ชาว(ฟูจิ)ร็อก

จากหายนะสู่ Fuji Rock เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ที่ควรไปสักครั้งก่อนตาย

ขอเปิดหัวอย่างนี้ แม้เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่คนรักเสียงเพลงชาวไทยและทั่วโลกอยากไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง จะชื่อว่า Fuji Rock หากแต่งานนี้ไม่ได้จัดที่ฟูจิแต่อย่างใด

และเป้าหมายหลักของเทศกาลนี้ อาจไม่ใช่แค่การรวบรวมศิลปินทั่วโลกและแฟนเพลงมหาศาลให้มารวมตัวกันเริงระบำขยับโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะดนตรีสดดีๆ เท่านั้น แต่คือการเป็น ‘เทศกาลที่สะอาดที่สุดในโลก’ อีกต่างหาก!

ความยิ่งใหญ่ของ Fuji Rock นั้นเล่าได้หลายข้อ พอๆ กับบททดสอบอันแสนทรหดของเส้นทางการสร้างความสำเร็จที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถูกฟาดด้วยพายุไต้ฝุ่นตั้งแต่ปีแรกจนเกือบจะไม่ได้จัดอีกต่อไป แต่พวกเขาก็หาทางกลับมาจนค่อยๆ เติบโตเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ดีที่สุดของโลก 

เรื่องราวของ Fuji Rock จึงถือเป็นหนึ่งในการ ‘คัมแบ็ก’ ที่น่าทึ่งที่สุดของเทศกาลดนตรี ทั้งในแง่ของการสร้างตัวตน ธุรกิจ และความยั่งยืน

ตลอด 3 วันของเทศกาล ผู้ชมทั่วโลกนับแสนจะได้ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงจากศิลปินเจ๋งๆ จากญี่ปุ่นและต่างประเทศเกือบ 200 ชีวิต เวที 12 จุด ทั้งเวทีหลักและเวทีรองอื่นๆ ที่กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 4 กิโลเมตร ตลอดแนวของสถานที่จัดงานอย่าง นาเอบะสกีรีสอร์ต (Naeba Ski Resort) จังหวัดนีงาตะ ที่มีฉากหลังเป็นทั้งเนินเขา ผืนป่า และธารน้ำใส 

เป็น 3 วันที่ผู้มาเยือนจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ครั้งหนึ่งในการเป็นชาว(ฟูจิ)ร็อก

ในปีนี้ Fuji Rock จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 กรกฎาคม หลายคนอาจจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว ส่วนใครยังไม่มีโอกาสไปเยือน คอลัมน์ Biztory ครั้งนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวการกำเนิดของเทศกาลนี้กันก่อน พร้อมเมื่อไหร่ ปีหน้าปีไหน เก็บเงินแล้วค่อยกดตั๋วไปก็ยังไม่สาย

ก่อนกำเนิด

ก่อนที่เทศกาลดนตรี Fuji Rock จะถือกำเนิดขึ้นในปี 1997 แม้ญี่ปุ่นจะมีงานดนตรีสดมากมาย หากแต่ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงแค่ในสถานที่จัดคอนเสิร์ตในร่มเท่านั้น ไม่มีงานใดที่เป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งเลย

จากคลับต่างๆ จนมาถึงนิปปงบุโดคัง (Nippon Budokan) ทุกที่ล้วนเป็นประสบการณ์การดูดนตรีสดภายในตัวอาคาร คนที่มาดูก็ได้รับชมศิลปินเพียงเดี่ยวๆ หรือไม่กี่วงเท่านั้น เมื่อดนตรีจบก็ต่างแยกย้ายไปตามทางของแต่ละคน

คำว่า ‘เทศกาลดนตรี’ อันหมายรวมถึงสถานที่ การใช้เวลา และการใช้ชีวิตในสถานที่จัดงาน ยังไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นในเวลานั้น ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ฟากฝั่งยุโรปมีเทศกาลดนตรีระดับตำนาน ทั้ง Glastonbury และ Reading Festival

หากลองพิจารณาในแง่ของข้อจำกัด เราอาจจะพอเข้าใจได้ว่าทำไมในเวลานั้นญี่ปุ่นถึงยังไม่สามารถจัดเฟสติวัลกลางแจ้งได้ ทั้งในแง่ของภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและมีฝนตกหนักบ่อย ต้นทุนและกฎระเบียบในการจัดงานกลางแจ้งขนาดใหญ่ในที่สูง ระบบขนส่งสาธารณะที่แม้จะสะดวกสบายแต่ก็ถูกออกแบบสำหรับการเดินทางไป-กลับภายใน 1 วันมากกว่าค้างคืน ไปจนถึงผู้ชมชาวญี่ปุ่นในเวลานั้นที่คุ้นเคยกับคอนเสิร์ตที่ ‘มีระเบียบ’ ‘มีตารางเวลาชัดเจน’ และ ‘จบตรงเวลา’ มากกว่า

เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่จะรวมผู้คนจากหลากหลายแห่ง เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกันในสถานที่จัดงานเป็นเวลาหลายวัน จึงเป็นวัฒนธรรมที่ดูห่างไกล

เทศกาลแบบญี่ปุ่น

ล่วงเข้าถึงทศวรรษ 1990 อิทธิพลจากเทศกาลดนตรีตะวันตกเริ่มรุกญี่ปุ่นหนัก ขณะที่แฟนเพลงชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มออกเดินทางไปยังยุโรปและอเมริกา และได้สัมผัสเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Glastonbury, Reading Festival และ Lollapalooza เหล่าผู้จัดคอนเสิร์ตชาวญี่ปุ่นจึงเริ่มมองไปยังทวีปเหล่านี้เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ 

สิ่งที่พวกเขาได้พบคือ เทศกาลดนตรีในต่างประเทศแตกต่างจากในญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง 

เทศกาลดนตรีในต่างประเทศนั้นไม่ได้เป็นเพียงคอนเสิร์ตแบบในญี่ปุ่น แต่มันคือ ‘ประสบการณ์’ ที่ผู้ชมจะได้ใช้เวลาหลายวันอยู่กับเสียงดนตรีและธรรมชาติ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีเวทีแสดงกระจายออกไป เพื่อดื่มด่ำกับความสุขทางดนตรีอย่างเต็มที่

ความโกลาหล การดื่มสังสรรค์ แฟชั่น พื้นที่ตั้งแคมป์ ช่วงเวลาแห่งการเบียดเสียดใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร พร้อมกับชูไม้ชูมือ ส่งเสียงร้องเพลง ท่ามกลางผู้คนที่รักในเสียงเพลงเหมือนกัน คือวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นยังขาด

แนวคิดนี้เอง คือแรงบันดาลใจหลักของการกำเนิด Fuji Rock 

ในเวลานั้น มีบริษัทจัดคอนเสิร์ตที่ชื่อ SMASH Japan ซึ่งมีมาซาฮิโระ ฮิดากะ (Masahiro Hidaka) เป็นผู้ก่อตั้ง และใช้เวลาหลายปีในการพาวงร็อกระดับโลกมาเปิดการแสดงในญี่ปุ่นจนค้นพบว่า ผู้ชมชาวญี่ปุ่นต้องการมากกว่าการดูคอนเสิร์ตเพียงคืนเดียว และสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ‘สร้างเทศกาลร็อกกลางแจ้งระดับโลกของญี่ปุ่นเอง’

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นของญี่ปุ่น SMASH ไม่ได้เพียงแค่อยากให้สิ่งที่กำลังจะสร้างเป็นเพียงเทศกาลที่ลอกมาจากตะวันตกทั้งหมด เทศกาลดนตรีแบบที่พวกเขาต้องการนั้นต้องสะท้อนความเป็นญี่ปุ่นด้วย

กล่าวอีกนัยคือ เทศกาลดนตรีแบบญี่ปุ่นก็ต้องมีจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น ทั้งการเคารพธรรมชาติ การจัดงานที่เป็นระบบ ความสะอาด การต้อนรับขับสู้ และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

เมื่อญี่ปุ่นยังขาดเทศกาลดนตรีที่แท้จริงแบบที่ SMASH คิด พวกเขาจึงต้องการสร้างมันขึ้นมาเอง และนั่นคือความทะเยอทะยานยิ่ง

จุดเริ่มต้นที่เกือบเป็นจุดจบ

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น นอกจากเทคโนโลยี มังงะ แฟชั่น วัฒนธรรมป๊อป สัญลักษณ์ที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคือภูเขาไฟฟูจิ

การผสมผสานระหว่างรูปทรงกรวยอันเป็นเอกลักษณ์ ความศรัทธาทางจิตวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิมของชินโตและพุทธศาสนา ทำให้ฟูจิเป็นเสมือนเครื่องหมายแห่งอัตลักษณ์ของชาติ

ตั้งแต่ศิลปินระดับตำนานอย่างโฮคุไซ มาจนถึง SMASH Japan ภูเขาไฟฟูจิเปรียบดังแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาในการสร้างสรรค์บางสิ่ง

เมื่อ SMASH ต้องการให้เทศกาลดนตรีที่ในแบบของพวกเขาสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น จึงเลือกพื้นที่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิเป็นที่จัดงาน ด้วยแนวคิดในการรวมภูเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นเข้ากับดนตรีร็อก รวมถึงการตั้งแคมป์และฤดูร้อน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเทศกาลที่มีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นอย่างที่ต้องการ

นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Fuji Rock Festival

แม้จะมีโจทย์ที่ชัดเจนในการสร้างเทศกาลดนตรี หากแต่ในแง่หนึ่งก็นับเป็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยข้อกังวล เพราะย้อนกลับไปในปี 1997 นั้น การจัดเทศกาลกลางแจ้งขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก

สภาพอากาศของญี่ปุ่นที่คาดเดาไม่ได้ การตั้งแคมป์ที่ยังไม่เป็นที่นิยม ความกังวลถึงการทำกำไรจากเทศกาลกลางแจ้งขนาดใหญ่ และการจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน เหล่านี้ทำให้หลายคนมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่แม้จะมีเสียงคัดค้าน SMASH ก็ยังตัดสินใจเดินหน้าต่อด้วยความเชื่อและความต้องการพิสูจน์ว่า ญี่ปุ่นก็สามารถจัดเทศกาลระดับโลกได้ นั่นจึงเป็นที่มาของลิสต์รายชื่อศิลปินระดับโลกที่ถูกเชิญมาในเทศกาลครั้งแรก

Red Hot Chili Peppers, Green Day, Rage Against the Machine, Foo Fighters, Björk เหล่านี้คือข้อพิสูจน์ว่า SMASH ไม่ได้มาเล่นๆ แต่พวกเขาเอาจริง เพราะสำหรับญี่ปุ่นในยุคนั้น การรวมศิลปินระดับโลกจำนวนมากไว้ในงานเดียว ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก

ดูเหมือนว่าเทศกาล Fuji Rock Festival ครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นที่สกีรีสอร์ตเท็นจินยามะ ใกล้กับภูเขาไฟฟูจินั้นจะเป็นไปด้วยดี แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

ในวันแรกของงานเทศกาลกลับต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นขณะที่ Red Hot Chili Peppers ซึ่งเป็นวงหลักกำลังขึ้นแสดง (โดยที่แอนโธนี คีดิส นักร้องนำของวงแขนหักอยู่) จนต้องยุติการแสดงหลังเล่นไปได้เพียง 45 นาที เหล่าคนดูที่มาร่วมงานก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับฝนหนักและลมแรงที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากภาวะตัวเย็นเกิน แต่โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

หนำซ้ำพายุยังทำให้น้ำท่วมพื้นที่จัดงาน ระบบการเดินทางและการจัดการล้มเหลว เหตุไม่คาดคิดจากสภาวะอากาศที่ร้ายแรงทำให้ผู้จัดงานต้องประชุมกันเร่งด่วน ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกการจัดงานในวันที่ 2 

เรื่องตลกร้ายคือ ดันเป็นวันที่ท้องฟ้าอากาศแจ่มใส!

เมื่อผู้จัดประกาศยกเลิก เทศกาล Fuji Rock ครั้งแรก และเป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งงานแรกของญี่ปุ่นต้องปิดฉากลง พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการขาดการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้าย การจัดการด้านโลจิสติกส์ ขณะที่ด้านการเงินยิ่งเลวร้าย เพราะเทศกาลขาดทุนอย่างหนัก

เป็นตำนานจารึกที่ไม่น่าจดจำ จนทำให้หลายคนเชื่อว่า Fuji Rock Festival จะกลายเป็นตำนานให้คนพูดถึงในแง่ความหายนะ และไม่สามารถกลับมาจัดงานได้อีกเป็นครั้งที่ 2

บ้านชั่วคราวที่ยังขาดจิตวิญญาณ

หลังพายุจากความล้มเหลวในเทศกาลครั้งแรกผ่านพ้นไป เมื่อเข้าสู่ปี 1998 SMASH ยังไม่ได้ยกธงขาวให้ความตั้งใจในการสร้างเทศกาลดนตรีกลางแจ้งของญี่ปุ่น

ในปีที่ 2 Fuji Rock ย้ายไปจัดในพื้นที่ชั่วคราวที่ย่านโทโยสุ (Toyosu) ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวในกรุงโตเกียว อันเกิดจากการถมทะเล นี่คือการเปลี่ยนเกมของ SMASH ที่มองว่า พื้นที่โทโยสุนั้นเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้ง่ายกว่า อยู่ใกล้บริการฉุกเฉิน มีโรงแรม ที่พัก และโครงสร้างพื้นฐานเพียบพร้อม แถมยังลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่คาดเดายากบนพื้นที่ภูเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้คนเมืองเข้าร่วมงานได้สะดวกขึ้น

ในมุมของการบริหารจัดการ ถือว่า SMASH ตัดสินใจได้ถูก เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนสามารถจัด Fuji Rock ครั้งที่ 2 ให้ผ่านพ้นไปได้

แต่ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในการจัดงาน ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกว่าอากาศที่ร้อนระอุของกรุงโตเกียวในช่วงกลางฤดูร้อนนั้นเกินกว่าจะทนไหว ขณะที่ SMASH ก็มองว่าการจัดเทศกาลดนตรีในเมืองนั้นทำให้ ‘จิตวิญญาณ’ ที่สำคัญขาดหายไป

พวกเขาจึงตัดสินใจว่า การจัดงานครั้งต่อไปต้องย้ายกลับไปจัดในพื้นที่ภูเขาที่มีอากาศเย็นสบายกว่า รวมถึงการย้อนนึกถึงแนวคิดในการจัดงานตั้งแต่แรก ที่อยากให้เทศกาล Fuji Rock เป็นสถานที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ มีความเป็นชุมชนมากกว่าแค่การมาดูคอนเสิร์ต และเป็นจุดหมายที่คนรักเสียงเพลงอยากกลับมาทุกปี

ท้ายที่สุด SMASH จึงมองหาสถานที่จัดงานแห่งใหม่ของ Fuji Rock ที่จะตอบโจทย์ และในที่สุด ปี 1999 พวกเขาก็พบ ‘บ้านหลังใหม่’ ที่นาเอบะสกีรีสอร์ต (Naeba Ski Resort) ซึ่งจะกลายเป็นจุดหมายสำคัญต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านหลังใหม่ที่สร้างตัวตน

นาเอบะสกีรีสอร์ต ในจังหวัดนีงาตะ ไม่ได้ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ 

แม้หลายคนตั้งคำถามในเรื่องของชื่อและสถานที่จัดงานว่า ‘ชื่องานฟูจิ แต่ไม่ได้จัดที่ฟูจิ แล้วจะใช้ชื่อนี้ทำไม?’ หากแต่ SMASH ได้เรียนรู้จากการจัดงาน 2 ครั้งที่ผ่านมาแล้วว่า 

Fuji Rock นั้นหมายถึงแนวคิดและปรัชญาของเทศกาลมากกว่าสถานที่ SMASH จึงตัดสินใจใช้ชื่อเดิมต่อไป

ที่สำคัญ นาเอบะสกีรีสอร์ตมีคุณสมบัติหลายข้อที่ดีในการจัด Fuji Rock ทั้งมีภูเขาและป่าไม้ แม้ในฤดูร้อนก็ยังมีอากาศเย็นสบาย มีพื้นที่กว้างสำหรับเวทีต่างๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานจากการเป็นพื้นที่เล่นสกีทั้งหมดนี้ เหมาะสมกับการสร้างตัวตนของ Fuji Rock อย่างยิ่ง

ถึงแม้จะมีความท้าทายในแง่ของการสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินระหว่างเวที ระบบขนส่ง พื้นที่กางเต็นท์ ระบบอาหารและเครื่องดื่ม การจัดการขยะ และการรักษาความปลอดภัย แต่ SMASH ก็เลือกเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็น ‘เมือง’ ชั่วคราวของคนรักดนตรีนับหมื่นที่จะมาเยือนในเทศกาล

ไม่ใช่แค่บ้านหลังใหม่ แต่ SMASH ได้ค้นพบแนวคิดอีกข้อที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Fuji Rock นั่นคือประสบการณ์ ‘การเดิน’

SMASH มองว่า Fuji Rock ไม่ได้มีเพียงแค่เวทีที่ถูกประกอบสร้างจากมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็สามารถเป็นเวทีอีกแห่งหนึ่งได้ ผู้ชมจึงสามารถเดินผ่านป่าเพื่อไปฟังเพลงที่เวทีต่างๆ เสมือนได้เดินบนเส้นทางธรรมชาติกลางแจ้ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาจากเทศกาลในเมืองไม่ได้

นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมบางคนบอกว่าการจัดงานที่นาเอบะสกีรีสอร์ตเหมือนเป็นการสร้างพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ พวกเขามองว่าพื้นที่ไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางกายภาพ แต่เป็นผลผลิตของกิจกรรม ความสัมพันธ์ และความหมายที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง

พื้นที่ของ Fuji Rock จึงเป็นมากกว่าแค่สกีรีสอร์ตที่ถูกจัดงาน เพราะเมื่อผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ในพื้นที่ ทุกคนก็เข้าสู่ระบบคุณค่าที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันแล้ว การปฏิบัติตัว การสื่อสาร การอยู่ร่วมกัน และแม้แต่ความหมายของเวลา ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของเทศกาล

Fuji Rock ครั้งที่ 3 จึงหล่อหลอมค่านิยมร่วมของผู้คนในงานให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณแห่งเทศกาลบางอย่าง

อาจกล่าวได้ว่า ปี 1999 คือการเกิดใหม่ของแบรนด์ Fuji Rock อย่างแท้จริง จากการค้นพบตัวตนและจิตวิญญาณแห่งเทศกาล รูปแบบหลายอย่างที่เกิดขึ้นในงานครั้งนี้ กลายเป็นมาตรฐานของเทศกาลในครั้งถัดไป ทั้งการจัดเวทีขนาดเล็กและใหญ่ในป่า พื้นที่อาหารและตลาด งานศิลปะและกิจกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรมการตั้งแคมป์ ไปจนถึงการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม

และเป็นสิ่งที่ทำให้ Fuji Rock แตกต่างจากเทศกาลอื่น

สู่เทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับโลก

เมื่อเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ Fuji Rock Festival ก็เข้าสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างเต็มที่

Fuji Rock ทำให้ผู้คนอยากมาสัมผัสประสบการณ์ของชุมชน ‘คน Fuji Rock’ มากกว่าแค่มาดูดนตรี เทศกาลจึงเป็นเหมือนเมืองชั่วคราวบนภูเขาที่ถูกพัฒนามากขึ้น มีเวทีหลายจุด มีพื้นที่ตั้งแคมป์ มีร้านอาหารและตลาดสินค้า งานศิลปะ ไปจนถึงพื้นที่ธรรมชาติ

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญของงานเทศกาลดนตรีก็คือเวทีดนตรี Fuji Rock เริ่มสร้างระบบเวทีที่มีเอกลักษณ์อย่าง Green Stage เวทีหลักขนาดใหญ่สำหรับศิลปินระดับโลก, White Stage เวทีสำหรับศิลปินร็อก อินดี้ และศิลปินหน้าใหม่, Red Marquee เวทีในร่มที่จัดแสดงดนตรีตลอดวัน รวมถึง Field of Heaven เวทีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และกลายเป็นหนึ่งในเวทีเอกลักษณ์ที่สุดของ Fuji Rock

ยังไม่นับเวทีอื่นที่กระจายอยู่ตามจุดอื่นๆ และรองรับรสนิยมดนตรีของศิลปินและผู้ร่วมงานที่หลากหลายอีกเพียบอย่าง Gypsy Avalon, Naeba Shokudo, GAN-BAN Square, PYRAMID GARDEN, ROOKIE A GO-GO หรือ ORANGE ECHO ที่แม้ระยะทางเดินระหว่างเวทีบางจุดอาจจะไกลและเส้นทางบางช่วงเป็นเนินเขา แต่ทิวทัศน์ระหว่างทางนั้นงดงามมาก เพราะต้องผ่านทั้งป่าและธารน้ำใส

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Fuji Rock คือ Dragondola กระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งจะคอยให้บริการพาผู้ร่วมงานขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพของภูเขาและพื้นที่บางส่วนของเทศกาลได้เต็มตา

สำหรับจุดศูนย์กลางของ Fuji Rock คือโซน Oasis ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารกว่า 30 ร้านจากทั่วทุกมุมโลก แม้พื้นที่จัดงานหลักจะปิดทำการในแต่ละคืนหลังจบการแสดงโชว์สุดท้าย แต่โซน Oasis จะยังคงเปิดให้บริการต่อไปจนดึกดื่น 

เช่นเดียวกับเวที Red Marquee ที่จะมีการจัดปาร์ตี้มันๆ ต่อเนื่องตลอดคืนไปจนถึงเวลาตี 5 ก่อนที่พื้นที่จัดงานจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเวลา 9 โมงเช้า

อีกข้อที่แฟนๆ Fuji Rock รู้กันอย่างดีคือ ความสนุกของเทศกาลไม่ได้แค่เริ่มต้นในวันงาน แต่คืนก่อนเริ่มงานก็จะเริ่มมีการจัดปาร์ตี้เปิดงานที่เปิดให้เข้าชมฟรี โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การรำบงโอโดริ (การรำพื้นเมืองดั้งเดิมของญี่ปุ่น) การจับสลากลุ้นรางวัล ร้านจำหน่ายอาหาร และการแสดงดอกไม้ไฟ เป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันจริง

เวทีบันทึกประวัติศาสตร์ที่ใครก็อยากมาเล่น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Fuji Rock นั้นเก็บเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเทศกาลมามากมาย

ตั้งแต่พายุใหญ่ในโชว์ Red Hot Chili Peppers ในงานครั้งแรก, การแสดงของ Radiohead ในปี 2003 ที่เป็นหนึ่งในโชว์ที่ดีที่สุดของงาน และยกระดับเทศกาลสู่การเป็นเวทีดนตรีระดับโลก, การขึ้นแสดงของ Oasis ในปี 2009 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะประกาศแยกทางอย่างเป็นทางการ, การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทศกาลกับเฮดไลเนอร์อย่างเคนดริก ลามาร์ (Kendrick Lamar) ในปี 2018 ที่เป็นศิลปินแนวฮิปฮอป ไปจนถึงการกลับมาอีกครั้งหลังวิกฤตโควิด-19 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของ Fuji Rock

ความแข็งแกร่งและเรื่องราวนี้เอง ที่ทำให้ศิลปินระดับโลกมากมายต่างต้องการมาเล่นบนเวที Fuji Rock ให้ได้สักครั้ง

Red Hot Chili Peppers, Radiohead, Foo Fighters, Bob Dylan, The Chemical Brothers, Coldplay, Arctic Monkeys, Gorillaz, Beck, The Strokes เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของศิลปินที่เคยมาระเบิดความสนุกบนเวที Fuji Rock มาแล้ว

คำถามคือ ศิลปินระดับโลกเหล่านี้ที่ล้วนมีเม็ดเงินมหาศาลจากการทัวร์คอนเสิร์ตอยู่แล้ว ทำไมถึงอยากมาเหยียบเวทีแห่งนี้ คำตอบนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่เพราะแบรนด์ Fuji Rock ต่างหากที่ทำให้พวกเขาอยากมา

คุณภาพและการจัดการของเทศกาลที่สั่งสมจากประสบการณ์ สถานะของเทศกาลในโลกดนตรี คุณภาพของผู้ชม และคุณค่าทางวัฒนธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นมากกว่าค่าตัว แต่คือความหมายและสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศต่อการเป็นศิลปิน

ในทางสังคมวิทยา ปีแยร์ บูร์ดีเยอ (Pierre Bourdieu) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ใช้คำว่า cultural capital หรือ ทุนทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายคุณค่าที่ไม่ได้วัดด้วยเงิน แต่เกิดจากชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับของสังคม ซึ่งแนวคิดนี้สามารถอธิบาย Fuji Rock ได้อย่างชัดเจน

ศิลปินที่มาขึ้นเวทีไม่ได้เพียงแค่ทำการแสดงดนตรี แต่กำลังเข้าสู่พื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่า และมีความหมายที่สะสมมานานเกือบ 3 ทศวรรษ บนเวทีที่เคยมีศิลปินระดับโลกมายืนอยู่จึง ‘ขลัง’ และให้คุณค่าอย่างยิ่ง 

การที่ศิลปินได้มีชื่ออยู่ในลิสต์ของวงที่ได้มาเล่นใน Fuji Rock ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหน จึงเป็นเหมือนมรดกทางอาชีพที่หาไม่ได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากนักฟุตบอลที่ครั้งหนึ่งได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก แม้จะไม่ได้ฝ่าไปถึงการเป็นแชมป์ก็ตาม

เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่สะอาดที่สุด

นอกจาก Fuji Rock จะกลายเป็นพิธีกรรมประจำปีของคนรักดนตรี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เทศกาลนี้แตกต่างจากเทศกาลอื่นคือ การเป็นเทศกาลที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของดนตรี

โอเคว่าดนตรีก็เป็นสิ่งหลักสำหรับเทศกาลดนตรี แต่ Fuji Rock ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมรอบงาน’ มากกว่านั้น 

หากยังจำได้ ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น ผู้จัดอย่าง SMASH Japan นั้นไม่ได้ต้องการจัดงานเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ลอกแบบมาจากฝั่งอเมริกาหรือยุโรป แต่ต้องการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับบริบทแบบญี่ปุ่น เพื่อสร้างเทศกาลดนตรีกลางแจ้งในสไตล์ของญี่ปุ่นเอง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการเคารพธรรมชาติ

Fuji Rock ถือเป็นเทศกาลที่ถูกยอมรับโดยทั่วกันว่า มีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดจากความสะอาด สิ่งนี้ไม่ได้มาจากเพียงการนึกถึงส่วนรวมที่เป็นวิถีปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น แต่เกิดจากความตั้งใจของเทศกาลซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางความงดงามตามธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ด้วย

เว็บไซต์ของ Fuji Rock นั้นมีหัวข้อ ‘14 Choices’ By Everyone, For the Future หรือ ‘14 ทางเลือก โดยทุกคน เพื่ออนาคต’ ซึ่งแนะนำ ‘เสียงสะท้อนจากงานเทศกาล’ ที่จะทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีไปพร้อมกับยังคงรักษาความเชื่อมโยงกับผืนป่า ชุมชน และทรัพยากรไว้ได้

ข้อความในหัวข้อนี้ระบุว่า ‘สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร แต่การสั่งสมทางเลือกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ Fuji Rock’

สำหรับตัวอย่างคำแนะนำ 14 ทางเลือก ก็เช่น การเดินท่ามกลางความสดชื่นและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในป่านาเอบะ, การรณรงค์ใช้ตะเกียบที่ทำจากไม้สนซีดาร์ยูซาวะแบบใช้แล้วทิ้ง, การเชิญชวนลิ้มลองวัตถุดิบจากท้องถิ่นตามร้านอาหารในงาน, การรณรงค์ไม่เหลือทิ้งอาหาร, เชิญชวนให้พกกระติกน้ำของตนเองมาเติมน้ำในจุดบริการน้ำดื่ม, การแยกขยะและรีไซเคิล ไปจนถึงแคมป์ NGO Village ที่ให้ข้อมูลด้านประเด็นสังคมหลากหลายด้าน เช่น สันติภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการบรรเทาภัยพิบัติ

สิ่งเหล่านี้ได้สร้างวัฒนธรรมชุมชนแบบ Fuji Rock ที่หล่อหลอมค่านิยมร่วมของผู้มาเยือนในแต่ละครั้ง สั่งสมจนกลายเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่ทั้งผู้จัดและผู้ชมร่วมกันสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 

Fuji Rock 2026

สำหรับ Fuji Rock ปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 กรกฎาคม นอกจากไลน์อัพศิลปินอย่าง Fujii Kaze, The xx, Khruangbin, Massive Attack, Mogwai และอีกมากมาย งานปีนี้ยังมีความน่าสนใจอีกหลายด้าน

ครั้งนี้ Fuji Rock ได้จับมือกับไลน์สินค้า convenience wear ของ FamilyMart อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษประจำปี ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 แล้วในความร่วมมือระหว่างทั้งคู่ โดยได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นพิเศษที่นอกจากจะยกระดับลุคให้ดูดีมีสไตล์ ยังสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ของพื้นที่จัดงานที่นาเอบะสกีรีสอร์ตได้อย่างมั่นใจ

สินค้าในคอลเลกชั่นนี้ประกอบด้วยไอเทมจำเป็นสำหรับงานเทศกาลที่โดดเด่นด้วยการใช้สีสันตามธีมหลักของงาน ไม่ว่าจะเป็นถุงเท้า กระเป๋าสะพายข้าง (sacoche) และผ้าขนหนูเกรดพรีเมียมจากแบรนด์ Imabari โดยสามารถสั่งจองทางออนไลน์ หรือไปซื้อที่ร้านป๊อปอัพหน้างานก็ได้

นอกจากนี้ Fuji Rock ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารด้วย ซึ่งปีนี้ก็มีเมนูหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกมาให้ได้ลิ้มลอง ตั้งแต่ร้านดังที่จองโต๊ะยากจนถึงร้านสุดฮิตที่กำลังมาแรง

ไหนจะกิจกรรมอีกมากมายนอกจากการดูดนตรี อย่าง ‘FUJI EIGEKI’ โรงภาพยนตร์กลางแจ้ง, นิทรรศการในโซน NGO Village, กิจกรรมโยคะยามเช้าเพื่อวอร์มร่างกายที่ PYRAMID GARDEN, ตลาดนัดสินค้า, เวิร์กช็อป และ street performance เช่น มายากล ละครใบ้ ที่สร้างสีสันภายในงาน ไปจนถึงฟูจิรัน ที่เป็นกลุ่มจัดกิจกรรมวิ่งในงาน!

ใครที่มีบัตรงานอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว บอกเลยว่าน่าอิจฉาที่กำลังจะได้ไปสัมผัสประสบการณ์การเป็นชาว Fuji Rock ในปีนี้

We are Japanese Festival

“ผมรักสถานที่จัดงานที่นาเอบะ และไม่ได้คิดจะย้ายไปที่อื่นเลย” มาซาฮิโระ ฮิดากะ ผู้จัด Fuji Rock เคยกล่าวในบทสัมภาษณ์กับ The Japan Times “แต่ก็อยากให้มีพื้นที่กว้างขวางกว่านี้เหมือนกันนะ เพราะตอนนี้เราใช้พื้นที่จนเต็มขีดจำกัดแล้ว”

“สำหรับผมแล้ว งานครั้งแรก (1997) ถือเป็นครั้งที่พิเศษที่สุด มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น อีกทั้งขั้นตอนการเตรียมงานยังต้องอาศัยการเจรจาต่อรองสารพัดเรื่องซึ่งกินเวลาถึง 3-4 ปี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลงมือทำมันให้สำเร็จ”

“แน่นอนว่าอายุเฉลี่ยของผู้ชมย่อมสูงขึ้นตามกาลเวลา” ฮิดากะกล่าวในบทสัมภาษณ์ “หนึ่งในความฝันของผมคือการได้เห็นสมาชิกครอบครัวถึง 3 รุ่นมาร่วมงานเทศกาลด้วยกัน มาเพลิดเพลิน หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบร่วมกันครับ”

นับตั้งแต่เทศกาล Fuji Rock ถือกำเนิดขึ้น ก็มีเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นผุดตามมาอีกมากมาย ซึ่งนั่นหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ Fuji Rock ยังคงเป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งแนวหน้าของญี่ปุ่น จากความมุ่งมั่นของฮิดากะ และ SMASH ซึ่งยังมีแฟนๆ จากทั่วทุกมุมโลกจองบัตรมาสัมผัสประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 30 ปีแล้วก็ตาม

อ้างอิง

Writer

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

You Might Also Like