ซึ่งความหมายของการกล้าพูดมากขึ้น คือการป่าวประกาศว่า แบรนด์กำลังจะเหยียบคันเร่งมุ่งสู่การเป็น Global Wellbeing Company เต็มตัวภายในปี 2571 โดยเน้นผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนวัตกรรมใหม่เต็มตัว ผ่านแว่นวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า Beyond Fruit to Global Wellbeing
เมื่อราว 3 ปีก่อน ตอนที่ House of Wisdom หรือ HOW ก่อตั้ง ผมได้สนทนากับ โจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ และกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ถึงวิธีคิดเบื้องหลังการก่อร่างสร้างบ้านแห่งปัญญาหลังนี้ขึ้นมา
ว่ากันด้วยคอนเซปต์ ตั้งแต่วันแรกผู้ก่อตั้งทั้งสองตั้งใจให้ HOW เป็นเหมือนสโมสรที่เป็นพื้นที่สร้างปัญญาและมิตรภาพ มีกิจกรรมเซสชั่นต่างๆ ที่ออกแบบมาอย่างดีให้เข้าร่วมทุกสัปดาห์ โดยเปิดรับสมาชิกในรูปแบบรายปี แตกต่างจากหลักสูตรธุรกิจที่มาเรียนจบแล้วก็แยกย้ายกันไป
เวลาเพียง 3 ปีจากวันนั้นจนวันนี้ HOW เติบโตขึ้นจนเป็นสโมสรที่มีสมาชิกเป็นเหล่าผู้บริหารและผู้ประกอบการกว่าสามร้อยชีวิต มีวิทยากรทั้งระดับประเทศและระดับโลกแวะเวียนมาแบ่งปันความรู้สม่ำเสมอ มีกิจกรรมและหลักสูตรธุรกิจพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในคลับ รวมถึงอีเวนต์ที่รวบรวมเหล่า founder รุ่นใหม่อย่างงาน WTF Festival
เช่นเดียวกัน เวลาเพียง 3 ปี AI ก็เติบโตพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาสำคัญของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการมองมันเป็นโอกาสอันยิ่งยวดหรือภัยคุกคามน่าหวาดหวั่นในวาระที่กำลังจะครบรอบ 3 ปี โจ้และกระทิงจึงถือโอกาสอัพเดต HOW เป็นเวอร์ชั่น 2.0 เพื่อให้เท่าทันโลกที่ไม่มีวันหมุนย้อนกลับ
“พอมี AI สิ่งนี้ยิ่งโคตรเหมาะ สิ่งที่จะทำมันคือยาแก้พิษ AI เลย มันคือสโมสรที่เรียกว่า Human Club in the age of AI” โจ้ ธนาเกริ่นให้เห็นภาพของคลับที่ตั้งใจประดิษฐ์ปัญญาในยุคปัญญาประดิษฐ์ ก่อนที่บทสนทนาของมนุษย์อย่างพวกเราจะเริ่มจากตรงนั้น
คุณทำ HOW มาแล้ว 3 ปี มีอะไรที่เหมือนที่คิดไว้และมีอะไรที่ต่างจากที่คาดบ้าง
แล้ววันไหนที่ผมรู้สึกดาวน์ ผมจะมาที่ HOW แล้วจะรู้สึกเลยว่าพลังงานบวกมันล้นมาก ตอนนี้ความฝันก็คืออยากขยายพลังงานของ HOW ออกไปสู่วงข้างนอก อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ของพี่โจ้ด้วย พี่โจ้บอกว่าอยากให้ HOW สร้างแรงกระเพื่อมไปยังวงนอก ซึ่งมันก็เริ่มเห็นแล้ว HOW เป็นที่ที่มีพรรคการเมืองมาขอนโยบายหลายพรรคเลย คือเขาไม่ได้แค่มาเล่าให้เราฟังอย่างเดียว
วันนี้ HOW เริ่มมีความเป็นสถาบัน พี่โจ้พูดคำหนึ่งแล้วผมชอบมากคือ Economy of Friends คือผมเป็นมนุษย์วิศวะ มันจะมีคำอย่าง Economy of Scale, Economy of Scope, Economy of Speed จนมารู้จักคำว่า Economy of Friends ผมว่ามันโคตรใช่ ผมรู้สึกว่าที่นี่มันเปลี่ยนแม้กระทั่งตัวผมที่เป็นผู้ก่อตั้ง
แล้วเราก็ตั้งคำถามเรื่อง AI คือในการที่จะเรียนรู้ให้เท่าทัน AI ที่ผ่านมาเราก็มีตั้งแต่เซสชั่นที่ชวน Boston Consulting มาพูด ชวนเซียน AI มาบรรยาย มีเวิร์กช็อปที่จัดให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความรู้พื้นฐานที่นักธุรกิจควรจะรู้ แต่ในความคิดผม สมมติเราเป็นคนค้าขายธรรมดา เป็น SME อาจจะมี large corporate หน่อย แต่ยังไงคนทั่วไปก็ไม่มีทางทำมาหากินแบบที่เอา AI นำเหมือนกลุ่ม Silicon Valley หรือพวกกลุ่มธุรกิจที่จีน สำหรับ HOW 2.0 ผมเองก็เลยจะสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ที่จะอยู่รอดในยุค AI ได้
แล้วคุณได้คำตอบหรือยังว่ามนุษย์จะอยู่รอดยังไงในยุค AI
ถัดมาคือ taste หรือรสนิยม AI อาจจะเจนฯ รูปได้เป็นหมื่นรูป แต่รูปไหนที่มันโดนคนที่มีรสนิยมมองแวบเดียวก็รู้ ซึ่งรสนิยมพวกนี้มันเกิดจากการฝึกฝน เกิดจากการเห็นเยอะ พูดคุยกับคนเยอะๆ คนที่เป็นมาสเตอร์ใช้ AI เพื่อขยายความเก่ง ส่วนคนที่มีเทสต์ ใช้ AI เพื่อคิวเรตงานของ AI
ดังนั้นเพื่อสู้กับ AI ผมก็เลยคิดว่ามนุษย์เราต้องเรียนรู้แบบมั่วๆ อย่างนี้ ต้องมีจุด จุดให้เยอะที่สุด แล้วเราจะค่อยๆ เชื่อมโยงกันได้ ผมเลยตอบน้องม่วนแบบว่าผมทำ HOW เพื่อทำหน้าที่นี้แหละ ผมเชื่อว่าความเชื่อมโยงของมนุษย์สำคัญมากในยุค AI
โจ้ : ล่าสุด HOW จัดงานชื่อ WTF Festival เป็นงานใหญ่มากที่สยามพารากอน ซึ่งผมก็ไม่เคยจัดงานสเกลหลักหมื่นคนอย่างนั้นนะ แล้วมันเริ่มมายังไงรู้มั้ย
มันเริ่มมาจากอาชีพหนึ่งของผมคือการเป็นที่ปรึกษาของแบรนด์ แล้ววันหนึ่งผมเห็นรีเสิร์ชที่ว่าด้วยเรื่องไอดอลของเจนฯ Z เขาบูชาคือใคร ใครกันที่เป็นไอดอล ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นดาราซีรีส์ แต่ไม่ใช่ ชื่อแรกๆ คือ ไอติม La Glace, จูน maison KEEPS, ตอน Yuedpao และอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ถ้าคนอื่นเห็นรีเสิร์ชนี้ก็อาจจะเฉยๆ แต่อันนั้นเป็นจุดแรกของผม
ในจังหวะเดียวกัน ผมทำหลักสูตร HOT (House of Talents) ที่ HOW ซึ่งไอ้รายชื่อในรีเสิร์ชที่ว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในหลักสูตรนี้ ไอติมก็อยู่ HOT รุ่น 1 จูน maison KEEPS อยู่รุ่น 2 หรือตอน Yuedpao และอีกหลายคนก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW อันนี้คือจุดที่ 2
จุดที่ 3 คือเอ๋ Good Things Happen ที่ขายสปอนเซอร์อีเวนต์เก่งมากก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW จุดที่ 4 AIS ที่เป็นเมนสปอนเซอร์เราก็เคารพนับถือกันมา พอเราจัดงาน AIS ก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจ จุดที่ 5 เราต้องมีบูทในงาน ก็ได้คนที่ HOW นี่แหละ มาออกบูทเกินครึ่ง จุดที่ 6 เรามีทีมงานที่ถนัดมากในเรื่องการสัมภาษณ์คนบนเวที เราจัดเซสชั่นที่สัมภาษณ์คนปีหนึ่ง 300 ครั้ง นี่คืองานถนัดของเราเลย แล้วพอจุดทั้งหมดมาต่อกันมันก็กลายเป็น WTF Festival ถ้าเราขาดจุดใดจุดหนึ่งไปก็อาจจะสร้างงานอย่างนั้นไม่ได้
นี่คือตัวอย่างของการต่อจุดอย่างเป็นรูปธรรม แต่เรา connect the dot forward ไม่ได้ เราจะคิดว่าจะทำ WTF Festival แล้วเราค่อยเริ่มต่อจุดไม่ได้ จุดมัน connect backward ทั้งนั้น งานนี้ก็เกิดจากการ connect backward นี่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คุณไปถาม AI ว่าจัดงานนี้ยังไงมันก็ตอบไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องความสัมพันธ์ มันมีบริบท มันมีไอเดียที่มันเชื่อมกัน ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะเล่า เราอยากส่งเสริมความเป็นมนุษย์ เรามาเชื่อมต่อจุดในยุคของ AI
HOW 2.0 ถ้าสรุปสำหรับผมคือการสร้าง dot ให้ทุกคนเยอะๆ แล้วเดี๋ยวเชื่อมกันเอง
หรืออย่างที่ Pinterest ออกแคมเปญ ‘Best thing you can find online is the reason to go offline’ เชิญชวนให้ผู้ใช้มองหาแรงบันดาลใจจาก Pinterest เพื่อออกไปสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ในโลกจริงของตนเอง สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จจากจำนวนชั่วโมงที่ผู้ใช้อยู่ในแพลตฟอร์ม แต่ยังมีทางเลือกอีกมากมายในการวัดความสำเร็จที่ตอบโจทย์กับบริษัทและจริงใจกับผู้ใช้งาน
ล่าสุด Chang of Art หรือ กรีฑา พรมโว ศิลปินผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะไทย กำลังสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญที่ชื่อว่า 20 Years of Artistic Journey เพื่อถ่ายทอดการเดินทางบนเส้นทางศิลปะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี พร้อมรวบรวมผลงานกว่า 80 ผลงาน จากหลากหลายช่วงเวลาของการสร้างสรรค์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงผลงานล่าสุด รวมถึงผลงานใหม่ที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน
สำหรับ Chang of Art ได้เริ่มต้นเส้นทางศิลปินจากความหลงใหลในการวาดภาพตั้งแต่วัยเยาว์ ศิลปินได้ใช้เวลากว่า 20 ปี ในการพัฒนาภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการผสมผสานลายเส้น doodle เข้ากับโลกเหนือจริง สีสันอันจัดจ้าน และสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมงคล จนเกิดเป็นผลงานในแนวทาง Doodle Surrealism และ Auspicious Pop Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความหวัง และความเชื่อ
และด้วยความเชื่อว่าศิลปะไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดแนวคิด แต่เป็นวิถีชีวิตของ Chang of Art ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานคุณค่าทางศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด Art in Hi-end Lifestyle ที่นำศิลปะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างมีรสนิยม โดยต่อยอดจากงานจิตรกรรมสู่ Functional Art ผ่านประติมากรรม กีตาร์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์คัสตอม
ผลงานของ Chang of Art ได้รับการจัดแสดงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และได้การยอมรับจากนักสะสมทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมบรอนซ์ขนาดสูงกว่า 2 เมตร ซึ่งจัดแสดงเป็นแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ สะท้อนการต่อยอดแนวคิดทางศิลปะจากผืนผ้าใบสู่ผลงานในพื้นที่สาธารณะ
สำหรับไฮไลต์ที่น่าจับตามองในนิทรรศการ 20 Years of Artistic Journey ได้แก่ The 12 Zodiac Wolves ประติมากรรมหัวหมาป่านักษัตรที่ถ่ายทอดความเชื่อ พลัง และบุคลิกของแต่ละนักษัตรผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ศิลปินตั้งใจสร้างหัวนักษัตรให้ครบทั้ง 12 หัว เพื่อบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยและส่งต่อเป็นมรดกทางความคิดให้แก่คนรุ่นต่อไป, Rock Never Dies ผลงานกีตาร์ไฟฟ้า functional art ที่สามารถเล่นดนตรีได้จริง โดยทุกชิ้นเป็นผลงานแบบ One of One, Custom Street Lower Style Motorcycle รถ Honda Monkey 125 ที่ศิลปินออกแบบและเพนต์ด้วยมือ พร้อมชุดแต่งระดับพรีเมียม ผสานศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมคัสตอมไบค์ พร้อมนำเสน่ห์และเรื่องราวจากอดีตกลับมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย และ Mr. Mee Hey Collection ประติมากรรมคาแร็กเตอร์ซิกเนเจอร์ที่ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความหวัง และอารมณ์ขัน พร้อมด้วยผลงานจาก Doodle Surreal ซึ่งเป็นซีรีส์ผลงานที่สะท้อนตัวตนของศิลปินผ่านลายเส้นอันละเอียด สีสันอันโดดเด่น และโลกเหนือจริงที่เป็นเอกลักษณ์
นิทรรศการเดี่ยว 20 Years of Artistic Journey เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-2 ชั้น G MOCA BANGKOK โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chang of Art, อินสตาแกรม chang.of.art, Line OA: @changofart และเว็บไซต์ changofart.com/home/th/home