ปกติเวลาเดินเข้าโรงแรมที่ไหน เรามักจะรู้สึกสงบและผ่อนคลาย แต่กับ Public House Bangkok ผ่อนคลายน่ะใช่ แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ออกจะไปทางสนุกเสียมากกว่า
ด้วยสีสันฉูดฉาด การตกแต่งสไตล์ mid-century ผสมกับ modern industrial กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไวบ์สุด cozy ของบาร์และร้านอาหารข้างใน รวมถึงเอเนอร์จี้ของพนักงานและผู้คนที่แสนจะกระตือรือร้น องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Public House Bangkok เป็นโรงแรมที่ไม่เหมือนโรงแรม และ ธนชัย สัจจเทพ หนึ่งในเจ้าของก็เหมือนจะคิดตรงกับเรา
“ถ้าพูดคำว่า Public House อยากให้คนคิดว่าคือสถานที่ที่คนมาฆ่าเวลา ไม่ต้องเป็นปลายทาง แต่รู้สึกสบายใจมากพอที่จะมา เราไม่ได้อยากจะเป็น third place (พื้นที่นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน) แต่เราอยากเป็น in between place มาแล้วอาจจะได้ไอเดียอะไรกลับไป” ชายหนุ่มบอก
คอนเซปต์แรกของโรงแรมคือไม่ใช่แค่ที่พัก แต่อยากเป็นพื้นที่แสนเป็นมิตรที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ตอนคิดชื่อโรงแรม พวกเขาจึงนึกถึงผับในอังกฤษชื่อ Public House ที่มีไวบ์สุด cozy เหมือนกัน จึงหยิบยืมชื่อมาตั้งเป็นชื่อโรงแรม
Charm of Renovation
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่ Public House Bangkok สิ่งแรกที่โดดเด่นคือโถงต้อนรับสีสันสะดุดตา
“เวลาเราไปโรงแรมทั่วไป เขามักจะทำโรงแรมโดยเน้นเรื่อง functional เป็นหลัก เคาน์เตอร์เช็กอินต้องใหญ่เท่านี้ บาร์ต้องเป็นอย่างนี้ ทุกอย่างมีฟอร์แมต แต่ Public House รีโนเวตขึ้นจากอพาร์ตเมนต์เก่า เราจึงโดนลิมิตด้วยหลายๆ อย่าง”
แค่โครงสร้างก็ไม่เหมือนโรงแรมที่อื่นแล้ว การตกแต่งของที่นี่ก็ฉีกกรอบออกจากความเป็นโรงแรมเช่นกัน Public House Bangkok ใช้ตกแต่งสไตล์ modern industrial ผสม mid-century ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา กึ่งดิบกึ่งหรูหรา แต่เป็นกันเองและไม่ได้เข้าถึงยากเกินไป
Public House ก็มีห้องหลายประเภทเหมือนกัน แต่แทนที่จะตั้งชื่อเหมือนโรงแรมทั่วไป พวกเขากลับตั้งชื่อห้องว่า Downtown, Uptown, Edge of the city, Daydreamer, Sky Terrace และ Suite โดยได้แรงบันดาลใจมาจากฟีดแบ็กของผู้เข้าพักที่บอกว่าการมาที่นี่เหมือนได้เข้าพักในมหานครนิวยอร์กหรือลอนดอน ซึ่งจะมีย่านดาวน์ทาวน์และอัพทาวน์
ธนชัยนำชื่อเหล่านี้มาตั้งแทนห้องพักที่อยู่ในชั้นล่างกับชั้นที่สูงขึ้นไป Edge of the city คือห้องที่เห็นวิวเมือง Daydreamer จะเป็นห้องที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ส่วน Sky Terrace คือห้องที่มีระเบียงชมท้องฟ้า และ Suite ก็ตามชื่อ เป็นห้องที่หรูหราและกว้างขวาง เหมาะสำหรับครอบครัว
“ผมคิดว่าโรงแรมควรจะมี 5 อย่างที่ต้องมี หนึ่ง–เตียงต้องนอนสบาย เพราะถ้าโรงแรมไม่ตอบโจทย์เรื่องนอน what’s the point? สอง–ความดันน้ำจะต้องแรงตอนอาบน้ำ อาบแล้วสบาย สาม–แอร์เย็น สี่–อินเทอร์เน็ตแรง ห้า–ทีวีใหญ่ นี่คือ 5 อย่างที่ Public House อยากโฟกัส”
ที่ Public House เราจึงจะได้เอนตัวลงบนเตียง American king bed 7 ฟุตที่ทำให้ลูกค้าหลายคนเขียนคอมเมนต์กลับมาว่าเป็นเตียงที่นอนสบายที่สุดเท่าที่เคยนอน เช่นเดียวกับทีวีขนาด 65 นิ้วใหญ่เต็มตาที่มีตั้งไว้ให้ทุกห้อง แถมยังมีโต๊ะข้างเตียงที่เป็นทั้งโต๊ะ ลำโพงบลูทูธ และ wireless charger ในอันเดียวกัน
Flexi Room, Flexi Thinking
แต่พูดกันตามตรง ถ้าเป็นโรงแรมที่มีแค่ห้องพักเฉยๆ ก็คงไม่ต้องตั้งชื่อว่า Public House
ตั้งแต่ day 1 ธนชัยและทีมตั้งใจให้ที่นี่เป็นที่ที่ใครก็เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย และไม่จำเป็นต้องกดบุ๊กกิ้งห้องพักก็ก้าวเท้าเข้ามาได้เสมอ
ท่ามกลางตลาดโรงแรมที่แข่งขันสูง หนึ่งใน KPI ที่ทีมผู้ก่อตั้ง Public House ตั้งไว้ คือจำนวนของลูกค้าที่กลับมาพักกับพวกเขาอีกครั้ง
ธนชัยเชื่อว่าปัจจัยที่มีผลมาก คือประสบการณ์ที่ดี
แต่ประสบการณ์ดีๆ ในนิยามของ Public House อาจจะต่างจากที่อื่นอยู่สักหน่อย นอกจากจะมีห้องพักที่ดี สเปซดีๆ ที่ส่งเสริมให้คนมาแฮงเอาต์กัน ที่นี่ยังอยากให้ลูกค้าได้ออกไปหาประสบการณ์ที่ดีจากนอกโรงแรม ในวงเล็บว่าต้องตรงกับเทสต์ของพวกเขาด้วย
หรือถ้าลูกค้าขี้เกียจคิด Public House ก็มีเส้นทางผจญภัยที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ เส้นทางแรกที่แนะนำคือ Canal Adventure ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวได้ขี่จักรยานเลียบคลองไปสำรวจเมือง อีกเส้นทางคือ Tri-Park Adventure ชวนขี่จักรยานไปทัวร์ 3 สวนสาธารณะยอดฮิตของคนเมือง
“ลูกค้ามาเที่ยวเพื่อจะได้มีประสบการณ์ดีๆ currency ของทุกคนมันคือ memory เพราะ on the dying bed ไม่มีใครมาคิดหรอกว่ากระเป๋าตังค์เรามีเงินเท่าไหร่ แต่เขาจะคิดถึงความทรงจำที่มี ผมจึงคิดว่าการเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความทรงจำดีๆ ให้เขาได้ เราถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วนะ”
ถึงกระนั้น สำหรับใครหลายคนเรื่องของ AI ยังเป็นของแปลกใหม่ บ้างเพิ่งเปิดใจลองใช้งาน บ้างใช้งานแล้วแต่ยังไม่เกิดประสิทธิภาพแบบใครเขา บ้างไม่รู้ว่าต้องตั้งค่าอย่างไรจึงจะดี ไปๆ มาๆ จากที่ต้องดิ้นรนในเกมธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ ยังต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ที่ชื่อว่า AI อีก
จากคำถามข้างต้นที่ว่า ไม่นานมานี้แพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง ‘เมต้า’ (Meta) หรือที่คุ้นหูในชื่อเดิมอย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ (Facebook) ได้จัดเซสชั่น ‘AI for Business: The Next Generation’ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และโซลูชั่นการใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยมีพาร์ตเนอร์ 3 แบรนด์ดัง ได้แก่ Hadara, กรุงศรี ออโต้ และ iProspect มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ซึ่งใจความจะมีอะไรบ้างนั้น เราขอชวนมาไขคำตอบในคอลัมน์ Key Note ตอนนี้
• AI คือเทคโนโลยีที่เป็นมากกว่าเทรนด์ แต่คือ ‘โอกาส’ ของคนทำธุรกิจ
ช่วงต้นของเซสชั่น ‘แพร–อสมา ดำรงค์มงคลกุล’ Country Direction ของ Facebook Thailand ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกว่าการที่ Meta ยังเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลฯ ที่มีผู้ใช้งานลำดับต้นๆ โดยมีผู้ใช้งานมากถึง 4.5 พันล้านคนต่อวัน นอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน ยังเป็นพื้นที่ซื้อขายสินค้าและโฆษณา โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ reel ที่มีการแชร์ซ้ำมากถึง 4.5 พันล้านครั้งต่อวัน และที่สำคัญคือมีบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 600 ล้านรายการในแต่ละวัน
อสมายังเสริมข้อมูลจาก Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาสัญชาติอเมริกันที่รายงานว่า 90% ของบริษัททั่วโลกภายในปี 2025 จะมี generative AI เป็นพันธมิตรในการทำงาน และภายในปี 2027 จะมีโมเดล generative AI ที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมนั้นๆ หรือมีฟังก์ชั่นเฉพาะทางที่ตรงกับการทำงานขององค์กร ในอนาคตเราจะเห็นการขับเคี่ยวของผู้พัฒนา AI ในดีกรีระดับเข้มข้น เพื่อซัพพอร์ตตลาดคนทำธุรกิจในแวดวงต่างๆ
ปัจจุบัน โมเดล AI ของ Meta ที่กำลังเปิดให้ใช้งานมีชื่อว่า ‘Llama 4’ ซึ่งมีผู้ประกอบการใช้งานราว 1 พันล้านคนต่อเดือน ยกตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่ใช้ AI ตัวดังกล่าวคือ Spotify ในการระบุ personalization ส่วนตัวแก่ผู้ฟังรายบุคคล เช่น ผู้ฟังรายหนึ่งชอบฟังเพลงแจ๊สมากๆ ในอนาคตตัว AI ก็จะช่วยนำเสนอเพลงแจ๊สที่น่าสนใจหรือได้รับความนิยมต่อไป
• ประสิทธิภาพ AI ที่ต้องตอบโจทย์ครบถ้วนตั้งแต่ประหยัดเวลาจนถึงประหยัดค่าใช้จ่ายคนทำธุรกิจ
ในเมื่อคนทำธุรกิจมีแพลตฟอร์ม AI ให้เลือกใช้มากมาย แต่สำหรับคนทำธุรกิจแล้วโซลูชั่นแบบไหนที่ครอบคลุมและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด โดย Country Direction ของ Facebook Thailand ได้ยกตัวอย่างเครื่องมือ AI ของ Meta ที่แบ่งการทำงานหลักๆ เป็น 4 ข้อ คือ
1. ครอบคลุมทั้งยอดขายและการหาลูกค้าเป้าหมาย : อสมายกตัวอย่างโซลูชั่นที่มีชื่อว่า Meta Advantage+ Campaigns ที่มีฟังก์ชั่นในการปรับงบประมาณ พัฒนางานด้านครีเอทีฟอย่างเหมาะสม และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับสินค้า เช่น แบรนด์หนึ่งต้องการขายหมวกแก๊ปกีฬา AI ก็จะช่วยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักกีฬา ขณะเดียวกันก็จะดูว่ามีลูกค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์คนไหนที่มีความเป็นไปได้ในการซื้อสินค้าชิ้นนี้ เพื่อเป็นการเปิดน่านน้ำใหม่ในอนาคตที่อาจจะไม่ใช่แค่กลุ่มคนเล่นกีฬา ซึ่งฟังก์ชั่นที่ว่าช่วยลดค่า cost per acquisition (CPA) ได้มากถึง 9% ต่อการแปลงเป็นลูกค้าหนึ่งคน
4. Value Optimization : เครื่องมือสำหรับจัดลำดับความสำคัญของกลุมเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจสูงสุด เช่นแคมเปญที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายบ้าน ตัว AI ก็จะเน้นแสดงผลไปที่กลุ่มเป้าหมายหลัก เช่น กลุ่มคนวัยทำงาน
อสมาเสริมทิ้งท้ายว่า เครื่องมือโซลูชั่นของ AI ยังเป็นเรื่องใหม่ แต่ละองค์กรหรือแต่ละแบรนด์อาจตั้งเป้าหมายในการใช้งานที่แตกต่างและจำเพาะเจาะจงต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าอยากให้ AI ซัพพอร์ตการทำงานในด้านใด ดังนั้นผู้ใช้เองสามารถทำหน้าที่เป็น co-creator เพื่อร่วมกันพัฒนาตัว AI ออกมาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
• มุมมองและเทคนิคการใช้ AI จาก Hadara, กรุงศรี ออโต้ และ iProspect
เมื่อพอจะประมาณหน้าตาได้ว่าโซลูชั่นของ AI ที่เหมาะแก่คนทำธุรกิจในยุคนี้มีอะไรบ้าง เซสชั่นต่อมาคือการแชร์ประสบการณ์และทริคที่น่าสนใจจาก 3 แบรนด์ดังซึ่งเป็นพันธมิตรของ Meta ทั้ง 3 แบรนด์มี Milestone ต่อเรื่องของ AI แบบเดียวกัน นั่นคือการ ‘Taste & Learn’
1. กล้าที่จะลองใช้งานและเรียนรู้จากความผิดพลาด :
ธนัญญา เหล่าศิลปเจริญ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด Hadara คือตัวแทนของคนทำธุรกิจที่เริ่มจากการเป็นอีคอมเมิร์ซ ก่อนขยับขยายเป็นแบรนด์ชั้นนำด้านแฟชั่น โดยมีจุดเด่นคือการเป็น Health Bag ที่มีดีไซน์ใส่ใจสุขภาพบ่าไหล่ของผู้ใช้งาน ดังนั้นฐานลูกค้าของแบรนด์นี้จึงเป็นกลุ่มคนวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุเสียส่วนใหญ่
จุดเริ่มต้นในการใช้งาน AI ของ Hadara เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน จากการที่ต้องการขยับขยาย business model แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น จึงต้องเบนเข็มมาเน้นช่องทางจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ ยังไงก็ตาม ธนัญญาเผยว่า ก่อนใช้ AI ในการทำธุรกิจ เธอมีความกังวลเล็กน้อยว่าลูกค้าจะเข้าใจช่องการจำหน่ายที่เปลี่ยนไปนี้หรือไม่ เพราะลูกค้าขาประจำมีความคุ้นชินกับการสั่งซื้อผ่านการอินบ็อกซ์ในเพจเฟซบุ๊กเสียมากกว่า
ถึงกระนั้น ธนัญญายืนยันว่าต้องมี ‘ความกล้า’ ที่จะทดลองสิ่งใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า AI อาจเป็นเรื่องใหม่ก็จริง แต่ไม่ยากที่จะเรียนรู้ เช่นการให้ AI ช่วยปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ ส่วนหนึ่งผู้ใช้งานต้องรู้ว่าเราจะขายอะไร และจะจัดวางหน้าตาอย่างไรให้ใช้งานง่าย เราจึงเห็นหน้าเว็บไซต์ของ Hadara ที่ดูสบายตา และใช้งานสะดวก แต่กว่าจะได้หน้าตาแบบที่เห็นต้องผ่านการปรับปรุงไม่น้อย ธนัญญาจึงยืนยันว่าการใช้ AI ต้องมีความอดทนและเรียนรู้ไปกับระบบ รวมไปถึงหมั่นคิดแคมเปญที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น คูปองในวาระพิเศษสำหรับกระตุ้นการซื้อ เพื่อดึงประสิทธิภาพการใช้ AI ออกมาให้ได้มากที่สุด และต่อให้แผนงานที่ทำไปไม่เข้าเป้า แต่สามารถนำความผิดพลาดและประสบการณ์นั้นกลับมาเรียนรู้ หรือปัดฝุ่นกลับมาใช้งานเมื่อถึงคราวเหมาะสม
พลวิทย์เน้นย้ำว่า AI เป็น co-pilot ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้ในบางเรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือต้องมี stylist AI ที่เข้าใจการทำงานของแพลตฟอร์ม AI ที่กำลังใช้ และต้องเข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ยกตัวอย่างช่วงที่กรุงศรี ออโต้ เริ่มใช้ AI ทำงาน มีข้อสังเกตหนึ่งที่ทีมงานของพลวิทย์หมั่นทำเสมอคือ การสังเกตว่าแคมเปญที่กำลังทำอยู่ตอบโจทย์กับเทรนด์หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าตรงตามเป้าหมายสิ่งที่ต้องทำต่อไปจึงค่อยใช้ AI ในการขยายขอบเขตของแคมเปญต่อไป
นอกจากเรื่องของการทำ lead generation ในส่วนของแผนกอื่นๆ ในองค์กรอย่างเซลล์มาร์เก็ตติ้งยังจำเป็นต้องติดตามผลลัพธ์และความคิดเห็นของลูกค้า เพื่อช่วยดึงข้อมูลบางอย่างที่ไม่สามารถเห็นได้ในมีเดียเว็บไซต์กลับเข้ามาสู่ฐานข้อมูล และที่เน้นย้ำมากที่สุดคือการหมั่นดูดาต้าหลังบ้านว่าตรงตามเป้ามากน้อยแค่ไหน เพราะตัวเลขจากหลังบ้านจะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดว่าเราใช้ AI ได้ดีพอแล้วหรือยัง
ถึงตรงนี้น่าจะพอสรุปได้ว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีส่วนในการทำงาน นอกจากคนทำธุรกิจจะต้องรู้วิธีการใช้งานแล้ว ยังจำเป็นต้องมีแนวคิดในการ ‘มุ่งเน้นการทดลองและเรียนรู้’ หรือ ‘test and learn mindset’ คือทดลองใช้เครื่องมือ AI ให้เป็นหลากหลายรูปแบบ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับการมาของ AI และที่สำคัญคือตอบตัวเองให้ได้ว่า AI ที่กำลังใช้งานอยู่สอดคล้องกับรูปแบบธุกิจของคุณมากพอแล้วหรือยัง จึงอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นช่วงที่ใครเรียนรู้ได้เร็วกว่าก็เพิ่มโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อพูดถึง Tesla ภาพของบุคคลแรกที่อยู่ในใจของคนทั่วไปคือ อีลอน มัสก์ (Elon Musk)
เราอาจเห็นว่ามัสก์คือผู้นำความสำเร็จมาสู่เทสลา จนได้ฉายาว่า The Real Iron Man เพราะมีข่าวเทสลาปรากฏเมื่อไหร่ ต้องมีชื่อของเขาอยู่ด้วยทุกครั้ง เรียกได้ว่า ‘เทสลา = อีลอน มัสก์’ และ ‘อีลอน มัสก์ = เทสลา’ – นั่นคือภาพจำของแทบทุกคนที่มองบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกแห่งนี้
ขณะที่มาร์คมีโอกาสได้ทดลองขับ AC Propulsion tzero ซึ่งเป็นรถต้นแบบไฟฟ้าแรงสูง และได้ไอเดียว่า อยากนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาสร้างรถสปอร์ตไฟฟ้าระดับพรีเมียม
เมื่อเล่าไอเดียให้กันฟัง จึงนำมาสู่ดีลการขายกิจการ NuvoMedia ให้กับ Gemstar-TV Guide International ด้วยมูลค่าประมาณ 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และเมื่อเข้าสู่ปี 2003 ก็เป็นปีแรกที่โลกได้ทำความรู้จักกับบริษัท Tesla
มองหาผู้ลงทุน
มาร์ตินและมาร์คตั้งชื่อบริษัทว่า Tesla Motors เพื่อเป็นเกียรติแก่ Nikola Tesla นักประดิษฐ์ผู้พัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) โดยมีความเชื่อมั่นว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ จึงต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงแค่รักษ์โลกแต่มีประสิทธิภาพ
นั่นจึงนำไปสู่การบีบให้มาร์ตินถูกปลดจากตำแหน่ง CEO ของเทสลา กระทั่งในปี 2008 เทสลาเกือบล้มละลายจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัญหาภายใน และปัญหาด้านการผลิตและเงินทุน จนมัสก์ต้องนำเงินส่วนตัวเข้ามาช่วย
หลังจากนั้น มัสก์จึงเข้ามามีบทบาทในบริษัทมากขึ้น และกลายเป็น CEO อย่างเป็นทางการ
เหยียบคันเร่ง
เทสลาเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว หลังจากมัสก์กลายเป็น CEO ในปี 2008 เขากล่าวว่า เป้าหมายหลักของ Tesla คือการเร่งให้โลกเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
ตัวอย่างเช่น เทสลาจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยมีอายุระหว่าง 25-54 ปี เพราะประชากรกลุ่มนี้ ‘เปิดรับ’ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากกว่า และเห็นคุณค่าของรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่รถยนต์แต่ละรุ่นก็ถูกวางกลยุทธ์ไปที่ตลาดแตกต่างกัน แต่ยังรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ไว้ เช่น รถยนต์รุ่น Model S และ Model X ทำการตลาดในฐานะยานยนต์ระดับหรู ส่วนรุ่น Model 3 และ Model Y มุ่งเป้าไปที่ตลาดรายได้ปานกลางในวงกว้างกว่า
ความโดดเด่นของอาทิตย์ละเล่ม Bookshop คือการ custom made by order จัดหนังสือตามความชอบของผู้อ่าน เพียงแค่บอกความต้องการ ยกตัวอย่างหนังสือที่เคยอ่านแล้วชอบ หนังที่เคยชม การ์ตูนที่เคยดู อาทิตย์และเหล่าบุ๊กเชฟก็พร้อมจะจัดเซตหนังสือแบบโอมากาเสะให้กับคุณ
แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะมองมุมไหน ร้านหนังสือก็ดูเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งค่า GP หรือค่าคอมมิชชั่นจากการขายหนังสือที่ไม่ได้มีมากนัก และยิ่งโดนบีบหนักในวันที่หลายร้านหันมาทำสงครามราคา ขายให้ถูกที่สุดเพื่อแย่งลูกค้า
ผมเชื่อว่าอาทิตย์ละเล่มไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ เมื่อวางอยู่ร่วมกับร้านหนังสืออื่นๆ แต่การที่ผมบอกว่าร้านเราเป็นเหมือนเพื่อน เพราะเรามีการ custom made by order ผมมั่นใจว่าหนังสือทุกเล่มที่อยู่ในร้านผมแนะนำได้ ผมมีทีมบุ๊กเชฟที่ custom หนังสือเพียงแค่คุณบอกรสนิยมหรือแนวทางที่คุณสนใจ เราก็น่าจะพอจัดหนังสือที่ตรงกับรสนิยมของคุณได้นะ
Capital ชวนเจ้าของแบรนด์ MAT ARCHER มาพูดคุยในคอลัมน์ 5 P ตอนนี้นับตั้งแต่วันที่อวนประมงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ จนสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีแนวคิดและไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกันได้
“ที่ต้องมาเล่าแบบนี้เพราะผมรู้ว่ายังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่เขาสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องวัสดุรีไซเคิล และสิ่งแวดล้อม MAT ARCHER เลยอยากจะมาจับกลุ่มลูกค้าในตลาดตรงนี้
ในงาน Creative Talk Conference 2025 ที่ผ่านมา ‘โศรดา ศรประสิทธิ์’ CEO of Publicis Groupe Thailand และ ‘ภัทรา ภัทรสุวรรณ’ Associate Marketing Director จาก KFC มาร่วมถอดรหัสการตลาดยุค Survival Mode ซึ่ง Capital สรุปออกมาให้แล้วใน Keynote ตอนนี้