CryingCenter อยากเป็นแบรนด์ที่เจนฯ Z ให้ใจ โจทย์คือราคาต้องเอื้อมได้ ดีไซน์ต้องทำถึง

“Buy once, cry once.” สำนวนฝรั่งว่า ส่วนฝั่งไทยมีวลี “เจ็บแต่จบ” เอาไว้ใช้โน้มน้าวใจคนให้รู้จักควักเงินลงทุนกับของใช้ดีๆ ทีเดียวไปเลย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำแนะนำทางการเงินที่ไม่เลว เนื่องจากสินค้าคุณภาพดีส่วนใหญ่มีอายุขัยยาวนานกว่าสินค้าคุณภาพก๊องแก๊งจำนวนเป็นสิบชิ้นรวมกัน 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือคำแนะนำเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คุณภาพต้องสัมพันธ์กับราคา ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บ่อยครั้งเราเจอสินค้าราคาสูงที่มองยังไงก็ไม่คุ้มค่า และสินค้าราคาย่อมเยาที่คุณภาพดีกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นไอเทมคุณภาพดีในราคาที่ไม่ต้องถึงขั้นกัดฟันซื้อเพื่อให้ได้มา จึงกลายมาเป็นปรัชญาที่ ‘CryingCenter’ ยึดถือ และเป็นการวาง market positioning ณ จุดกลมกล่อมพอดี ซึ่งช่วยให้แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติจีนเจ้านี้ยืนระยะมาได้นานถึง 9 ปีแล้ว 

แต่ไม่ว่าจะคุ้มค่ายังไง ก็ใช่ว่าจะแบรนด์สตรีทแวร์เกิดใหม่จะคืบคลานเข้าไปอยู่กลางใจคนรุ่นใหม่ได้ง่ายๆ คอลัมน์ Biztory ครั้งนี้จึงขอชวนผู้อ่านมาร่วมหาคำตอบ ว่าท่ามกลางความหลากหลายของคนเจนฯ Z ที่รสนิยมแยกย่อยออกเป็นหลากสไตล์หลายซับคัลเจอร์ สินค้าฮิตอย่างเสื้อฮู้ดดีไซน์เรียบง่ายของ CryingCenter กลายมาเป็นจุดร่วมของคนรุ่นนี้ได้ยังไง

Crying is the New Cool

การร้องไห้เป็นภาษาที่มีความเป็นสากลที่สุดภาษาหนึ่ง มนุษย์เราใช้น้ำตาและเสียงกระจองอแงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความไม่สบายกายไม่สบายใจได้คล่องก่อนที่เราจะพูดเป็นเสียอีก น่าแปลกที่ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งต้องคอยบังคับตัวเองให้เลิกขี้แยเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เช่นเดียวกับที่เราต้องโละเสื้อผ้าสมัยเด็กทิ้งไป เพื่อเว้นที่ว่างให้เสื้อผ้าใหม่ที่ดูโตสมวัยขึ้น

CryingCenter ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการเติบโตต้องแลกมากับการซ่อนความรู้สึก แล้วเลือกหยิบการร้องไห้ ซึ่งมักถูกตีตราว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ มาเป็นหัวใจของแบรนด์ เห็นได้จากเสื้อผ้าสีสันสดใส ลวดลายแฝงอารมณ์ขัน ไปจนถึงชื่อแบรนด์ 

แบรนด์สตรีทแวร์แนวสปอร์ตจากกวางโจวเจ้านี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ในชื่อ ‘CCC’ หรือ ‘3C’ (ย่อมาจาก Chinese Crying Center) หรือไม่ก็ชื่อที่เขียนด้วยตัวจีนไปเลยอย่าง ‘คูห่านจงซิน’ (哭喊中心) ซึ่งแปลโดยรวมออกมาคล้ายคลึงกับชื่อภาษาอังกฤษก็จริง แต่หากพิจารณาอักษรจีนทีละตัวจะพบความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ 

‘คู’ (哭) หมายถึงร้องไห้ สื่อถึงความรู้สึกที่เอ่อล้นมาจากภายใน ขณะที่ ‘ห่าน’ (喊) หมายถึงการกู่ร้อง เป็นการใช้ร่างกายปลดปล่อยอารมณ์ดังกล่าวออกสู่ภายนอก เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน 哭喊中心 จึงไม่ใช่เพียงศูนย์รวมคนร้องไห้แบบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นพื้นที่ของการยอมรับและแสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา

ในโลกที่แบรนด์เสื้อผ้าส่วนใหญ่แข่งขันกันขายภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบและมั่นใจ การที่ CryingCenter เลือกใช้ด้านที่เปราะบาง มีความเป็นมนุษย์ และบางครั้งก็น่าอาย เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ จึงเป็นจุดแตกต่างทางการแข่งขันที่ทำให้คนจดจำได้

Subculture is the New Mainstream

หนึ่งในกลุ่มคนเจนฯ Z ที่ถูก CryingCenter ตกเข้าอย่างจังคือชาวย่าปี (yabi) กลุ่มซับคัลเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นในจีน ว่ากันว่าเทียบได้กับแฟชั่นหนุ่มชัฟ (chav) ของอังกฤษ หรือไม่ก็สาวแกล (gyaru) ของญี่ปุ่น ความคล้ายอยู่ตรงที่แรกเริ่มเดิมทีย่าปีเป็นกลุ่มคนที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างลบ แต่ภายหลังมีการช่วงชิงความหมายกันอย่างต่อเนื่อง จนคำว่าย่าปีในปัจจุบันเปลี่ยนความหมายมาเป็นมูฟเมนต์แฟชั่นที่รักในการผสมผสาน ทดลองสีสันท้าทาย และเชื่อในความงามของความไม่เข้ากัน ให้อารมณ์คล้ายกับคำว่า ‘ฮิปสเตอร์’

สาเหตุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวัยรุ่นกลุ่มนี้ เป็นเพราะ CryingCenter ไม่ได้มีนักออกแบบเบื้องหลังเป็นพระเอกเพียงคนเดียวอย่างดีไซเนอร์แบรนด์ทั่วไป แต่ประกอบไปด้วยทีมนักออกแบบหลายคนที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาถ่ายทอดมุมมองเฉพาะตัว ทำให้สินค้าแฟชั่นของแบรนด์กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความคิดสร้างสรรค์จากหลากหลายที่มา ถึงขนาดได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลในหมู่ชาวย่าปีที่สุด

อันที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีนเท่านั้น หากในโลกตะวันตกก็ปรากฏแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน ภายใต้เทรนด์ใหม่มาแรงประจำปี 2026 ที่โลกโซเชียลฯ มอบชื่อเรียกน่ารักๆ ให้ว่า ‘วิมซี’ (whimsy) หมายถึงการแต่งตัวสไตล์หนึ่งที่ผู้สวมใส่สามารถหยิบยืมแรงบันดาลใจจากแฟชั่นและวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาผสมผสานกันอย่างอิสระ 

ทั้งสองปรากฏการณ์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือพวกเขาไม่ได้สร้างตัวตนด้วยการเลือกสังกัดซับคัลเจอร์ใดซับคัลเจอร์หนึ่งแล้วปักหลักอยู่ในชุมชนนั้นเหมือนในอดีต แต่เลือกรีมิกซ์อิทธิพลจากหลายซับคัลเจอร์เข้าด้วยกัน เพื่อประกอบสร้างอัตลักษณ์ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

Running is the New Ritual

หากย้อนกลับไปสักเมื่อ 10 ปีก่อน ภาพของคนตื่นตี 5 ออกมาวิ่งอาจดูเป็นกิจกรรมของนักกีฬามืออาชีพหรือคนที่กำลังตั้งใจลดน้ำหนัก แต่มาวันนี้ที่ยอดสมัครลงแข่งมาราธอนและไฮรอกซ์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เป็นที่ชัดเจนว่าเทรนด์สุขภาพได้ขยับสถานะของกิจกรรมกีฬาและการออกกำลังกายขึ้นมาเป็นกิจวัตรของคนเมือง ไม่ใช่แค่ขั้นตอนการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่ผู้คนใช้จัดระเบียบชีวิตประจำวันด้วย

CryingCenter คือหนึ่งแบรนด์ที่จับสัญญาณนี้ได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าช่วงปีให้หลัง พวกเขาค่อย ๆ ขยายจักรวาลของแบรนด์จากเดิมที่มีแค่สตรีทแวร์แนวสปอร์ตไปสู่แอ็กทีฟแวร์เต็มตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด quick-dry เจอร์ซีย์ ชุดว่ายน้ำ สปอร์ตบรา ไปจนถึงถุงเท้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา แต่แน่นอนว่ายังคงภาษาการออกแบบและอารมณ์ขันแบบเดิมไว้ 

ที่น่าสนใจคือในบางคอลเลกชั่น แทนที่จะพัฒนาสินค้าขึ้นมาแข่งขันกับแบรนด์กีฬาอื่นๆ อย่างแข็งขัน CryingCenter กลับเลือกพาตัวเองเข้าไปคลุกวงใน เรียนรู้วัฒนธรรมการขายสินค้าสำหรับนักกีฬา โดยจับมือกับแบรนด์ผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดนี้อยู่แล้ว เช่น CryingCenter x KUMPOO ที่คอลแล็บกันออกมาเป็นคอลเลกชั่นนักแบดมินตันเมื่อปี 2025 เป็นต้น

วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนว่า CryingCenter ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์กีฬาเต็มตัว อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่กำลังมองหาวิธีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ movement culture ที่กำลังเติบโตขึ้นในฐานะแบรนด์แฟชั่น เรื่องเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพทางการกีฬาจึงถูกปล่อยว่างให้แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญกว่าเข้ามาเติมเต็ม แต่ส่วนตัวเองก็มุ่งทำในสิ่งเดิมที่ถนัด คือการเปลี่ยนสินค้าราคาจับต้องได้ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แสดงตัวตนเมื่ออยู่บนสนามกีฬา

อ้างอิง

‘พลาสเตอร์‘ จากแฟชั่นอวดเก๋ในราชสำนัก สู่แผ่นแปะปิดแผลของสามีเพื่อภรรยา

พลาสเตอร์ปิดแผลกลายเป็นชุดยาสามัญประจำบ้านเวลาเราหกล้มหรือเจ็บตัว ใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์อะไรมาก แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่เจ้าพลาสเตอร์อันเล็กๆ ที่แสนจะเรียบง่าย มีผ้าก๊อซผืนจิ๋วๆ ตรงกลางและเทปแปะนี้ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี และยังเกี่ยวข้องกับการต่อสู้อันยาวนานของมนุษย์กับปัญหาอาการติดเชื้อเมื่อเกิดแผล 

แต่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาทางการแพทย์ เพราะพลาสเตอร์ปิดแผลยังเคยเป็นแฟชั่นความเก๋ในราชสำนัก ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ช่วงการแพทย์สมัยใหม่ที่ทำให้เกิด Band-Aid ชื่อผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ยา ซึ่งคิดค้นอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้บริษัท Johnson & Johnson ในปี 1920 

ประเด็นคือ Johnson & Johnson ผลิตพลาสเตอร์ยาในยุคแรกแบบแยกชิ้นส่วน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้งานง่ายแบบทุกวันนี้ จนกระทั่งพนักงานฝ่ายจัดซื้อท่านหนึ่งพบว่าภรรยามือใหม่มักบาดเจ็บจากการทำงานบ้าน เลยเอานวัตกรรมผ้าก๊อซและกาวของบริษัทที่ตัวเองทำงานมาประดิดประดอยจนทำให้ภรรยาสามารถปิดแผลได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์หรือมีคนช่วยแต่อย่างใด จึงกลายเป็นว่าต้นกำเนิดเจ้าพลาสเตอร์ยาตัวแรกของโลกที่มีหน้าตาแบบที่เราเห็นทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากแพทย์หรือฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เลย 

ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์การปิดแผลชนิดย่นย่อ จากประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ปิดแผลที่ไม่ใช่แค่ปิดแผล แต่คือสินค้าหรูหราที่กลายเป็นแฟชั่นในราชสำนัก พลาสเตอร์ปิดแผลที่ต้องปรุงเฉพาะจากร้านยา มาจนมาถึงวันที่ Johnson & Johnson ทำให้พลาสเตอร์เข้าสู่การแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น และใช้ไอเดียของสามีที่รักภรรยามาผลิตเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของคนกว่าศตวรรษ

เรื่องราวของผ้าปิดแผลที่ต้องใช้หมอยาปรุงให้เป็นพิเศษ และมากกว่าการรักษา คือเครื่องแสดงสถานะไฝคนเก๋ในราชสำนัก

การใช้งาน ‘พลาสเตอร์’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน อย่างน้อยที่สุดคือช่วงศตวรรษที่ 17 มีสิ่งที่เรียกว่า ‘court plaster’ หรือพลาสเตอร์ราชสำนัก จริงๆ จะเรียกว่า ‘พลาสเตอร์ยา’ ก็ถือว่าไม่ผิด รูปลักษณ์ของมันคือการผสมตัวยาเข้ากับสารให้ความเหนียว (isinglass) ซึ่งเป็นคอลลาเจนสกัดจากกระเพาะของปลาแห้งแล้วจึงทาตัวยาเหล่านั้นเข้ากับแผ่นผ้าไหมหรือผ้าทาฟฟีตา (taffeta) 

พลาสเตอร์ราชสำนักในสมัยนั้นมักนิยมทำเป็นสีขาว สีดำ หรือสีเนื้อ และแน่นอนใช้ผ้าหรูหราจากตะวันออก ทั้งไหมจากจีนและผ้าทาฟฟีตาจากตะวันออกกลางเป็นวัสดุหลัก ‘พลาสเตอร์’ ในยุคนั้นจึงมาเป็นแผ่น อาจจะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม เมื่อถึงเวลาจะใช้งานก็ต้องตัดและนำไปอุ่นเพื่อให้เหนียวจึงใช้ปิดแผลได้

ด้วยหลายเงื่อนไข ทั้งความยุ่งยากและผ้าที่ราคาแพง แต่ก็มีสีสันของผ้า พลาสเตอร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นของราชสำนัก จึงกลายเป็นเรื่องแฟชั่นและการแสดงสถานะทางสังคมไปด้วย ส่วนใหญ่ถูกใช้ติดบนใบหน้า บางครั้งตัดเป็นวงกลมเผื่อทำเป็นไฝปลอม หรือใช้ติดนอกร่มผ้า เช่น แขน มือ หรือจุดที่มองเห็นได้ ยิ่งติดเยอะ ยิ่งแสดงความเก๋ และแสดงสถานะทางสังคม

นอกจากการติดเอาแฟชั่นในสังคมชั้นสูงแล้ว พลาสเตอร์ยังมีการผลิตใช้จากร้านยาหรือโดยหมอยา กล่าวคือสมัยก่อนร้านหมอยาจะมีการบด ปรุงยาในร้าน ซึ่งรวมถึงการทำแผ่นยาแปะแผลด้วย (medical plaster) ในสมัยนั้นต้องอาศัยตำราแพทย์โบราณ เช่น ความเชื่อเรื่องสมดุลของน้ำในร่างกาย (humor) เพื่อนำมาปรุงแผ่นยาแปะแผลโดยเฉพาะ

ตัวอย่างที่สำคัญคือการทำพลาสเตอร์ยาจากผงมัสตาร์ด คือการนำเอาผงมัสตาร์ด หรือสารจากมัสตาร์ดบดใส่ในผ้าแปะแผล พลาสเตอร์จากมัสตาร์ดจะให้ความรู้สึกอุ่นหรือแสบๆ ซึ่งทางการแพทย์โบราณมองว่าความแสบจากสารระคายเคืองเป็นส่วนสำคัญของการรักษา เหมือนเป็นการดึงความเจ็บปวดออกจากร่างกาย ซึ่งรวมถึงการมีรอยแดงและความเจ็บปวดในตอนรักษาด้วย ในภายหลัง วงการแพทย์อธิบายว่าความแสบคันหรือเจ็บปวดจากพลาสเตอร์ยาโบราณช่วยดึงความสนใจจากความเจ็บปวดอื่นๆ หรือบรรเทาความปวดเบื้องต้นได้จริง

นอกจากพลาสเตอร์ยาสูตรแสบคันจากผงมัสตาร์ดแล้ว ยังมีการปรุงพลาสเตอร์ยาอื่นๆ จำหน่าย เช่น สูตรแปะตาปลา ดังนั้นถ้าสรุปอย่างสังเขปคือ พลาสเตอร์ยาในสมัยก่อนไม่ได้แปะกันง่ายๆ คนต้องเดินเข้าไปในร้านหมอยาแบบโบราณ (apothecary) ที่ขายยาเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องยา แล้วให้หมอยาคอยปรุงแผ่นปิดแผลตามอาการให้

จากร้านหมอยา ถึงอาณาจักรเวชภัณฑ์สมัยใหม่

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ก็มีความคาบเกี่ยวระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากร้านยาแบบโบราณไปสู่การผลิตเวชภัณฑ์มาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ที่ตั้งเป้าหมายสู้ปัญหาการติดเชื้อจากแผล โดยอาณาจักรเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Johnson & Johnson (J&J)  

บริษัท Johnson & Johnson เกิดขึ้นในปี 1886 โดยสามพี่น้องตระกูลจอห์นสัน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการเกิดมาตรฐานทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเชื้อโรค (germ theory) นำมาสู่การผลิตเวชภัณฑ์ที่ได้รับการฆ่าเชื้อ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปลอดเชื้อและการฆ่าเชื้อต่างๆ

คนสำคัญในสามพี่น้องคือ Robert Wood Johnson เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเพนซิลเวเนีย ตอนอายุ 16 ปีก็ไปเป็นหมอยาอยู่ในร้านขายยาแบบโบราณชื่อ Wood & Tittamer ในเมือง Poughkeepsie ร้านขายยาของญาติฝ่ายแม่ ในรัฐนิวยอร์ก แน่นอนว่าการฝึกงานเป็นหมอยาฝึกหัด น่าจะต้องรวมถึงการปรุงพลาสเตอร์ยาจากวัตถุดิบหรือตำรับยาต่างๆ ด้วย

บริบทหนึ่งที่ทำให้โรเบิร์ต จอห์นสัน สนใจด้านการแพทย์คือบรรยากาศสงครามกลางเมือง ซึ่งการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่มีความก้าวหน้า และเต็มไปด้วยการรักษาเหยื่อที่บาดเจ็บจากสงคราม การตัดแขนขาผู้บาดเจ็บต้องทำอย่างเร่งรีบภายในเวลาไม่กี่นาที แพทย์ทำการผ่าตัดโดยไม่มีการล้างทำความสะอาดมือหรือเครื่องมือ ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสงครามสูงถึง 720,000 ราย ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อและโรคต่างๆ

ตัวโรเบิร์ตเองไม่มีหลักฐานว่าเข้าร่วมสงคราม หรือร่วมการรักษาในกองทัพ (พี่ชายทั้งสองของเขาเข้าร่วมรบในสงครามกลางเมือง) แต่ด้วยบริบทการเป็นหมอยาในร้านยาโบราณ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการดูแลสุขภาพและบริบาลของชุมชน ทำให้โรเบิร์ตสนใจด้านการแพทย์จากบรรยากาศสงครามนั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โรเบิร์ตได้เข้าร่วมงานเอ็กซ์โป Centennial Exhibition ในปี 1876 ที่ฟิลาเดลเฟีย และได้ฟังการบรรยายสำคัญของนายแพทย์ Joseph Lister ซึ่งพูดถึงขั้นตอนการทำการผ่าตัดแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่าการผ่าตัดปลอดเชื้อ เขาแสดงให้เห็นถึงการผ่าตัดที่ใช้ความพยายามและยุ่งยาก ต้องใช้กรดคาร์บอลิก (carbolic acid) ฉีดพ่นใส่มือแพทย์และพยาบาล พ่นไอกรดบนแผล และใช้ผ้าพันแผลชุบสารนี้ก่อนติดบนแผลผ่าตัด รวมถึงการฆ่าเชื้อผ้าพันแผลและสำลี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้นยังไม่มีใครยอมรับแนวทางอันยุ่งยากของหมอลิสเตอร์ หมอที่มาฟังก็ไม่ค่อยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะฆ่าคนได้อย่างไร แม้หมอลิสเตอร์แสดงตัวเลขว่าเมื่อใช้กระบวนการดังกล่าวในห้องปลอดเชื้อจะช่วยลดการตายของคนไข้ที่ถูกตัดแขนขาจาก 45-50% เหลือเพียง 15%

และแน่นอน คนที่เชื่อก็คือโรเบิร์ต จอนห์สัน ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วเพิ่งร่วมหุ้นและเปิดบริษัทผลิตผ้าพันแผลที่พัฒนาโดยใช้ยางอินเดียชื่อ Seabury & Johnson ในปี 1874 ราว 10 ปีหลังจากนั้น โรเบิร์ตจึงได้ร่วมกับพี่ๆ อีก 2 คนก่อตั้งบริษัท Johnson & Johnson ในปี 1886

สินค้ากลุ่มแรก ผลิตจากความคิดของคุณหมอลิสเตอร์และแทบจะใช้วิธีในทำนองเดียวกับที่เขาบรรยาย ไลน์สินค้าแรกสุดคือผ้าพันแผลปลอดเชื้อสำเร็จรูป (ready-to-use sterile surgical dressings) ทำให้หมอหรือโรงพยาบาลไม่ต้องยุ่งยากฆ่าเชื้อผ้าพันแผล หลังจากนั้น 1 ปีก็ออกผ้าก๊อซฆ่าเชื้อที่ผ่านการชุบกรดคาร์บอลิก (carbolated antiseptic gauze) รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อที่จำหน่ายในภาชนะปิดสนิทต่างๆ 

กลับมาที่พลาสเตอร์ บริษัทจอห์นสันเองก็มีการทำ court plaster จำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1887 เป็นสินค้าชื่อ Black Perfect Taffeta Court Plaster พลาสเตอร์โบราณสีดำ ซึ่งต้องตัดและอังความร้อนก่อนใช้งาน ต่อมาในปี 1899 จึงได้พัฒนาพลาสเตอร์รุ่นใช้กาวสูตรซิงก์ออกไซด์ จากการใช้กาวจากกระเพาะปลา ทำให้ระคายผิวน้อยลงและติดทนง่ายมากขึ้น 

แต่นี่คือการพัฒนาวัสดุ ไม่ใช่การพัฒนาในการใช้งาน กล่าวคือคนที่เป็นแผลหรือแพทย์ทำแผลยังต้องตัดผ้ามาอังความร้อนเพื่อให้พลาสเตอร์ติดได้ 

ดังนั้น กว่าจะมาเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลที่มาพร้อมแถบกาวที่ทำให้เราติดแผลเองได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องใช้เวลาอีก 21 ปีต่อมา

และมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นด้วยตัวเอง เแต่เกิดจากการที่สามีคนหนึ่งเอาใจใส่ภรรยามากจนบังเอิญผลิตนวัตกรรมแก้ปัญหาให้กับคนทั้งโลก

คู่แต่งงานใหม่ และสามีที่ใส่ใจภรรยา ต้นกำเนิดพลาสเตอร์ปิดแผลของโลก

พลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ถือว่าเกิดขึ้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าการแพทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งถือว่ามีการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ หมายความว่าในการผลิตและพัฒนาสินค้า มีการพัฒนาทั้งผ้าก๊อซ มีพลาสเตอร์แบบเก่าที่ต้องตัด ต้องแปะ คือผู้ใช้งานใช้ด้วยตัวเองไม่ได้ 

นี่คือสิ่งที่ Earle Dickson พนักงานบริษัท Johnson & Johnson ต้องเจอเช่นกัน ในปี 1917 หลังจากเขาแต่งงานกับ Josephine Frances Knight เอิร์ลพบว่าภรรยามักจะเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ ขณะทำงานบ้าน เช่น ถูดมีดบาดเป็นประจำในขณะเตรียมอาหาร ในปี 1920 เขาจึงได้ทำสิ่งเล็กๆ ที่น่ารักเพื่อช่วยภรรยา ซึ่งคือจุดเริ่มของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่

ตอนนั้นการทำแผลมักจะใช้ผ้าก๊อซและเทปทำแผลอย่างที่บอกไป ซึ่งคุณเอิร์ลก็พบว่ามีความลำบากในการใช้งาน ต้องตัดผ้าเป็นชิ้น เทปก็ต้องตัด แถมพอแปะไปแล้วก็พบว่าการทำแผลแบบเดิมๆ ด้วยผ้าก๊อซมักจะหลุดออกจากแผลของภรรยาเวลาขยับทำงาน

สิ่งที่เอิร์ลทำจริงๆ นั้น ในฐานะสามีถือว่าตั้งอกตั้งใจ ช่างคิด และรักภรรยาเป็นอย่างยิ่ง คือเขาจะดึงเทปกาวทางการแพทย์ออกมาเป็นแนวยาว พับผ้าก๊อซทาบไว้ตรงกลาง และนำเอาผ้าที่คล้ายกระดาษแข็งวางทับก่อนจะม้วนคืนไป ผลคือ ภรรยาได้อุปกรณ์ปิดแผลสำเร็จรูปที่สามารถคลี่และใช้กรรไกรตัดได้ตามขนาดเมื่อเกิดแผล สามารถปิดแผลขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว ติดทน และแกะใช้ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีคนช่วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ อย่างแรก ทั้งเทปและผ้าก๊อซ เป็นสินค้าที่ Johnson & Johnson ผลิตอยู่แล้ว และอีกอย่างคือเอิร์ลในฐานะพนักงานจัดซื้อฝ้ายของบริษัท (ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสินค้าหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เลย) ทว่าเมื่อเพื่อนๆ ของเอิร์ลรู้เรื่องว่าเขานำเอาผลิตภัณฑ์สองชนิดมารวมกัน ทำให้เกิดสินค้าใช้งานง่าย สะดวก แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ในที่สุดจึงนำไปเสนอกับทางบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่

ผลคือทางบริษัทเห็นชอบกับสิ่งประดิษฐ์ โดยเฉพาะจากไอเดียที่ว่าสามารถทำให้คนที่เกิดแผลบ่อยๆ ใช้งานได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย บริษัทก็นำเอาพลาสเตอร์ออกจำหน่ายในปี 1921 ชื่อ Band-Aid ช่วงแรกวางขายเป็นม้วนเหมือนกับที่เอิร์ลคิดมา จนในปี 1924 จึงออกจำหน่ายพลาสเตอร์แบบที่ตัดมาแล้วในขนาดต่างๆ

ช่วงแรกหลังจากวางขายสินค้าไป เจ้าพลาสเตอร์แบบใหม่ยังขายไม่ดี สิ่งที่บริษัททำคือการสนับสนุนพลาสเตอร์ของตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดปฐมพยาบาลของลูกเสือ ทำให้ในที่สุดแล้ว เหล่าลูกเสือเมื่อเป็นแผลก็เริ่มใช้พลาสเตอร์ปิด หมายความว่าพ่อๆ แม่ๆ และเด็กๆ ก็เริ่มมีพลาสเตอร์ของ Johnson & Johnson ปิดที่เข่า ที่แขน หรือตามตัวจนกลายเป็นเรื่องสามัญในที่สุด หลังจากนั้นยังแจกให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 วิธีทำการตลาดด้วยการสนับสนุนดังกล่าวจึงทำให้ยอดขายพลาสเตอร์แบบใหม่ก้าวกระโดด

ในปี 1926 เอิร์ลก็จดและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรพลาสเตอร์ Band-Aid ซึ่งหน้าตาเหมือนกับพลาสเตอร์ในปัจจุบัน นั่นคือแผ่นพลาสเตอร์ที่มีผ้าก๊อซอยู่ด้านใน และมีแผ่นพลาสติกที่ป้องกันไม่ให้เทปติดกันเอง ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชิ้นทำให้ดึงและแปะได้อย่างสะดวก

บริษัท Johnson & Johnson ได้เลื่อนขั้นเอิร์ลนั่งตำแหน่งรองประธาน และอยู่กับบริษัทจนกระทั่งเกษียณ ในปี 1957 แม้แต่เกษียณแล้วก็ยังร่วมเป็นบอร์ดบริหารจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1961

ประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ยาจิ๋วที่แสนสะดวกถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใครๆ ก็ใช้ ทั้งยังมีหน้าตาเหมือนเดิมเมื่อร้อยปีก่อน และเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นทุกหนแห่งทั่วโลก เป็นสิ่งที่เราหยิบ ฉีก ดึง นึกถึงเมื่อมีแผลและเจ็บตัว เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่จะว่าง่ายก็ง่าย เริ่มต้นด้วยความห่วงใยคนในครอบครัว แต่อีกด้านก็เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การต่อสู้กับโรคร้ายและเชื้อโรค รวมถึงการฆ่าเชื้อโรคและการแพทย์ที่ยาวนาน

อ้างอิง

libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters 

abc.net.au/news/2018-01-03/a-brief-history-of-the-band-aid/9271754 

libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters 

smithsonianmag.com/smart-news/get-stuck-band-aid-history-180965157/

lemelson.mit.edu/resources/earle-dickson 

thoughtco.com/history-of-the-band-aid-1991345 

onscouting.org/2018/01/18/band-aids-and-the-boy-scouts

Sliptosleep เทคโอเวอร์บิลบอร์ดกลางกรุง พร้อมควง ‘เจนเย่’ สร้างประวัติศาสตร์ เข้าร่วม Paris Fashion Week 2026

หลายคนโดยเฉพาะสาวๆ น่าจะรู้จัก Sliptosleep แบรนด์ชุดนอนโนบราเจ้าแรกของไทยเป็นอย่างดี เพราะนี่คือแบรนด์จากสองสาวเพื่อนซี้ที่ฝันอยากทำแบรนด์ร่วมกัน จนเกิดเป็นการสร้างสรรค์ชุดนอนโนบราที่เกิดจากความใส่ใจและเข้าใจผู้หญิงทุกคนที่สุด

ด้วยการพัฒนาแบรนด์มาอย่างต่อเนื่องและได้กระแสตอบรับที่ดีจนเริ่มขยับขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ตอนนี้ Sliptosleep ก้าวสู่ศักราชใหม่ของแบรนด์ไทยอย่างยิ่งใหญ่และเหนือระดับ กับการเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์อินเตอร์แบรนด์ตัวจริง ด้วยการส่งแคมเปญล่าสุดขึ้นจอเด่นตระหง่านบนบิลบอร์ดแลนด์มาร์กใหม่ระดับลักชูรี ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด ทั้งกลุ่มคนทำงานระดับไฮเอนด์และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากความปังในประเทศ Sliptosleep ยังเตรียมโกอินเตอร์และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศพาพรีเซนเตอร์สาวสุดฮอต ‘เจนเย่–เมธิกา จีรนรภัทร’ บินลัดฟ้าเข้าร่วมงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week 2026 ในเดือนตุลาคมนี้

นับเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญที่แบรนด์ชุดนอนโนบราของไทยจะไปปรากฏตัวในเวทีระดับโลกอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าความใส่ใจในสรีระ ความสบายของผู้หญิง และดีไซน์ที่ทันสมัย สามารถยกระดับสู่ความเป็นสากลได้อย่างลงตัว

ความน่าจับตามองในระดับภูมิภาคยังรวมถึงพรีเซนเตอร์อย่าง ‘เจนเย่’ ซึ่งเป็นศิลปินที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นและทรงอิทธิพลอย่างมากในแถบเอเชีย ซึ่งกระแสอินเตอร์นี้สอดรับกับอินไซต์ของแบรนด์ที่พบว่า หน้าร้านทั้งที่สยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิลด์ มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาเลือกซื้ออย่างถล่มทลาย 

การเดินทางสู่กรุงปารีสใน Paris Fashion Week จึงเป็นการตอกย้ำว่า Sliptosleep คือแบรนด์ที่พร้อมขับเคลื่อนในระดับโลกอย่างแท้จริง

จากบิลบอร์ดหรูใจกลางกรุงเทพฯ สู่รันเวย์ระดับโลก Sliptosleep จึงไม่เพียงแต่สร้างความต่างเหนือคู่แข่งในตลาด แต่ยังทำหน้าที่ส่งต่อความรัก ความใส่ใจ และความสบายสูงสุด เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนทั่วโลกมั่นใจและภูมิใจในตัวเอง 

มาร่วมรอชมความภูมิใจของแบรนด์ไทยอย่าง Sliptosleep และ ‘เจนเย่’ บนจอ Plan B TV ทั่วเมือง และเตรียมเคาต์ดาวน์สู่ความปังระดับโลกที่ปารีสในเดือนตุลาคมนี้ไปด้วยกัน!

หล่อเลี้ยงความครีเอทีฟในยุคดิจิทัลตามแบบฉบับของ DixonBaxi เอเจนซีเบื้องหลังความสำเร็จการสร้างแบรนด์

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอเจนซีด้านแบรนด์ หรือ brand agency มีบทบาทสำคัญต่อคนทำธุรกิจอย่างมาก เพราะบริษัทเหล่านี้สามารถช่วยชี้ทางให้ได้ว่า ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะมองเห็นและรับรู้ ‘แบรนดิ้ง’ ของเรายังไง

ฟังดูก็พอจะเห็นภาพได้ว่าสำหรับคนทำธุรกิจ การมีพาร์ตเนอร์ที่คอยให้คำแนะนำอย่าง brand agency นั้นจะช่วยสร้างตัวตนให้แบรนด์ชัดเจนและช่วยสร้างมูลค่าระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การบริหารธุรกิจด้านอื่นเลย

แต่หากมองย้อนกลับไปยังเหล่า ‘คนทำงาน’ ในแวดวงนี้ล่ะ พวกเขามองอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ตนเองอยู่นี้ยังไงบ้าง?

ในอดีต เอเจนซีมักจะเก็บงำกลยุทธ์หรือวิธีคิดไว้เป็นความลับเพราะกลัวการถูกเลียนแบบ แต่การทำ brand agency แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป 

คนที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ทอม เพลลิ่ง (Tom Pelling) จาก DixonBaxi หนึ่งในบริษัท brand agency ที่โด่งดังระดับโลก และอยู่เบื้องหลังการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่กลายเป็นที่จดจำมากมาย โดยเฉพาะในโลกของสื่อ บันเทิง กีฬา และดิจิทัล ซึ่งไม่ได้เน้นแค่การออกแบบโลโก้แบบดั้งเดิม แต่สร้างประสบการณ์ของแบรนด์ผ่านภาพ เสียง การเคลื่อนไหว และเทคโนโลยี

เราอาจเคยเห็นงานของ DixonBaxi ผ่านตากันมาบ้างแต่ไม่เคยรู้ ถ้ายกตัวอย่างหลายคนอาจร้องอ๋อ เช่น Formula 1, พรีเมียร์ลีกอังกฤษ, สถานีโทรทัศน์ Channel 4 ของอังกฤษ และสโมสรฟุตบอลเอซี มิลาน

ก่อนหน้านี้ทอม เพลลิ่ง ขึ้นเวทีงาน Nicer Tuesdays ในลอนดอน เพื่อเล่าประสบการณ์ทำงานที่ DixonBaxi โดยไม่ได้พูดถึงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่ brand agency ‘ควรจะเป็น’ โดยมีแนวคิดหลักว่า

วงการ brand agency หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ควรเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเก็บความรู้ไว้ ‘ภายใน’ ให้เป็นการ ‘เปิดเผย’ กระบวนการคิด รวมถึงแบ่งปันความรู้ เพื่อสร้างวงการออกแบบที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และจะได้พัฒนาไปพร้อมกันทั้งองคาพยพ

พยายามส่งต่อพลังบวก ไม่เช่นนั้นการทำงานก็ไร้ความหมาย

“มันง่ายมากที่จะมองโลกในแง่ลบ ไม่ใช่แค่ในวงการนี้ แต่รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วย มันมีเรื่องลบๆ เต็มไปหมดรอบตัวเรา และมันง่ายมากที่จะปล่อยให้เรื่องพวกนั้นเข้ามาบั่นทอนจิตใจเรา”

ทอมเริ่มต้นเล่าวิถีในการทำงานของ DixonBaxi โดยยกตัวอย่างว่าการเป็นคนมองโลกในแง่ดีท่ามกลางผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ

“ดังนั้นสิ่งที่ DixonBaxi พยายามให้ความสำคัญคือ การมองโลกในแง่ดีท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องนั่งคุยกับลูกค้าเรื่องงบประมาณ ไทม์ไลน์ หรือการต้องทำงานถึงค่ำมืด มันคือการเป็นคนที่สามารถผลักดันงานให้ลุล่วงได้ มองหาแง่มุมดีๆ หรือสร้างบรรยากาศเชิงบวกขึ้นมา”

ทอมบอกว่า ทุกคนที่ DixonBaxi พยายามส่งต่อพลังบวกแบบนั้นออกมา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ทำก็จะไร้ความหมาย ในเมื่อทุกคนต่างทำงานเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยอดเยี่ยม จึงไม่ควรยอมให้ปัญหาของคนอื่นมาทำให้หมดกำลังใจ ดังนั้นการได้เห็นรอยยิ้มของใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือเด็กฝึกงาน จะช่วยเปลี่ยนให้กลายเป็นวันดีๆ ได้เลย

สุดท้าย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะการได้เห็นผลงานที่ออกสู่สายตาผู้คน “แต่การได้เห็นใครสักคนก้าวหน้าและเติบโตในเส้นทางอาชีพ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มค้นพบความสุขที่แท้จริงในงานและบทบาทหน้าที่ของตัวเอง”

ปรับเปลี่ยนและทดลองสิ่งใหม่อยู่เสมอ

เวลาที่เราทำอะไรจนชำนาญ เราจะทำมันได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมาก จนแทบจะหลับตาทำได้ ไม่ก็กลายเป็นความเคยชินหรือสัญชาตญาณไปแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาตั้งคำถามคือ แล้ว ‘ก้าวต่อไป’ คืออะไร? หรือ ‘สิ่งใหม่’ ที่ควรทำคืออะไร? 

เราต่างใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่อง AI แต่รวมถึงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เทรนด์ต่างๆ ก็เปลี่ยน ความเร็วที่ผู้คนต้องการสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยน และมันง่ายมากที่เราจะจมดิ่งลงไปในร่องเดิมๆ และกลับไปทำอะไรแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย

ทอมเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ DixonBaxi ทำคือ การปรับเปลี่ยนตัวเองและลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เขายกตัวอย่างว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘creative sabbatical’ ขึ้น อธิบายคือเป็นช่วงเวลาพักเบรกเพื่อสร้างสรรค์งานของพนักงาน จึงปิดสตูดิโอเป็นเวลา 5 วัน

“ลูกค้าก็เลย…เอ่อ…เกลียดเราเข้าไส้เลยล่ะครับ” ทอมตบมุกพร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะเราใช้เวลาทั้งวันทุกวันอยู่กับคนกลุ่มนี้ แต่บางครั้งเรากลับไม่ได้เชื่อมโยงหรือใช้เวลาร่วมกับพวกเขาจริงๆ จังๆ สักเท่าไหร่ เราเลยปิดสตูดิโอ แล้วไปเช่าพื้นที่ที่ Hoxton Docks เป็นเวลา 5 วัน มาเจอ มาพูดคุยกัน ทุกคนต้องเตรียมพรีเซนเทชั่นมานำเสนอ แต่ห้ามเกี่ยวกับเรื่องงานเลยนะครับ บางคนก็มาพูดเรื่องการแต่งบทกวี บางคนพูดถึงความหลงใหลในการทำอาหาร หรือมีนักวางกลยุทธ์คนหนึ่งมาสอนเรื่องประวัติศาสตร์อินเดียให้เราฟัง มันเป็นช่วงเวลาที่งดงามมากจริงๆ ครับ”

creative sabbatical พักเพื่อไปต่อ(ยอด)

ในกิจกรรม creative sabbatical ไม่ได้มีแค่เหล่าดีไซเนอร์เท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนทำงาน กรรมการผู้จัดการ นักวางกลยุทธ์ และโปรดิวเซอร์ “มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมและจุดประกายบทสนทนามากมายระหว่างพวกเรา ทำให้ได้รู้เรื่องราวของกันและกันในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะปกติเราไม่ได้มีโอกาสเชื่อมโยงกันในระดับที่ลึกซึ้งแบบนั้นตลอดเวลา” ทอมกล่าว

แนวคิดของการได้หยุดพักเพื่อรีเซตความคิดสร้างสรรค์ หรือการได้พักงานเพื่อเติมไฟนั้นส่งผลดีต่อเนื้องาน การสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทำให้คิดไอเดียได้เร็วขึ้น สร้างความไว้วางใจได้ไวขึ้น และช่วยเหลือกันได้อย่างมีความหมายลึกซึ้งขึ้น

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทอมมองว่าคนมักจะระแวดระวังและหวงแหนไอเดียสร้างสรรค์ของตัวเอง เพราะอยากเห็นมันออกมาในรูปแบบที่ ‘บริสุทธิ์’ ที่สุด แต่เราก็ต่างตระหนักดีว่า เมื่องานออกสู่สาธารณะ ลูกค้าอาจลดทอนความเข้มข้นของไอเดียหรือปรับเปลี่ยน แต่เราจำเป็นต้องรักษาความบริสุทธิ์ของไอเดียนั้นภายในใจ จนบางครั้งท่าทีดังกล่าวอาจดูเหมือนการเก็บงำงานนั้นไว้กับตัวเอง เพราะไม่อยากไว้ใจใคร

“แท้จริงแล้ว การสร้างความเชื่อใจและสายสัมพันธ์ การยอมปล่อยให้คนอื่นได้นำไอเดียไปต่อยอดและดูว่าคนเหล่านั้นจะสร้างสรรค์อะไรออกมาได้บ้าง เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก นั่นคืออีกเหตุผลของการทำ creative sabbatical”

นอกจากนี้ ทอมยังย้ำว่า creative sabbatical ยังช่วยสร้างทัศนคติแบบ ‘beta’ ซึ่งมีความหมายถึง การทดลองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (เขาเปรียบเทียบกับคนทำงาน) เพื่อไม่ให้ยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เพราะการกล้าที่จะหยุดงานเพื่อไปทำสิ่งอื่นช่วยส่งเสริมแนวคิดที่ว่าจะไม่มีการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ซากๆ แต่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ 

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งในแวดวงการทำงานและในใจของเรา เรามักเกิดความกังวลและคิดไปเองว่าเรายังไม่ดีพอ แต่บางครั้งเราก็แค่ต้องหยุดพัก แล้วถามตัวเองว่า ‘เราจะทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง?’”

ผลงานที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อได้

“ผมคิดว่าเราทุกคนต่างมีไอเดียเจ๋งๆ เกิดขึ้นทุกวัน ไอเดียเหล่านั้นอาจจะแค่ติดอยู่ในหัว หรือจดไว้หลังกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ หรือบางทีเราอาจจะกลัวเกินกว่าจะบอกใครด้วยซ้ำ แต่มันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราเริ่มลงมือทำและนำมันไปให้คนอื่นได้เห็น”

ทอมเล่าว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอเดียกลายเป็นจริง เป็นไอเดียที่ถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เหมือนมีคนช่วยเติมสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเสริมในบางจุด จนนำไปสู่ ‘แรงขับเคลื่อน’ ซึ่งเขายกตัวอย่างชิ้นงานที่เกิดขึ้น คือหนังสือ ‘REMIX’ ที่หนาถึง 500 หน้า และมีน้ำหนักเกือบ 5 กิโลครึ่ง!

มันคือหนังสือที่เกิดจากนำไอเดีย คอนเซปต์ อัตลักษณ์ทางภาพ และเลย์เอาต์ต่างๆ มาผสมผสานใหม่ (remix) แต่ทอมเล่าว่าสิ่งที่ได้ออกมานั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก เพราะหนังสือเต็มไปด้วยบทสนทนาต่างๆ มีการร้อยเรียงเรื่องราวผ่านข้อความใน Slack, พ็อดแคสต์ที่บันทึกไว้ หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการในห้องครัว สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกและสอดแทรกไว้ในหนังสือ เพื่อสะท้อนตัวตนของ DixonBaxi และถ่ายทอดมุมมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะเป็นไปในทิศทางไหนได้บ้าง

“หนังสือเล่มนี้อาจจะกลายเป็นแค่หนังสือวางโชว์บนโต๊ะรับแขกแบบที่เราทุกคนซื้อมาแต่ไม่เคยเปิดอ่านเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นแค่ชิ้นงานหนึ่งที่สวยงามและวางอยู่บนโต๊ะเฉยๆ ก็ได้ แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับเรา เราอยากให้มันมีความสำคัญ มีความหมาย เราอยากให้คุณหยิบมันขึ้นมา เปิดไปหน้าไหนก็ได้ และสัมผัสถึงแก่นแท้ของการทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงความพยายามสุดกำลังเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดออกมา”

open source การเปิดเผยคือกลยุทธ์ใหม่แห่งอนาคต

ทอมบอกว่า สิ่งที่เขาเล่ามาสะท้อนแนวทางการทำงานของ brand agency ในยุคใหม่ที่ควรเป็น นั่นคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเสรี (open source) และเป็นหัวใจสำคัญของ DixonBaxi เขาเล่าว่าชอบคุยกับเด็กฝึกงานหรือนักศึกษาและได้เห็นคนเหล่านั้นเติบโต อันหมายถึงการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ดีขึ้นกว่าตอนแรก 

ซึ่งหนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือการแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่ DixonBaxi จึงทำสิ่งนี้ในหลากหลายรูปแบบ

“ตั้งแต่ผมเริ่มงานที่นี่ บริษัทเปิดเผยกระบวนการทำงานภายในทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การจ้างงาน วิธีการคิดค้นไอเดีย หรือแม้แต่วิธีที่เรามองภาพลักษณ์ธุรกิจของตัวเอง” ทอมเล่า “คุณคงพอดูออกว่า บริษัทเราหลงใหลในหนังสือมาก เพราะเราถึงกับทำหนังสือ REMIX ขึ้นมา และนำไปแจกจ่ายให้สาธารณชน นักศึกษา และผู้ที่มาร่วมการฟังบรรยายต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมของเราเลยทีเดียว”

ย้อนกลับไปสมัยที่ทอมเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เขาเล่าว่าไม่รู้จักเอเจนซีไหนเลยที่ยอมส่งไฟล์นำเสนอแผนกลยุทธ์ (strategy desks) ให้คู่แข่งดู หรือยอมเปิดเผยแนวคิดและปรัชญาการทำงานให้นักศึกษาได้รับรู้ เพราะกลัวว่าจะถูกลอกเลียนแบบ “แต่เรื่องพวกนั้นมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว” ทอมกล่าว

“ในฐานะคนในวงการ เราจำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรามัวแต่หวงข้อมูลและเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับก็คงไม่มีวันทำแบบนั้นได้” ทอมพูด “หนังสือนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของพวกเรา และได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักศึกษาหรือผู้ก่อตั้งบริษัทอื่นๆ อีกทั้งยังนำไปสู่การพูดคุยเพื่อร่วมงานกับลูกค้าและสตูดิโอต่างๆ ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน”

ท้ายสุด แนวคิดการแชร์ความรู้แบบ open source ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ช่วยพัฒนาวงการได้ในหลายมิติ ทั้งการสร้างแรงขับเคลื่อนและการต่อยอดไอเดียจากจุดในใจเล็กๆ หรือความคิดที่ทดไว้ ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้า จากอดีตที่เอเจนซีมักจะเก็บงำกลยุทธ์หรือวิธีคิดไว้เป็นความลับเพราะกลัวการถูกเลียนแบบ 

เหล่านี้แหละ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมไม่หยุดนิ่งและพัฒนาไปได้ไกลกว่าการที่ต่างคนต่างเก็บความลับไว้กับตัว และอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและการทำงานร่วมกัน (collaboration) ในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่มา

youtube.com/watch?v=SyaNAaDoTkQ&t=282s

creativeboom.com/news/dixonbaxis-reinvented-the-agency-case-study-as-a-conversation-and-its-smarter-than-it-looks

มองมหากาพย์การทำหนังของโนแลน ผ่าน experience economy ที่ทำให้คนต้องเข้าโรงหนังอีกครั้ง

‘ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับการรับชมใน IMAX’

ไม่ใช่หมายเหตุที่แปะไว้บนโปสเตอร์ แต่ผู้ชมก็รับรู้โดยทั่วกันในตอนนี้ว่า ถ้าอยากเต็มอิ่มกับภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey–ผลงานล่าสุดของผู้กำกับที่ละเมียดละไมและใส่ใจกับการทำหนังอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน ต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ IMAX เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยฟิล์ม IMAX 70mm ทั้งเรื่อง

ไม่มีใครถ่ายหนังโดยใช้กล้อง IMAX ทั้งหมดมาก่อน แม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ดังๆ อย่าง Avengers: Endgame หรือหนังแอ็กชั่นอย่าง Transformer และ Mission Impossible ไปจนถึง Star War ก็ใช้เพียงบางฉากเท่านั้น รวมถึงหนังของโนแลนด้วย ทั้ง The Dark Night, Insterstellar, Tenet และ Oppenheimer ปัญหาก็เพราะขณะใช้งานเสียงกล้องดังเหมือนรถยนต์ดีเซล (หรือเสียงเหมือนเครื่องตัดหญ้า ตามคำอธิบายของ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพผู้ทำงานคู่กับโนแลนมาตั้งแต่ Interstella) จนแทบจะกลบบทสนทนานักแสดงระหว่างถ่ายทำ แต่เพราะโนแลนชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เขาจึงให้ IMAX ช่วยออกแบบกล้องที่ลดเสียงลง แต่ยังสร้าง cinematography ให้ภาพยนตร์มากที่สุด

ด้วยลูกเล่นนี้เองที่ทำให้สัปดาห์แรกของการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey ทำรายได้ทั่วโลก 264.1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8 พันล้านบาท)  กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวมากที่สุดของโนแลน โดย 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) มาจากโรงหนัง IMAX เพียวๆ

นี่ยังไม่นับว่าเมื่อปีที่แล้วมีการเปิดจองตั๋วล่วงหน้า และขายหมดภายใน 1 ชั่วโมง บางคนเข้าไปกดบัตรเพื่อนำมาขายต่อในราคาพุ่งไปถึงพันดอลลาร์  แม้กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งในแคลิฟอร์เนียที่กดจองบัตรไปยังต้องเลื่อนแผนการมีลูกคนที่สองในปีที่แล้ว เพราะคำนวณแล้วว่าวันคลอดจะตรงกับการฉาย The Odyssey บางคนยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปดูหนังความยาว 3 ชั่วโมงบนจอ IMAX ที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm 

ปรากฏการณ์โนแลนพาคนกลับเข้าโรงภาพยนตร์ย่อมสะท้อนถึงห้วงเวลาที่คนในวงการหนังพยายามพยุงให้ธุรกิจนี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมชมภาพยนตร์ในโรงหนัง ท่ามกลางการเติบโตของสตรีมมิงที่เปลี่ยนพฤติกรรมการดูหนังยุคดิจิทัล 

ในมุมของผู้กำกับ การทดลองใช้กล้อง IMAX ทั้งเรื่องก็คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ในฐานะศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมธุรกิจเองวิธีการนี้ก็ช่วยกอบกู้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไปในตัว ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกวันนี้โรงหนังไม่ได้ขายแค่เนื้อหาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังขาย ‘ประสบการณ์’ ที่สตรีมมิงให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม ซึ่งอาจเรียกได้ว่านี่คือการตลาดแบบ experience economy ที่โรงภาพยนตร์ใช้แข่งขันกับสตรีมมิงอยู่

Entretainment ตอนนี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชิงอารมณ์ในนวัตกรรมการสร้างภาพยนตร์ของโนแลนและ IMAX ที่เป็นดั่งมหากาพย์ไม่ต่างจากบทประพันธ์ของโฮเมอร์

มหากาพย์การสร้างกล้อง IMAX 70mm เพื่อเล่าเรื่องมหากาพย์ของกรีกโบราณ

The Odyssey เป็นบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณเรื่องหนึ่งของโฮเมอร์ ที่แบ่งออกเป็น 24 เล่ม คาดว่าประพันธ์ขึ้นราว 800 ปีก่อนคริสตกาล จึงนับเป็นวรรณกรรมโบราณอายุมากที่สุดในโลกที่ยังคงส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ บอกเล่าถึงการเดินทางกลับบ้านอันยากลำบากหลังสิ้นสุดสงครามกรุงทรอยของ ‘โอดิสเซียส’ ผู้นำทัพที่ต้องจากครอบครัวและเมืองเกิดนับ 2 ทศวรรษ จึงต้องกลับไปทวงบัลลังก์และครอบครัวคืนมา 

วรรณกรรมโอดิสซีย์ถูกนำไปตีความเล่าเรื่องเป็นศิลปะหลายรูปแบบ เฉพาะแค่ภาพยนตร์และซีรีส์ก็เกือบครึ่งโหล นับตั้งแต่ยุคภาพยนตร์เงียบอย่าง L’Odissea ในปี 1911, Ulysses ปี 1954, The Odyssey ซีรีส์ในทีวีปี 1997, Troy: The Odyssey  ในปี 2017 และ The Odyssey โดยโนแลนในปี 2026  ยังไม่ต้องนับถึงหนังสือที่มีหลากหลายเวอร์ชั่นออกมาให้ได้อ่าน 

สิ่งที่ทำให้แฟนๆ จับตาในช่วงแรกที่สตูดิโอออกมาประกาศว่าโนแลนกำลังลงมือสร้าง The Odyssey คือวิธีการที่เขาจะตีความมหากาพย์กรีกโบราณ เพราะจุดเด่นอย่างหนึ่งในผลงานของโนแลนคือ มุมมองและวิธีการเล่าเรื่องอันหลากหลาย ตั้งแต่การวางเส้นเรื่องเลี้ยวคดไปมาใน Memento, The Prestige และ Tenet การสร้างเนื้อตัวของตัวละครที่ซับซ้อน สำรวจประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาการดำรงอยู่และญาณวิทยาใน The Dark Knight, Inception, Oppenheimer และอื่นๆ

และแนวคิดที่ขาดไม่ได้ของโนแลนคือ ความพยายามควานหาเทคนิคต่างๆ เพื่อสร้าง cinematic ในโลกภาพยนตร์ด้วยมือมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ลดการใช้เทคโนโลยี หนังส่วนใหญ่ของเขาใช้ฟิล์มเป็นหลัก เลือกใช้สถานที่จริงแทนการถ่ายทำในสตูดิโอ ใช้เสียงประกอบแบบทดลอง สร้างภาพและแนวคิดของภาพยนตร์จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และลดการใช้ CGI ให้น้อยที่สุดเพื่อความสมจริงของภาพ 

จึงไม่แปลกเลยที่โนแลนได้เพิ่มความตื่นเต้นให้คนดู ทั้งรอชมการตีความและเล่าเรื่องมหากาพย์อายุพันปี และการเล่นใหญ่ใส่ใจในงานคราฟต์ด้วยการทดลองใช้กล้อง IMAX ถ่ายหนังทั้งเรื่อง

“ผมเห็นฟิล์ม IMAX ในพิพิธภัณฑ์และสวนสนุกตอนเด็กๆ แล้วผมก็คิดตอนนั้นเลยว่า ทำไมไม่มีคนถ่ายหนังจากฟิล์มนี้นะ ตอนนั้นผมอายุ 16-17 ตอนนี้จะ 56 ละ แล้วผมก็ได้ทำ” โนแลนบอกเล่าความหลังกับสำนักข่าว The New York Times “หลังจาก Oppenheimer เสร็จแล้ว ผมโทรหาเพื่อนที่อยู่ IMAX โดยที่ผมยังไม่สามารถบอกทุกคนได้ด้วยซ้ำว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมพูดว่า ก็ถ้าเราจะถ่ายหนังที่ใช้ฟิล์ม IMAX ทั้งหมด มันก็ต้องเป็นเรื่องนี้แหละ” 

คำถามคือทำไมต้องเป็นฟิล์ม IMAX ขนาด 70mm มันต่างจากกล้องแบบอื่นยังไง?

“แต่ละเฟรมของฟิล์มมีรูเจาะ 15 รู วิ่งในแนวนอนผ่านเครื่องฉาย ทำให้เป็นรูปแบบภาพที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในวงการหนัง ทุกเฟรมถ่ายทำด้วยระบบ IMAX และเมื่อคุณอยู่ในโรงภาพยนตร์ คุณจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภาพจากการถ่ายทำอย่างเต็มที่” Matt Demon นักแสดงนำผู้รับบท ‘โอดิสเซียส’ อธิบายในคลิปโปรโมตของ IMAX 

แปลภาษาของแมตต์อย่างเข้าใจง่ายคือ IMAX 70mm เป็นระบบภาพแบบฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดและให้ความละเอียดสูงที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นและประดิษฐ์ฟิล์มขึ้นมาได้ โดยใช้ฟิล์มแนวนอนขนาด 70 มม. และมีอัตราส่วนภาพจัตุรัสเต็มตาที่ 1.43:1 “ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเติมเต็มขอบเขตการมองเห็นของคุณทั้งหมด ทำให้คุณดื่มด่ำไปกับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุด” Anne Hathaway ผู้รับบท ‘เพเนโลพี’ กล่าว

ที่ผ่านมาโนแลนก็ใช้เคยกล้อง IMAX ตลอดการทำงานสองทศวรรษ และเพิ่มจำนวนนาทีมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ The Dark Knight ที่เริ่มใช้กล้อง IMAX ราว 28 นาที Interstellar ใช้ 66 นาที มาจนถึง Oppenheimer 75 นาที แต่ก็ยังไม่เคยใช้งานทั้งเรื่อง “ปัญหาคือเสียง เพราะกล้องมันเสียงดังมากๆ” เขาว่า นั่นคือเหตุผลที่เขาโทรหาเพื่อนที่ IMAX เพื่อสร้างนวัตกรรมกล้องที่จะแก้ปัญหานี้ร่วมกัน “เราตามหาระบบที่จะช่วยดูแลเสียงของเครื่อง แล้วพวกเขาก็ออกแบบกล่องขึ้นมาเพื่อให้เราเอากล้องเข้าไปได้” 

โนแลนยังทำงานร่วมกับ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพที่ทำงานมาตั้งแต่หนังเรื่อง Interstellar (2014) ฮอยเตมาเล่าว่า ในตอนแรก IMAX ส่งโปรโตไทป์ของกล้องฟิล์ม 70mm มา 3 แบบ แล้วพวกเขาก็ได้ทดลองใช้ตัวกล่องใหญ่อันหนึ่ง “ตอนใช้งานคุณจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงครางเบาๆ แบบไกลๆ แต่ทีนี้มันดันหนักมาก ซึ่งเป็นปัญหาชุดใหม่ที่เราต้องเอาชนะ สุดท้ายเราก็เลยได้กล้องรูปร่างเทอะทะขนาดเท่ารถเอสยูวี แต่เราก็รั้นจะทำให้มันใช้งานให้ได้” ฮอยเตมาเล่าว่า ช่วงเวลาสนุกก็เกิดขึ้นจากความท้าทายในการแบกกล้องไปถ่ายอย่างผาดโผน บางครั้งก็ยึดไว้กับขาตั้งกล้องได้ แต่บางฉากที่ต้องวิ่งลงเนิน หรือปีนเขาไปไหนต่อไหนก็ต้องใช้วิชามารในการใช้กล้อง เช่น ใช้เชือกผูกกล้องกับเฮลิคอปเตอร์ในการถ่ายทำสถานที่ที่มนุษย์เดินเข้าไปถ่ายได้ยาก 

ความท้าทายอีกอย่างคือ ด้วยความที่กล้องใหญ่มากๆ เลยทำให้นักแสดงเห็นหน้ากันตอนเข้ากล้องได้ยากมาก IMAX จึงแก้ปัญหาด้วยการติดกระจกคนละฝั่งเพื่อให้นักแสดงรับรู้อารมณ์ความรู้สึกกันได้

“ทุกช็อตในฉากที่มีบทพูดเยอะๆ ล้วนเป็นประเด็นทางเทคนิค เพราะคุณไม่สามารถเอากล้องหนัก 400 ปอนด์ไปวางไว้เหนือตัวนักแสดงได้ คุณต้องสร้างรอกโซ่ หาทางเคลื่อนย้ายกล้องให้เหมาะสม ทุกอย่างต้องทำอย่างปลอดภัยด้วย” โนแลนอธิบาย

ความบากบั่นยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะกล้อง IMAX บรรจุฟิล์มถ่ายทำได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น! โนแลนต้องหาจังหวะที่ลงตัวระหว่างทีมงาน นักแสดง และเขาเองในการถ่ายทำ ให้คนมาใส่ฟิล์มม้วนใหม่ โดยที่ไม่มีใครหลุดโฟกัส

“ธรรมเนียมการใช้คำว่า “แอ็กชั่น” และ “คัต” นั้นมีจุดสนใจที่สำคัญมากระหว่างสองคำนี้ เมื่อคุณพูดว่าคัต ทุกคนก็จะถอนหายใจโล่งอก ความตึงเครียดหายไป สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาทุกคนให้อยู่ในภวังค์นั้น” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์บอก

นอกจากความทุลักทุเลที่จะต้องใช้กล้อง IMAX นี้ให้ได้แล้ว โนแลนยังคงเอกลักษณ์ในการสร้างงานภาพที่ authentic ที่สุดด้วยการเน้นถ่ายภาพจากสถานที่จริง ลดการใช้ CGI เขาอธิบายว่าใน The Odyssey ได้ใช้ทุกเทคนิคในตำราภาพยนตร์ที่มนุษย์จะสามารถสร้างฉากหนึ่งขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งกรีนสกรีน

“ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพวาดฉากหลัง (backing painting) พวกมันสามารถสร้างภาพที่สมจริงกว่ามาก เพราะวิธีการจัดแสง ทำให้ดูสมจริงกว่าการใช้กรีนสกรีนหรือแม้แต่ฉากหลังที่เป็นภาพถ่าย เรายังใช้ภาพลวงตาแบบมุมมองปลอมๆ ด้วยการสร้างสิ่งต่างๆ ให้เล็กลงในฉากหลังที่ลึกเข้าไปด้วย” 

ฮอยเตมาช่วยเสริมว่าความท้าทายคือ พอใช้กล้องฟิล์ม IMAX ถ่ายทั้งเรื่อง พวกเขาต้องมานั่งพิจารณาฉากเอฟเฟกต์ทุกๆ วัน ด้วยการวิ่งส่งฟิล์มไปที่หน่วยล้างฟิล์ม เพื่อตรวจสอบว่าใช้งานภาพนั้นได้ไหม ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยหรือเปล่า “กระบวนการทั้งหมดของเราเป็นแบบแอนะล็อก เมื่อใดก็ตามที่คุณใช้เอฟเฟกต์ดิจิทัล คุณต้องสแกนเนกาทีฟต้นฉบับและลดความละเอียดลงก่อน จากนั้นจึงถ่ายทำใหม่ด้วยความละเอียดที่ลดลง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่อาจทำให้คุณภาพลดลงได้มาก ยิ่งเรารักษาสภาพดั้งเดิมของภาพไว้ในกล้องมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรักษาคุณภาพเดิมไว้ได้มากเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราเสมอมา” ผู้กำกับภาพกล่าว

experience economy ในปรากฏการณ์เรียกผู้ชมเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งจากภาพยนตร์ The Odyssey

โนแลนและนักแสดงในเรื่องต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันขณะโปรโมตภาพยนตร์ว่า ทุกคนควรได้ดู The Odyssey บนจอ IMAX และจะดียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าได้ดูผ่านจอที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm ได้

นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนเข้าโรงหนังแบบส่งๆ เพราะระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์ IMAX ได้นำเบื้องหลังการประดิษฐ์กล้อง ภาพความทุลักทุเลในกองถ่ายที่ต้องมีคนแบกกล้อง 4-5 คนปีนเขาหรือลงน้ำไปถ่ายทำ รวมทั้งการทำให้เห็นกระบวนการล้างฟิล์มก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ ซึ่งทีมงานต้องส่งฟิล์มไปที่หน่วยกลางทุกวัน แม้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลก็ตาม

เรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยเสริมให้คนเห็นว่า The Odyssey มีคุณค่าในเชิงการสร้างภาพยนตร์ และควรไปดูในโรงหนัง IMAX จริงๆ ตามคำเรียกร้องของโนแลนนั่นแหละ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะ ‘ตกขบวน’ (Fear of Missing Out) การ ‘เสพงานศิลป์เต็มรูปแบบ’ นี่คือเหตุผลที่แม้ราคาค่าตั๋ว IMAX จะสูงกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไป โดยราคาประมาณ 18-33 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 600-1,000 บาทคนก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และคนที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับประสบการณ์ภาพอย่างเต็มอิ่มก็ยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปตามหาโรงภาพยนตร์ที่รองรับ IMAX 70mm ให้ได้

วิธีการนี้จึงเป็นตัวอย่างของการทำ experience economy หรือเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ เพราะในมุมธุรกิจ ทุกวันนี้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่ ‘เนื้อหา’ แล้ว (เพราะไปดูในสตรีมมิงหรือพื้นที่อื่นๆ ก็ได้) แต่โรงหนังต้องมองหาจุดเด่นที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง, หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม 

ประเด็นคือการฉายหนังในโรงภาพยนตร์มีระยะเวลาของมัน ความรู้สึกนี้ยิ่งทำให้คนรู้สึกไม่อยากตกขบวนมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ยอดจองตั๋วล่วงหน้า 1 ปีขายหมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง และรายได้เปิดตัวภายในสัปดาห์แรกก็ทะลุไป 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์ The Odyssey จึงกำลังทำให้เกิดหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่คนรู้สึกว่าตัวเองต้องได้เข้าไปดูหนังที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ จน IMAX ต้องสร้างกล่องป๊อปคอร์นที่เป็นรูปร่างกล้อง IMAX ขึ้นมาโปรโมตร่วมด้วย

IMAX 70mm จะกลายเป็นเทรนด์ที่ปฏิวัติให้วงการภาพยนตร์หันมาใช้กล้องนี้มากขึ้น และคนอยากดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้นได้จริงไหม?

ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกันกับ The Odyssey คือ Dune: Part Three ซึ่งใช้โมเดลในการโปรโมตคล้ายกันคือการเปิดขายตั๋วล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้บัตรขายหมดแล้วเรียบร้อย จึงอาจจะเป็นสัญญาณอันดีของการใช้งานกล้อง IMAX รุ่นนี้ในวงการ และทำให้กล้องรุ่นนี้ได้รับการพูดถึงมากขึ้นในวงการภาพยนตร์ 

แต่ข้อน่ากังวลก็คือ โรงภาพยนตร์ IMAX ที่สามารถฉายฟิล์ม 70mm ได้นั้น มีเพียง 25 แห่งในอเมริกา ไม่ต้องถามเลยว่าในไทยมีไหม (คำตอบก็คือไม่มี) ส่วนทั่วโลกมีโรงภาพยนตร์รองรับ IMAX 70mm อยู่ที่ 41 แห่ง จึงกลายเป็นว่าใครที่สามารถชม The Odysseys ใน IMAX 70mm ก็ยิ่งเสริมสถานะ ‘exclusive’ ไปเลย 

ถามกลับไปที่ผู้บริหาร IMAX อย่าง Richard Gelfond เขาบอกกับสื่อบันเทิง Variety ว่า “แน่นอนว่าความต้องการดูหนังจากโรงหนัง IMAX 70mm มีมากขึ้น ปัญหาคือเราไม่ได้ผลิตเครื่องฉายฟิล์ม IMAX รุ่นใหม่มาประมาณ 50 ปีแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องปรับปรุง ซ่อมแซม และส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเราคือการดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่แน่นอนว่าผมอยากเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่านี้”  สำหรับผู้บริหาร IMAX เขาจึงอยากมองเห็นยอดความต้องการมากกว่านี้ แม้จนถึงตอนนี้ ตั๋วหนัง The Odyssey จะถูกจองเต็มไปเกิน 5 สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอในมุมธุรกิจต่อการเพิ่มเครื่องฉายหนังที่จะรองรับฟิล์ม 70mm 

ส่วนคนทำงานใน IMAX ได้บอกกับ Variety ว่า ชิ้นส่วนหลายอย่างที่จำเป็นในการสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์พิเศษเหล่านี้ไม่มีอยู่แล้ว รวมถึงไฟล์พิมพ์เขียวของเครื่องฉายที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษที่แล้วด้วย เพราะพวกมันไม่เคยได้รับการดูแลรักษาเท่าไหร่ ตอนนี้ IMAX ก็ไม่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องนี้ได้เป็นพิเศษด้วย

หากยังมีโรงภาพยนตร์ที่รองรับการฉายฟิล์มชนิดนี้อยู่น้อย ก็อาจจะเป็นการแบ่งแยกสถานะผู้ชมไปโดยปริยาย เพราะมันชัดเจนว่าใครบ้างที่จะได้รับชมภาพแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และใครบ้างที่จะได้เห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของภาพหนังเรื่องนั้น ชาวเน็ตจึงเริ่มทำมีมล้อการเข้าไปชมภาพยนตร์บนจอ IMAX ด้วยการตัดต่อภาพหนังไปใส่จอทั่วไป เช่น จอบนเครื่องบิน ไอแพด หรือทีวีเครื่องเก่าๆ เพื่อสื่อสารว่าหนังจะถูกหั่นภาพไปมากแค่ไหนถ้าอยู่ที่จออื่นๆ บ้างก็ล้อว่าถ้าดูหนังเรื่องนี้ในจอที่เล็กลงก็เหมือนนั่งดูสงครามในม้าโทรจัน (ในมหากาพย์โอดิสซี โอดิสเซียสได้สั่งให้ทหารเข้าไปซ่อนตัวในม้าโทรจัน)

แต่ไม่ว่าในอนาคตจะมีเทรนด์ของการใช้ฟิล์ม IMAX 70mm มากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ปรากฏการณ์ที่ The Odyssey ดึงผู้คนกลับเข้าโรงหนังอีกครั้ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ได้มาจากแนวคิดแผนโปรโมตโฆษณาหนังสวยหรูอะไรมากมาย แต่มาจาก ‘วิถีการทำงาน’ ของโนแลนที่กลายเป็นการตลาดในตัวเอง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความเป็นศิลปะในภาพยนตร์ การสร้างงานคราฟต์ที่มาจากมนุษย์ ตั้งแต่การประดิดประดอยกล้องฟิล์ม IMAX ไปจนถึงกระบวนการล้างฟิล์มเพื่อเข้าสู่การตัดต่อ ทั้งหมดนี้ใช้วิธี ‘แอนะล็อก’ ผ่านมือของมนุษย์จนทำให้ The Odyssey กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่า และเราควรเข้าไปสนับสนุนงานสร้างจากฝีมือพวกเขาในโรงภาพยนตร์กันจริงๆ สักครั้ง

 

อ้างอิง

screenrant.com/christopher-nolan-movies-no-cgi-practical-effects-reason

mashable.com/entertainment/the-odyssey-imax-70mm-exclusivity 

nytimes.com/2026/07/17/movies/the-odyssey-christopher-nolan.html 

variety.com/2026/film/news/why-no-more-imax-70mm-screens-the-odyssey-christopher-nolan-1236813019

instagram.com/reels/DZqWnpwvIoz

instagram.com/reel/Da3IlBiir8C/?utm_source=ig_web_copy_link&igsh=MzRlODBiNWFlZA==

กนอ.ประกาศร่วมมืออารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยกระดับมาตรฐาน Smart Industrial Estate

ไม่นานนี้เพิ่งมีข่าวใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน เมื่อ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศความร่วมมือกับ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ในการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านนิคมอุตสาหกรรม โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการผลักดันการรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate ของ กนอ. ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมอารยะได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยได้รับเกียรติในการได้รับใบประกาศรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate จากวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงอุตสาหกรรม 

ทั้งนี้ การได้รับการรับรองจาก กนอ.นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรม ในการรองรับอุตสาหกรรมการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต ซึ่งช่วยให้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ สามารถดึงดูดผู้ประกอบการจากภาคการผลิตและเทคโนโลยีมูลค่าสูง เช่น บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศเยอรมนี และดูซาน คอร์ปอเรชั่น อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ บีจี จากสาธารณรัฐเกาหลี 

ที่สำคัญการได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve และห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI supply chain) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ให้ความเห็นถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า ผู้ประกอบการทั่วโลกในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอารยะภายใต้มาตรฐาน Smart Industrial Estate ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และส่งมอบความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานให้แก่ลูกค้าในอนาคต

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอารยะกำเนิดจากความร่วมมือระหว่าง 3 บริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน), บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด โดยได้รับการพัฒนาภายใต้กรอบ 7 มิติของ Smart Industrial Estate ที่กำหนดโดย กนอ. ได้แก่ Smart Facilities, Smart IT, Smart Energy, Smart Economy, Smart Good Corporate Governance, Smart Living และ Smart Workforce โดยผสานเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เข้าไว้ในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการด้านการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

หัวใจสำคัญของระบบนิเวศอัจฉริยะภายในนิคมอุตสาหกรรมอารยะคือ Smart Intelligent Operations Center (Smart IOC) ศูนย์บัญชาการกลางที่เชื่อมโยงระบบปฏิบัติการทั้งหมดของนิคมแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มเดียว โดยรวบรวมข้อมูลจากระบบกล้องวงจรปิด ระบบเครือข่ายสารสนเทศ เซนเซอร์ IoT ระบบตรวจจับอัคคีภัย ระบบบริหารจัดการอาคาร และระบบบริหารจัดการซ่อมบำรุง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ยกระดับความปลอดภัย และเสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม

ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องติดตามกันต่อว่า การลงทุนครั้งสำคัญครั้งนี้จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยได้มากเพียงใด

ยาดมมังกรทองชวน ZUS Coffee สูดซูสสส์ความสดชื่นจากยาดมสูตรพิเศษในแคมเปญ Soothe Up The Day!

อาวุธลับที่ทำให้ชาวมนุษย์ออฟฟิศฟื้นคืนชีพจากอาการง่วงเหงาหาวนอน คงหนีไม่พ้น ‘กาแฟ’ รสเข้ม และ ‘ยาดม’ กลิ่นหอมสูดปื๊ดพลันสดชื่นจมูกโล่ง 

แต่จะเป็นยังไงถ้าทั้งสองไอเทมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว?

นี่จึงเป็นที่มาให้ มังกรทอง แบรนด์ยาดมสมุนไพรกระปุกน้ำเงินจากบริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด จับมือ ZUS Coffee แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้ชื่อดังจากมาเลเซีย เปิดตัวแคมเปญสุดเอกซ์คลูซีฟ Soothe Up The Day! ที่ชวนคนเมืองและชาวออฟฟิศมาร่วมบูสต์เอเนอร์จีเติมความสดชื่นแบบคูณ 2 ด้วยคอนเซปต์ ‘สูด-ซูสสส์-สูตร-สดชื่น’ ร้อยเรียง 2 ไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันระหว่าง ‘สูด-ซูสสส์’ เสียงดื่มกาแฟแก้วโปรดจาก ZUS Coffee ที่เข้มข้นตื่นตัว และ ‘สูตร-สดชื่น’ จากการสูดกลิ่นหอมสมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์ของยาดมสมุนไพร ตรามังกรทอง 

โดยการคอลแล็บของทั้งสองแบรนด์มาในรูปแบบยาดมสมุนไพรธรรมชาติที่เติมแต่งกลิ่นให้สดชื่นมากขึ้นจากเมล็ดกาแฟคุณภาพ รวมไปถึงการออกแบบตัวโปรดักต์ยาดมออกมาหน้าตาเหมือนถ้วยกาแฟ เป็นกิมมิกน่ารักๆ ที่ทำให้ขวดยาดมกลายเป็นไลฟ์สไตล์แก็ดเจ็ตที่พกติดตัวได้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับใครที่อยากท้าพิสูจน์กลิ่นหอมสดชื่นจากยาดมมังกรทองและ ZUS Coffee สามารถทำได้เพียงซื้อกาแฟที่ ZUS COFFEE ครบ 150 บาทขึ้นไป ผ่านช่องทางแอพฯ ZUS Coffee ทั้งแบบรับหน้าร้าน (pick-up) และเดลิเวอรี รับไปเลยทันทีเคสยาดมดีไซน์พิเศษพร้อมยาดมสมุนไพรตรามังกรทอง สามารถหาดีไซน์สุดน่ารักที่ออกแบบมาเฉพาะแคมเปญนี้ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด (*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด)

ควันหลง OM FORWARD: Emotion Arena ฟอรั่มใหญ่ที่ชวนผู้ประกอบการเรียนรู้อารมณ์ผู้บริโภค

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ OM FORWARD: Emotion Arena – The New Frontier of Growth อีกหนึ่งงานฟอรัมที่น่าสนใจประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นโดย Omnicom Media Thailand ที่ชวนแบรนด์และนักการตลาดสำรวจบทบาทใหม่ของ ‘อารมณ์’ ในการเข้าใจผู้บริโภค ไปจนถึงการวางแผนการสื่อสารและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้คนในยุคที่การตัดสินใจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม 

ซึ่งงานฟอรัมดังกล่าวจัดขึ้นจาก pain point ของการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการมองเห็นแบรนด์ ความคุ้มค่า หรือเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมด้วยสภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่จะต้องเข้าใจและทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น จนนำมาสู่การเปิดใจและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด 

โดยภายในงานนี้มีวิทยากรและผู้ร่วมเสวนาจาก Omnicom Media, THE STANDARD, Canva, Diageo Thailand, ActMedia, Channel Factory, EternityX, Grab, Plan B Media, Q-Ads และ TikTok พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสมองและพฤติกรรมมนุษย์ สื่อ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้งานฟอรัม OM FORWARD: Emotion Arena แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ 

  • Enter The Arena กับการปูพื้นว่าทำไมอารมณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการเติบโต
  • Read The Mood ชวนสำรวจว่าแบรนด์สามารถอ่านอารมณ์ของผู้บริโภคผ่านสื่อ แพลตฟอร์ม เทคโนโลยีขั้นสูง และการใช้ AI ในยุคของสนามอารมณ์ได้อย่างไร
  • Shape The Feeling เซสชั่นที่จะเล่าว่าความเข้าใจด้านอารมณ์สามารถต่อยอดไปสู่คอนเทนต์ เรื่องเล่า และความเกี่ยวข้องของแบรนด์ได้อย่างไร
  • Move The Market เซสชั่นสุดท้ายที่จะชี้ให้เห็นว่าอารมณ์สามารถถูกแปลงเป็นการวางแผน การขาย การวัดผล และผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ Chief Operating Officer, Omnicom Media Thailand กล่าวถึงการจัดงานนี้ว่า “อารมณ์ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่มีผลต่อสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ เชื่อมั่น เลือก และตัดสินใจซื้อ ผ่านงาน OM FORWARD: Emotion Arena เราต้องการชวนแบรนด์มองอารมณ์ในเชิงกลยุทธ์ ที่สามารถส่งผลต่อการวางแผนสื่อ การสร้างคอนเทนต์ การเพิ่มยอดขายและการวัดผลได้จริง”

สำหรับงานฟอรัม OM FORWARD: Emotion Arena สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ Omnicom Media Thailand ในการช่วยให้แบรนด์ก้าวข้ามการทำงานที่เน้นเพียง reach และ efficiency ไปสู่การสร้างความเกี่ยวข้องทางอารมณ์ที่ลึกขึ้นและนำไปสู่การเติบโตที่วัดผลได้ ท่ามกลางการแข่งขันในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

รวมกลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่ควรค่าแก่การจดจำ

ไม่รู้ว่าทีมที่คุณเชียร์จะสมหวังหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศึกฟุตบอลโลกหนนี้สนุกกว่าที่คาดหวังเอาไว้มากเลยทีเดียวสำหรับเกมในสนาม เราได้เห็นการทำผลงานระดับสุดยอดของเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ในตำนาน ไปจนถึงทีมที่มาเพื่อฝากร่องรอยไว้ในความทรงจำอย่างทีมชาติกาบูเวร์ดี

แต่ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่มิติของเกมการแข่งขัน ยังมีเรื่อง ‘นอกสนาม’ ที่เขยิบออกมาจากการไล่หวดลูกกลมๆ ในสนามอีกนิดหน่อย ซึ่งความสนุกและความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย

วันนี้เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลาฟุตบอลโลก 2026 เลยรวบรวมเอากลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลกที่ควรค่าแก่การจดจำเอามาฝากชาว Capital กันอีกที

🏆 Overload : ให้มันเป็นสีชมพู

ภาพความทรงจำของฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นสุดมหัศจรรย์ หรือการแก้เกมระดับตำนาน

เพราะหนึ่งในเรื่องที่เราจะจดจำฟุตบอลโลกหนนี้ได้อย่างแน่นอนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปีคือฟุตบอลโลกหนนี้มันเป็นฟุตบอลโลกสีชมพู

สีชมพูที่ว่าไม่ได้มาจากชุดแข่งหรืออะไร แต่มาจากรองเท้าฟุตบอล หรือที่เรียกติดปากคนไทยว่ารองเท้าสตั๊ด (จริงๆ สตั๊ดหมายถึงปุ่มเหล็กที่ขันยึดติดกับพื้นรองเท้า) ซึ่งนักฟุตบอลแทบทุกคนจะใส่รองเท้าสีชมพูกันไปหมดเลย

เรื่องนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจทั้งหมด มันเป็นความตั้งใจด้วยครึ่งหนึ่งและความบังเอิญอีกครึ่งหนึ่ง เพราะผู้ผลิตรองเท้าฟุตบอลรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็น Nike, adidas หรือ PUMA ต่างออก ‘แพ็ก’ หรือคอลเลกชั่นรองเท้าฟุตบอลด้วยสีทางเดียวกันเป๊ะๆ คือสีชมพู

โดยที่แต่ละแบรนด์เองใช้แนวทางใกล้เคียงกัน คือหากเลือกสีใดเป็นหลักแล้วก็จะใช้สีนั้นล้อไปกับการดีไซน์ของรองเท้าแต่ละรุ่นที่ออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Nike Mercurial, adidas F50, adidas Predator ไปจนถึง Puma Ultra 6 ยังไม่นับแบรนด์รองอย่าง New Balance หรือ Skechers ที่ก็ออกสีใกล้ๆ กันมาด้วย!

แต่อย่างที่บอก แต่ละแบรนด์คงไม่ได้มาคุยกันหลังบ้านอยู่แล้ว มันถูกมองว่าเป็นความบังเอิญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ WGSN ผู้ทำนายเทรนด์ผู้บริโภคเคยทำนายเอาไว้ในปี 2024 ว่าสีสดใสระหว่างชมพูและม่วงจะเป็นสีของปี 2026

อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือเพราะสีชมพูมันจะตัดกับสีเขียวของหญ้าได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจน (highly visible) ก็เป็นเหตุผลพื้นๆ ที่ทำให้ทุกคนเลือกสีนี้กันหมด

คนที่ลำบากที่สุดคือผู้บรรยายเกมที่บ่นอุบ ดูไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร รองเท้าเหมือนกันไปหมด!

🏆 Counter-pressing : ลักปิดลักเปิด

ด้วยความที่ฟุตบอลโลกเป็นสุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้น้อยหน้ากีฬาโอลิมปิก รายการระดับนี้ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (official sponsor) ต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลให้กับ FIFA 

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ FIFA จำเป็นที่จะต้องปกป้องแบรนด์ที่มาให้การสนับสนุนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหมายถึงการห้ามไม่ให้มีแบรนด์อื่นที่ไม่ได้จ่ายเงินมา ‘ขโมยซีน’ หรือใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจรเพื่อช่วงชิงสายตามหาชนคนบ้าบอล

สิ่งที่ FIFA เลือกทำคือ ‘ปิด-บัง-ซ่อนเร้น’ แบรนด์อื่นๆ ให้หมดสิ้น แต่มันกลับกลายเป็นการส่งเสริมบางแบรนด์ให้ได้ซีนไปแบบเต็มๆ แทนเฉยเลย

2 แบรนด์ใหญ่ที่ได้ซีนจากเรื่องนี้มากที่สุดคือ Levi’s และ Gillette ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนชื่อ (naming rights) ของสนามฟุตบอลในเมืองซานฟรานซิสโก และแมสซาชูเซตส์ ที่ปิดบังชื่อด้วยการนำผืนผ้าขนาดใหญ่ไปปิด แต่กลายเป็นยิ่งส่งเสริมให้เด่นขึ้นไปอีก

เพราะตัวโลโก้ของแบรนด์ทั้ง Levi’s และ Gillette ที่อยู่ในสนามนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนทำให้แม้จะเอาผ้าไปปิดคนก็รู้อยู่ดีว่านี่คือแบรนด์อะไร

เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานในตำราของการออกแบบอย่างแน่นอน

นอกจากป้ายใหญ่ในชื่อสนามก็ยังมี Heinz ซึ่งเป็นซอสที่มีในห้องระดับวีไอพีของสนามที่ถูกเอาเทปดำมาปิดยี่ห้อไว้เหมือนกัน แต่เอกลักษณ์ของขวดก็ทำให้ทุกคนรู้อยู่ดีว่านี่คือซอสมะเขือเทศยี่ห้ออะไร จน Heinz ชิงจังหวะ counter-pressing (แย่งบอลกลับในจังหวะที่กำลังจะโดนสวน) ด้วยการออกขวดซอสรุ่นลิมิเต็ดที่มีการคาดดำแบรนด์ให้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

กลายเป็นยิ่งปิดก็เหมือนยิ่งเปิด 

🏆 Half-space : เจาะตรงนี้ที่ตรงกลาง

ดูบอลในสวนตอนตี 4? ก่อนนี้ถ้าใครชวนแบบนี้ต้องถามกลับแล้วว่าพักผ่อนพอไหม ดูไม่ปกตินะ

แต่คุณพระ! ประเทศไทยเรามีการจัดดูบอลในสวนตอนตี 4 จริงๆ แล้ว! และกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล็กๆ เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปนั่งดูบอลกันกลางสวนในเวลาก่อนที่พระจะออกบิณฑบาต

เรื่องของเรื่องมาจากไอเดียบรรเจิดของ JAS และ Monamax ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (และ 2030 รวมถึงรายการกีฬาอีกมากมาย) ที่ฟุตบอลโลกผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีโอกาสได้ชวนคนไทยมานั่งดูบอลด้วยกันเลยสักครั้ง

เพราะความยากระดับมหาหินของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ ‘เวลา’ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับการทำการตลาดในประเทศไทยสักเท่าไหร่ (ความจริงก็แทบทั้งโลกยกเว้นทางทวีปอเมริกา) ฟุตบอลเตะกันในช่วงกลางดึกไปจนถึงสายๆ หรือเกือบเที่ยงของอีกวัน

แต่สุดท้ายก็เกิดการนัดหมายครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการชวนคนรักฟุตบอลมานั่งดู 2 แมตช์สำคัญของรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมชาติอังกฤษปะทะทีมชาตินอร์เวย์ (ทีมแรกขวัญใจมหาชน ทีมหลังมาแรงแซงในใจใครหลายคน) และทีมชาติอาร์เจนตินา (เมสซีๆๆๆ!) ดวลกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

เวลานัดหมายคือ ‘ตี 4’ ที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ซึ่งไม่มีใครเดาได้ว่าจะมีคนอยากมาดูมากหรือน้อยแค่ไหน

ปรากฏว่างานนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แฟนบอลไทยเครซีไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว มาดักรอเพื่อจับจองพื้นที่กันเต็มทันทีที่ประตูสวนเปิดตอนตี 4 นั่งลุ้นบอลไปด้วยกันกลางแสงดาว (อ่อนๆ) สายลม และใต้เงาไม้

ประมาณการกันว่าน่าจะมีคนมาร่วมงานราว 2,000 คนเลยทีเดียว และทำให้มีการต่อยอดไปถึง watch party แบบ ‘fan park’ ในเกมรอบชิงชนะเลิศระหว่างสเปน vs. อาร์เจนตินา ที่เพิ่งจะจบลงไปเมื่อเช้านี้

ความสำเร็จที่สุดในครั้งนี้คือเรื่องของการมอบ ‘ประสบการณ์’ (experience) ใหม่ๆ ให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่หลายคนชอบดูบอลนอกสถานที่แต่ไม่ได้อยากดื่มอะไรเย็นๆ เสมอไป บางทีแค่ได้นั่งดูบอลด้วยกันกับคนบ้าบอลเหมือนกัน ลุ้นไปด้วยเมาท์ไปด้วย 

แค่นี้ก็พอแล้ว ที่เหลือก็คือความทรงจำที่ดีที่มีต่อแบรนด์ล้วนๆ

ปรบมือ!

🏆 Half turn : เงินกำลังจะหมุนไป

สำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆ คน ความฝันสูงสุดคือการได้ไปดูฟุตบอลโลกสักครั้งในชีวิต ซึ่งปกติแล้วสิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือตั๋วเข้าชมเกมในสนามเพราะหาซื้อได้ยาก มีสนนราคาสูง บางครั้งมีเงินพออย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีดวงด้วยถึงจะซื้อได้

แต่ฟุตบอลโลกหนนี้ยิ่งทำให้ความฝันของแฟนบอลห่างไกลจากความจริงขึ้นไปอีก เพราะ FIFA ใช้ระบบการจำหน่ายตั๋วเข้าชมแบบใหม่แบบสับ(สน)จากเดิมที่มีการกำหนดราคาหน้าตั๋วชัดเจน สมมติ 10 ดอลลาร์สหรัฐก็ตามนั้นเลย FIFA จะได้เงินจากตั๋วใบนั้นตามราคา

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ FIFA เลือกใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า dynamic pricing ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ในเวลานั้น โดยจะดูจาก 2 ปัจจัยคือ 1. ความต้องการในเวลานั้น และ 2. จำนวนตั๋วที่เหลืออยู่

ยิ่งความต้องการสูง และตั๋วเหลือน้อยเท่าไหร่ ราคาบัตรก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น! 

เรื่องนี้ทำให้ FIFA โดนด่ายับเพราะเป็นการขูดรีดกับแฟนบอลมากจนเกินไป ซึ่งแม้จะมีบางนัดบางเกมที่ตั๋วราคาถูกบ้างแต่ก็เป็นเกมรอบแรกที่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ส่วนตั๋วในเกมใหญ่ๆ ที่ทีมดังลงสนามสนนราคาทะลุฟ้าไปจนถึงดวงดาว

มีการอ้างตัวเลขว่าตั๋วเกมรอบชิงชนะเลิศจะไปถึงระดับสตราโทสเฟียร์ 10,990 ดอลลาร์สหรัฐ (3.69 แสนบาท) เลยทีเดียว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือนอกจากจะ ‘ปั่น’ ให้ราคาตั๋วเข้าชมแพงสุดๆ แล้ว FIFA ยังหาเงินซ้ำอีกด้วยการตั้งมาร์เก็ตเพลสของตั๋วเอง เพื่อเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการซื้อ-ขายตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลกให้กับแฟนบอลผู้พอจะใช้เงินแก้ปัญหาได้ (ต่อให้เงินจะกลายเป็นปัญหาต่อไปในภายภาคหน้าก็ตาม) แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้แพลตฟอร์มของคนอื่น

โดย FIFA จะเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม reseller ของตัวเองจำนวน 15% สำหรับทั้งฟากของผู้ซื้อและฟากของผู้ขาย อยู่เฉยๆ ได้เงินเข้ากระเป๋าสบายๆ

แน่นอนว่าคนด่ากันขรม แต่จานนี อินฟันตีโน ท่านประธานจอมหัวใสคงไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเลขรายได้ของ FIFA ในปีนี้ก็ทะลุฟ้าแล้วเหมือนกัน

🏆 Transition : เปลี่ยนรับเป็นรุก 

สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือบางทีการจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อเป็น official sponsor อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีนัก หากคิดวิธีการเล่นได้ไม่แจ๋วเท่ากับพวกที่รอช่วงชิงจังหวะขโมยซีนที่มีมากมายเต็มไปหมด

แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับ Rexona ซึ่งเป็น Official Personal Care Sponsor ของฟุตบอลโลก 2026 

เพราะวิธีที่ Rexona ใช้ไม่ใช่การขายโต้งๆ ด้วยแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ป้ายผ้าขนาดยักษ์ หรือตัววิ่งบนบอร์ดโฆษณาข้างสนาม แต่เป็นการขอซื้อช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกเกมของสนาม และเกิดขึ้นเกมละหลายครั้ง

ช่วงเวลาที่ว่าคือช่วงเวลาที่ผู้ตัดสินที่ 4 (fourth official) ที่มีหน้าที่ในการช่วยชูป้ายให้สัญญาณข้างสนามใน 2 เรื่องคือ 1. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น และ 2. การบอกช่วงทดเวลา (additional time) 

นอกจากโลโก้ Rexona ที่เห็นได้ชัดเจนบนป้ายดังกล่าวแล้ว ก็มีคนตาดีสังเกตเห็นอีกว่า เอ้า! ที่จุดซ่อนเร้นของผู้ตัดสินที่ 4 ที่ชูขึ้นในระหว่างการแจ้งเปลี่ยนตัวหรือบอกการทดเวลามีโลโก้ของ Rexona เป็นจุดเล็กๆ อยู่ด้วย

เท่านั้นเองก็กลายเป็นไวรัลทันที ในความหัวดีที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน เป็นสุดยอดโฆษณาที่ทำน้อยแต่ได้มาก และแทบจะบอกได้ว่าทำครั้งเดียวก็ชนะการแข่งขันไปเลย เพราะนอกจากจะได้ผลในเชิงของการรับรู้แล้ว ยังตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแบบครบถ้วนทุกกระบวนความด้วย 

ขนาดใต้วงแขนของผู้ตัดสินที่ 4 ก็ยังได้รับการปกป้องอย่างดีจาก Rexona

🏆 False nine : กองหน้าตัวหลอก

ฟุตบอลโลกหนนี้หนึ่งในทีมที่กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกนอกเหนือจากสตอรีเทพนิยายอย่างกาบูเวร์ดีก็ต้องยกให้กับทีม ‘ไวกิ้ง’ นอร์เวย์ ที่ได้รับความรักจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่างมาก

ความรักนั้นไม่ได้แค่มาจากผลงานการเล่นในสนามที่ทำได้ยอดเยี่ยม มาได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ด้วยการโค่นหนึ่งในทีมดังที่สุดอย่างบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย (ก่อนจะมาพ่ายอังกฤษแบบหวุดหวิดจริงๆ) แต่ยังมาจากสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ที่ทำให้ ‘Brand Norway’ ได้รับการชมเชยว่าเป็นแชมป์ของแบรนด์ในฟุตบอลโลกหนนี้

เอาง่ายๆ ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Viking Row’ ท่าเชียร์ประจำทีมแล้ว! 

แต่นอกจากในระดับทีมชาติแล้ว ตัวเอกของทีมอย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าจอมถล่มประตูก็กลายเป็น brand ambassador ที่ทุกคนรักด้วย

ก่อนหน้าฟุตบอลโลกครั้งนี้ ภาพจำของฮาแลนด์คือนักเตะกองหน้าจอมถล่มประตูที่ในสนามก็ยียวน นอกสนามก็กวนจัด แต่พอฟุตบอลโลกครั้งนี้เริ่มต้นเท่านั้น ดาวยิงจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้เหมือนค้นพบความสุขในชีวิต สนุกกับทุกสิ่ง ยิ้มให้กับทุกอย่าง แม้กระทั่งในสนามต่อให้การตัดสินที่ไม่เข้าทางหรือจังหวะผิดพลาดอะไรก็ยิ้มไปหมด

งานนี้ตกแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างจัง โดยเฉพาะแฟนบอลในสหรัฐอเมริกาที่หลงรักพ่อหนุ่มไวกิ้งไปแล้ว และเราก็ได้เห็นคอนเทนต์ไวรัลของเขามากมายที่ไม่ใช่แค่เจ้าตัวทำ แต่มาจากคนหน้าเหมือนบ้าง หรือแฟนบอลที่ทำท่าทางเลียนแบบ เช่น ท่าวิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบน่ารักๆ บ้าง

ภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของฮาแลนด์ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในมือหรืออยู่บนตัวเขาขายได้หมด ตั้งแต่ยางรัดผม ไปจนถึงตัวแร็กคูนสตัฟฟ์ของที่ระลึกสุดแปลกที่หิ้วกลับจากดัลลัสลงเครื่องบินมาด้วย 

แต่ที่พีคที่สุดคือฮาแลนด์มักจะถือกระเป๋า Hermés รุ่น Birkin ติดมือเวลาเดินทาง เขาและนักเตะอีกหลายๆ คนในฟุตบอลโลกมีส่วนทำให้ยอดขายกระเป๋าหรูของผู้ชายพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ 

Bloomberg รายงานว่าภาพนักเตะในฟุตบอลโลกถือกระเป๋าหรู (อีกคนที่ชัดเจนคือจูด เบลลิงแฮม ที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Louis Vuitton) ช่วยกระตุ้นยอดขายในตลาดที่เคยซบเซาได้อย่างดี และทำให้ลักชัวรีแบรนด์ค้นพบหนทางใหม่เป็นที่เรียบร้อย

เคยได้ยินเขาว่าฟุตบอลมีพลังที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพลังที่มหัศจรรย์ของเกมฟุตบอล

โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เป็นโลกทั้งใบของใครหลายคน

Ladderice ร้าน Football Boutique ที่สร้างคอมมูคนรักแฟชั่นฟุตบอลจากคลองแสนแสบไปถึงระดับโลก

นอกเสียจากรูปเกมดุเดือดและลีลาการดวลแข้งบนฟลอร์หญ้าของเหล่านักเตะระดับพระกาฬ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในเกมกีฬาลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างในอย่างฟุตบอล คือ ‘เสื้อแข่ง’ (jersey football) ที่ดึงอัตลักษณ์ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของทีมทีมนั้นออกมาผ่านดีไซน์

ชุดแข่งทำหน้าที่ของมันเช่นนั้นเสมอมา กระทั่งกาลเวลาผันเปลี่ยน การมีอยู่ของมันแปรสถานะจากในสนามสู่นอกสนาม ในฐานะอีกหนึ่งเทรนด์แฟชันที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่เคอะเขิน

และไม่น่าเชื่อว่าเสื้อฟุตบอลจะทำให้คนต่างถิ่น ต่างภาษา และต่างเชื้อชาติกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนที่ Ladderice (แลดเดอริซ) ร้าน football boutique ของคนไทยกำลังทำเช่นนั้นอยู่ นั่นคือการสร้าง ‘คอมมิวนิตี้’ ของคนรักแฟชั่นแนวนี้ขึ้นมา

ชื่อของ Ladderice เริ่มได้ยินหนาหูขึ้น จากการสร้างปรากฏการณ์ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการจับมือกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ยักษ์ใหญ่ เปิด ‘ไนกี้โกดัง’ (Nike Goal-Dang) ป๊อปอัพสโตร์ย่านทรงวาด ที่เปลี่ยนทรงวาดให้กลายเป็นรันเวย์ของคนรักแฟชั่นฟุตบอล

เสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตรงกลางอกมีฟอนต์ภาษาไทยสะท้อนแสงโดดเด่นสะดุดตา เสื้อทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีลวดลายไทยพาดผ่าน หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับการนำผ้าไหมไทยมาดีไซน์เป็นเสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อแข่งของทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998 และการได้ร่วมโปรเจกต์กับ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพจากญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสการต่อตั้งลีกครบ 30 ปี

ข้างต้นเป็นความตั้งใจและผลงานเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้เราจะพาไปทำความรู้จักพวกเขามากขึ้น ทั้งในแง่ของแพสชั่นการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอลจากพื้นที่ซอยเกษมสันต์ 1 ใกล้กับชุมชนคลองแสนแสบ ที่กำลังขยับขยายไปไกลทั่วมุมโลก และการตั้งใจนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยใส่ลงไปในแฟชั่นฟุตบอล

ได้เวลาเป่านกหวีดคิกออฟไปพร้อมกัน

เอเจนซีมีเดียฟุตบอลที่อยากสร้าง ‘พื้นที่’ ให้คนรักแฟชั่นฟุตบอล

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ที่เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ เรานัดหมายกับ ลูกชิ้น–ชัญญานุช ชาญชัย Business Development Manager และ แบม–สรีวัฒน์ อิทธิวัฒนานนท์ Art Director, Designer สองทีมงานผู้อยู่กับ Ladderice มาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง ที่ร้านคาเฟ่บ้านแสนแสบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านและออฟฟิศของพวกเขา

“ถ้ารวมปีนี้ไปด้วย Ladderice จะมีอายุครบรอบ 3 ปี แต่จริงๆ เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปีแล้ว” ชัญญานุชเริ่มต้นบทสนทนากับเรา

อย่างที่เธอบอก อายุอานามของ Ladderice ยังคงอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ถ้าพูดถึง Turfmapp มีเดียเอเจนซีด้านฟุตบอลคงเป็นอีกเรื่อง 

แล้วถ้าถามว่ามีความเกี่ยวข้องกันได้ยังไงนั้น คงต้องเท้าความกันสักเล็กน้อย เพราะก่อนหน้าที่ Ladderice จะถือกำเนิดขึ้น Turfmapp ที่ก่อตั้งโดย ปู–ตรีสิกข์ สงวนบรรพ์ ช่างภาพและชายผู้คลั่งไคล้ฟุตบอลสุดหัวใจ ได้สั่งสมประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังให้กับโปรเจกต์ฟุตบอลระดับโลกมากมาย เช่น ครีเอตคอนเทนต์ในการขยายฐานแฟนคลับไปยังประเทศต่างๆ ให้กับเพจโซเชียลฯ ของ J.League และ Major League Soccer การทำมีเดียในตลาดฟุตบอลอเมริกาใต้-อเมริกาเหนือ ไปจนถึงการเป็นครีเอทีฟภาพลักษณ์แก่แบรนด์เสื้อผ้าและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล จนมีทีมงานมืออาชีพหลังบ้านและมีคอนเนกชั่นในมือพอสมควร

ด้วยมิตรภาพในวงการฟุตบอลที่พบเจอ ประกอบกับหลังบ้านที่แข็งแรง สิ่งที่ผู้ก่อตั้ง Turfmapp ตั้งใจจะทำต่อ คือ ‘passion project’ ที่สร้างพื้นที่ให้ทีมงานเบื้องหลัง ที่มีทั้งช่างภาพ ดีไซเนอร์ โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ได้ลองเล่นสนุก นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล จนผลสุดท้ายมาลงเอยที่เรื่องของ ‘แฟชั่น’ ซึ่งตรีสิกข์และทีมมองเห็นตรงกัน

“ความจริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจให้ Ladderice เป็นแค่ร้านขายเสื้อบอลอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่เราอยากสร้างพื้นที่สำหรับคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล ขณะเดียวกันก็อยากสร้างพื้นที่ให้กับคนครีเอทีฟในทีม ให้เขามีที่โชว์ผลงาน ได้พัฒนางานของตัวเอง ซึ่งพี่ปูมองว่า ไอเดียเหล่านี้มีมูลค่า แต่จะทำยังไงให้ยั่งยืน Ladderice เลยเป็นเหมือนสนามทดลองที่ให้ทีมได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจ 

“และด้วยความที่เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปี เรามีคอนเนกชั่นที่แข็งแรง เราเลยอยากให้ Ladderice เป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตไปอีกขั้น เพราะเราเชื่อว่าถึงจะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ หรือไอเดียเล็กๆ หากสะสมรวมกัน มีคนที่คิดแบบเดียวกันลุกขึ้นมาทำพร้อมกัน ก็จะสามารถผลักดัน ‘บาร์’ ของวงการฟุตบอลบ้านเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้” ชัญญานุญอธิบายถึงความเชื่อในการก่อตั้ง Ladderice

ทั้งนี้ที่มาของชื่อ Ladderice มาจากคำว่า ‘Ladder’ ที่หมายถึง ‘บันไดวน’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่ใครเดินเข้ามาในร้านจะต้องเดินผ่านบันไดวนนี้ แต่ถ้าพูดถึงในเชิงนามธรรม การก้าวขึ้นบันไดวนนี้เปรียบเสมือนการไปข้างหน้า การพัฒนา และการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแพสชั่นของร้าน ส่วนการต่อท้ายคำว่า ‘ice’ เข้าไปก็เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น

เชื่อมต่อระหว่างฟุตบอล แฟชั่น และความเป็นไทย

“ก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ Ladderice วัฒนธรรมของการสวมใส่เสื้อฟุตบอลยังไม่ได้หลากหลายเหมือนทุกวันนี้ เต็มที่ก็หยิบเสื้อบอลมาแมตช์กับกางเกงยีนส์ แต่ตอนนี้มีดีไซเนอร์ มีศิลปินที่เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้เสื้อบอลเข้ากับแฟชั่น เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น” สรีวัฒน์กล่าว

จริงอย่างที่อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าว เพราะปัจจุบันหากสอดส่องสายตามองเข้าไปในเทรนด์แฟชั่นฟุตบอล ทุกวันนี้เรื่องของดีไซน์แทบจะถูกให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่า performance การสวมใส่ แบรนด์เล็กแบรนด์น้อยล้วนหาจุดเด่นเป็นของตัวเอง บ้างเน้นเท่ บ้างเน้นแปลก บ้างเน้นพาโรดี้ตลกหยิกแกมหยอก ซึ่งสิ่งที่แบรนด์บูทีกฟุตบอลนี้เลือก คือการส่งต่อ ‘ความเป็นไทย’ ออกไปผ่านแฟชั่นฟุตบอล

“พี่ปูมักจะเน้นย้ำกับพวกเราเสมอว่าเราทำแบรนด์นี้ไปทำไม ทำไปเพื่อใคร และคนที่มองเห็นแบรนด์เราจะรู้สึกยังไง ซึ่ง identity ที่เราวางไว้คือเราจะต้องเป็นร้านที่ส่งต่อความเป็นไทยออกไป ตามโจทย์ที่ว่า เราจะรวมคอมมิวนิตี้ฟุตบอลกับความเป็นไทยไว้ด้วยกัน” ชัญญานุญกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ Ladderice

“ถ้าเราไปต่างประเทศเราจะเห็นว่าทุกประเทศพยายามเล่าถึงวัฒนธรรม เล่าถึงความเป็นตัวเองผ่าน merchendise ทีนี้เราต้องกลับมาดูว่าเราจะสามารถหยิบจับเล่าความเป็นไทยออกมาได้ยังไงบ้าง” สรีวัฒน์อธิบายเสริม “ผมยกตัวอย่าง visualize ที่คนต่างชาติเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่านี่คือเรา เช่น รถตุ๊กตุ๊ก แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะหยิบดีไซน์ของรถตุ๊กตุ๊กมาใส่ทั้งหมด เราอาจจะหยิบแค่ 2% มาใช้ อย่างโครงเหล็กของรถตุ๊กตุ๊กเป็นต้น” 

เหตุนี้คอลเลกชั่นแรกที่ Ladderice คลอดออกมาเลยมีคอนเซปต์ที่เห็นแล้วเข้าใจถึงคัลเจอร์แบบไทยๆ ได้ทันที นั่นคือ ‘จิตรกรรมฝาผนังวัด’ ที่เกิดจากการจินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้าจิตรกรรมบนฝาผนังวัดมีการบันทึกว่าคนไทยเริ่มเตะบอลตั้งแต่อดีตกาล  

เสื้อคอลเลคชั่นแรกจาก Ladderice

“มันเกิดจากความสนุกของเราที่จินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้ามีคนบันทึกไว้ว่าบรรพบุรุษของเราเล่นฟุตบอลกันมานานแล้ว ลายเสื้อคอลเลกชั่นแรกเลยมีหน้าตาเป็นเหมือนลายจิตรกรรมบนฝาผนังวัด ส่วนโลโก้บนเสื้อผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหัวเข็มขัดเงินของคุณยาย ที่มีลักษณะเป็นเหมือนนก ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมกัน” สรีวัฒน์เล่าถึงคอนเซปต์ดีไซน์เสื้อคอลเลกชั่นของ Ladderice 

หลังจากคอลเลกชั่นแรกประสบความสำเร็จ ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ EURO 2024 พวกเขาสานต่อความสนุกด้วยการดีไซน์เสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทีมชาติดังในทวีปยุโรป เช่น เสื้อทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998, เสื้อทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์โลกปี 1990 และเสื้อทีมมหาชนอย่างอังกฤษ ปี 1998 โดยทั้งหมดตัดเย็บจากผ้าไหมด้วยกรรมวิธีแบบแฮนด์เมด โดยวัตถุดิบผ้าไหมได้มาจาก ‘ครัวบ้านใต้’ ชุมชนใกล้คลองแสนแสบที่เป็นแหล่งทอผ้าไหมหนึ่งเดียวในกรุงเทพฯ เสื้อที่ออกมาจึงมีทั้งความคลาสสิก อ่อนช้อย และพิถีพิถันตามแบบฉบับการตัดเย็บเสื้อผ้าของคนไทย

จับมือกับโกลบอลแบรนด์ และฝันที่อยากเป็นศูนย์รวมแฟชั่นฟุตบอลจากทั่วประเทศ

ความน่าสนใจคือบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ Ladderice เพียงร้านเดียวที่มีแพสชั่นในการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอล หรือเผยแพร่คัลเจอร์เกมกีฬาลูกหนังผ่านแฟชั่นในประเทศ 

และอย่างที่เกริ่นนำไปในช่วงต้น ว่าการทำธุรกิจมีเดียเอเจนซีของ Turfmapp นำมาพามาซึ่งการมีคอนเนกชั่นในวงการฟุตบอลไม่น้อย 

ทั้งสองสิ่งที่ว่ามานี้เอง ทำให้ Ladderice มีความฝันที่อยากจะเป็น ‘ศูนย์รวม’ ให้กับผองเพื่อนพันธมิตรร้านและแบรนด์แฟชั่นฟุตบอลจากทั่วโลก 

ยกตัวอย่างพันธมิตรฟุตบอลของ Ladderice ที่มีในตอนนี้ เช่น EQUIPO FC ครีเอทีฟสตูดิโอจากสเปน, SHUKYU Magazine นิตยสารและสตูดิโอครีเอทีฟจากญี่ปุ่น, CITY BOYS FC สตูดิโอครีเอทีฟและคอมมิวนิตี้จากญี่ปุ่น, NIVELCRACK แบรนด์เสื้อผ้าจากเกาหลีใต้, ANAR FC กลุ่มคนรักฟุตบอลจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน, Bled FC ครีเอทีฟสตูดิโอและคลับฟุตบอลจากเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น 

“ทุกปีเราจะมีการขยายคอมมิวนิตี้แฟชั่นฟุตบอลไปเรื่อยๆ อย่างต้นปีนี้เราก็เพิ่งไปทำกิจกรรมร่วมกันที่ประเทศจีน จากครั้งแรกที่มีแบรนด์เข้าร่วมอีเวนต์แค่ 4 แบรนด์ ตอนนี้มีรวมทั้งหมด 9 แบรนด์ ซึ่งการเจอกันทุกครั้งเราก็จะมีโปรเจกต์สนุกๆ ได้คอลแล็บร่วมกัน อย่างล่าสุดคือเสื้อที่เราทำกับ EQUIPO FC” ชัญญานุชเล่าด้วยรอยยิ้ม

เสื้อมัดย้อมที่ Ladderice ทำร่วมกับ EQUIPO FC 

นอกจากการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ระหว่างพันธมิตร และการนำสินค้าจากพันธมิตรเข้ามาขายในร้าน Ladderice ยังได้รับโอกาสจากแบรนด์โกลบอลระดับโลกผลิต exclusive merchandise เช่น คอลเลกชั่นเสื้อผ้าของ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 30 ปีการก่อตั้งลีก และคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของสโมสรเซเรซโซ โอซาก้า (Cerezo Osaka FC) ทีมดังจาก J.League ครั้งยกทีมมาปรีซีซั่นเมื่อปี 2025 ซึ่งทั้งสองคอลเลกชั่นที่ว่ามีวางจำหน่ายแค่ที่หน้าร้านเท่านั้น

แต่ที่เป็นโทรฟีล้ำค่าที่สุดของ Ladderice ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นโปรเจกต์ที่ได้ร่วมกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับโลก ในการเปิดป๊อปอัพสโตร์ ไนกี้โกดัง ตรงย่านทรงวาด ซึ่งทาง Nike เป็นผู้ติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง

“Nike ติดต่อเราเข้ามาจากการที่เขาเห็นเราจัด Ladderice Under the Stands อีเวนต์แฟชั่นโชว์ที่ชวนคนมาเดินแฟชั่น มาจัดปาตี้ใต้อัฒจันทร์ ซึ่งเขาเห็นว่าเรามีไอเดียที่ไม่เหมือนใคร จากตอนนั้นเลยถูกสานต่อสู่โปรเจกต์ไนกี้โกดัง” ชัญญานุชเล่าถึงที่มาในการได้ร่วมงานกับ Nike

“ในอีเวนต์นั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วนะ” อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “ทั้งในแง่การจัดแฟชั่นโชว์ผ่านชุดทั้ง 30 ชุด การได้จัด Jersey Customize Station ที่เราได้ดีไซน์ element ความเป็นไทยใส่ลงไปในเสื้อฟุตบอลของ Nike อย่างเสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตัดเย็บต่อตรงแขนและคอปกรวมกับผ้าขาวม้า ซึ่งกระบวนการการทำงานมันมีความท้าทายอยู่หลายอย่าง การทำมันขึ้นมาสำเร็จ จะเรียกว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของเราตอนนี้เลยก็ว่าได้ ยิ่งเป็นคนที่โตมากับการดูฟุตบอล การได้ร่วมงานกับไนกี้เป็นอะไรที่เราแทบไม่คาดฝันมาก่อน”

This is Sean Sab Way

ถ้าจะบอกว่าบ้านหลังใหญ่คือ Turfmapp โดยมี Ladderice เป็นบ้านหลังรองลงมาสำหรับไว้เล่นสนุกลองผิดลองถูก ขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านหลังที่สาม ที่ไว้ทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม นั่นคือ AC Sean Sab (เอซี แสนแสบ) ทีมฟุตบอลของกลุ่มเยาวชนจากชุมชนย่านคลองแสนแสบ ที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนไทยที่รักในกีฬาฟุตบอล

AC Sean Sab เลยกลายเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ถูกต่อยอดมาจาก Ladderice ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การจัดกิจกรรมคลินิกฟุตบอล ตรงสนามฟุตบอลสาธารณะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณชุมชนคลองแสนแสบ อย่างไม่นานมานี้ที่ได้ ‘เหม็ด’ โมฮัมเหม็ด มูซา นักฟุตซอลทีมชาติไทยมาเป็นโค้ช หรือการพาทีมเยาวชน AC Sean Sab ไปร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนถึงสเปน ที่จัดโดย EQUIPO FC เองก็ตาม

“ยิ่งเรามีเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศเยอะ เราได้เรียนรู้จากเขา และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาริเริ่มอะไรใหม่ๆ มันอาจจะเป็นแค่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสักคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนักบอลที่ดีได้แค่นั้นก็พอแล้ว” ชัญญานุชกล่าว

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงไม่ต่างจากการส่งต่อความเชื่อจากจุดที่เล็กที่สุดอย่างคลองแสนแสบไปสู่ทั่วทุกมุมโลก ด้วยความรักและความเชื่อที่มีต่อฟุตบอลและแฟชั่น

“ถ้าถามพวกเรา สิ่งที่พวกเราทำอยู่ไม่ได้ทำเพราะตามกระแส แต่เราทำด้วยความชอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่า เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปแล้วก็วนกลับมาใหม่ ตราบใดที่ฟุตบอลยังเตะกันอยู่ตลอด และผู้คนไม่หยุดที่จะทดลองอะไรใหม่ 

“สิ่งที่เราคาดหวังจากนี้มากกว่าการสร้างคอมมิวนิตี้คนรักฟุตบอล คือการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ตรงนี้เป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราตั้งกันตั้งแต่วันแรก ในฐานะกลุ่มคนที่ติดตามฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน แต่เรายังไม่เคยเห็นฟุตบอลไทยไปบอลโลก ซึ่งถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปถึงความฝันนั้นได้เราก็อยากจะเป็น” สรีวัฒน์ทิ้งท้ายก่อนจะจบบทสนทนา