Shift for a Better Future

คุยกับ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ถึง ‘หัวใจ’ ที่คนทำธุรกิจสามารถพลิกวิกฤตสู่เส้นชัย SDGs 

ปี 2026 น่าจะเป็นปีที่คำว่า ‘ยั่งยืน’ (sustainability) ถูกค้นหายิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อโลกเผชิญกับความผันผวนที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกวี่วันแต่แทบจะทุกนาที ไม่ว่าจะสภาพอากาศแปรปรวนถึงขีดสุด สงครามที่ก่อตัวขึ้น ไหนจะเรื่องของโรคระบาดและความยากจนที่ยังสลัดไม่พ้น

แน่นอนว่าในมุมของคนทำธุรกิจเองไม่อาจนิ่งเฉยต่อความเป็นไปของโลกที่เกิดขึ้น เครื่องมือที่เรียกว่า Sustainable Development Goals (SDGs) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีเป้าหมายทั้ง 17 ประการ ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) จึงถูกนำมาใช้ โดยตั้งเส้นชัยแรกไว้ที่ปี 2030 ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ไม่ใช่เพื่อตัวเลขความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของทุกองคาพยพ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปราะบางที่เกิดขึ้น สร้างความแคลงใจให้คนทำธุรกิจตั้งคำถามว่า เราจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริงหรือเปล่า? เพราะจากข้อมูลที่ปรากฏโดย UN ในตอนนี้ มาตรวัดความสำเร็จของ SDGs ยังอยู่ที่ 15% เท่านั้น

ในเมื่อยังไม่ถึงเป้าหมายก็คงมีแต่ต้องทำงานหนักให้มากยิ่งขึ้น หรือหาทางเลือกใหม่ที่ไปถึงจุดหมายได้ไวขึ้น นี่จึงเป็นที่มาที่ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ Global Compact Network Thailand (GCNT) เตรียมจัดงาน GCNT Expo 2026 ในวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World เพื่อชวนทุกภาคส่วนและทุกภาคอุตสาหกรรมมาร่วมกำหนดทิศทางและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ที่พลิกเรื่องวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง 

คำถามคือการจะเปลี่ยนปัญหาโลกชวน shock เพื่อ shift ก้าวกระโดดไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหลักงานในงาน GCNT Expo 2026 มี ‘หัวใจ’ สำคัญคืออะไร แล้วจะทำยังไงให้คนทำธุรกิจทุกภาคส่วนมองเป้าหมายเดียวกัน และสามารถจูงมือพากันไปสู่เส้นชัยได้พร้อมกัน คำถามเหล่านี้เราขอพาไปหาคำตอบจากปากของ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ได้ในคอลัมน์ Brand Belief ตอนนี้

ในวันนี้ธุรกิจกับความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงกันยังไง 

ในความหมายของความยั่งยืนคือการ ‘เชื่อมโยง’ ซึ่งสิ่งที่เรา ‘เชื่อม’ และ ‘โยง’ กันได้ จะต้องทำให้การทำธุรกิจหรือการทำกิจกรรมสามารถทำได้ต่อเนื่อง และสามารถทำให้สิ่งนั้นอยู่ต่อได้อย่างยืนยาว กล่าวให้เข้าใจคือเราใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นและคืนสิ่งนั้นกลับไปในเชิงคุณค่า เพื่อให้เรายังใช้และอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างยืนยาว

คำถามคือ ธุรกิจแบบไหนที่จะอยู่ได้ยั่งยืน คำตอบคือ ต้องเป็นธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งที่เขาสร้างผลกระทบ ซึ่งไม่ได้มีแค่ผลกระทบเชิงบวกแต่รวมไปถึงผลกระทบเชิงลบด้วย ทีนี้การจะทำให้คนทำธุรกิจใส่ใจและรับผิดชอบต่อผลกระทบเชิงลบที่เขาสร้าง ทาง UN มองว่า จำเป็นต้องตั้งเป้าประสงค์ขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และทำให้คนทำธุรกิจเข้าร่วมต่อเป้าประสงค์นี้ได้ 

มันก็เลยกลายมาเป็นหลากกิจกรรมที่เราคิดขึ้นมาเพื่อผนึกกำลังคนทำธุรกิจที่คำนึงถึง ‘ความรับผิดชอบ’ ให้มาทำเรื่องเดียวกัน เช่น ถ้าเป็นเรื่องของอากาศ เราจะทำยังไงให้ปัญหาของฝุ่นควัน ฝุ่นพิษน้อยลง 

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องมองความรับผิดชอบในด้านเดียวกันไปเสียทั้งหมด เรามองความรับผิดชอบในด้านที่ต่างกันออกไปก็ได้ 

ในภาคธุรกิจ คุณคิดว่า CSR (Corporate Social Responsibility) คือเครื่องมือที่สามารถนำไปสู่หนทางแห่งความยั่งยืนได้จริงไหม

เราสามารถไปถึงเรื่องความยั่งยืนได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย แต่วิธีรับผิดชอบที่ว่าต้องไม่ใช่การทำแค่ CSR เพราะการทำ CSR เป็นเรื่องของระยะสั้นแค่ 4-6 เดือน หรือมากสุดอยู่ที่ 2 ปี ยกตัวอย่างโครงการขุดเจาะหาน้ำบาดาลบนภูเขา โดยไม่ได้คำนึงต่อสภาพแวดล้อมตรงนั้นอาจทำให้ผืนดินตรงนั้นทรุดลงกว่าเดิม หรือจากเดิมที่ชาวบ้านใช้น้ำจากผิวดิน พอเปลี่ยนมาใช้น้ำบาดาลที่ไม่ได้มีปริมาณน้ำเยอะ เมื่อน้ำบาดาลบนภูเขาถูกใช้ไปจนหมดสุดท้ายผืนดินบนนั้นก็จะแห้งแล้งไปในที่สุด

แม้กระทั่งการไปแจกของคนยากไร้ อาจจะช่วยขจัดความทุกข์ยากได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราส่งเสริมให้เขามีความรู้ในการประกอบอาชีพ เขาก็จะสามารถหารายได้ให้ตัวเองในระยะยาว 

ฟังแล้วอาจจะดูแปลก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทนั้นๆ ข้ามไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด การทำ CSR ก็อาจนำมาสู่ผลลัพธ์เชิงลบมากกว่าเชิงบวกเสียมากกว่า 

ฉะนั้นความรับผิดชอบในมุมของคนทำธุรกิจเลยไม่ใช่แค่เรื่องของการทำ CSR แต่เป็นการสำรวจตัวเองว่า การทำธุรกิจของตัวเองอยู่ในขอบเขตตรงไหน เมื่อรู้แล้วรับผิดชอบแค่ในขอบเขตของตัวเองก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่รับผิดชอบขอบเขตของตัวเองได้แข็งแรง แล้วจึงค่อยกระโดดออกไปรับผิดชอบในส่วนอื่น

การรับผิดชอบของภาคธุรกิจทุกวันนี้เลยเป็นเรื่องของการ ‘ตั้งเป้าหมายระยะยาว’ โดยเป็นแผนงานของตัวเองที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมน้อยลง

ถึงตรงนี้การบรรลุเป้าหมายให้ได้ตามเป้าหมายของ SDGs ภายในปี 2030 ถือว่าล่าช้าไปไหม

ถ้าพูดในสัดส่วนของตัวเลขจะเห็นว่ามีการขยับมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมองในโอกาสก็จะเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายให้เป็นจริง ทว่ายังไม่มีประเทศไหนที่แตะตัวเลขความสำเร็จ 80-90% ในปี 2030 การบรรลุเป้าหมาย SDGs ได้ถึง 70-80% ก็ถือว่าการบรรลุเป้าหมายได้ผลดีแล้วในระดับหนึ่ง

แต่ในความสำเร็จจริงๆ เราไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ในเชิงของตัวเลข เพื่อมาบอกว่าเราเข้าเส้นชัยแล้วนะ สิ่งที่เราต้องการกันจริงๆ คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้ถึงปี 2030 การพัฒนาก็ยังจะต้องดำเนินต่อ เพราะเมื่อไหร่ที่หยุดความสำคัญของสิ่งนี้ก็จะไม่ต่างจากการ CSR 

การตั้งเป้าว่าเราจะต้องทำให้ได้ภายในปี 2030 เลยเป็นเหมือน ‘มาตรวัด’ ความคืบหน้า แต่ถ้ามองปัจจุบันจะเห็นว่า อัตราความคืบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ช้าอยู่ การจะไปถึง 100% เป็นเรื่องยาก ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีสกอร์ให้ประเมินอยู่ อย่างประเทศไทยก็น่าจะไปถึงได้มากกว่า 75% แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ขึ้นอยู่กับว่าเราร่วมแรงร่วมใจกันมากแค่ไหน 

ระหว่างทางไปถึงปี 2030 ‘กติกา’ ของการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน และเหตุใดกติกาจึงสำคัญต่อการแข่งขันของธุรกิจ

กติกาไม่ได้เปลี่ยนไปหากเดินไปในทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องอย่าง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่มีเกณฑ์กติกาจำแนกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Thialand Green Taxonomy, มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งหากมีโปรเจกต์ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น BOI (Board of Investment) ที่สนับสนุนการลงทุน มีการซื้อเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ซึ่งกติกาที่ยกตัวอย่างมา ฝั่งผู้บริโภคเองก็ต้องรับรู้ได้ว่า บริการหรือสินค้าที่เขากำลังสนับสนุนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ยกตัวอย่างในบางโรงแรมที่เขาบอกตัวเองได้ชัดเจนว่า ตัวเองเป็น green destinations ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ชัดเจนว่า การบริการในมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณเท่าไหร่ ทั้งจากในห้องพัก ห้องอาหาร ไปจนถึงการเดินทาง ซึ่งผู้บริโภคที่เขาชื่นชมวิธีการนี้มีโอกาสที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำในอนาคต นั่นทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาวจากลูกค้าที่มากขึ้นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

นั่นจึงนำมาสู่คำตอบที่ว่า ทำไมกติกาจึงสำคัญต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะกติกาคือเครื่องมือที่ช่วยกำหนดให้คนทำธุรกิจอยู่ภายใต้ ‘ร่มเดียวกัน’ คนทำธุรกิจจึงต้องแข่งกันหาวิธีดึงดูดผู้บริโภค เพราะมาตรวัดความสำเร็จของกติกาไม่ใช่คนทำธุรกิจที่เป็นให้คะแนนตัดสินกันเอง  แต่เป็นผู้บริโภคต่างหากที่เป็นคนตัดสินใจ เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ว่า แบบไหนคือการลงมือทำจริง แบบไหนคือสื่อสีเขียวเพื่อการโฆษณา 

เปรียบให้เห็นภาพคือเมื่อก่อนธุรกิจแข่งขันกันในแง่การตลาด เช่น การกำหนดราคา แต่ตอนนี้เป็นมิติใหม่ที่หันมาแข่งกันว่าจะทำยังไงให้สังคมดียิ่งขึ้น อาจจะเป็นในด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมก็ได้

GCNT มองว่าวิกฤตต่างๆ สามารถพลิกเป็นโอกาสได้ เช่นนั้นธุรกิจจะหลุดพ้นสภาวะ ‘shock’ จากวิกฤตต่างๆ ไปสู่ ‘shift’ ที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ได้ยังไง

เราเชื่อว่าทุกวิกฤตมักจะมาพร้อมกับโอกาสในการปรับตัว ความหมายของคำว่า shift ในที่นี้คือการ ‘เคลื่อน’ จากสภาวะที่ผันผวน ไปสู่สภาวะที่นิ่งมากขึ้น เป็นเหมือน ‘เข็มทิศ’ ที่จะจูงกันไปสู่เป้าหมายที่ดีขึ้น และเป็นเป้าหมายที่ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

แนวคิดที่ว่านี้ เลยนำมาสู่การจัดงาน GCNT Expo 2026 ในหัวข้อ From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World ที่เราอยากชวนเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารธุรกิจ รวมถึงคู่ค้า ที่ยังคิดไม่ออกว่าจะ shift เปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ด้วยวิธีไหน ซึ่งในงานมีทั้งนิทรรศการ มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ผู้ฟังจะได้ keynote ในการนำไปคิดและลงมือต่อยอด การมาฟังคุณอาจจะเห็นหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด เพราะวัตถุประสงค์หลักของเราจริงๆ คือการมาเจอกันเพื่อหาโซลูชั่นในการพากันก้าวไปข้างหน้า มาดูว่าทักษะที่ขาดอยู่มีอะไรบ้าง

ตรงนี้เลยอยากถือโอกาสเชิญชวนผู้ประกอบการไม่ว่าจะมือใหม่ SMEs หรือระดับองค์กรมาร่วมงานตลอดทั้งสามวัน ไม่แน่ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้อาจจะได้รู้ในสิ่งที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน หรือสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว ก็อาจจะมีคนที่ขยับไปไกลกว่านั้นแล้ว ลองมาดูว่าคนที่เขาเคยเจอกับสภาวะวิกฤตกดดัน เขามีวิธี shift ก้าวผ่านจนธุรกิจยืนระยะต่อถึงตอนนี้ได้ยังไง ซึ่งการที่ผู้ประกอบการหรือคนที่สนใจมาร่วมงานจำนวนมาก จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อสังคม

คุณบอกว่าในงาน GCNT Expo 2026 จะมีการแชร์โซลูชั่น ที่สามารถทำให้คนทำธุรกิจก้าวไปสู่เส้นทางสู่ความยั่งยืน อยากให้ช่วยยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย ว่าโซลูชั่นที่หมายถึงสามารถทำได้ด้วยวิธีการไหนบ้าง

การจะทำให้เกิดโซลูชั่นได้ย่อมต้องอาศัยเครื่องมือในการช่วยเหลือ ซึ่งภายในงานมีเครื่องมือในการช่วยค้นหาโซลูชั่นที่จะมีการสาธิตขั้นตอนการใช้งาน เช่น 

ข้อแรก เราจะมีการเปิดตัวงานแถลงข่าว “การศึกษาความเป็นไปได้การกำหนดราคากลาง การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย”โดยองค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาดูกันว่ารายงานที่ได้จากการคำนวณค่าคาร์บอน จะสามารถนำไปใช้ต่อได้ยังไงบ้าง

ข้อที่สองยังคงเป็นเทคโนโลยี digital tracker ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยค้นหาข้อมูลทางความหลากหลายของชีวภาพ เผยแพร่ระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจชีวภาพไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ มาดูกันว่า เทคโนโลยีแบบใหม่ที่ว่า มีภาคธุรกิจไหนแล้วบ้างที่มีการนำไปใช้ แล้วการนำเทคโนโลยี AI แบบนี้มาประยุกต์ใช้งานจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบไหนได้บ้าง

คาดหวังให้ผู้ที่มางาน GCNT Expo 2026 ได้อะไรกลับไปบ้าง

ก่อนอื่นเราต้องรู้ให้ได้ว่ากลุ่มธุรกิจประเภทไหนที่เขาอยากจะขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างหลายธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวเขาก็ตั้งเป้าอยากจะเป็น green destinations เพียงแต่การจะไปถึงจุดนั้น เขาก็จำเป็นต้องยกระดับตัวเองให้ได้ตามมาตรฐานที่หน่วยงานนั้นรับรอง

พอขยับมาเป็นภาคธุรกิจขนส่ง เขาก็จะมี emission factor ที่ไม่เหมือนกับธุรกิจโรงแรมหรือธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเดียวกันเขาก็จะมีการประเมินในแบบของเขา 

ดังนั้นการมาที่งาน GCNT Expo 2026 ก็เป็นเหมือนการมาดูแนวทาง มาดูว่าธุรกิจที่ตัวเองกำลังดำเนินอยู่มีช่องว่างห่างไกลจากเพื่อนมากน้อยแค่ไหน คนที่ทิ้งระยะห่างเราไปเขาเห็นถึงความสำคัญตรงไหน เขาถึงนำหน้าเราไปได้ แล้วลองมาทบทวนดูว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เราตามเขาทัน

สิ่งที่เราคาดหวัง คือเราอยากให้พื้นที่ในงานเป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่สนใจเรื่องของการพัฒนาอันยั่งยืน เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการได้มาแลกเปลี่ยนความคิด สามารถปรึกษาหารือกันและกันได้ รวมไปถึงการได้มาเจอคนที่ขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนมาก่อน แม้กระทั่งตอนที่นั่งฟังหัวข้อบนเวที คุณอาจจะแลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่นั่งข้างๆ แล้วได้ไอเดียใหม่กลับไปก็ได้ (ยิ้ม)

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ SDGs หรือ SMEs ที่มีทรัพยากรจำกัด GCNT มีแนวทางหรือเครื่องมืออย่างไรที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงได้

ต้องเริ่มจากการประเมินตัวเองก่อนว่า ทรัพยากรที่ใช้หรือแรงงานที่ใช้ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งทักษะความรู้ที่มีในอนาคตก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีก

ดังนั้นสิ่งที่ต้องประเมินต่อมาคือเรื่องของความเสี่ยง การทำธุรกิจขนาดเล็กล้วนมีความเสี่ยงในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องของต้นทุนหรือเรื่องของกระแสเงินสด ในขณะที่เรื่องของ sustainability คือวิธีการที่จะช่วยอุดรอยรั่วของความเสี่ยงเหล่านั้น

ยกตัวอย่างเรื่องของสินค้าเกษตรแปรรูป เขาอาจจะต้องถามตัวเองว่า การใส่สารเคมีลงไปในสินค้าเกษตรแปรรูป ผลลัพธ์มันจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ต่อผู้บริโภค ต่อผู้คน ต่อสังคมหรือเปล่า ถ้าเขาตอบตัวเองได้ แล้วเขาหาเครื่องมืออื่นมาทดแทนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย สิ่งนี้จะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางความยั่งยืน แม้ขนาดธุรกิจของเขาจะยังเป็นแค่ SMEs ก็ตาม

การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางความยั่งยืนยังส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เพราะอย่าลืมว่าการที่ต่างชาติจะรับสินค้าเข้าประเทศตัวเอง เขาต้องมั่นใจจริงๆ ว่าสินค้านั้นดีต่อเขา นั่นจึงนำมาสู่การแข่งขันเชิงบวกในการแข่งขันธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ฉลากข้างซองช็อกโกแลตบางยี่ห้อมีการกำกับบนฉลากว่า วัตถุดิบโกโก้ที่ใช้ในการแปรรูปทำช็อกโกแลตไม่ได้มาจากการใช้แรงงานทาสเก็บเกี่ยว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขารู้ว่า มีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์เขาย้อนหลังได้ ในงานจะมีกิจกรรมเชิงนโยบายที่จะมีคู่มือให้ธุรกิจในการค้า ติดปีกธุรกิจไทย รับมือกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม EU: จากความท้าทายสู่โอกาสทางการค้า

อย่างในงาน GCNT Expo 2026 ความจริงเราไม่ได้มีเวิร์กช็อปแนวทางความยั่งยืนแค่ในแง่ของสิ่งแวดล้อม เรายังมีเรื่องของเวิร์กช็อปในวิธีการรับผิดชอบต่อสังคม ต่อผู้บริโภค เช่น การแจ้งข้อมูลที่โปร่งใสต่อลูกค้า การทำฉลากสินค้าที่ถูกต้อง รวมถึงเรื่องของสวัสดิภาพของสัตว์ที่นำมาใช้แรงงาน สิทธิแรงงาน  และสิทธิมนุษยชน อีกด้วย เช่น Labor Voice: HRDD Risk Assessment Tool /เครื่องประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนแรงงาน “ฉบับพร้อมใช้จริง”

GCNT Expo 2026 มีพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนงาน 
ในมุมของ GCNT ความร่วมมือเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และคนที่มาร่วมงานจะได้อะไรจากการมาแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรเหล่านี้?

พันธมิตรที่มาในงานเราเรียกเขาว่า ‘สมาชิก’ ซึ่ง 17 สมาชิกที่เราเชิญมาในงาน คือสมาชิกเครือข่ายของ GCNT อยู่แล้ว

เราเชิญสมาชิกเหล่านี้มาเพื่อร่วมกันจัดนิทรรศการร่วม ที่แสดงตัวอย่างให้เห็นว่า เขาขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ด้วยวิธีไหน 

ซึ่งตัวอย่างของแต่ละสมาชิกที่ถูกจัดแสดงจะมีการกำกับให้เห็นว่า เขาเป็นแชมป์เปี้ยนของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในด้านไหน ขณะเดียวกันบริษัทอื่นที่เขามาดูก็จะรู้ได้ว่า ถ้าตัวเองอยากเป็นคู่ค้ากับสมาชิกที่เป็นแชมป์เปี้ยน จะต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องยังไงบ้าง ซึ่งนั่นเป็นโอกาสที่บริษัทขนาดเล็กจะได้รู้ว่า วิธีการไหนที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจและได้รับโอกาสในการเป็นคู่ค้ากับบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ หลังจากจบงานข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกทำเป็น knowledge management เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ

ต้องบอกว่าสมาชิกที่อยู่กับเครือข่ายของ GCNT มีความหลากหลายในแง่ของกลุ่มประเภทอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ไปจนถึงอุตสากรรมการเงินการธนาคาร นอกจากนี้ยังมีองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่เตรียมเข้าร่วมในเครือข่ายอีกด้วย

คนที่ถามว่าจะทำยังไงถึงจะได้เป็นสมาชิกเครือข่ายของ GCNT ท่านก็แค่แจ้งความประสงค์เข้ามาผ่านใบสมัครทางแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของเรา ว่าท่านมีความประสงค์ที่อยากจะขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริหารองค์กรที่มีตำแหน่งสูงที่สุด ส่วนจะขับเคลื่อนเรื่องอะไรเราไม่ได้บังคับ หรือมีการตรวจสอบทุกฝีก้าว ถ้าท่านเป็นมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจว่าจะต้องเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนด้วยวิธีไหน ก็สามารถมาหาข้อมูลจากเราได้ มาเรียนกับอคาเดมีของเรา หรือถ้าท่านมีแนวทางที่แข็งแรงและชัดเจน อนาคตท่านก็อาจเป็นแนวทางให้องค์กรอื่นได้เช่นกัน

ภายในงาน GCNT Expo 2026 ยังเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้าร่วมผ่านโครงการ SDGs Young Creator เหตุใดเสียงของคนรุ่นใหม่จึงสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน และ GCNT อยากเห็นบทบาทของเยาวชนในงานนี้อย่างไร

การที่เราพูดถึง Sustainable Development Goals เป็นการตั้งเป้าให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้วยความภาคภูมิใจว่า เยาวชนเองก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่เขาเข้าในงาน ได้มีโอกาสเดินดูนิทรรศการ เขาก็มีแนวคิดในการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนในแบบของตัวเอง เราที่ไม่อยากให้เขามานั่งดู นั่งฟังเฉยๆ เราอยากให้สะท้อนแนวคิดที่ได้ฟังออกไปในฐานะนักสื่อสารคนหนึ่ง 

นี่เลยเป็นที่มาของโครงการ SDGs Young Creator ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้เป็น Content Creator หรือเป็น Editor ที่สามารถแชร์เรื่อง Sustainable Development Goals ไปสู่สังคมได้ เราเลยอยากชวนเยาวชนมาเป็น Co-creator ที่สามารถสื่อสารเรื่องของความยั่งยืนในเวอร์ชั่นของตัวเอง เป็นภาษาของตัวเอง และวิธีคิดของตัวเองไปสู่สาธารณะ อาจจะเป็นในรูปแบบข่าว เป็นบทความ เป็นอินโฟกราฟิก หรือเป็นวิดีโอสั้นก็ได้

อยากให้ฝากข้อความทิ้งท้ายหน่อย ว่าทำไมถึงต้องมาที่งาน GCNT Expo 2026

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนมองตัวเองเป็นเจเนอเรชั่นเดียวกัน นั่นคือเจเนอเรชั่นแห่งการรับผิดชอบ เป็นเจเนอเรชั่นที่ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างสังคมของเรา โลกของเราจะแย่ลงไปกว่านี้ เรารู้นะว่ามันยากในการที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เราคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ที่มันผันผวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ก็เลยอยากชวนทุกคนมาหาวิธีก้าวผ่านสู่ความผันผวนทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังแตกแยก ให้กลายมาเป็นกลุ่มคอมมิวนิตี้ที่มองเรื่องเดียวกัน และร่วมแรงขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้บริหารสายงานต่างๆ เยาวชน อาจารย์ มาดูกันว่าคุณจะสามารถช่วยกันปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง มาทำในสิ่งที่กำลังผันผวนให้กลายเป็นโซลูชั่นไปพร้อมกัน

What We Learn :

  • เรื่องของการขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจสามารถทำร่วมกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่า องค์กรต้องการขับเคลื่อนอะไร และทำได้ด้วยวิธีไหนโดยไม่สร้างผลกระทบต่อผู้อื่น
  • การนำไปสู่ความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวแต่ต้องร่วมแรงร่วมใจ อาศัยความร่วมมือของกันและกัน ดังเช่นที่งาน GCNT Expo ต้องการเป็นคอมมิวนิตี้ของคนทำธุรกิจและผู้ที่ใส่ใจความยั่งยืนได้มาแลกเปลี่ยนวิธีการและแนวคิด (ทั้งนี้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ทางเว็บไซต์ expo.globalcompact-th.com)
  • เยาวชนเองก็คือส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่า เยาวชนเองก็คือผู้บริโภคคนหนึ่ง ซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ (ทั้งนี้สำหรับเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ SDGs Young Creator สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ si.globalcompact-th.com/application_sdgsyoungcreator2026 และเฟซบุ๊กเพจ UN Global Compact Network Thailand (GCNT) ตั้งแต่วันนี้ – 26 สิงหาคม 2569)

You Might Also Like