส ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน, คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา, ก้าวแรกสู่สังเวียน มาจนถึงยุคของ Attack on Titan หรือ Blue Lock ขังดวลแข้ง ที่ว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวตลอดระยะเวลา 75 ปี ที่วิบูลย์กิจตีพิมพ์หนังสือการ์ตูน
จากเล่มสู่เล่ม จากนักอ่านรุ่นเก่าถึงรุ่นใหม่ จากบนหน้ากระดาษพัฒนาสู่บนหน้าจอดิจิทัล เหนือสิ่งอื่นจิตวิญญาณของผู้ผลิตการ์ตูนยังคงอยู่ ด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาเป็นมากกว่าสำนักพิมพ์ แต่คือ ‘ครีเอเตอร์’ นักสร้างความบันเทิงผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น
ในโอกาสครบรอบ 75 ปี เราชวน แตม–เจิมใจ พรพิบูลย์ ซีอีโอคนปัจจุบัน และ วุฒิ–วรวุฒิ วรวิทยานนท์ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ มารำลึกเส้นทางการเติบโตของสำนักพิมพ์นี้ ความรักที่มีต่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และเหตุผลที่ยืนหยัดธุรกิจจนถึงทุกวันนี้
ขอเชิญนักอ่านการ์ตูนมาอิ่มเอมความสุขไปพร้อมกัน

จุดกำเนิดของวิบูลย์กิจในวันที่มังงะในไทยผลิตจากการลอกลาย
“ธุรกิจของครอบครัวเราเริ่มจากการทำโรงไม้และโรงน้ำแข็ง กระทั่งปี 2494 จึงมาเริ่มกิจการโรงพิมพ์ทั่วไป ตอนนั้นเรายังไม่เห็นภาพว่าจะทำสำนักพิมพ์การ์ตูนด้วยซ้ำ” เจิมใจเปิดบทสนทนาด้วยการย้อนถึงจุดเริ่มต้นแรกสุดก่อนการกำเนิดวิบูลย์กิจ
อย่างที่เจิมใจกล่าว เมื่อ 75 ปีที่แล้วธุรกิจโรงพิมพ์ของครอบครัวพิบูลย์เริ่มจากการรับพิมพ์งานทั่วไปและรับทำบล็อกตะกั่วสำหรับงานเรียงพิมพ์ พิกัดตั้งอยู่ที่ย่านธุรกิจโรงพิมพ์ชุกชุมอย่างถนนวิสุทธิกษัตริย์
กระทั่งปี 2517 โรงพิมพ์ภายใต้การบริหารของ นวลจันทร์ พรพิบูลย์ คุณแม่ของเจิมใจบังเอิญพบจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีกลุ่มเด็กนักเรียนชายจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลหอบหิ้วต้นฉบับการ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อขอโอกาสตีพิมพ์ ด้วยความน่าสนใจประกอบกับยุคนั้นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นยังไม่ได้หาอ่านง่ายนัก คุณแม่ของเธอจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอ
จากเหตุการณ์ที่ว่าจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ก่อนที่ในเวลาไล่เลี่ยกันจะคลอด ‘ทีวีไลน์’ นิตยสารการ์ตูนรายเดือน ขนาดประมาณหน้ากระดาษ A4 ที่ตีพิมพ์รวมเรื่องการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่แดนอาทิตย์อุทัย เช่น ไอ้มดแดง (มาสก์ไรเดอร์), อุลตร้าแมน และกันดั้มในภายหลัง ซึ่งบางโอกาสมีแถม ‘เปเปอร์คราฟต์’ ของเล่นที่ทำจากกระดาษซึ่งทีมบรรณาธิการเป็นคนประดิษฐ์เอง


ความน่าสนใจคือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ขายในไทยสมัยก่อนไม่ได้ตีพิมพ์จากไฟล์ต้นฉบับที่ต้นทางส่งมาจากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยความที่เครื่องมือเทคโนโลยีไม่เอื้อเลยเกิดเป็นกรรมวิธี ‘ลอกลายเส้น’ ด้วยกระดาษไขจากหนังสือที่วางขายในญี่ปุ่น นั่นทำให้นอกจากการลอกลายเส้น นักวาดยังต้องกลับหน้ากระดาษให้เป็นขวาไปซ้ายตามวิธีการอ่านของคนไทย, ลงสีตัวละครบนปก, ทำเทคนิค ‘สกรีนโทน’ เพื่อสร้างมิติให้กับฉากในภาพ ไปจนถึงการแปลเนื้อหาจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย
“ช่วงแรกที่นิตยสารทีวีไลน์วางจำหน่ายผมยังเป็นคนอ่านอยู่เลย ก่อนที่ช่วงเรียนปี 1 จะมีโอกาสได้รู้จักกับพี่ที่วาดให้กับนิตยสารทีวีไลน์ เจ้าของนามปากกา ภรต ศรนาท ผมถึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการของทีวีไลน์ และได้รู้ว่าคนทำงานทุกคนที่นี่คือคนที่รักการ์ตูนมากๆ บางคนนอนกินอยู่ที่โรงพิมพ์กลับบ้านแค่ตอนเสาร์-อาทิตย์ (ยิ้ม)” วรวุฒิเสริมในมุมของตนเอง
จากนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาเทคโนโลยีการพิมพ์ การถ่ายภาพและการภาพยนตร์ ผู้ชื่นชอบอ่านการ์ตูนที่วันหนึ่งเขาก็ได้รับโอกาสเข้ามาทำงานกับทีวีไลน์ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้ทุกเทคนิคที่คนทำหนังสือการ์ตูนยุคนั้นต้องรู้จนช่ำชอง

วรวุฒิบอกเล่าความทรงจำสีจางถึงยุคที่หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นราคาบนแผงอยู่ 5-10 บาท ซึ่งบรรณาธิการบริหารวิบูลย์กิจในวันนี้ให้คำนิยามว่า เป็นยุคที่การ์ตูนญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทย เกิดนักอ่านเฉพาะกลุ่มตามอ่านจริงจัง ผู้อ่านบางคนเลือกตามอ่านการ์ตูนจากนักแปลที่แปลได้อรรถรสถึงใจ ขณะที่นักวาดชาวไทยก็ได้ซึมซับเทคนิคลายเส้นจากนัดวาดการ์ตูนญี่ปุ่นไปในตัว นั่นทำให้นักวาดการ์ตูนไทยสามารถสร้างการ์ตูนกลิ่นอายแบบเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเรื่อง ซูเปอร์แมชชีน ที่เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่เผยแพร่กับนิตยสารทีวีไลน์


ยุคเฟื่องฟูของวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น
ความสำเร็จของทีวีไลน์ นำมาสู่ไอเดียในการทำหนังสือการ์ตูนขนาด ‘พ็อกเก็ตบุ๊ก’ ตีพิมพ์รายสัปดาห์ ชื่อว่า เดอะซีโร่ ในปี 2527 ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มเปลี่ยนจากการ์ตูนจบในตอนมาเป็นการ์ตูนร้อยเรียงเนื้อเรื่อง เช่น ดราก้อนบอล, ซิตี้ฮันเตอร์, โดราเอมอน และ ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ
“สูตรสำเร็จของเรามาจากการติดตามนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่น ดูว่าในช่วงนั้นเขามีเรื่องไหนบ้างที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยความที่ยังไม่มีกฎกติกาลิขสิทธิ์เข้ามาบังคับเราสามารถหยิบการ์ตูนของสำนักพิมพ์ไหนมาแปลก็ได้
“ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ภาพจำของผมและคนทำงานที่นี่คือวันไหนที่หนังสือออก ข้างหน้าโรงพิมพ์จะต้องมีพ่อค้าแม่ค้ามากางเต็นท์รอรับหนังสือไปขายต่อ บางครั้งมารอข้ามวัน จนเราต้องจัดสรรบัตรคิวเพื่อไม่ให้เขาทะเลาะกัน ขณะที่เครื่องพิมพ์ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คนทำงานก็ต้องเปลี่ยนกะกันมาเข้างาน” วรวุฒิเล่าให้เราฟัง


ยุคทองที่ว่านี้เองที่มีการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมการพิมพ์ จาก letterpress มาเป็น offset printing ถ่ายโอนภาพต้นฉบับลงบนแผ่นฟิล์มแม่พิมพ์ แต่ในการผลิตที่รวดเร็ว แรงงานฝีมือคนก็ยังจำเป็นอยู่ เช่น การแต่งตัวหนังสือเอฟเฟกต์ เปรี้ยง ตูม ฮึบ ฯลฯ บนบอลลูนคำพูด ที่ต้องเขียนทับภาษาไทยลงบนต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งตัวหนังสือเอฟเฟกต์ที่มีลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียน และภายหลังได้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของวิบูลย์กิจโดยปริยาย
ซึ่งความหฤโหดของวงการสำนักพิมพ์การ์ตูนยุคนั้น คือ ‘ความเร็ว’ ใครหยิบต้นฉบับที่วางขายมาแปลได้ก่อนคือผู้ชนะ วิบูลย์กิจจึงต้องดั้นด้นเฟ้นหาต้นฉบับจากทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐฯ เพื่อแฟกซ์ส่งกลับมาที่ไทย วรวุฒิกล่าวติดตลกว่า เมื่อก่อนทีมงานต้องนอนเฝ้าหน้าเครื่องแฟกซ์รอต้นฉบับด้วยซ้ำ
“ความลับของเราสมัยก่อนที่ไม่เคยเผยให้ใครฟัง คือวิบูลย์กิจรู้จักบริษัทนำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องแฟกซ์แทบทุกเจ้า เพราะเราต้องการคุณภาพความคมชัดจากต้นฉบับต่างประเทศให้ได้มากที่สุด หมึกต้องดำสนิท อย่างดราก้อนบอลที่มีต้นฉบับ 16 หน้า ทีมบรรณาธิการ 5-6 คนจะนอนรอเฝ้าหน้าเครื่องแฟกซ์ พอต้นฉบับถูกส่งมาทีมจะแปลทันทีหน้าต่อหน้า จากนั้นส่งไปให้ทีมกราฟิกแต่งภาพต่อ และส่งให้โรงพิมพ์ตีพิมพ์ทันที” บก.บห.วิบูลย์กิจเล่าให้เราฟังอย่างออกรส

เผชิญกำแพงที่ชื่อว่า ‘ลิขสิทธิ์’
“ช่วงนั้นมีข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีบริษัทหนึ่งในไทยได้ไปขอลิขสิทธิ์ตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อการ์ตูนของอาจารย์อาดาจิ (มิตสึรุ อาดาจิ) ที่เรากำลังตีพิมพ์รวมอยู่ด้วย
“ด้วยความที่เรื่องของลิขสิทธิ์กับวงการหนังสือการ์ตูนยังเป็นเรื่องใหม่ เลยเกิดความวิตกกังวลว่าเราอาจจะต้องหยุดตีพิมพ์ คุณนวลจันทร์กับทีมเลยประชุมกันเรื่องนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือที่ผ่านมาวิบูลย์กิจทำแต่หนังสือการ์ตูนอย่างเดียว เราไม่มีโปรดักต์อื่นเลย ถ้าจะทำก็ต้องทำให้สุด งั้นเรามาทำเรื่องนี้ให้มันถูกต้อง จึงเกิดการไปเจรจากับสำนักพิมพ์ญี่ปุ่น”
จากที่วรวุฒิเล่ามาข้างต้นทำให้เห็นภาพว่า เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วในยุคที่วงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเราเฟื่องฟู ทำให้ทุกสำนักพิมพ์สามารถหยิบการ์ตูนเรื่องใดก็ได้มาแปล ใครก็อยากเข้ามาร่วมวงในธุรกิจนี้ จนกระทั่งมาเจอกับข่าวลือเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ จากเดิมที่ว่าใครเร็วกว่าได้แปลก่อน กลายมาเป็นต้องนึกถึงเรื่องความถูกต้อง

สิ่งที่วิบูลย์กิจลงมือแก้ปัญหาที่ว่า คือการบินไปคุยกับสำนักพิมพ์ผู้ถือครองลิขสิทธิ์การ์ตูน โดยวรวุฒิรับหน้าที่นี้ด้วยตัวเอง โดยสำนักพิมพ์แรกที่เปิดโต๊ะเจรจาคือ อาคิตะ โชเต็น (Akita Shoten) ที่ถือครองลิขสิทธิ์การ์ตูนเรื่องดัง เช่น เซนต์เซย่า, บากิ จอมประจัญบาน, เรียกเขาว่าอีกา, แบล็คแจ็คหมอปีศาจ ฯลฯ
“พอเราไปเจรจาเราถึงได้รู้ว่า เขาไม่เคยให้ลิขสิทธิ์ตีพิมพ์กับใคร ข้อดีของการบินไปเจรจาด้วยตัวเองคือเราคุยภาษาคนทำกองบรรณาธิการ เขาสัมผัสได้ว่าเราเป็นคนรักการ์ตูนจริงๆ อย่างเราบอกว่าเราชอบ อุลตร้าเซเว่น ฝั่งเขาเองก็ชอบ มันเลยเกิดการเปิดใจพูดถึงปัญหาในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งทางนั้นให้ข้อเสนอมาว่า เพื่อให้ทุกอย่างมันถูกต้องคุณต้องหยุดผลิต หยุดขายการ์ตูนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ก่อนนะ
“อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เขาเห็นถึงความตั้งใจเรา คือเราไม่ได้ผลิตแค่การ์ตูนญี่ปุ่น แต่เราผลิตแม็กกาซีนเกี่ยวกับเกม และนิตยสารการ์ตูนไทยที่ชื่อว่า ThaiComic ซึ่งเราทำมานานแล้ว เพราะเราเห็นว่านักวาดนักเขียนไทยเองมีฝีมือไม่น้อย” วรวุฒิเล่าถึงจุดเปลี่ยน
จากเหตุการณ์ในวันนั้นทาง อาคิตะ โชเต็น ยื่นข้อเสนอให้ทางวิบูลย์กิจยกเลิกผลิตหนังสือและนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่นในมือ โดยปราศจากการดำเนินคดีย้อนหลัง ทางวิบูลย์กิจตอบรับข้อเสนอพร้อมหยุดการตีพิมพ์ราว 1 เดือนเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด กระทั่งปี 2535 ถึงได้สิทธิ์ตีพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ นั่นคือเรื่อง จิ๋วพลังอึด (The Long Distance) การ์ตูนเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมาราธอน ของอาจารย์มิยะ ทาเคชิ (Miya Takeshi) 8 เล่มจบ

“ความสนุกของตอนนั้นคือเราบินไปหาบรรณาธิการบริหารของแต่ละสำนักพิมพ์ ไปพูดคุยทำความรู้จัก คุยกันเสร็จในที่ประชุมก็ไปดื่มกินกันต่อ กว่าจะได้กลับโรงแรมแทบจะถึงเช้าอีกวัน จากการเจรจาธุรกิจ กลายเป็นว่าเราได้มิตรภาพจากเขา (หัวเราะ)”
ไม่นานนักวิบูลย์กิจก็ได้ลิขสิทธิ์จากอีกสำนักพิมพ์ คือ โคดันฉะ (Kodansha) ซึ่งสำนักพิมพ์นี้ได้กลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีจวบจนปัจจุบัน และที่สำคัญคือการ์ตูนหลายเรื่องจากสำนักพิมพ์โคดันฉะช่วยพยุงวิบูลย์กิจกลับมาอีกครั้ง เช่น คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา, GTO คุณครูพันธุ์หายาก และ Shoot
เหตุนี้เองวิบูลย์กิจจึงเป็นสำนักพิมพ์ไทยที่ได้ลิขสิทธิ์ตีพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างถูกต้องเป็นเจ้าแรก พลันขึ้นแท่นสำนักพิมพ์ที่มีลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นในมือมากที่สุด มีกำลังมากพอตีพิมพ์ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน ซึ่งศักยภาพที่ว่าไม่เพียงทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์วงการหนังสือการ์ตูนได้ขยับคึกคักตาม มีเด็กๆ เฝ้ารอหนังสือการ์ตูนหน้าแผง และเกิดธุรกิจเช่าหนังสือการ์ตูนตามมา

จิตวิญญาณของ ‘ครีเอเตอร์’ ผู้สร้างความบันเทิงผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น
ธุรกิจหนังสือการ์ตูนก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา จากในยุคตลาดถูกครองด้วยการ์ตูนโชเน็น ดำเนินเรื่องด้วยวิถีลูกผู้ชาย นักเลงซัดกันหมัดต่อหมัด หรือแฟนตาซีชวนติดตาม มาสู่ยุคที่การ์ตูนแตกแขนงประเภทเนื้อหา ตัวเอกเกิดใหม่ในต่างโลก (Isekai), ความรักระหว่างชายกับชาย (Yaoi) หรือแนวปรัชญาการเมืองเข้มข้น (Seinen) ใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่คนทำการ์ตูนต้องปรับตัวให้เท่าทันกับความต้องการของนักอ่าน
“ในฐานะคนชอบอ่านและคนทำการ์ตูน เรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งที่เราทำคือเข้าไปศึกษาว่าเทรนด์ของนักอ่านมีอะไรบ้าง คัดสรรหาบุคลากรคนทำงานที่สามารถเข้ามาถ่ายทอดบริบทใหม่ๆ ให้กับกองบรรณาธิการ
“สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปิดรับตัวเอง อย่างยุคผมเมื่อก่อนเริ่มจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ ขยับมาเป็นการ์ตูนแนวแอ็กชั่น อย่างการ์ตูนแนววายชายรักชายใช่ว่าภาพใหญ่ของเรื่องจะพูดถึงเรื่องเพศ มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อหา แต่สิ่งที่มีอยู่คือแนวทางการเล่าเรื่องดราม่า โรแมนติก แฟนตาซี เหล่านี้ยังถูกสอดแทรกเหมือนการ์ตูนในอดีต” วรวุฒิกล่าว
นอกจากเรื่องของเนื้อหาที่เปลี่ยนไป ยังมีเรื่องของการปรับตัวจากเดิมที่หนังสือคือสื่อกระดาษ ใช้มือพลิกหน้า และสัมผัสรูปเล่ม เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลการ์ตูนจึงถูกยกไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เรียกว่า E-book สไลด์อ่านบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่วรวุฒิเล็งเห็นและพยายามนำวิบูลย์กิจปรับตัวตาม
“เมื่อก่อนเราหรือใครต่อใครเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำหนังสือ เขียนหนังสือ แต่จริงๆ แล้วเรายึดถือผิดจุด ความจริงเราเป็นนักสร้างสรรค์เนื้อหาจากการ์ตูนต่างหาก เหมือนที่คนยุคนี้นิยามว่า อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งแนวทางแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เราแค่นำเนื้อหามันมาเล่า ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมีเดียชนิดไหนต่างหาก”

จากความคิดที่ว่าของวรวุฒิ วิบูลย์กิจจึงเฟ้นหาแนวทางจากโลกของปรินต์ติ้งขยับสู่ช่องทางออนไลน์ ไอเดียแรกเริ่มเดิมทีคือการให้นักอ่านจ่ายเงินออนไลน์เหมือนการใช้บัตรเติมเกม ทว่ายังหาจุดลงตัวร่วมกับสำนักพิมพ์จากฝั่งญี่ปุ่นไม่ได้ ก่อนที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะพัฒนาแอพพลิเคชั่น E-book เป็นของตัวเอง และนำหนังสือไปขายบนแอพพลิเคชั่น Mobile E-book อย่าง Meb และ Ookbee
ผลปรากฏว่า E-book กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางทำเงิน นักอ่านได้ครอบครองการ์ตูนบางเรื่องที่ตามหาฉบับรูปเล่มไม่ได้อีกแล้ว, ประหยัดพื้นที่ในการสะสม และไม่จำเป็นต้องไปหาโหลดอ่านเถื่อนให้เสียเวลา

จดหมายรักถึงเธอที่ชื่อว่าการ์ตูนญี่ปุ่น
ถึงตรงนี้มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสงสัย คือเหตุใดสำนักพิมพ์นี้ถึงสามารถยืนหยัดมาได้ถึง 75 ปี ผ่านการเจ็บตัว ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ผู้เล่นในตลาดเดียวกันล้มหายตายจากไปเกือบหมด ซึ่งเจิมใจและวรวุฒิต่างให้เหตุผลตรงกันว่า คือ ‘ความรัก’ ที่มีต่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่ทำให้พวกเขายังยืนอยู่บนเส้นทางนี้
“เราเคยคิดว่าเมื่อใดก็ตามที่วิบูลย์กิจจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน วันใดวันหนึ่งที่เราขาดทุนเราอาจถูกบีบให้ล้มเลิกกิจการ แต่สิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดจนถึงทุกวันนี้คือเราทำการ์ตูนด้วยใจรัก ตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมาเราสร้างนักอ่านหน้าใหม่ เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นนักอ่านสนับสนุนเรา สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าต่อเรามาก” เจิมใจกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เราทำมากันมาหลากหลายมากนะ ทำแต่การ์ตูนก็จริง แต่การ์ตูนแตกแขนงออกมาหลากหลายประเภท ในหัวของพวกเราไม่ได้มีแค่เรื่องปิดเล่ม มันมีเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง การออกสู่ตลาด การทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกมากขึ้น เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เราเคยรู้สึก เหมือนครั้งหนึ่งที่เราเคยจัดงานประกวดคอสเพลย์เป็นเจ้าแรกของประเทศไทยในงานครบรอบ 40 ปี วิบูลย์กิจ, เคยร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์เข้าไปสอนนักโทษในคุกให้หัดวาดการ์ตูน เพื่อที่เขาจะนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพ นั่นเป็นความสนุกในสายงานวิชาชีพที่มีมากกว่าแค่การทำหน้าที่บรรณาธิการ
“อีกสิ่งคือความยินดีที่ได้เห็นนักอ่านจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น เคยมีเด็กนักศึกษา 2 คนเข้ามาติดต่อขอลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์การ์ตูนของเราไปทำเกม เราให้คาแร็กเตอร์การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้ก็จริง แต่เราให้คาแร็กเตอร์การ์ตูนไทยที่มีอยู่ในมือได้ ถ้าคุณทำได้ คุณประสบความสำเร็จค่อยกลับมาหาเรา ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จจริงๆ มันเลยเป็นความรู้สึกดีที่ได้ส่งต่อความรักไปถึงนักอ่าน และได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น” วรวุฒิทิ้งทายบทสนทนา

เสียงเครื่องจักรในโรงพิมพ์วิบูลย์กิจยังคงทำหน้าที่ต่อไป อนาคตไม่มีทางรู้เลยว่าสำนักพิมพ์นี้จะยืนระยะไปอีกกี่ปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือพวกเขาได้สร้างความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความฝันผ่านหนังสือการ์ตูนเล่มแล้วเล่มเล่าให้แก่นักอ่าน ที่อาจกลายเป็นใครสักคนที่มีค่าต่อโลกใบนี้ไม่มากก็น้อย
เพราะการ์ตูนเป็นมากกว่ากระดาษและลายเส้น แต่เป็นเครื่องมือสร้างฝันอันทรงพลัง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราหยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านไม่ว่าจะอายุจะล่วงเลยไปสักแค่ไหน
รีแบรนด์ ‘เทศกาลไทย’ สู่ไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่มากกว่าอาหารและวัดวาบนเวทีโลก
เวลาชาวต่างชาตินึกถึงไทย ภาพที่ลอยมามักจะเป็นชายหาดสวยๆ หรือวัดวาอาราม ซึ่งแม้จะเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังมาตลอด แต่แค่นั้นอาจยังไม่พอที่จะสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของไทยในปัจจุบัน กระทรวงการต่างประเทศจึงเริ่มปั้น Nation Branding ผ่านงาน Thai Festival ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่เคยกระจัดกระจายให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกภาพและชัดเจนยิ่งขึ้น


โจทย์ใหญ่คือการปรับทิศทางของสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลกที่จัดงานกันมานานกว่า 30 ปี ให้ก้าวข้ามการเป็นแค่งานชุมชนไทยในท้องถิ่น ไปสู่การเป็นเทศกาลที่เรียกความสนใจจากคนทั่วโลกได้จริง โดยเน้นการสร้างโมเดลงานที่มีความร่วมสมัย เข้าถึงคนทุกเจเนอเรชั่น และทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกว่าประเทศไทยมีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหามากกว่าที่เคยรู้
กลยุทธ์ที่นำมาใช้คือสูตร 40:60 โดยส่วนกลางจะเตรียม ‘เมนู’ หลัก 40% ที่เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก เพื่อสร้างภาพจำของแบรนด์ให้แข็งแรง ส่วนอีก 60% ปล่อยให้สถานทูตแต่ละแห่งเลือกหยิบไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของคนในพื้นที่ เพราะแต่ละประเทศมีรสนิยมที่ไม่เหมือนกัน พร้อมทั้งดึงหน่วยงานสายครีเอทีฟอย่าง ททท. CEA หรือ NIA เข้ามาเสริมทัพให้การนำเสนอประเทศไทยดูคูลและทันสมัยขึ้น

คอนเทนต์ในงานยุคใหม่จึงไม่ได้มีแค่รำไทยหรือมวยไทย แต่ยังมีการนำเสนอเรื่องราวของสมรสเท่าเทียม คอนเสิร์ต T-Pop และซีรีส์วายที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก รวมถึงการหยิบยกประเด็นที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการจัดการขยะหมุนเวียนเข้ามาสอดแทรก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่เข้าใจเทรนด์โลกและมีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจในทุกมิติ
สำหรับธีมงานในปีนี้และปีหน้าถูกยกระดับจาก Creative Pulse สู่ Creative Life and Creative Heartbeat เพื่อสื่อถึงพลังของคนไทยที่ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ พร้อมเปิดตัวมาสคอตใหม่ที่พัฒนาจากตัวอักษร ‘a’ ในตราสัญลักษณ์หลัก ที่นอกจากจะดูเป็นมิตรแล้ว ยังสื่อถึงการเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่น่าปักหมุด ซึ่งช่วยสร้างการจดจำที่เป็นหนึ่งเดียวไม่ว่างาน Thai Festival จะถูกจัดขึ้นที่เมืองไหนก็ตาม

เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การดึงคนมาเดินงานหลักล้านคนเหมือนปีที่ผ่านมา แต่คือการทำให้ Thai Festival กลายเป็นวันที่คนทั่วโลกตั้งตารอเหมือนเทศกาลใหญ่ๆ ในปฏิทิน และเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าไทยคือ Middle Power ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี การแพทย์ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้ไทยเข้าไปอยู่ในสมการสำคัญของเวทีโลกได้อย่างสง่างามในระยะยาว
ส่องปรากฏการณ์เล่นใหญ่ ‘Marty Supreme’ เมื่อหนังสร้างแบรนดิ้งจาก ‘สีส้ม’ ของลูกปิงปอง
แม้จะชวดรางวัลออสการ์ทั้ง 9 สาขาที่เข้าชิง แต่ ‘Marty Supreme’ ของผู้กำกับ จอช ซาฟดี (Josh Safdie) ได้สร้างปรากฏการณ์ความไฮป์ ด้วยความบ้าดีเดือดทะเยอทะยานสไตล์อเมริกันดรีมที่ถูกนำเสนอผ่านกีฬาเทเบิลเทนนิส พร้อมกวาดรายได้ทั่วโลกจนขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสุดของค่าย A24 ณ เวลานี้
ปรากฏการณ์ที่ว่าไม่ใช่แค่เรื่องราวภายในหนัง หรือเสน่ห์บนจอเงินของ ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงนำ ในบท มาร์ตี้ เมาเซอร์ (Marty Mauser) นักปิงปองอัจฉริยะจอมปลิ้นปล้อน เพราะยังรวมไปถึงการโปรโมตที่เล่นใหญ่เปลี่ยนหนังเรื่องหนึ่งให้กลายเป็น ‘แบรนดิ้ง’ สุดเท่ จาก ‘สีส้ม’ คุ้นตาของลูกปิงปอง
Marty Supreme Ball ตีเนียนให้คนดูเชื่อว่าแบรนด์มีอยู่จริง
เส้นเรื่องหลักของ Marty Supreme ว่าด้วยการทำทุกวิถีของมาร์ตี้ เมาร์เซอร์ เพื่อก้าวเป็นนักปิงปองมือหนึ่งของโลก แต่ใครที่ชมไปแล้วน่าจะพอจำได้ว่า ระหว่างเรื่องมีการปรากฏชื่อแบรนด์ ‘Marty Supreme : The Official Marty Mauser Championship Table Tennis Ball’ ซึ่งเป็นแบรนด์ ‘ลูกปิงปองสีส้ม’ ที่มาร์ตี้กับเพื่อนซี้พยายามปลุกปั้น และเร้าหรือให้พ่อของเพื่อนคนดังกล่าวที่เป็นนักธุรกิจอุปกรณ์กีฬาเทเบิลเทนนิสนำไปวางขาย ด้วยเหตุผลว่า ลูกปิงปองสีส้มทำให้นักกีฬาและผู้ชมมองเห็นลูกง่ายกว่าแบบสีขาวที่ใช้กันปกติ

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่าลูกปิงปองสีส้มเห็นได้ชัดกว่าสีขาวเกิดขึ้นจากงานวิจัยในปี 1969 ของมหาวิทยาลัยเทคนิคบราวน์ชไวค์ ในเยอรมนี กระทั่งปี 1993 เป็นต้นมา สหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) จึงอนุญาตให้ใช้ลูกปิงปองสีส้มในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ขัดจากเซตติ้งในหนังที่เล่าว่ามาร์ตี้ทดลองผลิตลูกปิงปองสีส้มในปี 1950
เรียกว่าเป็นการเล่นสนุกของหนัง ที่เกือบทำให้คนดูเชื่อว่ามาร์ตี้เป็นคนคิดลูกปิงปองสีส้มขึ้นมาจริงๆ ซึ่งในสัญญะของหนัง สีส้มยังเปรียบเสมือนบุคลิกตัวละครมาร์ตี้ที่เป็นพวกหัวขบถแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เปรียบเป็นลูกปิงปองสีขาว
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ A24 เกิดปิ๊งไอเดีย หยิบชื่อ Marty Supreme มาต่อยอดเป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬาเทเบิลเทนนิสเพื่อใช้ในการโปรโมตหนังเข้าขั้นจริงจัง ในชื่อ ‘Marty Supreme’ โดยสินค้าชิ้นแรกก็คือเซตลูกปิงปอง จำนวน 6 ลูกต่อกล่องแบบในหนังเป๊ะ
official merch สุดแรร์ที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ
อย่างที่เกริ่นข้างต้นว่า กลยุทธ์มาร์เก็ตติ้งของ A24 คือการทำให้คนเชื่อว่าแบรนด์ Marty Supreme Ball มีอยู่จริง ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำคือนำชื่อแบรนด์ Marty Supreme ไปคอลแล็บกับแบรนด์อุปกรณ์กีฬาเทเบิลเทนนิส และแบรนด์แฟชั่นของแต่ละประเทศ เพื่อให้เกิดสินค้าที่จับต้องได้จริงและตรงกับธีมของหนัง
ความเกรียนของ A24 และ ทิโมธี ชาลาเมต์ คือก่อนที่สินค้าเหล่านั้นจะวางขาย พวกเขาทำวิดีโอการประชุมออนไลน์ปลอมขึ้นมา โดยเนื้อหาในวิดีโอว่าด้วย ทิโมธี ชาลาเมต์ ที่รับบทหัวหน้าโปรเจกต์จอมเผด็จการกำลังถกเถียงกับทีมมาร์เก็ตติ้งในการออกแบบสินค้าแบรนด์ Marty Supreme
หลังจากปล่อยวิดีโอดังกล่าวในโลกออนไลน์ ทาง A24 จึงส่งเสื้อฮู้ดดี้ Marty Supreme สีน้ำเงินให้แก่เหล่าคนดัง เช่น เซ็นทรัล ซี (Central Cee), คิด คูดี้ (Kid Cudi), บิลล์ ไนย์ (Bill Nye), ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) ฯลฯ ให้พวกเขาใส่โปรโมต และวางขายมันในเว็บไซต์ของ A24 ในจำนวนจำกัด กลายเป็นสินค้าแรร์ที่ถูกนำไปขายต่อในราคาเกือบแตะหลักแสนบาท
จากลูกปิงปองถึงเสื้อฮู้ดดี้ ตามมาด้วยสินค้าคอลแล็บอีกมากมาย เช่น ไม้ปิงปองและโต๊ะปิงปองลายธงชาติสหรัฐฯ ที่ทำร่วมกับแบรนด์อุปกรณ์เทเบิลเทนนิสชั้นนำ JOOLA, ซีเรียลธัญพืชยี่ห้อ Wheaties ที่บนกล่องมีตัวละคร มาร์ตี้ เมาร์เซอร์, Koyo Bear แบรนด์รองเท้าผ้าใบสำหรับนักกีฬาเทเบิลเทนนิสสุดคลาสสิกจากญี่ปุ่น ฯลฯ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีแพตเทิร์น ดีไซน์ แตกต่างกันไปตามแบรนด์แฟชั่นที่ไปคอลแล็บด้วย เช่น Golf Wang, Urban Research, Nahmias หรืออย่างในไทยคือ Carnival
สินค้าแทบทุกชิ้นมีสี CI หลักคือสีส้ม ซึ่งเป็นสารตั้งต้นมาจากสีส้มของลูกปิงปองที่ปรากฏในหนังนั่นเอง พร้อมกับ brand motto ที่สื่อถึงตัวละคร มาร์ตี้ เมาร์เซอร์ นั่นคำว่า ‘Dream Big’

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง
official merch แทบทุกชิ้นของ Marty Supreme วางขายในเว็บไซต์ทางการของ A24 และแบรนด์พันธมิตรที่ร่วมคอลแล็บ จากหนังเรื่องหนึ่งกลายเป็นแบรนดิ้งสุดเท่ที่ใครก็อยากได้โปรดักต์ไปครอบครอง
แต่ความเล่นใหญ่ของ Marty Supreme ยังไม่จบเท่านั้น เมื่อวิธีโปรโมตของหนังคือการ ‘เล่นใหญ่’ สมกับคำว่า Dream Big เช่นการปล่อยเรือเหาะสีส้มขนาดใหญ่เหนือเมืองลอสแอนเจลิส หรือการออกแบบ Sphere Dome ให้เป็นสีส้มขนาดยักษ์เหมือนลูกปิงปองในวันฉายรอบปฐมทัศน์
ทั้งหมดที่ว่ามานี้จึงกลายเป็นโมเมนต์เล่นใหญ่ที่น่าจดจำของ Marty Supreme ที่ต่อยอดจากหนังสู่แบรนดิ้งด้วยวิธีอันชาญฉลาด ผลิตสินค้า
ที่เท่จนเป็นไวรัล ชนิดที่หนังจบแต่คนไม่จบ ขายสินค้าต่อได้ยาวๆ
สุดท้ายกรณีของ Marty Supreme ยังแสดงให้เราเห็นว่า บางครั้งความเกรียน ความดีเดือดถ้าใช้ให้ถูกเวลาอย่างสร้างสรรค์ ปลายทางอาจสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าที่คิด
ที่มา
- ew.com/timothee-chalamet-stands-on-top-of-sphere-to-promote-marty-supreme-11874570
- shop.a24films.com/products/marty-supreme-championship-table-tennis-balls
- harpersbazaar.com/fashion/a69798979/marty-supreme-orange-explained
- voguehk.com/en/article/art-lifestyle/a24-marty-supreme-marketing-strategies
- gq.com/story/marty-supreme-a24-ping-pong-table?utm_source=chatgpt.com
- youtu.be/wakBARkxqls
เจาะโมเดล zero waste ซีพี แอ็กซ์ตร้า หลังคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน
ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) ได้รับรางวัล Circular Tech & Sustainable Consumption Award จากเวที The 2nd BT Awards: The Impact Makers ซึ่งเป็นรางวัลที่พิจารณาจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ข้อที่ 12 ของสหประชาชาติ ว่าด้วยการสร้างแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยเน้นการจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การจัดการขยะภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักในโครงการ ‘ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน’ ซึ่งเน้นการบริหารจัดการตลอด ecosystem ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนสถานะของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่ใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง แทนการปล่อยให้เป็นขยะที่ต้องถูกทิ้งลงสู่หลุมฝังกลบตามรูปแบบการผลิตและการบริโภคทั่วไป
ในส่วนของต้นน้ำ บริษัทปรับกระบวนการทำงานร่วมกับเกษตรกรและผู้ผลิตเพื่อเน้นการเพาะปลูกอย่างรับผิดชอบ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้ามาใช้งานจริง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งเพื่อลดความสูญเสียระหว่างทาง ซึ่งเป็นแนวทางในการตัดวงจรขยะและลดโอกาสการสูญเสียทรัพยากรตั้งแต่ออกมาจากแหล่งผลิต
สำหรับการจัดการกลางน้ำ ภายในสาขาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยี AI Demand Forecasting เข้ามาช่วยประมาณการความต้องการสินค้าอย่างแม่นยำเพื่อลดการสั่งสินค้าเกินจำเป็น พร้อมทั้งพัฒนาระบบควบคุมอุณหภูมิในคลังสินค้าและพื้นที่จำหน่าย เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและลดปริมาณขยะที่เกิดจากการบริหารจัดการสต็อก
ในส่วนปลายน้ำ บริษัทบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ที่ยังมีคุณภาพดีและไม่หมดอายุ โดยส่งต่อไปยังกลุ่มเปราะบางและครอบครัวที่มีรายได้น้อยผ่านโครงการ BKK FOOD BANK ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิ SOS เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน ควบคู่ไปกับการลดปริมาณขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอาหารที่เหลือทิ้ง เช่น การนำไปแปรรูปเป็นอาหารสำหรับแมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) เพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์สำหรับเกษตรกร ส่วนขยะที่ไม่สามารถแปรรูปได้ จะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้า
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ‘ขยะเป็นศูนย์ภายในปี 2573’ (Zero Waste to Landfill) ผ่านโครงการ ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ ซึ่งเป็นการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
เจาะลึกจิตวิทยาเบื้องหลัง มีอะไรเกิดขึ้นในหัวบ้างเมื่อเราตัดสินใจ ‘ลาออก’?
ตลอดชีวิตการทำงาน 10 ปีของเรา เราลาออกจากงานมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง
ในแต่ละครั้ง เหตุผลที่มาของการลาออกนั้นแตกต่างกันไป มีตั้งแต่เหตุผลเรื่องงาน เรื่องชีวิต ไปจนถึงเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน สิ่งหนึ่งที่เรายืนยันได้เลยคือไม่มีการลาออกครั้งไหนที่ง่ายเลยสักครั้ง
มันไม่เหมือนกับการฝึกฝนบางสิ่ง ที่ยิ่งทำก็ยิ่งเก่ง การลาออกครั้งล่าสุดของเราเป็นเรื่องยากพอๆ กับการลาออกครั้งแรก ทุกครั้งใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการครุ่นคิดและตัดสินใจ แม้รายละเอียดให้คิดจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัยก็ตาม
แต่ถ้าลองถอยออกมามอง ความคิดและความรู้สึกแบบไหนล่ะ คือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาทุกครั้ง อะไรคือกลไก ที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเลือกละทิ้งความมั่นคงแล้วกระโจนเข้าสู่ความไม่แน่นอนใหม่ อะไร, คือเหตุผลและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจเหล่านั้น
ในมุมของจิตวิทยา ‘การลาออก’ ถือเป็นหัวข้อที่ถูกศึกษาและพูดถึงมาอย่างยาวนาน เหตุผลนั้นตรงไปตรงมา เพราะไม่มีองค์กรไหนอยากให้พนักงานลาออกบ่อยๆ ขณะเดียวกัน ในมุมคนทำงานเอง (เช่นเรา) ก็ไม่ได้อยากย้ายงานอยู่ตลอด ทุกคน (รวมถึงเรา) ต่างอยากหาที่ทำงานที่เหมาะกับตัวเองและสามารถอยู่ได้นาน ส่วนองค์กรก็อยากได้คนที่อยู่ด้วยกันไปได้ยาวๆ
เพราะเหตุนี้เอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาในแวดวงการศึกษาจึงมีความพยายามในการทำความเข้าใจว่า ‘อะไรคือเหตุผลหรือกลไกเบื้องหลังการตัดสินใจลาออก’ อยู่เสมอ เพื่อให้ทั้งองค์กรและพนักงานเข้าใจความเป็นไปนี้และหาทางป้องกันหรือจัดการได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน เรามาถึงจุดที่ ‘การลาออก’ ถูกเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด หากแต่เป็นกระบวนการทางจิตใจที่ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละขั้น ที่เรียกว่า ‘turnover process’ หรือกระบวนการที่นำไปสู่การลาออกของพนักงาน
จาก 0 ถึงลาออก มีอะไรเกิดขึ้นในหัวเราบ้าง?
แนวคิด turnover process นั้นอธิบายว่าการตัดสินใจลาออกของเราไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว หากแต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความคิดและความรู้สึกที่สะสมตามเวลา เช่น ความรู้สึกต่อที่ทำงาน ความพอใจในงาน การเริ่มตั้งคำถาม การมองหาทางเลือกอื่น จนท้ายที่สุดความคิดเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ความตั้งใจที่จะลาออก’ (intention to quit) โดย William H Mobley ได้อธิบายถึงลำดับความคิดนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1977 ดังนี้
1. เริ่มรู้สึกไม่ค่อยโอเคกับงาน โดยจุดเริ่มต้นมักเป็นความรู้สึกเล็กๆ บางอย่าง เช่น งานเริ่มไม่สนุกเหมือนเดิม ความพยายามไม่ค่อยถูกเห็น หรือมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงในที่ทำงานทำให้รู้สึกหมดพลัง ความรู้สึกเหล่านี้อาจไม่ได้รุนแรงในตอนแรก แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นความไม่สบายใจกับงานที่ทำอยู่และเป็นจุดเริ่มต้นของลำดับความคิดที่จะนำไปสู่การลาออกได้
2. เมื่อความรู้สึกไม่โอเคสะสมมากขึ้น เป็นกลไกตามธรรมชาติที่มนุษย์จะเริ่มมีความคิดว่า ‘หรือเราควรออกดีนะ?’ กล่าวคือความคิดบางอย่างจะเริ่มแวบเข้ามาในหัว เช่น ‘ถ้าเราไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วจะเป็นยังไง’ หรือ ‘ลองหาที่ใหม่แม่งเลยดีไหม’ โดยขั้นตอนนี้เราอาจยังไม่ได้ตั้งใจลาออกจริง แต่ความคิดเรื่องการเปลี่ยนงานเริ่มมีเข้ามาบ้างแล้ว
3. พอเริ่มคิดว่าถ้าออกจริงจะเป็นยังไง เป็นธรรมชาติอีกเช่นกันที่คนเราจะเริ่มคิดต่อว่า ถ้าออกจริงชีวิตฉันจะเปลี่ยนยังไงบ้าง เช่น เรื่องเงิน ความมั่นคง ภาระต่างๆ หรือความเสี่ยงของการเริ่มต้นใหม่ พูดง่ายๆ คือเป็นช่วงที่เรากำลังถามตัวเองว่า ‘มันคุ้มไหมนะถ้าจะลาออก’
4. พอมาถึงขั้นนี้ ถ้าหัวใจเรายังทำให้ความคิดเรื่องการลาออกยังอยู่ คนจำนวนมากจะเริ่มลองมองหาทางเลือกอื่นแล้ว เช่น แอบดูประกาศรับสมัครงานใน Jobsdb คุยกับเพื่อนที่ทำงานที่อื่น หรือเริ่มส่องว่าบริษัทอื่นเป็นยังไง เพื่อเติมข้อมูลให้ตัวเองในตอบคำถามว่า ‘มันคุ้มไหมถ้าจะออก’
5. ทีนี้เมื่อเริ่มเห็นโอกาสอื่น คนทำงานจะเริ่มเอามาเทียบกับที่ทำงานเดิมโดยอัตโนมัติ เช่น ที่ใหม่ดีกว่าจริงไหม โอกาสเติบโตเป็นยังไง หรือชีวิตจะสมดุลขึ้นหรือเปล่า ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญมากที่คนทำงานจะชั่งใจระหว่าง ‘อยู่ต่อ’ กับ ‘ลาออก’ และเป็นช่วงสำคัญอีกเช่นกัน ที่แนวคิดแบบ ‘ของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่า’ เข้ามามีบทบาท
6. หากการชั่งใจในขั้นตอนที่แล้วเริ่มเอียงไปสู่การลาออก ขั้นนี้เองที่ความคิดเรื่องลาออกจะเริ่มจริงจังมากขึ้น นี่คือช่วงที่คนเริ่มรู้สึกว่า ‘เราน่าจะต้องไปแล้ว’ และมักจะเริ่มเตรียมตัว เช่น ส่งเรซูเม่ สมัครงาน หรือไปสัมภาษณ์ พูดง่ายๆ คือเป็นขั้นที่เกิด ‘ความตั้งใจที่จะลาออก’ (intention to quit)’ นั่นเอง
7. การลาออกจริงเกิดขึ้น บ๊ายบายที่ทำงานเก่า สวัสดีที่ทำงานใหม่
ดังนั้นถ้ามองผ่านลำดับขั้นตอนนี้ จะเห็นว่าการลาออกของบุคคลแทบไม่เคยเกิดขึ้นแบบ ‘ปุ๊บปั๊บแล้วไปเลย’ แต่เป็นกระบวนการคิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละขั้นในใจของคนทำงาน และเมื่อเข้าใจลำดับขั้นเหล่านี้ ทั้งองค์กรและพนักงานเองก็อาจมองเห็นจุดที่สามารถเข้าไป ‘หยุด’ หรือ ‘ปรับสมดุล’ ได้ก่อนที่เรื่องจะดำเนินไปถึงขั้นสุดท้าย โดยมีงานศึกษาที่เสนอวิธีการเหล่านี้อยู่เช่นกัน
จาก 0 ถึงลาออก เราเข้าใจและป้องกันการลาออกได้ยังไงบ้าง?
จากการนำเสนอของ Hom และคณะในปี 2017 ที่ได้ทบทวนองค์ความรู้ turnover process ของ Mobley และได้สืบค้นงานศึกษาที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น เขาได้สรุปเป็นข้อเสนอแนะเพื่อตอบคำถามว่า ‘องค์กรหรือพนักงานจะหยุดลำดับความคิดนี้ตรงไหนได้บ้าง’ โดยแบ่งเป็น 4 คำแนะนำตามลำดับขั้นดังนี้
1. ในขั้นแรกที่คนเริ่มรู้สึกไม่โอเคกับงาน หลายครั้งสิ่งที่คนทำงานต้องการนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เช่น บางคนอยากให้ความพยายามถูกเห็น บางคนอยากได้ฟีดแบ็กที่ชัดเจน หรือบางคนแค่ต้องการสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
ดังนั้นถ้าองค์กรสามารถรับสัญญาณเหล่านี้และแก้ไขได้เร็ว ความไม่สบายใจเล็กๆ ก็อาจไม่ต้องสะสมจนกลายเป็นความคิดเรื่องการลาออก รวมถึงต้นทุนในการแก้ไขก็น้อยตามไปด้วย
2. แต่ถ้าความคิดเรื่อง ‘หรือเราควรออกดีนะ’ เริ่มเกิดขึ้นแล้ว นอกจากการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว จุดนี้งานศึกษาได้แนะนำว่าองค์กรควรชวนคนทำงานมาคุยเรื่องอนาคตของเขาในองค์กรมากขึ้นอย่างจริงจัง เช่น การพูดคุยเรื่องเส้นทางอาชีพ โอกาสในการเรียนรู้ หรือการปรับงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาอยากพัฒนา
เพราะหลายครั้งความคิดเรื่องการลาออกไม่ได้เกิดจากการอยากออกจริงๆ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองที่นี่ไม่ค่อยชัดเจนแล้ว
3.ในขั้นที่คนเริ่มมองหาทางเลือกอื่น ขั้นนี้งานศึกษาได้อธิบายว่าสิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่การ ‘รั้ง’ ไว้ทันที แต่คือการเข้าใจว่าคนทำงานคนนั้นกำลังมองหาอะไรอยู่ เช่น บางคนอาจอยากเติบโต บางคนอยากมีชีวิตที่สมดุลขึ้น หรือบางคนแค่ต้องการงานหนีจากบรรยากาศ toxic หากองค์กรเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ ก็อาจปรับบทบาทหรือโอกาสภายในองค์กรให้ตอบโจทย์ได้เช่นกัน
4. ในบางกรณีที่คนทำงานเริ่มเกิดความตั้งใจที่จะลาออก จริงๆ แล้ว ถึงแม้หลายครั้งจะไม่อาจเปลี่ยนใจพนักงานได้ทัน แต่จุดนี้ผู้วิจัยแนะนำว่าการพูดคุยอย่างเปิดใจยังคงมีคุณค่าเสมอ เพราะอย่างน้อยองค์กรก็จะได้เข้าใจว่าประสบการณ์ของคนทำงานเป็นยังไง และบทเรียนเหล่านั้นอาจช่วยให้ที่ทำงานดีขึ้นสำหรับคนที่ยังอยู่ต่อ
จะเห็นได้ว่าในอีกมุมหนึ่งลำดับความคิดหรือข้อแนะนำเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกระจกให้คนทำงานได้ย้อนมองตัวเองด้วย เพราะบางครั้งเมื่อรู้สึกอยากลาออก แท้จริงแล้วเราอาจกำลังอยู่แค่ในขั้นต้นของกระบวนการ
ดังนั้นการหยุดถามตัวเองว่า ‘จริงๆ แล้วเรากำลังไม่พอใจอะไร’ หรือ ‘มีวิธีการอื่นไหมในการแก้ปัญหา’ ก็อาจทำให้เรามองสถานการณ์ได้ชัดขึ้นมากกว่าเดิม
หรืออย่างในกรณีของเราเอง หลังจากได้รู้จักลำดับความคิดเหล่านี้ เราก็ลองย้อนกลับไปมองการลาออกทั้ง 5 ครั้งของตัวเอง แล้วพบว่าเกือบทุกครั้ง ถ้าองค์กรที่เราอยู่ หรือแม้แต่ตัวเราเอง สังเกตสัญญาณของความไม่พอใจได้เร็วกว่านั้น เส้นทางของเราอาจไม่ได้จบลงที่การลาออกก็ได้
แน่นอนว่าเราไม่ได้เสียดายการตัดสินใจเหล่านั้น แต่การหันกลับไปมองด้วยมุมมองนี้ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เข้าใจมุมขององค์กรมากขึ้นด้วย สิ่งที่ได้จากการทบทวนนี้จึงไม่ใช่ความเสียดาย แต่เป็นความรู้ที่ช่วยให้ในอนาคตเรารู้เท่าทันตัวเองมากขึ้น จะได้เกิดเป็นโอกาสให้เราได้ลองหยุดคิด ปรับสมดุล พูดคุย หรือเปลี่ยนบางอย่างก่อนที่เรื่องจะเดินไปถึงจุดที่ต้องแยกทาง
และบางทีคุณค่าที่แท้จริงของความเข้าใจนี้ก็อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้เราไม่ต้องลาออกอีก แต่อยู่ที่การทำให้ทุกการตัดสินใจของเราในโลกการทำงานหลังจากนี้ เป็นการเลือกอย่างรู้ตัว มากกว่าการไหลไปตามความไม่พอใจที่ค่อย ๆ สะสมไปโดยที่เราไม่ทันสังเกตมันเลยต่างหาก
Tie A Knot เนกไทสายสนุกกับเบื้องหลังแบรนด์ไทยที่มิลลิใส่และดิสนีย์เลือกคอลแล็บ
ภาพจำของเนกไททั่วไปมักหนีไม่พ้นความเคร่งขรึม การเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบพนักงานออฟฟิศ หรือไอเทมที่ต้องหยิบมาใส่เฉพาะเวลาไปงานแต่งงานเท่านั้น–มันคือสัญลักษณ์ของความ ‘เป็นทางการ’ ที่บางครั้งก็มาพร้อมความจำเจจนดูเหมือนว่าเสน่ห์ของแฟชั่นจะหายไปทันทีที่ถูกผูกติดไว้ที่คอ
แต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเนกไทรูปอีกัวน่า ปลาซาร์ดีน หรือแม้แต่งูสีสดสวยที่กำลังเลื้อยอยู่บนปกเสื้อ ความรู้สึกที่มีต่อเนกไทก็เปลี่ยนไป มันดูสนุกขึ้น ไม่จริงจังเกินไป และกลายเป็นพื้นที่แสดงตัวตนที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่งบนร่างกาย จนทำให้อยากจะหามาลองใส่สักครั้ง
นี่คือโลกของ Tie A Knot แบรนด์ไทยฝีมือ ต่อต้าน–คณาธัช อินทรขาว ดีไซเนอร์ผู้ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือการประกาศความเป็นขบถที่น่ารักผ่านแนวคิด A BONKERS OFFICE-WEAR ที่แปรเปลี่ยนความ ‘ดื้อ’ ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ไปไกลถึงระดับโลก
เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังผ่านคอลัมน์ 5P ที่เล่าถึงการคิด Product, Price, Place, Promotion และ P สุดท้ายที่ต่อต้านเลือกมาเพื่อนิยามตัวตนของแบรนด์

Product
ต่อต้านเรียนแฟชั่นที่วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มศว และคลุกคลีกับงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เขาเคยทำแบรนด์ชื่อ ‘ต่อต้าน’ ที่มีความเป็นเด็กและขบถสูงมาก แต่มันกลับสวมใส่จริงในชีวิตประจำวันได้ยาก
จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาต้องไปปาร์ตี้และมีกางเกงลายหุ่นยนต์ที่อยากใส่ แต่กลับไม่มีไอเทมชิ้นไหนในตู้ที่แมตช์กันได้เลย เขาจึงตัดสินใจคว้าพู่กันขึ้นมาเนรมิตเนกไทขึ้นมาเองหนึ่งชิ้นก่อนออกจากบ้านเพียงชั่วโมงเดียว
“เราอยากใส่กางเกงลายหุ่นยนต์ แต่ท็อปยังไม่มี ก็เลยคิดว่าต้องมีเนกไทหรือเปล่า แต่เนกไทที่มีมัน ordinary มาก ก็เลยเพนต์รูปหุ่นยนต์ขึ้นมาเลยตอนนั้น” ความดิบในวันนั้นกลายเป็นคีย์ลุคที่คนในงานทักถามกัน จนเขาเริ่มมองเห็นศักยภาพว่านี่แหละคือทางของตัวเอง

หลังจากนั้นการทดลองเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ต่อต้านนำผลงานไปวางขายที่ตลาดงานคราฟต์ในเชียงใหม่ด้วยธีม ‘ชาวประมง’ ซึ่งเนกไทรูปปลาชุดแรก 5 ตัวนั้นขายดีจนเจ้าตัวยังตกใจ แม้จะยังไม่มีชื่อแบรนด์หรือแผนธุรกิจใดๆ รองรับ
“ตอนแรกคิดว่าคนจะไม่เก็ตด้วยซ้ำ กลายเป็นว่าคนสนใจเยอะ เขาก็มาขอไอจีเอาไว้ เราเลยคิดว่าทำเป็นแบรนด์ใหม่ขึ้นมาดีกว่า” จากงานเพนต์มือที่ทำใส่เองเล่นๆ จึงค่อยๆ พัฒนาเข้าสู่ระบบการผลิตที่จริงจังขึ้นเพื่อให้เป็นสินค้าที่จับต้องได้ในวงกว้าง
เมื่อตัดสินใจทำแบรนด์ โปรดักต์จึงเปลี่ยนจากการวาดลงผ้าใบมาเป็นงานพิมพ์ดิจิทัลเพื่อให้เป็นสินค้ามาตรฐาน แต่ยังคงความคราฟต์ด้วยการเย็บมือ “เราเริ่มเปลี่ยนมาใช้พิมพ์ผ้า เพราะมันต้องเป็นของจริง จะมาแปะๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว”
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแพตเทิร์นเนกไทของแบรนด์ไม่ใช่ทรงมาตรฐานทั่วไป ทำให้การหาช่างที่ยอมทำนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะรายละเอียดที่ซับซ้อนต้องอาศัยทักษะการเย็บที่จบได้ในคนเดียว
“ช่างส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยยอมทำ เราต้องหาอยู่นาน ประมาณ 5 ร้านกว่าจะได้” ความเข้าใจในพื้นฐานแฟชั่นจากการเรียนที่ มศว CCI จึงเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสื่อสารและควบคุมงานกับช่างจนออกมาสมบูรณ์แบบ

คอลเลกชั่นของแบรนด์มักจะวนเวียนอยู่กับสัตว์นานาชนิด โดยใช้เกณฑ์ ‘เก็ตง่ายและแต่งตัวสนุก’ “ถ้าเป็นปลาที่คนไม่รู้จัก อาจจะต้องมีสีที่แมตช์ได้ หรือถ้าปลาสีปกติอย่างซาร์ดีนก็ต้องมีรูปทรงที่คนดูแล้วเก๋” นี่คือเสน่ห์ที่บาลานซ์ระหว่างความอาร์ตกับความสวยงามที่สวมใส่ได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจคือเนกไทของ Tie A Knot ไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นแค่เนกไท ต่อต้านออกแบบให้มันมีความลื่นไหลในการใช้งาน
“เราเลือกติดแท็กไว้ตรงปลาย เพื่อให้มันฟรี (free) ให้คนเอาไปโพกหัว หรือไปทำเป็นเข็มขัดก็ได้” ความคิดที่ไม่อยากจำกัดฟังก์ชั่นนี้เองที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้เนกไทกลายเป็นเครื่องประดับที่ไร้พรมแดน และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอาณาจักร A BONKERS OFFICE-WEAR ที่เตรียมจะ expand ต่อไปในอนาคต


จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้แบรนด์ก้าวกระโดดสู่ระดับโลกคือการคอลแลบกับดิสนีย์ผ่านโปรเจกต์ของห้าง Selfridges ที่ลอนดอน โดยสไตลิสต์ชื่อดังอย่าง Harry Lambert เป็นคนทักมาหาแบรนด์เล็กๆ นี้ผ่านอินสตาแกรมด้วยตัวเอง
“มันคือฝันไม่กล้าฝัน เราดูการ์ตูนดิสนีย์มาตั้งแต่เด็ก พอเขาทักมาคืออึ้งไปเลย เขาเชิญเราไปคอลแล็บเราดีใจมาก”
การทำงานกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกคือบทเรียนธุรกิจมหาศาล จากแบรนด์ที่ทำอยู่ในบ้าน ต่อต้านต้องเรียนรู้การจัดการที่เป็นระบบขึ้น ทั้งการจดทะเบียนบริษัท การทำประกันสินค้า และงานเอกสารทางธุรกิจที่ซับซ้อน
“ตอนที่เขาติดต่อมา เรายังไม่ได้จดบริษัทด้วยซ้ำ พอเริ่มทำงานกับเขาก็ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น สิ่งใหญ่ๆ ที่เคยคิดว่าไกลตัวและทำไม่ได้ กลายเป็นว่าเราทำได้หมดเลย”
สิ่งที่ได้จากการคอลแลบครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการยกระดับมาตรฐานแบรนด์สู่ระดับสากล และเป็นพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแรง
“ดิสนีย์เหมือนเป็นใบเบิกทางที่แสตมป์ไว้เลยว่าแบรนด์เรามันโกลบอลจริงๆ แล้วนะ” เขาได้เรียนรู้ว่าความประณีตและการรักษาคำมั่นสัญญาในเชิงธุรกิจสำคัญพอๆ กับความครีเอทีฟ ซึ่งส่งผลให้วิธีการทำงานของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความสำเร็จของโปรดักต์ยังตอกย้ำจากการที่ ‘มิลลิ’ นักร้องสายแรปชื่อดังของไทยหยิบเนกไทปลาซาร์ดีนไปใส่บนเวทีรายการแรปเกาหลีใต้โดยที่เขาไม่รู้ตัวล่วงหน้า
“เราฟังเพลงเขาอยู่แล้ว ไม่คิดว่าเขาจะเอาไปใส่เลย ตกใจไปเลยแบบตอนดิสนีย์เลยว่านี่จริงมั้ย” พลังจากศิลปินระดับโลกทำให้เขาเองยิ่งรู้สึกมั่นใจว่าสินค้าที่เริ่มจากความสนุกและมุมมองที่แตกต่าง สามารถสร้างอิมแพกต์ได้ในวงกว้างจริงๆ

Price
ต่อต้านตั้งราคาเนกไทยอยู่ราวๆ 1,000 บาท โดยมองไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักอย่างเจนฯ Z ที่อยากแต่งตัวสนุกแต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานฝีมือ
“เราอยากให้โปรดักต์เข้าถึงคนได้หลายกลุ่ม แต่อยู่ในเรนจ์ที่ตอบโจทย์งานแฮนด์เมดและวัสดุต่างๆ ราคาประมาณนี้แหละที่น่าจะไปด้วยกันได้”
มันเป็นราคาที่สูงกว่าเนกไททั่วไปเพื่อให้เห็นความแตกต่างของงานคราฟต์ แต่ก็ไม่แพงจนจับต้องไม่ได้สำหรับคนที่รักแฟชั่น
ความน่าสนใจอยู่ที่กลุ่มลูกค้าไม่ได้มีแค่สายแฟชั่นจ๋า แต่ยังมีกลุ่มคนทำงานสายวิชาการอย่างคุณหมอ หรือนักชีววิทยาที่ยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่เขารักและผูกพัน
“บางคนทำวิจัยเรื่องวาฬออร์ก้า เขาก็ซื้อเนกไทออร์ก้าไปใส่ประชุม เรารู้สึกฟูลฟิลมากที่การแต่งตัวทำให้วันทำงานของเขามีความสุขขึ้น”
สำหรับการขายต่างประเทศ ต่อต้านใช้ราคาที่ใกล้เคียงกับในไทยเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอ โดยอิงจากมาตรฐานความครีเอทีฟและคุณภาพงานเป็นหลัก
“เราไม่ได้คิดว่าถ้าขายต่างชาติจะต้องอัพราคาไปไกลมาก เราใช้ราคาเท่าๆ กันเพื่อให้ลูกค้าทุกคนรู้สึกว่าเข้าถึงแบรนด์เราได้ในมาตรฐานเดียวกัน” เป็นการตั้งราคาที่แฟร์กับคนซื้อและคุ้มค่ากับคนทำ

Place
ในช่วงแรกแบรนด์เน้นการขายออนไลน์และออกบูทในแหล่งที่เด็กเจ็นซีชอบเดินอย่าง Gump’s Ari หรือเชียงใหม่
“เราเริ่มจากจุดที่เด็กเจนฯ Z ชอบเดิน ทำให้คนเริ่มรู้จักเราเยอะขึ้น” แต่ปัจจุบันช่องทางหลักคือ LINE Shop สำหรับคนไทย และ Etsy สำหรับลูกค้าต่างชาติที่เชื่อถือในงานแฮนด์เมด
การที่แบรนด์ไปไกลถึงต่างประเทศได้นั้น เริ่มจากการที่สื่ออย่าง Bazaar Hong Kong หยิบรูปไปลงจนเกิดการไวรัล “พอฮ่องกงเอาไปลงปุ๊บ กลายเป็นว่าเตรียมแตกทุกอย่าง ระเบิดไปหมด ลูกค้าต่างชาติเข้ามาเพียบ” ทำให้เขาต้องรีบจัดการระบบขนส่งไปทั่วโลกทันที
เป้าหมายถัดไปของแบรนด์คือการมีหน้าร้านที่เป็นมากกว่าร้านขายของ “เราอยากให้หน้าร้านเป็น community place ให้คนมาซึมซับสิ่งที่เราต้องการสื่อ มาแฮปปี้ มาสนุกกัน เป็นเหมือนออฟฟิศที่ฟัน (fun)” พื้นที่นี้จะเป็นศูนย์รวมของแฟนคลับแบรนด์ที่รักความสนุกเหมือนๆ กัน


Promotion
งานโปรโมตของแบรนด์แทบไม่มีการลดแลกแจกแถมแบบฮาร์ดเซล เพราะต่อต้านเชื่อว่าสินค้าบอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว
“เรามองว่าโปรโมชั่นไม่จำเป็นต้องเอะอะลดราคา แต่อาจจะเป็นแคมเปญที่เราคิดขึ้นมาเอง เพราะตัวโปรดักต์มันพูดด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว”
หัวใจสำคัญคือ ‘visual’ ที่ดูอินเตอร์จนหลายคนไม่คิดว่าเป็นแบรนด์ไทย ซึ่งเกิดจากความเข้าใจในมู้ดแอนด์โทนของดีไซเนอร์เอง
“คอลเลกชั่นแรกเราถ่ายที่บ้าน โคลสอัพง่ายๆ แต่ด้วยความที่เราเก็ตมู้ดอยู่แล้ว รูปมันเลยออกมาดูมีความอินเตอร์” การรักษามาตรฐานภาพลักษณ์นี้ทำให้แบรนด์ดึงดูดพาร์ตเนอร์ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้บทเรียนสำคัญเรื่องความพร้อมของสต็อกในช่วงที่เกิดการไวรัล “ตอนที่มันไวรัลมากๆ แล้วเราไม่มีของเสิร์ฟ มันเป็นบทเรียนว่าเราเสียผลประโยชน์ทางการค้าไป ถ้าเราเตรียมสต็อกให้พร้อมกว่านี้ในช่วงที่มันฮิตสุดๆ มันจะดีมาก”
ปัจจุบันเขาจึงให้ความสำคัญกับการวางแผนการผลิตที่แม่นยำควบคู่ไปกับคอนเทนต์ที่สม่ำเสมอ

Perspective
“เราต้องการเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้คนเห็นว่า ทำไมการแต่งตัวไปทำงานต้องน่าเบื่อ ทำไมแต่งตัวเปรี้ยวไปทำงานแล้วหัวหน้าต้องดุ แทนที่จะชมว่าสวย”
ต่อต้านเลือก ‘perspective’ เป็น P สุดท้าย เพราะเชื่อว่ามุมมองคือสิ่งที่ขับเคลื่อนแบรนด์ได้ไกลที่สุด
Perspective นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า แต่คือการใช้ชีวิตให้มีความสุข
“ชีวิตคนเรามันแป๊บเดียวเอง เราต้องมีความสุข เราไม่อยากให้คนใช้ชีวิตแบบอมทุกข์รอเวลากลับบ้าน แต่อยากให้แต่งตัวเลิศๆ แล้วมาทำงานอย่างสนุกสนาน” ความเชื่อนี้ถูกส่งผ่านออกมาในทุกชิ้นงานของ Tie A Knot
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากคุณย่าที่เป็นไอคอนด้านแฟชั่นและความมั่นใจ “คุณย่าจะเป็นคนที่แฟชั่นมาก ผมสีฟ้า แต่งตัวสีตัดกัน เรารู้สึกว่ามันเก๋จัง อยากเป็นคนที่เก๋อย่างนั้นบ้าง” ความมั่นใจนี้ถูกถ่ายทอดสู่แบรนด์ จนกลายเป็นความขบถที่น่ารักและทรงพลัง
ในมุมของดีไซเนอร์ที่ใช้ ‘หัวใจ’ นำทาง ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การได้ทำตามความฝัน
“ความฝันเว่อร์ๆ คืออยากเป็นดีไซเนอร์ที่อยู่ในหน้าหนังสือแฟชั่นเหมือน Christian Dior แต่ถ้ามองใกล้ๆ คืออยากให้แบรนด์โตไปเรื่อยๆ และเรายังมีความสุขกับมัน”
ก้าวแรกในรอบ 1 ปีของ Tie A Knot จึงเป็นก้าวที่เต็มไปด้วยสีสัน
“เรารู้สึกว่าเพิ่งก้าวเดียวออกจากบ้านเองด้วยซ้ำ มันยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ แต่อย่างน้อยวันนี้เราทำแล้วมีความสุข และมันตรงกับที่เราคิดไว้ แค่นั้นก็นับว่าสำเร็จแล้ว”

What I’ve Learned
- หาจุดสมดุลระหว่างงานศิลป์กับสิ่งที่คนใช้งานจริง
“บทเรียนจากแบรนด์เก่าสอนให้รู้ว่า การทำของตามใจตัวเองแบบ 100% จนใส่ยาก (conceptual) อาจจะได้แค่คำชมแต่ขายไม่ได้ การทำ Tie A Knot จึงคือการนำความเพลย์ฟูลมาเบลนด์เข้ากับฟังก์ชั่นที่คนทั่วไป ‘เก็ตง่าย’ เมื่อสินค้าสื่อสารได้ด้วยตัวเองและใช้งานได้จริง โอกาสทางธุรกิจจะตามมาเอง” - การทุ่มเทเวลาแบบ full-time คือจุดเปลี่ยนของการเติบโต
“ในช่วงที่ทำแบบกะปริบกะปรอยคู่กับงานประจำ แบรนด์จะขาดการเชื่อมต่อกับผู้คน แต่พอตัดสินใจลาออกมาโฟกัสเต็มตัว ทำให้มีเวลาใส่ใจรายละเอียด มีเวลาสื่อสารกับ audience และทำคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สำคัญมากเพราะถ้าเราไม่ทิ้งงาน แบรนด์ก็จะไม่โตแบบก้าวกระโดด” - การทำงานในระดับสากลต้องมีระบบรองรับ
“การได้คอลแล็บกับ Disney คือจุดที่เปลี่ยนวิธีการทำงานไปตลอดกาล จากแบรนด์ที่ทำอยู่ในบ้านต้องลุกขึ้นมาจดบริษัท ทำเอกสารทางธุรกิจ จัดการเรื่องภาษี และประกันสินค้า มันสอนว่าถ้าอยากโกอินเตอร์ ความครีเอทีฟอย่างเดียวไม่พอ แต่ระบบหลังบ้านต้องได้มาตรฐานสากลด้วย” - ไวรัลจะไม่มีความหมายถ้าไม่มีของพร้อมเสิร์ฟ
“การที่แบรนด์เป็นกระแสแต่สต็อกสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เสียโอกาสทางการค้าไปมหาศาล ความพร้อมด้านกำลังการผลิตและการจัดการสต็อก (stock management) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือด้วย” - กล้าที่จะ ‘ปล่อยมือ’ เพื่อให้แบรนด์ไปได้ไกลกว่าเดิม
“ช่วงแรกอาจจะอยากทำเองทุกชิ้นเพราะกลัวคนอื่นทำไม่ถูกใจ แต่ถ้าอยากสเกลธุรกิจ ต้องมีสกิลการคุมคนและกระจายงาน การสอนช่างให้เก่งเหมือนเราและไว้ใจทีมงาน จะช่วยให้เรามีเวลาไปคิดกลยุทธ์และคอลเลกชั่นใหม่ๆ แทนที่จะจมอยู่กับการเย็บผ้าเพียงอย่างเดียว” - ใช้ ‘หัวใจ’ นำทางเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมี ‘ตรรกะ’ คอยเบรกด้วย
“การเชื่อในสัญชาตญาณเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมปรึกษาคนที่มี logic หรือมองโลกบนความเป็นจริงเพื่อช่วยกันอุดรอยรั่วที่ความรู้สึกอาจจะมองข้ามไป การมีเพื่อนหรือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยเบรกจะทำให้ธุรกิจเดินไปได้อย่างมั่นคง ไม่หลุดกรอบจนเกินไป”
เมื่ออากาศร้อนจัด ดันธุรกิจร่วงหนัก กับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยผันผวนตามฤดูกาล
ตอนนี้หลายคนน่าจะสัมผัสถึงอากาศที่ร้อนระอุไม่ต่างจากสถานการณ์บ้านเมือง ถึงขนาดที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดาหรือ ECCC ออกมาบอกว่าปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เทียบเท่ากับปี 2023 และ 2025 และใกล้เคียงกับปี 2024 ซึ่งจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกไว้
ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักคือเมืองที่รายได้หลักขึ้นอยู่กับฤดูกาล อย่างประเทศไทยก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบ้านเรา นอกจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยให้เที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเบาบางลง รวมถึงอีกภาคส่วนที่สำคัญอย่างการเกษตรก็เผชิญภาวะโลกร้อนจนผลผลิตตกต่ำ แม้แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันอย่างร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าทั่วไปก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.7% ต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตตามธรรมชาติที่ประเมินไว้ราว 2.5-3% ต่อปี สะท้อนว่าการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังเผชิญแรงกดทับจากข้อจำกัดภายในประเทศมากกว่าปัจจัยระยะสั้น
Recap ในตอนนี้จึงขอพามาฉายภาพให้เห็นว่าในช่วงหน้าร้อนนี้ นอกจากค่าไฟแพง สวนทางกับค่าแรงที่ขึ้นช้าแล้วนั้น มีภาคธุรกิจอะไรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกบ้าง และทางออกในหน้าร้อนที่เลี่ยงไม่ได้นี้อยู่ที่ตรงไหน
ภาคการท่องเที่ยว
กว่า 18% ของ GDP ประเทศไทยมาจากภาคการท่องเที่ยว และมีแรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 3 ล้านคน แต่ช่วงเวลาท่ีคึกคักที่สุดคือไฮซีซั่นอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เพราะเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด และตรงกับวันหยุดเทศกาลของคนไทยและชาวต่างชาติ เช่น วันปีใหม่ วันตรุษจีน วันสงกรานต์ ส่วนช่วงโลว์ซีซั่นลากยาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ที่สภาพอากาศไม่แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นช่วงที่อ่าวไทยตอนล่างอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย มีทะเลที่สวยและน่าไปเยือน
ไม่เพียงแต่ฤดูกาลที่มีผลต่อการท่องเที่ยวไทยเท่านั้น แต่จากข่าวเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเกิดการแข่งขันสูงจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ทำให้ไทยน่าสนใจน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบเรื่องความคุ้มค่าและความปลอดภัยในประเทศอื่น ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2025 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนลดลง -7.22% และรายได้ในประเทศจากการท่องเที่ยวหดตัวถึง -2.19%
ทางออกของภาคการท่องเที่ยวคือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก และบริการต่างๆ ให้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ที่คนหนึ่งๆ ใช้ในหนึ่งทริปสูงถึง 100,000 บาท และนักท่องเที่ยวอิสราเอลยังมาไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในขณะเดียวกัน คนไทยกว่า 64% ยังหันมาเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น และกลุ่มคนไทยที่มีศักยภาพยอมเปย์ให้กับการท่องเที่ยวทริปหนึ่งสูงสุด 9,941 บาท โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองหาหลักๆ คือ สินค้าเกี่ยวกับ wellness, การนวดและทำสปา, แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม
ภาคการเกษตร
ภาคการเกษตรก็มีช่วงเวลาไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่นไม่ต่างจากภาคการท่องเที่ยว เพราะผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศโดยตรง แม้การเกษตรจะสร้างรายได้ต่อ GDP ไทย 8-9% แต่มีแรงงานในภาคส่วนนี้ถึง 12.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นสภาพอากาศที่เลวร้าย ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพแย่ลงหรือเก็บเกี่ยวได้ในปริมาณที่น้อยลง เช่น ผลผลิตข้าวในปี 2567 มีแนวโน้มลดลงเหลือ 33.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าหดตัวลงกว่า 5-6%
ภาคการเกษตรค่อนข้างเป็นโจทย์ที่ยากในการแก้ไข เพราะมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศและความภาวะโลกร้อนเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนจึงควรจับมือกันเพื่อแก้ปัญหา ทั้งการพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนต่ออากาศร้อนได้มากขึ้น ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบน้ำให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรได้ทุกฤดูกาล
ธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้า
แน่นอนว่าหน้าร้อนย่อมมาพร้อมค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว จากการที่เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานอย่างหนัก ท่ามกลางอุณหภูมิภายนอกที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือร้านอาหารและคาเฟ่ต้องแบกค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น นอกจากนี้ ร้านค้ารายเล็ก ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งราคาข้าวของที่แพงขึ้นและค่าไฟภายในร้าน อีกทั้งอากาศที่ร้อนจัดยังส่งผลให้สินค้า โดยเฉพาะสินค้าบริโภคอย่างของยังมีโอกาสเน่าสดเสียไวกว่าปกติอีกด้วย
แต่ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ อย่างการหันไปขายแบบเดลิเวอรีมากขึ้น เพราะอากาศที่ร้อนก็ทำให้ลูกค้าไม่อยากออกไปซื้อกาแฟหรือกินอาหารนอกบ้านและนอกออฟฟิศสักเท่าไหร่ แต่จะหันไปสั่งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากขึ้น
แม้ช่วงหน้าร้อนจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ GDP ไทยเติบโตช้า แต่ปัญหาเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนทางที่ดีที่สุดคือการหาทางรับมือและแก้ไขให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้แบบกระทบธุรกิจให้น้อยที่สุด
ที่มา
AssetWise พาหุ่นยนต์ Humanoid บุกออฟฟิศ ปูทางคอนโดแห่งอนาคตปี 2026
ลืมภาพหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุดยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาฯ อย่าง AssetWise (ASW) เพิ่งเปิดตัวแขกรับเชิญสุดล้ำอย่าง Humanoid Robot หรือหุ่นยนต์เสมือนจริงอัจฉริยะจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Unitree เข้ามาประจำการทดลองงานที่สำนักงานใหญ่ โดยได้พาร์ตเนอร์ฝีมือดีอย่าง Systronics มาเป็นตัวแทนดูแลความเรียบร้อย

ความตั้งใจของ AssetWise คือไม่ได้เอาหุ่นยนต์มาโชว์ตัวเก๋ๆ แต่เป็นการสื่อสารว่าบ้านในฝันของลูกค้ากำลังจะฉลาดขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด ‘EMPOWERING THE FUTURE’ ที่ ASW ตั้งใจปูทางไปสู่การอยู่อาศัยยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญเรื่อง smart living ecosystem เพื่อดูว่าเจ้าหุ่นยนต์อัจฉริยะเหล่านี้จะสามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตประจำวันของลูกบ้านให้สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้นได้ยังไง
ถ้าในอนาคตอันใกล้เรามีผู้ช่วยอัจฉริยะที่เดินได้ สื่อสารได้ และเข้าใจความต้องการของเรามาช่วยดูแลความเรียบร้อยในโครงการคอนโด หรือคอยอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางจะเป็นยังไง?
นี่คือโจทย์ที่ ASW กำลังทำการบ้านผ่านการพัฒนา Next-Generation Living Solutions เพื่อหาจุดที่ลงตัวที่สุดระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับความอบอุ่นของการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบรนด์มาโดยตลอด