Footballnista

Ladderice ร้าน Football Boutique ที่สร้างคอมมูคนรักแฟชั่นฟุตบอลจากคลองแสนแสบไปถึงระดับโลก

นอกเสียจากรูปเกมดุเดือดและลีลาการดวลแข้งบนฟลอร์หญ้าของเหล่านักเตะระดับพระกาฬ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในเกมกีฬาลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างในอย่างฟุตบอล คือ ‘เสื้อแข่ง’ (jersey football) ที่ดึงอัตลักษณ์ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของทีมทีมนั้นออกมาผ่านดีไซน์

ชุดแข่งทำหน้าที่ของมันเช่นนั้นเสมอมา กระทั่งกาลเวลาผันเปลี่ยน การมีอยู่ของมันแปรสถานะจากในสนามสู่นอกสนาม ในฐานะอีกหนึ่งเทรนด์แฟชันที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่เคอะเขิน

และไม่น่าเชื่อว่าเสื้อฟุตบอลจะทำให้คนต่างถิ่น ต่างภาษา และต่างเชื้อชาติกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนที่ Ladderice (แลดเดอริซ) ร้าน football boutique ของคนไทยกำลังทำเช่นนั้นอยู่ นั่นคือการสร้าง ‘คอมมิวนิตี้’ ของคนรักแฟชั่นแนวนี้ขึ้นมา

ชื่อของ Ladderice เริ่มได้ยินหนาหูขึ้น จากการสร้างปรากฏการณ์ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการจับมือกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ยักษ์ใหญ่ เปิด ‘ไนกี้โกดัง’ (Nike Goal-Dang) ป๊อปอัพสโตร์ย่านทรงวาด ที่เปลี่ยนทรงวาดให้กลายเป็นรันเวย์ของคนรักแฟชั่นฟุตบอล

เสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตรงกลางอกมีฟอนต์ภาษาไทยสะท้อนแสงโดดเด่นสะดุดตา เสื้อทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีลวดลายไทยพาดผ่าน หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับการนำผ้าไหมไทยมาดีไซน์เป็นเสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อแข่งของทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998 และการได้ร่วมโปรเจกต์กับ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพจากญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสการต่อตั้งลีกครบ 30 ปี

ข้างต้นเป็นความตั้งใจและผลงานเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้เราจะพาไปทำความรู้จักพวกเขามากขึ้น ทั้งในแง่ของแพสชั่นการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอลจากพื้นที่ซอยเกษมสันต์ 1 ใกล้กับชุมชนคลองแสนแสบ ที่กำลังขยับขยายไปไกลทั่วมุมโลก และการตั้งใจนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยใส่ลงไปในแฟชั่นฟุตบอล

ได้เวลาเป่านกหวีดคิกออฟไปพร้อมกัน

เอเจนซีมีเดียฟุตบอลที่อยากสร้าง ‘พื้นที่’ ให้คนรักแฟชั่นฟุตบอล

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ที่เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ เรานัดหมายกับ ลูกชิ้น–ชัญญานุช ชาญชัย Business Development Manager และ แบม–สรีวัฒน์ อิทธิวัฒนานนท์ Art Director, Designer สองทีมงานผู้อยู่กับ Ladderice มาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง ที่ร้านคาเฟ่บ้านแสนแสบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านและออฟฟิศของพวกเขา

“ถ้ารวมปีนี้ไปด้วย Ladderice จะมีอายุครบรอบ 3 ปี แต่จริงๆ เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปีแล้ว” ชัญญานุชเริ่มต้นบทสนทนากับเรา

อย่างที่เธอบอก อายุอานามของ Ladderice ยังคงอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ถ้าพูดถึง Turfmapp มีเดียเอเจนซีด้านฟุตบอลคงเป็นอีกเรื่อง 

แล้วถ้าถามว่ามีความเกี่ยวข้องกันได้ยังไงนั้น คงต้องเท้าความกันสักเล็กน้อย เพราะก่อนหน้าที่ Ladderice จะถือกำเนิดขึ้น Turfmapp ที่ก่อตั้งโดย ปู–ตรีสิกข์ สงวนบรรพ์ ช่างภาพและชายผู้คลั่งไคล้ฟุตบอลสุดหัวใจ ได้สั่งสมประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังให้กับโปรเจกต์ฟุตบอลระดับโลกมากมาย เช่น ครีเอตคอนเทนต์ในการขยายฐานแฟนคลับไปยังประเทศต่างๆ ให้กับเพจโซเชียลฯ ของ J.League และ Major League Soccer การทำมีเดียในตลาดฟุตบอลอเมริกาใต้-อเมริกาเหนือ ไปจนถึงการเป็นครีเอทีฟภาพลักษณ์แก่แบรนด์เสื้อผ้าและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล จนมีทีมงานมืออาชีพหลังบ้านและมีคอนเนกชั่นในมือพอสมควร

ด้วยมิตรภาพในวงการฟุตบอลที่พบเจอ ประกอบกับหลังบ้านที่แข็งแรง สิ่งที่ผู้ก่อตั้ง Turfmapp ตั้งใจจะทำต่อ คือ ‘passion project’ ที่สร้างพื้นที่ให้ทีมงานเบื้องหลัง ที่มีทั้งช่างภาพ ดีไซเนอร์ โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ได้ลองเล่นสนุก นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล จนผลสุดท้ายมาลงเอยที่เรื่องของ ‘แฟชั่น’ ซึ่งตรีสิกข์และทีมมองเห็นตรงกัน

“ความจริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจให้ Ladderice เป็นแค่ร้านขายเสื้อบอลอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่เราอยากสร้างพื้นที่สำหรับคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล ขณะเดียวกันก็อยากสร้างพื้นที่ให้กับคนครีเอทีฟในทีม ให้เขามีที่โชว์ผลงาน ได้พัฒนางานของตัวเอง ซึ่งพี่ปูมองว่า ไอเดียเหล่านี้มีมูลค่า แต่จะทำยังไงให้ยั่งยืน Ladderice เลยเป็นเหมือนสนามทดลองที่ให้ทีมได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจ 

“และด้วยความที่เราอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกิน 10 ปี เรามีคอนเนกชั่นที่แข็งแรง เราเลยอยากให้ Ladderice เป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตไปอีกขั้น เพราะเราเชื่อว่าถึงจะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ หรือไอเดียเล็กๆ หากสะสมรวมกัน มีคนที่คิดแบบเดียวกันลุกขึ้นมาทำพร้อมกัน ก็จะสามารถผลักดัน ‘บาร์’ ของวงการฟุตบอลบ้านเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้” ชัญญานุญอธิบายถึงความเชื่อในการก่อตั้ง Ladderice

ทั้งนี้ที่มาของชื่อ Ladderice มาจากคำว่า ‘Ladder’ ที่หมายถึง ‘บันไดวน’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่ใครเดินเข้ามาในร้านจะต้องเดินผ่านบันไดวนนี้ แต่ถ้าพูดถึงในเชิงนามธรรม การก้าวขึ้นบันไดวนนี้เปรียบเสมือนการไปข้างหน้า การพัฒนา และการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแพสชั่นของร้าน ส่วนการต่อท้ายคำว่า ‘ice’ เข้าไปก็เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น

เชื่อมต่อระหว่างฟุตบอล แฟชั่น และความเป็นไทย

“ก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ Ladderice วัฒนธรรมของการสวมใส่เสื้อฟุตบอลยังไม่ได้หลากหลายเหมือนทุกวันนี้ เต็มที่ก็หยิบเสื้อบอลมาแมตช์กับกางเกงยีนส์ แต่ตอนนี้มีดีไซเนอร์ มีศิลปินที่เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้เสื้อบอลเข้ากับแฟชั่น เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น” สรีวัฒน์กล่าว

จริงอย่างที่อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าว เพราะปัจจุบันหากสอดส่องสายตามองเข้าไปในเทรนด์แฟชั่นฟุตบอล ทุกวันนี้เรื่องของดีไซน์แทบจะถูกให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่า performance การสวมใส่ แบรนด์เล็กแบรนด์น้อยล้วนหาจุดเด่นเป็นของตัวเอง บ้างเน้นเท่ บ้างเน้นแปลก บ้างเน้นพาโรดี้ตลกหยิกแกมหยอก ซึ่งสิ่งที่แบรนด์บูทีกฟุตบอลนี้เลือก คือการส่งต่อ ‘ความเป็นไทย’ ออกไปผ่านแฟชั่นฟุตบอล

“พี่ปูมักจะเน้นย้ำกับพวกเราเสมอว่าเราทำแบรนด์นี้ไปทำไม ทำไปเพื่อใคร และคนที่มองเห็นแบรนด์เราจะรู้สึกยังไง ซึ่ง identity ที่เราวางไว้คือเราจะต้องเป็นร้านที่ส่งต่อความเป็นไทยออกไป ตามโจทย์ที่ว่า เราจะรวมคอมมิวนิตี้ฟุตบอลกับความเป็นไทยไว้ด้วยกัน” ชัญญานุญกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ Ladderice

“ถ้าเราไปต่างประเทศเราจะเห็นว่าทุกประเทศพยายามเล่าถึงวัฒนธรรม เล่าถึงความเป็นตัวเองผ่าน merchendise ทีนี้เราต้องกลับมาดูว่าเราจะสามารถหยิบจับเล่าความเป็นไทยออกมาได้ยังไงบ้าง” สรีวัฒน์อธิบายเสริม “ผมยกตัวอย่าง visualize ที่คนต่างชาติเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่านี่คือเรา เช่น รถตุ๊กตุ๊ก แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะหยิบดีไซน์ของรถตุ๊กตุ๊กมาใส่ทั้งหมด เราอาจจะหยิบแค่ 2% มาใช้ อย่างโครงเหล็กของรถตุ๊กตุ๊กเป็นต้น” 

เหตุนี้คอลเลกชั่นแรกที่ Ladderice คลอดออกมาเลยมีคอนเซปต์ที่เห็นแล้วเข้าใจถึงคัลเจอร์แบบไทยๆ ได้ทันที นั่นคือ ‘จิตรกรรมฝาผนังวัด’ ที่เกิดจากการจินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้าจิตรกรรมบนฝาผนังวัดมีการบันทึกว่าคนไทยเริ่มเตะบอลตั้งแต่อดีตกาล  

เสื้อคอลเลคชั่นแรกจาก Ladderice

“มันเกิดจากความสนุกของเราที่จินตนาการว่า จะเป็นยังไงถ้ามีคนบันทึกไว้ว่าบรรพบุรุษของเราเล่นฟุตบอลกันมานานแล้ว ลายเสื้อคอลเลกชั่นแรกเลยมีหน้าตาเป็นเหมือนลายจิตรกรรมบนฝาผนังวัด ส่วนโลโก้บนเสื้อผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหัวเข็มขัดเงินของคุณยาย ที่มีลักษณะเป็นเหมือนนก ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมกัน” สรีวัฒน์เล่าถึงคอนเซปต์ดีไซน์เสื้อคอลเลกชั่นของ Ladderice 

หลังจากคอลเลกชั่นแรกประสบความสำเร็จ ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ EURO 2024 พวกเขาสานต่อความสนุกด้วยการดีไซน์เสื้อฟุตบอลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทีมชาติดังในทวีปยุโรป เช่น เสื้อทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998, เสื้อทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์โลกปี 1990 และเสื้อทีมมหาชนอย่างอังกฤษ ปี 1998 โดยทั้งหมดตัดเย็บจากผ้าไหมด้วยกรรมวิธีแบบแฮนด์เมด โดยวัตถุดิบผ้าไหมได้มาจาก ‘ครัวบ้านใต้’ ชุมชนใกล้คลองแสนแสบที่เป็นแหล่งทอผ้าไหมหนึ่งเดียวในกรุงเทพฯ เสื้อที่ออกมาจึงมีทั้งความคลาสสิก อ่อนช้อย และพิถีพิถันตามแบบฉบับการตัดเย็บเสื้อผ้าของคนไทย

จับมือกับโกลบอลแบรนด์ และฝันที่อยากเป็นศูนย์รวมแฟชั่นฟุตบอลจากทั่วประเทศ

ความน่าสนใจคือบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ Ladderice เพียงร้านเดียวที่มีแพสชั่นในการสร้างคอมมิวนิตี้ฟุตบอล หรือเผยแพร่คัลเจอร์เกมกีฬาลูกหนังผ่านแฟชั่นในประเทศ 

และอย่างที่เกริ่นนำไปในช่วงต้น ว่าการทำธุรกิจมีเดียเอเจนซีของ Turfmapp นำมาพามาซึ่งการมีคอนเนกชั่นในวงการฟุตบอลไม่น้อย 

ทั้งสองสิ่งที่ว่ามานี้เอง ทำให้ Ladderice มีความฝันที่อยากจะเป็น ‘ศูนย์รวม’ ให้กับผองเพื่อนพันธมิตรร้านและแบรนด์แฟชั่นฟุตบอลจากทั่วโลก 

ยกตัวอย่างพันธมิตรฟุตบอลของ Ladderice ที่มีในตอนนี้ เช่น EQUIPO FC ครีเอทีฟสตูดิโอจากสเปน, SHUKYU Magazine นิตยสารและสตูดิโอครีเอทีฟจากญี่ปุ่น, CITY BOYS FC สตูดิโอครีเอทีฟและคอมมิวนิตี้จากญี่ปุ่น, NIVELCRACK แบรนด์เสื้อผ้าจากเกาหลีใต้, ANAR FC กลุ่มคนรักฟุตบอลจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน, Bled FC ครีเอทีฟสตูดิโอและคลับฟุตบอลจากเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น 

“ทุกปีเราจะมีการขยายคอมมิวนิตี้แฟชั่นฟุตบอลไปเรื่อยๆ อย่างต้นปีนี้เราก็เพิ่งไปทำกิจกรรมร่วมกันที่ประเทศจีน จากครั้งแรกที่มีแบรนด์เข้าร่วมอีเวนต์แค่ 4 แบรนด์ ตอนนี้มีรวมทั้งหมด 9 แบรนด์ ซึ่งการเจอกันทุกครั้งเราก็จะมีโปรเจกต์สนุกๆ ได้คอลแล็บร่วมกัน อย่างล่าสุดคือเสื้อที่เราทำกับ EQUIPO FC” ชัญญานุชเล่าด้วยรอยยิ้ม

เสื้อมัดย้อมที่ Ladderice ทำร่วมกับ EQUIPO FC 

นอกจากการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ระหว่างพันธมิตร และการนำสินค้าจากพันธมิตรเข้ามาขายในร้าน Ladderice ยังได้รับโอกาสจากแบรนด์โกลบอลระดับโลกผลิต exclusive merchandise เช่น คอลเลกชั่นเสื้อผ้าของ J.League ลีกฟุตบอลอาชีพญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 30 ปีการก่อตั้งลีก และคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของสโมสรเซเรซโซ โอซาก้า (Cerezo Osaka FC) ทีมดังจาก J.League ครั้งยกทีมมาปรีซีซั่นเมื่อปี 2025 ซึ่งทั้งสองคอลเลกชั่นที่ว่ามีวางจำหน่ายแค่ที่หน้าร้านเท่านั้น

แต่ที่เป็นโทรฟีล้ำค่าที่สุดของ Ladderice ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นโปรเจกต์ที่ได้ร่วมกับ Nike แบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับโลก ในการเปิดป๊อปอัพสโตร์ ไนกี้โกดัง ตรงย่านทรงวาด ซึ่งทาง Nike เป็นผู้ติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง

“Nike ติดต่อเราเข้ามาจากการที่เขาเห็นเราจัด Ladderice Under the Stands อีเวนต์แฟชั่นโชว์ที่ชวนคนมาเดินแฟชั่น มาจัดปาตี้ใต้อัฒจันทร์ ซึ่งเขาเห็นว่าเรามีไอเดียที่ไม่เหมือนใคร จากตอนนั้นเลยถูกสานต่อสู่โปรเจกต์ไนกี้โกดัง” ชัญญานุชเล่าถึงที่มาในการได้ร่วมงานกับ Nike

“ในอีเวนต์นั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วนะ” อาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง Ladderice กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “ทั้งในแง่การจัดแฟชั่นโชว์ผ่านชุดทั้ง 30 ชุด การได้จัด Jersey Customize Station ที่เราได้ดีไซน์ element ความเป็นไทยใส่ลงไปในเสื้อฟุตบอลของ Nike อย่างเสื้อทีมชาติอังกฤษที่ตัดเย็บต่อตรงแขนและคอปกรวมกับผ้าขาวม้า ซึ่งกระบวนการการทำงานมันมีความท้าทายอยู่หลายอย่าง การทำมันขึ้นมาสำเร็จ จะเรียกว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของเราตอนนี้เลยก็ว่าได้ ยิ่งเป็นคนที่โตมากับการดูฟุตบอล การได้ร่วมงานกับไนกี้เป็นอะไรที่เราแทบไม่คาดฝันมาก่อน”

This is Sean Sab Way

ถ้าจะบอกว่าบ้านหลังใหญ่คือ Turfmapp โดยมี Ladderice เป็นบ้านหลังรองลงมาสำหรับไว้เล่นสนุกลองผิดลองถูก ขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านหลังที่สาม ที่ไว้ทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม นั่นคือ AC Sean Sab (เอซี แสนแสบ) ทีมฟุตบอลของกลุ่มเยาวชนจากชุมชนย่านคลองแสนแสบ ที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนไทยที่รักในกีฬาฟุตบอล

AC Sean Sab เลยกลายเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ถูกต่อยอดมาจาก Ladderice ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การจัดกิจกรรมคลินิกฟุตบอล ตรงสนามฟุตบอลสาธารณะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณชุมชนคลองแสนแสบ อย่างไม่นานมานี้ที่ได้ ‘เหม็ด’ โมฮัมเหม็ด มูซา นักฟุตซอลทีมชาติไทยมาเป็นโค้ช หรือการพาทีมเยาวชน AC Sean Sab ไปร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนถึงสเปน ที่จัดโดย EQUIPO FC เองก็ตาม

“ยิ่งเรามีเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศเยอะ เราได้เรียนรู้จากเขา และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาริเริ่มอะไรใหม่ๆ มันอาจจะเป็นแค่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสักคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนักบอลที่ดีได้แค่นั้นก็พอแล้ว” ชัญญานุชกล่าว

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงไม่ต่างจากการส่งต่อความเชื่อจากจุดที่เล็กที่สุดอย่างคลองแสนแสบไปสู่ทั่วทุกมุมโลก ด้วยความรักและความเชื่อที่มีต่อฟุตบอลและแฟชั่น

“ถ้าถามพวกเรา สิ่งที่พวกเราทำอยู่ไม่ได้ทำเพราะตามกระแส แต่เราทำด้วยความชอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่า เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปแล้วก็วนกลับมาใหม่ ตราบใดที่ฟุตบอลยังเตะกันอยู่ตลอด และผู้คนไม่หยุดที่จะทดลองอะไรใหม่ 

“สิ่งที่เราคาดหวังจากนี้มากกว่าการสร้างคอมมิวนิตี้คนรักฟุตบอล คือการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ตรงนี้เป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราตั้งกันตั้งแต่วันแรก ในฐานะกลุ่มคนที่ติดตามฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน แต่เรายังไม่เคยเห็นฟุตบอลไทยไปบอลโลก ซึ่งถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปถึงความฝันนั้นได้เราก็อยากจะเป็น” สรีวัฒน์ทิ้งท้ายก่อนจะจบบทสนทนา

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Photographer

แพ้ทางสีเขียวและน้ำตาล ชอบเดินทางพอๆ กับชอบนอนอยู่บ้าน

You Might Also Like