เจาะเทรนด์ active lifestyle เปิดลิสต์สินค้าสุขภาพที่คนแต่ละเจนฯ มองหาในปี 2026

เดี๋ยวนี้เราเริ่มเห็นภาพคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ใส่ชุดออกกำลังกายไปเดินห้างหรือนัดเจอเพื่อนที่คอมมิวนิตี้มอลล์จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะในปี 2026 การดูแลตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของการลดน้ำหนักหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นแกนหลักของการใช้ชีวิตที่คนยอมจ่ายเพื่อความแข็งแรงในระยะยาว

ข้อมูลจาก The 1 Insight ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ตลาดสินค้ากีฬาและบริการด้านสุขภาพทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 6% ต่อปี ตัวอย่างที่น่าสนใจคืออีเวนต์กีฬาระดับโลกอย่าง HYROX Bangkok 2025 ที่พบว่ายอดขายรองเท้ากลุ่ม performance พุ่งสูงขึ้นก่อนเริ่มงานถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงหลังจบงาน แสดงให้เห็นว่าคนยุคนี้ไม่ได้แค่อยากออกกำลังกายแต่พวกเขาเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์และร่างกายมาอย่างดีเพื่อลงสนามจริง 

The 1 Insight ได้จำแนกมายด์เซตของคนแต่ละเจนฯ ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

Gen Z : พื้นที่แสดงตัวตนและตามติดกระแส  

สำหรับคนรุ่นใหม่ active lifestyle คือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่ต้องแชร์ได้ในโลกโซเชียล โดยเฉพาะกีฬาที่เป็นเทรนด์อย่าง ‘เทนนิส’ ที่มียอดขายอุปกรณ์เติบโตสูงถึง 5 เท่าในกลุ่มเจนฯ Z นอกจากนี้ยังพบการเติบโตในกลุ่มอาหารอย่าง plant-based protein กว่า 1.5 เท่า และชุดวิ่งที่โตกว่า 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าเจนฯ Z กำลังขยับจากแฟชั่นสาย Athleisure ไปสู่สินค้าที่มีฟังก์ชั่นและสมรรถนะที่ชัดเจนมากขึ้นตามเทรนด์ run club ในสังคมเมือง

Gen Y : การออกกำลังกายคือส่วนหนึ่งของชีวิต

พี่ใหญ่ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเทรนด์นี้คือเจนฯ Y ที่เปลี่ยนการออกกำลังกายจากงานอดิเรกให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างจริงจัง จนทำให้ยอดใช้จ่ายในฟิตเนสโตกว่า 2 เท่า โดยมองว่าเป็นพื้นที่สร้างคอมมิวนิตี้และสังคมที่ชอบอะไรเหมือนกัน ขณะที่ตลาดฟิตเนสในกรุงเทพฯ ก็ขยับตัวรับเทรนด์นี้ด้วยช่วงราคาที่กว้างตั้งแต่ 1,000 ไปจนถึง 20,000 บาทต่อเดือน 

นอกจากนี้เจนฯ Y ยังคลั่งไคล้การเก็บข้อมูลโดยหันไปใช้สายรัดข้อมือหรืออุปกรณ์ที่วัดผลเชิงลึกด้านการนอน การฟื้นตัว และความเครียด มากกว่าสมาร์ตวอตช์ทั่วไป จนยอดขายแบรนด์เฉพาะทางเติบโตอย่างก้าวกระโดด

Gen X : ลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและการเคลื่อนไหว 

โจทย์ใหญ่ของเจนฯ X คือการรักษาความแข็งแรง พฤติกรรมการใช้จ่ายจึงเน้นไปที่ ‘คุณภาพ’ เป็นหลัก โดยเป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยในการซื้อรองเท้าวิ่งต่อคู่สูงที่สุด มากกว่าเจนฯ อื่น 1.3 เท่า และครองแชมป์ยอดใช้จ่ายสูงสุดใน wellness center สะท้อนถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงและรักษาศักยภาพของร่างกายให้คงความคล่องตัวไปนานๆ

Baby Boomer : ดูแลสุขภาพเพื่อความยืนยาวและมั่นคง 

กลุ่มผู้สูงวัยมองการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจให้ชีวิตและครอบครัว สินค้าที่มาแรงอย่างเหลือเชื่อคือ ‘รองเท้าฟื้นฟู’ ที่เติบโตกว่า 3 เท่า ขณะที่การซื้อสมาร์ตวอตช์ก็พุ่งสูงขึ้น 2 เท่า โดยเน้นฟีเจอร์การเฝ้าระวังความผิดปกติของร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า active lifestyle ในปี 2026 นับเป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนแต่ละช่วงวัยได้อย่างแม่นยำ หากธุรกิจใดสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ อาจเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตเลยก็ว่าได้

PetgeneX ธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงแรกของไทย ทางเลือกชะลอวัยในวันที่ pet wellness มาแรง

ที่ผ่านมาเราได้ยินการพูดถึง pet parent หรือการเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนลูกกันมาพอสมควร ตอนนี้เหล่าพ่อหมา แม่แมวทั้งหลายเริ่มขยับขยายไปพูดถึงประเด็นของ pet wellness หรือการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงป้องกันและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม ไปจนถึงเรื่อง pet longevity หรือการหาวิธีให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมีอายุยืนยาวอยู่กับเราไปได้นานๆ

ธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากในต่างประเทศและเริ่มเป็นที่พูดถึงในไทยหลังจากมี PetgeneX ผู้ให้บริการธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยงรายแรกของไทยโดยอาจารย์สัตวแพทย์ชัยยศ ธารรัตนะ และ รศ. ดร.ปริญญา น้อยสา 

ทั้งสองท่านเห็นถึงความเจ็บปวดจากอาการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงที่บางโลกไม่มียารักษาได้ จึงคิดค้นวิธีการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์จากเลือด ซึ่งมีวิธีการเหมือนกับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป และไม่จำเป็นต้องวางยาสลบเพื่อผ่าตัดน้องๆ เหมือนกับการเก็บสเต็มเซลล์จากอวัยวะอื่นๆ ทำให้สัตว์เลี้ยงไม่ต้องเสี่ยงกับการวางยาสลบแล้วมีโอกาสไม่ฟื้น

แม้สเต็มเซลล์จะไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหาย ชะลอวัยให้น้องๆ อยู่กับเราได้นานยิ่งขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในฐานะที่เราก็เป็นแม่แมวเหมือนกับหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ จึงขอพาไปพูดคุยกับ Co-founder ทั้งสองของ PetgeneX เพื่อทำความรู้จักการเก็บสเต็มเซลล์และการนำมารักษาน้องๆ อย่างลึกซึ้ง  ไปจนถึงมุมมองการทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของเหล่า pet parent

pain point หรือความเชื่ออะไรที่ทำให้คุณหันมาสนใจทำธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง

เก่ง : จุดเริ่มต้นคือเราทำธนาคารสเต็มเซลล์ของคนมาก่อน แล้วมีคุณพ่อ คุณแม่ที่เขาเลี้ยงน้องหมา น้องแมวเป็นเหมือนลูก เขาก็รู้ว่าสเต็มเซลล์เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างและอยากให้มีสเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้นในไทย

PetgeneX จึงเป็นธนาคารสเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยง ที่มีภาพใหญ่ว่าเราอยากเป็น Biotechnology for Pet Health หรือเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยและรักษาโรคต่างๆ เช่น ในอนาคตก็อาจจะพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งของน้องๆ พัฒนาเรื่องการตรวจสอบทางพันธุกรรมว่าน้องแต่ละสายพันธุ์มีโอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรมอะไรบ้าง

ชัยยศ : ในฐานะที่เป็นสัตวแพทย์เราอยากทำธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงมานานแล้ว เพราะเรารู้ว่าการเก็บสเต็มเซลล์ในคนสามารถเอาไปใช้ประกอบการรักษาโรคต่างๆ ได้ ในสัตว์ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ามีหลายๆ โรคที่ทำให้สัตว์เกิดความเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วบางโรคไม่มียารักษาหรือไม่มีทางเลือกการรักษาที่เปิดกว้างกว่านี้

สุนัขและแมวป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุดและการรักษาแบบเดิมมีข้อจำกัดอะไรบ้าง

ชัยยศ : ในปัจจุบันสุนัขและแมวก็เหมือนกับคน ที่มีการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น โภชนาการที่เหมาะสม และความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้น้องมีอายุยืนยาวมากขึ้น และสัตว์เลี้ยงก็ต้องเผชิญกับภาวะความเสื่อมตามวัยมากขึ้นเช่นกัน เช่น โรคไต โรคตับ โรคข้อเสื่อม หรือโรคทางตา พออวัยวะเสียหายถึงระดับหนึ่งแล้ว ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้ กลายเป็นความเสื่อมถาวร และในปัจจุบันก็ยังไม่มียาที่สามารถชะลอหรือฟื้นฟูเซลล์ของอวัยวะเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมของคุณคิดว่าสเต็มเซลล์ช่วยสัตว์เลี้ยงได้ยังไงบ้าง

เก่ง : สเต็มเซลล์หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่กำเนิดจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและอยู่ในอวัยวะต่างๆ อยู่แล้ว อย่างในสมองก็เป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาท ในกล้ามเนื้อก็เป็นเซลล์ต้นกำเนิดกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหาย แต่พออายุมากขึ้นสเต็มเซลล์ที่อยู่ในร่างกายก็ค่อยๆ น้อยลง ทำให้เมื่อน้องอายุมากขึ้น การเจ็บป่วยก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

ชัยยศ : สเต็มเซลล์ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในศาสตร์การแพทย์ฟื้นฟู ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายตามวัย ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าสเต็มเซลล์สามารถมีบทบาทในการฟื้นฟูหรือชะลอการเสื่อมของเนื้อเยื่อและอวัยวะบางส่วนได้ด้วยคุณสมบัติในการช่วยซ่อมแซมและกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย แนวทางการใช้สเต็มเซลล์จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังที่อาจช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพที่ดีขึ้น และคงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานยิ่งขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบัน PetgeneX มีเก็บสเต็มเซลล์ไปกี่เคสแล้ว และมีเคสไหนที่คุณประทับใจบ้าง

เก่ง : ส่วนของธนาคารสเต็มเซลล์มีประมาณ 200 เคส และมีเคสที่เบิกไปใช้รักษาแล้วประมาณ 40-50 เคส

ชัยยศ : เคสที่ประทับใจคือน้องโซล่า ซึ่งเป็นน้องหมาที่ติดโรคไข้หัดสุนัข แล้วเชื้อลามขึ้นไปถึงสมอง น้องเหมือนนอนรอวันตาย เราก็เลยลองเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดมาเพาะเซลล์เพิ่ม แล้วนำกลับมาฉีดให้เขา ปรากฏว่าเห็นผลขึ้นมาอย่างชัดเจนในช่วงระยะ 1-2 สัปดาห์ จากที่เขาขยับตัวไม่ได้เลย แต่เขาสามารถกินอาหารเองได้ ลุกขึ้นมาได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่กลับมาเหมือนปกติ แต่แค่นั้นสำหรับเจ้าของซึ่งรักเขาเหมือนลูกมันก็ดีมากแล้ว

หลังจากนั้น 1 เดือนเราได้ฉีดเข็ม 2 และใช้เวลา 2 เดือน น้องเดินได้แม้จะไม่ปกติ แต่เดินวิ่งเล่นไปมา มีเหลือแค่การทรงตัวที่เขาทรงตัวได้ไม่ปกติมากนัก แต่ใช้ชีวิตได้เกือบจะเหมือนน้องหมาปกติตัวหนึ่งเลย จากที่ซูบผอมเหลือแต่ซี่โครง จนวันนี้ตัวอวบอ้วน เคสนี้เลยเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ เป็นความภาคภูมิใจของเราที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราทำกันมา มันไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เราได้มาจากงานวิจัยบนหน้ากระดาษ แต่เราได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อนำมาใช้จริงมันเห็นผลได้อย่างชัดเจน

เคสอื่นที่นำสเต็มเซลล์ไปรักษาส่วนมากป่วยเป็นโรคอะไร

ชัยยศ : โรคอื่นๆ จะเป็นพวกโรคตา เช่น เป็นแผลหลุมลึกที่ตา ซึ่งโรคนี้เวลารักษาเราจำเป็นต้องวางยาสลบ แล้วผ่าตัดเนื้อเยื่อของตาลงมาแปะ เพื่อเพิ่มเลือดให้ไปเลี้ยงตรงนั้นมากขึ้น และไม่ได้การันตีว่าทำวิธีนี้แล้วทุกตัวจะหาย แต่ตอนนี้เราก็มีหลายๆ เคสที่ใช้สเต็มเซลล์ไปประกอบการรักษา แล้วพบว่ามีการพัฒนาหรือการหายของแผลหลุมลึกที่กระจกตาอย่างชัดเจน 

นอกจากนั้นก็ยังมีโรคข้อและโรคไต เมื่อเราฉีดสเต็มเซลล์ไปก็พบว่าค่าไตลดลง จากสัตว์เลี้ยงที่เคยดูซึมๆ ไม่แข็งแรง นอนอย่างเดียวไม่สนใจเจ้าของ เกือบจะทุกตัวกลับมาวิ่งเล่นกับเจ้าของ ดูสดชื่นกว่าปกติ นั่นคือสิ่งที่คนเป็นคุณพ่อคุณแม่ของน้องหมาน้องแมวเขาประทับใจที่สุด ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ลูกวัยเยาว์ของตัวเองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

สเต็มเซลล์เก็บจากอวัยวะไหนได้บ้างและมีขั้นตอนยังไง

เก่ง : การจัดเก็บสเต็มเซลล์เก็บได้จากหลายแหล่ง ตั้งแต่เก็บจากสายสะดือเวลาน้องแรกคลอด เก็บจากไขมันเวลาน้องผ่าตัดทำหมัน เก็บจากกระดูกไขสันหลัง แต่ PetgeneX เราแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ที่ให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์คือเราจัดเก็บจากเลือดได้ โดยดูดเลือดน้องมา 3-5 ซีซี แล้วก็เอาไปคัดแยกตัวสเต็มเซลล์ในห้องแล็บได้เลย

ชัยยศ : วิธีนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเด่นของทีมเราเลย เพราะว่าอาจารย์เก่งเป็นคนคิดค้นวิธีพิเศษในการเก็บและสกัดสเต็มเซลล์จากเลือด แม้ว่าปริมาณสเต็มเซลล์ที่พบในเลือดจะมีอยู่น้อยมากก็ตาม แต่ด้วยเทคนิคการเพาะขยายเซลล์ในห้องปฏิบัติการ เราสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์จนได้ประมาณ 20 ล้านเซลล์ ซึ่งเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว

การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดเหมือนหรือต่างจากการเต็มเซลล์จากส่วนอื่นยังไง

ชัยยศ : การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น เจ้าของสัตว์ไม่จำเป็นต้องให้สัตว์เลี้ยงเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการที่ซับซ้อน เพราะคุณพ่อ คุณแม่หลายคนเขาก็ไม่อยากจะให้ลูกเขาเสี่ยงกับการวางยาและผ่าตัด เพราะบางคนรวมถึงตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่สัตว์เลี้ยงต้องวางยาสลบแล้วเกือบไม่ฟื้น แต่วิธีการนี้เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดเหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ก็สามารถนำไปสู่การจัดเก็บสเต็มเซลล์เพื่อใช้ในอนาคตได้

สามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่

ชัยยศ : เก็บได้ทุกช่วงอายุ แต่สเต็มเซลล์จะมีเยอะที่สุดตอนที่เขาอายุยังน้อย ดังนั้นถ้าเก็บตั้งแต่ยังเด็กเราจะได้ปริมาณของสเต็มเซลล์เยอะที่สุดและมีคุณภาพดีที่สุด ถ้าเป็นน้องหมาน้องแมวก็ประมาณ 1 ขวบถึงขวบครึ่งก็เก็บได้เลย เพราะว่าการเก็บสเต็มเซลล์ของเราอยู่ได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว ก็คืออยู่ได้ 20 ปีเป็นอย่างน้อย

แต่หลายๆ ครั้งเราเจอเคสที่น้องอายุมากแล้ว บางตัว 13-14 ปี แล้วก็ป่วยสารพัดโรค เราก็ยังจะเก็บสเต็มเซลล์และนำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน เพราะอาจารย์เก่งมีวิธีที่จะสกัดแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้อย่างเพียงพอในการนำมารักษาโรค

การเก็บสเต็มเซลล์มีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง

ชัยยศ : ถ้าเป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดน้องหมา น้องแมวตัวเล็กๆ น้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัม การจะเก็บเลือดประมาณ 3 ซีซี อาจจะมากไปสำหรับเขา ทำให้เราสามารถเก็บเลือดได้ในปริมาณที่น้อยลง แต่ห้องแล็บก็สามารถนำเซลล์ไปเพาะขยายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อการใช้งานได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของกระบวนการนี้

แต่มีข้อควรระวังนิดนึงคือสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่บทบาทในการซ่อมแซมและกระตุ้นการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ จึงอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นหากน้องๆ มีโรคมะเร็งหรือมีเนื้องอกอยู่ การใช้สเต็มเซลล์อาจกระตุ้นให้เนื้องอกนั้นเติบโตได้เร็วขึ้น เราจึงต้องมีการคัดกรองว่าน้องหมา น้องแมวจะต้องไม่เป็นโรคมะเร็งหรือไม่มีเนื้องอกใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสเต็มเซลล์นั้นจะไม่ไปทำให้เนื้องอกหรือมะเร็งนั้นเติบโตได้ดีขึ้นกว่าเดิม

สเต็มเซลล์ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเท่านั้น ถ้าคุณพ่อ คุณแม่เขามีทางการรักษาหลัก ซึ่งราคาไม่แพง ปลอดภัย ราคาถูก ก็ใช้วิธีนั้นก่อนได้เลย เพียงแต่ว่าถ้ามันถึงภาวะที่คุณพ่อ คุณแม่อยากจะได้ศาสตร์ทางเลือกหรือตอนนี้กำลังใช้ยารักษาโรคให้กับน้องๆ แล้วทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ถ้าต้องให้ยาที่มีสเตียรอยด์ แล้วมันกดภูมิคุ้มกันหรือเกิดผลข้างเคียงมาก

สเต็มเซลล์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นเหมือนหลักประกันคุณภาพในอนาคตให้กับลูกๆ ของคุณ ถ้าอยากจะเลือกใช้วิธีนี้ก็ปรึกษาคุณหมอก่อนได้

ความยากหรือความท้าทายของการทำ PetgeneX คืออะไร

ชัยยศ : แม้ว่าเราจะมีความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ในคนมาบ้างแล้ว แต่สเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่ คนพอเข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ ฝากในธนาคารสเต็มเซลล์เป็นระยะเวลานานได้ แต่ในแง่การใช้ประกอบการรักษา เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายๆ คนก็ยังมีคำถามหรือไม่มั่นใจว่ามันนำมาใช้ประกอบการรักษาได้จริงหรือไม่ แม้เราจะบอกไปว่าเรามีหลักฐานอ้างอิงหรือมีการศึกษามากมายเลยในแต่ละโรคของสัตว์เลี้ยง

ในระหว่างนี้เรายังมีการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อให้มีหลักฐานการนำมาประกอบการรักษาในบ้านเรา เพื่อให้เจ้าของน้องหมา น้องแมวมั่นใจมากขึ้นว่าเราใช้แล้ว ใช้จริง ได้ผลจริง ซึ่งในปัจจุบันเราก็มีเคสที่ได้ผลดี

เก่ง : เราเป็นนักวิจัย เป็นหมอ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย เราก็จะถนัดทักษะวิจัยและการสอนหนังสือ แต่พอเราอยากผลักดันงานวิจัยออกมาสู่ตลาด สิ่งที่เราคิดว่าดีอยู่แล้วในห้องแล็บพอมาเจอตลาดเจอ เจอลูกค้าจริง อาจจะยังดีไม่พอ ก็ต้องมาปรับหน้างานให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกทีนึง ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก

เพราะเวลาเป็นอาจารย์ ไม่มีใครมากล้าติ ไม่มีใครมากล้าสอน คราวนี้ต้องมาขายของ ต้องมาทำธุรกิจ เราถูกลูกค้าคอมเมนต์เยอะ ก็ต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองพอสมควร แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อีกมุมนึงของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย และรู้สึกภูมิใจที่เห็นงานวิจัยที่ทำมาได้ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

หัวใจสำคัญของการทำ PetgeneX อยู่ที่ตรงไหน

เก่ง : เราใช้งานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นตัวนำ ดังนั้นสิ่งที่เราทำออกมาก็ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเช่นกัน และเราพยายามพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน แล้วก็ปลอดภัยสำหรับน้องๆ อย่างการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งทำได้ทุกที่ ทุกคลินิก เหมือนกับการเก็บเลือดทั่วๆ ไป

เราอยากทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการของ PetgeneX ได้ จึงตั้งราคาไม่แพงถ้าเทียบกับการเก็บสเต็มเซลล์ของคนอยู่ที่ 3-4 แสน แต่ของเรามีแพ็กเกจการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเริ่มต้นที่ 1 ปีก็คือ 22,900 บาท 5 ปี 29,900 บาท แล้วก็ตลอดชีพ 39,900 บาท มีลูกค้าที่มีน้องหมา น้องแมวรวมกัน 5 ตัว เขาก็เก็บสเต็มเซลล์ให้ทุกตัวแบบไม่เสียดายเงินเลย เพราะเขารู้สึกวิธีนี้คุ้มค่า แล้วก็ซื้อความสบายใจในการดูแลสุขภาพของลูกๆ 

ชัยยศ : บางคนอาจจะรู้สึกว่าแพ็กเกจนี้ราคาเป็นหมื่นเลย แต่สำหรับคนที่เคยพาน้องหมา น้องแมวที่โรคเรื้อรัง เช่น โรคข้อเสื่อมหรือโรคไต ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จะรู้เลยว่าแพงกว่านี้หลายเท่า ดังนั้นการเก็บสเต็มเซลล์จึงเปรียบเสมือนการเตรียมหลักประกันด้านสุขภาพในอนาคตให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา

แม้ในกรณีที่โชคดีสัตว์เลี้ยงไม่เจ็บป่วย ก็ยังสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้ในแนวทางเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อช่วยลดความเสื่อมของร่างกายและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อสุนัขและแมวมีอายุมากขึ้น การเกิดโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ในสัตว์ที่ยังไม่เข้าสู่วัยชรา บางโรคก็สามารถพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น พันธุ์ลาบราดอร์ พันธุ์โกลเด้น เป็นโรคข้อเสื่อมได้ตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเรารู้เร็ว เก็บสเต็มเซลล์เร็ว รักษาเร็ว ก็ช่วยชะลอการเกิดโรคให้ช้าขึ้นและมีอาการรุนแรงน้อยลง

สเต็มเซลล์ไม่ใช่ยา โดยหลักการแล้วเป็นเซลล์ของตัวเขาเองที่เข้าไปรักษาตัวเอง ถือว่ามีความปลอดภัยที่สูงมาก ไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงของการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาถ้าเราใช้อย่างถูกต้อง

ในมุมของคุณคิดว่าเทรนด์ Pet Wellness และ Longevity สำหรับสัตว์เลี้ยงมีโอกาสเติบโตไปในทิศทางไหน

เก่ง : ทุกวันนี้คนไม่ค่อยมีลูก แต่เลี้ยงน้องหมา น้องแมวแบบลูกแทนหรือที่เรียกว่า Pet Parent ดังนั้นเขาก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกของเขา การมีธนาคารสเต็มเซลล์ก็เป็นหนึ่งในหลักประกันทางด้านสุขภาพ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้องเจ็บป่วยและการรักษาทางหลักอาจจะได้รับประสิทธิภาพไม่ดี สเต็มเซลล์ถือว่าเป็นการรักษาทางเลือกที่จะช่วยยกระดับชีวิตให้น้องอยู่ได้นานขึ้น ถึงแม้จะอยู่กับเจ้าของมากขึ้นสัก 1-2 ปี ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากแล้วสำหรับเจ้าของ

ชัยยศ : เทรนด์ตอนนี้คือการที่ทำให้น้องมีคุณภาพที่ชีวิตที่ดีขึ้นในระหว่างที่ยังอยู่กับเจ้าของ ไม่ใช่แค่มีอายุยืนขึ้น แต่มีความทรมานระหว่างเจ็บป่วยน้อยลง ซึ่งสเต็มเซลล์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความรุนแรงนั้นได้ ช่วยชะลอการเจ็บป่วย และทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตราบที่เขายังอยู่กับเจ้าของ

หลังจากนี้อยากเห็น PetgeneX เติบโตไปในทิศทางไหน

เก่ง : เราวางแผนทำให้ PetgeneX เป็น Health Center สำหรับสัตว์เลี้ยง และจะมีการเปิด Training Center สำหรับคุณหมอ เพราะหนึ่งในแผนงานของเราคือเราจะมีการจัดอบรมสัตวแพทย์ในประเทศไทย ที่เป็นเครือข่ายของเรา ตอนนี้เรามี mou กับโรงพยาบาลสัตว์ที่ให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์เกือบ 50 โรงพยาบาล ส่วนใหญ่เวลาต้องการใช้สเต็มเซลล์ ก็จะโทรมา Consult กับคุณหมอชัยยศ และยังมีแพทย์ที่ใช้เป็นไม่มากเท่าไหร่ ยังไม่รู้ว่าใช้รักษาสัตว์โรคอะไรได้บ้าง การจัดอบรมนี้จะทำให้แพทย์แต่ละโรงพยาบาลตอบคำถามกับลูกค้าได้ว่าจัดเก็บไปแล้วใช้อะไรได้บ้างและใช้ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ PetgeneX และตลาดของสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเติบโตตามไปด้วย

ชัยยศ : ในการจัดอบรมของเราก็จำเป็นต้องทำทั้ง 2 ส่วนควบคู่กันไป ส่วนหนึ่งสำหรับสัตวแพทย์ เพื่อให้ในอนาคตสเต็มเซลล์เป็นทางเลือกที่สัตวแพทย์ในเมืองไทยหลายๆ ท่านพิจารณามาใช้ประกอบการรักษา อีกส่วนหนึ่งสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงเอง เราก็มีการจัดอีเว้นต์ให้เขาได้มาทำความเข้าใจมากขึ้นว่าโอกาสในการที่จะนำไปใช้คืออย่างไร ใช้ในกรณีไหนได้บ้าง

ธนาคารสเต็มเซลล์เป็นเหมือนก้าวแรกของ PetgeneX เท่านั้น เรายังมี Biotechnology สำหรับสัตว์เลี้ยงอีกมากมายที่กำลังพัฒนา แล้วเชื่อว่าจะต้องตอบโจทย์กับเหล่า Pet Parent หรือคุณพ่อ คุณแม่น้องหมา  น้องแมวอย่างแน่นอน

วิวัฒนาการรอบ 20 ปีของ SC Asset กับการรีแบรนด์เพื่อเป็น ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’

ในโลกธุรกิจที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แบรนด์ที่หยุดนิ่งอาจเท่ากับการถอยหลัง

หลังจากยืนหยัดในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมมานานถึงสองทศวรรษ วันนี้ SC Asset ภายใต้การนำของณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี พร้อมเปลี่ยนภาพจำจากคนทำบ้านสู่การเป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายภายใต้แนวคิด ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’

โจทย์ใหญ่ของ SC Asset ในปี 2026 คือการสร้างสมดุลให้พอร์ตโฟลิโอแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ผ่านกลยุทธ์ ‘Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ’ โดยแบ่งกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจออกเป็น 3 สาย ซึ่ง SC Asset มองว่าเหมือนเป็นเครื่องยนต์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ  

Engine 1: อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย ยังคงเป็นหัวใจหลักด้วยเป้ายอดขาย 27,000 ล้านบาท

Engine 2: อสังหาฯ รายได้ประจำ ครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า และอพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกา

Engine 3: ธุรกิจใหม่เพื่ออนาคต มุ่งเน้นบริการหลังการขาย แพลตฟอร์มดิจิทัล และสุขภาพ

เป้าหมายสูงสุดคือการดันสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนอกเหนือที่อยู่อาศัย คือ Engine 2 และ 3 ให้มากกว่า 30% เพื่อสร้าง new high ของกำไรภายในปี 2573

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของ SC Asset ได้ชัดเจนคือการเปิดตัวโมเดล ‘GenSCription’ (Living Subscription Program by SC) ซึ่งเป็นการตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่มองหาความยืดหยุ่นด้วยแนวคิด ‘เช่าแทนซื้อ’ ทำให้การเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นภาระระยะยาวอีกต่อไป

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มตลาดบน SC Asset  ยังเตรียมรุกหนักด้วยโครงการ branded residence ระดับ ultra luxury และโครงการหรูริมแม่น้ำมูลค่ารวมกว่า 25,500 ล้านบาท พร้อมบริการ concierge ภายใต้ชื่อ LINTON ที่จะเข้ามาดูแลลูกบ้านระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

บทบาทใหม่ของ SC Asset ยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจพลังงานทางเลือกผ่านบริษัท SCX 360 เพื่อรองรับการเติบโตของ data center รวมถึงการขยายธุรกิจ hospitality สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างพัทยาและภูเก็ตเพิ่มอีก 450 ห้อง

SC Asset ได้เปิดตัวมาตรฐาน SC Green Mark สำหรับการพัฒนาอาคารเขียวในทุกโครงการ พร้อมเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 100,000 ตันคาร์บอนภายใน 5 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจอสังหาฯ สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลโลกได้

“แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต อยู่รอดได้ด้วยวิวัฒนาการ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด” คำกล่าวของณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สะท้อนถึงหัวใจของการรีแบรนด์ในครั้งนี้

5 แบรนด์ไทยที่เปลี่ยน ‘ความลำบาก’ ของผู้หญิง เป็นธุรกิจที่เข้าใจผู้หญิงที่สุด

ใครๆ ก็พูดว่าถ้าจะทำธุรกิจ เราต้องมองหาช่องว่างทางการตลาดให้เจอ แต่ความจริงแล้ว อาวุธที่ทรงพลังที่สุดอาจคือ empathy หรือความเข้าใจลูกค้าที่ลึกซึ้ง การ ‘ฟัง’ เสียงของผู้ใช้งานให้มากพอ ว่าเขารู้สึก ‘เหนื่อย’ หรือ ‘ไม่สบายตัว’ ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ที่ประสบพบเจอสารพันปัญหา แต่กลับไม่ค่อยมีใครลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง

เนื่องในวันสตรีสากลปีนี้ เราขอพาไปสำรวจ 5 แบรนด์ไทยที่หยิบเอา pain point เหล่านี้มาเป็นหัวใจในการรันธุรกิจ จนเกิดเป็นนวัตกรรมและบริการที่ขายความเข้าใจที่หาจากที่ไหนไม่ได้ และเป็น ‘ทางออก’ ที่ทำให้ชีวิตเหล่าผู้หญิงง่ายขึ้น มั่นใจขึ้น และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้นในทุกๆ วัน

1. Slip to Sleep คืนอิสระให้หน้าอกในพื้นที่ส่วนตัว

สำหรับผู้หญิงหลายคน การกลับถึงบ้านคือช่วงเวลาแห่งความสบายตัวเพราะจะได้ปลดเปลื้องบราที่ทำให้รู้สึกอึดอัดมาทั้งวัน แต่ความลำบากใจมักตามมาด้วยเมื่อต้องเดินไปรับพัสดุหน้าบ้านหรืออยู่ร่วมกับคนอื่นในครอบครัว

Slip to Sleep จึงปฏิวัติชุดนอนด้วยการออกแบบ padding 3 ชั้นหนาพิเศษที่ซ่อนเนียนไปกับตัวเสื้อ ทำหน้าที่ปกปิดรอยจุกได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ต้องใส่บราซ้อนด้านใน ผสานกับเนื้อผ้า Tencel คุณภาพสูงที่นุ่มและระบายอากาศได้ดี ช่วยให้ผู้หญิงทิ้งความอึดอัดไว้ข้างหลังได้ทันทีที่ถึงบ้านโดยไม่ต้องพะวงสายตาใคร

ลองจินตนาการถึงวันที่เราไม่ต้องรีบวิ่งไปคว้าเสื้อคลุมมาใส่ทับเพียงเพื่อจะเดินไปเปิดประตูบ้าน หรือไม่ต้องทนร้อนใส่บรานอนเพื่อให้ดูไม่ประหลาดในสายตาคนอื่น การแก้โจทย์ด้วยความหนาที่ ‘พอดี’ และเนื้อผ้าที่ ‘ใช่’ คือความใส่ใจที่เปลี่ยนให้ชุดนอนกลายเป็นเซฟโซนของร่างกายที่แท้จริง โดยไม่ต้องยอมแลกอิสรภาพกับความมั่นใจอีกต่อไป

2. Saneh บริการที่ช่วยให้ผู้หญิงและทุกคนที่ผมยาวประหยัดเวลาชีวิต  

การสระผมและไดร์ผมให้สวยเป๊ะคือภาระที่ใช้เวลามหาศาลของผู้หญิงวัยทำงาน ในวันที่ตารางชีวิตแน่นเอี้ยด การต้องลงมือทำเองนอกจากจะเหนื่อยแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่เป๊ะพอสำหรับงานสำคัญ แต่การเข้าซาลอนแบบรายครั้งก็คุมค่าใช้จ่ายและเวลาได้ยาก 

แม้แบรนด์จะก่อตั้งโดยผู้ชาย แต่เพราะเสน่ห์ (Saneh) เข้าใจความต้องการนี้อย่างถ่องแท้ จึงบุกเบิกโมเดล Hair Wash & Blow Dry Subscription หรือระบบสมาชิกสระ-ไดร์รายเดือนที่ช่วยให้ผู้หญิงบริหารจัดการทั้งเวลาและงบประมาณความงามได้ เน้นความรวดเร็วและคุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ เพื่อให้ผู้หญิงสวยพร้อมออกไปสู้กับงานได้ทุกวัน

เราอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่เสน่ห์มอบให้ไม่ใช่แค่ความสบายหนังศีรษะ แต่คือการ ‘ซื้อเวลา’ กลับคืนให้กับเหล่าผู้หญิงที่ต้องแบกความรับผิดชอบหลายอย่างในมือ ลดภาระทางใจและกายให้พวกเธอมีพลังไปโฟกัสกับเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าในชีวิต

3. Pynpy’ ปฏิวัติวันนั้นของเดือนด้วยนวัตกรรมสิ่งทอ

ประจำเดือนมักมาพร้อมกับความกังวล ทั้งเรื่องการซึมเปื้อน ความอับชื้น และการต้องพกอุปกรณ์สุขอนามัยพะรุงพะรัง ซึ่งขัดขวางความคล่องตัวของผู้หญิงมาทุกยุคสมัย แถมขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังเป็นภาระทางใจสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตแบบยั่งยืนและรักษ์โลก

Pynpy จึงใช้เทคโนโลยีสิ่งทอพิเศษสร้างสรรค์กางเกงในซับประจำเดือนที่ซึมซับได้ดีเยี่ยมแต่เบาสบายเหมือนใส่กางเกงในปกติ สามารถใส่แทนผ้าอนามัยได้เลย ซักและใช้ซ้ำได้นานกว่า 2 ปี 

การมีกางเกงในที่ ‘ซับ-ซึม-ล็อก’ ได้ในตัวเดียว ช่วยทลายข้อจำกัดของผู้หญิงในวันมามากให้ออกกำลังกาย ทำงาน หรือนอนหลับได้แบบไร้กังวล เราไม่จำเป็นต้องหยุดกิจกรรมที่รักเพียงเพราะเป็นวันนั้นของเดือน และเรายังดูแลตัวเองไปพร้อมกับการดูแลโลกได้ด้วยสไตล์ที่ทันสมัย

4. Up & Under มั่นใจในรูปร่างแบบไม่ต้องทนรัดจนหายใจไม่ออก

ชุดกระชับสัดส่วนแบบเดิมมักถูกมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทนทรมานเพื่อให้ได้หุ่นที่สวยงามตามพิมพ์นิยม แถมเฉดสีในตลาดยังมักไม่เข้ากับผิวผู้หญิงเอเชีย ทำให้การแต่งตัวที่ควรจะสนุกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องแลกมาด้วยความอึดอัดใจและอึดอัดกายทุกครั้งที่สวมใส่

Up & Under ลุกขึ้นมาแก้โจทย์นี้ด้วยแนวคิด Confidence with Comfort พัฒนาชุดกระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีผ้าไร้ตะเข็บที่ยืดหยุ่นสูงแต่เก็บทรงได้ดีเยี่ยม และมีเฉดสีนู้ดที่หลากหลายครอบคลุมโทนสีผิวสาวไทย เพื่อให้ใส่เสื้อผ้าออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติและเนียนไปกับผิวที่สุด

เมื่อความสวยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ผู้หญิงก็จะเริ่มรักและภูมิใจในสรีระของตัวเองมากขึ้น การออกแบบที่แคร์ความรู้สึกของผู้สวมใส่เป็นอันดับหนึ่ง จึงไม่ใช่แค่การจัดระเบียบรูปร่างให้ดูดี แต่คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นที่ทำให้เรากล้าส่องกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกองศา

5. exciting store อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทำให้เรื่องเหนื่อยหน่ายกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น 

การจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายหลังเลิกงานที่แสนเหนื่อยล้านั้นเป็นเรื่องยาก หากอุปกรณ์รอบตัวดูจืดชืดและไม่ได้สร้างแรงจูงใจที่มากพอ หลายคนพยายามหาทางออกด้วยการซื้อของใหม่ แต่เสื่อโยคะทั่วไปมักมีดีไซน์ที่เรียบง่ายเกินไปจนไม่ได้สร้างความรู้สึก ‘อยากใช้งาน’ หรือมอบสัมผัสที่พิเศษพอจะดึงดูดใจได้

exciting store จึงนำแรงบันดาลใจจากการท่องเที่ยวมาสร้างลวดลายสีสันสดใสบนเสื่อออกกำลังกายทั่วไป ถุงเท้า และดัมเบล เปลี่ยนอุปกรณ์กีฬาที่น่าเบื่อให้กลายเป็นงานศิลปะที่ชวนให้ตื่นเต้นทุกครั้งที่หยิบอุปกรณ์ออกมา เป็นการใช้ personality ของแบรนด์มาขับเคลื่อนให้คนอยากลุกขึ้นมารักตัวเอง

ความน่าสนใจคือการที่ลูกค้ากลายเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์โดยไม่ต้องจ้างรีวิว เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในดีไซน์และคุณภาพที่แตกต่างไปจากท้องตลาด อุปกรณ์เหล่านี้จึงเป็นตัวแทนคอมมิวนิตี้ของคนที่หลงรักงานออกแบบและอยากเติมสีสันและความตื่นเต้นให้กับชีวิตที่วุ่นวายในทุกๆ วัน

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ถ้าธุรกิจนั้นเริ่มจากความตั้งใจที่จะฟังและแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์นั้นจะไม่ได้ขายแค่สินค้าที่เป็นเพียงวัตถุ แต่กลายเป็นแบรนด์ที่ขายนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนชีวิตของลูกค้าให้ดีขึ้นในทุกมิติ

สุขสันต์วันสตรีสากล 

ถอดรหัส ‘โยเกิร์ตฟีเวอร์’ red ocean ระดับหมื่นล้าน แมสจริงหรือแค่ปั่นกระแส?

ภาพที่ผู้บริโภคแห่แหนต่อคิวซื้อเครื่องดื่ม ‘โยเกิร์ตปั่น’ ดูจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อย่างกรณีที่ผ่านมาของแบรนด์โยกุรุโตะ ที่หลายคนยอมเสียเวลาต่อคิวเป็นชั่วโมง จนร้านวัตถุดิบหมดพลางต้องขึ้นป้าย sold out

น่าสนใจว่ากระแสนิยมเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่นกำลังสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์อะไรบ้างในโลกธุรกิจ และความนิยมนี้เป็นจุดพีคจริงของตลาดเครื่องดื่มนี้ หรือปั่นกระแสกันเองจนกลายเป็นอุปทานหมู่ คำถามเหล่านี้เราขอชวนวิเคราะห์ต่อในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

[จากเทรนด์ชานมไข่มุกสู่เทรนด์โยเกิร์ตปั่นเพียงข้ามปี]

ก่อนจะพูดถึงเรื่องเครื่องดื่มโยเกิร์ต เราอยากชวนย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพของตลาดเครื่องดื่มในบ้านเราถูกยึดครองด้วยแฟรนไชส์ ‘ชานมไข่มุก’ ที่ไม่ว่าจะหันซ้ายหรือหันขวาก็มีร้านชานมไข่มุกทั้งของไทยและของจีนผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ถึงขั้นที่ศูนย์วิจัยกสิกรมองว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่ามากถึง 2,000-2,500 ล้านบาท

ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แน่นอนประการแรกคือเรื่องของความอร่อย ที่ต่อให้ลดปริมาณความหวาน 0% ก็ไม่ได้การันตีว่ารสชาติจริงๆ ภายในแก้วจะหวานตามที่ว่า ไม่ใช่แค่วัยรุ่นเท่านั้นที่นิยม แต่นี่คืออีกหนึ่งเครื่องดื่มที่บรรดาพนักงานออฟฟิศนิยมสั่งดื่มในช่วงพักเที่ยงหรือระหว่างงาน เพื่อช่วยเพิ่มเอเนอร์จี้แทนที่จะดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว

จนกระทั่งช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้คนเริ่มเฟ้นหาทางเลือกในการดูแลตัวเองแม้จะเป็นวิธีเล็กๆ น้อยๆ เองก็ตาม และนั่นทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ กินอร่อยโดยไม่รู้สึกผิด นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้บริโภคชายตามองมาที่ smoothie & blended yogurt มากขึ้น

[มีดีแค่เรื่องสุขภาพจริงหรือ?]

ภาพจำเก่าของเราๆ ที่มีต่อโยเกิร์ตคือโยเกิร์ตแบบถ้วย หรือแบบ functional drink ที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมาในแบบ ‘พาสเจอไรส์’ สำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ไม่สามารถเติมแต่งเพิ่มท็อปปิ้งใดๆ ตามความชอบได้

ทว่า smoothie & blended yogurt สามารถกลบ pain point ที่ว่าได้ ผู้บริโภคสามารถเพิ่มธัญพืช บุก นานาผลไม้ ช่วยเพิ่มความอร่อยตามใจอยาก สังเกตดีๆ จะเห็นว่านี่เป็นจุดขายแบบเดียวกันกับชานมไข่มุก หรือแม้กระทั่งชาจีนผลไม้ที่นิยมในภายหลัง จุดขายแบบเดียวกันนี้ กลายมาเป็น ‘จุดร่วม’ ที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า เราสามารถเลือกความอร่อยในแบบของตัวเองได้

เมื่อจุดขายที่ว่าถูกนำไปแชร์ต่อในโลกโซเชียลฯ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยมีเหล่าติ๊กต็อกเกอร์สรรหาวิธีการทำกรีกโยเกิร์ตที่ใส่วัตถุดิบตามใจนึก แต่สาเหตุที่กรีกโยเกิร์ตบูมไม่แมสเท่าอาจเพราะต้องใช้กรรมวิธีที่พิถีพิถันและนานกว่า แต่โยเกิร์ตปั่นในตลาดการันตีว่าคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำเอง ได้ความอร่อย และได้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงคุณสมบัติ ‘eat and go’ ซื้อมาสะดวกดื่มได้ทันทีตรงตามจริตคนเมือง เมื่อข้อดีนี้ถูกแชร์ออกไปจากที่เป็นตัวเลือกใน segment เครื่องดื่มทางเลือก ผู้คนที่ฉุกคิดว่ามีเครื่องดื่มนี้อยู่จึงแห่แหนไปพิสูจน์ จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์อย่างที่เห็น

[สงครามการตลาดระหว่างโยเกิร์ตไทยและโยเกิร์ตนอก]

เว็บไซต์สถิติ statista.com ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2024 ตลาดเครื่องดื่มโยเกิร์ตในไทยมีมูลค่าถึง 15,000-16,000 ล้านบาท และมีท่าทีจะเติบโตได้อีกเรื่อยๆ โดยคาดการณ์ว่าจุดพีคอาจไปถึงปี 2028  โดยประเทศที่มีมูลค่าการเติบโตสูงที่สุดในโลกคือจีน ด้วยจำนวนตัวเลข 122.8 พันล้านหยวน (ราว 630,000 ล้านบาท) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโยเกิร์ตปั่นที่ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ที่เอเชีย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการครีเอตเครื่องดื่มทางเลือก ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่านี่เป็นเทรนด์เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่อุปทานหมู่ที่เกิดขึ้นแค่ในบ้านเราอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกต

จึงไม่แปลกใจที่ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่นจะมีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มี marketing concept และ target audience เป็นของตัวเอง เช่น

🍼 โยกุรุโตะ (Yoguruto) ที่เน้นความเข้าถึงง่ายตั้งแต่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และครอบครัว ด้วยราคาที่ประหยัด เน้นขยายแฟรนไชส์จนหาซื้อได้ง่ายตั้งแต่บนห้างดังจนถึงตามตลาดนัด ทั้งยังมีเมนูที่หลากหลาย

🍼 คูมิ (Koomi) แบรนด์โยเกิร์ตปั่นอิมพอร์ตจากออสเตรเลีย ที่เป็นโยเกิร์ตปั่นจากต่างประเทศเจ้าแรกที่เข้ามาเปิดขายในไทย ด้วยจุดเด่นคือคุณภาพวัตถุดิบที่พรีเมียม มากกว่าเครื่องดื่มแต่เป็นถึงซูเปอร์ฟู้ดที่มีสารอาหาร โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายมนุษย์ออฟฟิศและคนรักสุขภาพจริงจัง

🍼 โยเกอร์บารา (YogurBara) โยเกิร์ตปั่นจากเกาหลีใต้ ที่ชูคอนเซปต์โยเกิร์ตสูตรคุณแม่ ซึ่งเป็นคุณแม่ของ JB แห่งวง GOT7 ที่หมักด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ 100% โดยมีให้เลือกทั้งแบบ drinking yogurt และกรีกโยเกิร์ต เรียกว่านอกจากความอร่อย ด้วยวัฒนธรรมเกาหลีที่ถ่ายทอดผ่านแบรนด์ยังช่วยตกกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชาวเคป๊อปได้อีกทาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ตลาดเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่นมีแบรนด์ให้เลือกไม่น้อย และไม่ใช่แค่การสู้รบกันระหว่างราคากับราคา แต่เป็นการชูเรื่องของคุณภาพเครื่องดื่ม ที่ต่อให้ดีแต่ต้องดีแบบ ‘ถูกจริต’ กับวิธีการดูแลสุขภาพของคนคนนั้นจริงๆ แม้กระทั่งเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายตรงตามกลุ่มฐานลูกค้าเองก็เช่นกัน

[ภาพรวมตลาดโยเกิร์ตปั่นในปี 2026 จะเป็นยังไงต่อ]

คำถามที่น่าสนใจคือในปี 2026 นี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อในตลาดเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่น?

เท่าที่เห็นแน่ๆ คือการเติบโตที่สูงขึ้นแน่ๆ จากการที่เทรนด์สุขภาพยังคงเป็นภาพใหญ่ และผู้คนยังนิยมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ต่อมาคือผู้เล่นในตลาดจากเซกเมนต์ขนาดกลางในอดีต กำลังจะขยายใหญ่กลายเป็น red ocean ที่มีผู้เล่นมากขึ้น และมีพี่ใหญ่อย่างจีนที่กำลังเตรียมตัวกระโดดลงมาเล่นด้วย ยกตัวอย่างที่เร็วๆ นี้  ‘MORE Yogurt’ กำลังจะเข้ามาเปิดในไทย พร้อมกับตั้งเป้าขยายให้ได้ถึง 1,000 สาขา

เรียกว่าไม่ได้เป็นกระแสแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วสำหรับตลาดเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่น เพราะดูมีแต่จะมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่มูลค่าที่ว่าจะเติบโตสุดขีดได้ถึงไหน และจะไปถึงจุดอิ่มตัวจนอยู่ในจุด stable เหมือนตลาดเครื่องดื่มจำพวกชานมได้ตอนไหนเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่ต้องทำหน้าที่แข่งขันกัน ส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ มีหน้าที่ตัดสินใจว่าใครดีที่สุด

ข้อมูลอ้างอิง

 Sukishi ไม่ได้มีดีแค่ปิ้งย่าง! กางแผนปี 2026 ลุยธุรกิจรีเทลเต็มตัว ตั้งเป้าเป็นคู่คิดรสชาติเกาหลี

Sukishi Intergroup ประกาศรุกหนักในปี 2026 ด้วยการขยายธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์รีเทล (retail products business) อย่างเต็มรูปแบบ โดยวางวิสัยทัศน์ใหม่ในการเป็น Korean Flavor Solution Partner เพื่อเดินหน้าขยายฐานลูกค้าผ่านกลยุทธ์ที่ตั้งเป้าจะครองใจผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้า

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากปี 2025 ที่ Sukishi ทำผลงานได้อย่างน่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยสามารถปิดยอดขายสะสมทั้งปีไปได้ที่ 1,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3% และมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศถึง 57 สาขา แม้ยอดขายจะมีการปรับตัวเล็กน้อยจากแผนเดิม แต่ภาพรวมยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่เป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคสายปิ้งย่างเสมอมา

ในปี 2026 ทางแบรนด์ตั้งเป้าการเติบโตของภาพรวมบริษัทไว้ที่ 5% โดยจะใช้สินค้า ‘ฮีโร่’ อย่างน้ำจิ้มซูกิชิ ซอสสไตล์เกาหลี และกิมจิ เป็นหัวหอกหลักในการเจาะตลาดทั้งกลุ่ม B2B และโมเดิร์นเทรดผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมจากแค่การเป็นคู่ค้าสู่การเป็นโซลูชั่นด้านรสชาติเกาหลีอย่างครบวงจร

หนึ่งในแผนงานที่น่าสนใจคือการร่วมมือแบบ B2B collaboration ที่จะเข้าไปสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรกลุ่มอาหารสดในรูปแบบ co-branding นอกจากนี้ยังมีการพัฒนานวัตกรรม ‘กิมจิจากวัตถุดิบไทย’ ที่นำผักพื้นบ้านมาสร้างรสชาติใหม่ที่ถูกปากคนไทย พร้อมไปกับการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นให้มีรายได้เติบโตไปพร้อมกัน

การเข้าหาคนรุ่นใหม่ก็เป็นสิ่งที่ Sukishi ให้ความสำคัญ ผ่านแคมเปญ Pack to the Future ที่ชวนนักศึกษามาออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เจนฯ Z บรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่นี้จะเน้นทั้งความสวยงาม ความสะดวก และการรักษาความสดใหม่ของรสชาติ เพื่อให้เข้าถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้น แบรนด์ยังเตรียมตัวรุกตลาดโลกผ่านงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 เพื่อเปิดตัวนวัตกรรมอาหารสู่เวทีสากล การขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจรีเทลในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มช่องทางขาย แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ Sukishi เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำด้านอาหารเกาหลีทั้งในระดับประเทศและสากล

การผลัดใบที่โอกิลวี่ ประเทศไทย กับภารกิจแม่ทัพสร้างสรรค์คนใหม่ ‘พีท-ทสร บุณยเนตร’

วงการเอเจนซีไทยมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อโอกิลวี่ ประเทศไทย (Ogilvy Thailand) ประกาศแต่งตั้ง ‘พีท–ทสร บุณยเนตร’ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ (CCO) คนใหม่ โดยเริ่มงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อรับไม้ต่อในการดูแลทิศทางงานสร้างสรรค์ขององค์กรในภาพรวม

‘พีท ทสร’ เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำงานโฆษณาที่มีประสบการณ์และผ่านการพิสูจน์ฝีมือด้วยผลงานที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เขามีแนวทางการทำงานที่เน้นความสดใหม่และพยายามนำเสนอไอเดียที่แตกต่างออกไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ในบทบาทใหม่นี้ ภารกิจหลักของทสรคือการบริหารทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ทั้งหมด รวมถึงการบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ในองค์กร เพื่อให้โอกิลวี่ยังคงรักษามาตรฐานการเป็นผู้ให้บริการด้านการสร้างแบรนด์ที่เน้นนวัตกรรมและสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในไทยและระดับภูมิภาค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ‘ป้อม–กำพล ลักษณะจินดา’ ตัดสินใจอำลาตำแหน่ง CCO หลังจากทำงานร่วมกับโอกิลวี่มาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของผู้นำฝ่ายสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและแคมเปญสำคัญของแบรนด์ต่างๆ มานับไม่ถ้วน

จิรวรา วีรยวรรธน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอกิลวี่ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การเข้ามารับตำแหน่งของคุณทสรนั้นสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ ในการทำตลาดสมัยใหม่ โดยเฉพาะการสร้างอิมแพกต์ที่เข้าถึงใจผู้บริโภคและแก้โจทย์ธุรกิจได้จริงในเวลาเดียวกัน

ทสรยังเปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของเขาว่าจะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้มีความหมายผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการคิดไอเดีย โดยมองว่างานสร้างสรรค์ที่ดีต้องสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงวัฒนธรรมและกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมได้

นอกจากการสร้างสรรค์แคมเปญโฆษณาแล้ว โอกิลวี่ยังมุ่งเน้นการใช้แนวคิด Borderless Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์แบบไร้พรมแดน ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีและโซลูชั่นการตลาดครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในยุคปฏิวัติดิจิทัลไปได้อย่างยั่งยืน

การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตาของโอกิลวี่ ประเทศไทย ในการตอกย้ำภาพลักษณ์เครือข่ายเอเจนซีที่ให้ความสำคัญกับทั้งความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพของงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขายังคงครองตำแหน่งผู้นำในระดับโลกจากการจัดอันดับของ WARC ในปัจจุบัน

ถอดรหัส SKY Group 5 บทเรียนปั้นธุรกิจให้ทุบสถิติ all time high

หลายคนอาจคุ้นเคยกับความสะดวกสบายในสนามบิน แต่อาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังฟันเฟืองเหล่านั้นคือผลงานของ ‘สกาย กรุ๊ป’ (SKY) ผู้นำด้าน Aviation Tech & Smart Security ของไทย ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้สร้างปรากฏการณ์จากการที่รายได้ทะลุ 10,248 ล้านบาท และกำไรที่พุ่งถึง 61%  

อะไรคือสูตรลับที่ทำให้บริษัทไอทีสัญชาติไทยรายนี้ผงาดขึ้นมาได้อย่างสง่างาม นี่คือ 5 บทเรียนสำคัญที่เราสรุปมาให้

1. การอ่าน timing และความพร้อมที่มาถูกที่ถูกเวลา

ความสำเร็จของสกายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เกิดจากการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน aviation tech รอไว้ล่วงหน้า เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงไฮซีซั่นระบบต่างๆ ที่สกายดูแลอยู่จึงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักทันที  

2. พลิกโมเดลขายขาด สู่รายได้ที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง 

สกายฉลาดในการเลือกใช้โมเดล Aviation Technology as a Service แทนที่จะเน้นการขายระบบแบบครั้งเดียวจบ พวกเขาเน้นการให้บริการและดูแลระบบในระยะยาวตามสนามบิน 13 แห่งทั่วประเทศ ทำให้บริษัทมีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนและไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจมากจนเกินไป

3. backlog รากฐานที่แข็งแกร่งของอนาคต

หนึ่งในเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งของสกาย คือการตุนงานในมือ (backlog) ไว้สูงถึง 24,399 ล้านบาท ซึ่งทำให้รับรู้รายได้ยาวไปถึง 6-7 ปี สะท้อนถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ต้องมองข้ามช็อตไปข้างหน้าเสมอ เพราะการมีงานที่รองรับรายได้ในระยะยาวเปรียบเสมือนการมี ‘สายป่าน’ ที่ยาวพอให้เรากล้าขยายธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นใจ

4. ขยายอาณาจักรด้วยการสร้าง ecosystem ที่หลากหลาย

สกายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่สนามบิน แต่ยังขยายความเชี่ยวชาญผ่านบริษัทย่อยอย่าง Metthier ที่ทำเรื่อง Smart Facility Management หรือการนำ AI มาใช้ในงานบริหารโครงการ และ Sky CC ที่ใช้เทคโนโลยี LLM มาอัพเกรดงานบริการลูกค้า สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้บริษัทได้อย่างดี

5. เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ pain point และสร้างประสบการณ์ที่ดี

ทำไมระบบ Biometrics หรือระบบเช็กอินอัตโนมัติของสกายถึงได้รับการตอบรับดี เพราะมันเข้าไปแก้ปัญหาความล่าช้าและการรอคอยของผู้โดยสารโดยตรง ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะทรงพลังที่สุดเมื่อทำให้ชีวิตของผู้คนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

ทำธุรกิจแบบ ‘นานวนจันทร์’ ฟาร์มสเตย์และสาโทรสดีการันตีรางวัลจากกาฬสินธุ์ 

เราเจอ เก่ง–ทรงพล ผาฤพล ครั้งแรกที่ Bangkok Art Book Fair ปลายปี 2023 ในงาน ครั้งนั้นเก่งมาออกบูทขายซีนที่ชื่อว่า Sato ข้างๆ ซีนเล่มเล็กจิ๋ว มีคราฟต์สาโททำเองวางในขันสีเงินใบใหญ่ ใบแบบที่พ่อออกแม่ออกทางอีสานอุ้มไปใส่บาตรยามเช้า เราหยิบซีนมาหนึ่งเล่ม หยิบสาโทมาหนึ่งขวด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักกับ นานวนจันทร์

เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น เราได้เห็นสาโทนานวนจันทร์เดินทางไปอยู่ตามร้านอาหารเชฟเทเบิล และบาร์ดีๆ หลายที่ทั่วกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดราว 30 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกันนั้นยังมีสายรายงานว่าพบสาโทนานวนจันทร์วางขายที่ออสเตรเลีย

กลางปีที่ผ่านมา เก่งพาสาโทนานวนจันทร์คว้ารางวัล Best Traditional sato – Silver medal ในงาน Sake week Thailand 2025 รางวัลที่ให้คะแนนแบบ Blind Taste โดย Sake Sommelier ในไทยและญี่ปุ่น ที่เก่งบอกกับเราว่า “รางวัลนี้ถือเป็นการการันตีว่ารสนิยมของชาวบ้านอย่างเรา ก็พอจะแข่งขันกับเขาได้” และส่งท้ายปีด้วยการลง Food & Wine นิตยสารกินดื่มชื่อดังระดับโลก

เรากลับมาเจอเก่งอีกครั้งที่นานวนจันทร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านเกิดของเก่ง อากาศร้อนระอุริมนาค่อยคลายลงหลังสิ้นเสียงเปิดขวดสาโทแช่เย็น บทสนทนาเรื่องความเป็นมาของ ‘นานวนจันทร์’ อันมีที่มาจากชื่อพ่อใหญ่นวนและแม่ใหญ่จันทร์ หรือคุณตาคุณยายของเก่ง จึงเริ่มต้นขึ้น

1
ต้นทุนชั้นดีคือทางบ้านไม่กดดัน

เก่งเกิดและเติบโตบนที่นาผืนใหญ่ราว 17 ไร่ แม่ของเก่งเป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 9 คนของพ่อใหญ่นวน และแม่ใหญ่จันทร์ การประไพ ด้วยความที่พ่อแม่ของเก่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด ชีวิตของเด็กน้อยในครอบครัวใหญ่จึงอยู่กับตานวนยายจันทร์เป็นหลัก การเป็นคนสนใจรายละเอียดของธรรมชาติและคอนเซปต์ในการใช้ชีวิตของเขาจึงมาจากการเลี้ยงดูของตากับยายแบบเต็มๆ

“เราอยู่บนบ้านไม้ ตายายจะห้ามเดินเสียงดัง ถ้าเสียงดังคือผิดผี เราเลยกลายเป็นคนที่ไปอยู่ที่ไหนก็เกรงใจคนเอามากๆ พ่อใหญ่แม่ใหญ่บอกว่าเวลาไปกินข้าวบ้านเขาต้องเอาข้าวบ้านเราไปด้วย ในอีกแง่ มันคือการสอนให้มีมารยาททางสังคมนั่นแหละ แต่เขาสอนเป็นวิถีทางประเพณี เป็นฮีตเป็นคลอง”

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่แม้ทางบ้านจะสอนลูกหลานด้วยการเอาเหตุผลเข้าว่า แต่ก็ไม่เคยกดดันเขา นอกจากที่นา เก่งมองว่าการที่ทางบ้านไม่กดดันนี่แหละคือต้นทุนชั้นดี พอไม่มีเรื่องกดดันในชีวิต เก่งจึงรักเรียนและเรียนดีมาโดยตลอด

พอโตเข้าวัยมัธยมเด็กชายเก่งก็ติดสอยห้อยตามเพื่อนไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด นั่งรถขอนแก่น-มุกดาหาร ไปกลับ 40 กิโลเมตร ทุกวัน ช่วงเวลาบนรถมุกฯ นี่เองที่เก่งใช้ไปกับการอ่านหนังสือ

“ช่วงที่ต้องนั่งรถขอนแก่น-มุกดาหาร เข้าไปเรียนนี่แหละที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเยอะ พกหนังสืออ่านเล่นติดตัวตลอด ตอนนั้นก็เป็นอีกจุดหนึ่งเหมือนกันที่หล่อหลอมจนเราเป็นเราในทุกวันนี้”

ถึงแม้ตานวนกับยายจันทร์จะจากไปตั้งแต่เขาอยู่ราว ม.2-3 แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตเก่งก็คือสิ่งที่ตายายเคยสอน สอนให้เป็นคนรักเรียน สอนให้ทำเรื่องดีๆ ในฮีตในคลอง

“พอเราทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต” เก่งเสริม

พอเข้ามหาวิทยาลัย เก่งเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะครอบคลุมและมีผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งที่เขากังวล นั่นก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาเลือกเรียนในสาขาวิชาสถาปัตย์หลักโดยไม่ได้คิดว่าจะจบมาเป็นอะไรด้วยซ้ำ ประจวบกับที่ได้ไปฝึกงานที่ ‘สถาปนิกพอดี’ ออฟฟิศที่ออกแบบให้กับจิม ทอมป์สันฟาร์ม และ Wonderfruit เก่งเล่าว่า “พอเรียนจบเขาเสนองานให้เราเลยได้ทำงานต่อ 4-5 ปี แต่เราไม่ชอบกรุงเทพฯ” เขาจึงตัดสินใจขอกลับมาทำงานที่บ้าน เรียกว่า teleworking ก่อนกาล ก่อนยุคโควิด

2
จากกรุงเทพฯ กลับนานวนจันทร์

เมื่อกลับมายังกาฬสินธุ์ นอกจากที่ดินที่ตากับยายทิ้งไว้ให้แม่ 11 ไร่ ให้ป้า 6 ไร่ รวมทั้งหมด 17 ไร่ เก่งก็ไม่มีอะไรนัก เขาจึงเริ่มคิดว่า ต้นทุนที่นาที่มีจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง

เก่งบอกเราอย่างขำๆ ว่าเขาเป็นสถาปนิกออกแบบบ้านให้ลูกค้าเสียสวยหรู แต่ไม่มีห้องทำงานเลย เก่งจึงต้องกู้ ธกส.มา 5 แสน แล้วจัดการรีโนเวตบ้านเสียใหม่ โจทย์คือทำยังไงก็ได้ให้ประหยัดที่สุด เพื่อจะได้มีห้องทำงานไว้ปั๊มเงิน ส่วนที่เหลือจะได้เริ่มปรับปรุงที่นา

ตกมาปี 2021 เก่งเริ่มสร้างอินสตาแกรมของนานวนจันทร์ เพราะอยากให้มี archive เก็บไว้ ตอนนั้นเขาสารภาพว่ายังไม่ได้คิดว่าจะขายอะไร

“ในการทำแบรนดิ้งจะมีสิ่งที่เรียกว่าดิจิทัลฟุตปรินต์ ถ้าเราเก็บสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้เรามีตัวตนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่พบเห็นคำว่า ‘นานวนจันทร์’ เราอยากให้นานวนจันทร์มีประวัติศาสตร์ของมัน ตายายของเราเป็นชาวบ้านธรรมดา เกิดมาแล้วก็ตายไป แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้คือคอนเซปต์และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เราอยากเขียนประวัติศาสตร์ให้ตากับยาย เราเชื่อว่าคนที่ตายไปจริงๆ คือคนที่ไม่มีใครคิดถึงเขาแล้ว แต่ถ้ายังมีคนคิดถึงเข้าอยู่ก็แปลว่าเขายังอยู่ในความทรงจำของเรา”

นอกจากโอกาสที่มองเห็นในมรดกที่นาที่ทำให้เขากลับมาฟื้นฟูผืนดิน 17 ไร่เพื่อให้กลายเป็นฟาร์มสเตย์ เก่งเห็นว่าการปลูกข้าวของที่บ้านนี่แหละ คือนามบัตรชั้นดีที่พาเขาไปพบเจอคน เพราะทุกครั้งที่ชาวนานวนจันทร์จะกินข้าว ต้องไปเอาข้าวในเล้ามาสีใหม่เสมอแล้วจึงหุงกิน และเก่งอยากให้คนได้กินข้าวในแบบที่เขาได้กิน เขาจึงเริ่มขายข้าว

เก่งเริ่มออกแบบแพ็กเกจกิ้งข้าวออร์แกนิกที่นานวนจันทร์ปลูกและสีเอง ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์ เขียนการ์ดส่งให้ลูกค้า แต่ยังไม่ได้กำไร สิ่งที่ได้กลับมาในตอนนั้นคือความสนุกและลูกค้าคิดถึงนานวนจันทร์ทุกครั้งที่ได้กินข้าวใหม่อร่อยๆ และการขายข้าวก็ได้พาเขาไปรู้จักคนใหม่ๆ นอกแวดวงสถาปนิก

“เราได้รู้จักคนใหม่ๆ ที่เป็นใครไม่รู้แต่สนใจเรื่องเดียวกับเรา บางคนเป็นเชฟ บางคนทำฟาร์ม บางคนทำงานคราฟต์ ต่างฝ่ายต่างติดตามกัน กลายเป็นคอมมิวนิตี้ออนไลน์และสุดท้ายมันพาผมไปเจอคนในโลกจริง” เก่งเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

3
คำถามสำคัญ “ข้าวเป็นอะไรได้บ้าง”

จากขายข้าวกลายมาเป็นขายสาโทได้ยังไง เราถาม เก่งอธิบายว่าตัวต้นเรื่องก็คือการที่เขาอัพเดตในอินสตาแกรมแอ็กเคานต์ว่าทำสาโทเป็น ลูกค้าที่ซื้อข้าวจากเขาก็อยากชิม เขาก็ส่งให้ ลูกค้าท่านนั้นเมื่อได้ชิมก็นำไปโพสต์ต่อว่าสาโทจากนานวนจันทร์อร่อยมาก เมื่อ มิ้น–ธัญพร จารุกิตติกุล และเชฟปริญญ์ ผลสุข เจ้าของร้านสำรับสำหรับไทยมาเห็นเข้าจึงติดต่อเพื่อซื้อสาโทกับเก่งโดยตรง

“พี่เขาอุดหนุนเราตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่ first batch เลย ผมบอกว่าไม่ได้ทำขาย ผมทำแจกเพื่อนตอนปีใหม่ แต่ถ้าอยากซื้อก็มีอยู่ 2 ขวด พอพี่เขาสั่งปุ๊บเราก็เริ่มตระเวนหาขวดตามร้านและรีบออกแบบแพ็กเกจจิ้งภายในคืนนั้นเลย”

เก่งบอกเราว่าตอนนั้นเหมือนแทงหวย ลองดู เพราะไม่เคยอยู่ในวงการอาหารวงการเครื่องดื่มมาก่อน ออกแบบฉลากเอง ตั้งราคาเอง และแน่นอนว่าหมักสาโทเอง นับจากวันนั้นเป็นต้นมาเก่งก็หมักสาโทขายมาเรื่อยๆ จนสร้างโรงหมักและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายให้สมกับเป็นสาโทเมคเกอร์อาชีพ

ย้อนกลับไปสมัยเก่งอายุ 14 ปี ขณะที่เพื่อนทำเนื้อแดดเดียวส่งครูในวิชาถนอมอาหาร แต่ยายจันทร์กลับสอนเก่งทำข้าวหมาก 

“ยายบอกว่าถ้าเทน้ำลงไปแล้วหมักต่ออีกหนึ่งคืนมันจะกลายเป็นสาโท เหมือนว่าตอนนี้เราได้เอาสิ่งที่ยายสอนกลับมาทำ เราได้สร้างโรงหมักและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เรากลายเป็นผู้ผลิตสาโท แล้วเราก็มารู้ทีหลังจากป้าเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนพ่อใหญ่นวนแม่ใหญ่จันทร์ก็เคยต้มเหล้าขาย มันเป็นรากเหง้าของเรานี่แหละ เพียงแต่เราไม่เคยมีบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์” 

นอกจากสาโทแล้ว เก่งยังหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์นานวนจันทร์พร้อมคำถามสำคัญที่เขาบอกเราว่าตั้งเอาไว้ในใจเสมอ นั่นคือโจทย์ที่ว่า ข้าวเป็นอะไรได้บ้าง 

“ตั้งแต่ที่ผมสร้างแบรนด์นานวนจันทร์มา เราไม่ได้บอกว่าจะขายอะไร เราให้ลูกค้าเป็นคนบอกเองว่าอยากให้เราขายอะไร เราปล่อยให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยที่เราไม่ได้มีภาพสุดท้าย”

เพราะฟาร์มสเตย์เองก็เริ่มจากการที่เชฟปริญญ์มาที่บ้าน เมื่อคนเห็นภาพก็อยากตามมาบ้าง ทั้งหมดจึงเกิดจากความต้องการของลูกค้า เก่งอธิบายว่า เขาและที่บ้านต้องการดูแลทุกคนเหมือนเพื่อน เราไม่ได้ต้องการแขกที่มาแล้วก็ไป one night เท่านั้น แต่ฟาร์มสเตย์นานวนจันทรต้องการเพื่อน ต้องการ community และการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

4
ข่อยเป็นค่อยไป ไม่โรแมนติไซส์บ้านนอก

ความท้าทายของนานวนจันทร์สำหรับเก่งตอนนี้คือ จะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเติบโตจากที่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์  ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ แน่นอนว่าเขาต้องทำหลายอาชีพเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้และอาชีพสถาปนิกก็เป็นหนึ่งในนั้น และหลายครั้งเก่งก็ได้ลูกค้างานออกแบบจากลูกค้าที่เป็นแฟนสาโทมาก่อน

“เราพยายามทำแบรนด์ที่ไม่ให้คนมาโรแมนติไซส์ นี่คือสิ่งที่ระวังมาก เพราะเราไม่อยากเป็นสารตั้งต้นของการโรแมนติไซส์บ้านนอก เรากินยังไง เราอยู่ยังไง เราก็บอกไปแบบนั้น และไม่พูดเกินจริงว่าการมาทำแบบผมจะทำให้คุณมีกินมีใช้ หรือการที่คุณมาอยู่ที่นี่แล้วคุณจะมีชีวิตที่ดี บ่ เฮาบ่เว่าแบบนั้น ทุกวันนี้พ่อแม่เราก็ต้องไปขายผักที่ตลาดเหมือนเดิม”

เก่งบอกกับเราว่าอีกสัก 10 ปีคงอยากเห็นนานวนจันทร์เขียวกว่านี้ เห็นต้นไม้มากกว่านี้ แต่ในระยะสั้นเขาอยากมีครัวกลาง และเวิร์กช็อปสเปซให้แขกได้มีที่นั่ง ได้ทำนั่นทำนี่ และอยากรับลูกค้าที่เป็นเชฟเพื่อให้เขาได้มาแลกเปลี่ยน know-how กับที่บ้าน

มากไปกว่านั้นเขายังคิดอยู่เสมอว่านานวนจันทร์จะสามารถเป็นอะไรได้อีกในอนาคต ไม่มีปลายปิด ด้วยเชื่อเสมอว่าคนเราสร้างทางเลือกให้ตัวเองได้

“ทุกอย่างมันมีพลวัตร ถ้าเราไม่ปรับตัวมันน่าเบื่อ คนเราเกิดและตายใหม่ได้ทุกวัน สำคัญคืออยากให้แบรนด์พัฒนาไปพร้อมๆ กับเรา และครอบครัวของเรา เพราะเราทำเองกันหมด เราชอบทำงานที่มีความสัมพันธ์อยู่ในนั้น ไม่ชอบทำงานตามโมเดลของคนในเมือง ไทบ้านนอกมีหยังก็ช่วยกัน มีหยังก็กินด้วยกัน มันเป็นแบบนั้น เราอยากให้งานของเรามีความสัมพันธ์อยู่ในนั้นด้วย พัฒนาไปนำกัน”

มาถึงตรงนี้เราเชื่อเก่งแล้ว เพราะจากงาน Bangkok Art Book Fair ปี 2023 เดินทางมาถึงต้นปี 2026 ผู้เขียนได้กลายมาเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง พร้อมกับพาพี่ชายของผู้เขียนเองไปกินข้าวป่าพร้อมแลกเปลี่ยน know-how การหมักเหล้าและปลูกต้นไม้กับเขาที่นานวนจันทร์ และยังแนะนำสาโทของเก่งให้กับเพื่อนที่ทำบาร์ได้ลองนำไปวางขายแล้วเรียบร้อย

What I’ve Learned

  • หนึ่ง เลือกสิ่งที่เราไม่ชอบออกก่อน
  • สอง มองหาต้นทุนที่ตนมี
  • สาม เคารพตัวเอง
  • “แม่เราเป็นแม่ค้า บอกอยู่เสมอว่า เขาอยู่ได้เราอยู่ได้ อย่าไปคิดราคาเขาแรงและอย่าไปคิดราคาถูกจนเราขาดทุน ไม่เอาปรียบใคร และเคารพตัวเอง สิ่งนี้จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่ได้และยั่งยืน” เก่งฝากทิ้งท้าย 

    ภาพถ่าย : นานวนจันทร์ และ ยิ่งบุญ จงสมชัย

    ‘ศึกตุนน้ำมัน เงินเฟ้อ ราคาทองพุ่ง’ วิกฤตที่ทั่วโลกต้องเจอหากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ

    สถานการณ์ตึงเครียดที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน และสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศต่างๆ ที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ เช่น ดูไบ อิสราเอล คูเวต บาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    นอกจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการโจมตีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ยังสร้างแรงกระเพื่อมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และราคาทองที่ผันผวน คำถามสำคัญคือถ้าสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบนี้จะรุนแรงเพียงใด และประเทศไทยจะรับมือกับเหตุการณ์นี้ยังไง

    ทำไมสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านส่งผลกระทบทั่วโลก

    อิหร่านเป็นประเทศ ‘ผู้ผลิตน้ำมัน’ รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีปริมาณการผลิตมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ยังมีชายฝั่งติดกับ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นจุดคอขวดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 100 ลำต่อวัน บรรทุกน้ำมันราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคมมีรายงานจากสำนักข่าว Reuters ว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และจะยิงใส่เรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน ทำให้ตอนนี้มีเรือคอนเทนเนอร์ประมาณ 100 ลำ คิดเป็น 10% ของเรือขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ทั่วโลกกำลังติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตอนนี้เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ‘ถูกตัดขาด’

    ส่งผลให้ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้น 9% หรือราว 79.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน แต่ยังทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นกว่า 50% ในยุโรป และเกือบ 40% ในเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการที่โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ของ QatarEnergy ในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ถูกโจมตีจนต้องระงับการผลิต ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ในซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังการผลิตกว่าครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยเช่นกัน

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดโลกขยายวงกว้างขึ้น จากความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมัน การส่งออก ตลาดหุ้น เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้คนหันไปครอบครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกันมากขึ้น จนราคาทองพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ค้าทองรายใหญ่ทั้งฮั่วเซ่งเฮง, แม่ทองสุก และ YLG ประกาศงดซื้อ-ขายทองคำแท่งออนไลน์ชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดบริการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เวลา 10:00 น.

    ถ้าสงครามยืดเยื้อจะเกิดอะไรขึ้น

    1. ราคาน้ำมันทั่วโลกดีดตัวขึ้นสูง

      เมื่อเกิดสงครามระหว่างประเทศ ย่อมเกิด ‘สงครามน้ำมัน’ ตามมา นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะน้ำมันที่มาจากช่องแคบฮอร์มุซส่งออกไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้หลังจากนี้อาจเกิด ‘ศึกกักตุนน้ำมัน’

      ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในไทยผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ราคาน้ำมันล่าสุดวันที่ 3 มีนาคนนี้ น้ำมันดีเซลพุ่งไปถึงลิตรละ 4.20 บาท ถือว่าเป็นการขยับที่รุนแรงมาก ขณะที่เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขยับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท ทำให้คนต่างตื่นตระหนกและแห่มาเติมน้ำมัน อย่างสถานีบริการน้ำมันในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีรถป้ายทะเบียนประเทศไทยและเมียนมา แห่มาต่อคิวเติมน้ำมันถึงขนาดที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 หมดเลยทีเดียว

      2. เงินเฟ้อขึ้นสูง เงินบาทอ่อนค่า

      อย่างที่รู้กันว่าน้ำมันแพงขึ้นเมื่อไหร่ สินค้าและบริการจะขึ้นราคาตามเมื่อนั้น เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนของทุกอย่าง ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ที่จำนวนเงินเท่าเดิมซื้อแต่ซื้อของได้ลดลงหรือที่เรียกว่า ‘อำนาจซื้อลดลง’ ยิ่งถ้าสงครามยาวนาน ไทยต้องนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น จะยิ่งเสียดุลการค้า ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนลงไปถึง 36.50-37 บาทต่อดอลลาร์

      3. ราคาทองผันผวนอย่างรุนแรง

      สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตื่นตระหนกและมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทอง ทางแม่ทองสุก หนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทยได้มองว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นถึง 85,000-90,000 บาท ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามถึง 10% ทำให้คนแห่ซื้อทองเพื่อกระจายความเสี่ยง ถึงอย่างนั้นหากสถานการณ์นี้คลี่คลายลงได้ มีโอกาสที่ราคาทองจะปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

      ไทยมีมาตรการรับมือยังไง

      จากผลกระทบทั้งหมด ประเด็นใหญ่ที่ใกล้ตัวทุกคนที่สุดในตอนนี้คือ ‘ปริมาณน้ำมัน’ เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ซึ่งทางอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ออกมาบอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ประมาณ 60 วัน และได้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูง จนทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นด้วย

      นอกจากนี้ ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังได้จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ไปจนถึงการเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไป เพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ พร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังงานเต็มกำลัง เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

      หลายคนต่างภาวนาให้สงครามนี้ได้ข้อสรุปที่ดีกับทุกฝ่ายและจบโดยไว ไม่รุกรานไปถึงขั้นเกิดส่งครามโลกครั้งที่ 3 เพราะถ้าสถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายไม่มากกว่านี้และยืดเยื้อไปหลักเดือนจนถึงหลักปี ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าวิกฤตน้ำมัน เงินเฟ้อ และราคาทองอย่างแน่นอน

      ที่มา