คำละ 40 บาท ถึงเนโกะเด้ง ทำไม ‘ซูชิสายพาน’ ในไทยผู้เล่นน้อยแต่การแข่งขันกลับเดือดสวนทาง

ผืนน้ำที่ดูเงียบสงบ แต่ใต้ล่างกลับแฝงด้วยเกลียวคลื่นน้ำวนอันเกรี้ยวกราด คำกล่าวนี้น่าจะเป็นเปรียบเปรยที่พอจะทำให้เห็นสถานการณ์ภาพรวมของ ‘Kaiten Sushi’ หรือที่บ้านเราเรียกติดปากว่า ‘ซูชิสายพาน’ อีกหนึ่งธุรกิจอาหารขึ้นห้างที่แมสติดลมบนเป็นที่เรียบร้อย

ประเด็นข้างต้นถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง จากกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้ Maguro Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารรายยักษ์ของบ้านเรา เพิ่งประกาศเปิดตัว Ginza Onodera ร้านซูชิสายพานเจ้าดังจากญี่ปุ่นมาเปิดที่ห้างใจกลางกรุง ทำเอาแซลมอนเลิฟเวอร์และคนรักซูชิจานหมุนเนื้อเต้นไม่น้อย

กวาดสายตามองเร็วๆ ดูเหมือนร้านซูชิสายพานที่อิมพอร์ตจากแดนปลาดิบมาเปิดในบ้านเราจะเยอะ แต่หากความจริงแล้วมีเพียงแค่หยิบมือ ซึ่งในความน้อยที่ว่าภาพรวมกลับสวนทางดังที่เกริ่นนำข้างต้น คือมีการแข่งขันที่เข้มข้น ชนิดที่ใครไม่เจ๋งจริงไม่มีทางอยู่ได้ 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเราชวนมาวนเวียนและเวียนวนค้นคำตอบไปกับมหากาพย์ธุรกิจซูชิสายพาน ได้ในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

สมรภูมิของปลาใหญ่ที่ชี้วัดกันด้วยเทคโนโลยี

Sushiro, Katsu Midori, SUSHi EXPRESS, HAMA-SUSHI, Genki Sushi, SUSHi PLUS, Sushi Den และล่าสุด Ginza Onodera นี่น่าจะเป็นรายชื่อแบรนด์ซูชิที่ตบเท้าพาเหรดเข้ามาเปิดให้บริการในไทยเท่าที่พอจะนึกออก ณ เวลานี้ 

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า รายชื่อล้วนนำเข้าจากประเทศต้นตำรับอย่างญี่ปุ่น โดยมีเพียง SUSHi EXPRESS และ SUSHi PLUS ที่มาจากไต้หวัน ส่วนแบรนด์ที่กำเนิดจากคนไทยเองในตลาดซูชิสายพานแทบเป็นศูนย์

ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า ตลาดซูชิสายพานในไทยเป็นพื้นที่สำหรับปลาใหญ่ก็คงไม่ผิด แล้วคำถามคือทำไมแบรนด์ของคนไทย หรือที่เป็นแบรนด์ขนาด SMEs ถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ได้ยากล่ะ? 

รูป : Sushiro Thailand

คำตอบคือเรื่องของ ‘ต้นทุนเทคโนโลยี’ (tech-driven) ที่ตั้งตระหง่านเป็นกำแพงสูง ยกตัวอย่าง Sushiro ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดนี้ในไทยเป็นเจ้าแรก โดยมีเทคโนโลยี IC Tag ชิปอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยควบคุมความสดใหม่ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาที่จานจะหมุนบนสายพานราวๆ 350 เมตร หรือคิดเป็น 40 นาที หากเกินระบบจะนำจานออกสายพานเพื่อคงความสดใหม่ของซูชิ นั่นทำให้เชฟรู้ว่าควรจะเพิ่มเมนูไหนบ้างลงสายพาน ขณะเดียวกันยังสามารถเก็บข้อมูลว่าเมนูไหนที่ได้รับความนิยมเพื่ออนาคตนำไปใช้ครีเอตเมนูใหม่ หรือทำโปรโมชั่นในอนาคต ทั้งยังรวมไปถึงการช่วยร่นระยะเวลาการคิดเงินของพนักงาน ที่เดินเข้ามาสแกนใต้จานชั่วครู่ก็พร้อมให้ลูกค้าชำระต่อที่เคาน์เตอร์

หรืออย่างกรณีของ HAMA-SUSHI เทคโนโลยี straight lane ที่ส่งตรงอาหารถึงโต๊ะได้ทันที ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนขนบเดิมจากที่ปล่อยจานซูชิหมุนวนไปกับสายพาน ให้เป็นภาพเมนูอาหารที่ไหลอยู่บนสายพานแทน เพื่อลดภาระ food waste ซึ่งทำให้ง่ายต่อการควบคุมต้นทุน

แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีต้นทุนสูงชนิดที่ผู้ประกอบการตัวเล็กคิดจะลงทุนต้องมีปาดเหงื่อ คิดแล้วคิดอีก โดยเว็บไซต์ของ Hong Chiang บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติสำหรับร้านอาหารจากไต้หวันเคยระบุไว้ว่า ร้านซูชิสายพานขนาด 130-200 ตารางเมตรที่เป็นไซส์ขนาดนิยมที่เปิดตามห้าง มีมูลค่าการลงทุนรวมทุกอย่างขั้นต่ำอยู่ที่ราว 250,000-500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8-16 ล้านบาท) โดยเงินจำนวนดังกล่าวกว่า 50% ถูกนำไปใช้กับระบบสายพานและอุปกรณ์อื่นๆ เสียส่วนใหญ่

จึงไม่แปลกใจถ้าตลาดนี้จะมีแต่ผู้ลงทุนเบอร์ใหญ่ที่เข้ามาขับเคี่ยวกัน เพราะถ้าเป็นผู้เล่นรายเล็กการพลาด 1 ครั้งคือจบแล้วจบเลย แต่สำหรับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Maguro ที่เพิ่งเปิดตัว Ginza Onodera ในมือพวกเขามีพอร์ตธุรกิจอื่นๆ ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงในกรณีขาดทุน เช่น HITORI SHABU, Tonkatsu Aoki, BINCHO หรือ Kiwamiya เป็นต้น

economies of scale เพราะเป็นแบรนด์ใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองในการดีลวัตถุดิบ

เคยสังเกตกันไหมครับ ว่าทำไมแบรนด์ซูชิสายพานเจ้าดังในบ้านเราถึงขายเมนูเริ่มต้นที่ราคา 40 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหล่าหนูจน พนักงานบริษัทหาเช้ากินค่ำ ไปจนถึงนักศึกษาสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงเงินในกระเป๋า แม้เมนูนั้นจะเป็นแซลมอน หรือโอโทโร่เนื้อเด้งวาวที่แวะเวียนมาตามฤดูกาลโปรโมชั่น

สิ่งนี้เองมาจากพลังที่เรียกว่า economies of scale หรือมาตรวัดอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเชน อธิบายให้เห็นภาพคือยิ่งเป็นแบรนด์ใหญ่ที่การันตีเรื่องกำลังการผลิตและมียอดขายสูง ก็ยิ่งมีภาษีดีที่คู่ค้าจะตกลงปลงใจทำสัญญาส่งมอบวัตถุดิบให้ 

ยกตัวอย่างที่มีการเปิดเผยข้อมูล เช่นในกรณีของ Sushiro ที่ระบุชัดเจนว่ามีศูนย์จัดซื้อวัตถุดิบ ทั้งข้าวและปลาตามฤดูกาลที่ญี่ปุ่น หรือในฝั่งของ Maguro Group Public Company Limited ที่ต่อให้บริษัทแม่ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น (เป็นของคนไทยแท้ๆ) แต่บรรดาร้านที่อิมพอร์ตส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นแทบทั้งหมด ทำให้ดีลซัพพลายเชนจากแดนอาทิตย์อุทัยได้ง่าย เช่น การดีลปลาจากตลาดโทโยสุ (Toyosu)

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือข้อได้เปรียบในการจัดการ ‘สัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบ’ (food cost ratio) ที่ต่อให้เป็นวัตถุดิบจากฟาร์มเพาะเลี้ยงชั้นดีก็สามารถคงราคาไว้ได้ (เว้นเสียแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนต้องขึ้นราคา เช่น สงคราม โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติ)

ในความรู้สึกของผู้บริโภค ในเมื่อราคาเริ่มต้นสามารถจับต้องได้ ก็ไม่เสียหายที่จะฝากท้องเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง หรือปลอบใจตัวเองในวันที่แย่

ด้วยเหตุผลที่ว่า บรรดาแบรนด์ซูชิสายพานส่วนใหญ่พยายามเซตราคาเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท ซึ่งจุดชี้วัดตามมาในการที่ผู้บริโภคจะเลือกเดินเข้าร้านนั้น คือเรื่องของเมนูที่ยิ่งแปลกใหม่ ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้และน้ำย่อยในกระเพาะได้ง่ายขึ้น

การมีซัพพลายเชนจากแหล่งคู่ค้าจึงเป็นอีกหนึ่งจุดชี้วัดของตลาดนี้

คอลแล็บอนิเมะสู่เนโกะเด้ง มากกว่าราคาและความอร่อย คือ ‘ความเอนเตอร์เทน’ 

จากสองข้อข้างต้นที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมร้านซูชิสายพานในบ้านเราถึงมีน้อย แต่การแข่งขันกลับสูงปรอทแตก 

แต่ใช่ว่าการแข่งขันจะจบลงแค่นั่น เป็นไปตามธรรมชาติที่ว่า ที่ใดมีคู่แข่งที่ทำอะไรคล้ายกันจะต้องมีคนที่คิดสิ่งใหม่มาเพื่อดึงดูดลูกค้า

จากการแข่งขันซูชิจานละ 40 บาท เลยนำมาสู่การแข่งขันในเรื่องของโปรโมชั่นใหม่ๆ อย่างในกรณีของสองเจ้าดังอย่าง Sushiro และ Katsu Midori

กรณีแรกเพิ่งเกิดไปเมื่อช่วงต้นปีที่ Sushiro คอลแล็บกับ Pokémon ในวาระครบรอบ 30 ปีของแฟรนไชส์การ์ตูนดัง โดยส่งโปรโมชั่นเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่แถมของเล่นอย่าง Poké Ball หรือกินครบ 500 บาทแลกรับการ์ด Pokémon Trading Card Game 1 สุ่มที่เป็นลายเฉพาะ หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นที่ทำโปรโมชั่นกินครบราคาที่กำหนดเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากอนิเมะเรื่อง Spy x Family

@plang1507

✨💛🍣🧢❤️⚡️ ไปตามล่าน้อนๆโปเกมอนกันงื้อ Sushiro x Pokemon ไปมาเมื่อวานวันแรกคนเยอะมากเบยค้าบ 📍ร้าน @SushiroThailand 🫶🏻 #Sushirothailand #Pokemon #Sushiro #ซูชิโร่ #SushiroxPokemon

♬ เสียงต้นฉบับ – ปราง ฮะมุง ◡̎✧ – ปราง ฮะมุง ◡̎✧

กระแส Sushiro คอลแล็บกับ Pokémon บน TikTok

กรณีที่สองที่เพิ่งเป็นไวรัลหมาดๆ บนโซเชียลกับ ‘เนโกะเด้ง’ ของร้าน Katsu Midori แคมเปญที่ชวนพนักงานมาเต้นจังหวะสามช่า “เนโกะเด้ง เด้ง เด้ง เด้ง เด้ง” ก่อนเสิร์ฟเนโกะพุดดิ้ง เมนูขนมหวานซิกเนเจอร์ประจำร้าน

หากสังเกตจะเห็นว่าทั้งสองกรณีไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอร่อยหรือซูชิแบบตรงๆ แต่เป็นการหาพื้นที่สื่อบนโซเชียลแบบออร์แกนิก โดยอาศัยนิสัยม่วนจอย ชอบอยากรู้อยากลองของคนไทย 

จึงไม่แปลกใจถ้าเราจะเห็นแบรนด์ซูชิสายพานสองเจ้านี้ครองตลาดในปัจจุบัน

คลิปไวรัลจากบริการเนโกะเด้งของ Katsu Midori

ทุกที่ไม่ใช่ที่ของเรา แต่เราเลือกวาง position ของตัวเองได้

ถึงตรงนี้ผู้อ่านที่เป็นนักธุรกิจรายเล็กหรือคนที่กำลังตั้งต้นทำธุรกิจอาจจะกำลังคิดว่า ปรากฏการณ์การต่อสู้ในตลาดซูชิสายพานกำลังบอกอะไรกับเรา ในเมื่อถ้าจะให้พูดตรงๆ โอกาสที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะโดดเข้าสังเวียนนี้และกลับออกมาด้วยชัยชนะเป็นเรื่องยากมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของหลังบ้าน การกำหนดราคา โปรโมชั่น หรือแม้แต่รายละเอียดยิบย่อยที่ยังไม่ได้ยกมาอย่างเรื่องของการแย่งชิงทำเล

คำตอบนี้ผู้เขียนขอยกคำพูดของ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ (Michael E. Porter) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารธุรกิจชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘บิดาแห่งการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์สมัยใหม่’ ที่เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Competitive Strategy ว่า 

“The essence of strategy is choosing what not to do.”

“หัวใจของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร”

ว่าง่ายๆ คือทุกตลาดอาจไม่ใช่ที่ของเรา แต่เราเลือกได้ว่าจะชนะได้ในตลาดไหน ผู้เขียนยกตัวอย่างกรณีของ ‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ที่ตั้งต้นจากการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย อาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่มีวัตถุดิบพรีเมียม หรือเลิศหรูขึ้นห้าง แต่รู้ว่าผู้บริโภคของตัวเองคือใคร มีกำลังซื้อเท่าไหร่ และคนกลุ่มนี้อยู่ตรงไหน 

ซูชิคำละ 10 บาท อาจแตกต่างกับซูชิจานละ 40 บาท แต่สำหรับผู้บริโภคที่หยิบเข้าปากมันคือความสุขที่มีค่าเท่าๆ กัน

จะหยิบจากสายพานบนห้าง หรือคีบใส่กล่องจากร้านแผงลอยข้างถนน ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อ

 นี่จึงเป็นคำตอบว่า ในทุกๆ ตลาดธุรกิจมี position ที่แตกต่างกันไป ต่อให้ผู้เล่นน้อยการแข่งขันก็สูงได้ และต่อให้ผู้เล่นเยอะก็สามารถครองตลาดได้เช่นกันหากจับจุดถูก

ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้จักแบรนด์ของตัวเองดีพอแล้วหรือยัง

รูป: Katsu Midori

อ้างอิง

เศรษฐกิจแบบนี้ เก็บเงินยังไงดี? Nkwa แอพฯ ที่ทำให้คนแคเมอรูนช่วยกันเก็บเงินจนทะลุ 58 ล้านบาท

แม้จะห่างจากประเทศไทยกว่า 9,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินกว่า 16 ชั่วโมง แต่สิ่งหนึ่งที่ฟากแคเมอรูนมีลักษณะคล้ายบ้านเราคือความนิยมในการใช้จ่ายเงินผ่านระบบดิจิทัล

ชาวแคเมอรูนหลายล้านคนโอนเงิน ชำระค่าใช้จ่าย และทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม แล้วระบบมือถือหรือเครือข่ายโทรศัพท์ในการดำเนินธุรกรรมแทน ระบบนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคนและธุรกิจมีปฏิสัมพันธ์กับบริการทางการเงินครั้งใหญ่ ทำให้ประชากรมากกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงโครงสร้างธนาคารแบบเดิม ซึ่งทำให้แคเมอรูนกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการเงินแห่งแอฟริกาตอนกลางมากขึ้นเรื่อยๆ 

แต่กลายเป็นว่าแม้คนจะทำงานหนักทุกวัน แต่กลับไม่มีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หรือใช้จ่ายสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินมากพอสำหรับการทำให้กิจการยังคงดำเนินต่อไปได้ และเวลาที่พูดถึงเรื่องการเก็บออม คนแคเมอรูนก็คิดว่าเป็นเรื่องยาก และคงมีคนรวยเท่านั้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้

นี่คือที่มาของ Nkwa (เอ็นควา) สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งในปี 2020 โดย Akwo Ashangndowah ต้องการเข้ามาช่วยเหลือให้ทุกคนสามารถเก็บเงินสำหรับความรับผิดชอบต่างๆ ได้จริง โดยที่เข้าอกเข้าใจพื้นฐานและเงื่อนไขชีวิตของคนแคเมอรูนที่ต่างกัน 

กว่า 6 ปีแล้วที่ Nkwa กลายเป็นแอพพลิเคชั่นออมเงินที่ทำให้คนแคเมอรูนเชื่อว่าตัวเองจะจัดการระบบการเงินของตัวเองได้ จนตอนนี้มีคนเข้ามาฝากเงินมากกว่า 1,000 ล้านฟรังก์ซีเอฟเอแอฟริกากลาง หรือ 58 ล้านบาท 

“ในแคเมอรูน ปัญหาไม่ใช่ว่าคนไม่มีรายได้ รากของปัญหาคือรายได้ที่เข้ามามักเจอกับแรงกดดันทางภาระอยู่ตลอด พอเงินเข้ามาปุ๊บ แต่ก่อนมันจะงอกเงยไปสู่การเก็บเงินหรือการสะสมความมั่งคั่ง พวกเขาก็ต้องหยิบมันออกมาใช้จ่ายเรื่องต่างๆ ทั้งความรับผิดชอบ ภาระในครอบครัว และในชีวิตประจำวัน” Alice Ndeh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ผู้ที่ร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นแห่งนี้ตอบคำถามกับเรา เธอเป็นหนึ่งในผู้นำหญิงที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการ Cartier Women’s Initiative 2026 

“การออมเงินไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องที่มีแค่คนรวยทำได้เท่านั้น Nkwa เลยพยายามทำให้การออมเงินเชื่อมโยงกับเป้าหมายในชีวิตจริง เริ่มต้นจากเงินจำนวนน้อยๆ แบ่งเงินไว้ใช้จ่ายสิ่งสำคัญ การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาที่ทำให้เห็นความก้าวหน้าทรงพลังมาก เพราะเมื่อเขาเห็นว่าการออมเงินค่อยๆ เติบโตขึ้นก็จะเริ่มเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถวางแผนอนาคตได้”

นี่คือเหตุผลที่เราอยากชวนไปพูดคุยกับ อลิส เอ็นเดห์ ถึงเบื้องหลังการสร้างแพลตฟอร์มที่เข้าใจและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนแคเมอรูนจนทำให้การออมเงินเป็นมากกว่าการเก็บเงินไว้ในบัญชี แต่คือการทำให้คนแคเมอรูนรู้สึกว่าพวกเขามั่นคงและมีโอกาสใหม่ๆ รออยู่ข้างหน้า

ทำยังไงให้คนทำงานหนักทุกวันยังมีความหวังจากการเห็นเงินเก็บของตัวเอง

“ในแคเมอรูน ปัญหาไม่ใช่ว่าคนไม่มีรายได้ รากของปัญหาคือรายได้ที่เข้ามามักเจอกับแรงกดดันจากภาระอยู่ตลอด พอเงินเข้ามาปุ๊บ ก่อนมันจะได้งอกเงยไปสู่การเก็บเงินหรือการสะสมความมั่งคั่ง พวกเขาก็ต้องหยิบมันออกมาใช้จ่ายเรื่องต่างๆ ทั้งความรับผิดชอบ ภาระในครอบครัว และในชีวิตประจำวัน” 

บทสนทนาของเรากับอลิสเริ่มต้นด้วยวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางการเงินของชาวแคเมอรูน เพราะหากจะพูดคำว่า คนแคเมอรูนไม่มีวินัยทางการเงินจนทำให้เกิดแพลตฟอร์มนี้ก็อาจจะเป็นการสรุปความคิดที่รวบรัดไปก่อน อลิสจึงพยายามเล่าให้ฟังว่าเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้ชาวแคเมอรูนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเก็บเงิน

“เดิมทีคนแคเมอรูนรู้สึกว่า บริการในระบบธนาคารมักให้ความรู้สึกว่าเข้าถึงยาก มีค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขา คนจำนวนมากก็เลยเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน รวมกลุ่มออมเงินนอกระบบ หรือเอาไปฝากไว้กับเพื่อนที่ไว้ใจได้” 

“เราจึงมองเห็นช่องว่างสำคัญ คือคนต้องการวิธีที่เรียบง่ายและน่าเชื่อถือในการแยกเงินไว้สำหรับเป้าหมายที่สำคัญ สร้างวินัยทางการเงิน ค่อยๆ ก้าวจากการดิ้นรนหาเช้ากินค่ำไปสู่การวางแผนเพื่ออนาคต และเราเห็นว่ามีหลายคนรอบตัวเลยที่ทำงานหนักทุกวัน มีรายได้มาก็ต้องเอาไปดูแลครอบครัว หรือทำธุรกิจเล็กๆ แต่ก็ยังยากลำบากที่จะเก็บเงินเพื่อไปใช้จ่ายเรื่องสำคัญๆ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าเช่า หรือเก็บไว้เป็นเงินทุนสำหรับทำธุรกิจไปจนถึงการดูแลสุขภาพ นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้พวกเราเริ่มต้นทำแอพพลิเคชั่น Nkwa” 

ปี 2020 Nkwa ระดมทุนเริ่มแรกด้วยเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 500,000 บาท) จาก Cameroon Angels Network (CAN) และช่วยให้คนเก็บเงินจนมียอดทั้งหมดรวมมากกว่า 1 พันล้านล้านฟรังก์ซีเอฟเอแอฟริกากลาง หรือ 58 ล้านบาท 

ด้วยการทำแอพพลิเคชั่นให้ทันสมัยและ ​​Nkwa ผูกกับระบบ MTN Mobile Money และ Orange Money หรือระบบการเงินดิจิทัลยอดนิยมในประเทศ ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานตั้งเป้าหมายทางการเงิน เข้าร่วมกลุ่มออมเงิน และโอนเงินได้ง่ายขึ้น ทำให้แอพฯ นี้เข้าถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก นักศึกษา และผู้มีรายได้ทั่วไปทั่วแอฟริกา ที่สามารถเก็บเงินนำไปใช้ชำระหนี้ ซื้ออุปกรณ์สำหรับธุรกิจ หรือไปพักผ่อนอย่างที่สมควรได้รับ ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพฟินเทคอย่าง Nkwa ในแอฟริกา ซึ่งการเข้าถึงบริการทางการเงินอาจมีจำกัด

อีกจุดหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้คนเข้ามาออมเงินกับ Nkwa คือระบบการให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปีสำหรับจำนวนเงินที่ออมไว้ ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ใช้งานสามารถถอนเงินที่ออมไว้ได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงเป้าหมายหรือจำนวนเงินที่กำหนดไว้ แต่อาจจะคิดค่าปรับ 5% จากจำนวนเงินที่ถอน

เปลี่ยนแนวคิดจากการออมเงินเป็นเรื่องของ ‘คนรวย’ มาสู่ การออมเงินเป็นเรื่องของ ‘ทุกคน’

จริงอยู่ที่การมีระบบเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย หรือการให้อัตราดอกเบี้ยฝากเงินจะช่วยทำให้คนแคเมอรูนรู้สึกใกล้ชิดกับการฝากเงินมากขึ้น เพราะอลิสเล่าว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้คนเชื่อว่าการออมเงินเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ท่ามกลางสภาวะที่พวกเขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

นี่คือเหตุผลที่พวกเขาตั้งชื่อว่า Nkwa ซึ่งเป็นภาษาพิจินของแคเมอรูน ที่แปลว่ากระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้เก็บสิ่งสำคัญไว้ใกล้ตัว มีความเป็นส่วนตัว และปลอดภัย ขณะเดียวกันในประเทศกานา คำนี้ยังเชื่อมโยงถึงความหมายของชีวิตอีกด้วย ซึ่งความหมายทั้งสองประการนี้เปี่ยมไปด้วยพลังสำหรับเรา เพราะเงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นตัวแทนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน เงินทุนทำธุรกิจ สุขภาพ ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ศักดิ์ศรี และโอกาสในอนาคต

“เราเชื่อว่าการออมเงินไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องที่มีแค่คนรวยเท่านั้นที่ทำได้ เพราะในหลายพื้นที่ชุมชนของเรามีวัฒนธรรมการออมเงินนอกระบบกันอยู่แล้ว เพียงแต่มักทำแบบไม่สม่ำเสมอและขาดเครื่องมือที่เหมาะสมในการปกป้องเงินก้อนนั้น” อลิสอธิบาย

“Nkwa เลยพยายามเข้ามาปรับเปลี่ยนความคิดนี้ ด้วยการทำให้การออมเงินกลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริง จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายในชีวิตจริง เราสนับสนุนให้ผู้ใช้เริ่มต้นจากเงินจำนวนน้อยๆ เพราะ ‘การสร้างนิสัย’ นั้นสำคัญยิ่งกว่า ‘ขนาดของเงินฝากครั้งแรก’ บางคนอาจเริ่มจากการออมเงินก้อนเล็กๆ เป็นรายสัปดาห์เพื่อไว้จ่ายค่าเทอม ซื้อของเข้าร้าน จ่ายค่าเช่าบ้าน หรือเก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะเริ่มเห็นว่าความก้าวหน้านั้นเป็นไปได้จริง”

“เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาแบบนี้ทรงพลังมาก เพราะเมื่อผู้ใช้งานเห็นเป้าหมายออมเงินของตัวเองค่อยๆ เติบโตขึ้น พวกเขาก็จะเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถวางแผนอนาคตได้ เลิกมองว่าเงินคือสิ่งที่ต้องรีบใช้จ่ายให้หมดไปในทันที แล้วเริ่มมองว่ามันคือ ‘เครื่องมือในการสร้างความมั่นคงและโอกาส’ ซึ่งนี่แหละคือรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง นั่นคือวินัย ความสม่ำเสมอ และความเชื่อมั่นในกระบวนการออมเงิน” อลิสพูดอย่างมีความหวัง ก่อนจะเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานคนหนึ่งในแคเมอรูน

“เรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในใจฉันตลอดคือ มีเจ้าของธุรกิจเล็กๆ รายหนึ่งที่ต่อสู้กับการแยกเงินระหว่างทำธุรกิจกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวและภายในครอบครัว เหมือนกับผู้ประกอบการรายเล็กหลายๆ คน เธอทำงานหนักมาก แต่รายได้ที่เข้ามาก็มักต้องจ่ายไปกับความต้องการเร่งด่วน ก่อนที่เธอจะได้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ซื้อของมาสต็อกไว้ หรือแพลนสำหรับธุรกิจ” 

“พอเธอเริ่มใช้ Nkwa เธอก็สร้างเป้าหมายเฉพาะสำหรับการทำธุรกิจ แทนที่จะเก็บเงินไว้ส่วนเดียวกันทั้งหมด เธอเริ่มแยกเงินสำหรับการสต็อกของ รายจ่ายเร่งด่วน และรายจ่ายส่วนตัวที่เธอต้องรับผิดชอบ การเปลี่ยนแนวทางที่แสนเรียบง่ายนี้ช่วยให้เธอควบคุมการเงินของตัวเองได้มากขึ้น เธอได้เห็นความคืบหน้าของตัวเอง ป้องกันและดูแลสินทรัพย์ธุรกิจของตัวเองได้ และสร้างการตัดสินใจด้วยความมั่นใจมากขึ้น”

“สิ่งที่ทำให้ตราตรึงฉันในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาเรื่องการเงิน แต่รวมถึง ‘ความรู้สึก’ ที่เปลี่ยนไป เธอรู้สึกว่าตัวเองวิตกกังวลน้อยลง และจัดการอะไรต่างๆ ได้มากขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เราใส่ใจมากๆ การที่ได้ช่วยให้คนได้รู้สึกว่าเขาลดความกังวลทางการเงินมาสู่ความมั่นใจมากขึ้น”

สิ่งที่ทำให้คนหันมาออมเงินกับ Nkwa คือระบบที่ออมเงินได้ง่ายๆ และการสร้างความเชื่อใจว่าพวกเขาจะเก็บเงินได้ปลอดภัย

จากแนวคิดอย่างที่เล่าไป เมื่อมารวมกับการวางระบบการฝากเงินที่นึกถึงบริบทชีวิตของคนแคเมอรูน จึงทำให้ Nkwa ตอบโจทย์การออมเงินที่ต่างจากธนาคารทั่วไป

“ในประเทศแคเมอรูน ผู้คนจำนวนมากอาจไม่ได้คุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธนาคารแบบเดิมๆ แต่พวกเขากลับคุ้นเคยกับการใช้ระบบการเงินบนมือถือ และการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์เป็นอย่างดี เราจึงนำพฤติกรรมที่มีอยู่แล้วนี้มาพัฒนาต่อยอด เราเลยออกแบบประสบการณ์การใช้งานให้เรียบง่าย มีเป้าหมายชัดเจน และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แทนที่จะบังคับให้ผู้ใช้ต้องพยายามทำความเข้าใจระบบทางการเงินที่ซับซ้อน เราช่วยพวกเขาตอบคำถามพื้นฐานที่ง่ายกว่านั้น นั่นคือ “คุณกำลังออมเงินไปเพื่ออะไร?” อลิสอธิบาย

ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี อลิสออกแบบระบบออมเงินโดยยึดพฤติกรรมการเงินในชีวิตประจำวันของนักเรียน นักศึกษา คนทำงานรุ่นใหม่ แม่ค้า พ่อค้า พ่อแม่ หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเป็นหลัก ทุกคนก็สามารถเริ่มต้นออมเงินในรูปแบบที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตจริงของตนเองได้ โดย Nkwa มีฟีเจอร์หลัก 4 อย่าง ได้แก่ Nkwa Goals, Nkwa Reserves, Nkwa Flip และ Cash Bonuses

Nkwa Goals เป็นการตั้งเป้าหมายการออมและติดตามความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย ผู้ใช้งานสามารถระบุเป้าหมาย จำนวนเงิน วันที่ถอน และแม้แต่ ‘ค่าปรับสำหรับการฝ่าฝืนถอนเงินไปก่อน’ เพื่อช่วยให้พวกเขากำหนดอนาคตด้วยตัวเอง

Nkwa Reserves ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน หากผู้ใช้ต้องการถอนเงินจากบัญชีสำรอง พวกเขาสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้อุ่นใจในกรณีที่เกิดปัญหาทางการเงินที่ไม่คาดฝัน

Nkwa Flip ผู้ใช้งานสามารถจัดการเงินออมทั้งหมดได้ในที่เดียวด้วย โดยฟีเจอร์นี้ทำหน้าที่เป็นบัญชีกระเป๋าเงินที่เก็บเงินออมทั้งหมดจาก Goals หรือ Reserves เมื่อผู้ใช้พร้อมที่จะถอนเงิน พวกเขาสามารถโอนไปยังบัญชี Orange Money (OM) หรือ Mobile Money (MOMO) ได้อย่างง่ายดาย

Cash Bonuses คือฟีเจอร์ที่เป็นรางวัลให้แก่ผู้ใช้งานสำหรับวินัยทางการเงินด้วยโบนัสเงินสด ผู้ใช้ที่ออมเงินอย่างสม่ำเสมอสามารถรับดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 4.5% ต่อปีจากเงินออม 

“อีกสิ่งที่สำคัญคือการสร้างความไว้วางใจในการฝากเงินกับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นมาทีละขั้นตอน โดยเฉพาะในตลาดที่คนเคยเจอกับแชร์ลูกโซ่ที่ล้มเหลว หรือการเงินนอกระบบที่พังทลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คุณจะทำให้คนเชื่อใจแอพพลิเคชั่นได้ง่ายๆ ดังนั้น คุณต้องแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ” อลิสว่า

“เราสร้างความไว้วางใจผ่านหลายปัจจัย ข้อแรก เราเน้นเรื่อง ความโปร่งใส ผู้ใช้งานต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเงินของพวกเขาอยู่ที่ไหน มีเงื่อนไขอะไรบ้าง และจะถอนออกมาใช้ได้อย่างไร ข้อสอง เราลงทุนกับการปฏิบัติตามกฎหมายและการกำกับดูแล (Compliance & Regulation) เพราะการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานได้มากกว่า และข้อสาม เราอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใช้เสมอ ผ่านกิจกรรมชุมชน การบริการลูกค้า การให้ความรู้ และการพูดคุยสื่อสารโดยตรง”

อีกอย่างคือ Nkwa คอยทำงานให้กับผู้ใช้งานแบบตัวต่อตัว ทุกๆ การถอนเงินที่ประสบความสำเร็จ ทุกๆ ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และทุกครั้งที่ผู้ใช้งานบรรลุเป้าหมายการออมเงิน ต่างมีส่วนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Nkwa อลิสอธิบายให้เราฟังเช่นนั้น 

“เพราะความไว้วางใจไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพิสูจน์ซ้ำๆ ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานได้จริง และผู้คนที่อยู่เบื้องหลังใส่ใจผู้ใช้งานอย่างจริงใจ”

Nkwa เพื่อนทางการเงินที่เชื่อถือได้สำหรับชาวแอฟริกันที่ด้อยโอกาสหลายล้านคน 

อลิสเป็นผู้หญิงชาวแคเมอรูนเพียงไม่กี่คน ที่ก้าวขึ้นมาสู่บทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีในสตาร์ทอัพแถวหน้าของประเทศ สิ่งหนึ่งที่เธอมองเห็นคือการที่ตัวเองต้องพิสูจน์ให้เห็นความสามารถซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่ก็ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะทำงานมากขึ้น

“แนวทางของฉันคือโฟกัสไปที่ความสามารถ วิธีการทำงานที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และลงมือปฏิบัติจริง เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนโค้ดหรือการสร้างระบบขึ้นใหม่ แต่มันคือการเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่คนกำลังเผชิญปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถแปลความสิ่งนั้นมาเป็นโปรดักต์ใหม่ที่ตอบโจทย์กับการแก้ปัญหาได้อย่างน่าเชื่อถือ ฉันเชื่อว่าผู้นำหญิงสร้างมุมมองที่มีพลังสำหรับการทำงานแบบนี้ ความเข้าอกเข้าใจ ความยืดหยุ่น ใส่ใจในรายละเอียด และความสามารถในการสร้างสิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ”

ไม่แปลกเลยที่ Nkwa จะกลายเป็นแอพฯ ที่ตั้งใจรับฟังผู้ใช้งานอย่างเอาใจใส่ สร้างความไว้วางใจให้ได้มากที่สุด โดยพวกเขาบอกว่า เป้าหมายสูงสุดในอีก 5-10 ปีข้างหน้าคือการเป็นเพื่อนทางการเงินที่ชาวแอฟริกันเชื่อถือให้ได้

“วิสัยทัศน์ของเราสำหรับการสร้าง Nkwa คือ การเป็นคู่หูทางการเงินที่ไว้ใจได้สำหรับผู้คนนับล้านในแอฟริกันที่ยังคงยากจน โดยเริ่มจากแคเมอรูน แล้วขยายไปสู่แอฟริกา ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราอยากให้ Nkwa ช่วยเหลือผู้คนที่ไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่คือการสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน นั่นหมายความว่าต้องช่วยผู้ใช้งานเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ เตรียมเงินสำหรับเรื่องเร่งด่วนได้ เตรียมเงินสำหรับการศึกษา สร้างธุรกิจเล็กๆ เข้าร่วมกลุ่มการออม และเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความรับผิดชอบตามพฤติกรรมทางการเงินของผู้ใช้”

ไม่เพียงเท่านั้น อลิสยังกล่าวว่าเธอคาดหวังให้ Nkwa สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมและเศรษฐกิจในภูมิภาคแห่งนี้ด้วย

“เราหวังว่าสร้างความคล่องตัวทางเศรษฐกิจสำเร็จ คนสามารถปกป้องรายได้ของตัวเอง มีแผนล่วงหน้า และสร้างสินทรัพย์ทางการเงินระยะยาว ทำให้ครอบครัวมั่นคงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตได้แข็งแรงขึ้น และชุมชนมีความยืนหยุ่นมากขึ้น” เธอกล่าว 

“สำหรับเรา Nkwa จึงไม่ใช่แค่แอพพลิเคชั่นฟินเทค แต่เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับศักดิ์ศรี ความมีระเบียบวินัย และโอกาสในระยะยาวของชาวแอฟริกัน” 

อ้างอิง

ไม่ใช่แค่ปักหมุดคาเฟ่ แต่ได้ส่องกล้องลำไส้ด้วย เกาหลีใต้ทำยังไงถึงกลายเป็น ‘ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของเอเชีย’

หลี่ผิง เชา (Liping Chao) เพิ่งเดินทางมาถึงโซล และจากหน้าต่างรถแท็กซี่ เขามองเห็นตึกระฟ้าอันโด่งดังของเมือง แต่แทนที่จะขึ้นไปชมวิวบนหอคอยนัมซาน หรือเดินชมร้านค้าชื่อดังในย่านเมียงดง เขาเลือกไปที่ย่านมาโป ซึ่งเขาได้เข้าไปที่ศูนย์การแพทย์เมดิโอน (Medione Medical Center) 

ในห้องรอที่สะอาดและกว้างขวาง เขาเห็นชาวต่างชาติมากกว่าชาวเกาหลี หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องล็อกเกอร์และเก็บของใช้ส่วนตัว พยาบาลก็นำประวัติการรักษามาให้และพาเขาไปยังจุดแรก

BBC เกริ่นนำไว้เช่นนี้ ในบทความที่พูดถึงการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกของเกาหลีใต้ สิ่งที่น่าสนใจคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เหมือนกับหลี่ผิง เชา นั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้เพียงจองตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางมา ‘รับบริการทางการแพทย์’ เพียงอย่างเดียว หากแต่มันคือส่วนหนึ่งของ ‘การท่องเที่ยว’ ต่างหาก

อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ‘เพิ่ม’ ลิสต์ของการตรวจสุขภาพครบวงจรลงในแผนการเดินทางท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ เนื่องจากราคาที่ไม่แพง ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และการบริการเป็นภาษาอังกฤษ 

กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ในปี 2025 มีผู้ป่วยชาวต่างชาติมากกว่า 2 ล้านคน เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของนักท่องเที่ยวทั่วไปด้วยซ้ำ โดยมีกรุงโซลเป็นจุดหมายหลักของผู้เข้ารับบริการ

ไม่ใช่แค่การปักหมุดเที่ยวคาเฟ่ ชมแกลเลอรีเจ๋งๆ ช้อปสินค้า หรือตระเวนกินของอร่อยเพียงเท่านั้น แต่แม้กระทั่งการตรวจอัลตราซาวด์หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเดินทางในเกาหลีใต้ไปแล้ว!

เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ (ที่ไม่ใช่แค่ศัลยกรรม) ของเอเชียได้ยังไง ลองมาดูกัน

ครบจบที่เดียวครอบคลุมการตรวจสุขภาพทั้งร่างกาย

คำถามคือ แล้วทำไมผู้คนถึงยอมจองตั๋วเดินทางไกลมาถึงกรุงโซลเพื่อรับบริการทางการแพทย์?

อี แฮมิน (Lee Haemin) CEO ของ Creatrip บริษัทวางแผนการท่องเที่ยวชื่อดังที่มีฐานดำเนินงานในกรุงโซลบอกว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ

ลองนึกภาพว่า ในขณะที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์หลายประเทศต้องเผชิญกับ ‘ขั้นตอน’ มากมาย เช่น การส่งตัว การรออนุมัติจากบริษัทประกัน หรือระยะเวลารอคอยที่ยาวนาน แต่ศูนย์ตรวจสุขภาพหลายแห่งในเกาหลีใต้กลับให้บริการตรวจสุขภาพแบบครบวงจรได้เสร็จสิ้นภายในครั้งเดียว ซึ่งครั้งเดียวที่ว่าอาจหมายถึงครึ่งวัน หรือ 1 วัน!

นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขของเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกโดย CEOWORLD Health Care Index ประจำปี 2025 ยังมีราคาที่เข้าถึงง่าย เนื่องจากรัฐบาลมีการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในหลายกรณี ค่าใช้จ่ายในการตรวจ MRI ในอเมริกาเพียงครั้งเดียว สามารถครอบคลุมค่าตรวจสุขภาพแบบครบวงจรทั้งร่างกายในเกาหลีใต้ได้เลย 

จุดเด่นและจุดแตกต่างด้านมาตรฐานสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายนี่เอง ที่ทำให้เกาหลีใต้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของเกาหลีใต้ระบุว่า ในปี 2025 มีผู้ป่วยชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการถึง 2.01 ล้านคน เพิ่มขึ้น 71.7% จากปี 2024 โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นและจีน รองลงมาคือไต้หวันและสหรัฐอเมริกา

“สำหรับเกาหลีใต้ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ถือเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังผ่านกฎหมายที่มุ่งส่งเสริมการขยายธุรกิจบริการทางการแพทย์ไปยังต่างประเทศ” ซอ ดงคโย (Seo Donkyo) CEO Himedi บริษัทให้บริการอำนวยความสะดวกด้านการแพทย์ในกรุงโซลอธิบาย

ท่องเที่ยวต่อได้ไม่เสียเวลา

แม้การตรวจสุขภาพในลักษณะนี้จะเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ แต่สำหรับชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ การเดินทางกลับมายังเกาหลีใต้เพื่อตรวจสุขภาพถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันมานานแล้ว เพราะความรวดเร็วและค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยา 

ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถ ‘วางแผน’ เพิ่มลิสต์การตรวจสุขภาพเข้าไปในแพลนการเดินทางได้แบบที่แทบไม่ต้องเสียเวลาเที่ยวเลย

ผู้เข้ารับบริการคนหนึ่งเล่าในบทความว่า เธอเข้ารับบริการที่ศูนย์ตรวจสุขภาพ KMI สาขากวังฮวามุน (Gwanghwamun) โดยเลือกแพ็กเกจระดับกลางซึ่งครอบคลุมการตรวจในห้องปฏิบัติการทั่วไป การเอกซเรย์ การอัลตราซาวด์ และหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่อีกเล็กน้อย โดยระยะเวลารอคอยระหว่างจุดตรวจแต่ละจุดนั้นสั้นมาก ซึ่งนานที่สุดคือ 15 นาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่าสามารถพกโทรศัพท์หรือหนังสือติดตัวไว้ได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหรือกระวนกระวายใจระหว่างรอ ส่วนเจ้าหน้าที่ พยาบาล และแพทย์ทุกคนต่างก็ใจดีและมีความอดทน แม้ว่าระบบการทำงานทั้งหมดจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่เธอกลับไม่รู้สึกว่า ‘ถูกเร่ง’ ให้รีบตรวจให้เสร็จเลย

เธอลงทะเบียนที่คลินิกเวลา 8:30 น. และเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดในเวลา 13:00 น. นั่นเป็นเหตุผลหลักที่นักท่องเที่ยวหลายคนสามารถจัดแพลนทริปในลักษณะตรวจสุขภาพช่วงเช้า ท่องเที่ยวต่อช่วงบ่ายได้อย่างสบายๆ

No Lost in Translation

อาจมีคำถามว่า เรื่องของภาษาจะเป็นอุปสรรคไหม หรือระบบที่ไม่คุ้นเคยจะทำให้การจองบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากและสับสนหรือไม่ แต่ที่เกาหลีใต้ ทุกอย่างสามารถจบได้ด้วย ‘บริษัทให้บริการอำนวยความสะดวกด้านการแพทย์’

บริษัทเหล่านี้จะมีเครือข่ายอยู่แล้ว จึงสามารถจัดการจองและขั้นตอนต่างๆ ให้เสร็จสรรพ รวมถึงยังจัดหาล่ามมาคอยช่วยอธิบายศัพท์ทางการแพทย์ให้ชาวต่างชาติเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับบริการยังสามารถนัดหมายเพื่อติดตามผลการตรวจที่เกาหลีใต้ได้อีกด้วย ซึ่งหากการตรวจสุขภาพพบภาวะที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง จะมีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังเครือข่ายโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ที่ให้การรักษาโรคที่มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอีกด้วย

ด้วยความครบวงจรเหล่านี้ สิ่งที่น่าสนใจคือเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแค่เรื่องการรักษาไปสู่การขายประสบการณ์ด้านสุขภาพ ไม่ใช่แค่การดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเรื่องของศัลยกรรมหรือ K-beauty แต่มันกำลังต่อยอดไปสู่บริการทางการแพทย์ที่มีมูลค่าสูงกว่านั้น

ที่สำคัญคือ ความรวดเร็ว ความสะดวก ค่าใช้จ่าย ความน่าเชื่อถือของระบบทั้งหมด รวมถึงบริการที่มีมาตรฐานสูง กำลังผสานเข้ากับประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างไร้รอยต่อ 

และเมื่อเทรนด์ของการเดินทางกับการรับบริการทางการแพทย์เชื่อมต่อกัน สิ่งนี้จึงกลายเป็นจุดแข็งใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสุขภาพของประเทศที่กำลังมาแรง

ที่มา

Bath&Bloom จับมือการบินไทย สร้าง sensory branding ผ่านซีรีส์ ‘กลิ่นไทย’

เรียกว่าเป็นเทรนด์ในโลกธุรกิจไปแล้ว ที่แบรนด์จะจับมือข้ามขั้วอุตสาหกรรมกันเพื่อสร้างโปรดักต์ชวนว้าว แต่ถึงจะบอกว่ามีให้เห็นบ่อยแค่ไหน แต่แทบทุกครั้งที่มีการคอลแล็บออกมาคนซื้ออย่างเราๆ ก็ตื่นเต้นเสมอ

อย่างในคราวนี้ที่ Bath&Bloom แบรนด์เครื่องหอมไทยจากบริษัท เอิร์ธ แฟคเทอรี่ จำกัด เปิดน่านน้ำใหม่สู่การเป็น Scent Experience Provider ด้วยการจับมือร่วมกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนา ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ กลิ่นไทยทั้ง 4 กลิ่น ที่จะเชื่อมโยงอารมณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกของผู้โดยสารในแต่ละช่วงของการเดินทาง ประกอบไปด้วย

First Light สำหรับผลิตภัณฑ์ hand wash สะท้อน Welcoming Smile และความสดชื่นของการเริ่มต้นเดินทาง 

Silken Veil สำหรับ hand & body moisturizer ถ่ายทอด Thai Care และความรู้สึกผ่อนคลายระหว่างเที่ยวบิน 

Blooming Horizon สำหรับ eau de toilette สะท้อน Thai Optimism และความสดใสก่อนเข้าสู่จุดหมายปลายทาง 

Silk Route สำหรับ eau de cologne ถ่ายทอด Thai Warmth for Everyone เพื่อส่งต่อความอบอุ่นแบบไทย

ข้อมูลจาก State of Consumer Survey 2026 โดยอ้างอิงจาก McKinsey & Company สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ ‘ประสบการณ์’ เหนือกว่า ‘สินค้า’ โดยเกือบ 70% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่ายินดีที่จะใช้จ่ายเงินส่วนเกินไปกับประสบการณ์มากกว่าการซื้อสินค้าทั่วไป และประสบการณ์การท่องเที่ยวคือหมวดหมู่ที่ผู้บริโภคยินดีที่จะใช้จ่ายเพื่อปรนนิบัติตนเองมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยเหตุนี้ Bath&Bloom และการบินไทยจึงเป็นการร่วมมือกันเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการออกแบบ sensory experience ที่สร้างคุณค่าเพิ่มและสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ โดยเฉพาะในธุรกิจอุตสาหกรรมการบริการ (hospitality), อุตสาหกรรมการบิน (aviation), อุตสาหกรรมค้าปลีก (retail) และอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม (wellness) เป็นต้น

สำหรับการจับมือระหว่าง Bath&Bloom และการบินไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร แต่ยังสะท้อนโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องหอมในยุค experience-first culture ที่กลิ่นหอมได้ก้าวสู่การเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบประสบการณ์ร่วม (sensory branding) อีกทั้งยังเป็นการยกระดับ Thai scent สู่การเป็น cultural asset ที่ทรงพลัง ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความทรงจำและความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บริโภคทั่วโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ARC custom ร้านหูฟังคัสตอมที่โตจาก crowdfunding และพัฒนาจนนักดนตรีไทยแทบทั้งวงการเลือกใช้ 

ถ้ากีตาร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด และเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ หมายถึงพระเอกที่สะกดคนดูบนฉากหน้าของเวทีแล้วล่ะก็ เบื้องหลังของโชว์ก็ต้องมี ‘in-ear monitor’ (IEM) หรือ ‘หูฟังมอนิเตอร์’ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนโปรดิวเซอร์คอยบอกคิวและจังหวะข้างหูนักดนตรี

ต่อให้ชาญเวทีสักเท่าไหร่ นักดนตรีส่วนใหญ่แทบทุกคนก็ยังเลือกที่จะสวมหูฟังมอนิเตอร์ เพื่อป้องกันนักร้องร้องเสียงหลงผิดคีย์ นักดนตรีขึ้นจังหวะผิดคิวไปคนละทิศคนละทาง หรือถูกเสียงเชียร์อึกทึกของผู้ชมกลบการสื่อสารระหว่างคนในวง จนการแสดงต้องล่มเละไม่เป็นท่า

เพียงแต่นักดนตรีส่วนใหญ่จะรู้ว่า การจะมีหูฟังมอนิเตอร์สักคู่ไม่ใช่ว่าเดินเข้าช็อปแล้วจะซื้อได้ทันที แต่ต้องผ่านการ ‘คัสตอม’ หล่อตัวหูฟังให้มีขนาดพอดีกับหู เพื่อตัดปัญหาหูฟังกระเด็นหลุดระหว่างขยับตัวไปมา ซึ่งในอดีตกว่าจะได้มายังต้องใช้เวลาอีกนานโข เพราะสั่งทำได้กับแบรนด์เครื่องเสียงจากต่างประเทศเท่านั้น ซ้ำร้ายหากหล่อมาไม่ตรงใบหูก็ต้องส่งข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปแก้ ส่วนราคายิ่งไม่ต้องพูดถึง แพงหูฉี่จนนักดนตรีมือใหม่ต้องทุบกระปุก 

ด้วย pain point ที่ว่า จึงกลายมาเป็นไอเดียให้ เต้เตชัส ภูชัชวนิชกุล และ อาร์คอรชุน สวัสดี พร้อมด้วยเพื่อนนักศึกษาจบใหม่อีกหนึ่งราย ลุกขึ้นมาสร้าง ARC custom แบรนด์หูฟังคัสตอมของคนไทย ที่เข้าใจนักดนตรีไทย และกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง (audiophile) ในคุณภาพและราคาที่จับต้องได้ 

MILLI, Jeff Satur, YOUNGOHM, รัฐ TATTOO COLOUR, ยอด Bodyslam, ก้อง ห้วยไร่, โบกี้ ไลออน, วี วิโอเลต, เก้า จิรายุ, ป๊อด Moderndog, ไททศมิตร, Three Man Down, COCKTAIL, BUS ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างรายชื่อของนักดนตรีไทยที่เลือกใช้หูฟังของ ARC custom ที่หากยืมนิ้วของเพื่อนข้างๆ มานับรวมก็ยังนับได้ไม่หมด

อะไรทำให้นักดนตรีไทยเกินครึ่งวงการเลือกใช้หูฟังคัสตอมของ ARC custom, ตลาดหูฟังคัสตอมบ้านเราเป็นยังไง และพวกเขาเติบโตมาได้ด้วยวิธีไหน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการไปถึงที่ร้านเพื่อฟังคำตอบโดยตรงจากปากของเต้และอาร์ค 

ฝันของคนช่างฟัง

“ผมกับอาร์คเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนมัธยมฯ ที่เตรียมอุดมศึกษาจนมาถึงตอนเรียนวิศวะที่จุฬาฯ ซึ่งความฝันของผมที่มีมาตั้งแต่เด็กคือการได้เป็นเจ้าของกิจการ แล้วช่วงเรียนมหาวิทยาลัยนี่แหละ ที่มีแพลตฟอร์ม crowdfunding ของคนไทยเจ้าหนึ่งมาเปิดรับประกวดไอเดีย ผมเลยนึกถึงอาร์คที่เป็นคนชอบหูฟัง ก็เลยถามอาร์คว่า ตอนนี้มีไอเดียอะไรที่เกี่ยวกับหูฟังหรือเปล่า คำตอบคือเขาไปเรียนรู้วิชาทำหูฟังคัสตอมมา ในใจเราคิดทันทีว่า เจ๋งดีว่ะ! สิ่งนี้น่าจะยังไม่มีใครทำ ก็เลยตัดสินใจชวนอาร์คและเพื่อนอีกคนที่ชื่อแม็กมาทำโปรเจกต์หูฟังคัสตอมด้วยกัน” 

เต้เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ซึ่งในตอนนั้นเรื่องของหูฟังคัสตอมบ้านเรายังเป็นเรื่องไกลตัว และต่อให้คุณเป็นนักดนตรี การจะมีหูฟังคัสตอมก็ต้องสั่งทำกับแบรนด์เครื่องเสียงจากต่างประเทศ 

ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ทำให้น้อยคนนักที่จะยอมลงขันซื้อไอเดียนี้ แต่ในความใหม่ ก็มีกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงจำนวนไม่น้อยที่สนใจ ซึ่งตามมาจากการที่เต้โพสต์ไอเดียลงในบอร์ดของเว็บไซต์ munkonggadget 

ผลสุดท้ายแม้ไอเดียจะไม่ถูกใจนักลงทุน แต่ก็ถูกใจนักฟังมากพอที่ชายหนุ่มทั้งสามจะเคาะให้วันนั้นเป็นวัน D-DAY ในการทำแบรนด์หูฟังคัสตอมของตัวเองต่อ

“ต้องเท้าความถึงที่มาที่ผมชอบหูฟังก่อน” อาร์คเล่าเสริมเพื่อนของเขาถึงที่มาในการทำธุรกิจ “ตอนเด็กๆ ผมจะเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้า สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผมคลายเบื่อจากการเดินทางได้คือการฟังเพลง ‘หูฟัง’ เลยกลายมาเป็นของใช้ส่วนตัวที่ขาดไม่ได้ รู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นคนชอบหูฟัง 

“พอชอบผมก็ศึกษาต่อไปเรื่อยๆ จนมารู้จักกับหูฟังคัสตอม ซึ่งราคาของมันแพงมาก สตาร์ทเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาท แน่นอนว่าเด็กมัธยมต้นไม่มีเงินมากพอจะซื้อได้ด้วยตัวเอง ผมเลยมีความฝันว่าอยากจะลองทำหูฟังคัสตอมเป็นของตัวเอง ก็ลองทำไปเรื่อยๆ ไปซื้ออุปกรณ์ ลองดูคลิปจากยูทูบว่าต่างชาติเขาทำกันยังไง แต่ทำไปทำมายังไงมันก็ไม่เวิร์ก สุดท้ายเลยล้มเลิกความฝันไป จนตอนที่เต้มาชวนนี่แหละผมถึงเริ่มกลับมาลองประดิษฐ์หูฟังคัสตอมอีกครั้ง” 

ซึ่งหูฟังคัสตอมชิ้นแรกที่อาร์คเริ่มประดิษฐ์ ได้ไอเดียมาจากการงัดแงะหูฟัง in-ear monitor เก่าเก็บของแบรนด์ต่างชาติแบรนด์หนึ่งที่บังเอิญได้มาจากตอนไปเดินตลาดนัดกลางคืน โดยปรับโครงสร้างภายในหูฟังให้เป็นแบบเฉพาะของ ARC custom 

“เดิมทีหูฟังที่ผมได้มาเป็นหูฟังที่ใช้เฉพาะสำหรับนักดนตรี แต่ความตั้งใจของผมคือจะคืนชีพหูฟังนี้กลับมาใหม่ เป็นหูฟังคัสตอมในแบบของเราที่คนทั่วไปก็ฟังได้” อาร์คกล่าวถึงการสร้างหูฟังโปรโตไทป์ตัวแรกของแบรนด์

How-to Immerse Yourself?

สำหรับหูฟังโปรโตไทป์ตัวแรกที่ปัจจุบันกลายมาเป็นโปรดักต์ซิกเนเจอร์ที่ ARC custom จำหน่าย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Pollux เป็นหูคัสตอมที่ตรงตามคอนเซปต์ของแบรนด์ คือ Immerse Yourself ที่ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำไปกับสิ่งที่ตัวเองรัก

“ต้องอธิบายก่อนว่าลำโพงหูฟังแบบที่นักดนตรีใช้กันจะมีความชัดกว่าลำโพงหูฟังทั่วไป แต่ในความชัดก็มีสิ่งที่ได้อย่างเสียอย่าง คือถ้าต้องการเสียงเบสที่ดี เสียงแหลมก็จะไม่ชัดเช่นกัน ถ้าคุณต้องการเสียงแหลมที่ดี เสียงเบสที่ได้ก็จะไม่ชัด เราเลยอยากจะดีไซน์หูฟังที่กลบข้อเสียที่ว่า ขณะเดียวกันก็เป็นหูฟังที่ใช้งานได้ในสถานการณ์จริงสำหรับนักดนตรี 

“ซึ่งเสียงที่นักดนตรีใช้กันบนเวทีส่วนใหญ่จะเป็นเสียง ‘ย่านกลาง’ ไม่ว่าจะเสียงจากกีตาร์ เบส และกลอง ผมเลยดีไซน์ให้หูฟังตัวนี้มีเสียงย่านกลางที่ดีพอที่จะใช้บนเวที ขณะเดียวกันก็ดีพอที่จะใช้ในชีวิตประจำวันได้ 

 “ดังนั้นนิยามของคำว่าซาวด์ที่ดีและเป็นซาวด์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของเรา คือต้องเป็นซาวด์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราได้ยินจากหูของเราเองโดยธรรมชาติ คนทั่วไปอาจจะคิดว่าฟังเพลงจากหูฟังมันต้องสนุก เบสต้องดังตู้มๆ แต่ผมกลับมองว่าหูฟังเป็นตัวสื่อกลางที่ควรจะให้ ‘ข้อมูลเสียง’ ที่มีรายละเอียดใกล้เคียงกับเสียงที่เราได้ยินจากธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายามเค้นมันจนเกินไป ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเราพัฒนาหูฟัง เรายังคงหลักคิดหนึ่งไว้ไม่เปลี่ยน คือหูฟังไม่จำเป็นต้องเปิดดังเพื่อให้ได้ยินเสียงครบถ้วน และเสียงที่ได้จะต้องมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด”

นอกจากเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับซาวด์ที่อาร์คอธิบายไปข้างต้น อีกความพิเศษสมกับชื่อ ARC custom คือการสร้างหูฟังของตัวเองที่มี ‘ชิ้นเดียวบนโลก’ ซึ่งเจ้าของสามารถเลือกดีไซน์ได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ 

  • ขนาดหูฟัง (custom fit) ที่หล่อพิมพ์ออกมาให้เข้ากับหู
  • สีของบอดี้หูฟัง (shells) ที่ร้านมีให้เลือกใช้หลายเฉดสี
  • ฝาปิดหู (faceplates) ที่มีลวดลายบ่งบอกตัวตน เช่น ลายหินอ่อน สีประกายมุก กลิตเตอร์ หรือจะเป็นรูปที่มีความหมายก็ได้หากมีไฟล์มาให้ทางร้าน
  • สลักชื่อและโลโก้ (engraved name and logo) ที่บ่งบอกถึงตัวเอง 

“เราตั้งใจทำให้หูฟังที่ทำมีชิ้นเดียวบนโลก อย่างไม่นานมานี้โบกี้ ไลออน ก็เคยมาทำหูฟังกับเรา ก่อนมาเขาเลือกสีมาแล้วในใจกับเตรียมกลิตเตอร์ที่จะใช้ตกแต่งหูฟังมาเองด้วย” เต้ยกตัวอย่าง เบ็ดเสร็จขั้นตอนการสร้างหูฟังคัสตอม 1 ชิ้นพร้อมกับปรับจูนเสียงใช้เวลาราวๆ 1 เดือน 

เพราะ ‘เข้าใจ’ จึงได้เป็น ‘ขวัญใจ’ ของศิลปิน

ระหว่างที่กำลังดำเนินบทสนทนา ผู้เขียนสังเกตเห็นว่ามุมหนึ่งของร้านมีการแปะรายชื่อศิลปินที่เป็นลูกค้าของ ARC custom ตั้งแต่วงดนตรีอินดี้หน้าใหม่ วงร็อกระดับตำนาน ศิลปินเดี่ยวในกระแส ศิลปินคู่จิ้น ไปจนถึงวงบอยแบนด์ขวัญใจมหาชน ราวกับกำแพง hall of fame ก็ไม่ผิด 

อย่างที่บอกว่าเรื่องของราคาและการคัสตอมคือปัจจัยหลัก แต่นอกเหนือจากนั้นที่ทำให้ ARC custom เป็นที่รักของนักดนตรีไทย คือ ARC IEM Care หรือการบริการหลังการขาย ที่หากชำรุด มีปัญหาการใช้งาน หรืออยากทำความสะอาดไปจนถึงขัดเงาให้กลับมาเหมือนใหม่ก็สามารถส่งมาซ่อมได้ 

“หลังจากที่อยู่ในตลาดมาสักพักมีสิ่งหนึ่งที่ผมจับสังเกตได้จนตกผลึก นั่นคือนักดนตรีมองหูฟังไม่เหมือนกับนักฟังเพลงหรือคนฟังเพลงทั่วไป นักฟังเพลงคนหนึ่งมีหูฟังหลายสิบคู่ ถ้าพังส่งไปซ่อมเป็นเดือนเขาสลับใช้อันอื่นได้ แต่นักดนตรีมองหูฟังเป็นเครื่องมือหาเงิน ถ้าเขาเสียเงินซื้อหูฟังราคาเกือบแสน เขาก็คาดหวังว่ามันจะต้องได้ใช้ หรือถ้ามันพังระยะเวลาที่จะส่งซ่อมก็ต้องน้อยที่สุด 

“บริการหลังการขายของเราเลยเป็นจุดแข็งที่ผมมองว่า ต่อให้คุณเป็นแบรนด์ดังจากอเมริกาคุณก็ไม่มีทางสู้เราได้ ผมบอกกับนักดนตรีที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเราเสมอว่า ถ้าคุณซื้อกับเราคุณสามารถดื่มด่ำกับการแสดงของคุณไปเต็มที่ได้ ถ้าเกิดหูฟังของคุณพัง คุณอุ่นใจได้เลย ทางเรายินดีบริการซ่อมให้ 

“เหมือนอย่างกรณีไวรัลของคุณตูน Three Man Down ที่หูฟังแตกก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ 1 วัน คืนนั้นเราก็ซ่อมให้ทันที อาจจะไม่ได้เนี้ยบแต่ใช้งานได้แน่นอน และระหว่างที่คุณตูนชึ้นโชว์เราก็ส่งทีมงานไปรอสแตนด์บายเผื่อฉุกเฉิน หลังจากโชว์จบเราถึงนำมาซ่อมใหม่ให้สวยงามเหมือนเดิม” เต้อธิบาย

@arcciem

อินเอียร์แตก ก่อนขึ้นคอนใหญ่สนามศุภฯ แค่ 1 วัน!! 😨 #threemandown #ทรีแมนดาวน์ #ARCCIEM #ARCcustom #threemandownliveatsuphachalasai

♬ เพลงรัก – Three Man Down

คลิปไวรัลที่ Arc Custom ซ่อมหูฟังให้ตูน Three Man Down

จากหูฟังเพื่อนักดนตรีขยับขยายสู่หูฟังที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

จริงอยู่ที่การเป็นร้านยืนหนึ่งในใจกลุ่มผู้บริโภคสักกลุ่มได้ถือเป็นหลักชัยแรกของคนทำธุรกิจ แต่ถ้าจมอยู่กับตลาดเดียวจนเกินไปก็อาจพลาดโอกาสทองที่แบรนด์จะเติบโต

ทั้งเต้และอาร์คเองก็คิดเช่นนั้น พวกเขาจึงตัดสินขยายไลน์โปรดักต์ของ ARC custom ให้มีความหลากหลายและเหมาะสำหรับใช้งานในกิจวัตรประจำวัน โดยยังคง ‘ความเข้าใจ’ ในธรรมชาติของหูผู้บริโภคทุกซอกทุกมุม

ยกตัวอย่างโปรดักต์ยอดนิยม Sleepplug ที่อุดหูที่ช่วยตัดเสียงรบกวนการนอน ผ่านการปรับปรุงแก้ไขจนเดินมาถึงเวอร์ชั่น 3.0 ซึ่งมีจุดเด่นคือการพิมพ์แบบ custom fit เข้ากับรูปใบหูได้ 100% โดยวัสดุที่ใช้เป็นซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่น ไม่กดทับกระดูกอ่อนสามเหลี่ยมตรงบริเวณข้างรูหูเวลานอนตะแคง ทั้งยังเจาะรูระบายแรงดันลมเข้า-ออกในช่องหูเพื่อความสบายขณะสวมใส่ 

“Sleepplug เป็นโปรดักต์ที่ทำให้เราคิดถึงเรื่องของการที่แบรนด์จะต้องมีหน้าร้านที่ให้บริการเป็นของตัวเองเพิ่ม เพราะปกติหน้าร้านตรงพระรามเก้าที่เราอยู่ก็มีคนจองคิวเข้ามาใช้บริการจนเต็ม ลูกค้าจากต่างจังหวัดที่เดินทางมาก็ต้องฝ่ารถติดเป็นวัน 

“เราเลยมานั่งคิดกันว่าจะแก้ไขข้อจำกัดนี้กันยังไง ซึ่งเผอิญผมนึกถึงร้านเครื่องช่วยฟังที่จะต้องมีการพิมพ์หูอยู่แล้ว เราก็เลยผูกมือเป็นพันธมิตรกับร้านเครื่องช่วยฟังตามหัวเมืองต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และขอนแก่น จนตอนนี้มีหน้าร้านที่ให้บริการเพิ่มเติมรวม 22 สาขา 

“และเร็วๆ นี้เราอยากเพิ่มสาขาอีก โดยวางโจทย์คือให้ลูกค้าที่มาเดินทางสะดวก โดยเฉพาะคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ผมก็เลยมานั่งนึกต่อว่าใน metro mall มีร้านอะไรที่พอจะเป็นพาร์ตเนอร์กับเราได้ ตอนแรกผมนึกถึงร้านทำเล็บ ร้านต่อขนตา ซึ่งคนที่ทำอาชีพในร้านแบบที่ว่ามีความละเอียด มีความมือเบา แต่สุดท้ายที่มาลงเอยคือร้านตัดแว่น ซึ่งข้อดีของร้านตัดแว่นคือมีความเป็นส่วนตัว มีความเงียบ ผมเลยลองไปเสนอข้อตกลงกับร้านตัดแว่นจำนวน 2 เจ้าว่า เรามาแลกเปลี่ยนลูกค้ากัน คุณมาเรียนพิมพ์หูกับผมพร้อมให้พื้นที่บริการในร้านส่วนหนึ่ง สิ่งที่คุณจะได้คือผมจะแบ่งส่วนแบ่งค่าบริการพิมพ์หูให้ และการที่ลูกค้าของเราอยู่ในร้านคุณ ก็เป็นโอกาสที่ลูกค้าของเราหรือคนที่มากับลูกค้าของเราจะกลายเป็นลูกค้าของคุณในอนาคต”

ARC Sleepplug

จากกลยุทธ์ที่เต้ว่ามา ณ เวลานี้ ARC custom จึงจับมือกับ KT OPTIC  ร้านแว่นชื่อดัง เพื่อให้บริการพิมพ์หูฟังและที่อุดหู ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายหน้าร้านไปสู่โลเคชั่นใหม่ๆ ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและง่ายยิ่งขึ้น

และเมื่อมีหน้าร้านให้บริการมากพอ ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะเปิดไลน์หูฟังไลฟ์สไตล์อื่นๆ ตามมา เช่น ARC Lifestyle CIEM หูฟังสำหรับนักฟังเพลงที่มีเวอร์ชั่นพอร์ต USB-C กับบลูทูธ, ARC IMPAX หูฟังสำหรับนักกีฬายิงปืน และ ARC custom Swim & Surf หูฟังสำหรับนักกีฬาว่ายน้ำและคนที่ชอบทำกิจกรรมทางน้ำ 

ทำธุรกิจให้เหมือน NASA ฝันไปดวงจันทร์

“สิ่งหนึ่งที่ผมกับอาร์คเชื่อมาตลอดคือถ้าจะทำแล้วต้องทำให้สุด” เต้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมยังจำวันที่เราติดต่อไปตามงานดนตรีต่างๆ เพื่อขอไปเปิดบูทได้อยู่เลย ทุกครั้งที่เราไปออกบูทแล้วเราได้เจอกับนักดนตรีเราจะบอกเสมอว่าถ้าซื้อหูฟังของเรา เราจะดูแลพวกพี่ให้ดีที่สุด 

“ตลอด 9 ปีเราให้บริการศิลปินมากมาย แต่ศิลปินที่เราเจอแล้วเราประทับใจมากที่สุดคือพี่โอม COCKTAIL (โอม–ปัณฑพล ประสารราชกิจ CEO บริษัท ครึ่งเก้า จำกัด และอดีตนักร้องนำวง COCKTAIL) เขาเดินมาหาเราแล้วตัดสินใจซื้อหูฟังของเราทันที เพราะเขาอยากสนับสนุนหูฟังคัสตอมของคนไทย ซื้อแบบไม่ฟังไม่ถามอะไรก่อนเลย (หัวเราะ) แล้วหลังจากนั้นพี่โอมก็บอกต่อศิลปินคนอื่นๆ เช่น คุณกิต Three Man Down ที่เป็นรุ่นน้องในค่ายเพลงจนเรากลายเป็นที่รู้จัก”

“คิดว่า ARC custom เดินทางมาไกลแค่ไหน” ผมถามเต้และอาร์คก่อนจะทิ้งทวนบทสนทนา

“ถ้ามองในมุมของแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยนิสิตปี 3 ก็ถือว่ามาไกลมากแล้วแหละ (หัวเราะ)

“มันเหมือนกับเราบรรลุเป้าหมายแรกในการทำให้หูฟังของเราเป็นที่ยอมรับในหมู่นักดนตรีไทย เหมือนกับ NASA ที่ได้ขึ้นไปปักธงบนดวงจันทร์สำเร็จ แต่ทุกการเดินทางมันก็จะต้องมีเป้าหมายใหม่ที่เราจะต้องไปให้ไกลขึ้น เหมือนที่ตอนนี้ ARC custom แตกไลน์จากโปรดักต์ที่ตอบโจทย์การฟังเพลง มามีที่อุดหูที่ตอบโจทย์เรื่อง sleep and health” เต้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“อย่างที่เต้บอก แต่ผมมองไปไกลมากกว่านั้นอีก คือเราจะนำความรู้และความสามารถที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ยังไงบ้าง เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพื่อนักดนตรี แต่เพื่อให้ผู้คนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างสุดหัวใจ นี่คือสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ วันข้างหน้าเราเลยไม่ได้หยุดแค่การทำหูฟัง แต่เราจะออกแบบโปรดักต์ที่ตอบโจทย์คนหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีฬายิงปืน นักกีฬาว่ายน้ำ หมอฟัน หรือแม้แต่เกมเมอร์” อาร์คกล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจของแบรนด์ 

CryingCenter อยากเป็นแบรนด์ที่เจนฯ Z ให้ใจ โจทย์คือราคาต้องเอื้อมได้ ดีไซน์ต้องทำถึง

“Buy once, cry once.” สำนวนฝรั่งว่า ส่วนฝั่งไทยมีวลี “เจ็บแต่จบ” เอาไว้ใช้โน้มน้าวใจคนให้รู้จักควักเงินลงทุนกับของใช้ดีๆ ทีเดียวไปเลย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำแนะนำทางการเงินที่ไม่เลว เนื่องจากสินค้าคุณภาพดีส่วนใหญ่มีอายุขัยยาวนานกว่าสินค้าคุณภาพก๊องแก๊งจำนวนเป็นสิบชิ้นรวมกัน 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือคำแนะนำเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คุณภาพต้องสัมพันธ์กับราคา ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บ่อยครั้งเราเจอสินค้าราคาสูงที่มองยังไงก็ไม่คุ้มค่า และสินค้าราคาย่อมเยาที่คุณภาพดีกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นไอเทมคุณภาพดีในราคาที่ไม่ต้องถึงขั้นกัดฟันซื้อเพื่อให้ได้มา จึงกลายมาเป็นปรัชญาที่ ‘CryingCenter’ ยึดถือ และเป็นการวาง market positioning ณ จุดกลมกล่อมพอดี ซึ่งช่วยให้แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติจีนเจ้านี้ยืนระยะมาได้นานถึง 9 ปีแล้ว 

แต่ไม่ว่าจะคุ้มค่ายังไง ก็ใช่ว่าจะแบรนด์สตรีทแวร์เกิดใหม่จะคืบคลานเข้าไปอยู่กลางใจคนรุ่นใหม่ได้ง่ายๆ คอลัมน์ Biztory ครั้งนี้จึงขอชวนผู้อ่านมาร่วมหาคำตอบ ว่าท่ามกลางความหลากหลายของคนเจนฯ Z ที่รสนิยมแยกย่อยออกเป็นหลากสไตล์หลายซับคัลเจอร์ สินค้าฮิตอย่างเสื้อฮู้ดดีไซน์เรียบง่ายของ CryingCenter กลายมาเป็นจุดร่วมของคนรุ่นนี้ได้ยังไง

Crying is the New Cool

การร้องไห้เป็นภาษาที่มีความเป็นสากลที่สุดภาษาหนึ่ง มนุษย์เราใช้น้ำตาและเสียงกระจองอแงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความไม่สบายกายไม่สบายใจได้คล่องก่อนที่เราจะพูดเป็นเสียอีก น่าแปลกที่ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งต้องคอยบังคับตัวเองให้เลิกขี้แยเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เช่นเดียวกับที่เราต้องโละเสื้อผ้าสมัยเด็กทิ้งไป เพื่อเว้นที่ว่างให้เสื้อผ้าใหม่ที่ดูโตสมวัยขึ้น

CryingCenter ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการเติบโตต้องแลกมากับการซ่อนความรู้สึก แล้วเลือกหยิบการร้องไห้ ซึ่งมักถูกตีตราว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ มาเป็นหัวใจของแบรนด์ เห็นได้จากเสื้อผ้าสีสันสดใส ลวดลายแฝงอารมณ์ขัน ไปจนถึงชื่อแบรนด์ 

แบรนด์สตรีทแวร์แนวสปอร์ตจากกวางโจวเจ้านี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ในชื่อ ‘CCC’ หรือ ‘3C’ (ย่อมาจาก Chinese Crying Center) หรือไม่ก็ชื่อที่เขียนด้วยตัวจีนไปเลยอย่าง ‘คูห่านจงซิน’ (哭喊中心) ซึ่งแปลโดยรวมออกมาคล้ายคลึงกับชื่อภาษาอังกฤษก็จริง แต่หากพิจารณาอักษรจีนทีละตัวจะพบความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ 

‘คู’ (哭) หมายถึงร้องไห้ สื่อถึงความรู้สึกที่เอ่อล้นมาจากภายใน ขณะที่ ‘ห่าน’ (喊) หมายถึงการกู่ร้อง เป็นการใช้ร่างกายปลดปล่อยอารมณ์ดังกล่าวออกสู่ภายนอก เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน 哭喊中心 จึงไม่ใช่เพียงศูนย์รวมคนร้องไห้แบบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นพื้นที่ของการยอมรับและแสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา

ในโลกที่แบรนด์เสื้อผ้าส่วนใหญ่แข่งขันกันขายภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบและมั่นใจ การที่ CryingCenter เลือกใช้ด้านที่เปราะบาง มีความเป็นมนุษย์ และบางครั้งก็น่าอาย เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ จึงเป็นจุดแตกต่างทางการแข่งขันที่ทำให้คนจดจำได้

Subculture is the New Mainstream

หนึ่งในกลุ่มคนเจนฯ Z ที่ถูก CryingCenter ตกเข้าอย่างจังคือชาวย่าปี (yabi) กลุ่มซับคัลเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นในจีน ว่ากันว่าเทียบได้กับแฟชั่นหนุ่มชัฟ (chav) ของอังกฤษ หรือไม่ก็สาวแกล (gyaru) ของญี่ปุ่น ความคล้ายอยู่ตรงที่แรกเริ่มเดิมทีย่าปีเป็นกลุ่มคนที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างลบ แต่ภายหลังมีการช่วงชิงความหมายกันอย่างต่อเนื่อง จนคำว่าย่าปีในปัจจุบันเปลี่ยนความหมายมาเป็นมูฟเมนต์แฟชั่นที่รักในการผสมผสาน ทดลองสีสันท้าทาย และเชื่อในความงามของความไม่เข้ากัน ให้อารมณ์คล้ายกับคำว่า ‘ฮิปสเตอร์’

สาเหตุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวัยรุ่นกลุ่มนี้ เป็นเพราะ CryingCenter ไม่ได้มีนักออกแบบเบื้องหลังเป็นพระเอกเพียงคนเดียวอย่างดีไซเนอร์แบรนด์ทั่วไป แต่ประกอบไปด้วยทีมนักออกแบบหลายคนที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาถ่ายทอดมุมมองเฉพาะตัว ทำให้สินค้าแฟชั่นของแบรนด์กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความคิดสร้างสรรค์จากหลากหลายที่มา ถึงขนาดได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลในหมู่ชาวย่าปีที่สุด

อันที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีนเท่านั้น หากในโลกตะวันตกก็ปรากฏแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน ภายใต้เทรนด์ใหม่มาแรงประจำปี 2026 ที่โลกโซเชียลฯ มอบชื่อเรียกน่ารักๆ ให้ว่า ‘วิมซี’ (whimsy) หมายถึงการแต่งตัวสไตล์หนึ่งที่ผู้สวมใส่สามารถหยิบยืมแรงบันดาลใจจากแฟชั่นและวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาผสมผสานกันอย่างอิสระ 

ทั้งสองปรากฏการณ์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือพวกเขาไม่ได้สร้างตัวตนด้วยการเลือกสังกัดซับคัลเจอร์ใดซับคัลเจอร์หนึ่งแล้วปักหลักอยู่ในชุมชนนั้นเหมือนในอดีต แต่เลือกรีมิกซ์อิทธิพลจากหลายซับคัลเจอร์เข้าด้วยกัน เพื่อประกอบสร้างอัตลักษณ์ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

Running is the New Ritual

หากย้อนกลับไปสักเมื่อ 10 ปีก่อน ภาพของคนตื่นตี 5 ออกมาวิ่งอาจดูเป็นกิจกรรมของนักกีฬามืออาชีพหรือคนที่กำลังตั้งใจลดน้ำหนัก แต่มาวันนี้ที่ยอดสมัครลงแข่งมาราธอนและไฮรอกซ์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เป็นที่ชัดเจนว่าเทรนด์สุขภาพได้ขยับสถานะของกิจกรรมกีฬาและการออกกำลังกายขึ้นมาเป็นกิจวัตรของคนเมือง ไม่ใช่แค่ขั้นตอนการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่ผู้คนใช้จัดระเบียบชีวิตประจำวันด้วย

CryingCenter คือหนึ่งแบรนด์ที่จับสัญญาณนี้ได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าช่วงปีให้หลัง พวกเขาค่อย ๆ ขยายจักรวาลของแบรนด์จากเดิมที่มีแค่สตรีทแวร์แนวสปอร์ตไปสู่แอ็กทีฟแวร์เต็มตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด quick-dry เจอร์ซีย์ ชุดว่ายน้ำ สปอร์ตบรา ไปจนถึงถุงเท้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา แต่แน่นอนว่ายังคงภาษาการออกแบบและอารมณ์ขันแบบเดิมไว้ 

ที่น่าสนใจคือในบางคอลเลกชั่น แทนที่จะพัฒนาสินค้าขึ้นมาแข่งขันกับแบรนด์กีฬาอื่นๆ อย่างแข็งขัน CryingCenter กลับเลือกพาตัวเองเข้าไปคลุกวงใน เรียนรู้วัฒนธรรมการขายสินค้าสำหรับนักกีฬา โดยจับมือกับแบรนด์ผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดนี้อยู่แล้ว เช่น CryingCenter x KUMPOO ที่คอลแล็บกันออกมาเป็นคอลเลกชั่นนักแบดมินตันเมื่อปี 2025 เป็นต้น

วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนว่า CryingCenter ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์กีฬาเต็มตัว อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่กำลังมองหาวิธีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ movement culture ที่กำลังเติบโตขึ้นในฐานะแบรนด์แฟชั่น เรื่องเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพทางการกีฬาจึงถูกปล่อยว่างให้แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญกว่าเข้ามาเติมเต็ม แต่ส่วนตัวเองก็มุ่งทำในสิ่งเดิมที่ถนัด คือการเปลี่ยนสินค้าราคาจับต้องได้ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แสดงตัวตนเมื่ออยู่บนสนามกีฬา

อ้างอิง

‘พลาสเตอร์‘ จากแฟชั่นอวดเก๋ในราชสำนัก สู่แผ่นแปะปิดแผลของสามีเพื่อภรรยา

พลาสเตอร์ปิดแผลกลายเป็นชุดยาสามัญประจำบ้านเวลาเราหกล้มหรือเจ็บตัว ใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์อะไรมาก แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่เจ้าพลาสเตอร์อันเล็กๆ ที่แสนจะเรียบง่าย มีผ้าก๊อซผืนจิ๋วๆ ตรงกลางและเทปแปะนี้ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี และยังเกี่ยวข้องกับการต่อสู้อันยาวนานของมนุษย์กับปัญหาอาการติดเชื้อเมื่อเกิดแผล 

แต่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาทางการแพทย์ เพราะพลาสเตอร์ปิดแผลยังเคยเป็นแฟชั่นความเก๋ในราชสำนัก ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ช่วงการแพทย์สมัยใหม่ที่ทำให้เกิด Band-Aid ชื่อผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ยา ซึ่งคิดค้นอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้บริษัท Johnson & Johnson ในปี 1920 

ประเด็นคือ Johnson & Johnson ผลิตพลาสเตอร์ยาในยุคแรกแบบแยกชิ้นส่วน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้งานง่ายแบบทุกวันนี้ จนกระทั่งพนักงานฝ่ายจัดซื้อท่านหนึ่งพบว่าภรรยามือใหม่มักบาดเจ็บจากการทำงานบ้าน เลยเอานวัตกรรมผ้าก๊อซและกาวของบริษัทที่ตัวเองทำงานมาประดิดประดอยจนทำให้ภรรยาสามารถปิดแผลได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์หรือมีคนช่วยแต่อย่างใด จึงกลายเป็นว่าต้นกำเนิดเจ้าพลาสเตอร์ยาตัวแรกของโลกที่มีหน้าตาแบบที่เราเห็นทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากแพทย์หรือฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เลย 

ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์การปิดแผลชนิดย่นย่อ จากประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ปิดแผลที่ไม่ใช่แค่ปิดแผล แต่คือสินค้าหรูหราที่กลายเป็นแฟชั่นในราชสำนัก พลาสเตอร์ปิดแผลที่ต้องปรุงเฉพาะจากร้านยา มาจนมาถึงวันที่ Johnson & Johnson ทำให้พลาสเตอร์เข้าสู่การแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น และใช้ไอเดียของสามีที่รักภรรยามาผลิตเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของคนกว่าศตวรรษ

เรื่องราวของผ้าปิดแผลที่ต้องใช้หมอยาปรุงให้เป็นพิเศษ และมากกว่าการรักษา คือเครื่องแสดงสถานะไฝคนเก๋ในราชสำนัก

การใช้งาน ‘พลาสเตอร์’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน อย่างน้อยที่สุดคือช่วงศตวรรษที่ 17 มีสิ่งที่เรียกว่า ‘court plaster’ หรือพลาสเตอร์ราชสำนัก จริงๆ จะเรียกว่า ‘พลาสเตอร์ยา’ ก็ถือว่าไม่ผิด รูปลักษณ์ของมันคือการผสมตัวยาเข้ากับสารให้ความเหนียว (isinglass) ซึ่งเป็นคอลลาเจนสกัดจากกระเพาะของปลาแห้งแล้วจึงทาตัวยาเหล่านั้นเข้ากับแผ่นผ้าไหมหรือผ้าทาฟฟีตา (taffeta) 

พลาสเตอร์ราชสำนักในสมัยนั้นมักนิยมทำเป็นสีขาว สีดำ หรือสีเนื้อ และแน่นอนใช้ผ้าหรูหราจากตะวันออก ทั้งไหมจากจีนและผ้าทาฟฟีตาจากตะวันออกกลางเป็นวัสดุหลัก ‘พลาสเตอร์’ ในยุคนั้นจึงมาเป็นแผ่น อาจจะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม เมื่อถึงเวลาจะใช้งานก็ต้องตัดและนำไปอุ่นเพื่อให้เหนียวจึงใช้ปิดแผลได้

ด้วยหลายเงื่อนไข ทั้งความยุ่งยากและผ้าที่ราคาแพง แต่ก็มีสีสันของผ้า พลาสเตอร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นของราชสำนัก จึงกลายเป็นเรื่องแฟชั่นและการแสดงสถานะทางสังคมไปด้วย ส่วนใหญ่ถูกใช้ติดบนใบหน้า บางครั้งตัดเป็นวงกลมเผื่อทำเป็นไฝปลอม หรือใช้ติดนอกร่มผ้า เช่น แขน มือ หรือจุดที่มองเห็นได้ ยิ่งติดเยอะ ยิ่งแสดงความเก๋ และแสดงสถานะทางสังคม

นอกจากการติดเอาแฟชั่นในสังคมชั้นสูงแล้ว พลาสเตอร์ยังมีการผลิตใช้จากร้านยาหรือโดยหมอยา กล่าวคือสมัยก่อนร้านหมอยาจะมีการบด ปรุงยาในร้าน ซึ่งรวมถึงการทำแผ่นยาแปะแผลด้วย (medical plaster) ในสมัยนั้นต้องอาศัยตำราแพทย์โบราณ เช่น ความเชื่อเรื่องสมดุลของน้ำในร่างกาย (humor) เพื่อนำมาปรุงแผ่นยาแปะแผลโดยเฉพาะ

ตัวอย่างที่สำคัญคือการทำพลาสเตอร์ยาจากผงมัสตาร์ด คือการนำเอาผงมัสตาร์ด หรือสารจากมัสตาร์ดบดใส่ในผ้าแปะแผล พลาสเตอร์จากมัสตาร์ดจะให้ความรู้สึกอุ่นหรือแสบๆ ซึ่งทางการแพทย์โบราณมองว่าความแสบจากสารระคายเคืองเป็นส่วนสำคัญของการรักษา เหมือนเป็นการดึงความเจ็บปวดออกจากร่างกาย ซึ่งรวมถึงการมีรอยแดงและความเจ็บปวดในตอนรักษาด้วย ในภายหลัง วงการแพทย์อธิบายว่าความแสบคันหรือเจ็บปวดจากพลาสเตอร์ยาโบราณช่วยดึงความสนใจจากความเจ็บปวดอื่นๆ หรือบรรเทาความปวดเบื้องต้นได้จริง

นอกจากพลาสเตอร์ยาสูตรแสบคันจากผงมัสตาร์ดแล้ว ยังมีการปรุงพลาสเตอร์ยาอื่นๆ จำหน่าย เช่น สูตรแปะตาปลา ดังนั้นถ้าสรุปอย่างสังเขปคือ พลาสเตอร์ยาในสมัยก่อนไม่ได้แปะกันง่ายๆ คนต้องเดินเข้าไปในร้านหมอยาแบบโบราณ (apothecary) ที่ขายยาเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องยา แล้วให้หมอยาคอยปรุงแผ่นปิดแผลตามอาการให้

จากร้านหมอยา ถึงอาณาจักรเวชภัณฑ์สมัยใหม่

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ก็มีความคาบเกี่ยวระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากร้านยาแบบโบราณไปสู่การผลิตเวชภัณฑ์มาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ที่ตั้งเป้าหมายสู้ปัญหาการติดเชื้อจากแผล โดยอาณาจักรเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Johnson & Johnson (J&J)  

บริษัท Johnson & Johnson เกิดขึ้นในปี 1886 โดยสามพี่น้องตระกูลจอห์นสัน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการเกิดมาตรฐานทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเชื้อโรค (germ theory) นำมาสู่การผลิตเวชภัณฑ์ที่ได้รับการฆ่าเชื้อ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปลอดเชื้อและการฆ่าเชื้อต่างๆ

คนสำคัญในสามพี่น้องคือ Robert Wood Johnson เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเพนซิลเวเนีย ตอนอายุ 16 ปีก็ไปเป็นหมอยาอยู่ในร้านขายยาแบบโบราณชื่อ Wood & Tittamer ในเมือง Poughkeepsie ร้านขายยาของญาติฝ่ายแม่ ในรัฐนิวยอร์ก แน่นอนว่าการฝึกงานเป็นหมอยาฝึกหัด น่าจะต้องรวมถึงการปรุงพลาสเตอร์ยาจากวัตถุดิบหรือตำรับยาต่างๆ ด้วย

บริบทหนึ่งที่ทำให้โรเบิร์ต จอห์นสัน สนใจด้านการแพทย์คือบรรยากาศสงครามกลางเมือง ซึ่งการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่มีความก้าวหน้า และเต็มไปด้วยการรักษาเหยื่อที่บาดเจ็บจากสงคราม การตัดแขนขาผู้บาดเจ็บต้องทำอย่างเร่งรีบภายในเวลาไม่กี่นาที แพทย์ทำการผ่าตัดโดยไม่มีการล้างทำความสะอาดมือหรือเครื่องมือ ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสงครามสูงถึง 720,000 ราย ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อและโรคต่างๆ

ตัวโรเบิร์ตเองไม่มีหลักฐานว่าเข้าร่วมสงคราม หรือร่วมการรักษาในกองทัพ (พี่ชายทั้งสองของเขาเข้าร่วมรบในสงครามกลางเมือง) แต่ด้วยบริบทการเป็นหมอยาในร้านยาโบราณ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการดูแลสุขภาพและบริบาลของชุมชน ทำให้โรเบิร์ตสนใจด้านการแพทย์จากบรรยากาศสงครามนั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โรเบิร์ตได้เข้าร่วมงานเอ็กซ์โป Centennial Exhibition ในปี 1876 ที่ฟิลาเดลเฟีย และได้ฟังการบรรยายสำคัญของนายแพทย์ Joseph Lister ซึ่งพูดถึงขั้นตอนการทำการผ่าตัดแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่าการผ่าตัดปลอดเชื้อ เขาแสดงให้เห็นถึงการผ่าตัดที่ใช้ความพยายามและยุ่งยาก ต้องใช้กรดคาร์บอลิก (carbolic acid) ฉีดพ่นใส่มือแพทย์และพยาบาล พ่นไอกรดบนแผล และใช้ผ้าพันแผลชุบสารนี้ก่อนติดบนแผลผ่าตัด รวมถึงการฆ่าเชื้อผ้าพันแผลและสำลี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้นยังไม่มีใครยอมรับแนวทางอันยุ่งยากของหมอลิสเตอร์ หมอที่มาฟังก็ไม่ค่อยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะฆ่าคนได้อย่างไร แม้หมอลิสเตอร์แสดงตัวเลขว่าเมื่อใช้กระบวนการดังกล่าวในห้องปลอดเชื้อจะช่วยลดการตายของคนไข้ที่ถูกตัดแขนขาจาก 45-50% เหลือเพียง 15%

และแน่นอน คนที่เชื่อก็คือโรเบิร์ต จอนห์สัน ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วเพิ่งร่วมหุ้นและเปิดบริษัทผลิตผ้าพันแผลที่พัฒนาโดยใช้ยางอินเดียชื่อ Seabury & Johnson ในปี 1874 ราว 10 ปีหลังจากนั้น โรเบิร์ตจึงได้ร่วมกับพี่ๆ อีก 2 คนก่อตั้งบริษัท Johnson & Johnson ในปี 1886

สินค้ากลุ่มแรก ผลิตจากความคิดของคุณหมอลิสเตอร์และแทบจะใช้วิธีในทำนองเดียวกับที่เขาบรรยาย ไลน์สินค้าแรกสุดคือผ้าพันแผลปลอดเชื้อสำเร็จรูป (ready-to-use sterile surgical dressings) ทำให้หมอหรือโรงพยาบาลไม่ต้องยุ่งยากฆ่าเชื้อผ้าพันแผล หลังจากนั้น 1 ปีก็ออกผ้าก๊อซฆ่าเชื้อที่ผ่านการชุบกรดคาร์บอลิก (carbolated antiseptic gauze) รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อที่จำหน่ายในภาชนะปิดสนิทต่างๆ 

กลับมาที่พลาสเตอร์ บริษัทจอห์นสันเองก็มีการทำ court plaster จำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1887 เป็นสินค้าชื่อ Black Perfect Taffeta Court Plaster พลาสเตอร์โบราณสีดำ ซึ่งต้องตัดและอังความร้อนก่อนใช้งาน ต่อมาในปี 1899 จึงได้พัฒนาพลาสเตอร์รุ่นใช้กาวสูตรซิงก์ออกไซด์ จากการใช้กาวจากกระเพาะปลา ทำให้ระคายผิวน้อยลงและติดทนง่ายมากขึ้น 

แต่นี่คือการพัฒนาวัสดุ ไม่ใช่การพัฒนาในการใช้งาน กล่าวคือคนที่เป็นแผลหรือแพทย์ทำแผลยังต้องตัดผ้ามาอังความร้อนเพื่อให้พลาสเตอร์ติดได้ 

ดังนั้น กว่าจะมาเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลที่มาพร้อมแถบกาวที่ทำให้เราติดแผลเองได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องใช้เวลาอีก 21 ปีต่อมา

และมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นด้วยตัวเอง เแต่เกิดจากการที่สามีคนหนึ่งเอาใจใส่ภรรยามากจนบังเอิญผลิตนวัตกรรมแก้ปัญหาให้กับคนทั้งโลก

คู่แต่งงานใหม่ และสามีที่ใส่ใจภรรยา ต้นกำเนิดพลาสเตอร์ปิดแผลของโลก

พลาสเตอร์ยาสมัยใหม่ถือว่าเกิดขึ้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าการแพทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งถือว่ามีการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ หมายความว่าในการผลิตและพัฒนาสินค้า มีการพัฒนาทั้งผ้าก๊อซ มีพลาสเตอร์แบบเก่าที่ต้องตัด ต้องแปะ คือผู้ใช้งานใช้ด้วยตัวเองไม่ได้ 

นี่คือสิ่งที่ Earle Dickson พนักงานบริษัท Johnson & Johnson ต้องเจอเช่นกัน ในปี 1917 หลังจากเขาแต่งงานกับ Josephine Frances Knight เอิร์ลพบว่าภรรยามักจะเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ ขณะทำงานบ้าน เช่น ถูดมีดบาดเป็นประจำในขณะเตรียมอาหาร ในปี 1920 เขาจึงได้ทำสิ่งเล็กๆ ที่น่ารักเพื่อช่วยภรรยา ซึ่งคือจุดเริ่มของพลาสเตอร์ยาสมัยใหม่

ตอนนั้นการทำแผลมักจะใช้ผ้าก๊อซและเทปทำแผลอย่างที่บอกไป ซึ่งคุณเอิร์ลก็พบว่ามีความลำบากในการใช้งาน ต้องตัดผ้าเป็นชิ้น เทปก็ต้องตัด แถมพอแปะไปแล้วก็พบว่าการทำแผลแบบเดิมๆ ด้วยผ้าก๊อซมักจะหลุดออกจากแผลของภรรยาเวลาขยับทำงาน

สิ่งที่เอิร์ลทำจริงๆ นั้น ในฐานะสามีถือว่าตั้งอกตั้งใจ ช่างคิด และรักภรรยาเป็นอย่างยิ่ง คือเขาจะดึงเทปกาวทางการแพทย์ออกมาเป็นแนวยาว พับผ้าก๊อซทาบไว้ตรงกลาง และนำเอาผ้าที่คล้ายกระดาษแข็งวางทับก่อนจะม้วนคืนไป ผลคือ ภรรยาได้อุปกรณ์ปิดแผลสำเร็จรูปที่สามารถคลี่และใช้กรรไกรตัดได้ตามขนาดเมื่อเกิดแผล สามารถปิดแผลขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว ติดทน และแกะใช้ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีคนช่วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ อย่างแรก ทั้งเทปและผ้าก๊อซ เป็นสินค้าที่ Johnson & Johnson ผลิตอยู่แล้ว และอีกอย่างคือเอิร์ลในฐานะพนักงานจัดซื้อฝ้ายของบริษัท (ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสินค้าหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เลย) ทว่าเมื่อเพื่อนๆ ของเอิร์ลรู้เรื่องว่าเขานำเอาผลิตภัณฑ์สองชนิดมารวมกัน ทำให้เกิดสินค้าใช้งานง่าย สะดวก แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ในที่สุดจึงนำไปเสนอกับทางบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่

ผลคือทางบริษัทเห็นชอบกับสิ่งประดิษฐ์ โดยเฉพาะจากไอเดียที่ว่าสามารถทำให้คนที่เกิดแผลบ่อยๆ ใช้งานได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย บริษัทก็นำเอาพลาสเตอร์ออกจำหน่ายในปี 1921 ชื่อ Band-Aid ช่วงแรกวางขายเป็นม้วนเหมือนกับที่เอิร์ลคิดมา จนในปี 1924 จึงออกจำหน่ายพลาสเตอร์แบบที่ตัดมาแล้วในขนาดต่างๆ

ช่วงแรกหลังจากวางขายสินค้าไป เจ้าพลาสเตอร์แบบใหม่ยังขายไม่ดี สิ่งที่บริษัททำคือการสนับสนุนพลาสเตอร์ของตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดปฐมพยาบาลของลูกเสือ ทำให้ในที่สุดแล้ว เหล่าลูกเสือเมื่อเป็นแผลก็เริ่มใช้พลาสเตอร์ปิด หมายความว่าพ่อๆ แม่ๆ และเด็กๆ ก็เริ่มมีพลาสเตอร์ของ Johnson & Johnson ปิดที่เข่า ที่แขน หรือตามตัวจนกลายเป็นเรื่องสามัญในที่สุด หลังจากนั้นยังแจกให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 วิธีทำการตลาดด้วยการสนับสนุนดังกล่าวจึงทำให้ยอดขายพลาสเตอร์แบบใหม่ก้าวกระโดด

ในปี 1926 เอิร์ลก็จดและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรพลาสเตอร์ Band-Aid ซึ่งหน้าตาเหมือนกับพลาสเตอร์ในปัจจุบัน นั่นคือแผ่นพลาสเตอร์ที่มีผ้าก๊อซอยู่ด้านใน และมีแผ่นพลาสติกที่ป้องกันไม่ให้เทปติดกันเอง ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชิ้นทำให้ดึงและแปะได้อย่างสะดวก

บริษัท Johnson & Johnson ได้เลื่อนขั้นเอิร์ลนั่งตำแหน่งรองประธาน และอยู่กับบริษัทจนกระทั่งเกษียณ ในปี 1957 แม้แต่เกษียณแล้วก็ยังร่วมเป็นบอร์ดบริหารจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1961

ประวัติศาสตร์พลาสเตอร์ยาจิ๋วที่แสนสะดวกถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใครๆ ก็ใช้ ทั้งยังมีหน้าตาเหมือนเดิมเมื่อร้อยปีก่อน และเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นทุกหนแห่งทั่วโลก เป็นสิ่งที่เราหยิบ ฉีก ดึง นึกถึงเมื่อมีแผลและเจ็บตัว เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่จะว่าง่ายก็ง่าย เริ่มต้นด้วยความห่วงใยคนในครอบครัว แต่อีกด้านก็เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การต่อสู้กับโรคร้ายและเชื้อโรค รวมถึงการฆ่าเชื้อโรคและการแพทย์ที่ยาวนาน

อ้างอิง

libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters 

abc.net.au/news/2018-01-03/a-brief-history-of-the-band-aid/9271754 

libguides.urmc.rochester.edu/blogs/hom-blog/patent-medicine-plasters 

smithsonianmag.com/smart-news/get-stuck-band-aid-history-180965157/

lemelson.mit.edu/resources/earle-dickson 

thoughtco.com/history-of-the-band-aid-1991345 

onscouting.org/2018/01/18/band-aids-and-the-boy-scouts

Sliptosleep เทคโอเวอร์บิลบอร์ดกลางกรุง พร้อมควง ‘เจนเย่’ สร้างประวัติศาสตร์ เข้าร่วม Paris Fashion Week 2026

หลายคนโดยเฉพาะสาวๆ น่าจะรู้จัก Sliptosleep แบรนด์ชุดนอนโนบราเจ้าแรกของไทยเป็นอย่างดี เพราะนี่คือแบรนด์จากสองสาวเพื่อนซี้ที่ฝันอยากทำแบรนด์ร่วมกัน จนเกิดเป็นการสร้างสรรค์ชุดนอนโนบราที่เกิดจากความใส่ใจและเข้าใจผู้หญิงทุกคนที่สุด

ด้วยการพัฒนาแบรนด์มาอย่างต่อเนื่องและได้กระแสตอบรับที่ดีจนเริ่มขยับขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ตอนนี้ Sliptosleep ก้าวสู่ศักราชใหม่ของแบรนด์ไทยอย่างยิ่งใหญ่และเหนือระดับ กับการเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์อินเตอร์แบรนด์ตัวจริง ด้วยการส่งแคมเปญล่าสุดขึ้นจอเด่นตระหง่านบนบิลบอร์ดแลนด์มาร์กใหม่ระดับลักชูรี ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด ทั้งกลุ่มคนทำงานระดับไฮเอนด์และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากความปังในประเทศ Sliptosleep ยังเตรียมโกอินเตอร์และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศพาพรีเซนเตอร์สาวสุดฮอต ‘เจนเย่–เมธิกา จีรนรภัทร’ บินลัดฟ้าเข้าร่วมงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week 2026 ในเดือนตุลาคมนี้

นับเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญที่แบรนด์ชุดนอนโนบราของไทยจะไปปรากฏตัวในเวทีระดับโลกอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าความใส่ใจในสรีระ ความสบายของผู้หญิง และดีไซน์ที่ทันสมัย สามารถยกระดับสู่ความเป็นสากลได้อย่างลงตัว

ความน่าจับตามองในระดับภูมิภาคยังรวมถึงพรีเซนเตอร์อย่าง ‘เจนเย่’ ซึ่งเป็นศิลปินที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นและทรงอิทธิพลอย่างมากในแถบเอเชีย ซึ่งกระแสอินเตอร์นี้สอดรับกับอินไซต์ของแบรนด์ที่พบว่า หน้าร้านทั้งที่สยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิลด์ มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาเลือกซื้ออย่างถล่มทลาย 

การเดินทางสู่กรุงปารีสใน Paris Fashion Week จึงเป็นการตอกย้ำว่า Sliptosleep คือแบรนด์ที่พร้อมขับเคลื่อนในระดับโลกอย่างแท้จริง

จากบิลบอร์ดหรูใจกลางกรุงเทพฯ สู่รันเวย์ระดับโลก Sliptosleep จึงไม่เพียงแต่สร้างความต่างเหนือคู่แข่งในตลาด แต่ยังทำหน้าที่ส่งต่อความรัก ความใส่ใจ และความสบายสูงสุด เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนทั่วโลกมั่นใจและภูมิใจในตัวเอง 

มาร่วมรอชมความภูมิใจของแบรนด์ไทยอย่าง Sliptosleep และ ‘เจนเย่’ บนจอ Plan B TV ทั่วเมือง และเตรียมเคาต์ดาวน์สู่ความปังระดับโลกที่ปารีสในเดือนตุลาคมนี้ไปด้วยกัน!

หล่อเลี้ยงความครีเอทีฟในยุคดิจิทัลตามแบบฉบับของ DixonBaxi เอเจนซีเบื้องหลังความสำเร็จการสร้างแบรนด์

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอเจนซีด้านแบรนด์ หรือ brand agency มีบทบาทสำคัญต่อคนทำธุรกิจอย่างมาก เพราะบริษัทเหล่านี้สามารถช่วยชี้ทางให้ได้ว่า ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะมองเห็นและรับรู้ ‘แบรนดิ้ง’ ของเรายังไง

ฟังดูก็พอจะเห็นภาพได้ว่าสำหรับคนทำธุรกิจ การมีพาร์ตเนอร์ที่คอยให้คำแนะนำอย่าง brand agency นั้นจะช่วยสร้างตัวตนให้แบรนด์ชัดเจนและช่วยสร้างมูลค่าระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การบริหารธุรกิจด้านอื่นเลย

แต่หากมองย้อนกลับไปยังเหล่า ‘คนทำงาน’ ในแวดวงนี้ล่ะ พวกเขามองอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ตนเองอยู่นี้ยังไงบ้าง?

ในอดีต เอเจนซีมักจะเก็บงำกลยุทธ์หรือวิธีคิดไว้เป็นความลับเพราะกลัวการถูกเลียนแบบ แต่การทำ brand agency แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป 

คนที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ทอม เพลลิ่ง (Tom Pelling) จาก DixonBaxi หนึ่งในบริษัท brand agency ที่โด่งดังระดับโลก และอยู่เบื้องหลังการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่กลายเป็นที่จดจำมากมาย โดยเฉพาะในโลกของสื่อ บันเทิง กีฬา และดิจิทัล ซึ่งไม่ได้เน้นแค่การออกแบบโลโก้แบบดั้งเดิม แต่สร้างประสบการณ์ของแบรนด์ผ่านภาพ เสียง การเคลื่อนไหว และเทคโนโลยี

เราอาจเคยเห็นงานของ DixonBaxi ผ่านตากันมาบ้างแต่ไม่เคยรู้ ถ้ายกตัวอย่างหลายคนอาจร้องอ๋อ เช่น Formula 1, พรีเมียร์ลีกอังกฤษ, สถานีโทรทัศน์ Channel 4 ของอังกฤษ และสโมสรฟุตบอลเอซี มิลาน

ก่อนหน้านี้ทอม เพลลิ่ง ขึ้นเวทีงาน Nicer Tuesdays ในลอนดอน เพื่อเล่าประสบการณ์ทำงานที่ DixonBaxi โดยไม่ได้พูดถึงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่ brand agency ‘ควรจะเป็น’ โดยมีแนวคิดหลักว่า

วงการ brand agency หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ควรเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเก็บความรู้ไว้ ‘ภายใน’ ให้เป็นการ ‘เปิดเผย’ กระบวนการคิด รวมถึงแบ่งปันความรู้ เพื่อสร้างวงการออกแบบที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และจะได้พัฒนาไปพร้อมกันทั้งองคาพยพ

พยายามส่งต่อพลังบวก ไม่เช่นนั้นการทำงานก็ไร้ความหมาย

“มันง่ายมากที่จะมองโลกในแง่ลบ ไม่ใช่แค่ในวงการนี้ แต่รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วย มันมีเรื่องลบๆ เต็มไปหมดรอบตัวเรา และมันง่ายมากที่จะปล่อยให้เรื่องพวกนั้นเข้ามาบั่นทอนจิตใจเรา”

ทอมเริ่มต้นเล่าวิถีในการทำงานของ DixonBaxi โดยยกตัวอย่างว่าการเป็นคนมองโลกในแง่ดีท่ามกลางผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ

“ดังนั้นสิ่งที่ DixonBaxi พยายามให้ความสำคัญคือ การมองโลกในแง่ดีท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องนั่งคุยกับลูกค้าเรื่องงบประมาณ ไทม์ไลน์ หรือการต้องทำงานถึงค่ำมืด มันคือการเป็นคนที่สามารถผลักดันงานให้ลุล่วงได้ มองหาแง่มุมดีๆ หรือสร้างบรรยากาศเชิงบวกขึ้นมา”

ทอมบอกว่า ทุกคนที่ DixonBaxi พยายามส่งต่อพลังบวกแบบนั้นออกมา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ทำก็จะไร้ความหมาย ในเมื่อทุกคนต่างทำงานเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยอดเยี่ยม จึงไม่ควรยอมให้ปัญหาของคนอื่นมาทำให้หมดกำลังใจ ดังนั้นการได้เห็นรอยยิ้มของใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือเด็กฝึกงาน จะช่วยเปลี่ยนให้กลายเป็นวันดีๆ ได้เลย

สุดท้าย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะการได้เห็นผลงานที่ออกสู่สายตาผู้คน “แต่การได้เห็นใครสักคนก้าวหน้าและเติบโตในเส้นทางอาชีพ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มค้นพบความสุขที่แท้จริงในงานและบทบาทหน้าที่ของตัวเอง”

ปรับเปลี่ยนและทดลองสิ่งใหม่อยู่เสมอ

เวลาที่เราทำอะไรจนชำนาญ เราจะทำมันได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมาก จนแทบจะหลับตาทำได้ ไม่ก็กลายเป็นความเคยชินหรือสัญชาตญาณไปแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาตั้งคำถามคือ แล้ว ‘ก้าวต่อไป’ คืออะไร? หรือ ‘สิ่งใหม่’ ที่ควรทำคืออะไร? 

เราต่างใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่อง AI แต่รวมถึงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เทรนด์ต่างๆ ก็เปลี่ยน ความเร็วที่ผู้คนต้องการสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยน และมันง่ายมากที่เราจะจมดิ่งลงไปในร่องเดิมๆ และกลับไปทำอะไรแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย

ทอมเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ DixonBaxi ทำคือ การปรับเปลี่ยนตัวเองและลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เขายกตัวอย่างว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘creative sabbatical’ ขึ้น อธิบายคือเป็นช่วงเวลาพักเบรกเพื่อสร้างสรรค์งานของพนักงาน จึงปิดสตูดิโอเป็นเวลา 5 วัน

“ลูกค้าก็เลย…เอ่อ…เกลียดเราเข้าไส้เลยล่ะครับ” ทอมตบมุกพร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะเราใช้เวลาทั้งวันทุกวันอยู่กับคนกลุ่มนี้ แต่บางครั้งเรากลับไม่ได้เชื่อมโยงหรือใช้เวลาร่วมกับพวกเขาจริงๆ จังๆ สักเท่าไหร่ เราเลยปิดสตูดิโอ แล้วไปเช่าพื้นที่ที่ Hoxton Docks เป็นเวลา 5 วัน มาเจอ มาพูดคุยกัน ทุกคนต้องเตรียมพรีเซนเทชั่นมานำเสนอ แต่ห้ามเกี่ยวกับเรื่องงานเลยนะครับ บางคนก็มาพูดเรื่องการแต่งบทกวี บางคนพูดถึงความหลงใหลในการทำอาหาร หรือมีนักวางกลยุทธ์คนหนึ่งมาสอนเรื่องประวัติศาสตร์อินเดียให้เราฟัง มันเป็นช่วงเวลาที่งดงามมากจริงๆ ครับ”

creative sabbatical พักเพื่อไปต่อ(ยอด)

ในกิจกรรม creative sabbatical ไม่ได้มีแค่เหล่าดีไซเนอร์เท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนทำงาน กรรมการผู้จัดการ นักวางกลยุทธ์ และโปรดิวเซอร์ “มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมและจุดประกายบทสนทนามากมายระหว่างพวกเรา ทำให้ได้รู้เรื่องราวของกันและกันในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะปกติเราไม่ได้มีโอกาสเชื่อมโยงกันในระดับที่ลึกซึ้งแบบนั้นตลอดเวลา” ทอมกล่าว

แนวคิดของการได้หยุดพักเพื่อรีเซตความคิดสร้างสรรค์ หรือการได้พักงานเพื่อเติมไฟนั้นส่งผลดีต่อเนื้องาน การสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทำให้คิดไอเดียได้เร็วขึ้น สร้างความไว้วางใจได้ไวขึ้น และช่วยเหลือกันได้อย่างมีความหมายลึกซึ้งขึ้น

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทอมมองว่าคนมักจะระแวดระวังและหวงแหนไอเดียสร้างสรรค์ของตัวเอง เพราะอยากเห็นมันออกมาในรูปแบบที่ ‘บริสุทธิ์’ ที่สุด แต่เราก็ต่างตระหนักดีว่า เมื่องานออกสู่สาธารณะ ลูกค้าอาจลดทอนความเข้มข้นของไอเดียหรือปรับเปลี่ยน แต่เราจำเป็นต้องรักษาความบริสุทธิ์ของไอเดียนั้นภายในใจ จนบางครั้งท่าทีดังกล่าวอาจดูเหมือนการเก็บงำงานนั้นไว้กับตัวเอง เพราะไม่อยากไว้ใจใคร

“แท้จริงแล้ว การสร้างความเชื่อใจและสายสัมพันธ์ การยอมปล่อยให้คนอื่นได้นำไอเดียไปต่อยอดและดูว่าคนเหล่านั้นจะสร้างสรรค์อะไรออกมาได้บ้าง เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก นั่นคืออีกเหตุผลของการทำ creative sabbatical”

นอกจากนี้ ทอมยังย้ำว่า creative sabbatical ยังช่วยสร้างทัศนคติแบบ ‘beta’ ซึ่งมีความหมายถึง การทดลองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (เขาเปรียบเทียบกับคนทำงาน) เพื่อไม่ให้ยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เพราะการกล้าที่จะหยุดงานเพื่อไปทำสิ่งอื่นช่วยส่งเสริมแนวคิดที่ว่าจะไม่มีการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ซากๆ แต่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ 

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งในแวดวงการทำงานและในใจของเรา เรามักเกิดความกังวลและคิดไปเองว่าเรายังไม่ดีพอ แต่บางครั้งเราก็แค่ต้องหยุดพัก แล้วถามตัวเองว่า ‘เราจะทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง?’”

ผลงานที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อได้

“ผมคิดว่าเราทุกคนต่างมีไอเดียเจ๋งๆ เกิดขึ้นทุกวัน ไอเดียเหล่านั้นอาจจะแค่ติดอยู่ในหัว หรือจดไว้หลังกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ หรือบางทีเราอาจจะกลัวเกินกว่าจะบอกใครด้วยซ้ำ แต่มันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราเริ่มลงมือทำและนำมันไปให้คนอื่นได้เห็น”

ทอมเล่าว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอเดียกลายเป็นจริง เป็นไอเดียที่ถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เหมือนมีคนช่วยเติมสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเสริมในบางจุด จนนำไปสู่ ‘แรงขับเคลื่อน’ ซึ่งเขายกตัวอย่างชิ้นงานที่เกิดขึ้น คือหนังสือ ‘REMIX’ ที่หนาถึง 500 หน้า และมีน้ำหนักเกือบ 5 กิโลครึ่ง!

มันคือหนังสือที่เกิดจากนำไอเดีย คอนเซปต์ อัตลักษณ์ทางภาพ และเลย์เอาต์ต่างๆ มาผสมผสานใหม่ (remix) แต่ทอมเล่าว่าสิ่งที่ได้ออกมานั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก เพราะหนังสือเต็มไปด้วยบทสนทนาต่างๆ มีการร้อยเรียงเรื่องราวผ่านข้อความใน Slack, พ็อดแคสต์ที่บันทึกไว้ หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการในห้องครัว สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกและสอดแทรกไว้ในหนังสือ เพื่อสะท้อนตัวตนของ DixonBaxi และถ่ายทอดมุมมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะเป็นไปในทิศทางไหนได้บ้าง

“หนังสือเล่มนี้อาจจะกลายเป็นแค่หนังสือวางโชว์บนโต๊ะรับแขกแบบที่เราทุกคนซื้อมาแต่ไม่เคยเปิดอ่านเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นแค่ชิ้นงานหนึ่งที่สวยงามและวางอยู่บนโต๊ะเฉยๆ ก็ได้ แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับเรา เราอยากให้มันมีความสำคัญ มีความหมาย เราอยากให้คุณหยิบมันขึ้นมา เปิดไปหน้าไหนก็ได้ และสัมผัสถึงแก่นแท้ของการทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงความพยายามสุดกำลังเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดออกมา”

open source การเปิดเผยคือกลยุทธ์ใหม่แห่งอนาคต

ทอมบอกว่า สิ่งที่เขาเล่ามาสะท้อนแนวทางการทำงานของ brand agency ในยุคใหม่ที่ควรเป็น นั่นคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเสรี (open source) และเป็นหัวใจสำคัญของ DixonBaxi เขาเล่าว่าชอบคุยกับเด็กฝึกงานหรือนักศึกษาและได้เห็นคนเหล่านั้นเติบโต อันหมายถึงการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ดีขึ้นกว่าตอนแรก 

ซึ่งหนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือการแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่ DixonBaxi จึงทำสิ่งนี้ในหลากหลายรูปแบบ

“ตั้งแต่ผมเริ่มงานที่นี่ บริษัทเปิดเผยกระบวนการทำงานภายในทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การจ้างงาน วิธีการคิดค้นไอเดีย หรือแม้แต่วิธีที่เรามองภาพลักษณ์ธุรกิจของตัวเอง” ทอมเล่า “คุณคงพอดูออกว่า บริษัทเราหลงใหลในหนังสือมาก เพราะเราถึงกับทำหนังสือ REMIX ขึ้นมา และนำไปแจกจ่ายให้สาธารณชน นักศึกษา และผู้ที่มาร่วมการฟังบรรยายต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมของเราเลยทีเดียว”

ย้อนกลับไปสมัยที่ทอมเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เขาเล่าว่าไม่รู้จักเอเจนซีไหนเลยที่ยอมส่งไฟล์นำเสนอแผนกลยุทธ์ (strategy desks) ให้คู่แข่งดู หรือยอมเปิดเผยแนวคิดและปรัชญาการทำงานให้นักศึกษาได้รับรู้ เพราะกลัวว่าจะถูกลอกเลียนแบบ “แต่เรื่องพวกนั้นมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว” ทอมกล่าว

“ในฐานะคนในวงการ เราจำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรามัวแต่หวงข้อมูลและเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับก็คงไม่มีวันทำแบบนั้นได้” ทอมพูด “หนังสือนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของพวกเรา และได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักศึกษาหรือผู้ก่อตั้งบริษัทอื่นๆ อีกทั้งยังนำไปสู่การพูดคุยเพื่อร่วมงานกับลูกค้าและสตูดิโอต่างๆ ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน”

ท้ายสุด แนวคิดการแชร์ความรู้แบบ open source ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ช่วยพัฒนาวงการได้ในหลายมิติ ทั้งการสร้างแรงขับเคลื่อนและการต่อยอดไอเดียจากจุดในใจเล็กๆ หรือความคิดที่ทดไว้ ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้า จากอดีตที่เอเจนซีมักจะเก็บงำกลยุทธ์หรือวิธีคิดไว้เป็นความลับเพราะกลัวการถูกเลียนแบบ 

เหล่านี้แหละ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมไม่หยุดนิ่งและพัฒนาไปได้ไกลกว่าการที่ต่างคนต่างเก็บความลับไว้กับตัว และอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและการทำงานร่วมกัน (collaboration) ในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่มา

youtube.com/watch?v=SyaNAaDoTkQ&t=282s

creativeboom.com/news/dixonbaxis-reinvented-the-agency-case-study-as-a-conversation-and-its-smarter-than-it-looks