สร้างทีมงานด้วย AI วิธีคิดใหม่ของธุรกิจยุค 2026

ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันว่าตามข่าว AI ไม่ทัน เพราะมีเครื่องมือใหม่ ฟีเจอร์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนหลายคนเริ่มสับสนว่าควรใช้ตัวไหน ต่างกันยังไง และจริงๆ แล้วหลักคิดของการใช้ AI ในธุรกิจคืออะไร

คุณอ้น–ปฤณ จำเริญพานิช Founder และ CEO ของ AEIOU ที่ปรึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการวางกลยุทธ์การตลาด ได้อธิบายหลักคิดการใช้งาน AI ไว้อย่างเข้าใจง่ายในคอร์สพิเศษ Evolve Beyond Chaos with AI: How Owners Transform to Win in a Broken World ภายในงาน ‘AIS Presents WTF Festival’ ตั้งแต่การทำความเข้าใจพัฒนาการของ AI การจัดบทบาทของ AI ให้ทำงานเหมือนทีมพนักงานในองค์กร ไปจนถึงการออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่

ต่อไปนี้คือสรุปบางส่วนจากคอร์สที่จะช่วยให้เห็นภาพการใช้ AI ในธุรกิจได้ชัดขึ้น ทั้งในมุมของเครื่องมือ แนวคิด และการออกแบบระบบการทำงาน

1. พัฒนาการของ AI

หากอธิบายแบบง่าย สามารถแบ่งพัฒนาการของ AI ออกเป็น 3 ระดับ

✅ Generative AI คือ AI ที่สร้างคอนเทนต์ได้ เช่น การเขียนบทความ สรุปข้อมูล สร้างภาพ หรือสร้างไอเดียใหม่ๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานเร็วขึ้นและคิดงานได้มากขึ้น

✅ AI Agents คือ AI ที่ไม่ได้แค่สร้างเนื้อหา แต่สามารถลงมือทำงานแทนคนได้ เช่น ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานผ่านระบบต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

✅ Agentic AI คือขั้นต่อไปที่ AI หลายตัวทำงานร่วมกันเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ละ agent มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง และทำงานประสานกันเหมือนทีมงานจริง

นี่จึงกลายเป็นทิศทางสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังพัฒนา เพราะ AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงานบางส่วน แต่เริ่มสามารถแทนเวิร์กโฟลว์ของคนในองค์กรได้จริง

2. Put the Right Man, With the Right AI

ทุกวันนี้หลายคนจะสับสนว่าท่ามกลาง AI ที่มีหลายเจ้าให้เลือกใช้ ควรใช้ตัวไหนจะเหมาะสุด แต่หลักคิดสำคัญในการเลือกใช้นั้นคล้ายกับการเลือกคนให้เหมาะกับตำแหน่งงาน คือ ‘Put the Right Man, With the Right AI, Into the Right Process, For the Right Job’ วาง AI workflow หรือระบบการทำงานให้เหมือน AI เป็นพนักงานที่มีหน้าที่ตามตำแหน่งในองค์กร ตัวอย่างเช่น

ตำแหน่งทีมคอนเทนต์ที่เหมาะกับความสามารถของ AI แต่ละเจ้า ได้แก่

✅ ChatGPT = ครีเอทีฟหรือคนเขียนบท

✅ Midjourney = ช่างภาพและทีมงานถ่ายทำ

✅ Nano Banana = สายกราฟิกที่ถนัด Photoshop

✅ Kling AI = ผู้กำกับ

✅ CapCut = น้องตัดต่อ

เมื่อมองในมุมธุรกิจ หลักคิดนี้สามารถขยายไปสู่การจัดโครงสร้างทีมงานได้จริงในทีมการตลาด โดยให้ ChatGPT Plus หรือ Gemini Pro ทำหน้าที่เป็น CMO หรือหัวหน้าทีมการตลาดระดับไดเรกเตอร์ คอยกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ จากนั้นให้ AI ตัวอื่นทำหน้าที่เป็นพนักงานระดับ mid-level ตามความถนัดของแต่ละระบบ

✅ Claude ทำหน้าที่เป็น Editorial Writer สำหรับเขียนบทความและคอนเทนต์

✅ Perplexity ทำหน้าที่เป็น Sourced Researcher สำหรับค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล

✅ Copilot เป็น Office Coordinator ที่ช่วยจัดการงานเอกสารและการทำงานในระบบ

✅ ChatGPT ทำหน้าที่เป็น business analyst สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปอินไซต์
เมื่อ AI แต่ละตัวมีตำแหน่งชัดเจนและทำงานตามเวิร์กโฟลว์ที่ออกแบบไว้ องค์กรก็สามารถสร้างทีม AI ที่ช่วยทำงานได้อย่างเป็นระบบ เพิ่มความเร็วในการทำงาน และเปิดโอกาสให้มนุษย์โฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

3. สั่งงานให้ละเอียด

หลักสำคัญของการเขียน prompt คือการสั่งงานให้ครบถ้วนและเฉพาะเจาะจง เช่น

✅ ใช้ใคร ทำอะไร เรื่องไหน เพื่ออะไร เพื่อใคร ต้องการอารมณ์แบบไหน และให้นำเสนอยังไง
โครงสร้างของ prompt จึงมักเขียนในลักษณะนี้

✅ As a [role] please [action] on/about [subject] for [purpose] targeting [audience] in a [style] manner presented as [format]
กล่าวคือ เริ่มจากกำหนดบทบาทของ AI ก่อน จากนั้นระบุสิ่งที่ต้องการให้ทำ ระบุหัวข้อหรือเนื้อหา จุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย โทนหรือสไตล์ของงาน และรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ ยิ่งระบุชัด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งตรงกับสิ่งที่ต้องการมากขึ้น

4. วางระบบ Automation Workflow

เมื่อเข้าใจการสั่งงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบระบบการทำงานร่วมกับ AI หรือที่เรียกว่า Automation Workflow โดยโครงสร้างพื้นฐานของเวิร์กโฟลว์มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ Trigger → Modules → Output

Trigger คือตัวกระตุ้นที่ทำให้ระบบเริ่มทำงาน เช่น การได้รับข้อความหรือไฟล์จากผู้ใช้

Modules คือบล็อกการทำงานที่ประมวลผลข้อมูลแต่ละขั้นตอน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลงข้อมูลหรือการส่งต่อไปยังระบบอื่น

Output คือผลลัพธ์ที่ระบบสร้างออกมา เช่น การบันทึกข้อมูล การตอบกลับผู้ใช้ หรือการสร้างรายงาน

ตัวอย่างเวิร์กโฟลว์ที่นำ AI มาใช้งานจริง เช่น ระบบ OCR (ตัวช่วยอ่านข้อความจากเอกสาร)สำหรับอ่านบิลค่าใช้จ่ายผ่าน LINE OA แล้วบันทึกข้อมูลลงในระบบอัตโนมัติ สามารถสร้างกระบวนการทำงานเป็นลำดับได้ดังนี้ Input (ลูกค้าส่งรูปบิลใน LINE) → AI อ่านข้อมูลจากรูป (OCR + ChatGPT) → จัดโครงสร้างข้อมูล → บันทึกลง Google Sheets → ตอบกลับใน LINE อัตโนมัติ ระบบลักษณะนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ต้องทำด้วยมือ ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบ และสามารถประมวลผลหรือวิเคราะห์ต่อได้ทันที

แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการผลิตได้อย่างมหาศาล แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหา AI Hallucination หรือการตอบแบบมั่นใจแต่ไม่ถูกต้องซึ่งทำให้บทบาทของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณค่าของมนุษย์ในโลกการทำงานยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนเครื่องจักร แต่อยู่ที่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงความรับผิดชอบ การดูแลลูกค้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ และการออกแบบกระบวนการทำงานที่ผสานระหว่างมนุษย์กับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คนที่สามารถออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนและ AI ได้ดีที่สุด จะเป็นคนที่สร้างความได้เปรียบในโลกธุรกิจยุคถัดไปได้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้นำธุรกิจในยุค 2025 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครรู้จักเครื่องมือ AI มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครเข้าใจวิธีใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ และสามารถออกแบบระบบการทำงานใหม่ที่ทรงพลังพอจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น

สำหรับใครที่อยากติดตามความรู้ดีๆ แบบนี้เพิ่มเติมสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ AEIOU ที่ปรึกษาที่เล่า AI ให้เข้าใจง่าย เน้นประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์จริง และ ‘งาน ‘AIS Presents WTF Festival’ into the world of outliers ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00-21:00 น. ชั้น 5 พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

Mobella เฟอร์ฯ ไทยแบรนด์แรกที่คว้า G Mark หยิบม้าหิน-ช้าง-ขนมไทย ฯลฯ มาทำโซฟาจนฝรั่งต้องทัก

ม้าหินขัดที่ตั้งอยู่หน้าบ้านในต่างจังหวัด 

หมอนสามเหลี่ยมลายไทยสีจัดจ้านที่เป็นตัวโปรดของคุณปู่คุณย่า

สัตว์ประจำชาติอย่างช้าง สัตว์ที่เราคุ้นเคยอย่างควาย ไปจนถึงขนมไทย

เหล่านี้คือ ‘ภาพจำ’ แบบไทยที่เราเห็นได้รอบตัว และพูดก็พูดเถอะ มันดูห่างไกลจากคำว่า ‘โมเดิร์น’ อยู่มากโข 

แต่ไม่ใช่สำหรับ Mobella แบรนด์เฟอร์นิเจอร์หุ้มบุสัญชาติไทยที่หยิบจับแรงบันดาลใจจากภาพจำเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ใหม่ ลดทอนความไทยจ๋าๆ จนกลายเป็นโซฟา เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบง่าย แต่สนุกแบบเห็นแล้วต้องทักทุกรอบ

วันนี้ เฟอร์นิเจอร์ของ Mobella คืองานดีไซน์ระดับสากลที่วางอยู่ในเลาจน์สายการบินหรือโรงแรมหรูได้อย่างไม่เคอะเขิน แต่หากย้อนกลับไป 16 ปีที่แล้ว แบรนด์นี้เริ่มต้นจากสถานะแบรนด์ใหม่ที่ไม่มีเอกลักษณ์ที่ดึงดูดลูกค้า และยังไม่ใส่ความ Thai Creative ลงไปเหมือนในปัจจุบัน

“มันเป็นความฝันโง่ๆ ของเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องการตลาด ไม่รู้เรื่องต้นทุน รู้แค่เรื่องออกแบบ”

ต๊ะ–อนุพล อยู่ยืน Design Director ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของแบรนด์เล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม แล้วบอกว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือการนิยามตัวเองว่าเป็นนักออกแบบที่มาทำธุรกิจ และการโฟกัสกับ ‘งานหุ้มบุ’ อย่างเดียวในวันที่คนทำเฟอร์นิเจอร์หลายคนวิ่งหาโรงงานไม้และเหล็ก

  Mobella หยิบจับความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไปในงานยังไง ตัวตนสำคัญแค่ไหนสำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ บ่ายวันนี้ที่โชว์รูมย่านเอกมัย ต๊ะนั่งคุยกับเราเพื่อตอบความสงสัยเหล่านั้นของเราจนครบ 

และนี่คือเรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ดี ไม่ใช่แค่ที่นั่งพักกาย แต่คือชิ้นส่วนที่ทำให้การใช้ชีวิตมีคุณภาพ และทำให้ความเป็นไทยได้ถูกมองเห็นจากคนทั่วโลก

1
“มันเป็นความฝันโง่ๆ ของเด็กคนหนึ่ง”

Mobella คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หุ้มบุสัญชาติไทยที่ไม่ได้เปิดตัวในไทย แต่ไปริเริ่มและเติบโตในเมืองนอก

ย้อนกลับไปราว 15 ปีก่อน ตอนที่ต๊ะยังเป็นนักศึกษา เขามีโอกาสทำเวิร์กช็อปกับบริษัท พิมพ์เพ็ญ จำกัด โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์หุ้มบุที่ทำมานานกว่า 30 ปีแล้วรู้สึกประทับใจในคุณภาพของสินค้าที่ออกมาจากโรงงาน 

เมื่อเรียนจบ เขาจึงชวนเจ้าของโรงงานมาทำแบรนด์ด้วยกัน

“การทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เป็นความฝันของเราอยู่แล้ว แต่เราต้องคิดว่าถ้าเราทำ เราอยากเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์แบบไหน ซึ่งเมื่อ 15 ปีก่อน เฟอร์นิเจอร์ไม้ในบ้านเรามีเต็มเลย เราเลยต้องหาช่องว่างทางการตลาดในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง หวยก็ไปออกที่โซฟา”

ชายหนุ่มทำพอร์ตโฟลิโอไปเสนอเจ้าของโรงงานทันที สัญญากับเขาและตัวเองว่าภายใน 3 ปีจะพาแบรนด์ไปออกงานเฟอร์นิเจอร์ในต่างประเทศให้ได้ และ 5 ปีต้องมีโชว์รูมของตัวเองแล้ว

“มันเป็นความฝันโง่ๆ ของเด็กคนหนึ่ง ไม่รู้เรื่องการตลาด ไม่รู้เรื่องต้นทุน ไม่รู้อะไรเลยนอกจากเรื่องออกแบบ แต่เรามีฝันว่าอยากออกงานแฟร์ อยากมีโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ในเมืองแถวทองหล่อหรือเอกมัย โชคดีตรงที่ว่าเจ้าของโรงงานเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน 

“จากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยในวันนั้น เราเหมือนได้กุนซือช่วยสอนเรื่องธุรกิจ เขาเหมือนเป็นพ่อแม่ของเราที่มาสอนทายาทเรื่องการส่งออกและดูแลลูกค้า ในขณะที่เราเอาความสดเรื่องครีเอทีฟของเราใส่ลงไปในแบรนด์ การทำงานไม่ได้ราบรื่นหรอกในตอนแรก แต่เราค่อยๆ ปรับกันจนสุดท้ายก็เกิดเป็นแบรนด์ Mobella ขึ้น”

3 ปีผ่านไป Mobella ก็ได้ไปออกงานครั้งแรกใน Salone del Mobile Milano งานแสดงเฟอร์นิเจอร์ระดับโลกที่มิลานจริงๆ แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์โซฟาไทยที่จัดจำหน่ายในระดับสากล ในขณะเดียวกัน งานนั้นก็ทำให้ต๊ะได้กลับมาทบทวนจุดยืนของตัวเองในวงการเฟอร์นิเจอร์อีกครั้ง

“เราออกงานครั้งแรกที่มิลาน คนต่างชาติเห็นก็เข้ามาถามว่าคุณมาจากไหนและมีจุดเด่นอะไร เราตอบเขาเรื่องคุณภาพและโรงงานได้ แต่พูดว่ามีจุดเด่นอะไรได้ไม่เต็มปาก 

“มันจึงกลับมาเป็น pain point ให้เราว่า พอเราไปออกงานเมืองนอก เราเหมือนเป็นตัวแทนประเทศ และคนจะมองเราได้ 2 อย่าง คือคุณเป็นแบรนด์ที่มีตัวตน หรือคุณเป็นแค่คนรับจ้างผลิต พอเราไม่มีจุดเด่นแบบ ‘โซฟาเรานั่งสบายที่สุดในโลก’ หรือ ‘โซฟาเรามีกลไกที่ดีมาก’ อะไรแบบนั้น เราเลยคิดถึงการหาจุดเด่นอื่นๆ ที่จะมาเสริมให้แบรนด์ของเราโดดเด่นขึ้นมา” 

2
“มันจะไม่ใช่ไทยแบบตะโกนเกินไป”

ถ้า Mobella เป็นคน ต๊ะบอกว่าเขาคงเป็นคนที่ไม่ได้แต่งตัวจัด ติดเรียบง่าย แต่อาจจะมีบางองค์ประกอบที่ดูโดดขึ้นมา 

“เหมือนเราแต่งชุดดำ แต่ใส่รองเท้าสนีกเกอร์สีส้ม” เขานิยาม 

“ถ้าเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้แต่งบ้าน หลายแบรนด์มีคาแร็กเตอร์แตกต่างกัน บางแบรนด์ตะโกนออกมาเลยว่า ‘ฉันแต่งบ้าน’ แต่ Mobella ไม่ใช่แบบนั้น สมมติเก้าอี้ของเราเป็นเก้าอี้เรียบๆ สีดำทั้งหมด แต่อาจจะมีตัวหนึ่งที่เป็นสีแดงโดดเด่นขึ้นมา หรือบางทีท่ามกลางโซฟาเรียบๆ อยู่ดีๆ ก็มีอาร์มแชร์รูปเรือตั้งอยู่ 

“เราอยากให้เฟอร์นิเจอร์ของเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน อยู่ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ ได้อย่างสมดุล ขณะเดียวกันมันก็อาจเป็นชิ้นที่โดดเด้งขึ้นมาจนแขกต้องถามถึง แล้วให้เจ้าของบ้านเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง“ 

ต๊ะบอกว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์แบบไทย’ คือดีเอ็นเอที่อยู่ในเฟอร์นิเจอร์ Mobella ทุกชิ้น 

แต่ความเป็นไทยแบบ Mobella เป็นแบบไหนล่ะ?

“มันจะไม่ใช่ไทยแบบตะโกนเกินไป ต้องดูสากล โมเดิร์น และมีสตอรีให้เล่าได้” ต๊ะนิยามไว้อย่างนั้น 

ไทยของ Mobella ไม่ใช่ไทยแบบที่เอาไปตั้งในบ้านแล้วเขิน แต่เป็นไทยที่หยิบองค์ประกอบไทยๆ มาลดทอนให้ดูเรียบง่ายและอยู่ในฟอร์มเท่ๆ ต๊ะเปรียบเปรยอย่างติดตลกว่า เหมือนเราไทอินประเทศของเราเข้าไปในเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น

ที่สนุกคือแรงบันดาลใจที่หยิบมาทำนั้นอยู่รอบตัวและไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นหมอนสามเหลี่ยม ดอกไม้ เครื่องมือหาปลา เครื่องดนตรี ขนมไทย ไปจนถึงสัตว์อย่างช้างหรือควาย ด้วยความที่ต๊ะชอบเดินทาง เขาจึงได้เห็นแรงบันดาลใจเหล่านี้ปรากฏอยู่รอบตัว 

ชายหนุ่มบอกว่า สิ่งที่ดลใจให้เขาทำเฟอร์นิเจอร์คือภาพจำความเป็นไทยที่เราคุ้นเคย ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ออกปากว่าเขาไม่ได้สร้างเฟอร์นิเจอร์ตามภาพจำนั้นแบบเป๊ะๆ

“อย่างช้างที่คุณเห็น มันจะไม่ใช่รูปร่างของช้างที่เราคุ้นชิน แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์รูปทรงช้างที่ผ่านการลดทอนให้ดูเรียบง่าย หรือเก้าอี้นวม (armchair) ที่เราคอลแล็บกับมูลนิธิชัยพัฒนา เรานำ ‘เสื่อกก’ ซึ่งผลิตโดยช่างในชุมชนทอมาทำ ซึ่งปกติจะเป็นเสื่อที่สีสันลายพร้อย แต่พอเราไปทำงานกับเขา เราบอกให้ชาวบ้านทอสีเดียวเลย จากนั้นเรานำมากลับด้านเพื่อให้เห็นเทกซ์เจอร์อีกแบบ แล้วแมตช์กับงานผ้าและโครงเหล็กอีกที 

“ถ้าดูไกลๆ จะรู้สึกว่าเป็นเก้าอี้นวมสีน้ำเงินธรรมดา แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ เราจะเห็นรายละเอียดของความโมเดิร์นไทยอยู่ นี่คืองานของ Mobella มันจะไปวางที่เลาจน์สายการบิน โรงแรม หรือในบ้านก็วางได้แบบไม่เขิน”

มาถึงโชว์รูมทั้งที เราขอให้ต๊ะยกตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ 3 ชิ้นที่เขาอยากพูดถึง และนี่คือชิ้นที่ต๊ะเลือกมา

MA-HIN

เฟอร์นิเจอร์ที่ได้รางวัล Design Excellence Award (DEmark) ในปี 2025 และเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Pakk Taii Design Week หรือเทศกาลออกแบบปักษ์ใต้ 2024 

Mobella นำวัสดุจากภาคใต้ 15 ชนิดมาสร้างสรรค์ให้ดูโมเดิร์น ทั้งโซฟาผ้าบาติกจาก 3 จังหวัดชายแดน เก้าอี้ทรง ‘มังคุด’ ที่ทำจากเตยปาหนัน และโซฟา ‘ม้าหิน’ ที่นำผ้าบาติกมาเขียนลายหิน ก่อนจะพัฒนามาสู่เวอร์ชั่นผ้าพิมพ์ที่ลูกค้าเลือกสีสันและลวดลายของม้าหินได้เอง

“เวลาเราไปต่างจังหวัด เรามักจะเห็นม้าหินตั้งอยู่หน้าบ้านอยู่เสมอ มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ซึ่ง Mobella เราอยากเป็นแบบนั้น 

“ม้าหินเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งสบาย แต่ไม่ได้นั่งได้ตลอด พอม้าหินแตกเราก็ต้องรอให้มันแตกมากๆ ถึงจะยกไปทิ้ง เราจึงอยากดีไซน์ให้มันมาอยู่ในบ้าน เปลี่ยนโครงสร้างจากม้าหินแข็งๆ กลายเป็นโซฟานุ่มๆ”

KIRI

โซฟาหมอนสามเหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหมอนสามเหลี่ยมแบบไทยๆ แต่ปรับมาใช้สีเรียบง่ายสบายตา จนลูกค้าหลายคนเห็นแล้วขอซื้อไปตั้งไว้ในบ้าน โรงแรม ไปจนถึงออฟฟิศทำงานของ LINE Official ประจำประเทศไทย

“ลูกค้าหลายคนพูดคล้ายๆ กันคือชิ้นนี้ดูเป็นไทยโมเดิร์น ไม่ได้ดูซับซ้อน แต่รีเลตกับการพักผ่อนของคนไทยในอดีต แต่เป็นอีกมุมหนึ่ง”

NOOMNIM

โซฟาที่โดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นเป็นพิเศษ นั่นคือเป็นโซฟาที่มีผ้าห่มในตัว ถ้าไม่ใช้ก็เก็บกลายเป็นพนักพิงแขนได้

‘นุ่มนิ่ม’ เป็นโซฟาไทยตัวแรกที่คว้ารางวัล GOOD DESIGN AWARD (G Mark) รางวัลด้านการออกแบบระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2010 

“Mobella ยึดโยงกับความเป็นไทย แต่ความเป็นไทยไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะซื้อหรือเข้าถึงไทย แต่อาจจะเป็นกิมมิกในการแต่งบ้านบางอย่าง เราเลยอยากออกแบบโซฟาตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ในบ้านแล้วไม่ใช่แค่โซฟาเหลี่ยมๆ เรียบๆ เราจึงคิดโซฟานี้มาจากพฤติกรรมของเราและคนไทยหลายคน 

“ตอนนั้นเราอยู่คอนโดฯ แล้วสังเกตว่ามีหลายครั้งที่เราไม่ขึ้นไปนอนบนเตียง แต่ใช้ชีวิตบนโซฟาหมด ไม่ว่าจะกินข้าวหรือนอน และเราก็จะแบกผ้าห่มจากห้องนอนมากองไว้ที่โซฟา เราเลยคิดว่าทำไมเราไม่ออกแบบโซฟาที่มีผ้าห่มในตัวเดียวไปเลย จึงเกิดเป็น NOOMNIM ขึ้นมา เรามีเวอร์ชั่นแบบโซฟา daybed ที่ปรับนอนได้ด้วย” 

3
“สิ่งที่ยังทำให้แบรนด์ขายได้คือตัวตน”

จากรายงานของ Statista และข้อมูลจาก ECDB (Ecommerce Data Bank) ตลาดเฟอร์นิเจอร์ไทยปี 2025 มีรายได้รวม 2.97 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.7 หมื่นล้านบาท) ในจำนวนนั้น มีรายได้จากการขายออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 2,484 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.1 หมื่นล้านบาท

ในยุคที่ทุกคนเข้าถึงเฟอร์นิเจอร์ได้แค่ปลายนิ้วคลิก เราถาม Mobella ว่า พวกเขาแข่งกับคนอื่นด้วยกลยุทธ์แบบไหน

“ตลาดเฟอร์นิเจอร์ตอนนี้แข่งขันสูง มีเฟอร์นิเจอร์นำเข้ามาเยอะมาก เรามองว่าสิ่งที่ยังทำให้แบรนด์ขายได้คือ ‘ตัวตนของแบรนด์’ เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ” ต๊ะพูดด้วยเสียงหนักแน่น

“เราไม่ได้บอกว่าโซฟาจากจีนไม่ดีเท่าของเรา เขาอาจจะดีพอๆ กับเราก็ได้ แต่ตัวตนของเราคือเราเป็นโซฟาไทยมาตั้งแต่แรก ถ้าคนต่างชาติมาทำโซฟารูปช้าง ม้า วัว ควาย เขาก็ไม่ได้อินเท่าเรา ในขณะเดียวกัน เราอาจจะทำโซฟามังกรสู้เขาไม่ได้ เรากำลังจะสื่อว่า Mobella เป็นแบรนด์คนไทยที่ชัดในตัวตน คุณภาพเทียบเท่ากับเฟอร์นิเจอร์ส่งออก ลูกค้าของเราเขาจึงรู้ว่าถ้ามาหาเรา เขาจะได้โซฟาแบบไหนกลับไป”

ต๊ะเล่าอีกว่าผลข้างเคียงหนึ่งของการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์คือหลายคนเจอปัญหา ‘ไม่ตรงปก’ บ่อย ทำให้บางคนกลัวการซื้อเฟอร์นิเจอร์ไปเลย 

แล้ว Mobella รับมือกับเรื่องนี้ยังไง?

“เราคิดว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสินค้าที่คนต้องมาลองใช้ คุณตัดสินด้วยตาไม่ได้ ยิ่งเป็นสินค้าที่เราไม่ได้ซื้อบ่อยๆ และลงทุนสูง เราก็อยากให้ลูกค้าอยู่กับมันได้นานๆ และเชื่อว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อมา เพราะฉะนั้น ในปัจจุบัน Mobella จึงพยายามจะสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ของเราดียังไงก่อน บางครั้งเรายอมให้ลูกค้าเอาเฟอร์นิเจอร์ของเราไปตั้งที่บ้านก่อนโดยที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ เพื่อให้เขาเห็นว่ามันเข้ากับพื้นที่ของเขาจริงไหม“

เร็วๆ นี้ ต๊ะมีแผนจะสร้างคาเฟ่ชาไทยที่ภายในคาเฟ่จะใช้เฟอร์นิเจอร์ของ Mobella ทั้งหมด และบางโอกาสก็มีเวิร์กช็อปสนุกๆ เกี่ยวกับงานสาน งานหุ้มบุจัดขึ้นด้วย

“สเตปต่อไปของเราคือการสร้างประสบการณ์ การที่ลูกค้าได้มาลองนั่งที่ร้านมันตอบโจทย์นั้น คนที่เขามาอาจจะไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เราก็ได้ แต่รู้จักเราในฐานะโซฟาของคนไทยนะ ทำงานหุ้มบุ เขามานั่ง มาใช้ได้ แล้วถ้าวันหนึ่งเขาอยากแต่งบ้าน เขาก็อาจจะอยากได้ประสบการณ์แบบนี้ไปไว้ในบ้านเขาบ้าง”

4
“เราอยากสร้างคอมมิวนิตี้ของคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

ตลอดระยะเวลาที่คุยกัน คำหนึ่งที่ต๊ะพูดบ่อยๆ คือคำว่า ‘คอมมิวนิตี้’

เราจึงสงสัยว่า แล้วคอมมิวนิตี้ของเขามีนิยามแบบไหน สำคัญสำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยังไง

“เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าเราจะนอน พักผ่อน ไปหาเพื่อน ประชุม เราใช้เฟอร์นิเจอร์ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เราจึงอยากให้คนใช้เฟอร์นิเจอร์ได้รู้จักเราและลองใช้เราก่อน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากสร้างคอมมิวนิตี้

“แต่คอมมิวนิตี้ที่เราอยากสร้างคือคอมมิวนิตี้ของคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วย ตอนคุณนั่งทำงาน เราก็อยากให้คุณนั่งเก้าอี้นุ่มๆ ที่ไม่ทำให้ปวดหลัง ตอนคุณปาร์ตี้กับเพื่อน ถ้าน้ำหกบนโซฟาก็เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย มันคือภาพสะท้อนของการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพเป็นส่วนประกอบ”

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แม้เทรนด์เฟอร์นิเจอร์จะเปลี่ยนไปทางไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่อยู่กับ Mobella มาตั้งแต่วันแรกคือความคิดสร้างสรรค์

“ความคิดสร้างสรรค์คือหัวใจของแบรนด์เรา เพราะเราเป็นดีไซเนอร์ที่ทำธุรกิจ เราไม่ใช่นักธุรกิจที่มีเงินแล้วไปจ้างโรงงานผลิต หรือบินไปต่างประเทศแล้วเอาของมาขายตามเทรนด์ เรามีดีเอ็นเอของความเป็นนักออกแบบอยู่ และใช้การออกแบบกับความคิดสร้างสรรค์นี่แหละเป็นตัวแก้ปัญหา” ชายหนุ่มยิ้ม

What I’ve Learn

  1. ในการทำธุรกิจ ตัวตนของแบรนด์ต้องชัดเจน
  2. คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้เรื่องระบบบัญชีและดูเรื่องกระแสเงินสดด้วย ไม่ใช่แค่โฟกัสแต่เรื่องการขายอย่างเดียว เพราะระบบการเงินเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจเช่นกัน
  3. ในโลกปัจจุบัน ตั้งเป้าระยะสั้นและลงมือทำให้เร็ว อย่าคิดเยอะเกิน เพราะยุคนี้ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก หากเราทำทุกอย่างเร็ว เมื่อเราล้มเราจะลุกขึ้นได้เร็วเช่นกัน

ถอดรหัส Disney Pixar สตูดิโอแอนิเมชั่นที่เปี่ยมด้วย DNA นักครีเอทีฟ

Toy Story, Finding Nemo, Monsters, Inc., Cars, Inside Out และล่าสุดอย่าง HOPPERS ที่กำลังอยู่ในโรงภาพยนตร์และสร้างไวรัลบนโซเชียลฯ ทั่วโลกกับบรรดาสัตว์สุดน่ารักยียวน (อย่างเจ้าทอม กิ้งก่าตัวเขียวจอมวุ่น) 

เหล่านี้คือผลงานมาสเตอร์พีซส่วนหนึ่งจาก ‘Disney Pixar’ สตูดิโอแอนิเมชั่นระดับตำนาน ที่แต่งเติมจินตนาการให้เด็กหลายคนโตมาเป็นผู้ใหญ่ ที่กล้าฝันและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในหัวใจเสมอมา

ดีเอ็นเอที่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือ Disney Pixar มาจากการปูพื้นฐานองค์กรที่ยอดเยี่ยมของ ‘ดร.เอ็ดวิน แคตมุลล์’ (Edwin Catmull) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Disney Pixar ที่เคยบริหารนำสตูดิโอแอนิเมชั่นแห่งนี้สู่ยุครุ่งเรือง เช่นการริเริ่มเปลี่ยนผ่านยุคแอนิเมชั่น 2D สู่ 3D ที่ในภายหลังกลายเป็นซิกเนเจอร์ของสตูดิโอแห่งนี้ 

การปลูกฝัง DNA ความเป็นนักครีเอทีฟให้แก่พนักงานของ Disney Pixar ดร.เอ็ดวินได้เคยเล่าไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า ‘Creativity, Inc’ ที่เล่าสรุปใจความสำคัญให้แล้วในคอลัมน์ Key Note ตอนนี้

1. กล้าที่จะล้มเหลว เพราะก่อนที่ทุกผลงานสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านความผิดพลาด 

วิธีคิดที่ ดร.เอ็ดวินเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง Disney Pixar คือก่อนทุกความสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น ย่อมต้องผ่านความ ‘ผิดพลาด’ มาก่อน ยิ่งทลายกรอบความคิดแบบเดิมเท่าไหร่โอกาสที่จะผิดพลาดก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่ากับการหยุดนิ่งจนไม่เกิดไอเดีย เหมือนอย่างที่เขากล้าที่จะคิดค้น Z-buffering เทคนิคที่เพิ่มมิติความลึกให้งานภาพ 3D ที่กว่าจะสำเร็จก็ล้มเหลวไม่น้อย

สิ่งที่ ดร.เอ็ดวินทำในฐานะผู้นำองค์กร เพื่อให้พนักงานเชื่อแบบที่เขาเชื่อคือการปลูกฝังมายด์เซตที่เป็นพลังบวกเพื่อให้พนักงานกล้าจะลงมือทำ เช่นวันที่ผลลัพธ์ไม่ตรงตามที่หวังก็ไม่ต่างจากวันที่ฝนตก วันที่ผลลัพธ์ตรงตามที่หวังก็เปรียบเสมือนวันที่พระอาทิตย์ขึ้น หรือเปรียบคำวิจารณ์ว่าไม่ต่างจากพายุ ที่หลังสงบย่อมพบกับท้องฟ้าที่แจ่มใส 

ไม่แปลกใจที่แอนิเมชั่นหลายเรื่องของ Disney Pixar จะมีแก่นที่ว่าด้วยเรื่องของ coming-of-age หรือการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจนตัวละครเติบโต

2. สร้างวัฒนธรรม ‘เจ้าของร่วม’ ที่คนทำงานทุกคนคือผู้นำ

สิ่งที่ ดร.เอ็ดวินทำต่อมา คือการปลูกฝังทัศนคติที่ทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่า ตนเองเป็น ‘เจ้าของร่วม’ ที่ในที่นี้หมายถึงการกล้าคิด กล้าแสดงไอเดีย เปรียบเสมือนทุกคนเป็นผู้นำในที่ทำงาน และวิธีคิดที่ว่านี้ยังเชื่อมต่อพนักงานทุกๆ คนไปจนถึงระดับผู้บริหารจนเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนส่งเสริมกันและกัน

 ดร.เอ็ดวินได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในช่วงเรียนระดับปริญญาโท ที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนได้ออกความคิดเห็นในคลาสเรียนที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เขาพบว่าการที่ทุกคนกล้าพูดและมีคนรับฟังอย่างเต็มใจเป็นบรรยากาศการทำงานที่ดีมากๆ จนปลายทางเกิดเป็นผลลัพธ์ที่เกินคาด

3. อย่ายึดติดกับกระบวนการเดิมซ้ำๆ เพราะนั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป

ดร.เอ็ดวินอธิบายว่า หลายคนมักจะคิดว่าผลงานที่สร้างสรรค์ของ Disney Pixar มาจากการกระบวนการคิดแบบเดิมๆ เขายืนกรานว่าไม่เสมอไป และการคิดแบบเดิมอาจมีผลเสียมากกว่า เพราะใช่ว่าผลงานที่ดีจะเกิดจากกระบวนการแบบเดิม สองสิ่งนี้ต้องมองแยกออกจากกัน

สิ่งที่เขาทำคือการสนับสนุนให้พนักงานคิดนอกกรอบอยู่เสมอ และบางครั้งยังอนุญาตให้ยืดหยุ่นวิธีการทำงานจากแผนเดิมที่วางไว้ หากทำแล้วได้ผลงานที่สดใหม่และดีกว่าเดิม แม้กระทั่งผู้บริหารเองหากสำรวจแล้วว่าวิธีที่กำลังขับเคลื่อนองค์กรอยู่เป็นวิธีที่ไม่ใช่ ก็ต้องรีบยอมรับและหาทางออกใหม่ให้กับทีม

4. ลดอำนาจในที่ประชุมเพื่อรับฟังถึง ‘ปัญหา’ จากเสียงพนักงานได้อย่างแท้จริง

เชื่อว่าประสบการณ์ตรงของคนทำงานที่ไม่อยากเข้าประชุม เพราะหัวหน้าไม่เปิดโอกาสหรือเฮดไม่เปิดโอกาสให้พูดถึงปัญหา หรือบรรยากาศเองก็กดดันจนเลือกที่ไม่พูดเสียดีกว่า ดร.เอ็ดวินมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีหากจะปล่อยปะละเลย เพราะนานวันเข้าอาจทำให้พนักงานไม่กล้าที่จะพูดหรือเสนอไอเดีย

วิธีแก้ของ ดร.เอ็ดวินคือการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ทุกๆ คนในองค์กรไว้วางใจกัน เช่น การริเริ่มเซสชั่น ‘วันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบ Pixar’ ที่ทุกคนระดมสมองและเสนอแนะคนในทีมไปจนถึงระดับผู้บริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษ

5. จงลงทุนให้กับคนที่เก่งกว่าตนเอง

เบื้องหลังความสำเร็จของ Disney Pixar คือการกล้า ‘ลงทุน’ กับคนที่เก่ง ซึ่งหมายถึงการว่าจ้างพนักงานที่มีความสามารถด้วยผลตอบแทบที่เหมาะสม เพราะการมีพนักงานที่เก่งพวกเขาจะช่วยกันสร้างแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันผู้จ้างยังได้เรียนรู้วิธีคิดจากพวกเขาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีคนทำงานเก่งแต่จงอย่าลืมว่าเฮดเองก็ต้องมี ‘วิสัยทัศน์’ ที่นำคนในองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันได้ด้วย

6. อย่าปล่อยให้พลังที่มองไม่เห็นกัดกร่อนจนองค์กรพัง

สุดท้ายอาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ แต่ ดร.เอ็ดวินกล่าวว่าเป็นอีกข้อที่ไม่ควรละเลย คือผู้นำต้องหมั่นสังเกตถึง ‘อารมณ์’ และ ‘ความคิด’ ของพนักงาน บางคนอาจกำลังเผชิญอุปสรรค บางคนประสบภาวะเบิร์นเอาต์ หรืออะไรก็ตาม

พลังงานที่มองไม่เห็นเหล่านี้หากปล่อยเป็นเวลานานไม่เพียงแต่จะกัดกร่อนพนักงานหนึ่งคน แต่เมื่อเกิดกับพนักงานหลายคนรวมกัน อาจนำพาซึ่งปัญหาให้กับองค์กร เช่น ปัญหาการเมืองในบริษัท ที่รู้ตัวอีกทีก็สายเกินแก้เสียแล้ว

ทั้งหมดที่ว่ามาคือดีเอ็นเอที่ทำให้ Pixar กลายเป็นองค์กรที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และผลิตผลงานแอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งวิธีคิดที่กล่าวมาข้างต้นยังสามารถนำไปปรับใช้กับทุกๆ องค์กร เพราะไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนล้วนต้องมีหัวใจของความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย

ที่มา

M&M’S ขนมหวานจากยุคสงครามการแตกหักของพ่อลูกตระกูล Mars

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์พูดถึงสงครามค่อนข้างบ่อย ส่วนหนึ่งคือกิจการต่างๆ มักเกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยใหม่ (Modern Era) และมักต่อเนื่องหรือได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจากสงครามสำคัญ ทั้งสงครามโลก สงครามเย็น และสงครามภูมิภาคเช่นสงครามเวียดนาม 

มิติของธุรกิจสัมพันธ์ทั้งกับกิจการที่ดำเนินก่อร่างมาและผ่านสงครามอันถือเป็นวิกฤตที่ทดสอบธุรกิจ หรือหลายครั้งที่สงคราม ในความขาด ในความข้นแค้น หรือในความจำเป็นต่างๆ การสร้างนวัตกรรมจากเรื่องเลวร้ายเช่นสงครามก็กลายเป็นทั้งการเติบโต เอาตัวรอด หรือเป็นการที่มนุษย์เราพยายามดูแลซึ่งกันและกัน นำไปสู่สินค้าและวัฒนธรรมที่เรากินเราใช้ ปรับเข้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ในวันที่ไฟสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง และแรงสะเทือนกำลังเขย่าไปทุกซอกมุมของโลก ทรัพย์คัลเจอร์ชวนย้อนดูความสามารถในการสร้างสรรค์ของผู้คนในห้วงเวลาของการทำลายล้าง ในครั้งนี้ เราขอชวนไปรู้จักขนมที่แสนเรียบง่ายคือ ช็อกโกแลตเคลือบสีสดใส ที่เคลมว่า ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ

เจ้าช็อกโกแลตเม็ดจิ๋วๆ นี้ สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สงครามหลายครั้ง ตั้งแต่สงครามกลางเมืองสเปน ที่ไปเห็นทหารกินช็อกโกแลตเคลือบชิ้นเล็กๆ ขนมที่ออกแบบให้ทนทานต่อสภาพอากาศด้วยเทคนิคการเคลือบน้ำตาล จนกลายเป็นเสบียงทหารสหรัฐฯ และอันที่จริงในเรื่องราวการก่อตั้งแบรนด์ M&M’S ก็ถือเป็นการสงบศึกสำคัญของผู้สืบทอดกิจการ ที่จริงๆ ก็ประกาศศึกพิสูจน์ตนกับผู้เป็นพ่อ เจ้าของกิจการใหญ่ จนกลายเป็นที่มาของตัว M สองตัว บนช็อกโกแลตที่โลกรัก  

เลือดข้น คน Mars

ก่อนเราจะไปที่ M&M’S ในฐานะนวัตกรรมที่คิดจากสนามรบ นอกจากการเป็นนวัตกรรมจากยุคสงคราม การก่อตัวขึ้นของผู้คิดค้น M&M’S และการเป็นเจ้าของแบรนด์ 

การตั้งแบรนด์นับว่ามีมิติของสงคราม โดยเฉพาะศึกสายเลือด เป็นเรื่องราวการพิสูจน์ตัวเอง และเปลี่ยนความคิดการทำกิจการจากพ่อสู่รุ่นลูก รวมถึงเป็นการสร้างขนมที่เกิดจากการสงบศึกของสองแบรนด์

แบรนด์ M&M’S ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 โดย นายฟอร์เรสต์ มาร์ส์ (Forrest Mars) ลูกชายของแฟรงคลิน มาร์ส์ (Franklin Mars) และใช่ครับ คือผู้ก่อตั้งบริษัท Mars เจ้าของบาร์เคลือบช็อกโกแลตที่อร่อยด้วยถั่วและคาราเมล–ซึ่งเจ้าบาร์นี้ก็มีประเด็นอีก 

เล่าโดยสังเขป คือฟอร์เรสต์เป็นลูกชายที่จริงๆ ไม่ได้โตมากับพ่อ เกิดในปี 1904 ส่วนพ่อเป็นเจ้าของโรงงานขนม มีชื่อเสียงจากการทำขนมและลูกอมเคลือบขาย ซึ่งกิจการไม่ได้ดีเท่าไหร่ จนกลับมาตั้งโรงงานที่มินนิโซตา และทำขนมชื่อ Mar-O-Bar เป็นขนมที่มีส่วนผสมของคาราเมล ถั่ว และช็อกโกแลต ทำให้กิจการมีชื่อเสียง แต่อยู่ในระดับอยู่ได้ เป็นกิจการระดับเมือง ซึ่งเจ้า Mar-O-Bar ยังไม่ใช่บาร์ที่เรากินกันทั่วโลก แต่เป็นรากฐานสำคัญ

เมื่อฟอร์เรสต์เรียนจบด้านวิศวกรรมจากเยล ก็กลับมาช่วยพ่อทำงาน ฟอร์เรสต์เป็นเหมือนเด็กหนุ่มที่แง่หนึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ฝันไกล และถือว่าลูกชายที่ขาดกับพ่อไปหลายครั้งนี่แหละที่ทำให้กิจการขนมเล็กๆ ประจำเมือง กลายเป็นสุดยอดอาณาจักรกิจการครอบครัวหลักหมื่นล้านดอลลาร์ หรือล้านล้านบาทไทยได้ 

ฟอร์เรสต์เล่าถึงการคิดค้นขนมสำคัญแรกที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายคือขนม Milky Way ขนมที่ทำจากครีมรสมอลต์ เคลือบคาราเมลและช็อกโกแลต แกเล่าอย่างภูมิใจว่าลูกชายคนนี้แหละที่สร้างอาณาจักรขนมหวานขึ้นมา 

เรื่องคือเขาดูคนดื่มช็อกโกแลตมอลต์ในคาเฟ่ และบอกพ่อขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าให้เอาเครื่องดื่มนั้นไปทำเป็นช็อกโกแลตบาร์สิ คือเอาสินค้าที่ครอบครัวทำอย่างลูกกวาดแท่งผสมกับมอลต์ ราดด้วยคาราเมลและฉาบด้วยช็อกโกแลตที่ไม่ต้องดีเด่นเท่าไหร่ 

ผลคือขนมที่ตั้งชื่อว่า Milky Way ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในปีแรกขายได้ถึง 800,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามหึมามาก และเป็นรากฐานแรกของอาณาจักรมาร์ส

ตรงนี้เองที่ความสัมพันธ์พ่อลูกเริ่มแตก ลูกชายอย่างฟอร์เรสต์ มองว่าอาณาจักรขนมหวานควรไปได้ไกลกว่านี้ และการบริหาร รวมถึงคงคิดในใจว่าถ้าไม่มีเขา จากร้านขนมขายในรถเข็นของพ่อคงไม่มีวันนี้ พ่อลูกโต้เถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนฟอร์เรสต์ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ฟังเขา ก็จะต้องแยกทางกันเดิน 

พ่อเขาก็บอกว่าไปเลย พร้อมยกสิทธิและสูตรในการผลิต Milky Way ให้ติดตัวไปด้วย

หลังจากนั้น ฟอร์เรสต์จึงย้ายตัวเองออกจากอเมริกา มุ่งหน้าสู่ยุโรป เอาประสบการณ์ความสำเร็จจากอุตสาหกรรมขนมหวานไปตั้งรกรากที่อังกฤษ

สงคราม อาหาร และสันติภาพ

การเติบโตของมาร์สผู้ลูกในดินแดนยุโรปถือว่าได้รับการเรียนรู้จากภาวะสงครามเช่นกัน 

ในทศวรรษที่ฟอร์เรสต์ไปตั้งกิจการที่หวังจะให้ขายขนมดีแบบกิจการของพ่อในอเมริกา ปรากฏว่าบริบทของอังกฤษต่างออกไป เช่น พบว่าคนอังกฤษกินขนมที่ครีมมี่กว่าอเมริกัน ดังนั้นจึงผลิตขนมจากช็อกโกแลตที่ครีมมี่กว่า หรือเอาน้ำตาลกวนเป็นท็อฟฟี่ใส่เป็นไส้

ตรงนี้เองที่ฟอร์เรสต์ประยุกต์มรดกจากพ่อมาเป็นเวอร์ชั่นของตัวเอง ทั้งการเอาองค์ประกอบของ Mar-O-Bar ที่พ่อทำตั้งแต่สมัยร้านขนม คือถั่ว คาราเมล มาผสมกับบาร์ช็อกโกแลตแบบ Milky Way โดยทั้งหมดผสมเข้ากับลักษณะขนมที่ได้อิทธิพลจากรสนิยมในยุโรป ไส้ท็อฟฟี่ ช็อกโกแลตที่ครีมมี่ 

และนี่คือ Mars Bar ที่กลายเป็นไอคอนของแบรนด์ที่เรากินกันทั่วโลก

อังกฤษในช่วงที่มาร์สไปทำกิจการคือราวทศวรรษ 1930 เป็นยุคที่เศรษฐกิจตึงเครียดในช่วงรอยต่อของสงครามโลกครั้งที่ 1 สู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การกินขนมหวานในยุคนั้นมีนัยทางศีลธรรม คืออาหารการกินในยุคข้าวยากหมากแพงไม่ควรเป็นไปเพื่อความอร่อย แต่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ สารอาหาร และความอิ่มท้อง 

ดังนั้นฟอร์เรสต์จึงเริ่มขายบาร์ช็อกโกแลตของเขาว่ามันไม่ได้เป็นแค่ขนมนะ แต่มันคืออาหารอย่างหนึ่ง ขนมของเขามีมอลต์ มีนม มีไข่ ให้คุณค่า ให้พลังงาน ไม่ใช่ขนมกินเล่นอีกต่อไป แต่เป็นขนมฟังก์ชั่น

ทีนี้มาถึงการคิดค้น M&M’S และ ถือว่ามาร์สและการเกิดขึ้นของเจ้า M&M’S เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมดรวมมาร์ส ไปเกี่ยวกับ 3 อาณาจักรขนมคือ Rowntree’s company (ภายหลังคือ Nestlé) และ HERSHEY’S นั่นคือมีเรื่องเล่าหลายแนวเรื่องเกี่ยวกับจุดเกิดของ M&M’S 

ว่ากันว่า M&M’S เกิดขึ้นสักพื้นที่ในสเปน ในปี 1973 ซึ่งกำลังมีสงครามกลางเมือง โดยคาดว่าฟอร์เรสต์อยู่กับจอร์จ แฮร์ริส หนึ่งในนักคิดและครอบครัวของบริษัท Rowntree’s company ทั้งคู่ไปเห็นทหารอังกฤษ กินขนมที่เป็นเม็ดแบนๆ เหมือนถั่วเลนทิล แต่เคลือบด้วยน้ำตาล ทำให้ขนมนั้นไม่ละลายในอากาศ

ว่ากันว่าทั้งคู่ร่วมกันพัฒนาวิธีการเคลือบช็อกโกแลตด้วยน้ำตาล และตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันไปผลิตสินค้าในทำนองเดียวกัน แฮร์ริสไปผลิตขายในยุโรป ส่วนฟอร์เรสต์นำกลับมาทำขายในอเมริกา เวอร์ชั่นยุโรปก็คือ ‘สมาร์ตี้’ นั่นเอง

ในจังหวะที่ฟอร์เรสต์กลับมาที่อเมริกาในฐานะวัยรุ่นสร้างตัวก็ยังไม่กลับไปที่กิจการของพ่อ แต่ด้วยเงื่อนไขของสงคราม ในช่วงนั้นซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการจำกัดจำนวนผลผลิตสำคัญคือโกโก้ ทำให้ฟอร์เรสต์หันไปหาบริษัทที่จริงๆ ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งของมาร์ส คือเฮอร์ชีส์ 

ฟอร์เรสต์เอาไอเดียเรื่องช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาลไปคุยกับบรูซ มูร์รี (Bruce Murrie) ลูกชายของอาณาจักรเฮอร์ชีส์ เพื่อผลิตช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาล M&M’S ขึ้นในปี 1941

M สองตัวของแบรนด์เป็นตัวย่อของสองนามสกุลของผู้ก่อตั้งคือ Mars และ Murrie แง่หนึ่งจึงเป็นเหมือนขนมสงบศึกในยามสงคราม คือเอาไอเดียผสมนวัตกรรมซึ่งฟอร์เรสต์เป็นผู้จดสิทธิบัตรเทคนิคการเคลือบน้ำตาล โดยผสมเข้ากับการเข้าถึงวัตถุดิบในห้วงรอยต่อสู่สงคราม

สิ่งที่น่าสนใจคือการผลิต M&M’S โดยแรกเริ่มนั้นไม่ได้ผลิตเพื่อขายคนทั่วไป แต่ผลิตขึ้นเพื่อรับมือสงคราม คือผลิตเป็นเสบียงให้กับทหารสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ตัวขนมก็ใช้หลักการแรกที่คิดคือเคลือบน้ำตาลเพื่อให้ทนทานต่อสภาพอากาศ ผลิตใส่กระบอกกระดาษ เป็นเสบียงเสริมให้ทหารอเมริกันพกไปรบในเขตร้อน 

ตั้งแต่เริ่มของกิจการ แม้จะผลิตจำหน่ายให้กองทัพเป็นหลักก่อน แต่ M&M’S มาพร้อมสโลแกน ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ มาตั้งแต่แรกเริ่ม

หลังจากสงครามยุติลงในปี 1946 ทหารกลับคืนสู่บ้านและชีวิตพลเรือน แต่ความชอบขนมหวานเคลือบช็อกโกแลตหลากสียังอยู่ ในตอนนั้น ปัญหาของฟอร์เรสต์คือเป็นพวกหัวร้อน เอาแต่ใจพอสมควร สุดท้าย สัญญาสันติภาพของสองแบรนด์จึงจบลง 

ฟอร์เรสต์ซื้อหุ้นของบริษัท M&M’S คืน และได้สิทธิของ M&M’S หลังทหารกลับบ้าน M&M’S ก็เริ่มเข้าสู่ตลาด โดยบรรจุในซองสีน้ำตาล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำหรับ M&M’S รสคลาสสิกมาจนปัจจุบัน

ในปี 1964 เมื่อพ่อของฟอร์เรสต์เสียชีวิต เขาก็ควบรวมทุกอย่างของบริษัทตนเอง เข้าสู่อาณาจักร Mars จนกลายเป็นหนึ่งในสุดยอดกิจการของอาณาจักรขนมหวานระดับโลก

ทั้งหมดนี้นั้นมาจากทั้งสงครามภายใน การเติบโตได้ในภาวะสงคราม การสงบศึกเพื่อเติบโตในบริบทความจำกัดของสงคราม และการคิดนวัตกรรมที่คิดจากสงคราม เริ่มจากสนามรบ นำพารสชาติหวานอบอุ่นจากที่บ้าน ให้ทหารติดตัวไปทุกพื้นที่ สู่การทำให้กลายเป็นขนมประจำชาติอย่างหนึ่งของอเมริกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

‘พันธุ์ไทย’ จับมือ ‘ซับเวย์’ ชูโมเดล ‘Hybrid Store’ ร่วมโลเคชั่น เสิร์ฟกาแฟพร้อมแซนวิชในที่เดียว 

‘พันธุ์ไทย’ แบรนด์กาแฟเดังของไทยนำดีเอ็นเอความเป็น ‘Local Coffee Brand’ มาผสมผสานร่วมกับความเป็น ‘Global Sandwich Chain’ ของแบรนด์แซนด์วิชระดับโลกอย่าง ‘Subway’ ภายใต้โมเดลที่เรียกว่า ‘Hybrid Store’ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความอร่อยที่ครบครันให้แก่ผู้บริโภคในยุคนี้

อธิบายให้เข้าใจสำหรับโมเดลดังกล่าวคือการที่ทั้งสองแบรนด์จับมือกันเปิดร้านแบบ ‘Co-location’ โดยแชร์พื้นที่หน้าร้านของกันและกัน รวมไปถึงการขยายสาขากันไปในจำนวนคู่กัน นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคที่เห็นร้านกาแฟพันธุ์ไทยจะรู้ได้ทันทีว่า จะหาแซนด์วิชของ Subway รองท้องได้ทันที เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคที่อยากอิ่มอร่อยกับ Subway ก็เติมความสดชื่นได้จากกาแฟพันธุ์ไทย เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคได้ grab&go ในช่วงเวลาเร่งด่วน

กลยุทธ์ดังกล่าวเกิดจากการที่พันธุ์ไทยไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ร้านกาแฟอีกต่อไป แต่ขยับขยายไปสู่ก้าวสำคัญในการสร้าง ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่ม ที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งสองแบรนด์ และดึงดูดลูกค้าให้ลองเปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการขยายฐานลูกค้าให้แก่กันและกัน 

พันธุ์ไทยทำหน้าที่ตอบโจทย์เรื่องของเมนูเครื่องดื่มและเป็นพื้นที่พักผ่อนแก่ลูกค้าระหว่างวัน Subway เสิร์ฟความอร่อยอิ่มท้องจากการเป็นอาหารจานหลัก ขณะเดียวกันยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พันธุ์ไทยมีมาตรฐานที่พร้อมต่อการยืนเคียงข้าง global brand ได้อย่างภาคภูมิใจ

คอนเซปต์ Hybrid Store คือความครบครันที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์เป็นอย่างดี เหตุนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทั้งสองแบรนด์จะได้แชร์กลุ่มลูกค้าของกันและกัน

ทั้งนี้ Hybrid Store ของกาแฟพันธุ์ไทย x Subway จะเริ่มนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก่อนขยายไปยังย่าน CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจที่มีผู้คนพลุกพล่านอีกจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 โดยทั้งสองแบรนด์เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยเพิ่ม traffic จำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มขึ้นถึง 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

ใครที่อยากดื่มกาแฟสไตล์ไทยและอิ่มอร่อยกับแซนด์วิชคุณภาพเยี่ยมสามารถไปลองกันได้ บอกไว้ก่อนว่าใครที่เป็นสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์อีกด้วยนะ!

จากเปลือกผลไม้สู่นวัตกรรมวัสดุและงานตกแต่งภายในของสตาร์ทอัพไทย UPCYDE

plant-based material หรือนวัตกรรมวัสดุจากพืชที่แปรรูปจากเปลือกผลไม้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนที่น่าจับตามอง และตอนนี้หนึ่งในแบรนด์ของคนไทยที่พัฒนานวัตกรรมนี้จนต่อยอดเป็นธุรกิจได้สำเร็จคือ UPCYDE

มาย การุณงามพรรณ ผู้ก่อตั้ง UPCYDE เล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เริ่มทำแบรนด์รองเท้า BRAVE SHOES ซึ่งเป็นรองเท้าดีไซน์แฟชั่น โดยช่วงที่กำลังมองหาวัสดุใหม่สำหรับการผลิต มายเริ่มสังเกตเห็นว่าทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจกับวัสดุยั่งยืนมากขึ้น จึงชวนเพื่อนร่วมทีมมาพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำเปลือกผลไม้มาแปรรูปเป็นแผ่นวัสดุได้

ทีมจึงทดลองและพัฒนาเครื่องจักรด้วยตัวเองเพื่อขยายกระบวนการผลิตจากแล็บไปสู่ความตั้งใจในการผลิตแบบแมสในระยะยาว โดยปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตวัสดุแปรรูปจากผลไม้ได้ราว 10,000 เมตรต่อเดือน และยังให้บริการครบวงจรด้านวัสดุทางเลือก ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบ (design) ไปจนถึงการผลิต

ช่วงแรก UPCYDE ทดลองนำเปลือกกล้วย สับปะรด มะนาวและมะพร้าวมาแปรรูป ก่อนจะหันมาเน้นพัฒนาวัสดุจากกล้วยและสับปะรด โดยต่อยอดเป็นสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าแฟชั่น ของใช้ ไปจนถึงของที่ระลึก รวมถึงเคยร่วมมือกับดีไซเนอร์และแบรนด์ต่างๆ เช่น ออกแบบโซฟาร่วมกับ Thinkk Studio และออกคอลเลกชั่นแผ่นเสียงรักษ์โลกร่วมกับแบรนด์ Gadhouse ไปจนถึงทำงานตกแต่งภายในด้วยวัสดุยั่งยืนในหลายโปรเจกต์

หนึ่งในสเปซที่นำวัสดุของ UPCYDE มาใช้งานจริงคือ The House 94 ร้านอาหารที่มองเห็นศักยภาพของวัสดุรีไซเคิลจากผลไม้ และนำวัสดุเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในร้าน โดย UPCYDE ได้ช่วยออกแบบของใช้ภายในร้าน ตั้งแต่ปกเมนู กล่องทิชชู ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับคอนเซปต์ของร้านแล้ว ยังตอบโจทย์ร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ และต้องการสร้างจุดถ่ายรูปหรือบรรยากาศที่ดีให้ลูกค้าในแต่ละครั้งที่มาเยือน

หากพร้อมแล้ว ตามไปฟังเรื่องราวของ UPCYDE และเส้นทางของวัสดุจากเปลือกผลไม้กันว่า กว่าจะพัฒนามาเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนได้ เบื้องหลังต้องผ่านกระบวนการและความท้าทายอะไรบ้าง

Origin of Innovation

“ตอนแรกเราเริ่มเห็น waste จากตลาดก่อน แต่ตลาดไม่มีการคัดแยกขนาดนั้น มันจะเป็นขยะเปียกและแห้งปนกัน ก็เลยลองติดต่อไปที่หลายกระทรวงเพื่อหาข้อมูลว่าวิสาหกิจชุมชนมีการจัดการ waste ยังไงบ้าง เลยทำให้ได้ติดต่อกับหัวหน้าวิสาหกิจชุมชนที่ดูแลกลุ่มเกษตรกร เราเล่าให้เขาฟังว่ามีไอเดียธุรกิจ และบางวิสาหกิจจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ช่วยถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้ว่า waste จากผลไม้เอาไปทำอะไรต่อได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยให้เกษตรกรเปิดใจที่จะลองทำร่วมกับเรา”

กระบวนการแปรรูปของ UPCYDE เริ่มจากเกษตรกรทำเส้นใยจากผลไม้ส่งมาให้ แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงาน ขั้นตอนสำคัญคือการใส่สารสกัดธรรมชาติเพื่อให้เส้นใยฟอร์มตัวเป็นแผ่น ก่อนตกแต่งพื้นผิวด้วยความร้อนจนได้วัสดุสำเร็จรูป วัสดุที่ได้จากส่วนต่างๆ ของผลไม้จะให้สีที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ และสามารถเติมสีผสมที่ได้มาตรฐานเกรด eco-friendly เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสีสัน

“จากที่ทดลองทำวัสดุมาหลายอย่าง วัสดุจากผลผลิตทางการเกษตรในบ้านเรามีศักยภาพมาก เพราะประเทศเรามีความหลากหลายของผลผลิต แต่ละอย่างมีจุดแข็งต่างกันทั้งในแง่เส้นใย ความคงทน และความแข็งแรง ตอนแรกเราอยากลองหลายอย่าง แต่พอทำจริงๆ เราเลือกโฟกัสที่กล้วยกับสับปะรดก่อน เพราะเราสะสมข้อมูลจากสองตัวนี้มามากพอที่จะพัฒนาให้ได้มาตรฐานจริงๆ ส่วนวัสดุอื่นก็มีศักยภาพอีกมาก แต่วันนี้การทำให้ได้มาตรฐานสำคัญกว่าการกระจายไปลองหลายอย่าง”

เบื้องหลังการคิดค้นนวัตกรรมคือการทำ data-powered material ที่เก็บข้อมูลการผลิตอย่างละเอียดในทุกล็อต เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของวัสดุแต่ละชุดและนำมาใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาต่อ แต่เนื่องจากหลายคนมักเปรียบเทียบวัสดุนี้กับวอลเปเปอร์ ลามิเนต หรือวัสดุทั่วไป มายจึงตั้งชื่อนวัตกรรมวัสดุจากผลไม้ของแบรนด์ว่า VerdeSKIN เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะในตลาดโลก โดยแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายไลน์ เช่น VerdeFORM ที่นำวัสดุมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ และ VerdeX ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าในลักษณะสั่งทำพิเศษ

มายเล่าว่าความท้าทายหลักของ UPCYDE อยู่ที่การควบคุมคุณภาพวัสดุธรรมชาติที่มีความแปรปรวนสูง ทั้งในแง่ความชื้นและสีเส้นใย ซึ่งแก้ด้วยการสื่อสารกับลูกค้าตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรในช่วงแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะเกิดความเชื่อมั่นได้ต้องอาศัยผู้นำชุมชนช่วยสื่อสาร และใช้ยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นตัวพิสูจน์จนชุมชนเข้าใจและอยากลุยไปด้วยกัน

From Waste to Value

“ชื่อ UPCYDE มาจาก 3 คำ คือ science, design และ upcycle ช่วงนี้เป็นเฟสที่เรากลับมาโฟกัสพาร์ตดีไซน์มากขึ้น ตอนเริ่มต้น เราใช้ design thinking ในการวางระบบและเชื่อมทุกส่วนเข้าหากันว่ามันแข็งแรงพอที่จะเป็นธุรกิจได้จริงมั้ย จากนั้นก็เข้าสู่เฟส science ในการพัฒนาเทคโนโลยีและประกอบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ตอนนี้เราก็ยังใช้หลักคิดเดิม เพราะดีไซน์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง”

หนึ่งในสินค้าที่โดดเด่นของแบรนด์คือกระเป๋าที่ออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลาย สามารถใช้ใส่ของใช้ทั่วไป จัดดอกไม้ หรือใช้เป็นตะกร้าผลไม้ก็ได้ จุดเด่นคือผลิตจากวัสดุชนิดเดียวทั้งหมด โดยไม่ต้องเย็บหรือผสมวัสดุอื่น เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายที่สุดเมื่อหมดอายุการใช้งาน อีกชิ้นคือแผ่น modular ที่ออกแบบให้มี joint สำหรับนำมาต่อกันได้ สามารถปรับรูปทรงเป็นที่รองแก้ว ที่รองจาน ที่ใส่ไวน์ ไปจนถึงกระเป๋า จุดเด่นของสินค้าคือสามารถต่อประกอบได้หลายรูปแบบตามการใช้งาน

นอกจากนี้ UPCYDE ยังทดลองพัฒนาโซฟา ฉากกั้น และรองเท้าที่ใช้วัสดุจากเปลือกผลไม้ เพื่อทำเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าเห็นภาพว่า หากนำวัสดุเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสินค้าแล้ว หน้าตาจะออกมาในลักษณะไหน เพราะคนส่วนใหญ่น่าจะยังไม่เคยเห็นของแต่งบ้านและสินค้าแฟชั่นที่ทำจาก plant-based material มาก่อนๅ

สำหรับงานตกแต่งภายใน นอกเหนือจากสินค้าและของตกแต่งที่จัดแสดงในร้านอาหาร The House 94 แล้ว UPCYDE ยังได้ร่วมงานกับหลายแบรนด์ เช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ต้องการเปิดสาขาใหม่ด้วยแนวคิด zero waste โดยนำเปลือกมะนาวมาแปรรูปเป็นวัสดุตกแต่งผนัง (wall panel) ขณะที่ร้านอาหารเครือใหญ่อย่าง S&P ก็ได้นำวัสดุของ UPCYDE ไปใช้กับผนังภายในร้านแทนการใช้ลามิเนตหรือวอลเปเปอร์ทั่วไปเช่นกัน 

ทั้งนี้วัสดุของ UPCYDE ได้รับการรับรองจาก Thailand Greenhouse Gas Management Organization หรือ TGO ว่าสามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้มากกว่าวัสดุทั่วไปถึง 3-4 เท่า ปัจจุบันมายมองว่าร้านอาหารจำนวนมากเริ่มสนใจวัสดุท้องถิ่นที่มีอายุการใช้งานยาวนานพอสำหรับงานตกแต่งภายใน และไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อยครั้งจนกว่าจะถึงรอบการรีโนเวตครั้งถัดไป

นอกจากนี้สำหรับธุรกิจที่มีของเหลือจากกระบวนการแปรรูปผลไม้จำนวนมาก UPCYDE ก็สามารถช่วยแปรรูปได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น Dole Thailand โรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดใหญ่ที่มีเปลือกกล้วยเหลือทิ้งจำนวนมาก ซึ่งเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างรถขนไปกำจัด จึงร่วมกับ UPCYDE นำเปลือกกล้วยเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นกระดาษ แล้วนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษให้ลูกค้านำกลับไปใช้ต่อ โดยแบรนด์ Dole Thailand จ่ายค่าแปรรูปแทนค่ากำจัดของเสีย กลายเป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

People in the Loop

เมื่อถามถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำธุรกิจและพัฒนานวัตกรรมใหม่ซึ่งน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มายบอกว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือเรื่องความเข้าใจลูกค้า

“ตอนแรกเราพัฒนาวัสดุโดยมองแค่ว่ามันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่พอเราไปขอการรับรอง B Corporation ซึ่งตรวจสอบลึกมากในทุกมิติ ตั้งแต่การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงการทำงานกับเกษตรกรแต่ละราย มันทำให้เราต้องทำความเข้าใจทุกคนที่อยู่ในธุรกิจจริงๆ

“มันทำให้เราตั้งคำถามว่า ลูกค้าต้องการเรื่องความยั่งยืนแค่ไหน แล้วเวลาเอาผลิตภัณฑ์เราไป เขาต้องการสื่อสารอะไรต่อ บางทีเราอาจมี bias คิดไปเองว่าเขาน่าจะต้องการแบบไหน สิ่งที่มายชอบที่สุดในการทำธุรกิจคือตอนที่ลูกค้าบอกความต้องการจริงๆ ให้เรา เพราะมันทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น”

มายเล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ทีมงานได้ลงพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มลูกค้าที่สนใจใช้ eco material โดยตรง เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไรจริงๆ แต่การสำรวจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งลูกค้าเท่านั้น ยังรวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดซัพพลายเชน ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ เกษตรกร ลูกค้า สำหรับมาย การลงไปคุยกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงช่วยให้เห็นความเป็นจริงของการดำเนินธุรกิจ ว่าแนวคิดที่กำลังทำอยู่สามารถเดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงไอเดียที่คิดขึ้นมาโดยยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือยืนยันจากคนในระบบ

เมื่อมองไปที่ทิศทางการเติบโตของตลาดในปัจจุบัน มายอธิบายว่าทุกวันนี้ธุรกิจของ UPCYDE เน้นไปที่ตลาด B2B เป็นหลัก แต่เป็นการขายลูกค้า B2B โดยคำนึงถึงการเจาะตลาด B2C ไปพร้อมกันว่าสินค้ารักษ์โลกแบบไหนจะตอบโจทย์คนทั่วไปได้จริง รวมถึงคิดเผื่อไปถึงการทำงานร่วมกันกับลูกค้าเพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชั่น collaboration ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันด้วย โดยธุรกิจต่างๆ ได้โฟกัสในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ ขณะที่ UPCYDE โฟกัสในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตัวเองคือการนำดีไซน์มาเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือทางการเกษตร 

Seeding a Circular Ecosystem

กว่าจะมาถึงวันนี้ มายเคยนำไอเดียธุรกิจเข้าร่วมแข่งขันในโครงการสตาร์ทอัพด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ circular program ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนจากหลายประเทศมาแลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นจากเยอรมนี เดนมาร์ก หรือสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ทีมเริ่มมองเห็นโอกาสการเติบโตในระดับสากล รวมถึงโอกาสในการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นความท้าทายของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้เช่นกัน

มายมองว่าเทคโนโลยีด้านวัสดุและความยั่งยืนของต่างประเทศพัฒนาไปไกลกว่าไทยมาก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีไอเดียใหม่เท่านั้น แต่เป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงอายุการใช้งานของสินค้า ซึ่งต้องยาวนาน ทนทาน และมีคุณภาพพอที่จะเป็นสินค้าทดแทนหรือทางเลือกที่แข่งขันได้จริงในตลาด ไม่ใช่เพียงผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางโมเดลของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มักถูกคาดหวังให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มายยอมรับว่าช่วงแรกก็เคยกดดันให้ธุรกิจโตเร็วเช่นกัน  “ตอนแรกค่อนข้างเร่งตัวเอง อยากให้ทีมโตเร็วแบบที่สตาร์ทอัพควรจะเป็น แต่พอได้ทำจริงๆ ก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญคือการทำให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำหรับ physical product ที่เข้าไปแทนสินค้าที่มีอยู่ มันยิ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาให้พร้อมสำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมาเราผ่านช่วงระดมทุนและได้รับ grant มาแล้ว ขั้นต่อไปคือพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้ได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ขายครั้งเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือค่อยๆ ไปแต่มั่นคง

ปัจจุบัน UPCYDE ได้คะแนน Overall B Impact Score ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลกอยู่ที่ 136.7 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนที่ธุรกิจด้านความยั่งยืนได้อยู่ที่ 50.9 คะแนน แต่มายมองว่าอิมแพกต์ที่ธุรกิจสร้างมีมากกว่าแค่เรื่องตัวเลข

“ในระยะยาวมองว่า UPCYDE อยากเป็นบริษัทที่ทำวัสดุจากฝีมือคนไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้นทางในการจัดหาวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตโดยทีมงานคนไทย หรือแม้กระทั่งทีมวิศวกรที่ทำเครื่องจักรของเราซึ่งเก่งมาก ถ้าไม่ได้ทำ เราคงไม่รู้เลยว่าน้องๆ ในมหาวิทยาลัยหลายที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคขนาดนี้ ซึ่งมันเปิดโอกาสให้สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับ UPCYDE ได้อีกมาก

“มายมองว่าเราอยากเป็นส่วนเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนประเทศ ดึงบุคลากรที่มีความสามารถในประเทศมารวมตัวกัน สร้างสิ่งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อยากให้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ของ UPCYDE ไปอยู่ในหลายที่ทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับว่ามาจากประเทศไทย เป็นสินค้าระดับโลกที่เอาไปใช้ได้จริง มันคือการสร้างสิ่งใหม่ที่ก้าวออกจากกรอบเดิมว่าสินค้าไทยควรต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

“สิ่งที่มีความหมายสำหรับเราจึงไม่ใช่แค่อิมแพกต์เชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือการที่เราเห็นว่าผลิตภัณฑ์นี้มีคุณค่า ระหว่างทางเราเห็นเกษตรกรมีรายได้ช่องทางใหม่จากการมาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่บางทีแทบสิ้นหวังกับประเทศนี้แล้วว่าเรียนจบไปจะมีแต่งานเดิมๆ ให้ทำ แต่พอได้เจอ UPCYDE เขารู้สึกว่ายังมีนวัตกรรมแบบนี้อีกนะที่ทำให้อยากเรียนรู้และยังอยู่ในประเทศนี้ได้ ไม่ว่าจะในแง่เทคโนโลยี การออกแบบ หรือต่อยอดในด้านต่างๆ แม้กระทั่งเด็กฝึกงานจากต่างประเทศก็ยังสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งนี้ที่ประเทศไทย มายมองว่ามันคือการทำให้บุคลากรที่จะขับเคลื่อนประเทศในอนาคตเห็นโอกาสว่ามันไม่ได้มีแต่สิ่งเดิมที่เคยทำกันมา”

ขอบคุณสถานที่ The House 94 รูปกระเป๋าจาก UPCYDE และรูปแผ่น Modular 

‘ฉันเลือกนาย’ 6 แบรนด์ดังที่คอลแล็บ Pokémon ฉลองครบรอบ 30 ปี แฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ปิกาจู ฉันเลือกนาย! ประโยคคุ้นหูของเด็กยุค 90s จนถึง 2000s ที่หลายคนโตมากับแอนิเมชั่นแห่งยุคอย่าง ‘Pokémon’ แฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 147 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันเปิดตัวเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 1996 จากการเป็นเกม 8-bit บนเครื่อง Game Boy

จวบจนปีนี้ครบรอบ 30 ปี ที่โปเกมอนได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลผ่านลิขสิทธิ์สินค้า เกม ไปจนถึงการ์ดสะสม ถึงขนาดที่การ์ดปิกาจูรุ่นหายาก เช่น Pikachu Illustrator กลายเป็นสิ่งที่แฟนๆ และนักลงทุนตามหา จนมีมูลค่าการประมูลสูงสุดในโลกประมาณ 16.492 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในวาระครบรอบ 3 ทศวรรษ ต่างเห็นหลากหลายแบรนด์มาร่วมคอลแล็บกับคาแร็กเตอร์ยอดฮิตในโปเกมอน จนเกิดเป็นสินค้าที่น่ารัก น่าสะสม ถึงขนาดที่ถ้าได้อ่าน Recap ตอนนี้จบแล้ว เหล่าโปเกมอนเทรนเนอร์อาจจะอยากพูดว่า ‘ฉันเลือกนาย’ ก็เป็นได้

Sushiro x Pokémon

Sushiro จัดแคมเปญให้โปเกมอนเทรนเนอร์ได้มาตามเก็บ Poké Ball ถึง 4 สี 4 แบบ เพียงสั่งเมนูพิเศษในช่วงคอลแล็บอย่าง ‘ไลท์นิ่งป๊อป’ หรือสั่งเมนูที่กำหนดก็จะได้รับ Sushiro Token ลายโปเกมอน นอกจากนี้เมื่อมียอดทานอาหารและเครื่องดื่มทุกๆ 500 บาท และพูดโค้ดลับกับพนักงานว่า ‘ฉันเลือกซูชิโร่’ พนักงานจะพูดตอบกลับว่า ‘ปิกา ปิกา ปิกาจู’ พร้อมให้การ์ด Pokémon Trading Card Game

แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การแจกสินค้าคอลแล็บแล้วจบไป แต่ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แฟนๆ จนทำให้หลังปล่อยแคมเปญเพียง 3 วัน Poké Ball สีแดง, Sushiro Token และ Pokémon Trading Card Gam จำหน่ายหมดชั่วคราวแล้วในบางสาขา

McDonald’s x Pokémon

ชุด Happy Meal จาก McDonald’s ฉลองครบรอบ 30 ปีของโปเกมอน มาพร้อมการ์ดเสริมแบบสุ่มให้ชุดละ 4 ใบ โดยแฟนๆ คาดเดาว่าคอลเลกชั่นในปีนี้ น่าจะมีให้สะสมมากถึง 50 แบบ เหมือนตอนคอลเลกชั่นฉลองครบรอบ 25 ปีที่แบรนด์เคยทำมา

กลยุทธ์การแจกการ์ดของ McDonald’ สอดคล้องกับตลาดการ์ดโปเกมอนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการ์ดโปเกมอนชุดใหม่ล่าสุดกลายเป็นของแรร์ที่คนยอมทำทุกอย่างและจ่ายราคาสูงลิบลิ่ว เพื่อให้ได้มาครอบครอง เพราะ Pokémon Company International เลือกปล่อยการ์ดโปรโมลายพิเศษแบบจำกัด ทำให้การแจกการ์ดของ McDonald’ ตอบโจทย์นักสะสมได้เป็นอย่างดี

PUMA x Pokémon

PUMA ได้เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษที่ดึงคาแร็กเตอร์ฮิตทั้งปิกาจู ชาร์แมนเดอร์ และสควอร์ตเติล มาออกแบบเป็นเสื้อแจ็กเก็ตขนแกะเทียม เสื้อฮู้ด กางเกงวอร์ม เสื้อคอกลมทรงหลวม หมวกไหมพรม และกระเป๋าสะพายข้าง

ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัวรองเท้ารุ่น ‘All-Pro Nitro 2 Pikachu’ โดยนำรองเท้าบาสเกตบอลระดับท็อปของแบรนด์ ที่โดดเด่นด้วยการใช้โฟม Nitro SQD มาทำเป็นพื้นรองเท้า ทำให้ใส่แล้วรู้สึกนิ่ม ช่วยซับแรงกระแทกได้ดี มาผสมผสานกับลักษณะเด่นของปิกาจู ทั้งการเลือกใช้สีเหลืองสด มาตัดกับสีดำ มีกิมมิกเล็กๆ เป็นหนังกลับสีแดงอยู่ตรงรูร้อยเชือกรองเท้า

UNIQLO X Pokémon

แบรนด์เสื้อผ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องการคอลแล็บกับคาแร็กเตอร์ดังอย่าง UNIQLO ก็ไม่น้อยหน้า ได้เปิดตัวคอลเลกชั่น Pokémon UT โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพอาร์ตต้นฉบับในวิดีโอเกมที่หลายคนคิดถึง บนเครื่อง Pokémon Red และ Pokémon Green ในสมัยเครื่อง Game Boy

ถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาดสีน้ำของ Ken Sugimori นักออกแบบตัวละครโปเกมอนยุคแรกๆ ทำให้ลายเสื้อมีโทนสีและสไตล์ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกแบบ OG มีให้เลือกทั้งเสื้อยืดของเด็กและผู้ใหญ่รวมกันถึง 10 แบบ โดยเฉพาะเสื้อสำหรับเด็ก ที่มีตัวละครเพิ่มเติมจากเสื้อผู้ใหญ่ทั้ง Eevee, Mew และ Mewtwo

LEGO X Pokémon

คาแร็กเตอร์หลักจาก Pokémon ได้กลายมาเป็นตัวต่อในคอลเลกชั่น LEGO Pokémon ถึง 5 แบบ ไฮไลต์คือ ‘Venusaur, Charizard and Blastoise’ ที่มีจำนวนตัวต่อเลโก้ทั้งหมด 6,838 ชิ้น มีทั้งฟุชิกิบานะ ลิซาร์ดอน และคาเม็กซ์ ขนาดใหญ่ถึง 23 เซนติเมตร สามารถเลือกต่อตามคาแร็กเตอร์ของตัวละคร หรือจะต่อประกอบร่างทั้ง 3 ตัวเข้าด้วยกัน และในส่วนของหัว ปาก แขน ปีก สามารถขยับได้ทั้งหมด

หรือถ้าใครอยากสะสมเลโก้โปเกมอนที่ขนาดเล็กลงมาหน่อย ก็มีรุ่น Pokémon Eevee ที่มีตัวต่อเลโก้ 587 ชิ้น ถึงแม้จะมีจำนวนชิ้นและมีความซับซ้อนตอนต่อที่น้อยกว่า แต่เซตนี้ก็ยังมีรายละเอียดในการปรับท่าทางได้ไม่ต่างจากตัวใหญ่เลย

MIYOSHI RUG x Pokémon

MIYOSHI RUG แบรนด์พรมทำมือจากญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนานุ่ม ทนทาน และเป็นงานฝีมือที่ประณีต ได้เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ ‘Pokémon 30TH ANNIVERSARY MIYOSHI RUG Collection’ ที่หยิบตัวละครสุดน่ารักอย่างปิกาจู คาบิกอน และเมตามอน มาถักทอเป็นพรมตกแต่งบ้านหรือให้เหล่าโปเกมอนเทรนเนอร์ได้สะสม

โดยเฉพาะพรมลายคาบิกอนที่แบรนด์บอกว่ามีขนาดเท่ากับตัวจริงของตัวละครนี้ รวมถึงยังมีพรมปูเก้าอี้ลาย Poké Ball ทั้งหมดวางจำหน่ายผ่านระบบสุ่มสิทธิ์ บนแอพพลิเคชั่น MIYOSHI RUG โดยเปิดให้ลงทะเบียนไปแล้วเมื่อวันที่ 8-10 มีนาคมที่ผ่านมา และจะประกาศผลผู้โชคดีภายในวันที่ 12 มีนาคมนี้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างจากหลากแบรนด์ที่จับมือกับ Pokémon ในปี 2026 นี้เท่านั้น และคาดว่าในอนาคตจะมีสินค้าสุดน่ารักมาให้แฟนๆ ได้จับจองเป็นของกันอีกแน่นอน

ที่มา 

Smile Migraine แอพฯ เพื่อชาวไมเกรน HealthTech startup โดยคนไทย ที่กำลังสยายปีกไปต่างประเทศ  

ปวดตุบๆ ที่ขมับราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แสงสว่างที่เคยสวยงามกลับกลายเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ และเสียงรอบข้างที่คนอื่นฟังได้อย่างปกติ เรากลับรู้สึกว่าเสียงนั้นดังผิดปกติจนชวนคลื่นไส้ 

สำหรับใครที่เคยเป็นไมเกรนน่าจะเข้าใจอาการเหล่านี้ได้ดีจนแทบไม่ต้องอธิบาย ขณะเดียวกัน หลายคนที่อาจยังไม่เคยสัมผัสกับมันโดยตรง ก็อาจกำลังตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่า “อาการปวดหัวบ่อยๆ ของฉันตอนนี้ มันคือไมเกรนหรือเปล่า?”

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คุณจะสงสัย เพราะในประเทศไทยเพียงประเทศเดียวมีผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคไมเกรนสูงถึง 10 ล้านคน แต่ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในจำนวนมหาศาลนี้ กลับมีหมอเฉพาะทางที่เรียกว่า ‘Headache Specialist’ จริงๆ เพียงแค่ 4 คนเท่านั้น 

“คนที่ไม่เป็นไม่เข้าใจ” 

คือประโยคสั้นๆ ที่สะท้อนความอัดอั้นในใจของผู้ป่วยได้ดีที่สุด เพราะภายใต้ความปวดที่คนรอบข้างมองไม่เห็น มีความโดดเดี่ยวและความทรมานซ่อนอยู่ 

ด้วยเหตุนี้เอง ผศ. นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เฉพาะทางโรคปวดศีรษะไมเกรน หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานชมรมศึกษาโรคปวดศีรษะ สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะ หมอสุรัตน์ แอดมินเพจ ‘สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์’ จึงตั้งปณิธานที่จะหา ‘solution’ เพื่อช่วยให้คนไข้มีชีวิตที่เดินต่อได้ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น 

หมอสุรัตน์เริ่มปลุกปั้นไอเดียร่วมกับ บาย–ณิชชนารถ ชุ่มมะโน พาร์ตเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมมานานเกือบ 10 ปี ผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกบน LINE จนกลายมาเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่มีชื่อว่า Smile Migraine

Smile Migraine ไม่ได้เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชั่นจดบันทึกอาการปวดหัวทั่วไป แต่คือ ‘ecosystem’ สำหรับคนเป็นไมเกรน ภายในรวบรวมตั้งแต่ชุมชนออนไลน์ที่แบ่งปันความเข้าใจ, ร้านค้าที่คัดสรรสินค้าเพื่อคนไมเกรน ไปจนถึงบริการปรึกษาหมอเฉพาะทางแบบออนไลน์ 

ความน่าสนใจที่เป็นหัวใจสำคัญของ Smile Migraine คือการเป็น HealthTech startup ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการได้รับเงินทุนมหาศาลจาก VC (venture capital) เหมือนสตาร์ทอัพทั่วไป แต่ขับเคลื่อนผ่านทุนจากการเดินสายแข่งขันในเวทีต่างๆ และการบริหารรายได้จากตัวแอพฯ จนยืนหยัดอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง จนปัจจุบันนวัตกรรมฝีมือคนไทยชิ้นนี้กำลังไปสู่ต่างประเทศ 

เรียกได้ว่าในนาทีนี้ Smile Migraine คือแพลตฟอร์มเดียวในโลกที่พยายามสร้างระบบนิเวศเพื่อคนเป็นไมเกรนแบบ ‘end-to-end’ คือดูแลตั้งแต่เริ่มปวดไปจนถึงหายดี และมองไกลไปถึงการป้องกันไม่ให้กลับมาเจ็บปวดซ้ำ  

Startup Stage:
Problem Discovery & Founding

“แรงบันดาลใจสำคัญมาจากผู้ป่วยรายหนึ่งที่เกิดปัญหาการติดยาแก้ปวดจนมีผลกระทบต่อชีวิต กินยาจนไตวาย ชีวิตเขาพังไปเลยเพียงเพราะเขาไม่รู้” 

หมอสุรัตน์ย้อนเล่าประสบการณ์ที่ทำให้คุณหมอตระหนักว่าลำพังความรู้ในห้องตรวจนั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยคนในวงกว้างได้ หากยังเลือกตรวจคนไข้ทีละคนในโรงพยาบาล ต่อให้เขาอุทิศเวลาทั้งชีวิตก็ช่วยคนได้เพียงหยิบมือเดียวจากมหาสมุทรของผู้ป่วย 10 ล้านคน  

แนวคิดเรื่อง digital solution จึงเริ่มขึ้น เพื่อกระจายความเชี่ยวชาญจากหมอเพียงไม่กี่คนไปสู่ผู้ป่วยทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น ‘หมอ’ ที่รอคนไข้มาตรวจให้กลายเป็น ‘นวัตกรรม’ ที่วิ่งไปหาผู้คน เพื่ออุดช่องว่าง โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทลายกำแพงของระยะทางและจำนวนบุคลากร

ทว่าการเดินทางของ Smile Migraine เริ่มต้นขึ้นจากการผสมผสานระหว่าง ‘ผู้รู้ปัญหา’ อย่างคุณหมอ และ ‘ผู้สร้างทางออก’ อย่างบาย เป้าหมายร่วมกันของทั้งคู่คือการสร้างเครื่องมือที่คนไข้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด พวกเขาจึงเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวอย่างแพลตฟอร์ม LINE โดยปั้นโครงการต้นแบบขึ้นมาในชื่อ Smart Headache เพื่อทดลองดูว่าเทคโนโลยีจะช่วยจัดการปัญหาของคนไข้ไมเกรนในเบื้องต้นได้จริงหรือไม่

ในช่วงแรก Smart Headache ทำหน้าที่เหมือนห้องแล็บทดลองขนาดเล็กที่เปิดให้คนเข้ามาปรึกษาและบันทึกข้อมูล แต่ความสำเร็จที่มาไวเกินคาดกลายเป็นดาบสองคม เมื่อจำนวนผู้ใช้งานพุ่งสูงขึ้นจนระบบของ LINE ไม่สามารถรองรับการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนและการขยายตัวในอนาคตได้

พวกเขาจึงมองหาทางออกที่ยั่งยืนกว่าเดิม การเข้าหาแหล่งสนับสนุนอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บังคับให้ทีมงานต้องยกระดับจากการทำโครงการวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว

เงื่อนไขของการรับทุนสนับสนุนนวัตกรรมนั้นชัดเจนว่าโครงการต้องขับเคลื่อนในรูปแบบนิติบุคคล ทำให้อาจารย์หมอที่เคยชินกับบทบาทนักวิชาการและแพทย์เฉพาะทาง ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในการจดทะเบียนบริษัท 

“เราเลยต้องเปลี่ยนจากโหมดนักวิจัย มาเป็นโหมดผู้ประกอบการแบบเลี่ยงไม่ได้”

พวกเขาต้องเรียนรู้การวางแผนธุรกิจ การบริหารทีมงาน และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งที่หมออยากเห็น แต่คือการทำให้ ‘นวัตกรรม’ อยู่รอดได้ด้วยตัวเองในเชิงพาณิชย์

Startup Stage: 
Product-Market Fit & Pivot

ทั้งคู่เปิดตัวแอพพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการ โดยรีแบรนด์จากชื่อ Smart Headache ที่ฟังดูเป็นเชิงเทคนิคและเข้าถึงยาก มาเป็นชื่อ Smile Migraine เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ดูเป็นมิตรและให้ความหวัง โดยตั้งใจให้ชื่อนี้สื่อถึงผลลัพธ์สุดท้ายที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นกับคนไข้ทุกคน

ความตื่นเต้นในช่วงแรกแทนที่ด้วยความกดดันจากการทำสตาร์ทอัพ เมื่อโมเดลรายได้จากการสมัครสมาชิก (subscription) เดือนละ 99 บาทมีคนจ่ายอยู่ประมาณ 100-200 คนต่อเดือน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุน

ทีมพบ pain point ว่าแอพฯ ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์และเน้นแต่การเก็บข้อมูลด้านเดียวนั้นไม่สามารถรักษาฐานผู้ใช้ไว้ได้ คุณหมอและบายตัดสินใจพากันไปลงสนามในรายการเซอร์ไววัลสตาร์ทอัพอย่าง ‘นิลมังกร The Reality’ และเวทีแข่งขันต่างๆ เพื่อนำไอเดียไปให้ผู้เชี่ยวชาญสับเปลี่ยนมุมมอง การเอาตัวเองไปอยู่กลางสปอตไลต์ยังได้ประโยชน์มากกว่าชื่อเสียง เพราะทั้งคู่ยังได้คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและมองหาเครือข่ายที่จะพาธุรกิจไปต่อได้

บนเวทีการแข่งขัน พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจผู้ก่อตั้ง แต่คำถามเหล่านั้นกลับกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า พวกเขายังยึดติดกับมุมมองของหมอมากเกินไปจนลืมมองในมุมของผู้ใช้งาน 

“การโดนด่าในวันนั้นคือคำแนะนำที่ดีที่สุด เราจะเจอ pain point ใหม่ๆ เสมอ แต่ถ้าเราไม่กล้าที่จะลองลงมือทำหรือกล้าที่จะล้ม เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าวิธีไหนใช้ได้หรือไม่ได้ ความผิดพลาดจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่บอกว่าเราควรจะไปทางไหนต่อ”

คุณหมอว่าอย่างนั้น และตอนนั้นเองที่ทั้งคู่เริ่มตระหนักว่าต้องเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการเก็บข้อมูล มาเป็นการแก้ปัญหาชีวิตเพื่อสร้างมูลค่าที่คนไข้ยินดีจะควักกระเป๋าจ่าย 

“ในการทำธุรกิจ เราต้องลองจนกว่าจะเจอทางที่ใช่ แต่เราต้องยอมรับว่าทุกการทดลองมีความเสี่ยง อย่างตอนแรกที่เราคิดว่าโมเดล subscription จะเวิร์ก แต่พอทำจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เราจึงต้องมีขีดจำกัดและกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน เพื่อพิสูจน์ว่าสมมติฐานที่เราตั้งไว้มันไปต่อได้จริงไหม

“มันเหมือนกับการจีบสาว ถ้าคุยกันไปสัก 3 เดือนแล้วไม่ใช่ เราต้องรีบถอยออกมาเพื่อไม่ให้เสียต้นทุนค่าเสียโอกาส เพราะเวลาที่เสียไปมีค่ามหาศาล ทั้งในรูปของตัวเงินและโอกาสในการพัฒนาสิ่งอื่น แต่ในระหว่างที่ลอง เราต้องไม่ล้มเหลวเปล่า เราต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นช่องว่างและเข้าใจ pain point ที่แท้จริงให้ได้ว่าลูกค้ายินดีจะจ่ายเงินให้กับอะไรกันแน่” บายบอก

Startup Stage: 
Business Model Evolution & Monetization

เมื่อบายและคุณหมอเปลี่ยนเป้าหมายจากการเก็บข้อมูลมาเป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้ป่วยรู้ว่าพวกเขาไม่ได้กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดเพียงลำพัง

การสร้างชุมชนออนไลน์กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมงานได้ยิน ‘เสียง’ ที่แท้จริงของคนไข้ พวกเขาพบว่าสิ่งที่คนไมเกรนต้องการที่สุดไม่ใช่แค่ยาที่แรงขึ้นหรือกราฟสถิติที่ละเอียด แต่คือการมีใครสักคนที่เข้าใจว่าความปวดนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตยังไง 

บายบอกว่าพื้นที่นี้จึงกลายเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความผูกพันระหว่างผู้ใช้งานกับแบรนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อินไซต์ที่ได้จากชุมชนยังกลายเป็นขุมทรัพย์ในการพัฒนาธุรกิจ นำไปสู่การกำเนิดของ Miga Shop ซึ่งเป็น Marketplace ที่คัดสรรสินค้ามาเพื่อตอบโจทย์คนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างแมกนีเซียม ไปจนถึงอุปกรณ์ประคบเย็นที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์

การสร้าง Marketplace ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาให้คนไข้ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงบริษัท แทนการพึ่งพาระบบสมัครสมาชิกเพียงอย่างเดียว สินค้าทุกชิ้นใน Miga Shop ถูกนำเสนอในฐานะ ‘โซลูชั่น’ ที่กินได้และใช้ได้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โมเดลธุรกิจเริ่มมีความมั่นคงและยั่งยืนในเชิงพาณิชย์

เมื่อวิกฤตโควิด-19 มาถึง กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ปลดล็อกข้อจำกัดของการรักษาแบบเดิม ทีมงานอาศัยจังหวะนี้พัฒนาฟีเจอร์ telemedicine เพื่อเชื่อมต่อคนไข้กับแพทย์เฉพาะทางด้านโรคสมองโดยตรงผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟน ซึ่งเป็นการทำลายกำแพงเรื่องระยะทางและเวลาที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ 

telemedicine กลายเป็นเสาหลักที่สร้างรายได้ที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับ Smile Migraine และเป็นบริการที่ตอบโจทย์ pain point ของคนไข้อย่างตรงจุดที่สุด บริการนี้ช่วยให้คนไข้ที่อยู่ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งคนไข้จากต่างประเทศไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลเพื่อมาพบหมอเพียงไม่กี่นาที แต่สามารถรับคำปรึกษาและยาที่ถูกต้องส่งตรงถึงบ้านได้อย่างรวดเร็ว

จากองค์ประกอบเหล่านี้ ทีมงานจึงรวบรวมฟีเจอร์ต่างๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นโมเดลที่เรียกว่า Connected Care ซึ่งเป็นการรวมโลกของการบันทึกอาการ ชุมชนผู้ป่วย การพบแพทย์ และการซื้อสินค้าที่จำเป็นไว้ในระบบนิเวศเดียวอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้การดูแลรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและครบวงจรที่สุด

“ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ Smile Migraine ทุ่มเทพัฒนาคือระบบที่ตอบโจทย์กลุ่มคนไข้ที่มีอาการรุนแรงและต้องการพบหมอเป็นอันดับแรก เพราะระบบ telemedicine เป็นส่วนที่สร้างรายได้ให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้  

“แต่เราก็ตระหนักดีว่ายังมีคนไข้อีกกลุ่มที่อาการอาจยังไม่เยอะและยังไม่พร้อมจะเจอหมอ ซึ่งเขามักจะตั้งคำถามว่า value ที่เขาจะได้จากแอพฯ นี้คืออะไรกันแน่ ตอนนี้เราจึงกำลังเปลี่ยน user journey ใหม่ เราจะไม่ใช้แนวคิด one-size-fits-all” คุณหมอเสริมว่าแอพฯ ที่กำลังปรับใหม่นี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าอาการอยู่ในระดับไหน ควรจะไปในทิศทางไหนต่อ 

สำหรับบายที่เป็นนักนวัตกรรม เธอมองว่า “หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจให้ยั่งยืน คือการทำให้มันยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเอง การพึ่งพาเพียงเงินทุนจากการระดมทุนหรือรางวัลจากการแข่งขันนั้นไม่ใช่คำตอบในระยะยาว เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงต้องมาจากรายได้ที่โปรดักต์สร้างออกมาได้เอง

“สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องระวังคือ ‘การหลงรักโปรดักต์ตัวเองจนเกินไป’ แน่นอนว่าเราสร้างมันมากับมือ รักเหมือนลูก แต่เราต้องอยู่กับความจริงด้วย ถ้ามัวแต่หลับหูหลับตารักลูกคนนี้โดยไม่มองตัวเลขหรือผลตอบรับจากตลาด เราจะมองไม่เห็นจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข ดังนั้นเราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง และพร้อมจะปรับปรุงเพื่อให้สิ่งที่เราสร้างมานั้นอยู่รอดได้จริงในโลกธุรกิจ” 

Startup Stage: 
Scaling & Vision Extension

Smile Migraine ในวันนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงแอพพลิเคชั่นแก้ปวดหัว สู่การเป็นแม่แบบในการดูแลสุขภาพระดับสากล 

ทีมงานเริ่มมองเห็นว่าโมเดลการรักษาไมเกรนนั้น สามารถนำไปเป็นต้นแบบพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่เกิดจากวิถีชีวิต (lifestyle diseases) ได้อีกมากมาย โดยตั้งเป้าที่จะสร้างมาตรฐานที่เปลี่ยนจากโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง มาเป็นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

ภายใต้ชื่อบริษัทแม่ One Health Global คอนเซปต์นี้ถูกนิยามขึ้นเพื่อทลายกำแพงการรักษาแบบแยกส่วน พวกเขามองว่าสุขภาพ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อมล้วนเชื่อมโยงเป็นหน่วยเดียวกัน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การขายบริการ แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้าถึงข้อมูลและการรักษาที่มีคุณภาพจะไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะหรือระยะทางอีกต่อไป

โมเดลแบบ Connected Care ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาแล้ว กำลังนำไปขยายผลสู่กลุ่มโรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า และโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทีมงานเชื่อมั่นว่าหากรากฐานของเทคโนโลยีแข็งแรงพอ การปรับเปลี่ยนฟีเจอร์เพื่อให้เข้ากับธรรมชาติของแต่ละโรคนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นโอกาสในการสร้างแรงกระเพื่อมที่ใหญ่กว่าเดิมในวงการสาธารณสุข

“เสาเข็มที่เราสร้างจากสไมล์ไมเกรนเนี่ย จะสร้างบ้านทรงไทย หรือบ้านเมดิเตอร์เรเนียน (โรคอื่น) ก็ได้ แต่ฐานรากมันคือเทคโนโลยีเดียวกัน” 

คุณหมออธิบายกลยุทธ์การขยายบริษัทแบบนั้น สะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่กำลังใช้ฐานรากที่แข็งแกร่งที่สุดที่สร้างมาตลอดหลายปี เพื่อรองรับโครงสร้างการรักษาที่หลากหลายตามความต้องการของโลก

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าคือการใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Migraine Bot หรือระบบแจ้งเตือนอาการล่วงหน้า เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่แทนหมอในส่วนที่ทำได้ ช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด และทำให้คนไข้รู้สึกเหมือนมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่ข้างกายตลอด 24 ชั่วโมง

Startup Stage: 
Team Building & Culture

การสร้าง HealthTech startup ที่มั่นคง ความท้าทายที่ยากกว่าการเขียนโปรแกรมคือการบริหาร ‘คน’ และการรีครูตทีมงานที่มี DNA เดียวกัน 

บายบอกว่าการทำ Smile Migraine นั้น เธอเชื่อว่าความเก่งเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งใน pain point ของผู้ป่วย และต้องรู้สึกว่าตนเองไม่ได้แค่มาทำงาน แต่กำลังสู้ไปกับคนไข้เพื่อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มที่แท้จริง

การหาคนของที่นี่จึงเน้นไปที่ทัศนคติแบบ ownership ทีมงานต้องมีความเป็นเจ้าของในปัญหาและทางออกร่วมกัน ทั้งยังต้องมี empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสูง เพราะในธุรกิจที่ดูแลความเจ็บป่วย หากบุคลากรไม่มีความรู้สึกเชื่อมโยงกับความทุกข์ของคนไข้ พวกเขาจะสร้างนวัตกรรมที่มีหัวใจไม่ได้เลย  

นอกจากทักษะทางเทคนิคแล้ว ‘soft skill’ ในด้านการสื่อสารและการฟังคือสิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญอย่างมาก เจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าต้องมีทักษะการฟังที่เก่ง เพื่อซัพพอร์ตสภาพจิตใจของคนไข้ไมเกรนที่มักจะมีความเครียดสะสม การรีครูตคนที่มีความใจรักในบริการมาอยู่แล้ว จึงเป็นทางลัดที่ช่วยให้ทีมฟอร์มตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในบ้านหลังนี้ ทุกคนได้รับอนุญาตให้ลองผิดลองถูกได้ภายใต้กรอบความปลอดภัยทางการแพทย์ การมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นและกล้าทดลองทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนไข้ได้อย่างตรงจุด วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างนี้เองที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเก่งๆ ที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมเข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง

ความเป็นทีมเวิร์กที่เข้มแข็งยังสะท้อนผ่านความสามารถในการเป็นสะพานเชื่อมสองโลกที่แตกต่างกันสุดขั้ว คือโลกของการแพทย์ที่เน้นความปลอดภัยและกฎระเบียบ กับโลกของนวัตกรรมที่เน้นความเร็วและการทดลอง อาจารย์หมอและคุณบายทำหน้าที่เป็นคู่ขนานที่สมดุล เพื่อให้ได้โปรดักต์ที่ปลอดภัยตามมาตรฐานการแพทย์ แต่ใช้งานง่ายตามมาตรฐาน user

“การหาอาจารย์หมอที่มีหัวใจเป็นนักนวัตกรรมและยอมกระโดดลงมาทำสตาร์ทอัพจริงจังเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะลำพังแค่งานสอนและงานวิจัยเพื่อตำแหน่งทางวิชาการก็เหนื่อยมากแล้ว แต่อาจารย์สุรัตน์มีหัวคิดด้านนวัตกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ปัจจุบันเลยรับหน้าที่ดูภาพรวมด้านสตาร์ทอัพให้ทั้งโรงพยาบาล ซึ่ง  combination แบบนี้หาได้ยากมากในบ้านเรา” 

Startup Stage:
Internationalization & Market Dominance

ในวันนี้ก้าวย่างของ Smile Migraine ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ประเทศไทย แต่กำลังขยายกิ่งก้านไปปักธงในตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและมาตรฐานการแพทย์ที่สูงลิ่วอย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ 

“ถ้าพูดถึงคู่แข่ง ในระดับสากลเรามี Migraine Buddy จากสิงคโปร์เป็นเจ้าตลาดที่ทำมาก่อน แต่โมเดลของเขาคือการรวบรวมดาต้าส่งต่อให้บริษัทยาเพื่อทำวิจัย ซึ่งต่างจาก Smile Migraine ที่เราพยายามสร้าง ecosystem ให้ครบวงจรเพื่อดูแลผู้ป่วยโดยตรง ส่วนในตลาดเกาหลีหรือไต้หวัน แอพฯ ส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นแอพฯ ของรัฐบาลที่ไม่ได้อัพเดตมานาน ก็จะเป็นแอพฯ ที่ทำมาเพื่อรองรับตัวฮาร์ดแวร์บางอย่างเท่านั้น

“จุดแข็งที่ทำให้เรายืนอยู่แถวหน้าได้ คือความเป็นภาคเอกชนที่มีความคล่องตัวสูง เราโฟกัสที่ user journey จริงๆ ว่าคนไข้ต้องการอะไร แอพฯ ของเราจึงรวบรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ทั้งการติดตามอาการ ปรึกษาหมอออนไลน์ และ AI ผู้ช่วย ซึ่งในโลกนี้ยังแทบไม่มีใครทำได้ครบวงจรเท่าเรา”

ในไต้หวัน Smile Migraine ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 8 สตาร์ทอัพด้าน HealthCare จากทั่วโลก และเป็นรายเดียวจากประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมโปรแกรม Soft Landing ของรัฐบาลไต้หวัน ที่ซัพพอร์ตตั้งแต่การทำ Startup Visa การอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ไปจนถึงการทำ business matching กับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น  

“นอกจากความสำเร็จในไต้หวันแล้ว ก้าวต่อไปของ Smile Migraine ในเกาหลีใต้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยพวกเขาได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 20 ทีมสตาร์ทอัพต่างชาติจากทั่วโลกที่ได้เข้าร่วมโครงการ OASIS-9 (Start-up Items Commercialization) ภายใต้การดูแลของ Global Startup Center (GSC) 

“โครงการนี้เปรียบเสมือนสปริงบอร์ดสำคัญที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น ให้ก้าวเข้าสู่กระบวนการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ สร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้ธุรกิจเติบโตและปักหลักในตลาดเกาหลีใต้ได้อย่างยั่งยืน”

ความล้ำสมัยของ Smile Migraine ยังส่งผลให้ได้รับเงินทุนสนับสนุนโดยตรงจาก กระทรวง SMEs และสตาร์ทอัพ (Ministry of SMEs and Startups – MSS) ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายบริการด้าน HealthCare สู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว

ส่วนในแง่ของกฎหมาย telemedicine ทีมงานต้องปรับตัวแบบรายประเทศ ในไต้หวันนั้นอนุญาตให้ทำได้แต่ต้องจับคู่กับโรงพยาบาลหรือคลินิกเฉพาะทาง บายจึงได้คอลแล็บกับ Taipei Medical University ซึ่งมีเครือข่ายโรงพยาบาลถึง 5 แห่ง ขณะที่ในเกาหลีใต้ telemedicine ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงเปลี่ยนมาโฟกัสที่การทำ subscription model ให้แข็งแรงและตอบโจทย์ user ในทุกสเตจแทน 

การนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยไปประชันในเวทีระดับโลกเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของโอกาสทางธุรกิจหรือตัวเลขผลกำไร แต่เป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่าหากเราเข้าใจ pain point ของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง นวัตกรรมนั้นย่อมไม่มีกำแพงภาษาหรือพรมแดนกั้น และสามารถสร้างการยอมรับในระดับสากลได้ผ่านความเข้าอกเข้าใจที่ส่งสารถึงคนไข้โดยตรง

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า Smile Migraine จึงตั้งเป้าที่จะเป็น top-of-mind หรือแบรนด์แรกที่คนในภูมิภาคเอเชียนึกถึงเมื่อต้องการจัดการโรคไมเกรนแบบครบวงจรที่มีความเป็นมนุษย์สอดแทรกอยู่ในทุกฟีเจอร์

Smile Migraine Playbook

  1. Passion ความหลงใหลในสิ่งที่ทำและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาจริงของผู้คน
  2. Domain Expertise การมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในทีม เช่น แพทย์เฉพาะทาง
  3. Business Acumen ความเข้าใจในธุรกิจ การบริหารทีม และการหาโมเดลรายได้ที่ยั่งยืน
  4. Adaptability ความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้จากความล้มเหลว และแข็งแกร่งขึ้นหลังจากเผชิญกับอุปสรรค
  5. Strategic Thinking การมองภาพรวม การวางแผนระยะยาว และการสร้างคอนเนกชั่น
  6. Teamwork & Ownership การสร้างทีมที่แข็งแกร่ง มีทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้ และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในเป้าหมายร่วมกัน

ถอดรหัส Leadership ผู้นำหญิงแกร่ง จากเสียงของผู้นำหญิงหลากวงการ

คุณเคยกลัวความล้มเหลว กลัวการออกนอกคอมฟอร์ตโซน หรือสับสนกับเส้นทางข้างหน้าและยังตามหาว่าจะลุกขึ้นมาเป็น best version ของตัวเองได้ยังไงไหม ผู้หญิงหลายคนล้วนเคยผ่านความรู้สึกนี้มาก่อน และนั่นคือเหตุผลที่ wisdom แห่งชีวิตมีไว้เพื่อแบ่งปัน โดยเฉพาะในคอมมิวนิตี้ที่ผู้หญิงสนับสนุนกันและกัน

เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลที่เพิ่งผ่านไป บทสนทนาจากผู้นำหญิงในหลากหลายวงการได้ถูกถ่ายทอดผ่านสองเวทีสำคัญโดยเหล่าผู้นำหญิง ทั้งจาก EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026 เวทีระดับภูมิภาคที่รวมวิสัยทัศน์ของผู้บริหารกับนักธุรกิจหญิงชั้นนำ และ Women Evolving Together กิจกรรมที่สร้างบทสนทนาอันทรงพลังในคอมมิวนิตี้ผู้หญิง จัดโดย IRL แพลตฟอร์มที่สนับสนุนการสร้างมิตรภาพและการสร้างสายสัมพันธ์ในชีวิตจริง มาฟังกันว่าพวกเธอค้นพบและพัฒนาความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งได้อย่างไร

1. วิสัยทัศน์ของผู้นำหญิงจากเวที EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026 จัดโดย The CrestHaus

Our Voices, Our Power : สตรีในบทบาทคณะกรรมการบริษัทกับพลังในเสียงของตนเอง

ใครๆ ก็บอกว่าการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการบริษัทเป็นเรื่องยาก ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงตำแหน่งนี้ แต่แท้จริงแล้วการนั่งในห้องประชุมบอร์ดคือโอกาสในการเรียนรู้ ขยายมุมมอง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรอย่างแท้จริง เวทีเสวนานี้ร่วมพูดคุยโดย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ KASIKORNBANK และ Toshiba Thailand, มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ กรรมการอิสระ Muang Thai Life และผู้บริหารชาย กุลเวช จันวัฒนาวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย IOD Thailand ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ทรงคุณค่าเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในฐานะคณะกรรมการบริษัท

สิ่งที่ผู้นำทุกท่านเห็นตรงกันคือ กรรมการบริษัทในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ยกมือเห็นด้วย แต่ต้องกล้าตั้งคำถาม มีความกล้าหาญที่จะแสดงจุดยืนแม้จะแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าสตรีมักมีทักษะในการรับฟัง การประมวลความคิด และการมองภาพรวมได้อย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในห้องประชุมคณะกรรมการ ทั้งนี้สิ่งสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดีอยู่ที่ความถ่อมตนและการเคารพความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้ทุกคนในที่ประชุมรู้สึกได้รับการรับฟัง และมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร นอกจากนี้บทบาทการเป็นแม่ยังส่งผลดีต่อภาวะผู้นำในองค์กร เพราะลูกคือผู้ให้ฟีดแบ็กที่ตรงไปตรงมาที่สุดในแบบที่ทีมงานหรือเพื่อนร่วมงานมักไม่กล้าบอก ประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกจึงช่วยฝึกความเห็นอกเห็นใจ และการมองโลกในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ส่งเสริมการทำงานในบทบาทคณะกรรมการได้อย่างลึกซึ้ง

Write It Bold : การวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อก้าวสู่บทต่อไปของความเป็นผู้นำ

เมื่อรู้สึกสับสนหรือมองไม่เห็นหนทางในเส้นทางการงาน สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดอย่างหนึ่งคือการมีเมนเทอร์ที่ใช่ ศุภณี อนุวงศ์วรเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และแชนนอน กัลยาณมิตร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด สองผู้ร่วมก่อตั้ง The CrestHaus แพลตฟอร์มและคอมมิวนิตี้ที่มุ่งพัฒนาภาวะผู้นำแบบองค์รวมสำหรับผู้หญิง ได้แบ่งปันกรอบแนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาผู้นำหญิง โดยเริ่มจากการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในเส้นทางงานของตนเองเพื่อให้ผลงานได้รับการมองเห็น ควบคู่ไปกับการมีเมนเทอร์จากเพื่อนร่วมวิชาชีพที่เข้าใจความท้าทายในระดับเดียวกัน

อีกสองเสาหลักที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การพัฒนาความเชี่ยวชาญ (mastery) และการสร้างพลังให้ตนเองและผู้อื่น (empower) ทั้งนี้ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงไม่ได้วัดจากการเอาชนะผู้อื่น แต่มาจากความเชี่ยวชาญในสายงานของตน โดยการ empower แบ่งออกเป็นสองมิติ ได้แก่ การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างรับผิดชอบ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้วยวุฒิภาวะ และการส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นถัดไป

2. บทสนทนาที่สร้างพลังจากงาน Women Evolving Together จัดโดย Nida Leardprasopsuk

The Future of Female Friendship : มิตรภาพเพื่อนหญิงพลังหญิงคือพลังในการเติบโต

ถ้า kindness คือ superpower ของผู้หญิง จะเกิดอะไรขึ้นหากเราใช้พลังนั้นสนับสนุนกันด้วยมิตรภาพและเติบโตไปพร้อมๆ กัน นิดา เลิศประสพสุข โค้ชทางธุรกิจ นักบำบัดด้านความสัมพันธ์ นักเขียน ผู้จัดงาน TEDxThonglorWomen และผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจว่ามิตรภาพที่ดีต่อใจระหว่างผู้หญิงคือสิ่งที่เราทุกคนเลือกได้อย่างตั้งใจ เธอชวนให้ทุกคนกำหนดคุณค่าหลักของตนเองเพื่อระบุว่าอยากมีเพื่อนแบบไหนในชีวิต ลงทุนเวลาในคอมมิวนิตี้ที่ใช่ กล้าเปิดใจทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ไปจนถึงจัดหมวดหมู่ความสัมพันธ์เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานที่ทุ่มเทไปนั้นอยู่กับคนที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง เพราะมิตรภาพที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องบริหารจัดการอย่างมีสติ โดยอาจเรียกได้ว่าเป็น friendship management ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ไม่ต่างจากการทำธุรกิจ และเมื่อผู้หญิงเติบโตไปพร้อมกัน พลังนั้นจะยิ่งทวีคูณและยิ่งใหญ่กว่าการเดินทางคนเดียวเสมอ

Wayfinding : ศิลปะแห่งการนำทางตัวเองในวันที่หลงทาง

คุณเคยรู้สึก lost หรือหลงทางในชีวิตไหม Jenn Weidmanผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Space Bangkok องค์กรเพื่อสังคมที่มุ่งพัฒนาภาวะผู้นำและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ชวนคุยถึงเรื่อง wayfinding หรือการหาเส้นทางชีวิตในวันที่รู้สึกหลงทาง บทสนทนาบนเวทีสะท้อนให้เห็นว่า การหลงทางกับการยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนนั้นต่างกัน เพราะตราบใดที่ยังรู้จักตัวเองและรู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ก็ไม่มีวันหลงทางอย่างแท้จริง โดยเปรียบเทียบว่าการพึ่งพา GPS ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตตามคำสั่งโดยไม่ได้สร้างแผนที่ในใจของตัวเอง สิ่งสำคัญจึงเป็นการพัฒนาเข็มทิศภายในหรือ inner compass ที่ช่วยให้เราตัดสินใจเส้นทางต่างๆ ในชีวิตด้วยคุณค่าหลัก สัญชาตญาณ และความกล้าที่จะสำรวจเส้นทางใหม่ เพราะเส้นทางชีวิตที่ดีที่สุดมักไม่ใช่เส้นทางที่มีคนเดินมาก่อนเสมอไป

There Is No Neutral : ทุกเช้าที่แต่งตัวคือการส่งสัญญาณเชิงกลยุทธ์

Joelle Cecilia Quek ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพลักษณ์ (Personal Image Director) ท้าทายความคิดที่ว่าแฟชั่นเป็นเรื่องผิวเผินด้วยแนวคิด There Is No Neutral หรือการแต่งกายทุกครั้งคือการส่งสัญญาณ (signal) ต่อผู้อื่น เธอชวนให้ทุกคนมองการแต่งตัวในแต่ละเช้าเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สื่อสารคุณค่า ความเชี่ยวชาญ และทิศทางที่ผู้หญิงต้องการจะไป โดยยกประสบการณ์ของตัวเองที่เปลี่ยนจากช่างภาพรายได้น้อยมาเป็นมืออาชีพที่ได้รับค่าตัวสูงขึ้นเพียงจากการปรับภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ โดยการแต่งตัวไม่ใช่แค่การสื่อสารกับผู้อื่น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วย

The Status Game : การหาวิธี unsubscribe จากสเตตัสเกมที่เราไม่ได้เลือกเล่น

หัวข้อนี้เริ่มด้วยการตั้งคำถามที่ชวนให้ทุกคนหยุดคิดว่า เรากำลังเล่นเกมสถานะแบบไหนอยู่โดยไม่รู้ตัว และแต่ละคนจะมีวิธีกด unsubscribe จากสเตตัสเกมยังไง บทสนทนานี้นำโดย Charissa Meesriyong Global Operations Leader นักเล่าเรื่องและนักสร้างคอมมิวนิตี้ เธออธิบายว่าสเตตัสเกมคือกับดักของการเปรียบเทียบ การแข่งขัน และการรอการยืนยันคุณค่าจากภายนอกผ่านตำแหน่งหรือความสำเร็จ ซึ่งมักทำให้มองคนรอบข้างเป็นคู่แข่งมากกว่าพันธมิตร เราจึงควรเปลี่ยนมุมมองจากการรอการยอมรับจากภายนอกมาสู่การเขียนเรื่องราวชีวิตด้วยตนเอง เปลี่ยนคนรอบข้างให้กลายเป็นแรงบันดาลใจแทนที่จะเป็นภัยคุกคาม เปลี่ยนจากสนามแข่งขันเป็นคอมมิวนิตี้ที่ทุกคนเติบโตได้พร้อมกัน

No More Waiting : หยุดรอแล้วลงมือออกแบบบทต่อไปของชีวิต

ทุกวันนี้คุณมีความฝันที่ยังไม่ได้ลงมือทำและกำลังรอให้พร้อมอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าจะรอจังหวะที่ใช่ รอให้เก่งกว่านี้ รอการยอมรับและอนุมัติจากสังคมรอบข้าง จนกลายเป็นผัดผ่อนในสิ่งที่อยากทำและจมกับความกลัว Maria Clancy โค้ชแนะนำเส้นทางอาชีพและนักออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำหญิงด้าน Climate Action ชวนให้ทุกคนหยุดสิ่งที่กำลังผัดวันประกันพรุ่งอยู่ โดยแนะนำให้นำแนวคิด design thinking หรือทักษะการคิดเชิงออกแบบมาปรับใช้กับชีวิตและอาชีพ โดยเฉพาะหลักการของการทดลองหรือ prototyping ที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนลงมือ แค่เริ่มเล็กๆ ในพื้นที่ที่ความเสี่ยงต่ำ แล้วเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะความตั้งใจที่ไม่มีการลงมือทำจะเป็นแค่ความฝัน และก้าวแรกไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนคือสิ่งที่สร้างแรงส่งให้กับทุกก้าวถัดไป

leadership หรือภาวะผู้นำเป็นดั่งทักษะล่องหนที่เราทุกคนมองไม่เห็นมัน อีกทั้งยังเป็นทักษะนามธรรมที่ไม่มีเกณฑ์วัดผลอย่างชัดเจน แต่ทักษะเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญที่แม้รู้สึกหลงทางก็ยังหาทางไปต่อ กล้าล้มและรับผิดชอบในปัญหาของตัวเอง มองคู่แข่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมมือกันได้ กล้ายกมือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง และยื่นมือสนับสนุนคนรอบข้าง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพลังที่มองไม่เห็นแต่สร้างความแข็งแกร่งและหล่อหลอมความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง