มองมหากาพย์การทำหนังของโนแลน ผ่าน experience economy ที่ทำให้คนต้องเข้าโรงหนังอีกครั้ง

‘ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับการรับชมใน IMAX’

ไม่ใช่หมายเหตุที่แปะไว้บนโปสเตอร์ แต่ผู้ชมก็รับรู้โดยทั่วกันในตอนนี้ว่า ถ้าอยากเต็มอิ่มกับภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey–ผลงานล่าสุดของผู้กำกับที่ละเมียดละไมและใส่ใจกับการทำหนังอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน ต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ IMAX เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยฟิล์ม IMAX 70mm ทั้งเรื่อง

ไม่มีใครถ่ายหนังโดยใช้กล้อง IMAX ทั้งหมดมาก่อน แม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ดังๆ อย่าง Avengers: Endgame หรือหนังแอ็กชั่นอย่าง Transformer และ Mission Impossible ไปจนถึง Star War ก็ใช้เพียงบางฉากเท่านั้น รวมถึงหนังของโนแลนด้วย ทั้ง The Dark Night, Insterstellar, Tenet และ Oppenheimer ปัญหาก็เพราะขณะใช้งานเสียงกล้องดังเหมือนรถยนต์ดีเซล (หรือเสียงเหมือนเครื่องตัดหญ้า ตามคำอธิบายของ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพผู้ทำงานคู่กับโนแลนมาตั้งแต่ Interstella) จนแทบจะกลบบทสนทนานักแสดงระหว่างถ่ายทำ แต่เพราะโนแลนชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เขาจึงให้ IMAX ช่วยออกแบบกล้องที่ลดเสียงลง แต่ยังสร้าง cinematography ให้ภาพยนตร์มากที่สุด

ด้วยลูกเล่นนี้เองที่ทำให้สัปดาห์แรกของการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey ทำรายได้ทั่วโลก 264.1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8 พันล้านบาท)  กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวมากที่สุดของโนแลน โดย 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) มาจากโรงหนัง IMAX เพียวๆ

นี่ยังไม่นับว่าเมื่อปีที่แล้วมีการเปิดจองตั๋วล่วงหน้า และขายหมดภายใน 1 ชั่วโมง บางคนเข้าไปกดบัตรเพื่อนำมาขายต่อในราคาพุ่งไปถึงพันดอลลาร์  แม้กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งในแคลิฟอร์เนียที่กดจองบัตรไปยังต้องเลื่อนแผนการมีลูกคนที่สองในปีที่แล้ว เพราะคำนวณแล้วว่าวันคลอดจะตรงกับการฉาย The Odyssey บางคนยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปดูหนังความยาว 3 ชั่วโมงบนจอ IMAX ที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm 

ปรากฏการณ์โนแลนพาคนกลับเข้าโรงภาพยนตร์ย่อมสะท้อนถึงห้วงเวลาที่คนในวงการหนังพยายามพยุงให้ธุรกิจนี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมชมภาพยนตร์ในโรงหนัง ท่ามกลางการเติบโตของสตรีมมิงที่เปลี่ยนพฤติกรรมการดูหนังยุคดิจิทัล 

ในมุมของผู้กำกับ การทดลองใช้กล้อง IMAX ทั้งเรื่องก็คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ในฐานะศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมธุรกิจเองวิธีการนี้ก็ช่วยกอบกู้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไปในตัว ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกวันนี้โรงหนังไม่ได้ขายแค่เนื้อหาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังขาย ‘ประสบการณ์’ ที่สตรีมมิงให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม ซึ่งอาจเรียกได้ว่านี่คือการตลาดแบบ experience economy ที่โรงภาพยนตร์ใช้แข่งขันกับสตรีมมิงอยู่

Entretainment ตอนนี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชิงอารมณ์ในนวัตกรรมการสร้างภาพยนตร์ของโนแลนและ IMAX ที่เป็นดั่งมหากาพย์ไม่ต่างจากบทประพันธ์ของโฮเมอร์

มหากาพย์การสร้างกล้อง IMAX 70mm เพื่อเล่าเรื่องมหากาพย์ของกรีกโบราณ

The Odyssey เป็นบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณเรื่องหนึ่งของโฮเมอร์ ที่แบ่งออกเป็น 24 เล่ม คาดว่าประพันธ์ขึ้นราว 800 ปีก่อนคริสตกาล จึงนับเป็นวรรณกรรมโบราณอายุมากที่สุดในโลกที่ยังคงส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ บอกเล่าถึงการเดินทางกลับบ้านอันยากลำบากหลังสิ้นสุดสงครามกรุงทรอยของ ‘โอดิสเซียส’ ผู้นำทัพที่ต้องจากครอบครัวและเมืองเกิดนับ 2 ทศวรรษ จึงต้องกลับไปทวงบัลลังก์และครอบครัวคืนมา 

วรรณกรรมโอดิสซีย์ถูกนำไปตีความเล่าเรื่องเป็นศิลปะหลายรูปแบบ เฉพาะแค่ภาพยนตร์และซีรีส์ก็เกือบครึ่งโหล นับตั้งแต่ยุคภาพยนตร์เงียบอย่าง L’Odissea ในปี 1911, Ulysses ปี 1954, The Odyssey ซีรีส์ในทีวีปี 1997, Troy: The Odyssey  ในปี 2017 และ The Odyssey โดยโนแลนในปี 2026  ยังไม่ต้องนับถึงหนังสือที่มีหลากหลายเวอร์ชั่นออกมาให้ได้อ่าน 

สิ่งที่ทำให้แฟนๆ จับตาในช่วงแรกที่สตูดิโอออกมาประกาศว่าโนแลนกำลังลงมือสร้าง The Odyssey คือวิธีการที่เขาจะตีความมหากาพย์กรีกโบราณ เพราะจุดเด่นอย่างหนึ่งในผลงานของโนแลนคือ มุมมองและวิธีการเล่าเรื่องอันหลากหลาย ตั้งแต่การวางเส้นเรื่องเลี้ยวคดไปมาใน Memento, The Prestige และ Tenet การสร้างเนื้อตัวของตัวละครที่ซับซ้อน สำรวจประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาการดำรงอยู่และญาณวิทยาใน The Dark Knight, Inception, Oppenheimer และอื่นๆ

และแนวคิดที่ขาดไม่ได้ของโนแลนคือ ความพยายามควานหาเทคนิคต่างๆ เพื่อสร้าง cinematic ในโลกภาพยนตร์ด้วยมือมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ลดการใช้เทคโนโลยี หนังส่วนใหญ่ของเขาใช้ฟิล์มเป็นหลัก เลือกใช้สถานที่จริงแทนการถ่ายทำในสตูดิโอ ใช้เสียงประกอบแบบทดลอง สร้างภาพและแนวคิดของภาพยนตร์จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และลดการใช้ CGI ให้น้อยที่สุดเพื่อความสมจริงของภาพ 

จึงไม่แปลกเลยที่โนแลนได้เพิ่มความตื่นเต้นให้คนดู ทั้งรอชมการตีความและเล่าเรื่องมหากาพย์อายุพันปี และการเล่นใหญ่ใส่ใจในงานคราฟต์ด้วยการทดลองใช้กล้อง IMAX ถ่ายหนังทั้งเรื่อง

“ผมเห็นฟิล์ม IMAX ในพิพิธภัณฑ์และสวนสนุกตอนเด็กๆ แล้วผมก็คิดตอนนั้นเลยว่า ทำไมไม่มีคนถ่ายหนังจากฟิล์มนี้นะ ตอนนั้นผมอายุ 16-17 ตอนนี้จะ 56 ละ แล้วผมก็ได้ทำ” โนแลนบอกเล่าความหลังกับสำนักข่าว The New York Times “หลังจาก Oppenheimer เสร็จแล้ว ผมโทรหาเพื่อนที่อยู่ IMAX โดยที่ผมยังไม่สามารถบอกทุกคนได้ด้วยซ้ำว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมพูดว่า ก็ถ้าเราจะถ่ายหนังที่ใช้ฟิล์ม IMAX ทั้งหมด มันก็ต้องเป็นเรื่องนี้แหละ” 

คำถามคือทำไมต้องเป็นฟิล์ม IMAX ขนาด 70mm มันต่างจากกล้องแบบอื่นยังไง?

“แต่ละเฟรมของฟิล์มมีรูเจาะ 15 รู วิ่งในแนวนอนผ่านเครื่องฉาย ทำให้เป็นรูปแบบภาพที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในวงการหนัง ทุกเฟรมถ่ายทำด้วยระบบ IMAX และเมื่อคุณอยู่ในโรงภาพยนตร์ คุณจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภาพจากการถ่ายทำอย่างเต็มที่” Matt Demon นักแสดงนำผู้รับบท ‘โอดิสเซียส’ อธิบายในคลิปโปรโมตของ IMAX 

แปลภาษาของแมตต์อย่างเข้าใจง่ายคือ IMAX 70mm เป็นระบบภาพแบบฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดและให้ความละเอียดสูงที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นและประดิษฐ์ฟิล์มขึ้นมาได้ โดยใช้ฟิล์มแนวนอนขนาด 70 มม. และมีอัตราส่วนภาพจัตุรัสเต็มตาที่ 1.43:1 “ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเติมเต็มขอบเขตการมองเห็นของคุณทั้งหมด ทำให้คุณดื่มด่ำไปกับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุด” Anne Hathaway ผู้รับบท ‘เพเนโลพี’ กล่าว

ที่ผ่านมาโนแลนก็ใช้เคยกล้อง IMAX ตลอดการทำงานสองทศวรรษ และเพิ่มจำนวนนาทีมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ The Dark Knight ที่เริ่มใช้กล้อง IMAX ราว 28 นาที Interstellar ใช้ 66 นาที มาจนถึง Oppenheimer 75 นาที แต่ก็ยังไม่เคยใช้งานทั้งเรื่อง “ปัญหาคือเสียง เพราะกล้องมันเสียงดังมากๆ” เขาว่า นั่นคือเหตุผลที่เขาโทรหาเพื่อนที่ IMAX เพื่อสร้างนวัตกรรมกล้องที่จะแก้ปัญหานี้ร่วมกัน “เราตามหาระบบที่จะช่วยดูแลเสียงของเครื่อง แล้วพวกเขาก็ออกแบบกล่องขึ้นมาเพื่อให้เราเอากล้องเข้าไปได้” 

โนแลนยังทำงานร่วมกับ Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพที่ทำงานมาตั้งแต่หนังเรื่อง Interstellar (2014) ฮอยเตมาเล่าว่า ในตอนแรก IMAX ส่งโปรโตไทป์ของกล้องฟิล์ม 70mm มา 3 แบบ แล้วพวกเขาก็ได้ทดลองใช้ตัวกล่องใหญ่อันหนึ่ง “ตอนใช้งานคุณจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงครางเบาๆ แบบไกลๆ แต่ทีนี้มันดันหนักมาก ซึ่งเป็นปัญหาชุดใหม่ที่เราต้องเอาชนะ สุดท้ายเราก็เลยได้กล้องรูปร่างเทอะทะขนาดเท่ารถเอสยูวี แต่เราก็รั้นจะทำให้มันใช้งานให้ได้” ฮอยเตมาเล่าว่า ช่วงเวลาสนุกก็เกิดขึ้นจากความท้าทายในการแบกกล้องไปถ่ายอย่างผาดโผน บางครั้งก็ยึดไว้กับขาตั้งกล้องได้ แต่บางฉากที่ต้องวิ่งลงเนิน หรือปีนเขาไปไหนต่อไหนก็ต้องใช้วิชามารในการใช้กล้อง เช่น ใช้เชือกผูกกล้องกับเฮลิคอปเตอร์ในการถ่ายทำสถานที่ที่มนุษย์เดินเข้าไปถ่ายได้ยาก 

ความท้าทายอีกอย่างคือ ด้วยความที่กล้องใหญ่มากๆ เลยทำให้นักแสดงเห็นหน้ากันตอนเข้ากล้องได้ยากมาก IMAX จึงแก้ปัญหาด้วยการติดกระจกคนละฝั่งเพื่อให้นักแสดงรับรู้อารมณ์ความรู้สึกกันได้

“ทุกช็อตในฉากที่มีบทพูดเยอะๆ ล้วนเป็นประเด็นทางเทคนิค เพราะคุณไม่สามารถเอากล้องหนัก 400 ปอนด์ไปวางไว้เหนือตัวนักแสดงได้ คุณต้องสร้างรอกโซ่ หาทางเคลื่อนย้ายกล้องให้เหมาะสม ทุกอย่างต้องทำอย่างปลอดภัยด้วย” โนแลนอธิบาย

ความบากบั่นยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะกล้อง IMAX บรรจุฟิล์มถ่ายทำได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น! โนแลนต้องหาจังหวะที่ลงตัวระหว่างทีมงาน นักแสดง และเขาเองในการถ่ายทำ ให้คนมาใส่ฟิล์มม้วนใหม่ โดยที่ไม่มีใครหลุดโฟกัส

“ธรรมเนียมการใช้คำว่า “แอ็กชั่น” และ “คัต” นั้นมีจุดสนใจที่สำคัญมากระหว่างสองคำนี้ เมื่อคุณพูดว่าคัต ทุกคนก็จะถอนหายใจโล่งอก ความตึงเครียดหายไป สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาทุกคนให้อยู่ในภวังค์นั้น” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์บอก

นอกจากความทุลักทุเลที่จะต้องใช้กล้อง IMAX นี้ให้ได้แล้ว โนแลนยังคงเอกลักษณ์ในการสร้างงานภาพที่ authentic ที่สุดด้วยการเน้นถ่ายภาพจากสถานที่จริง ลดการใช้ CGI เขาอธิบายว่าใน The Odyssey ได้ใช้ทุกเทคนิคในตำราภาพยนตร์ที่มนุษย์จะสามารถสร้างฉากหนึ่งขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งกรีนสกรีน

“ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพวาดฉากหลัง (backing painting) พวกมันสามารถสร้างภาพที่สมจริงกว่ามาก เพราะวิธีการจัดแสง ทำให้ดูสมจริงกว่าการใช้กรีนสกรีนหรือแม้แต่ฉากหลังที่เป็นภาพถ่าย เรายังใช้ภาพลวงตาแบบมุมมองปลอมๆ ด้วยการสร้างสิ่งต่างๆ ให้เล็กลงในฉากหลังที่ลึกเข้าไปด้วย” 

ฮอยเตมาช่วยเสริมว่าความท้าทายคือ พอใช้กล้องฟิล์ม IMAX ถ่ายทั้งเรื่อง พวกเขาต้องมานั่งพิจารณาฉากเอฟเฟกต์ทุกๆ วัน ด้วยการวิ่งส่งฟิล์มไปที่หน่วยล้างฟิล์ม เพื่อตรวจสอบว่าใช้งานภาพนั้นได้ไหม ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยหรือเปล่า “กระบวนการทั้งหมดของเราเป็นแบบแอนะล็อก เมื่อใดก็ตามที่คุณใช้เอฟเฟกต์ดิจิทัล คุณต้องสแกนเนกาทีฟต้นฉบับและลดความละเอียดลงก่อน จากนั้นจึงถ่ายทำใหม่ด้วยความละเอียดที่ลดลง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่อาจทำให้คุณภาพลดลงได้มาก ยิ่งเรารักษาสภาพดั้งเดิมของภาพไว้ในกล้องมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรักษาคุณภาพเดิมไว้ได้มากเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราเสมอมา” ผู้กำกับภาพกล่าว

experience economy ในปรากฏการณ์เรียกผู้ชมเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งจากภาพยนตร์ The Odyssey

โนแลนและนักแสดงในเรื่องต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันขณะโปรโมตภาพยนตร์ว่า ทุกคนควรได้ดู The Odyssey บนจอ IMAX และจะดียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าได้ดูผ่านจอที่รองรับฟิล์ม IMAX 70mm ได้

นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนเข้าโรงหนังแบบส่งๆ เพราะระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์ IMAX ได้นำเบื้องหลังการประดิษฐ์กล้อง ภาพความทุลักทุเลในกองถ่ายที่ต้องมีคนแบกกล้อง 4-5 คนปีนเขาหรือลงน้ำไปถ่ายทำ รวมทั้งการทำให้เห็นกระบวนการล้างฟิล์มก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ ซึ่งทีมงานต้องส่งฟิล์มไปที่หน่วยกลางทุกวัน แม้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลก็ตาม

เรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยเสริมให้คนเห็นว่า The Odyssey มีคุณค่าในเชิงการสร้างภาพยนตร์ และควรไปดูในโรงหนัง IMAX จริงๆ ตามคำเรียกร้องของโนแลนนั่นแหละ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะ ‘ตกขบวน’ (Fear of Missing Out) การ ‘เสพงานศิลป์เต็มรูปแบบ’ นี่คือเหตุผลที่แม้ราคาค่าตั๋ว IMAX จะสูงกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไป โดยราคาประมาณ 18-33 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 600-1,000 บาทคนก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และคนที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับประสบการณ์ภาพอย่างเต็มอิ่มก็ยอมขับรถกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปตามหาโรงภาพยนตร์ที่รองรับ IMAX 70mm ให้ได้

วิธีการนี้จึงเป็นตัวอย่างของการทำ experience economy หรือเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ เพราะในมุมธุรกิจ ทุกวันนี้โรงภาพยนตร์ยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่ ‘เนื้อหา’ แล้ว (เพราะไปดูในสตรีมมิงหรือพื้นที่อื่นๆ ก็ได้) แต่โรงหนังต้องมองหาจุดเด่นที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียง, หน้าจอยักษ์ และบรรยากาศร่วม 

ประเด็นคือการฉายหนังในโรงภาพยนตร์มีระยะเวลาของมัน ความรู้สึกนี้ยิ่งทำให้คนรู้สึกไม่อยากตกขบวนมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ยอดจองตั๋วล่วงหน้า 1 ปีขายหมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง และรายได้เปิดตัวภายในสัปดาห์แรกก็ทะลุไป 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์ The Odyssey จึงกำลังทำให้เกิดหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่คนรู้สึกว่าตัวเองต้องได้เข้าไปดูหนังที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ จน IMAX ต้องสร้างกล่องป๊อปคอร์นที่เป็นรูปร่างกล้อง IMAX ขึ้นมาโปรโมตร่วมด้วย

IMAX 70mm จะกลายเป็นเทรนด์ที่ปฏิวัติให้วงการภาพยนตร์หันมาใช้กล้องนี้มากขึ้น และคนอยากดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้นได้จริงไหม?

ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกันกับ The Odyssey คือ Dune: Part Three ซึ่งใช้โมเดลในการโปรโมตคล้ายกันคือการเปิดขายตั๋วล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้บัตรขายหมดแล้วเรียบร้อย จึงอาจจะเป็นสัญญาณอันดีของการใช้งานกล้อง IMAX รุ่นนี้ในวงการ และทำให้กล้องรุ่นนี้ได้รับการพูดถึงมากขึ้นในวงการภาพยนตร์ 

แต่ข้อน่ากังวลก็คือ โรงภาพยนตร์ IMAX ที่สามารถฉายฟิล์ม 70mm ได้นั้น มีเพียง 25 แห่งในอเมริกา ไม่ต้องถามเลยว่าในไทยมีไหม (คำตอบก็คือไม่มี) ส่วนทั่วโลกมีโรงภาพยนตร์รองรับ IMAX 70mm อยู่ที่ 41 แห่ง จึงกลายเป็นว่าใครที่สามารถชม The Odysseys ใน IMAX 70mm ก็ยิ่งเสริมสถานะ ‘exclusive’ ไปเลย 

ถามกลับไปที่ผู้บริหาร IMAX อย่าง Richard Gelfond เขาบอกกับสื่อบันเทิง Variety ว่า “แน่นอนว่าความต้องการดูหนังจากโรงหนัง IMAX 70mm มีมากขึ้น ปัญหาคือเราไม่ได้ผลิตเครื่องฉายฟิล์ม IMAX รุ่นใหม่มาประมาณ 50 ปีแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องปรับปรุง ซ่อมแซม และส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเราคือการดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่แน่นอนว่าผมอยากเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่านี้”  สำหรับผู้บริหาร IMAX เขาจึงอยากมองเห็นยอดความต้องการมากกว่านี้ แม้จนถึงตอนนี้ ตั๋วหนัง The Odyssey จะถูกจองเต็มไปเกิน 5 สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอในมุมธุรกิจต่อการเพิ่มเครื่องฉายหนังที่จะรองรับฟิล์ม 70mm 

ส่วนคนทำงานใน IMAX ได้บอกกับ Variety ว่า ชิ้นส่วนหลายอย่างที่จำเป็นในการสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์พิเศษเหล่านี้ไม่มีอยู่แล้ว รวมถึงไฟล์พิมพ์เขียวของเครื่องฉายที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษที่แล้วด้วย เพราะพวกมันไม่เคยได้รับการดูแลรักษาเท่าไหร่ ตอนนี้ IMAX ก็ไม่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องนี้ได้เป็นพิเศษด้วย

หากยังมีโรงภาพยนตร์ที่รองรับการฉายฟิล์มชนิดนี้อยู่น้อย ก็อาจจะเป็นการแบ่งแยกสถานะผู้ชมไปโดยปริยาย เพราะมันชัดเจนว่าใครบ้างที่จะได้รับชมภาพแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และใครบ้างที่จะได้เห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของภาพหนังเรื่องนั้น ชาวเน็ตจึงเริ่มทำมีมล้อการเข้าไปชมภาพยนตร์บนจอ IMAX ด้วยการตัดต่อภาพหนังไปใส่จอทั่วไป เช่น จอบนเครื่องบิน ไอแพด หรือทีวีเครื่องเก่าๆ เพื่อสื่อสารว่าหนังจะถูกหั่นภาพไปมากแค่ไหนถ้าอยู่ที่จออื่นๆ บ้างก็ล้อว่าถ้าดูหนังเรื่องนี้ในจอที่เล็กลงก็เหมือนนั่งดูสงครามในม้าโทรจัน (ในมหากาพย์โอดิสซี โอดิสเซียสได้สั่งให้ทหารเข้าไปซ่อนตัวในม้าโทรจัน)

แต่ไม่ว่าในอนาคตจะมีเทรนด์ของการใช้ฟิล์ม IMAX 70mm มากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ปรากฏการณ์ที่ The Odyssey ดึงผู้คนกลับเข้าโรงหนังอีกครั้ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ได้มาจากแนวคิดแผนโปรโมตโฆษณาหนังสวยหรูอะไรมากมาย แต่มาจาก ‘วิถีการทำงาน’ ของโนแลนที่กลายเป็นการตลาดในตัวเอง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความเป็นศิลปะในภาพยนตร์ การสร้างงานคราฟต์ที่มาจากมนุษย์ ตั้งแต่การประดิดประดอยกล้องฟิล์ม IMAX ไปจนถึงกระบวนการล้างฟิล์มเพื่อเข้าสู่การตัดต่อ ทั้งหมดนี้ใช้วิธี ‘แอนะล็อก’ ผ่านมือของมนุษย์จนทำให้ The Odyssey กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่า และเราควรเข้าไปสนับสนุนงานสร้างจากฝีมือพวกเขาในโรงภาพยนตร์กันจริงๆ สักครั้ง

 

อ้างอิง

screenrant.com/christopher-nolan-movies-no-cgi-practical-effects-reason

mashable.com/entertainment/the-odyssey-imax-70mm-exclusivity 

nytimes.com/2026/07/17/movies/the-odyssey-christopher-nolan.html 

variety.com/2026/film/news/why-no-more-imax-70mm-screens-the-odyssey-christopher-nolan-1236813019

instagram.com/reels/DZqWnpwvIoz

instagram.com/reel/Da3IlBiir8C/?utm_source=ig_web_copy_link&igsh=MzRlODBiNWFlZA==

กนอ.ประกาศร่วมมืออารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยกระดับมาตรฐาน Smart Industrial Estate

ไม่นานนี้เพิ่งมีข่าวใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน เมื่อ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศความร่วมมือกับ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ในการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านนิคมอุตสาหกรรม โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการผลักดันการรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate ของ กนอ. ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมอารยะได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยได้รับเกียรติในการได้รับใบประกาศรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate จากวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงอุตสาหกรรม 

ทั้งนี้ การได้รับการรับรองจาก กนอ.นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรม ในการรองรับอุตสาหกรรมการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต ซึ่งช่วยให้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ สามารถดึงดูดผู้ประกอบการจากภาคการผลิตและเทคโนโลยีมูลค่าสูง เช่น บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศเยอรมนี และดูซาน คอร์ปอเรชั่น อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ บีจี จากสาธารณรัฐเกาหลี 

ที่สำคัญการได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve และห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI supply chain) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ให้ความเห็นถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า ผู้ประกอบการทั่วโลกในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอารยะภายใต้มาตรฐาน Smart Industrial Estate ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และส่งมอบความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานให้แก่ลูกค้าในอนาคต

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอารยะกำเนิดจากความร่วมมือระหว่าง 3 บริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน), บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด โดยได้รับการพัฒนาภายใต้กรอบ 7 มิติของ Smart Industrial Estate ที่กำหนดโดย กนอ. ได้แก่ Smart Facilities, Smart IT, Smart Energy, Smart Economy, Smart Good Corporate Governance, Smart Living และ Smart Workforce โดยผสานเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เข้าไว้ในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการด้านการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

หัวใจสำคัญของระบบนิเวศอัจฉริยะภายในนิคมอุตสาหกรรมอารยะคือ Smart Intelligent Operations Center (Smart IOC) ศูนย์บัญชาการกลางที่เชื่อมโยงระบบปฏิบัติการทั้งหมดของนิคมแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มเดียว โดยรวบรวมข้อมูลจากระบบกล้องวงจรปิด ระบบเครือข่ายสารสนเทศ เซนเซอร์ IoT ระบบตรวจจับอัคคีภัย ระบบบริหารจัดการอาคาร และระบบบริหารจัดการซ่อมบำรุง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ยกระดับความปลอดภัย และเสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม

ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องติดตามกันต่อว่า การลงทุนครั้งสำคัญครั้งนี้จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยได้มากเพียงใด

ยาดมมังกรทองชวน ZUS Coffee สูดซูสสส์ความสดชื่นจากยาดมสูตรพิเศษในแคมเปญ Soothe Up The Day!

อาวุธลับที่ทำให้ชาวมนุษย์ออฟฟิศฟื้นคืนชีพจากอาการง่วงเหงาหาวนอน คงหนีไม่พ้น ‘กาแฟ’ รสเข้ม และ ‘ยาดม’ กลิ่นหอมสูดปื๊ดพลันสดชื่นจมูกโล่ง 

แต่จะเป็นยังไงถ้าทั้งสองไอเทมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว?

นี่จึงเป็นที่มาให้ มังกรทอง แบรนด์ยาดมสมุนไพรกระปุกน้ำเงินจากบริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด จับมือ ZUS Coffee แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้ชื่อดังจากมาเลเซีย เปิดตัวแคมเปญสุดเอกซ์คลูซีฟ Soothe Up The Day! ที่ชวนคนเมืองและชาวออฟฟิศมาร่วมบูสต์เอเนอร์จีเติมความสดชื่นแบบคูณ 2 ด้วยคอนเซปต์ ‘สูด-ซูสสส์-สูตร-สดชื่น’ ร้อยเรียง 2 ไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันระหว่าง ‘สูด-ซูสสส์’ เสียงดื่มกาแฟแก้วโปรดจาก ZUS Coffee ที่เข้มข้นตื่นตัว และ ‘สูตร-สดชื่น’ จากการสูดกลิ่นหอมสมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์ของยาดมสมุนไพร ตรามังกรทอง 

โดยการคอลแล็บของทั้งสองแบรนด์มาในรูปแบบยาดมสมุนไพรธรรมชาติที่เติมแต่งกลิ่นให้สดชื่นมากขึ้นจากเมล็ดกาแฟคุณภาพ รวมไปถึงการออกแบบตัวโปรดักต์ยาดมออกมาหน้าตาเหมือนถ้วยกาแฟ เป็นกิมมิกน่ารักๆ ที่ทำให้ขวดยาดมกลายเป็นไลฟ์สไตล์แก็ดเจ็ตที่พกติดตัวได้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับใครที่อยากท้าพิสูจน์กลิ่นหอมสดชื่นจากยาดมมังกรทองและ ZUS Coffee สามารถทำได้เพียงซื้อกาแฟที่ ZUS COFFEE ครบ 150 บาทขึ้นไป ผ่านช่องทางแอพฯ ZUS Coffee ทั้งแบบรับหน้าร้าน (pick-up) และเดลิเวอรี รับไปเลยทันทีเคสยาดมดีไซน์พิเศษพร้อมยาดมสมุนไพรตรามังกรทอง สามารถหาดีไซน์สุดน่ารักที่ออกแบบมาเฉพาะแคมเปญนี้ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด (*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด)

ควันหลง OM FORWARD: Emotion Arena ฟอรั่มใหญ่ที่ชวนผู้ประกอบการเรียนรู้อารมณ์ผู้บริโภค

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ OM FORWARD: Emotion Arena – The New Frontier of Growth อีกหนึ่งงานฟอรัมที่น่าสนใจประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นโดย Omnicom Media Thailand ที่ชวนแบรนด์และนักการตลาดสำรวจบทบาทใหม่ของ ‘อารมณ์’ ในการเข้าใจผู้บริโภค ไปจนถึงการวางแผนการสื่อสารและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้คนในยุคที่การตัดสินใจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม 

ซึ่งงานฟอรัมดังกล่าวจัดขึ้นจาก pain point ของการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการมองเห็นแบรนด์ ความคุ้มค่า หรือเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมด้วยสภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่จะต้องเข้าใจและทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น จนนำมาสู่การเปิดใจและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด 

โดยภายในงานนี้มีวิทยากรและผู้ร่วมเสวนาจาก Omnicom Media, THE STANDARD, Canva, Diageo Thailand, ActMedia, Channel Factory, EternityX, Grab, Plan B Media, Q-Ads และ TikTok พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสมองและพฤติกรรมมนุษย์ สื่อ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้งานฟอรัม OM FORWARD: Emotion Arena แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ 

  • Enter The Arena กับการปูพื้นว่าทำไมอารมณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการเติบโต
  • Read The Mood ชวนสำรวจว่าแบรนด์สามารถอ่านอารมณ์ของผู้บริโภคผ่านสื่อ แพลตฟอร์ม เทคโนโลยีขั้นสูง และการใช้ AI ในยุคของสนามอารมณ์ได้อย่างไร
  • Shape The Feeling เซสชั่นที่จะเล่าว่าความเข้าใจด้านอารมณ์สามารถต่อยอดไปสู่คอนเทนต์ เรื่องเล่า และความเกี่ยวข้องของแบรนด์ได้อย่างไร
  • Move The Market เซสชั่นสุดท้ายที่จะชี้ให้เห็นว่าอารมณ์สามารถถูกแปลงเป็นการวางแผน การขาย การวัดผล และผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ Chief Operating Officer, Omnicom Media Thailand กล่าวถึงการจัดงานนี้ว่า “อารมณ์ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่มีผลต่อสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ เชื่อมั่น เลือก และตัดสินใจซื้อ ผ่านงาน OM FORWARD: Emotion Arena เราต้องการชวนแบรนด์มองอารมณ์ในเชิงกลยุทธ์ ที่สามารถส่งผลต่อการวางแผนสื่อ การสร้างคอนเทนต์ การเพิ่มยอดขายและการวัดผลได้จริง”

สำหรับงานฟอรัม OM FORWARD: Emotion Arena สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ Omnicom Media Thailand ในการช่วยให้แบรนด์ก้าวข้ามการทำงานที่เน้นเพียง reach และ efficiency ไปสู่การสร้างความเกี่ยวข้องทางอารมณ์ที่ลึกขึ้นและนำไปสู่การเติบโตที่วัดผลได้ ท่ามกลางการแข่งขันในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

รวมกลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่ควรค่าแก่การจดจำ

ไม่รู้ว่าทีมที่คุณเชียร์จะสมหวังหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศึกฟุตบอลโลกหนนี้สนุกกว่าที่คาดหวังเอาไว้มากเลยทีเดียวสำหรับเกมในสนาม เราได้เห็นการทำผลงานระดับสุดยอดของเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ในตำนาน ไปจนถึงทีมที่มาเพื่อฝากร่องรอยไว้ในความทรงจำอย่างทีมชาติกาบูเวร์ดี

แต่ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่มิติของเกมการแข่งขัน ยังมีเรื่อง ‘นอกสนาม’ ที่เขยิบออกมาจากการไล่หวดลูกกลมๆ ในสนามอีกนิดหน่อย ซึ่งความสนุกและความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย

วันนี้เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลาฟุตบอลโลก 2026 เลยรวบรวมเอากลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลกที่ควรค่าแก่การจดจำเอามาฝากชาว Capital กันอีกที

🏆 Overload : ให้มันเป็นสีชมพู

ภาพความทรงจำของฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นสุดมหัศจรรย์ หรือการแก้เกมระดับตำนาน

เพราะหนึ่งในเรื่องที่เราจะจดจำฟุตบอลโลกหนนี้ได้อย่างแน่นอนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปีคือฟุตบอลโลกหนนี้มันเป็นฟุตบอลโลกสีชมพู

สีชมพูที่ว่าไม่ได้มาจากชุดแข่งหรืออะไร แต่มาจากรองเท้าฟุตบอล หรือที่เรียกติดปากคนไทยว่ารองเท้าสตั๊ด (จริงๆ สตั๊ดหมายถึงปุ่มเหล็กที่ขันยึดติดกับพื้นรองเท้า) ซึ่งนักฟุตบอลแทบทุกคนจะใส่รองเท้าสีชมพูกันไปหมดเลย

เรื่องนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจทั้งหมด มันเป็นความตั้งใจด้วยครึ่งหนึ่งและความบังเอิญอีกครึ่งหนึ่ง เพราะผู้ผลิตรองเท้าฟุตบอลรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็น Nike, adidas หรือ PUMA ต่างออก ‘แพ็ก’ หรือคอลเลกชั่นรองเท้าฟุตบอลด้วยสีทางเดียวกันเป๊ะๆ คือสีชมพู

โดยที่แต่ละแบรนด์เองใช้แนวทางใกล้เคียงกัน คือหากเลือกสีใดเป็นหลักแล้วก็จะใช้สีนั้นล้อไปกับการดีไซน์ของรองเท้าแต่ละรุ่นที่ออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Nike Mercurial, adidas F50, adidas Predator ไปจนถึง Puma Ultra 6 ยังไม่นับแบรนด์รองอย่าง New Balance หรือ Skechers ที่ก็ออกสีใกล้ๆ กันมาด้วย!

แต่อย่างที่บอก แต่ละแบรนด์คงไม่ได้มาคุยกันหลังบ้านอยู่แล้ว มันถูกมองว่าเป็นความบังเอิญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ WGSN ผู้ทำนายเทรนด์ผู้บริโภคเคยทำนายเอาไว้ในปี 2024 ว่าสีสดใสระหว่างชมพูและม่วงจะเป็นสีของปี 2026

อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือเพราะสีชมพูมันจะตัดกับสีเขียวของหญ้าได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจน (highly visible) ก็เป็นเหตุผลพื้นๆ ที่ทำให้ทุกคนเลือกสีนี้กันหมด

คนที่ลำบากที่สุดคือผู้บรรยายเกมที่บ่นอุบ ดูไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร รองเท้าเหมือนกันไปหมด!

🏆 Counter-pressing : ลักปิดลักเปิด

ด้วยความที่ฟุตบอลโลกเป็นสุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้น้อยหน้ากีฬาโอลิมปิก รายการระดับนี้ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (official sponsor) ต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลให้กับ FIFA 

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ FIFA จำเป็นที่จะต้องปกป้องแบรนด์ที่มาให้การสนับสนุนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหมายถึงการห้ามไม่ให้มีแบรนด์อื่นที่ไม่ได้จ่ายเงินมา ‘ขโมยซีน’ หรือใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจรเพื่อช่วงชิงสายตามหาชนคนบ้าบอล

สิ่งที่ FIFA เลือกทำคือ ‘ปิด-บัง-ซ่อนเร้น’ แบรนด์อื่นๆ ให้หมดสิ้น แต่มันกลับกลายเป็นการส่งเสริมบางแบรนด์ให้ได้ซีนไปแบบเต็มๆ แทนเฉยเลย

2 แบรนด์ใหญ่ที่ได้ซีนจากเรื่องนี้มากที่สุดคือ Levi’s และ Gillette ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนชื่อ (naming rights) ของสนามฟุตบอลในเมืองซานฟรานซิสโก และแมสซาชูเซตส์ ที่ปิดบังชื่อด้วยการนำผืนผ้าขนาดใหญ่ไปปิด แต่กลายเป็นยิ่งส่งเสริมให้เด่นขึ้นไปอีก

เพราะตัวโลโก้ของแบรนด์ทั้ง Levi’s และ Gillette ที่อยู่ในสนามนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนทำให้แม้จะเอาผ้าไปปิดคนก็รู้อยู่ดีว่านี่คือแบรนด์อะไร

เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานในตำราของการออกแบบอย่างแน่นอน

นอกจากป้ายใหญ่ในชื่อสนามก็ยังมี Heinz ซึ่งเป็นซอสที่มีในห้องระดับวีไอพีของสนามที่ถูกเอาเทปดำมาปิดยี่ห้อไว้เหมือนกัน แต่เอกลักษณ์ของขวดก็ทำให้ทุกคนรู้อยู่ดีว่านี่คือซอสมะเขือเทศยี่ห้ออะไร จน Heinz ชิงจังหวะ counter-pressing (แย่งบอลกลับในจังหวะที่กำลังจะโดนสวน) ด้วยการออกขวดซอสรุ่นลิมิเต็ดที่มีการคาดดำแบรนด์ให้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

กลายเป็นยิ่งปิดก็เหมือนยิ่งเปิด 

🏆 Half-space : เจาะตรงนี้ที่ตรงกลาง

ดูบอลในสวนตอนตี 4? ก่อนนี้ถ้าใครชวนแบบนี้ต้องถามกลับแล้วว่าพักผ่อนพอไหม ดูไม่ปกตินะ

แต่คุณพระ! ประเทศไทยเรามีการจัดดูบอลในสวนตอนตี 4 จริงๆ แล้ว! และกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล็กๆ เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปนั่งดูบอลกันกลางสวนในเวลาก่อนที่พระจะออกบิณฑบาต

เรื่องของเรื่องมาจากไอเดียบรรเจิดของ JAS และ Monamax ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (และ 2030 รวมถึงรายการกีฬาอีกมากมาย) ที่ฟุตบอลโลกผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีโอกาสได้ชวนคนไทยมานั่งดูบอลด้วยกันเลยสักครั้ง

เพราะความยากระดับมหาหินของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ ‘เวลา’ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับการทำการตลาดในประเทศไทยสักเท่าไหร่ (ความจริงก็แทบทั้งโลกยกเว้นทางทวีปอเมริกา) ฟุตบอลเตะกันในช่วงกลางดึกไปจนถึงสายๆ หรือเกือบเที่ยงของอีกวัน

แต่สุดท้ายก็เกิดการนัดหมายครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการชวนคนรักฟุตบอลมานั่งดู 2 แมตช์สำคัญของรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมชาติอังกฤษปะทะทีมชาตินอร์เวย์ (ทีมแรกขวัญใจมหาชน ทีมหลังมาแรงแซงในใจใครหลายคน) และทีมชาติอาร์เจนตินา (เมสซีๆๆๆ!) ดวลกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

เวลานัดหมายคือ ‘ตี 4’ ที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ซึ่งไม่มีใครเดาได้ว่าจะมีคนอยากมาดูมากหรือน้อยแค่ไหน

ปรากฏว่างานนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แฟนบอลไทยเครซีไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว มาดักรอเพื่อจับจองพื้นที่กันเต็มทันทีที่ประตูสวนเปิดตอนตี 4 นั่งลุ้นบอลไปด้วยกันกลางแสงดาว (อ่อนๆ) สายลม และใต้เงาไม้

ประมาณการกันว่าน่าจะมีคนมาร่วมงานราว 2,000 คนเลยทีเดียว และทำให้มีการต่อยอดไปถึง watch party แบบ ‘fan park’ ในเกมรอบชิงชนะเลิศระหว่างสเปน vs. อาร์เจนตินา ที่เพิ่งจะจบลงไปเมื่อเช้านี้

ความสำเร็จที่สุดในครั้งนี้คือเรื่องของการมอบ ‘ประสบการณ์’ (experience) ใหม่ๆ ให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่หลายคนชอบดูบอลนอกสถานที่แต่ไม่ได้อยากดื่มอะไรเย็นๆ เสมอไป บางทีแค่ได้นั่งดูบอลด้วยกันกับคนบ้าบอลเหมือนกัน ลุ้นไปด้วยเมาท์ไปด้วย 

แค่นี้ก็พอแล้ว ที่เหลือก็คือความทรงจำที่ดีที่มีต่อแบรนด์ล้วนๆ

ปรบมือ!

🏆 Half turn : เงินกำลังจะหมุนไป

สำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆ คน ความฝันสูงสุดคือการได้ไปดูฟุตบอลโลกสักครั้งในชีวิต ซึ่งปกติแล้วสิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือตั๋วเข้าชมเกมในสนามเพราะหาซื้อได้ยาก มีสนนราคาสูง บางครั้งมีเงินพออย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีดวงด้วยถึงจะซื้อได้

แต่ฟุตบอลโลกหนนี้ยิ่งทำให้ความฝันของแฟนบอลห่างไกลจากความจริงขึ้นไปอีก เพราะ FIFA ใช้ระบบการจำหน่ายตั๋วเข้าชมแบบใหม่แบบสับ(สน)จากเดิมที่มีการกำหนดราคาหน้าตั๋วชัดเจน สมมติ 10 ดอลลาร์สหรัฐก็ตามนั้นเลย FIFA จะได้เงินจากตั๋วใบนั้นตามราคา

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ FIFA เลือกใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า dynamic pricing ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ในเวลานั้น โดยจะดูจาก 2 ปัจจัยคือ 1. ความต้องการในเวลานั้น และ 2. จำนวนตั๋วที่เหลืออยู่

ยิ่งความต้องการสูง และตั๋วเหลือน้อยเท่าไหร่ ราคาบัตรก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น! 

เรื่องนี้ทำให้ FIFA โดนด่ายับเพราะเป็นการขูดรีดกับแฟนบอลมากจนเกินไป ซึ่งแม้จะมีบางนัดบางเกมที่ตั๋วราคาถูกบ้างแต่ก็เป็นเกมรอบแรกที่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ส่วนตั๋วในเกมใหญ่ๆ ที่ทีมดังลงสนามสนนราคาทะลุฟ้าไปจนถึงดวงดาว

มีการอ้างตัวเลขว่าตั๋วเกมรอบชิงชนะเลิศจะไปถึงระดับสตราโทสเฟียร์ 10,990 ดอลลาร์สหรัฐ (3.69 แสนบาท) เลยทีเดียว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือนอกจากจะ ‘ปั่น’ ให้ราคาตั๋วเข้าชมแพงสุดๆ แล้ว FIFA ยังหาเงินซ้ำอีกด้วยการตั้งมาร์เก็ตเพลสของตั๋วเอง เพื่อเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการซื้อ-ขายตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลกให้กับแฟนบอลผู้พอจะใช้เงินแก้ปัญหาได้ (ต่อให้เงินจะกลายเป็นปัญหาต่อไปในภายภาคหน้าก็ตาม) แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้แพลตฟอร์มของคนอื่น

โดย FIFA จะเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม reseller ของตัวเองจำนวน 15% สำหรับทั้งฟากของผู้ซื้อและฟากของผู้ขาย อยู่เฉยๆ ได้เงินเข้ากระเป๋าสบายๆ

แน่นอนว่าคนด่ากันขรม แต่จานนี อินฟันตีโน ท่านประธานจอมหัวใสคงไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเลขรายได้ของ FIFA ในปีนี้ก็ทะลุฟ้าแล้วเหมือนกัน

🏆 Transition : เปลี่ยนรับเป็นรุก 

สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือบางทีการจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อเป็น official sponsor อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีนัก หากคิดวิธีการเล่นได้ไม่แจ๋วเท่ากับพวกที่รอช่วงชิงจังหวะขโมยซีนที่มีมากมายเต็มไปหมด

แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับ Rexona ซึ่งเป็น Official Personal Care Sponsor ของฟุตบอลโลก 2026 

เพราะวิธีที่ Rexona ใช้ไม่ใช่การขายโต้งๆ ด้วยแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ป้ายผ้าขนาดยักษ์ หรือตัววิ่งบนบอร์ดโฆษณาข้างสนาม แต่เป็นการขอซื้อช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกเกมของสนาม และเกิดขึ้นเกมละหลายครั้ง

ช่วงเวลาที่ว่าคือช่วงเวลาที่ผู้ตัดสินที่ 4 (fourth official) ที่มีหน้าที่ในการช่วยชูป้ายให้สัญญาณข้างสนามใน 2 เรื่องคือ 1. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น และ 2. การบอกช่วงทดเวลา (additional time) 

นอกจากโลโก้ Rexona ที่เห็นได้ชัดเจนบนป้ายดังกล่าวแล้ว ก็มีคนตาดีสังเกตเห็นอีกว่า เอ้า! ที่จุดซ่อนเร้นของผู้ตัดสินที่ 4 ที่ชูขึ้นในระหว่างการแจ้งเปลี่ยนตัวหรือบอกการทดเวลามีโลโก้ของ Rexona เป็นจุดเล็กๆ อยู่ด้วย

เท่านั้นเองก็กลายเป็นไวรัลทันที ในความหัวดีที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน เป็นสุดยอดโฆษณาที่ทำน้อยแต่ได้มาก และแทบจะบอกได้ว่าทำครั้งเดียวก็ชนะการแข่งขันไปเลย เพราะนอกจากจะได้ผลในเชิงของการรับรู้แล้ว ยังตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแบบครบถ้วนทุกกระบวนความด้วย 

ขนาดใต้วงแขนของผู้ตัดสินที่ 4 ก็ยังได้รับการปกป้องอย่างดีจาก Rexona

🏆 False nine : กองหน้าตัวหลอก

ฟุตบอลโลกหนนี้หนึ่งในทีมที่กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกนอกเหนือจากสตอรีเทพนิยายอย่างกาบูเวร์ดีก็ต้องยกให้กับทีม ‘ไวกิ้ง’ นอร์เวย์ ที่ได้รับความรักจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่างมาก

ความรักนั้นไม่ได้แค่มาจากผลงานการเล่นในสนามที่ทำได้ยอดเยี่ยม มาได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ด้วยการโค่นหนึ่งในทีมดังที่สุดอย่างบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย (ก่อนจะมาพ่ายอังกฤษแบบหวุดหวิดจริงๆ) แต่ยังมาจากสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ที่ทำให้ ‘Brand Norway’ ได้รับการชมเชยว่าเป็นแชมป์ของแบรนด์ในฟุตบอลโลกหนนี้

เอาง่ายๆ ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Viking Row’ ท่าเชียร์ประจำทีมแล้ว! 

แต่นอกจากในระดับทีมชาติแล้ว ตัวเอกของทีมอย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าจอมถล่มประตูก็กลายเป็น brand ambassador ที่ทุกคนรักด้วย

ก่อนหน้าฟุตบอลโลกครั้งนี้ ภาพจำของฮาแลนด์คือนักเตะกองหน้าจอมถล่มประตูที่ในสนามก็ยียวน นอกสนามก็กวนจัด แต่พอฟุตบอลโลกครั้งนี้เริ่มต้นเท่านั้น ดาวยิงจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้เหมือนค้นพบความสุขในชีวิต สนุกกับทุกสิ่ง ยิ้มให้กับทุกอย่าง แม้กระทั่งในสนามต่อให้การตัดสินที่ไม่เข้าทางหรือจังหวะผิดพลาดอะไรก็ยิ้มไปหมด

งานนี้ตกแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างจัง โดยเฉพาะแฟนบอลในสหรัฐอเมริกาที่หลงรักพ่อหนุ่มไวกิ้งไปแล้ว และเราก็ได้เห็นคอนเทนต์ไวรัลของเขามากมายที่ไม่ใช่แค่เจ้าตัวทำ แต่มาจากคนหน้าเหมือนบ้าง หรือแฟนบอลที่ทำท่าทางเลียนแบบ เช่น ท่าวิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบน่ารักๆ บ้าง

ภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของฮาแลนด์ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในมือหรืออยู่บนตัวเขาขายได้หมด ตั้งแต่ยางรัดผม ไปจนถึงตัวแร็กคูนสตัฟฟ์ของที่ระลึกสุดแปลกที่หิ้วกลับจากดัลลัสลงเครื่องบินมาด้วย 

แต่ที่พีคที่สุดคือฮาแลนด์มักจะถือกระเป๋า Hermés รุ่น Birkin ติดมือเวลาเดินทาง เขาและนักเตะอีกหลายๆ คนในฟุตบอลโลกมีส่วนทำให้ยอดขายกระเป๋าหรูของผู้ชายพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ 

Bloomberg รายงานว่าภาพนักเตะในฟุตบอลโลกถือกระเป๋าหรู (อีกคนที่ชัดเจนคือจูด เบลลิงแฮม ที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Louis Vuitton) ช่วยกระตุ้นยอดขายในตลาดที่เคยซบเซาได้อย่างดี และทำให้ลักชัวรีแบรนด์ค้นพบหนทางใหม่เป็นที่เรียบร้อย

เคยได้ยินเขาว่าฟุตบอลมีพลังที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพลังที่มหัศจรรย์ของเกมฟุตบอล

โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เป็นโลกทั้งใบของใครหลายคน

Ladderice ร้าน Football Boutique ที่สร้างคอมมูคนรักแฟชั่นฟุตบอลจากคลองแสนแสบไปถึงระดับโลก

นอกเสียจากรูปเกมดุเดือดและลีลาการดวลแข้งบนฟลอร์หญ้าของเหล่านักเตะระดับพระกาฬ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในเกมกีฬาลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างในอย่างฟุตบอล คือ ‘เสื้อแข่ง’ (jersey football) ที่ดึงอัตลักษณ์ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของทีมทีมนั้นออกมาผ่านดีไซน์

ชุดแข่งทำหน้าที่ของมันเช่นนั้นเสมอมา กระทั่งกาลเวลาผันเปลี่ยน การมีอยู่ของมันแปรสถานะจากในสนามสู่นอกสนาม ในฐานะอีกหนึ่งเทรนด์แฟชันที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่เคอะเขิน

และไม่น่าเชื่อว่าเสื้อฟุตบอลจะทำให้คนต่างถิ่น ต่างภาษา และต่างเชื้อชาติกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนที่ Ladderice (แลดเดอริซ) ร้าน football boutique ของคนไทยกำลังทำเช่นนั้นอยู่ นั่นคือการสร้าง ‘คอมมิวนิตี้’ ของคนรักแฟชั่นแนวนี้ขึ้นมา

ชื่อของ Ladderice เริ่มได้ยินหนาหูขึ้น จากการสร้างปรากฏการณ์ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการจับมือกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ยักษ์ใหญ่ เปิด ‘ไนกี้โกดัง’ (Nike Goal-Dang) ป๊อปอัพสโตร์ย่านทรงวาด ที่เปลี่ยนทรงวาดให้กลายเป็นรันเวย์ของคนรักแฟชั่นฟุตบอล

เสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตรงกลางอกมีฟอนต์ภาษาไทยสะท้อนแสงโดดเด่นสะดุดตา เสื้อทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีลวดลายไทยพาดผ่าน หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับการนำผ้าไหมไทยมาดีไซน์เป็นเสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อแข่งของทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998 และการได้ร่วมโปรเจกต์กับ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพจากญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสการต่อตั้งลีกครบ 30 ปี

ข้างต้นเป็นความตั้งใจและผลงานเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้เราจะพาไปทำความรู้จักพวกเขามากขึ้น ทั้งในแง่ของแพสชั่นการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอลจากพื้นที่ซอยเกษมสันต์ 1 ใกล้กับชุมชนคลองแสนแสบ ที่กำลังขยับขยายไปไกลทั่วมุมโลก และการตั้งใจนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยใส่ลงไปในแฟชั่นฟุตบอล

ได้เวลาเป่านกหวีดคิกออฟไปพร้อมกัน

เอเจนซีมีเดียฟุตบอลที่อยากสร้าง ‘พื้นที่’ ให้คนรักแฟชั่นฟุตบอล

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ที่เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ เรานัดหมายกับ ลูกชิ้น–ชัญญานุช ชาญชัย Business Development Manager และ แบม–สรีวัฒน์ อิทธิวัฒนานนท์ Art Director, Designer สองทีมงานผู้อยู่กับ Ladderice มาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง ที่ร้านคาเฟ่บ้านแสนแสบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านและออฟฟิศของพวกเขา

“ถ้ารวมปีนี้ไปด้วย Ladderice จะมีอายุครบรอบ 3 ปี แต่จริงๆ เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปีแล้ว” ชัญญานุชเริ่มต้นบทสนทนากับเรา

อย่างที่เธอบอก อายุอานามของ Ladderice ยังคงอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ถ้าพูดถึง Turfmapp มีเดียเอเจนซีด้านฟุตบอลคงเป็นอีกเรื่อง 

แล้วถ้าถามว่ามีความเกี่ยวข้องกันได้ยังไงนั้น คงต้องเท้าความกันสักเล็กน้อย เพราะก่อนหน้าที่ Ladderice จะถือกำเนิดขึ้น Turfmapp ที่ก่อตั้งโดย ปู–ตรีสิกข์ สงวนบรรพ์ ช่างภาพและชายผู้คลั่งไคล้ฟุตบอลสุดหัวใจ ได้สั่งสมประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังให้กับโปรเจกต์ฟุตบอลระดับโลกมากมาย เช่น ครีเอตคอนเทนต์ในการขยายฐานแฟนคลับไปยังประเทศต่างๆ ให้กับเพจโซเชียลฯ ของ J.League และ Major League Soccer การทำมีเดียในตลาดฟุตบอลอเมริกาใต้-อเมริกาเหนือ ไปจนถึงการเป็นครีเอทีฟภาพลักษณ์แก่แบรนด์เสื้อผ้าและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล จนมีทีมงานมืออาชีพหลังบ้านและมีคอนเนกชั่นในมือพอสมควร

ด้วยมิตรภาพในวงการฟุตบอลที่พบเจอ ประกอบกับหลังบ้านที่แข็งแรง สิ่งที่ผู้ก่อตั้ง Turfmapp ตั้งใจจะทำต่อ คือ ‘passion project’ ที่สร้างพื้นที่ให้ทีมงานเบื้องหลัง ที่มีทั้งช่างภาพ ดีไซเนอร์ โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ได้ลองเล่นสนุก นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล จนผลสุดท้ายมาลงเอยที่เรื่องของ ‘แฟชั่น’ ซึ่งตรีสิกข์และทีมมองเห็นตรงกัน

“ความจริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจให้ Ladderice เป็นแค่ร้านขายเสื้อบอลอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่เราอยากสร้างพื้นที่สำหรับคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล ขณะเดียวกันก็อยากสร้างพื้นที่ให้กับคนครีเอทีฟในทีม ให้เขามีที่โชว์ผลงาน ได้พัฒนางานของตัวเอง ซึ่งพี่ปูมองว่า ไอเดียเหล่านี้มีมูลค่า แต่จะทำยังไงให้ยั่งยืน Ladderice เลยเป็นเหมือนสนามทดลองที่ให้ทีมได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจ 

“และด้วยความที่เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปี เรามีคอนเนกชั่นที่แข็งแรง เราเลยอยากให้ Ladderice เป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตไปอีกขั้น เพราะเราเชื่อว่าถึงจะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ หรือไอเดียเล็กๆ หากสะสมรวมกัน มีคนที่คิดแบบเดียวกันลุกขึ้นมาทำพร้อมกัน ก็จะสามารถผลักดัน ‘บาร์’ ของวงการฟุตบอลบ้านเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้” ชัญญานุญอธิบายถึงความเชื่อในการก่อตั้ง Ladderice

ทั้งนี้ที่มาของชื่อ Ladderice มาจากคำว่า ‘Ladder’ ที่หมายถึง ‘บันไดวน’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่ใครเดินเข้ามาในร้านจะต้องเดินผ่านบันไดวนนี้ แต่ถ้าพูดถึงในเชิงนามธรรม การก้าวขึ้นบันไดวนนี้เปรียบเสมือนการไปข้างหน้า การพัฒนา และการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแพสชั่นของร้าน ส่วนการต่อท้ายคำว่า ‘ice’ เข้าไปก็เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น

เชื่อมต่อระหว่างฟุตบอล แฟชั่น และความเป็นไทย

“ก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ Ladderice วัฒนธรรมของการสวมใส่เสื้อฟุตบอลยังไม่ได้หลากหลายเหมือนทุกวันนี้ เต็มที่ก็หยิบเสื้อบอลมาแมตช์กับกางเกงยีนส์ แต่ตอนนี้มีดีไซเนอร์ มีศิลปินที่เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้เสื้อบอลเข้ากับแฟชั่น เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น” สรีวัฒน์กล่าว

จริงอย่างที่อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าว เพราะปัจจุบันหากสอดส่องสายตามองเข้าไปในเทรนด์แฟชั่นฟุตบอล ทุกวันนี้เรื่องของดีไซน์แทบจะถูกให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่า performance การสวมใส่ แบรนด์เล็กแบรนด์น้อยล้วนหาจุดเด่นเป็นของตัวเอง บ้างเน้นเท่ บ้างเน้นแปลก บ้างเน้นพาโรดี้ตลกหยิกแกมหยอก ซึ่งสิ่งที่แบรนด์บูทีกฟุตบอลนี้เลือก คือการส่งต่อ ‘ความเป็นไทย’ ออกไปผ่านแฟชั่นฟุตบอล

“พี่ปูมักจะเน้นย้ำกับพวกเราเสมอว่าเราทำแบรนด์นี้ไปทำไม ทำไปเพื่อใคร และคนที่มองเห็นแบรนด์เราจะรู้สึกยังไง ซึ่ง identity ที่เราวางไว้คือเราจะต้องเป็นร้านที่ส่งต่อความเป็นไทยออกไป ตามโจทย์ที่ว่า เราจะรวมคอมมิวนิตี้ฟุตบอลกับความเป็นไทยไว้ด้วยกัน” ชัญญานุญกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ Ladderice

“ถ้าเราไปต่างประเทศเราจะเห็นว่าทุกประเทศพยายามเล่าถึงวัฒนธรรม เล่าถึงความเป็นตัวเองผ่าน merchendise ทีนี้เราต้องกลับมาดูว่าเราจะสามารถหยิบจับเล่าความเป็นไทยออกมาได้ยังไงบ้าง” สรีวัฒน์อธิบายเสริม “ผมยกตัวอย่าง visualize ที่คนต่างชาติเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่านี่คือเรา เช่น รถตุ๊กตุ๊ก แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะหยิบดีไซน์ของรถตุ๊กตุ๊กมาใส่ทั้งหมด เราอาจจะหยิบแค่ 2% มาใช้ อย่างโครงเหล็กของรถตุ๊กตุ๊กเป็นต้น” 

เหตุนี้คอลเลกชั่นแรกที่ Ladderice คลอดออกมาเลยมีคอนเซปต์ที่เห็นแล้วเข้าใจถึงคัลเจอร์แบบไทยๆ ได้ทันที นั่นคือ ‘จิตรกรรมฝาผนังวัด’ ที่เกิดจากการจินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้าจิตรกรรมบนฝาผนังวัดมีการบันทึกว่าคนไทยเริ่มเตะบอลตั้งแต่อดีตกาล  

เสื้อคอลเลคชั่นแรกจาก Ladderice

“มันเกิดจากความสนุกของเราที่จินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้ามีคนบันทึกไว้ว่าบรรพบุรุษของเราเล่นฟุตบอลกันมานานแล้ว ลายเสื้อคอลเลกชั่นแรกเลยมีหน้าตาเป็นเหมือนลายจิตรกรรมบนฝาผนังวัด ส่วนโลโก้บนเสื้อผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหัวเข็มขัดเงินของคุณยาย ที่มีลักษณะเป็นเหมือนนก ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมกัน” สรีวัฒน์เล่าถึงคอนเซปต์ดีไซน์เสื้อคอลเลกชั่นของ Ladderice 

หลังจากคอลเลกชั่นแรกประสบความสำเร็จ ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ EURO 2024 พวกเขาสานต่อความสนุกด้วยการดีไซน์เสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทีมชาติดังในทวีปยุโรป เช่น เสื้อทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998, เสื้อทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์โลกปี 1990 และเสื้อทีมมหาชนอย่างอังกฤษ ปี 1998 โดยทั้งหมดตัดเย็บจากผ้าไหมด้วยกรรมวิธีแบบแฮนด์เมด โดยวัตถุดิบผ้าไหมได้มาจาก ‘ครัวบ้านใต้’ ชุมชนใกล้คลองแสนแสบที่เป็นแหล่งทอผ้าไหมหนึ่งเดียวในกรุงเทพฯ เสื้อที่ออกมาจึงมีทั้งความคลาสสิก อ่อนช้อย และพิถีพิถันตามแบบฉบับการตัดเย็บเสื้อผ้าของคนไทย

จับมือกับโกลบอลแบรนด์ และฝันที่อยากเป็นศูนย์รวมแฟชั่นฟุตบอลจากทั่วประเทศ

ความน่าสนใจคือบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ Ladderice เพียงร้านเดียวที่มีแพสชั่นในการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอล หรือเผยแพร่คัลเจอร์เกมกีฬาลูกหนังผ่านแฟชั่นในประเทศ 

และอย่างที่เกริ่นนำไปในช่วงต้น ว่าการทำธุรกิจมีเดียเอเจนซีของ Turfmapp นำมาพามาซึ่งการมีคอนเนกชั่นในวงการฟุตบอลไม่น้อย 

ทั้งสองสิ่งที่ว่ามานี้เอง ทำให้ Ladderice มีความฝันที่อยากจะเป็น ‘ศูนย์รวม’ ให้กับผองเพื่อนพันธมิตรร้านและแบรนด์แฟชั่นฟุตบอลจากทั่วโลก 

ยกตัวอย่างพันธมิตรฟุตบอลของ Ladderice ที่มีในตอนนี้ เช่น EQUIPO FC ครีเอทีฟสตูดิโอจากสเปน, SHUKYU Magazine นิตยสารและสตูดิโอครีเอทีฟจากญี่ปุ่น, CITY BOYS FC สตูดิโอครีเอทีฟและคอมมิวนิตี้จากญี่ปุ่น, NIVELCRACK แบรนด์เสื้อผ้าจากเกาหลีใต้, ANAR FC กลุ่มคนรักฟุตบอลจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน, Bled FC ครีเอทีฟสตูดิโอและคลับฟุตบอลจากเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น 

“ทุกปีเราจะมีการขยายคอมมิวนิตี้แฟชั่นฟุตบอลไปเรื่อยๆ อย่างต้นปีนี้เราก็เพิ่งไปทำกิจกรรมร่วมกันที่ประเทศจีน จากครั้งแรกที่มีแบรนด์เข้าร่วมอีเวนต์แค่ 4 แบรนด์ ตอนนี้มีรวมทั้งหมด 9 แบรนด์ ซึ่งการเจอกันทุกครั้งเราก็จะมีโปรเจกต์สนุกๆ ได้คอลแล็บร่วมกัน อย่างล่าสุดคือเสื้อที่เราทำกับ EQUIPO FC” ชัญญานุชเล่าด้วยรอยยิ้ม

เสื้อมัดย้อมที่ Ladderice ทำร่วมกับ EQUIPO FC 

นอกจากการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ระหว่างพันธมิตร และการนำสินค้าจากพันธมิตรเข้ามาขายในร้าน Ladderice ยังได้รับโอกาสจากแบรนด์โกลบอลระดับโลกผลิต exclusive merchandise เช่น คอลเลกชั่นเสื้อผ้าของ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 30 ปีการก่อตั้งลีก และคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของสโมสรเซเรซโซ โอซาก้า (Cerezo Osaka FC) ทีมดังจาก J.League ครั้งยกทีมมาปรีซีซั่นเมื่อปี 2025 ซึ่งทั้งสองคอลเลกชั่นที่ว่ามีวางจำหน่ายแค่ที่หน้าร้านเท่านั้น

แต่ที่เป็นโทรฟีล้ำค่าที่สุดของ Ladderice ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นโปรเจกต์ที่ได้ร่วมกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับโลก ในการเปิดป๊อปอัพสโตร์ ไนกี้โกดัง ตรงย่านทรงวาด ซึ่งทาง Nike เป็นผู้ติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง

“Nike ติดต่อเราเข้ามาจากการที่เขาเห็นเราจัด Ladderice Under the Stands อีเวนต์แฟชั่นโชว์ที่ชวนคนมาเดินแฟชั่น มาจัดปาตี้ใต้อัฒจันทร์ ซึ่งเขาเห็นว่าเรามีไอเดียที่ไม่เหมือนใคร จากตอนนั้นเลยถูกสานต่อสู่โปรเจกต์ไนกี้โกดัง” ชัญญานุชเล่าถึงที่มาในการได้ร่วมงานกับ Nike

“ในอีเวนต์นั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วนะ” อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “ทั้งในแง่การจัดแฟชั่นโชว์ผ่านชุดทั้ง 30 ชุด การได้จัด Jersey Customize Station ที่เราได้ดีไซน์ element ความเป็นไทยใส่ลงไปในเสื้อฟุตบอลของ Nike อย่างเสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตัดเย็บต่อตรงแขนและคอปกรวมกับผ้าขาวม้า ซึ่งกระบวนการการทำงานมันมีความท้าทายอยู่หลายอย่าง การทำมันขึ้นมาสำเร็จ จะเรียกว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของเราตอนนี้เลยก็ว่าได้ ยิ่งเป็นคนที่โตมากับการดูฟุตบอล การได้ร่วมงานกับไนกี้เป็นอะไรที่เราแทบไม่คาดฝันมาก่อน”

This is Sean Sab Way

ถ้าจะบอกว่าบ้านหลังใหญ่คือ Turfmapp โดยมี Ladderice เป็นบ้านหลังรองลงมาสำหรับไว้เล่นสนุกลองผิดลองถูก ขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านหลังที่สาม ที่ไว้ทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม นั่นคือ AC Sean Sab (เอซี แสนแสบ) ทีมฟุตบอลของกลุ่มเยาวชนจากชุมชนย่านคลองแสนแสบ ที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนไทยที่รักในกีฬาฟุตบอล

AC Sean Sab เลยกลายเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ถูกต่อยอดมาจาก Ladderice ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การจัดกิจกรรมคลินิกฟุตบอล ตรงสนามฟุตบอลสาธารณะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณชุมชนคลองแสนแสบ อย่างไม่นานมานี้ที่ได้ ‘เหม็ด’ โมฮัมเหม็ด มูซา นักฟุตซอลทีมชาติไทยมาเป็นโค้ช หรือการพาทีมเยาวชน AC Sean Sab ไปร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนถึงสเปน ที่จัดโดย EQUIPO FC เองก็ตาม

“ยิ่งเรามีเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศเยอะ เราได้เรียนรู้จากเขา และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาริเริ่มอะไรใหม่ๆ มันอาจจะเป็นแค่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสักคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนักบอลที่ดีได้แค่นั้นก็พอแล้ว” ชัญญานุชกล่าว

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงไม่ต่างจากการส่งต่อความเชื่อจากจุดที่เล็กที่สุดอย่างคลองแสนแสบไปสู่ทั่วทุกมุมโลก ด้วยความรักและความเชื่อที่มีต่อฟุตบอลและแฟชั่น

“ถ้าถามพวกเรา สิ่งที่พวกเราทำอยู่ไม่ได้ทำเพราะตามกระแส แต่เราทำด้วยความชอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่า เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปแล้วก็วนกลับมาใหม่ ตราบใดที่ฟุตบอลยังเตะกันอยู่ตลอด และผู้คนไม่หยุดที่จะทดลองอะไรใหม่ 

“สิ่งที่เราคาดหวังจากนี้มากกว่าการสร้างคอมมิวนิตี้คนรักฟุตบอล คือการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ตรงนี้เป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราตั้งกันตั้งแต่วันแรก ในฐานะกลุ่มคนที่ติดตามฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน แต่เรายังไม่เคยเห็นฟุตบอลไทยไปบอลโลก ซึ่งถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปถึงความฝันนั้นได้เราก็อยากจะเป็น” สรีวัฒน์ทิ้งท้ายก่อนจะจบบทสนทนา

แค่ ‘จำเป็น’ ไม่ใช่เพราะ ‘ชอบ’ เมื่อเจนฯ Z เริ่มต่อต้านและไม่ไว้วางใจ AI ปรากฏการณ์ย้อนแย้งของ digital native

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยี AI จะก้าวหน้าไปไกลและกลายเป็นผู้ช่วยที่สำคัญของผู้ใช้งานหลากกลุ่มหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคนรุ่นเจนฯ Z ที่ถูกมองว่าเป็น digital native หรือกลุ่มที่เติบโตมากับการที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันแล้ว

แต่ล่าสุดมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า คนรุ่นเจนฯ Z ที่น่าจะเปิดรับ AI กลับเริ่มต่อต้านและไม่ไว้วางใจ AI มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่า ยิ่งคนเจนฯ Z ใช้ AI มากเท่าไหร่ กลับยิ่งไม่ชอบมากขึ้น แม้คนรุ่นนี้จะเป็นกลุ่มที่ใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT หรือ AI chatbot มากที่สุดก็ตาม แต่ความรู้สึกเชิงบวกกลับลดลง

หากอ้างอิงผลสำรวจและแนวโน้มจากหลายสำนักข่าวและงานวิจัย ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นผลกระทบที่ AI กำลังสร้างต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่ต่างหาก แล้วสาเหตุเหล่านั้นมีอะไรบ้าง?

⦿ เพราะว่าใจ…กลัว 

สาเหตุอันดับ 1 ที่นักวิเคราะห์หลายแห่งมองตรงกันคือ ‘ความกลัว’ ที่ว่า AI นั้นจะเป็นภัยต่ออนาคตการทำงาน

แน่นอนว่าเหล่าเจนฯ Z คือรุ่นที่กำลังจะเรียนจบและเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บริษัทจำนวนมากกลับประกาศลดการจ้างงานในระดับเริ่มต้น และนำ AI มาทำงานแทนในบางส่วน ในมุมมองของเจนฯ Z จึงรู้สึกว่า AI เป็น ‘คู่แข่ง’ ที่กำลังแย่งโอกาสของพวกเขา ซึ่งนั่นจะทำให้การสร้างเส้นทางอาชีพยิ่งยากขึ้นไปอีก

รายงานของ Business Insider ระบุว่า มีบัณฑิตจบใหม่ที่ส่งเสียงโห่ไล่ผู้บริหารบริษัทที่กล่าวถึง AI ในระหว่างพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับ AI นั้นได้กลายเป็น ‘กระแสต่อต้าน’ จากสาธารณชนแล้ว แนวโน้มนี้เผยให้เห็นถึงช่องว่างทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่าที่มองว่า AI มอบโอกาสใหม่ๆ กับคนรุ่นเจนฯ Z ในขณะที่คนเจนฯ Z เองกลับมีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ที่จะมีต่อพวกเขาในอนาคต

มีผลการสำรวจของ Gallup ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 14-29 ปี จำนวนกว่า 1,500 คน โดยคนรุ่นเจนฯ Z ที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 48% มองว่าความเสี่ยงจากการนำ AI มาใช้ในตลาดแรงงานนั้นมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ขณะที่มีเพียง 15% ที่มองตรงกันข้าม และอีก 37% มองว่าความเสี่ยงและประโยชน์นั้นมีพอๆ กัน

มากไปกว่าความกลัว บางคนถึงขั้นต่อต้านการใช้ AI ภายในองค์กรเลยทีเดียว มีข้อมูลจากผลสำรวจเรื่องการนำ AI มาใช้ในองค์กร ประจำปี 2026 ของ WRITER บริษัทด้าน AI ที่ระบุว่า พนักงานกลุ่มเจนฯ Z กว่า 44% ยอมรับว่าตนเองเคย ‘ขัดขวาง’ กลยุทธ์ด้าน AI ของบริษัทด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ไม่เข้าร่วมการอบรม ไม่ใช้เครื่องมือ AI ตามที่องค์กรต้องการ หรือใช้งานแบบไม่เต็มประสิทธิภาพ 

สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนความกลัวและความกังวลของคนเจนฯ Z ที่มีต่อ AI ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของพวกเขาโดยตรง

⦿ จำเป็น…แต่ไม่ได้ชอบ

ผลสำรวจจาก Gallup ระบุว่า มีคนเจนฯ Z ประมาณ 18% ที่รู้สึกมีความหวังกับ AI ซึ่งลดลงจากปีก่อน ขณะที่ความกังวลและไม่พอใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้ว่าความตื่นเต้นที่มีต่อ AI ลดลงอย่างชัดเจน

ที่สำคัญ แม้ว่าเทคโนโลยีที่คนรุ่นใหม่เคยหลงใหล เช่น อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย เกม ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความสนุก การทดลอง และความคิดสร้างสรรค์ แต่กับ AI นั้นต่างออกไป เพราะหลายคนรู้สึกว่า AI คือสิ่งที่พวกเขาถูกยัดเยียดให้ใช้ ไม่ว่าจากที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน 

นั่นจึงนำมาซึ่งความรู้สึกที่ว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือที่ตนเองเลือกใช้ หรือสำหรับผ่อนคลาย แต่เป็นสิ่งที่ถูกบังคับให้ต้องเรียนรู้และใช้งานเพื่อตามโลกให้ทัน

ความน่ากลัวและน่ากังวลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งทำข้อตกลงกับบริษัท AI เพิ่มการใช้ AI ในหลักสูตร และปรับหลักสูตรให้เน้น AI มากขึ้น เสมือนว่า AI ถูกยัดเยียดเข้าสู่ระบบการศึกษา นั่นทำให้นักศึกษาบางกลุ่มถึงกับออกจดหมายเปิดผนึกคัดค้าน เพราะมองว่ามหาวิทยาลัยพยายามใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือในการทดสอบกับ AI ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า AI จะช่วยให้การเรียนดีขึ้นได้จริง 

ในทางตรงข้าม กลับเป็นข้อกังวลที่ผู้คนมองว่า AI ทำให้คนต้องพึ่งพามากเกินไป จนอาจสูญเสียทักษะสำคัญๆ อย่างการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ MIT Media Lab ที่พบว่าผู้ที่ใช้ AI ช่วยเขียนงานมีการทำงานของสมองในบางด้านลดลง เมื่อเทียบกับการคิดและเขียนด้วยตนเอง

⦿ ไม่ใช่เก่งกว่า…แต่ขัดกับคุณค่าภายใน

คนมักบอกว่าเจนฯ Z เป็นรุ่นที่ให้คุณค่ากับความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงออกในแบบของตัวเอง ในขณะที่ AI สามารถ ‘สร้าง’ หลายสิ่งหลายอย่างได้ในพริบตา ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เพลง หรือผลงานต่างๆ จึงทำให้คนกลุ่มนี้มองว่า AI ลดคุณค่าของผลงานที่เกิดจากมนุษย์จริงๆ ซึ่งขัดกับคุณค่าภายในที่พวกเขาให้ความสำคัญ

นอกจากคุณค่า มันอาจส่งผลรวมถึงความเป็นมนุษย์เลยทีเดียว เหมือนที่บทความใน The Verge บอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ AI เก่งกว่า แต่คือผลกระทบต่อมนุษย์ในหลายแง่ เช่น การสื่อสารแบบเผชิญหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้จากความผิดพลาด

เหตุผลเหล่านี้ ทำให้ AI ที่ดูจะเท่เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ไม่เท่ในสายตาคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเหล่าเจนฯ Z ที่ไม่ค่อยอยากเปิดเผยว่าตนใช้ AI เพราะกลัวถูกมองว่าไม่ได้คิดเอง ไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ และพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม บทความใน Forbes ชิ้นหนึ่งบอกว่า แม้จะเริ่มมีเสียงต่อต้าน AI มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกด้านหนึ่งของเจนฯ Z ก็มีผลสำรวจที่บอกว่า 43% ของเจนฯ Z เป็นผู้ใช้ AI อย่างเข้มข้น (AI super users) ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ไปจนถึงทำงานเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์

Forbes วิเคราะห์ว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ ‘วิธี’ ที่องค์กรต่างๆ จะนำ AI มาใช้และสื่อสารกับพนักงานต่างหาก หากองค์กรต้องการให้ AI ถูกยอมรับ ไม่ควรสื่อสารว่า AI จะช่วยลดจำนวนพนักงาน แต่เป็น AI จะช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น พร้อมทั้งลงทุนในการฝึกอบรม อธิบายประโยชน์ที่จับต้องได้ เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบการใช้งาน AI และสร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อบทบาทงาน

เช่นเดียวกับใจกลางของความกังวลที่เจนฯ Z มีต่อ AI แท้จริงพวกเขาอาจไม่ได้ต่อต้านเพราะกลัวเทคโนโลยี แต่กังวลว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงกติกาของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถวางใจได้ว่า AI จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง หรือมาแทนที่พวกเขากันแน่

ที่มา

“การแพร่ระบาดทางอารมณ์” เมื่ออารมณ์บูดของคนคนเดียว ทำทั้งออฟฟิศนอยด์ได้

เรายังจำได้ดี ถึงเช้าวันหนึ่ง ที่อยู่ๆ รุ่นพี่คนหนึ่งในที่ทำงานก็ปรากฏตัวเข้ามาในออฟฟิศด้วยน้ำตาเปื้อนหน้า และร้องไห้โฮ

ไม่ต้องมองในฐานะเพื่อนร่วมงานก็ได้ แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ เรา รวมถึงเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ต่างพุ่งเข้าไปปลอบพี่คนนั้นยกใหญ่ พร้อมถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะได้คำตอบว่าเพราะปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว ทำให้ในวันนี้เขาไม่สามารถสดใสได้ดังเดิม

เราจำได้ว่าในเวลานั้น เพื่อนร่วมงานทุกคนเห็นอกเห็นใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่มีใครคาดคั้นหรือคาดหวังให้พี่คนดังกล่าวดีขึ้นโดยเร็ววัน แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว กลายเป็นว่าเมฆดำรอบตัวของพี่ท่านนั้นยังไม่ดีขึ้น หนำซ้ำในบางวันยังมีฝนตกหนักข้อมากกว่าเดิมอีก ประสิทธิภาพของงานที่ออกมาก็ลดน้อยถอยลง จนเราเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง

จากบรรยากาศแห่งความเข้าใจ ความสงสัยเริ่มเกิดขึ้น บางคนเริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสม บางคนถึงกับไม่พอใจจนเครียดตาม และหนักที่สุดคือบรรยากาศโดยรวมที่มวลพลังงานของทีมกลายเป็นเชิงลบโดยไม่รู้ตัว ออฟฟิศกลายเป็นสถานที่แห่งความไม่สบายใจ เสียงหัวเราะหายไปจนแทบจะหมดสิ้น

เปล่า เราไม่ได้บอกว่าพี่คนดังกล่าวผิด หรือใครทำผิดต่อใคร อีกทั้งไม่นานหลังจากนั้น พี่คนดังกล่าวก็เลือกลาออกไปเองเพื่อรักษาตัว แต่สิ่งที่เราสนใจ คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหนึ่งเดือนนั้นมากกว่า เพราะโดยไม่ตั้งใจ อารมณ์ของคนคนเดียวก็แผ่ขยายไปสู่ทั้งทีมได้ เปรียบเหมือนโรคติดต่อ ที่สาเหตุจากคนหนึ่งคนสามารถทำให้บรรยากาศของทั้งออฟฟิศเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ


emotional contagion คืออะไร? ทำไมอารมณ์แพร่ระบาดได้?

emotional contagion หรือ ‘การแพร่ระบาดของอารมณ์’ คือแนวคิดทางจิตวิทยาที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ซึ่งอารมณ์ของบุคคลหนึ่งสามารถส่งต่อไปยังผู้อื่น จนทำให้คนรอบข้างมีอารมณ์และความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะไม่มีการพูดถึงความรู้สึกนั้นออกมาโดยตรง โดยแนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากนักจิตวิทยามาอย่างยาวนาน เนื่องจากช่วยอธิบายว่าทำไมอารมณ์จึงไม่ได้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่สามารถกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับกลุ่มและส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนจำนวนมากได้

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ Gustave Le Bon นักมานุษยวิทยาได้ศึกษาพฤติกรรมของฝูงชนและเสนอว่า อารมณ์และความรู้สึกสามารถแพร่กระจายระหว่างผู้คนได้อย่างรวดเร็ว ต่อมานักจิตวิทยา William McDougall ได้อธิบายปรากฏการณ์เพิ่มเติมว่ามนุษย์มีแนวโน้มตอบสนองต่ออารมณ์ของผู้อื่นผ่านกลไกตามธรรมชาติ ก่อนที่ Hatfield และคณะจะรวบรวมองค์ความรู้และพัฒนาจนเกิดเป็นแนวคิด emotional contagion อย่างเป็นรูปธรรมในหนังสือ Emotional Contagion ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1994 และกลายเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาในประเด็นนี้มาจนถึงปัจจุบัน

โดยจากผลงานตีพิมพ์ดังกล่าวแฮตฟีลด์และคณะ ได้อธิบายว่าการแพร่ระบาดของอารมณ์คือแนวโน้มที่บุคคลจะ ‘รับ’ และ ‘ส่ง’ อารมณ์ระหว่างกันผ่านการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน กล่าวคือเมื่อเราสังเกตสีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง หรือพฤติกรรมของผู้อื่น สมองและร่างกายจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้นอย่างอัตโนมัติ จนเกิดการเลียนแบบและค่อยๆ รับเอาอารมณ์เดียวกันมาเป็นของตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในหลายกรณีก็เกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้ตัวเสียอีก

นับตั้งแต่แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การแพร่ระบาดของอารมณ์ก็เริ่มได้รับความสนใจจากนักวิจัยในหลากหลายสาขา ทั้งจิตวิทยาสังคม ประสาทวิทยา พฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสาร การตลาด ตลอดจนการศึกษาในบริบทของการทำงาน เนื่องจากที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ผู้คนต่างต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง การแพร่กระจายของอารมณ์จึงไม่ใช่เรื่องของปรากฏการณ์บนหน้ากระดาษอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างทีม และผลลัพธ์ของการทำงานได้ในที่สุด

เมื่อเกิดโรคระบาดและคนในที่ทำงานติดเชื้อทางอารมณ์

แม้ว่าการแพร่ระบาดของอารมณ์จะเกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ แต่ในสถานที่ทำงาน มีงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่านี่คือสถานที่ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้คนต้องใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลานาน มีการประชุม พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเผชิญสถานการณ์เดียวกันอยู่ตลอด อารมณ์จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเท่านั้น แต่สามารถส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนอย่างต่อเนื่องในแทบทุกวินาที จนค่อยๆ กลายเป็น ‘อารมณ์ร่วมของคนทั้งทีม’ โดยที่แต่ละคนอาจเป็นทั้ง ‘ผู้รับ’ และ ‘ผู้ส่ง’ อารมณ์ได้ในเวลาเดียวกัน

โดยข้อพิสูจน์ของแนวคิดดังกล่าวคืองานวิจัยคลาสสิกจากนักวิจัยด้านธุรกิจ Sigal Barsade ใน ค.ศ. 2002 ซึ่งให้เหล่านักแสดงสวมบทบาทเป็นสมาชิกของทีมที่มีวาระการประชุม และกำหนดให้แต่ละคนแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนจะไม่รู้เลยว่าคนอื่นก็เป็นนักแสดงเหมือนกัน ผลการศึกษาพบว่า แม้สมาชิกคนอื่นจะไม่ทราบว่ามีนักแสดงอยู่ในกลุ่ม แต่อารมณ์ของนักแสดงก็สามารถแพร่กระจายไปยังสมาชิกคนอื่นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังพบว่าทีมที่ได้รับอารมณ์เชิงบวกจะมีความร่วมมือต่อกันมากขึ้น มีความขัดแย้งน้อยลง และทำผลงานได้ดีกว่าอีกทีมที่ได้รับอารมณ์เชิงลบ ซึ่งพบว่ามีบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

จากผลการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าผลกระทบของการแพร่ระบาดทางอารมณ์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคนอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่พฤติกรรมและผลลัพธ์ของทีมได้ อารมณ์เชิงบวกช่วยส่งเสริมความไว้วางใจ การช่วยเหลือกัน ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน ในทางตรงกันข้าม อารมณ์เชิงลบสามารถสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้ง ความเหนื่อยล้า การตัดสินใจที่ด้อยลง และบรรยากาศการทำงานที่ไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพของทีม

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยด้านพฤติกรรมองค์การและจิตวิทยาองค์การในปัจจุบันจึงมองว่า อารมณ์ได้กลายเป็นทรัพยากรทางสังคมที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาภายในองค์กร ทุกการแสดงออกทางอารมณ์ล้วนมีโอกาสสร้างแรงกระเพื่อมต่อคนรอบข้าง และเมื่อแรงกระเพื่อมนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็อาจหล่อหลอมทั้งบรรยากาศการทำงาน คุณภาพความสัมพันธ์ และผลลัพธ์ของทีมได้มากกว่าที่หลายคนคิด

รักษาโรค รักษาใจ รักษาทีมไว้ก่อนจะสาย

จากประสบการณ์ของเราเองในครั้งนั้นที่พี่ในทีมมีปัญหาชีวิตจนแผ่อารมณ์เชิงลบออกมา ถึงเราจะพยายามเยียวยาหรือหัวหน้าพยายามจะช่วยเหลือเท่าไหร่ แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นได้ มันเลยนำมาซึ่งความสงสัยในใจเราอยู่เหมือนกัน ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกครั้ง เราจะทำยังไง ทั้งในฐานะที่เราเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นหัวหน้างาน หรือในวันที่เราเป็นคนคนนั้นเสียเอง

คำถามนี้พาเราไปที่จุดตั้งต้นของแนวคิดการแพร่ระบาดทางอารมณ์จากงานของแฮตฟีลด์และคณะ ที่ได้แนะนำว่าการจัดการกับปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจพอแบ่งแยกออกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

ในระดับบุคคล หรือในกรณีที่เป็นเราเสียเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งต่อ จุดเริ่มต้นสำคัญของภาวะนี้คือการตระหนักว่าอารมณ์ของเราไม่ได้ส่งผลต่อแค่เราเพียงคนเดียว เพราะทุกครั้งที่เราแสดงสีหน้า น้ำเสียง หรือท่าทีในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่คนรอบข้างรับรู้และตอบสนองได้โดยอัตโนมัติทั้งนั้น เพราะนี่คือกลไกตามธรรมชาติ ดังนั้นการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง การหยุดพักเมื่อรู้สึกเครียด หรือการเลือกสื่อสารอย่างเหมาะสม จึงเป็นการลดโอกาสที่อารมณ์เชิงลบจะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นได้

ในระดับทีมและผู้นำ ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าผู้นำมีบทบาทสำคัญในการกำหนดบรรยากาศทางอารมณ์ของทีม เพราะถึงแม้อารมณ์จะแพร่กระจายได้ระหว่างเพื่อนร่วมงานทุกคน แต่หัวหน้ามักเป็นผู้กำหนด ‘โทน’ ของการทำงานผ่านวิธีการสื่อสาร การรับมือกับปัญหา และการแสดงออก ดังนั้นหัวหน้าที่เปิดโอกาสให้สมาชิกพูดคุยถึงปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา สนับสนุนกันเมื่อเผชิญความเครียด และสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกัน จึงมักมีแนวโน้มลดผลกระทบของการแพร่ระบาดอารมณ์เชิงลบได้ดีกว่าหัวหน้าที่ปล่อยให้ความตึงเครียดสะสมอยู่ในทีม 

ในระดับองค์กร เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจกันก่อน ว่าการรับมือกับการแพร่ระบาดทางอารมณ์ไม่ได้หมายถึงการพยายามกำจัดอารมณ์เชิงลบออกจากที่ทำงาน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมขององค์กรให้เอื้อต่อการส่งต่ออารมณ์เชิงบวกมากกว่า เช่น การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมได้สร้างความสัมพันธ์นอกเหนือจากงาน การส่งเสริมวัฒนธรรมการชื่นชมและให้กำลังใจกันเมื่อทำผลงานได้ดี หรือการจัดให้มีพื้นที่และช่วงเวลาสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาและรับฟังกันอย่างเปิดใจ ความพยายามเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่าองค์กรที่มีบรรยากาศของความไว้วางใจ การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และการสื่อสารเชิงบวก มีแนวโน้มลดการสะสมของอารมณ์เชิงลบ พร้อมทั้งส่งเสริมให้อารมณ์เชิงบวก เช่น ความร่วมมือ ความหวัง และกำลังใจ แพร่กระจายไปยังสมาชิกในทีม จนค่อยๆ หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรในระยะยาว

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ท้ายที่สุดสำหรับเราการแพร่ระบาดทางอารมณ์จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ควรถูกมองในแง่ลบเสมอไป เพราะถ้ามาขบคิดกันจริงๆ อารมณ์ที่แพร่กระจายได้ไม่ได้มีเพียงความเครียด ความโกรธ หรือความกังวลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหวัง ความกระตือรือร้น ความไว้วางใจ และกำลังใจ ดังนั้นหากอารมณ์สามารถเปลี่ยนทั้งออฟฟิศให้เต็มไปด้วยความอึดอัดได้ ก็สามารถเปลี่ยนที่ทำงานแห่งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากร่วมงานด้วยได้เช่นกัน 

ดังนั้นความแตกต่างจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าอารมณ์จะแพร่ระบาดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าอารมณ์แบบไหนที่เราเลือกจะส่งต่อให้คนรอบตัวในทุกวันมากกว่า

โดยเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้เลย ว่าทีมเราจะเป็น 🙂 หรือ 🙁 

มาลองเลือกกันดูไหม ในแบบที่สบายใจต่อทุกคน

จากหายนะสู่ Fuji Rock เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ที่ควรไปสักครั้งก่อนตาย

ขอเปิดหัวอย่างนี้ แม้เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่คนรักเสียงเพลงชาวไทยและทั่วโลกอยากไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง จะชื่อว่า Fuji Rock หากแต่งานนี้ไม่ได้จัดที่ฟูจิแต่อย่างใด

และเป้าหมายหลักของเทศกาลนี้ อาจไม่ใช่แค่การรวบรวมศิลปินทั่วโลกและแฟนเพลงมหาศาลให้มารวมตัวกันเริงระบำขยับโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะดนตรีสดดีๆ เท่านั้น แต่คือการเป็น ‘เทศกาลที่สะอาดที่สุดในโลก’ อีกต่างหาก!

ความยิ่งใหญ่ของ Fuji Rock นั้นเล่าได้หลายข้อ พอๆ กับบททดสอบอันแสนทรหดของเส้นทางการสร้างความสำเร็จที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถูกฟาดด้วยพายุไต้ฝุ่นตั้งแต่ปีแรกจนเกือบจะไม่ได้จัดอีกต่อไป แต่พวกเขาก็หาทางกลับมาจนค่อยๆ เติบโตเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ดีที่สุดของโลก 

เรื่องราวของ Fuji Rock จึงถือเป็นหนึ่งในการ ‘คัมแบ็ก’ ที่น่าทึ่งที่สุดของเทศกาลดนตรี ทั้งในแง่ของการสร้างตัวตน ธุรกิจ และความยั่งยืน

ตลอด 3 วันของเทศกาล ผู้ชมทั่วโลกนับแสนจะได้ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงจากศิลปินเจ๋งๆ จากญี่ปุ่นและต่างประเทศเกือบ 200 ชีวิต เวที 12 จุด ทั้งเวทีหลักและเวทีรองอื่นๆ ที่กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 4 กิโลเมตร ตลอดแนวของสถานที่จัดงานอย่าง นาเอบะสกีรีสอร์ต (Naeba Ski Resort) จังหวัดนีงาตะ ที่มีฉากหลังเป็นทั้งเนินเขา ผืนป่า และธารน้ำใส 

เป็น 3 วันที่ผู้มาเยือนจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ครั้งหนึ่งในการเป็นชาว(ฟูจิ)ร็อก

ในปีนี้ Fuji Rock จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 กรกฎาคม หลายคนอาจจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว ส่วนใครยังไม่มีโอกาสไปเยือน คอลัมน์ Biztory ครั้งนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวการกำเนิดของเทศกาลนี้กันก่อน พร้อมเมื่อไหร่ ปีหน้าปีไหน เก็บเงินแล้วค่อยกดตั๋วไปก็ยังไม่สาย

ก่อนกำเนิด

ก่อนที่เทศกาลดนตรี Fuji Rock จะถือกำเนิดขึ้นในปี 1997 แม้ญี่ปุ่นจะมีงานดนตรีสดมากมาย หากแต่ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงแค่ในสถานที่จัดคอนเสิร์ตในร่มเท่านั้น ไม่มีงานใดที่เป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งเลย

จากคลับต่างๆ จนมาถึงนิปปงบุโดคัง (Nippon Budokan) ทุกที่ล้วนเป็นประสบการณ์การดูดนตรีสดภายในตัวอาคาร คนที่มาดูก็ได้รับชมศิลปินเพียงเดี่ยวๆ หรือไม่กี่วงเท่านั้น เมื่อดนตรีจบก็ต่างแยกย้ายไปตามทางของแต่ละคน

คำว่า ‘เทศกาลดนตรี’ อันหมายรวมถึงสถานที่ การใช้เวลา และการใช้ชีวิตในสถานที่จัดงาน ยังไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นในเวลานั้น ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ฟากฝั่งยุโรปมีเทศกาลดนตรีระดับตำนาน ทั้ง Glastonbury และ Reading Festival

หากลองพิจารณาในแง่ของข้อจำกัด เราอาจจะพอเข้าใจได้ว่าทำไมในเวลานั้นญี่ปุ่นถึงยังไม่สามารถจัดเฟสติวัลกลางแจ้งได้ ทั้งในแง่ของภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและมีฝนตกหนักบ่อย ต้นทุนและกฎระเบียบในการจัดงานกลางแจ้งขนาดใหญ่ในที่สูง ระบบขนส่งสาธารณะที่แม้จะสะดวกสบายแต่ก็ถูกออกแบบสำหรับการเดินทางไป-กลับภายใน 1 วันมากกว่าค้างคืน ไปจนถึงผู้ชมชาวญี่ปุ่นในเวลานั้นที่คุ้นเคยกับคอนเสิร์ตที่ ‘มีระเบียบ’ ‘มีตารางเวลาชัดเจน’ และ ‘จบตรงเวลา’ มากกว่า

เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่จะรวมผู้คนจากหลากหลายแห่ง เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกันในสถานที่จัดงานเป็นเวลาหลายวัน จึงเป็นวัฒนธรรมที่ดูห่างไกล

เทศกาลแบบญี่ปุ่น

ล่วงเข้าถึงทศวรรษ 1990 อิทธิพลจากเทศกาลดนตรีตะวันตกเริ่มรุกญี่ปุ่นหนัก ขณะที่แฟนเพลงชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มออกเดินทางไปยังยุโรปและอเมริกา และได้สัมผัสเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Glastonbury, Reading Festival และ Lollapalooza เหล่าผู้จัดคอนเสิร์ตชาวญี่ปุ่นจึงเริ่มมองไปยังทวีปเหล่านี้เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ 

สิ่งที่พวกเขาได้พบคือ เทศกาลดนตรีในต่างประเทศแตกต่างจากในญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง 

เทศกาลดนตรีในต่างประเทศนั้นไม่ได้เป็นเพียงคอนเสิร์ตแบบในญี่ปุ่น แต่มันคือ ‘ประสบการณ์’ ที่ผู้ชมจะได้ใช้เวลาหลายวันอยู่กับเสียงดนตรีและธรรมชาติ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีเวทีแสดงกระจายออกไป เพื่อดื่มด่ำกับความสุขทางดนตรีอย่างเต็มที่

ความโกลาหล การดื่มสังสรรค์ แฟชั่น พื้นที่ตั้งแคมป์ ช่วงเวลาแห่งการเบียดเสียดใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร พร้อมกับชูไม้ชูมือ ส่งเสียงร้องเพลง ท่ามกลางผู้คนที่รักในเสียงเพลงเหมือนกัน คือวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นยังขาด

แนวคิดนี้เอง คือแรงบันดาลใจหลักของการกำเนิด Fuji Rock 

ในเวลานั้น มีบริษัทจัดคอนเสิร์ตที่ชื่อ SMASH Japan ซึ่งมีมาซาฮิโระ ฮิดากะ (Masahiro Hidaka) เป็นผู้ก่อตั้ง และใช้เวลาหลายปีในการพาวงร็อกระดับโลกมาเปิดการแสดงในญี่ปุ่นจนค้นพบว่า ผู้ชมชาวญี่ปุ่นต้องการมากกว่าการดูคอนเสิร์ตเพียงคืนเดียว และสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ‘สร้างเทศกาลร็อกกลางแจ้งระดับโลกของญี่ปุ่นเอง’

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นของญี่ปุ่น SMASH ไม่ได้เพียงแค่อยากให้สิ่งที่กำลังจะสร้างเป็นเพียงเทศกาลที่ลอกมาจากตะวันตกทั้งหมด เทศกาลดนตรีแบบที่พวกเขาต้องการนั้นต้องสะท้อนความเป็นญี่ปุ่นด้วย

กล่าวอีกนัยคือ เทศกาลดนตรีแบบญี่ปุ่นก็ต้องมีจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น ทั้งการเคารพธรรมชาติ การจัดงานที่เป็นระบบ ความสะอาด การต้อนรับขับสู้ และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

เมื่อญี่ปุ่นยังขาดเทศกาลดนตรีที่แท้จริงแบบที่ SMASH คิด พวกเขาจึงต้องการสร้างมันขึ้นมาเอง และนั่นคือความทะเยอทะยานยิ่ง

จุดเริ่มต้นที่เกือบเป็นจุดจบ

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น นอกจากเทคโนโลยี มังงะ แฟชั่น วัฒนธรรมป๊อป สัญลักษณ์ที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคือภูเขาไฟฟูจิ

การผสมผสานระหว่างรูปทรงกรวยอันเป็นเอกลักษณ์ ความศรัทธาทางจิตวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิมของชินโตและพุทธศาสนา ทำให้ฟูจิเป็นเสมือนเครื่องหมายแห่งอัตลักษณ์ของชาติ

ตั้งแต่ศิลปินระดับตำนานอย่างโฮคุไซ มาจนถึง SMASH Japan ภูเขาไฟฟูจิเปรียบดังแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาในการสร้างสรรค์บางสิ่ง

เมื่อ SMASH ต้องการให้เทศกาลดนตรีที่ในแบบของพวกเขาสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น จึงเลือกพื้นที่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิเป็นที่จัดงาน ด้วยแนวคิดในการรวมภูเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นเข้ากับดนตรีร็อก รวมถึงการตั้งแคมป์และฤดูร้อน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเทศกาลที่มีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นอย่างที่ต้องการ

นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Fuji Rock Festival

แม้จะมีโจทย์ที่ชัดเจนในการสร้างเทศกาลดนตรี หากแต่ในแง่หนึ่งก็นับเป็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยข้อกังวล เพราะย้อนกลับไปในปี 1997 นั้น การจัดเทศกาลกลางแจ้งขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก

สภาพอากาศของญี่ปุ่นที่คาดเดาไม่ได้ การตั้งแคมป์ที่ยังไม่เป็นที่นิยม ความกังวลถึงการทำกำไรจากเทศกาลกลางแจ้งขนาดใหญ่ และการจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน เหล่านี้ทำให้หลายคนมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่แม้จะมีเสียงคัดค้าน SMASH ก็ยังตัดสินใจเดินหน้าต่อด้วยความเชื่อและความต้องการพิสูจน์ว่า ญี่ปุ่นก็สามารถจัดเทศกาลระดับโลกได้ นั่นจึงเป็นที่มาของลิสต์รายชื่อศิลปินระดับโลกที่ถูกเชิญมาในเทศกาลครั้งแรก

Red Hot Chili Peppers, Green Day, Rage Against the Machine, Foo Fighters, Björk เหล่านี้คือข้อพิสูจน์ว่า SMASH ไม่ได้มาเล่นๆ แต่พวกเขาเอาจริง เพราะสำหรับญี่ปุ่นในยุคนั้น การรวมศิลปินระดับโลกจำนวนมากไว้ในงานเดียว ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก

ดูเหมือนว่าเทศกาล Fuji Rock Festival ครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นที่สกีรีสอร์ตเท็นจินยามะ ใกล้กับภูเขาไฟฟูจินั้นจะเป็นไปด้วยดี แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

ในวันแรกของงานเทศกาลกลับต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นขณะที่ Red Hot Chili Peppers ซึ่งเป็นวงหลักกำลังขึ้นแสดง (โดยที่แอนโธนี คีดิส นักร้องนำของวงแขนหักอยู่) จนต้องยุติการแสดงหลังเล่นไปได้เพียง 45 นาที เหล่าคนดูที่มาร่วมงานก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับฝนหนักและลมแรงที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากภาวะตัวเย็นเกิน แต่โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

หนำซ้ำพายุยังทำให้น้ำท่วมพื้นที่จัดงาน ระบบการเดินทางและการจัดการล้มเหลว เหตุไม่คาดคิดจากสภาวะอากาศที่ร้ายแรงทำให้ผู้จัดงานต้องประชุมกันเร่งด่วน ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกการจัดงานในวันที่ 2 

เรื่องตลกร้ายคือ ดันเป็นวันที่ท้องฟ้าอากาศแจ่มใส!

เมื่อผู้จัดประกาศยกเลิก เทศกาล Fuji Rock ครั้งแรก และเป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งงานแรกของญี่ปุ่นต้องปิดฉากลง พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการขาดการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้าย การจัดการด้านโลจิสติกส์ ขณะที่ด้านการเงินยิ่งเลวร้าย เพราะเทศกาลขาดทุนอย่างหนัก

เป็นตำนานจารึกที่ไม่น่าจดจำ จนทำให้หลายคนเชื่อว่า Fuji Rock Festival จะกลายเป็นตำนานให้คนพูดถึงในแง่ความหายนะ และไม่สามารถกลับมาจัดงานได้อีกเป็นครั้งที่ 2

บ้านชั่วคราวที่ยังขาดจิตวิญญาณ

หลังพายุจากความล้มเหลวในเทศกาลครั้งแรกผ่านพ้นไป เมื่อเข้าสู่ปี 1998 SMASH ยังไม่ได้ยกธงขาวให้ความตั้งใจในการสร้างเทศกาลดนตรีกลางแจ้งของญี่ปุ่น

ในปีที่ 2 Fuji Rock ย้ายไปจัดในพื้นที่ชั่วคราวที่ย่านโทโยสุ (Toyosu) ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวในกรุงโตเกียว อันเกิดจากการถมทะเล นี่คือการเปลี่ยนเกมของ SMASH ที่มองว่า พื้นที่โทโยสุนั้นเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้ง่ายกว่า อยู่ใกล้บริการฉุกเฉิน มีโรงแรม ที่พัก และโครงสร้างพื้นฐานเพียบพร้อม แถมยังลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่คาดเดายากบนพื้นที่ภูเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้คนเมืองเข้าร่วมงานได้สะดวกขึ้น

ในมุมของการบริหารจัดการ ถือว่า SMASH ตัดสินใจได้ถูก เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนสามารถจัด Fuji Rock ครั้งที่ 2 ให้ผ่านพ้นไปได้

แต่ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในการจัดงาน ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกว่าอากาศที่ร้อนระอุของกรุงโตเกียวในช่วงกลางฤดูร้อนนั้นเกินกว่าจะทนไหว ขณะที่ SMASH ก็มองว่าการจัดเทศกาลดนตรีในเมืองนั้นทำให้ ‘จิตวิญญาณ’ ที่สำคัญขาดหายไป

พวกเขาจึงตัดสินใจว่า การจัดงานครั้งต่อไปต้องย้ายกลับไปจัดในพื้นที่ภูเขาที่มีอากาศเย็นสบายกว่า รวมถึงการย้อนนึกถึงแนวคิดในการจัดงานตั้งแต่แรก ที่อยากให้เทศกาล Fuji Rock เป็นสถานที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ มีความเป็นชุมชนมากกว่าแค่การมาดูคอนเสิร์ต และเป็นจุดหมายที่คนรักเสียงเพลงอยากกลับมาทุกปี

ท้ายที่สุด SMASH จึงมองหาสถานที่จัดงานแห่งใหม่ของ Fuji Rock ที่จะตอบโจทย์ และในที่สุด ปี 1999 พวกเขาก็พบ ‘บ้านหลังใหม่’ ที่นาเอบะสกีรีสอร์ต (Naeba Ski Resort) ซึ่งจะกลายเป็นจุดหมายสำคัญต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านหลังใหม่ที่สร้างตัวตน

นาเอบะสกีรีสอร์ต ในจังหวัดนีงาตะ ไม่ได้ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ 

แม้หลายคนตั้งคำถามในเรื่องของชื่อและสถานที่จัดงานว่า ‘ชื่องานฟูจิ แต่ไม่ได้จัดที่ฟูจิ แล้วจะใช้ชื่อนี้ทำไม?’ หากแต่ SMASH ได้เรียนรู้จากการจัดงาน 2 ครั้งที่ผ่านมาแล้วว่า 

Fuji Rock นั้นหมายถึงแนวคิดและปรัชญาของเทศกาลมากกว่าสถานที่ SMASH จึงตัดสินใจใช้ชื่อเดิมต่อไป

ที่สำคัญ นาเอบะสกีรีสอร์ตมีคุณสมบัติหลายข้อที่ดีในการจัด Fuji Rock ทั้งมีภูเขาและป่าไม้ แม้ในฤดูร้อนก็ยังมีอากาศเย็นสบาย มีพื้นที่กว้างสำหรับเวทีต่างๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานจากการเป็นพื้นที่เล่นสกีทั้งหมดนี้ เหมาะสมกับการสร้างตัวตนของ Fuji Rock อย่างยิ่ง

ถึงแม้จะมีความท้าทายในแง่ของการสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินระหว่างเวที ระบบขนส่ง พื้นที่กางเต็นท์ ระบบอาหารและเครื่องดื่ม การจัดการขยะ และการรักษาความปลอดภัย แต่ SMASH ก็เลือกเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็น ‘เมือง’ ชั่วคราวของคนรักดนตรีนับหมื่นที่จะมาเยือนในเทศกาล

ไม่ใช่แค่บ้านหลังใหม่ แต่ SMASH ได้ค้นพบแนวคิดอีกข้อที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Fuji Rock นั่นคือประสบการณ์ ‘การเดิน’

SMASH มองว่า Fuji Rock ไม่ได้มีเพียงแค่เวทีที่ถูกประกอบสร้างจากมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็สามารถเป็นเวทีอีกแห่งหนึ่งได้ ผู้ชมจึงสามารถเดินผ่านป่าเพื่อไปฟังเพลงที่เวทีต่างๆ เสมือนได้เดินบนเส้นทางธรรมชาติกลางแจ้ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาจากเทศกาลในเมืองไม่ได้

นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมบางคนบอกว่าการจัดงานที่นาเอบะสกีรีสอร์ตเหมือนเป็นการสร้างพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ พวกเขามองว่าพื้นที่ไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางกายภาพ แต่เป็นผลผลิตของกิจกรรม ความสัมพันธ์ และความหมายที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง

พื้นที่ของ Fuji Rock จึงเป็นมากกว่าแค่สกีรีสอร์ตที่ถูกจัดงาน เพราะเมื่อผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ในพื้นที่ ทุกคนก็เข้าสู่ระบบคุณค่าที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันแล้ว การปฏิบัติตัว การสื่อสาร การอยู่ร่วมกัน และแม้แต่ความหมายของเวลา ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของเทศกาล

Fuji Rock ครั้งที่ 3 จึงหล่อหลอมค่านิยมร่วมของผู้คนในงานให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณแห่งเทศกาลบางอย่าง

อาจกล่าวได้ว่า ปี 1999 คือการเกิดใหม่ของแบรนด์ Fuji Rock อย่างแท้จริง จากการค้นพบตัวตนและจิตวิญญาณแห่งเทศกาล รูปแบบหลายอย่างที่เกิดขึ้นในงานครั้งนี้ กลายเป็นมาตรฐานของเทศกาลในครั้งถัดไป ทั้งการจัดเวทีขนาดเล็กและใหญ่ในป่า พื้นที่อาหารและตลาด งานศิลปะและกิจกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรมการตั้งแคมป์ ไปจนถึงการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม

และเป็นสิ่งที่ทำให้ Fuji Rock แตกต่างจากเทศกาลอื่น

สู่เทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับโลก

เมื่อเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ Fuji Rock Festival ก็เข้าสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างเต็มที่

Fuji Rock ทำให้ผู้คนอยากมาสัมผัสประสบการณ์ของชุมชน ‘คน Fuji Rock’ มากกว่าแค่มาดูดนตรี เทศกาลจึงเป็นเหมือนเมืองชั่วคราวบนภูเขาที่ถูกพัฒนามากขึ้น มีเวทีหลายจุด มีพื้นที่ตั้งแคมป์ มีร้านอาหารและตลาดสินค้า งานศิลปะ ไปจนถึงพื้นที่ธรรมชาติ

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญของงานเทศกาลดนตรีก็คือเวทีดนตรี Fuji Rock เริ่มสร้างระบบเวทีที่มีเอกลักษณ์อย่าง Green Stage เวทีหลักขนาดใหญ่สำหรับศิลปินระดับโลก, White Stage เวทีสำหรับศิลปินร็อก อินดี้ และศิลปินหน้าใหม่, Red Marquee เวทีในร่มที่จัดแสดงดนตรีตลอดวัน รวมถึง Field of Heaven เวทีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และกลายเป็นหนึ่งในเวทีเอกลักษณ์ที่สุดของ Fuji Rock

ยังไม่นับเวทีอื่นที่กระจายอยู่ตามจุดอื่นๆ และรองรับรสนิยมดนตรีของศิลปินและผู้ร่วมงานที่หลากหลายอีกเพียบอย่าง Gypsy Avalon, Naeba Shokudo, GAN-BAN Square, PYRAMID GARDEN, ROOKIE A GO-GO หรือ ORANGE ECHO ที่แม้ระยะทางเดินระหว่างเวทีบางจุดอาจจะไกลและเส้นทางบางช่วงเป็นเนินเขา แต่ทิวทัศน์ระหว่างทางนั้นงดงามมาก เพราะต้องผ่านทั้งป่าและธารน้ำใส

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Fuji Rock คือ Dragondola กระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งจะคอยให้บริการพาผู้ร่วมงานขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพของภูเขาและพื้นที่บางส่วนของเทศกาลได้เต็มตา

สำหรับจุดศูนย์กลางของ Fuji Rock คือโซน Oasis ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารกว่า 30 ร้านจากทั่วทุกมุมโลก แม้พื้นที่จัดงานหลักจะปิดทำการในแต่ละคืนหลังจบการแสดงโชว์สุดท้าย แต่โซน Oasis จะยังคงเปิดให้บริการต่อไปจนดึกดื่น 

เช่นเดียวกับเวที Red Marquee ที่จะมีการจัดปาร์ตี้มันๆ ต่อเนื่องตลอดคืนไปจนถึงเวลาตี 5 ก่อนที่พื้นที่จัดงานจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเวลา 9 โมงเช้า

อีกข้อที่แฟนๆ Fuji Rock รู้กันอย่างดีคือ ความสนุกของเทศกาลไม่ได้แค่เริ่มต้นในวันงาน แต่คืนก่อนเริ่มงานก็จะเริ่มมีการจัดปาร์ตี้เปิดงานที่เปิดให้เข้าชมฟรี โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การรำบงโอโดริ (การรำพื้นเมืองดั้งเดิมของญี่ปุ่น) การจับสลากลุ้นรางวัล ร้านจำหน่ายอาหาร และการแสดงดอกไม้ไฟ เป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันจริง

เวทีบันทึกประวัติศาสตร์ที่ใครก็อยากมาเล่น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Fuji Rock นั้นเก็บเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเทศกาลมามากมาย

ตั้งแต่พายุใหญ่ในโชว์ Red Hot Chili Peppers ในงานครั้งแรก, การแสดงของ Radiohead ในปี 2003 ที่เป็นหนึ่งในโชว์ที่ดีที่สุดของงาน และยกระดับเทศกาลสู่การเป็นเวทีดนตรีระดับโลก, การขึ้นแสดงของ Oasis ในปี 2009 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะประกาศแยกทางอย่างเป็นทางการ, การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทศกาลกับเฮดไลเนอร์อย่างเคนดริก ลามาร์ (Kendrick Lamar) ในปี 2018 ที่เป็นศิลปินแนวฮิปฮอป ไปจนถึงการกลับมาอีกครั้งหลังวิกฤตโควิด-19 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของ Fuji Rock

ความแข็งแกร่งและเรื่องราวนี้เอง ที่ทำให้ศิลปินระดับโลกมากมายต่างต้องการมาเล่นบนเวที Fuji Rock ให้ได้สักครั้ง

Red Hot Chili Peppers, Radiohead, Foo Fighters, Bob Dylan, The Chemical Brothers, Coldplay, Arctic Monkeys, Gorillaz, Beck, The Strokes เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของศิลปินที่เคยมาระเบิดความสนุกบนเวที Fuji Rock มาแล้ว

คำถามคือ ศิลปินระดับโลกเหล่านี้ที่ล้วนมีเม็ดเงินมหาศาลจากการทัวร์คอนเสิร์ตอยู่แล้ว ทำไมถึงอยากมาเหยียบเวทีแห่งนี้ คำตอบนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่เพราะแบรนด์ Fuji Rock ต่างหากที่ทำให้พวกเขาอยากมา

คุณภาพและการจัดการของเทศกาลที่สั่งสมจากประสบการณ์ สถานะของเทศกาลในโลกดนตรี คุณภาพของผู้ชม และคุณค่าทางวัฒนธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นมากกว่าค่าตัว แต่คือความหมายและสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศต่อการเป็นศิลปิน

ในทางสังคมวิทยา ปีแยร์ บูร์ดีเยอ (Pierre Bourdieu) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ใช้คำว่า cultural capital หรือ ทุนทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายคุณค่าที่ไม่ได้วัดด้วยเงิน แต่เกิดจากชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับของสังคม ซึ่งแนวคิดนี้สามารถอธิบาย Fuji Rock ได้อย่างชัดเจน

ศิลปินที่มาขึ้นเวทีไม่ได้เพียงแค่ทำการแสดงดนตรี แต่กำลังเข้าสู่พื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่า และมีความหมายที่สะสมมานานเกือบ 3 ทศวรรษ บนเวทีที่เคยมีศิลปินระดับโลกมายืนอยู่จึง ‘ขลัง’ และให้คุณค่าอย่างยิ่ง 

การที่ศิลปินได้มีชื่ออยู่ในลิสต์ของวงที่ได้มาเล่นใน Fuji Rock ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหน จึงเป็นเหมือนมรดกทางอาชีพที่หาไม่ได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากนักฟุตบอลที่ครั้งหนึ่งได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก แม้จะไม่ได้ฝ่าไปถึงการเป็นแชมป์ก็ตาม

เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่สะอาดที่สุด

นอกจาก Fuji Rock จะกลายเป็นพิธีกรรมประจำปีของคนรักดนตรี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เทศกาลนี้แตกต่างจากเทศกาลอื่นคือ การเป็นเทศกาลที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของดนตรี

โอเคว่าดนตรีก็เป็นสิ่งหลักสำหรับเทศกาลดนตรี แต่ Fuji Rock ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมรอบงาน’ มากกว่านั้น 

หากยังจำได้ ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น ผู้จัดอย่าง SMASH Japan นั้นไม่ได้ต้องการจัดงานเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ลอกแบบมาจากฝั่งอเมริกาหรือยุโรป แต่ต้องการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับบริบทแบบญี่ปุ่น เพื่อสร้างเทศกาลดนตรีกลางแจ้งในสไตล์ของญี่ปุ่นเอง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการเคารพธรรมชาติ

Fuji Rock ถือเป็นเทศกาลที่ถูกยอมรับโดยทั่วกันว่า มีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดจากความสะอาด สิ่งนี้ไม่ได้มาจากเพียงการนึกถึงส่วนรวมที่เป็นวิถีปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น แต่เกิดจากความตั้งใจของเทศกาลซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางความงดงามตามธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ด้วย

เว็บไซต์ของ Fuji Rock นั้นมีหัวข้อ ‘14 Choices’ By Everyone, For the Future หรือ ‘14 ทางเลือก โดยทุกคน เพื่ออนาคต’ ซึ่งแนะนำ ‘เสียงสะท้อนจากงานเทศกาล’ ที่จะทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีไปพร้อมกับยังคงรักษาความเชื่อมโยงกับผืนป่า ชุมชน และทรัพยากรไว้ได้

ข้อความในหัวข้อนี้ระบุว่า ‘สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร แต่การสั่งสมทางเลือกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ Fuji Rock’

สำหรับตัวอย่างคำแนะนำ 14 ทางเลือก ก็เช่น การเดินท่ามกลางความสดชื่นและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในป่านาเอบะ, การรณรงค์ใช้ตะเกียบที่ทำจากไม้สนซีดาร์ยูซาวะแบบใช้แล้วทิ้ง, การเชิญชวนลิ้มลองวัตถุดิบจากท้องถิ่นตามร้านอาหารในงาน, การรณรงค์ไม่เหลือทิ้งอาหาร, เชิญชวนให้พกกระติกน้ำของตนเองมาเติมน้ำในจุดบริการน้ำดื่ม, การแยกขยะและรีไซเคิล ไปจนถึงแคมป์ NGO Village ที่ให้ข้อมูลด้านประเด็นสังคมหลากหลายด้าน เช่น สันติภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการบรรเทาภัยพิบัติ

สิ่งเหล่านี้ได้สร้างวัฒนธรรมชุมชนแบบ Fuji Rock ที่หล่อหลอมค่านิยมร่วมของผู้มาเยือนในแต่ละครั้ง สั่งสมจนกลายเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่ทั้งผู้จัดและผู้ชมร่วมกันสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 

Fuji Rock 2026

สำหรับ Fuji Rock ปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 กรกฎาคม นอกจากไลน์อัพศิลปินอย่าง Fujii Kaze, The xx, Khruangbin, Massive Attack, Mogwai และอีกมากมาย งานปีนี้ยังมีความน่าสนใจอีกหลายด้าน

ครั้งนี้ Fuji Rock ได้จับมือกับไลน์สินค้า convenience wear ของ FamilyMart อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษประจำปี ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 แล้วในความร่วมมือระหว่างทั้งคู่ โดยได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นพิเศษที่นอกจากจะยกระดับลุคให้ดูดีมีสไตล์ ยังสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ของพื้นที่จัดงานที่นาเอบะสกีรีสอร์ตได้อย่างมั่นใจ

สินค้าในคอลเลกชั่นนี้ประกอบด้วยไอเทมจำเป็นสำหรับงานเทศกาลที่โดดเด่นด้วยการใช้สีสันตามธีมหลักของงาน ไม่ว่าจะเป็นถุงเท้า กระเป๋าสะพายข้าง (sacoche) และผ้าขนหนูเกรดพรีเมียมจากแบรนด์ Imabari โดยสามารถสั่งจองทางออนไลน์ หรือไปซื้อที่ร้านป๊อปอัพหน้างานก็ได้

นอกจากนี้ Fuji Rock ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารด้วย ซึ่งปีนี้ก็มีเมนูหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกมาให้ได้ลิ้มลอง ตั้งแต่ร้านดังที่จองโต๊ะยากจนถึงร้านสุดฮิตที่กำลังมาแรง

ไหนจะกิจกรรมอีกมากมายนอกจากการดูดนตรี อย่าง ‘FUJI EIGEKI’ โรงภาพยนตร์กลางแจ้ง, นิทรรศการในโซน NGO Village, กิจกรรมโยคะยามเช้าเพื่อวอร์มร่างกายที่ PYRAMID GARDEN, ตลาดนัดสินค้า, เวิร์กช็อป และ street performance เช่น มายากล ละครใบ้ ที่สร้างสีสันภายในงาน ไปจนถึงฟูจิรัน ที่เป็นกลุ่มจัดกิจกรรมวิ่งในงาน!

ใครที่มีบัตรงานอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว บอกเลยว่าน่าอิจฉาที่กำลังจะได้ไปสัมผัสประสบการณ์การเป็นชาว Fuji Rock ในปีนี้

We are Japanese Festival

“ผมรักสถานที่จัดงานที่นาเอบะ และไม่ได้คิดจะย้ายไปที่อื่นเลย” มาซาฮิโระ ฮิดากะ ผู้จัด Fuji Rock เคยกล่าวในบทสัมภาษณ์กับ The Japan Times “แต่ก็อยากให้มีพื้นที่กว้างขวางกว่านี้เหมือนกันนะ เพราะตอนนี้เราใช้พื้นที่จนเต็มขีดจำกัดแล้ว”

“สำหรับผมแล้ว งานครั้งแรก (1997) ถือเป็นครั้งที่พิเศษที่สุด มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น อีกทั้งขั้นตอนการเตรียมงานยังต้องอาศัยการเจรจาต่อรองสารพัดเรื่องซึ่งกินเวลาถึง 3-4 ปี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลงมือทำมันให้สำเร็จ”

“แน่นอนว่าอายุเฉลี่ยของผู้ชมย่อมสูงขึ้นตามกาลเวลา” ฮิดากะกล่าวในบทสัมภาษณ์ “หนึ่งในความฝันของผมคือการได้เห็นสมาชิกครอบครัวถึง 3 รุ่นมาร่วมงานเทศกาลด้วยกัน มาเพลิดเพลิน หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบร่วมกันครับ”

นับตั้งแต่เทศกาล Fuji Rock ถือกำเนิดขึ้น ก็มีเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นผุดตามมาอีกมากมาย ซึ่งนั่นหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ Fuji Rock ยังคงเป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งแนวหน้าของญี่ปุ่น จากความมุ่งมั่นของฮิดากะ และ SMASH ซึ่งยังมีแฟนๆ จากทั่วทุกมุมโลกจองบัตรมาสัมผัสประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 30 ปีแล้วก็ตาม

อ้างอิง