รองเท้าแตะ Havaianas ตัวแทนชาวบราซิลระดับรากหญ้า ที่โด่งดังจากบุปผาชนและฟุตบอลทีมชาติบราซิล

รองเท้าที่มีทุกบ้าน ใครก็เข้าถึงได้

เพราะแบรนด์สินค้าที่ดีต้องรู้ว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของพวกเขา ซึ่ง Havaianas ก็ชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 

ย้อนกลับไปในปี 1962 ช่างทำรองเท้าชาวสเปน เชื้อสายบาสก์ (Basque) นาม ฮวน เอเชการาย (Juan Echegaray) และ โรเบิร์ต เฟรเซอร์ (Robert Fraser) หนุ่มชาวสกอตแลนด์ที่ครอบครัวมีธุรกิจสิ่งทอ ตัดสินใจร่วมกันจัดตั้ง Alpargatas S.A. บริษัทที่หมายมั่นว่าจะขายรองเท้าแตะราคาถูกให้กับคนในบราซิล 

แรงบันดาลใจตั้งตนของพวกเขามาจาก ‘โซริ’ (Zori)  หรือรองเท้าเกี๊ยะที่ตัวรองเท้าทำจากฟางข้าวและสายหูหนีบจากผ้าฝ้าย ซึ่งเป็นไอเทมที่คนญี่ปุ่นต้องมีติดไว้แทบทุกบ้าน เนื่องจากราคาถูกและมีความทนทาน 

แต่ในภูมิอากาศที่ร้อนของบราซิล พวกเขาจึงเปลี่ยนวัสดุการทำมาใช้ยางแทน และออกแบบให้มีเพียงสีเดียวเท่านั้น คือตัวรองเท้าเป็นสีขาวและหูคีบสีดำ โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Havaianas (ฮาวายานัส) ที่ ในภาษาโปรตุเกสหมายถึง ‘เกาะฮาวาย’ เพื่อเสริมคาแร็กเตอร์รองเท้าหน้าตาธรรมดานี้ ให้ดูมีความทันสมัย  และเหมาะสำหรับใส่เดินชิลล์ๆ ในวันสบายๆ ตามชายหาด

‘รองเท้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน คุณภาพดีมีความทนทาน และราคาย่อมเยา’ เหล่านี้เป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์รองเท้าแตะน้องใหม่ ครองใจผู้คนชาวบราซิลในเมือง ทั้งที่ตัวสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าพรีเมียม หรือมีนวัตกรรมแปลกใหม่แต่อย่างใด กลับกัน Havaianas รู้จักตัวเองและวางแผนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการทำธุรกิจกับใคร

ลูกค้ากลัวรองเท้าแตะจะพังเร็ว Havaianas ออกแบบมาให้ทนทาน

ลูกค้ากลัวสินค้าจะแพง Havaianas ออกแบบให้เรียบง่ายใช้ต้นทุนต่ำ ถึงขั้นไม่มีกล่องใส่รองเท้า ส่งมอบด้วยการห่อถุงพลาสติก 

ลูกค้ากลัวจะหาซื้อสินค้าไม่ได้ Havaianas ใช้วิธีการขายด้วยการขับรถโฟล์กสวาเกน Kombi Vintage ตระเวนขายให้ถึงหน้าบ้าน 

3 ข้อข้างต้นคือกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์รองเท้าแตะนี้ครองใจคนบราซิลอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นไม่นาน Havaianas เถลิงตัวเองเป็นแบรนด์ดังในแดนแซมบ้า ซึ่งหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสินค้าของฮวนและโรเบิร์ตเป็นที่นิยมแล้วจริงๆ คือเริ่มมีการผลิตรองเท้าปลอมยี่ห้อ Havaianas

ออกมาวางขายตามตลาด นั่นทำให้ในปี 1966 Havaianas ต้องจดสิทธิบัตรในฐานะแบรนด์แรกของโลกที่ทำรองเท้าแตะจากยาง

ในวันที่บราซิลมีรองเท้าแตะเป็นปัจจัยที่ 5 

หากประเทศไทยเรียกยี่ห้อ แฟ้บ (Fab) เป็นคำจำกัดความของผงซักฟอก และเรียกมาม่า (MAMA) แทนคำจำกัดความของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในบราซิลเองก็มีภาพจำว่า รองเท้าแตะคือ Havaianas เช่นกัน 

กระแสรองเท้าแตะทำจากยางยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 60s พวกเขาเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ต้องการสินค้าราคาถูก กระทั่งในช่วงปี 70s Havaianas ได้รับประโยชน์จากอิทธิพลของกลุ่มฮิปปี้ หรือบุปผาชน (flower child)  ที่ยืนหยัดเรียกร้องสันติภาพจากภาครัฐด้วยวิถีขบถ หันมาใช้สินค้าราคาถูก ไม่หลงไปตามระบบทุนนิยมที่กำลังเฟื่องฟูในประเทศ จึงเกิดเป็นภาพจำที่เหล่าฮิปปี้พากันใส่รองเท้าแตะพื้นขาวหูคีบดำเดินกันทั่วเมือง

ความนิยมในแบรนด์รองเท้าแตะของฮวนและโรเบิร์ตล่วงเลยไปจนถึงปี 1980 จนรัฐบาลบราซิลได้ลงทะเบียนรองเท้าแตะของ Havaianas เป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องควบคุมเพดานราคา อีกทั้งถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่รายการสินค้าพื้นฐาน ที่ใช้ในการวัดอัตราค่าเงินเฟ้อ เช่น ข้าวและถั่ว 

ทว่ารองเท้าแตะขาว-ดำ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ Havaianas เนื่องจากในการผลิตล็อตหนึ่งเกิดความผิดพลาด ทำให้ได้สินค้าเป็นรองเท้าแตะสีขาว-เขียวขึ้นมา 

อย่างไรก็ตาม แทนที่บริษัทจะต้องยอมขาดทุนนำรองเท้าแตะล็อตที่ผิดพลาดไปทำลายทิ้ง พวกเขากลับนำไปขายจนได้รับความนิยมล้นหลามแทน และทำให้รองเท้าแตะเขียว-ขาวกลายเป็นสินค้าลิมิเต็ดแรกของ Havaianas

หลังจากนั้น Havaianas ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รองเท้าแตะหูคีบเริ่มมีสีสันและลวดลายมากยิ่งขึ้น และพาให้รองเท้าแตะจากบราซิลเป็นที่รู้จักในเวทีโลก 

โดยเฉพาะในปี 1998 Havaianas ได้ออกแบบรองเท้าแตะสีเหลือง สายหนีบสีเขียว พร้อมธงชาติบราซิลบนสาย เป็นคอลเลกชั่นสำหรับทีมฟุตบอลของบราซิล ที่ลงเล่นในเทศกาลฟุตบอลโลก ในประเทศฝรั่งเศส หรือ France 98 เป็นการประกาศตน และสร้างปรากฏการณ์รองเท้าแตะระดับโลกขึ้นมา ณ ช่วงเวลานั้น และในเวลาต่อมา Havaianas ก็ได้ออกคอลเลกชั่นร่วมกับนักฟุตบอลและทีมฟุตของบราซิลมาจนถึงปัจจุบัน

ปรับตัวเพื่อเพิ่มมูลค่า

แม้ชื่อเสียงของ Havaianas จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทว่าช่วงปี 2000 ยอดขายกลับไม่ได้ดีเท่าหลายสิบปีก่อนหน้า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่พวกเขาต้องเผชิญ คือความเจริญของสังคม และความร่ำรวยของผู้คนในประเทศบราซิล จนดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่รองเท้าแตะที่ถูกและทนอีกต่อไป 

lifestyle inflation เริ่มแพร่ระบาดในบราซิล ในวันนั้นรองเท้าเริ่มบ่งบอกสถานะการเงินของบุคคลในประเทศ ทำให้ Havaianas ต้องเริ่มปรับตัว

ลำดับแรกคือการเพิ่มสีสัน ลวดลาย และทำแคมเปญโฆษณา ในวันนั้น Havaianas เริ่มบอกเล่าว่า พวกเขาไม่ใช่รองเท้าแตะสำหรับผู้ใช้แรงงาน หรือสำหรับเดินเล่นบนชายหาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นรองเท้าที่ใส่สบาย หลากสีสัน และมีลูกเล่น สามารถไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ปิกนิก ช้อปปิ้ง หรือไปออกเดตได้ 

ต่อมาคือการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า Havaianas ได้ร่วมงานกับศิลปินบนเวทีแฟชั่นอย่าง ฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean Paul Gaultier) แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส จนมีเหล่าดาราและเซเลบริตี้จำนวนมากเริ่มรู้จัก Havaianas และหยิบมาแมตช์กับลุคการแต่งตัว

ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Havaianas มีความตั้งใจในการผลักดันให้รองเท้าแตะของพวกเขามีภาพจำว่า เป็นรองเท้าที่ดาราฮอลลีวูดเลือกใช้มาโดยตลอด จนถึงขั้นในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปี 2003 Havaianas ถูกเลือกให้เป็นของที่ระลึกเพื่อแจกให้กับนักแสดงที่มาร่วมงาน

สุดท้ายคือการร่วมงานกับแฟรนไชส์เจ้าอื่น เช่น Marvel หรือ Disney ที่สามารถเจาะตลาดกลุ่มรองเท้าเด็กได้ หรือการออกคอลเลกชั่นที่สร้างความแปลกใหม่ เช่น ได้ออกรองเท้าแตะแบบเรืองแสงในที่มืดเป็นครั้งแรก เพื่อสอดรับกับกระแส Millennium Bug ที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะใช้งานไม่ได้ในปี 2000 โดยรองเท้าพวกเขาจะเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ยังคงให้แสงสว่าง หรือในคอลเลกชั่นที่ร่วมกับ Swarovski แบรนด์เพชรระดับโลกในการนำคริสตัลมาติดไว้บนหูคีบรองเท้า

มหาเศรษฐีก็ใส่ เด็กในสลัมก็ใส่ ใครๆ ก็ใส่ Havaianas

จนเรื่องราวที่ร้อยเรียงมากว่า 64 ปี จะเห็นได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ Havaianas ทำมาตลอดคือการไม่เคยหยุดเดินไปข้างหน้า และก้าวทันกระแสอยู่เสมอ และด้วยแนวทางการทำสินค้าให้คุณภาพดี ราคาจับต้องได้ และมีความหลากหลาย ตอบรับความต้องการหลายกลุ่ม จนทำให้ปัจจุบัน Havaianas พัฒนายอดขายมาอยู่ในระดับ 200 ล้านคู่ต่อปี

ในวันที่เห็นปัญหา Havaianas เข้าไปเจาะตลาดลูกค้าในบราซิล 

ในที่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง Havaianas ปรับตัว ไม่ยึดติดกับความสำเร็จแบบเดิม 

   ในที่วันที่เห็นโอกาส Havaianas ยินดีร่วมงานกับแบรนด์สินค้าและกระแสต่างๆ 

“วันนี้เราปักธงให้กับ Havaianas ในฐานะความทรงจำร่วมกันของชาติ และอัตลักษณ์ที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรม บราซิลเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง แต่ประวัติศาสตร์ของ Havaianas พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี หรือเด็กในสลัมก็สามารถเลือกใส่รองเท้าของเราได้ เราภาคภูมิใจในเรื่องนี้

“ชายหาดเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก ถ้าคุณไปที่หาดอิปาเนมา คุณจะเห็นทุกคนตั้งแต่คนทั่วไปจนถึงมหาเศรษฐี อยู่เคียงข้างกันและเพลิดเพลินกับสิ่งที่ชายหาดมีให้ Havaianas ก็อยากเป็นแบบนั้น เป็นรองเท้าสำหรับทุกคน” เอริก สเตราส์ (Eric Strauss) ผู้อำนวยการฝ่ายขายตรงถึงผู้บริโภคของ Havaianas เล่าถึงจุดมุ่งหมายของ Havaianas

เรื่องราวทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่ Havaianas ยึดมั่น และแสดงให้เห็นว่ารองเท้าแตะของพวกเขาทำออกมาสำหรับทุกคนจริงๆ 

ที่มา

– havaianas.com/pages/our-story

– archive.highsnobiety.com/p/havaianas-ultimate-flip-flop-brand

– schonmagazine.com/havaianas-x-vini-jr-the-brazilian-flair-collection

– havaianas.online/havaianas-history/?srsltid=AfmBOopFp5w5pL0gQuyPf52ZYkCbdLEnhLuHCG5rywCv_8h0bOnXcja5

– bbc.com/news/world-latin-america-40610739

– businesstoday.in/magazine/lbs-case-study/story/havaianas-case-study-33451-2012-08-23

5 คุณประโยชน์ที่บ่งบอกว่า ทำไม Malee ถึงเป็นแบรนด์น้ำผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยนานเกือบ 5 ทศวรรษ

อยู่บนโต๊ะในมื้ออาหารยามเช้า เติมความสดชื่นหลังออกกำลังกายเสร็จ หรือจะบรรจุลงในกระเช้ามอบเป็นของขวัญแก่คนรักเนื่องในโอกาสพิเศษ

ภาพจำโดดเด่นที่ทำให้ ‘น้ำผลไม้’ ของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง ‘Malee’ อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนานถึง 48 ปี จากไอเดียเริ่มแรกในปี 2521 ณ โรงงานมาลี สามพราน จังหวัดนครปฐม ที่หยิบผลไม้กระป๋องมาต่อยอดไอเดียเป็นน้ำผลไม้กล่อง ก่อนจะมีรสชาติอื่นๆ พาเหรดตามมาไม่ขาดสาย ทั้งน้ำส้ม น้ำแอปเปิล และนานาสารพัดสูตรจู๊ซมิกซ์

และหลังจากนั้นคือเส้นทางการเดินทางของ Malee ท่ามกลางการยืนหยัดในสมรภูมิน้ำผลไม้ ที่สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาช่วงชิงพื้นที่ธุรกิจ เส้นทางที่ว่าถูกแบ่งชัดเป็น 2 ช่วง

ช่วงแรกคือนับตั้งแต่การก่อตั้งถึงปี 2559 ที่ชูจุดเด่นของการเป็นน้ำผลไม้พรีเมียม และช่วงที่สอง คือตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน ที่รีแบรนดิ้ง พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า พวกเขาคือ ‘Global Well Being Company’ โดยมี ‘น้ำมะพร้าว’ เป็นฮีโร่ชูโรง ตีตลาดคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตั้งต้นแบรนด์ พัฒนาโปรดักต์ รีแบรนด์ ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งให้ทันยุคทันสมัย วัฏจักรของ Malee เดินหน้าไปตามจังหวะของเวลา เหนือสิ่งอื่นใดโปรดักต์ของพวกเขายังคงครองใจคนไทยได้เหนียวแน่นเสมอมา 

ถ้าจะตอบว่า เหตุใดน้ำผลไม้ Malee ถึงยืนระยะได้นาน ชนิดที่แทบจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง คงไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่า เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่จะมาเล่าเรื่องราวการพัฒนาโปรดักต์ของมาลีตั้งแต่ก้าวแรกถึงก้าวปัจจุบัน

คุณประโยชน์หยดแรก
เปลี่ยนผลไม้กระป๋องเป็นน้ำผลไม้ UHT ที่ใครก็ต้องมีติดบ้าน

“หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าจริงๆ แล้วคนไทย คือชาติที่นิยมในการดื่มน้ำผลไม้มากๆ ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนการแข่งขันในตลาดน้ำผลไม้ถือว่าสูง เพราะในตลาดเครื่องดื่มสุขภาพยังไม่มีคู่แข่งอื่น เช่น น้ำดื่มวิตามิน เข้ามาร่วมวง ทำให้คนรักสุขภาพมองน้ำผลไม้เป็นทางเลือกแรก”

เอกรินทร์ชวนเราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนกลับไปมองตลาดน้ำผลไม้เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ท่ามกลาง ‘ม้าแข่ง’ ที่วิ่งกวดกันอยู่ไม่กี่เจ้า ซึ่ง Malee เองคือหนึ่งในนั้น

ก่อนจะมาเป็นน้ำผลไม้เจ้าดังอย่างที่เห็น พวกเขาเริ่มต้นดำเนินธุรกิจในปี 2521 ในชื่อบริษัท โรงงานมาลีสามพราน จำกัด โดยเน้นผลิตและจำหน่ายประเภทอาหารกระป๋องและผลไม้กระป๋อง ซึ่งผลไม้ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักถูกสลับสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ลูกตาล เงาะ สับปะรด หรือที่เพิ่มความพิเศษอีกขั้นอย่าง mixed fruit cocktail เช่น เงาะสอดไส้สับปะรด 

“จุดเด่นที่ Malee ได้รับคำชื่นชมมาตลอดถึงผลไม้กระป๋อง คือ ‘น้ำเชื่อม’ ที่นำมาเชื่อมกับผลไม้ต่างๆ ปกติการจะได้กินผลไม้เราต้องรอตามฤดูกาล ถ้าหมดช่วงเวลานั้นก็ต้องรออีกทีปีหน้า นวัตกรรมผลไม้กระป๋องเลยเข้ามาขจัดช่องว่างตรงนั้น เมนูเงาะเชื่อมใส่กับน้ำแข็งถือว่าได้รับความนิยมมาก” เอกรินทร์อธิบายให้เราฟัง

อย่างไรก็ดี ด้วยวัตถุดิบผลไม้ในมือที่หลากหลาย สดใหม่ ที่สำคัญคือการเน้นใช้ผลไม้ตามฤดูกาลที่ปลูกในผืนแผ่นดินไทยนี้เอง จึงเป็นข้อได้เปรียบในการต่อไลน์ผลิตภัณฑ์ เหตุนี้จึงนำมาสู่การรังสรรค์ SKU (stock keeping unit) ใหม่ขึ้นมา

เหตุผลเรียบง่ายที่ว่ามานี้นี่เอง นำมาสู่น้ำผลไม้ UHT ยี่ห้อ Malee ที่จะเข้ามาชิงชัยในตลาดเครื่องดื่มสุขภาพในเวลาต่อมา

“น้ำผลไม้รสชาติแรกๆ ที่เราวางขายเป็นแบบ single fruit คือน้ำส้ม น้ำแอปเปิล น้ำฝรั่ง และที่นิยมส่งออกไปยังต่างประเทศคือน้ำสับปะรด จุดเด่นที่เราประกาศชัดเจน คือเราเป็นแบรนด์ที่ใช้น้ำผลไม้แท้ 100% ต่างจากเจ้าอื่น ณ เวลานั้น ที่เป็นน้ำผลไม้ผสม (mixed fruit juice) บางเจ้าใช้ส่วนผสมอื่น 10-15% เพื่อเป็นกลยุทธ์ควบคุมต้นทุนการผลิต

“น้ำผลไม้ของเราตั้งแต่วันแรกที่ทำจนถึงวันนี้ มีอยู่ 2 ขนาด คือขนาด 1 ลิตร เหมาะสำหรับมีไว้ติดบ้าน และขนาด 200 มิลลิลิตร ขนาดพอเหมาะสำหรับดื่มทันทีหรือพกติดตัวระหว่างเดินทาง” เอกรินทร์อธิบายถึงหน้าตาโปรดักต์

คุณประโยชน์หยดที่สอง
ผู้นำเทรนด์น้ำผลไม้ mixed fruit juices

ชื่อสั้นจดจำได้ง่าย ดีไซน์กล่องกระดาษขนาดพอดีมือ ฝาสีสันหลากหลายสะดุดตาบนชั้นวาง และอีกข้อสำคัญที่เอกรินทร์เน้นย้ำว่า ไม้ตายที่ทำให้ Malee ก้าวขึ้นเป็นกลุ่มผู้นำในตลาดน้ำผลไม้ คือ ‘ความอร่อย’ 

คำตอบฟังดูเรียบง่าย แต่นี่คือท่าไม้ตายที่จริงใจและได้ผลที่สุดสำหรับคนทำผลิตภัณฑ์บริโภค อร่อย สดใหม่ อุดมด้วยคุณประโยชน์ ไม่เติมแต่งน้ำตาลและวัตถุกันเสีย จึงไม่แปลกใจหากคุณจะติดภาพจำที่เห็นแบรนด์น้ำผลไม้นี้อยู่บนกระเช้าอวยพรญาติผู้ใหญ่ตามวาระสำคัญ

ในยุคแรกเริ่มผลิตภัณฑ์ซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมของ Malee สามอันดับแรก คือ

1. น้ำส้มเขียวหวาน

2. สับปะรด

3. แอปเปิล

ถึงตรงนี้ SKU ประเภทน้ำผลไม้ 100% คือหัวหอกสำคัญ แต่อย่างที่รู้กันดีว่าโลกของธุรกิจไม่มีเวลาพอให้ใครหยุดนิ่ง ปฏิบัติการเพิ่ม SKU ของ Malee จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ของปฏิบัติการนั้นคือ mixed fruit juices ที่วางไว้ในหมวด Malee Premium

“Malee ถือเป็นเจ้าแรกในตลาดน้ำผลไม้ ที่เริ่มทำ mixed fruit juices” เอกรินทร์ว่าแบบนั้น 

เชื่อว่าหลายคนที่อ่านถึงตรงนี้น่าจะอุทานใจเบาๆ ว่า เอ้า! ไหนบอกเจ้าอื่นก็ทำ mixed fruit juice มาก่อน 

ใช่ครับ ไม่ผิดไปเสียทีเดียว เพราะ mixed fruit juices ในยุคแรกเริ่มของคนอื่นคือการผสมน้ำตาลหรือไซรัป แต่สำหรับ Malee แล้ว นั่นคือการผสมรวม ‘น้ำผลไม้ 100%’ กับ ‘น้ำผลไม้ 100%’ หรือ ‘น้ำผลไม้ 100%’ กับ ‘น้ำผัก 100%’ ว่าง่ายๆ คือเป็นน้ำผลไม้ผสมในแบบที่คุณภาพจากธรรมชาติยังคงครบถ้วนอยู่ทุกหยด

“ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้านึกถึง Malee คนจะต้องนึกถึงโลโก้ ‘สีแดง’ แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ อย่างไรก็ตามการทำแบรนด์ต้องมีความทันสมัยอยู่เสมอ เราจะอยู่แบบแก่ๆ ไปเลย เป็นคุณป้า Malee อายุ 40 กว่าปีก็คงไม่ได้ ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองแบรนด์ก็จะแก่ไปเรื่อยๆ

“ความเข้าใจของผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนไป ผู้บริโภครู้ดีว่า ตัวเขาจะได้อะไรจากการดื่มน้ำผลไม้ นั่นจึงเป็นที่มาบนหน้ากล่องน้ำผลไม้ทุกชนิดของเรา จะมีข้อความแสดงให้เห็นชัดเจน ว่าน้ำผลไม้กล่องนั้นมีสารที่ให้คุณประโยชน์อะไรบ้าง” ผู้บริหารใหญ่แห่ง มาลี กรุ๊ป ว่าแบบนั้น

เหตุนี้เอง น้ำผลไม้ในยุคต่อมาของ Malee  จึงมีลูกเล่นผสมผสานวัตถุดิบกันมากขึ้น เช่น 

น้ำสตรอว์เบอร์รีผสมน้ำผลไม้รวม 100% ที่มีวิตามินซี และสารโพลีฟีนอล  (Polyphenols) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ และบำรุงเลือด

น้ำทับทิมผสมน้ำผลไม้รวม 100% และน้ำมะเขือเทศผสมน้ำผักรวม 100% ที่มีวิตามินซี และสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ และลดน้ำตาลในเลือด

หรือปัจจุบันในไลน์สินค้า ‘Malee Homestyle’ ที่อัพเกรดน้ำผักและผลไม้ เช่น น้ำแคร์รอต น้ำผักเขียวปั่น และน้ำส้ม ให้เนื้อเนียนแบบสมูทตี้ มาพร้อมไฟเบอร์อัดแน่นเป็นมิตรต่อลำไส้

คุณประโยชน์หยดที่สาม
ดื่มแล้วได้อะไร?

“ณ วันแรกที่ Malee ขายของเราก็เน้นเรื่องของคุณภาพอยู่แล้ว เพียงแต่วันนั้นเราชูแค่เรื่องของความอร่อย แต่จริงๆ ของอร่อยของเรามีสารที่มีคุณประโยชน์อยู่แล้วตั้งแต่ day 1 เราศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคแล้วถึงรู้ว่า ผู้บริโภคเองอยากมีชีวิตที่ยืนยาว อยากมีสุขภาพที่ดี เราก็เห็นว่า นี่คือสิ่งที่ตรงกับที่เราทำมาโดยตลอดสี่สิบกว่าปี ฉะนั้นเราก็อยากจะชูให้มันแข็งแรงมากขึ้น

“ความอร่อยเป็นเรื่องที่หนีไม่ได้อยู่แล้ว ขายของกินยังไงคุณก็ต้องนึกถึงความอร่อยก่อน ฉะนั้นเรื่องของความอร่อยไม่จำเป็นต้องพูดมากก็ได้ แต่ต้องพูดว่านอกจากอร่อยแล้วคุณได้อะไร”

สิ่งที่เอกรินทร์ว่ามา ถ้าเปรียบ Malee เป็นคนคนหนึ่ง ก็คือการเปลี่ยนลุคจากเด็กเรียบร้อยเรียนเก่ง ให้กลายเป็นเด็กเรียบร้อยเรียนเก่งที่กล้าพูดหน้าชั้นเรียนมากขึ้น 

ซึ่งความหมายของการกล้าพูดมากขึ้น คือการป่าวประกาศว่า แบรนด์กำลังจะเหยียบคันเร่งมุ่งสู่การเป็น Global Wellbeing Company เต็มตัวภายในปี 2571 โดยเน้นผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนวัตกรรมใหม่เต็มตัว ผ่านแว่นวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า Beyond Fruit to Global Wellbeing

ความน่าสนใจคือ Malee เลือกที่จะลงทุน ‘นวัตกรรม’ ด้วยการก่อตั้ง MAS (Malee Applied Science) หน่วยธุรกิจที่ครอบคลุม Deep Tech ด้าน Biotechnology และ Nanotechnology ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มมูลค่าของสินค้า ขณะเดียวกันยังเป็นการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วย ‘ออกแบบ’ สารคุณประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ ที่สามารถส่งตรงไปถึงลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้นถึงระดับ ‘เซลล์’

“เมื่อสองปีที่ผ่านมาเราส่งสินค้านวัตกรรมใหม่ สู่ตลาด ซึ่งคุณประโยชน์ในเครื่องดื่มไม่ได้มีแค่สารในธรรมชาติจากผลไม้ แต่ยังมีสารที่เราออกแบบจากบริษัท innovation center (MAS) ของเรา เช่น Malee  Coco Liposos 

“หรืออย่างเมื่อช่วงต้นปี (2569) ที่เรามี Malee Power Plant น้ำผักผสมผลไม้ ที่มีสาร Prebiotic และ Postbiotic” เอกรินทร์อธิบาย

คุณประโยชน์หยดที่สี่
พระเอกที่ชื่อว่า ‘มะพร้าว’

อย่างที่เอกรินทร์ว่า ในยุคที่ Malee  ก้าวเข้าสู่การเป็น Global Wellbeing Company โปรดักต์ที่ดูจะโดดเด่นจนสามารถเรียกได้ว่าเป็น ‘พระเอก’ ของแบรนด์ คงจะต้องเป็น ‘น้ำมะพร้าว’

“น้ำส้มและน้ำแอปเปิลยังคงเป็นโปรดักต์ตัวท็อปของเราอยู่ แต่ถ้าพูดถึง single SKU ยังไงก็ต้องน้ำมะพร้าว 

“ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยความที่คนต่างชาติรับรู้อยู่แล้วว่า น้ำมะพร้าวของประเทศไทยอร่อยแค่ไหน ขณะเดียวกันยังมีแร่ธาตุ Natural Electrolyte และ Potassium ที่สูง ทั้งยังปราศจากน้ำตาล 

“รวมๆ แล้วตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพครบถ้วน ทั้งคนที่กลัวเรื่องเครื่องดื่มมีน้ำตาล คนที่ต้องการออกกำลังกายแล้วต้องการเครื่องดื่มชดเชยพลังงานที่เสียไป ทำให้เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวของเราโตขึ้นมากๆ”

ด้วยเหตุนี้ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวของ Malee จึงมีการแตกไลน์ออกมาหลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ได้แก่

1. Malee Coco น้ำมะพร้าวสูตรออริจินอล

2. Malee Coco Namhom น้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100%

3. Malee Coco Liposos น้ำมะพร้าวสูตรพิเศษที่ผ่านกระบวนการผลิตตามแบบ ​​functional drink  ซึ่งมีสารคุณประโยชน์ เช่น แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) ที่ช่วยเผาผลาญไขมัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย, โครเมียม (Chromium) ที่ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและไขมันเข้าสู่ร่างกาย, โพแทสเซียม (Potassium) ที่ช่วยปรับสมดุลโซเดียม

4. Malee Coco Matcha ที่นำน้ำมะพร้าวเบลนด์กับมัตฉะได้กลมกล่อมลงตัว และตอบโจทย์เทรนด์คนรักมัตฉะในปัจจุบัน

“น้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ ทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแรงในตลาดน้ำผลไม้ในประเทศ แต่น้ำมะพร้าวเป็นหัวหอก ที่ทำให้เราบุกตลาดต่างประเทศได้หลายประเทศ เช่น จีน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป และตะวันออกกลาง 

“ต้องบอกว่ามะพร้าวเป็นผลผลิตที่ยูนีกมากๆ ของไทย ประเทศอื่นอย่างยุโรปปลูกส้มหรือแอปเปิลได้เป็นเรื่องปกติ แต่มะพร้าว โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ไม่มีประเทศไหนที่มีเหมือนไทย ซึ่งแหล่งเพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร และบางจังหวัดทางใต้ ซึ่งเราก็นำเข้าวัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมจากล้งในแถบพื้นที่ที่ว่า”

คุณประโยชน์หยดที่ห้า
การตลาดที่ไม่ต้องพึ่งพาโฆษณา

ที่ผ่านมาเราแทบไม่เห็นโฆษณาสินค้าของ Malee ปรากฏตามหน้าสื่อสาธารณะมากนัก อย่างเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ไม่ค่อยเห็นโฆษณาบนโทรทัศน์ คำถามคือการตลาดที่ไม่ต้องพึ่งพาโฆษณา แต่จะทำให้รู้ว่าโปรดักต์ของตัวเองมีดียังไงนั้นมีอยู่จริงหรือ? 

“เราไม่พูดในสิ่งที่เราไม่เป็น” เอกรินทร์ตอบกลับอย่างหนักแน่น “เราพูดเฉพาะสิ่งที่เราเป็นเท่านั้น และสิ่งที่ Malee พูดมาโดยตลอด คือเราเป็นผู้ผลิตที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพ เราจะไม่พูดเกินเลยอวดอ้างไปเกินจากที่เราทำได้ เมื่อนั้นความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก็จะสูง และนั่นถึงจะทำให้ผู้บริโภคเชื่อในสิ่งที่เราบอกว่า สินค้าเรามีคุณสมบัติยังไง

“การใช้คนที่มีชื่อเสียงเป็นผู้สื่อสารก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เราวางไว้ อย่างล่าสุดเราก็ได้เฉิน เจ๋อหยวน (Chen Zheyuan) ดาราชื่อดังชาวจีน มาเป็น brand ambassador ซึ่งเขาไม่ได้ดังแค่ในจีนแต่ดังไปทั่วโลก เราเลยวางให้เขาเป็นคนที่จะบอกแทนเราว่า Malee COCO มีดียังไง”

นอกจากกลยุทธ์ฉบับ Organic Advertisement เอกรินทร์ยังเผยว่า อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์น้ำผลไม้เจ้าดังยึดถือเสมอมา คือการฟังเสียงจากผู้บริโภค ‘ตัวจริง’ เพื่อให้โปรดักต์ที่เข็นออกมาเสิร์ฟได้ตรงใจผู้บริโภคที่สุด

“การจะออกโปรดักต์สักตัวออกมาเราต้องฟังเสียงผู้บริโภคด้วย Malee มีกระบวนการที่เรียกว่า consumer test เราเทสต์กับคนหลายพันคน เพื่อหาคำตอบว่า รสชาติแบบไหนที่คนส่วนใหญ่ชอบ ผู้บริโภคมีข้อเสนอ ข้อแนะนำยังไง แล้วเราถึงนำสิ่งที่คนชอบมากที่สุดมาพัฒนาเป็นสินค้าของเรา

“จริงๆ ความเก่าแก่มันก็มีประโยชน์นะในเรื่องของประสบการณ์ (หัวเราะ) การที่เรายืนหยัดมาได้สี่สิบกว่าปีก็น่าจะบอกได้ว่า เราเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ มีจริยธรรมในการทำธุรกิจ

 ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะทำต่อจากนี้ คือการนำเสนอสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถช่วยตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ ทั้งจากโปรดักต์ที่เรามีอยู่แล้วก่อนหน้า และกำลังจะทำต่อจากนี้

รีบไปก่อนไม่มีโอกาส ปรากฏการณ์คนแห่อุดหนุนธุรกิจ หลังจากไอศกรีม Hawell’s ประกาศขายกิจการ

ใครที่ชื่นชอบการกินไอศกรีมและเติบโตมาในยุค 90s-00s น่าจะจำกันได้กับซอฟต์ไอศกรีมนมรสชาติหอมมันแต่เข้มข้น ราคาเป็นมิตร ที่ตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในยุคนั้นอย่างแบรนด์ Hawell’s 

สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ อาจไม่รู้จักหรือไม่ทันไอศกรีมแบรนด์สัญชาติไทยนี้มากนัก แต่สำหรับเจนฯ Y ยุค 90s นั้น Hawell’s ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์แห่งความทรงจำเลยทีเดียว และแม้ชื่อเสียงเรียงนามจะจางหายไปตามกาลเวลาในบางช่วงอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้ไอศกรีม Hawell’s ก็ยังดำเนินธุรกิจอยู่จนกระทั่งการประกาศครั้งสำคัญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

เมื่อ ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการบริษัทฯ ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้รับช่วงต่อกิจการในราคา 165 ล้านบาท คนในโซเชียลแห่แชร์และคอมเมนต์กันเพียบ ซึ่งหลายคนคิดว่าแบรนด์ปิดตัวไปนานแล้วด้วยซ้ำ บางคนก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ และอีกจำนวนมากที่ออกมารำลึกความทรงจำเกี่ยวกับไอศกรีมแบรนด์แห่งตำนานนี้  แม้กระทั่งบางคนก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าของเป็นคนไทย

นั่นทำให้แบรนด์ Hawell’s นำมาสู่การรับรู้ของลูกค้าและคนทั่วไปอีกครั้ง จนทำให้วันต่อมาหน้าร้านในสาขาลำโพ บางบัวทอง ซึ่งเป็นร้านสแตนด์อะโลนแห่งแรกของแบรนด์มีผู้มาอุดหนุนจนล้นร้านเลยทีเดียว

ที่จริงแล้วก่อนมาถึงจุดนี้ Hawell’s เคยเผชิญกับปัญหาจนเกือบต้องยุติกิจการไปหลายครั้ง แต่ก็จะจบตรงที่ ‘เกือบหลับแต่กลับมาได้’ หากแต่ทุกครั้งจะเกิดจากกระแสเรียกร้องของลูกค้า ไม่ได้มาจากกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ ของแบรนด์ 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Hawell’s เป็นหนึ่งในตัวอย่างจำนวนมาก เมื่อถึงวันที่ผู้บริการประกาศว่าจะขายกิจการ เปลี่ยนเจ้าของ หรือปิดตัว และทำให้วันถัดมาลูกค้าจำนวนมากแห่กันมาอุดหนุนเพื่อให้กำลังใจร้าน Recap รอบนี้จะพาไปสำรวจปรากฏการณ์นี้กัน

เส้นทางสร้างแบรนด์จากคนรักไอศกรีม

ไอศกรีม Hawell’s ถือกำเนิดจาก ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ผู้ชื่นชอบการกินไอศกรีมตั้งแต่เด็ก กระทั่งโตมาจึงมีโอกาสในการทำงานสาย F&B หลายแห่ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของกิจการ จึงคิดค้นไอศกรีม และตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Is it Ice Cream’ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น ‘Donald Rabbit’ ขายไอศกรีมเค้กส่งถึงบ้านทั่วกรุงเทพฯ

เมื่อถึงจุดเปลี่ยนในปี 2540 หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง กิจการจำนวนมากต้องล้มลง รวมถึง Donald Rabbit ที่ต้องปิดกิจการไปด้วย

แต่นั่นก็ทำให้ ดร.ษิริพงศ์เกิดไอเดียว่า เมื่อคนรายได้ลดลง จะต้องขายของราคาถูกแต่คุณภาพสูง จึงคิดค้นไอศกรีมที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย แต่ราคาเป็นมิตร โดยมีจุดมุ่งหมายว่า ในช่วงเวลาที่คนทุกข์ หากได้กินไอศกรีมอร่อย จะทำให้มีความสุขและลืมความทุกข์ไปในช่วงเวลาหนึ่ง

เดือนธันวาคม ปี 2543 แบรนด์ไอศกรีม Hawell’s สาขาแรกที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมการต้อนรับอย่างดีเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กๆ ที่พอถึงเวลาเสาร์-อาทิตย์จะมาต่อคิวยาว ไม่พลาดซื้อไอศกรีมไปกินกัน

ภายใน 3 ปี Hawell’s จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว จนขยายสาขามากถึง 22 แห่งในห้างกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง

ความโดดเด่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดปัญหาหนึ่งขึ้น โดยในโพสต์ของเพจ Hawell’s เคยเล่าไว้ว่า เกิดการกีดกันพื้นที่การเปิดร้านในห้างจากแบรนด์ใหญ่ จน Hawell’s ต้องทยอยปิดสาขาเพราะห้างไม่ต่อสัญญาทั้งๆ ที่ขายดี และหากจะต่อสัญญาก็ต้องไปขายในจุดที่คนเดินน้อย จนท้ายที่สุด Hawell’s ก็ต้องปิดตัวลงจนหมด

กลับมาอีกครั้งและอีกครั้ง

แม้จะปิดสาขาไป แต่แฟนๆ ของ Hawell’s ยังคงเหนียวแน่น เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงโควิด 19 ที่ทุกคนต้องหยุดอยู่กับบ้าน ดร.ษิริพงศ์มีโอกาสได้เห็นคอมเมนต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต จึงรู้ว่ามีเสียงเรียกร้องให้ Hawell’s กลับมา ประกอบกับความคิดถึงการผลิตไอศกรีม จึงเข้าสู่ยุคถัดมาของ Hawell’s

ในเวลานั้น หลังจากประสบความสำเร็จกับซอฟต์ไอศกรีมมาแล้ว Hawell’s จึงคิดพัฒนาสูตรฮาร์ดไอศกรีมขึ้นมา และในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ก็ทำสำเร็จ โดยมีการปรับแต่งโลโก้แบรนด์ในเพจเพื่อจำหน่ายช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ ซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กระทั่ง Hawell’s ประกาศว่า เมื่อวัคซีนโควิดพร้อม ทางร้านเตรียมมีแพลนในการเปิดร้านสาขาใหม่อีกครั้ง

และในที่สุด ปี 2566 Hawell’s สาขาลำโพ บางบัวทอง ซึ่งเป็นร้านสแตนด์อะโลนแห่งแรกของแบรนด์จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับไอศกรีมซอฟต์ที่ทุกคนคิดถึง และการตอบรับที่ยอดเยี่ยมของลูกค้าที่มาอุดหนุนจนบางสัปดาห์สามารถขายได้ถึง 50,000 บาท ต่อวันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่าน ชื่อของ Hawell’s ก็ค่อยๆ หายไปจากหน้าสื่อเช่นเดิม จนล่วงเข้าสู่ปี 2569 ดร.ษิริพงศ์ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ถึงแผนในการส่งต่อธุรกิจ โดยระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทางแบรนด์มีความพยายามติดต่อห้างเพื่อเปิดสาขา แต่ได้รับคำตอบว่า ‘ไม่มีพื้นที่สำหรับ Hawell’s’ ทั้งที่มีพื้นที่ว่างจากร้านเดิมที่ย้ายไป และไม่ว่าจะติดต่อกี่ครั้งก็ได้คำตอบเหมือนเดิม

“ครั้นจะเปิดสแตนด์อะโลนก็จะต้องลงทุนมาก และเคยมีแผนที่จะเปิดแฟรนไชส์ขนาดเล็ก แต่เมื่อพิจารณาหลายครั้ง ก็เห็นว่าจะเป็นปัญหามากกว่า และแบรนด์ก็อาจจะเสียหายแบบกู้คืนไม่ได้ นี่คือสาเหตุหนึ่ง แต่สาเหตุสำคัญที่สุดคือ ผมและครอบครัวเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งคาดว่าคงจะมีเวลาไม่เพียงพอที่จะขยายสาขาไปทั่วประเทศและทั่วโลกได้”

“ดังนั้น เมื่อมีเวลาไม่เพียงพอ จึงได้มีความคิดว่า ควรหาผู้ที่มีใจรักในไอศกรีม และเป็นผู้ที่มีศักยภาพเข้ามารับช่วงต่อน่าจะดีกว่า”

กล่าวโดยสรุปคือ ทางแบรนด์ต้องการส่งต่อกิจการให้กับผู้ที่รักไอศกรีมมารับช่วงต่อ โดยแบรนด์มีทุกอย่างครบถ้วนที่จะแข่งขันกับไอศกรีมทุกแบรนด์ ทั้งไอศกรีมแบบซอฟต์และแบบฮาร์ด มีรสชาติที่คิดค้นไว้กว่า 100 รสชาติ จึงมั่นใจว่าลูกค้าจะเลือก Hawell’s แน่นอน เพราะรสชาติพรีเมียม ในราคาสุดคุ้ม

“ฉะนั้น จึงมั่นใจว่าถ้าได้ผู้ที่มีศักยภาพมารับช่วงต่อ จะสามารถทำให้ไอศกรีม Hawell’s ขยายตลาดไปทั่วประเทศและทั่วโลกได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในประเทศ ต้นทุนสามารถแข่งขันได้อย่างสบาย เพราะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เอง จึงไม่ต้องถูกบังคับซื้อวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ และแบรนด์ Hawell’s ลูกค้าให้ความเชื่อถือในเรื่องคุณภาพมากว่า 25 ปี ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้เครดิตและคอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เพราะ Hawell’s ไม่ใช่แบรนด์ใหม่แต่เป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะมาทวงบัลลังก์ไอศกรีมที่ยืน 1 ในใจของลูกค้าทุกคน” 

เพียงแค่วันเดียวที่มีการโพสต์ ไอศกรีม Hawell’s ก็กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งทันที จนทำให้วันถัดมามีลูกค้าทยอยไปอุดหนุนไอศกรีมที่สาขาลำโพ บางบัวทอง ซึ่งเป็นร้านสแตนด์อะโลนแห่งแรกของแบรนด์ล้นร้าน จนทางเพจ Hawell’s ต้องไลฟ์สดให้ดูบรรยากาศ และขอให้ลูกค้าที่กำลังจะเดินทางมา เปลี่ยนเป็นมาอุดหนุนวันถัดไปแทน

ปรากฏการณ์อุดหนุนโค้งสุดท้าย

กรณีของ Hawell’s ทำให้เห็นว่า ร้านค้าที่ผู้บริโภคมีความผูกพันและมีแนวโน้มว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในบางรูปแบบ จะสามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมากให้แห่กันมาอุดหนุนเพื่อให้กำลังใจใน ‘โค้งสุดท้าย’ ได้มากกว่าช่วงเวลาปกติ

จริงๆ แล้วมีสิ่งที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ลักษณะนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระแสแห่กันมาอุดหนุนก่อนที่ร้านจะหายไปหรือเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกถึง ‘โอกาสสุดท้าย’ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าอาจไม่ได้มีโอกาสใช้บริการหรือได้บริการ ‘แบบเดิม’ อีก ไปจนถึงการกลับมาสนับสนุนเพราะความผูกพันและความทรงจำ ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากำลังจะ ‘สูญเสีย’ ร้านค้าหรือแบรนด์นั้นๆ ที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดความรู้สึกเร่งด่วน ความผูกพัน และความต้องการออกมาสนับสนุนทันที 

ความจริงแล้วมีตัวอย่างสถานการณ์คล้ายๆ กันให้เห็นเยอะมาก ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ข้ามฟากไปยังเกาะฮ่องกง ร้าน Sun Ngai Shing ร้านร่มเก่าแก่ในย่านซายโสยโป๋ (Sham Shui Po) ซึ่งมีประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1842 และเป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมาถึงรุ่นที่ 5 ได้ประกาศว่าจะปิดกิจการในเดือนธันวาคม 2025 

หลังประกาศไม่นาน ลูกค้าและคนในชุมชนจำนวนมากต่างพากันมาที่ร้านเพื่อบอกลาจนคนแน่น บางคนก็ซื้อร่มกลับไปด้วยหรือแวะมาพูดคุยกับเจ้าของเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร้านจะปิดตัวไปตลอดกาล ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ยอดขายและจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นหลังจากประกาศว่าจะปิดร้านจริงๆ

หรืออีกกรณีอย่างร้าน Lou Shang ในสิงคโปร์ ที่ตกแต่งในธีม HDB (การเคหะสิงคโปร์) และมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยบรรยากาศชวนย้อนวันวานเสมือนแฟลตในยุค 80 ประกาศปิดกิจการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งและราคาของเมนูอาหาร เครื่องดื่มในร้าน

เมื่อมีการประกาศปิดกิจการ ลูกค้าหลายคนจึงแวะเวียนมาที่ร้านอีกครั้ง เพราะรู้สึกเสียดายคาเฟ่ที่มีคอนเซปต์โดดเด่นแห่งนี้ที่กำลังจะหายไป 

นั่นทำให้เห็นว่า ในหลายกรณี การปิดร้านหรือเปลี่ยนแปลงกิจการ กลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นในห้วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

แม้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีปัจจัยและเหตุผลในตัวของมันเอง แต่จากกรณีเหล่านี้สะท้อนว่า การทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องการได้มาซึ่งผลกำไรเท่านั้น แต่แบรนด์ที่สร้างคุณค่าต่อผู้บริโภคได้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของผู้คน ไม่ว่าบางช่วงของห้วงชีวิตจะห่างหายกันไปบ้าง แต่คุณค่าที่แบรนด์ได้สร้างไว้ก็จะยังคงอยู่เสมอ จนทำให้คนอยากเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้หากแบรนด์ไม่ได้ดำเนินกิจการต่อแบบเดิมแล้ว

ที่มา

– facebook.com/permalink.php?story_fbid=5119552048117800&id=557824524290598

– facebook.com/p/Hawells-100063792680621/

– prachachat.net/business/news-2055931

– smartsme.co.th/content/hawells-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A

– straitstimes.com/life/hdb-themed-cafe-loushang-to-close-on-july-14

คุยกับโจ้ ธนา และกระทิง ถึง HOW 2.0 คลับที่ตั้งใจต่อจุดเพื่อประดิษฐ์ปัญญาในยุคปัญญาประดิษฐ์

เมื่อราว 3 ปีก่อน ตอนที่ House of Wisdom หรือ HOW ก่อตั้ง ผมได้สนทนากับ โจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ และกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ถึงวิธีคิดเบื้องหลังการก่อร่างสร้างบ้านแห่งปัญญาหลังนี้ขึ้นมา

ว่ากันด้วยคอนเซปต์ ตั้งแต่วันแรกผู้ก่อตั้งทั้งสองตั้งใจให้ HOW เป็นเหมือนสโมสรที่เป็นพื้นที่สร้างปัญญาและมิตรภาพ มีกิจกรรมเซสชั่นต่างๆ ที่ออกแบบมาอย่างดีให้เข้าร่วมทุกสัปดาห์ โดยเปิดรับสมาชิกในรูปแบบรายปี แตกต่างจากหลักสูตรธุรกิจที่มาเรียนจบแล้วก็แยกย้ายกันไป

เวลาเพียง 3 ปีจากวันนั้นจนวันนี้ HOW เติบโตขึ้นจนเป็นสโมสรที่มีสมาชิกเป็นเหล่าผู้บริหารและผู้ประกอบการกว่าสามร้อยชีวิต มีวิทยากรทั้งระดับประเทศและระดับโลกแวะเวียนมาแบ่งปันความรู้สม่ำเสมอ มีกิจกรรมและหลักสูตรธุรกิจพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในคลับ รวมถึงอีเวนต์ที่รวบรวมเหล่า founder รุ่นใหม่อย่างงาน WTF Festival

เช่นเดียวกัน เวลาเพียง 3 ปี AI ก็เติบโตพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาสำคัญของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการมองมันเป็นโอกาสอันยิ่งยวดหรือภัยคุกคามน่าหวาดหวั่นในวาระที่กำลังจะครบรอบ 3 ปี โจ้และกระทิงจึงถือโอกาสอัพเดต HOW เป็นเวอร์ชั่น 2.0 เพื่อให้เท่าทันโลกที่ไม่มีวันหมุนย้อนกลับ

“พอมี AI สิ่งนี้ยิ่งโคตรเหมาะ สิ่งที่จะทำมันคือยาแก้พิษ AI เลย มันคือสโมสรที่เรียกว่า Human Club in the age of AI” โจ้ ธนาเกริ่นให้เห็นภาพของคลับที่ตั้งใจประดิษฐ์ปัญญาในยุคปัญญาประดิษฐ์ ก่อนที่บทสนทนาของมนุษย์อย่างพวกเราจะเริ่มจากตรงนั้น

คุณทำ HOW มาแล้ว 3 ปี มีอะไรที่เหมือนที่คิดไว้และมีอะไรที่ต่างจากที่คาดบ้าง

โจ้ : ตอนแรกที่คุยกันเราคิดว่ามันก็จะเป็นคลับที่มีความเป็นวิชาการ จินตนาการของกระทิงจริงๆ คือมีฟลิปบอร์ดแล้วสอนหนังสือ (หัวเราะ) แต่พอมีผู้คนมา มีความเป็นมนุษย์ มีความต้องการของผู้คนที่นี่ เขาอยากได้อะไร เราอยากทำอะไร มันก็เลยทำให้ HOW ค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกปี

จากเดิมที่คิดไว้ว่าเป็นแบบวิชาการเนิร์ดๆ พอมีผู้คนที่ไม่เหมือนกันเข้ามามันมีความเป็นอาร์ตมาผสม มันมีทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวา มันมีหัวข้อใหม่ๆ ในมุมอื่นที่ผู้คนเขาอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเรา เราก็เลยมีโอกาสไปชวนวิทยากรดีๆ มาที่นี่ หรือแม้กระทั่งสมาชิก HOW เองก็เป็นวิทยากรที่ดีมากๆ บางคนก็เก่งเรื่อง Claude บางคนเก่งเรื่อง data บางคนเก่งเรื่อง leadership ความคิดความรู้มันก็เลยหลากหลาย กลายเป็นว่าทุกวันนี้คอนเทนต์เป็นเรื่องรองด้วยซ้ำ มันกลายเป็นเรื่องคอมมิวนิตี้ เป็นเรื่องชุมชนที่ช่วยเหลือพึ่งพาและทำกิจกรรมด้วยกัน แลกเปลี่ยนกัน เรารู้สึกว่ามันเป็นชุมชนที่น่ารักมาก

กระทิง : ผมก็ไม่คิดว่าจะได้เพื่อนเยอะขนาดนี้ คนมักจะพูดว่าเราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนรอบตัว แต่ตอนนี้ผมได้ค่าเฉลี่ยของคน 300 คนที่นี่ นึกออกใช่มั้ย แล้วมันมีทั้งเซสชั่นเล็กที่เป็น deep talk แล้วก็เซสชั่นใหญ่ แล้วทุกเซสชั่นที่เราเข้าร่วมมันจะมีประโยคที่ตบกบาล ขนาดผมเองยังไม่คิดว่าจะได้ประโยคตบกบาลเยอะขนาดนี้ เหมือนโดนตบปุ้งๆๆ แล้วมันช่วยเคาะสนิม พอเราอายุสี่สิบปลายๆ บางทีเราก็อีโก้เบิก หูหนวก ตาบอด พอโดนตบกบาลปุ๊บ ตาก็สว่างวาบขึ้นมา หูก็ดีขึ้น

แล้ววันไหนที่ผมรู้สึกดาวน์ ผมจะมาที่ HOW แล้วจะรู้สึกเลยว่าพลังงานบวกมันล้นมาก ตอนนี้ความฝันก็คืออยากขยายพลังงานของ HOW ออกไปสู่วงข้างนอก อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ของพี่โจ้ด้วย พี่โจ้บอกว่าอยากให้ HOW สร้างแรงกระเพื่อมไปยังวงนอก ซึ่งมันก็เริ่มเห็นแล้ว HOW เป็นที่ที่มีพรรคการเมืองมาขอนโยบายหลายพรรคเลย คือเขาไม่ได้แค่มาเล่าให้เราฟังอย่างเดียว 

วันนี้ HOW เริ่มมีความเป็นสถาบัน พี่โจ้พูดคำหนึ่งแล้วผมชอบมากคือ Economy of Friends คือผมเป็นมนุษย์วิศวะ มันจะมีคำอย่าง Economy of Scale, Economy of Scope, Economy of Speed จนมารู้จักคำว่า Economy of Friends ผมว่ามันโคตรใช่ ผมรู้สึกว่าที่นี่มันเปลี่ยนแม้กระทั่งตัวผมที่เป็นผู้ก่อตั้ง

สำหรับพวกคุณความเป็นสถาบัน ความเป็นเพื่อน สร้างยังไง

โจ้ : มันมาจากความสม่ำเสมอ เราจะเห็นว่าเดี๋ยวก็มีคนมาพูดที่ HOW มีเซสชั่นใหม่ๆ ตลอด มีคนจดสรุปเผยแพร่ความรู้ออกไป มีสมาชิกที่มาแล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พอภาพมันออกไปสม่ำเสมอ คนก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าอยากคุยกับนักธุรกิจก็ต้องมาที่นี่
อย่างเวลากระทิงชวนคนที่เก่งระดับโลกมา ส่วนใหญ่คนเก่งระดับโลกเวลามาไทยเขาก็อยากพูดให้ชุมชนนักธุรกิจระดับท็อปของประเทศฟัง คือเขามาทีหนึ่งเขาก็ไม่อยากเสียเวลา อยากพูดทีเดียวแล้วได้อิมแพกต์ แล้วมีที่ไหนมั้ยที่ได้พลังเยอะๆ HOW เลยค่อยๆ กลายเป็นภาพจำ แล้วพอเราเชิญคนหนึ่งมาก็เริ่มรีเฟอร์กันไปเรื่อยๆ พอคุณแอนดรูว์ อึ้ง (Andrew Ng) มาก็เริ่มมีคนอื่นๆ

กระทิง : มันเลยเกิดสิ่งที่เรียกว่าความแน่นแฟ้น ซึ่งมันมาจากความสม่ำเสมอ ปีหนึ่งเราจัดเซสชั่นสามร้อยกว่าครั้ง ภาพแบรนด์เราที่ออกไปสู่ในภาพข้างนอกมันเลยเป็นชุมชนที่มีภูมิปัญญา แล้วก็มีแชร์ภูมิปัญญาออกไปข้างนอกด้วย เรามีเว็บไซต์ Wisdom on The House อย่างตอนที่เจสัน ควอน (Jason Kwon) มา หรือสปีกเกอร์ระดับโลกมา เราก็สรุปไปแชร์ให้คนข้างนอกด้วย เพื่อสร้างอิมแพกต์กับสังคม

ความเป็นสถาบันมันจะต้องมีรากที่มันลึก ดังนั้นสิ่งหนึ่งถ้าคนเห็น HOW คือปีแรกเราหยั่งราก ทดลอง แล้วปีที่ 2 หน่อเริ่มโผล่ขึ้นมา แล้วปีที่ 3 นี่โผล่ขึ้นมาเป็นสวนเลย มันเหมือนสิ่งที่หว่านไว้มันเริ่มออกผล ผมว่าขั้นถัดไปมันคือเรื่องการสร้างอิมแพกต์กับสังคมในวงกว้างมากขึ้น

แล้วความท้าทายในช่วง 3 ปีแรกที่เริ่มหยั่งราก ทดลอง คืออะไร

โจ้ : คือการทำให้คนเข้าใจว่ามันไม่ใช่หลักสูตร มีคนเข้าใจผิดเยอะมาก เพราะว่าพื้นที่แบบนี้มันไม่เคยมีที่ไหน คือเราก็พยายามจะนึกกับกระทิงนะ ว่ามันมีที่ไหนบ้างที่เป็นแบบที่นี่ เผื่อเราจะได้เห็นต้นแบบ ซึ่งพอเราไปเสิร์ช มันก็จะเจอบางที่ที่เป็นเหมือนคลับที่เป็น food and beverage แล้วก็มีกิจกรรมแบบโยคะนิดหน่อย คลับฝรั่งเขาจะเป็นอย่างนั้น ไอ้คลับที่มันเนิร์ดๆ อย่างนี้มันไม่ค่อยมี

เวลาเล่าผมก็เลยพยายามจะเปรียบเทียบว่าจริงๆ HOW มันเหมือนสโมสร เหมือนฟิตเนสคลับ ที่เราจะจ่ายเป็นรายปีเพื่อเป็นสมาชิก แล้วเราก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามที่เราอยากไป ว่างเมื่อไหร่ก็มา อยากฟังเซสชั่นไหนก็ฟัง ไม่มีการบังคับกัน

พี่เตา–บรรยง พงษ์พานิช ซึ่งเป็นสมาชิก HOW ด้วย นิยาม HOW ไว้แล้วผมชอบมาก แกนิยามในมุมแกว่า HOW คือสโมสรแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา ผมชอบคำนี้มาก ฟังแล้วอ๋อเลย มันมีคำว่าสโมสร มีคำว่าแลกเปลี่ยน มีคำว่าภูมิปัญญา ผมเลยคิดว่ามันเป็นคำที่นิยามได้ดี

อย่างแรก มันเป็นสโมสร ก็คือมารวมกันแบบหลวมๆ แล้วเราก็เก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี แล้วอย่างที่สอง มันมีการแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิก และอย่างที่สาม มันมีภูมิปัญญาที่กระจายกว้างๆ หลากหลายเรื่อง คุยกันตั้งแต่ AI จนถึง mindfulness คุยกันตั้งแต่ leadership ยันเอาเด็กมา reverse mentoring คุยกันตั้งแต่เรื่องดารา เพลง จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างเรื่อง customer experience คือมันมีหัวข้อตั้งแต่เรื่องทำมาหากินจนถึงใช้ชีวิต มันมีทั้งภูมิปัญญาเพื่อเลี้ยงชีพกับภูมิปัญญาเพื่อเลี้ยงชีวิต แล้วสำหรับผมยิ่งพอมี AI สิ่งที่ HOW ทำยิ่งโคตรเหมาะ มันทำให้เห็นภาพ HOW 2.0 ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

AI ทำให้คุณเห็นภาพ HOW 2.0 ชัดขึ้นยังไง

โจ้ : เราจะมีนิสัยคือเวลาทำงานที่ไหนก็ตามเราจะคิดแค่ 3 ปี ถ้า 3 ปีแล้วเวิร์กก็ทำต่อ คือมันเหมือนเราไม่เคยคิดเป็น career path เลย เราจะคิดแค่ว่าอยู่ที่ไหน 3 ปี ก็ทำเต็มที่ ถ้าครบ 3 ปีจะทบทวนตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งกับ HOW ก็คล้ายๆ กัน เราทำ HOW มา 3 ปี แล้วโดยบังเอิญ สัญญาสถานที่ก็ครบ 3 ปีพอดี มันมีจังหวะให้คิดว่าเราจะทำเหมือนเดิมมั้ย แค่ปรับปรุงแบบ minor change ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าเลือกทางนี้มันก็ปลอดภัย และถ้าเป็นสมัยอายุ 40 คงจะเลือกเส้นทางนี้ แต่พอตอนนี้เราอายุ 57 แล้ว แล้วก็เห็นทีม เห็นความสามารถของน้องๆ เราเลยตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่

เราตั้งคำถามก่อนว่าจะเป็นยังไงถ้าเราทุบมันทิ้ง คือโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก ไอ้สิ่งที่เราคิดไว้เมื่อ 3 ปีก่อนแล้วเราจะทำแค่ minor change มันไม่พอ แสดงว่าเราต้องเปลี่ยน เปลี่ยนอะไรยังไม่รู้ แต่อย่างแรกทุบทิ้งก่อน

แล้วเราก็ตั้งคำถามเรื่อง AI คือในการที่จะเรียนรู้ให้เท่าทัน AI ที่ผ่านมาเราก็มีตั้งแต่เซสชั่นที่ชวน Boston Consulting มาพูด ชวนเซียน AI มาบรรยาย มีเวิร์กช็อปที่จัดให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความรู้พื้นฐานที่นักธุรกิจควรจะรู้ แต่ในความคิดผม สมมติเราเป็นคนค้าขายธรรมดา เป็น SME อาจจะมี large corporate หน่อย แต่ยังไงคนทั่วไปก็ไม่มีทางทำมาหากินแบบที่เอา AI นำเหมือนกลุ่ม Silicon Valley หรือพวกกลุ่มธุรกิจที่จีน สำหรับ HOW 2.0 ผมเองก็เลยจะสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ที่จะอยู่รอดในยุค AI ได้

แล้วคุณได้คำตอบหรือยังว่ามนุษย์จะอยู่รอดยังไงในยุค AI

โจ้ : สิ่งที่มนุษย์ยิ่งต้องมีมากในยุค AI คือ mastery มนุษย์ที่มีความเป็นมาสเตอร์ในสาขานั้นๆ ถ้ารู้ AI ด้วยจะยิ่งเก่ง อย่างผมมีความรู้แต่งเพลงแบบเบสิก แต่งเพลงด้วย Suno ออกมายังไงก็ทำได้แค่พอฟังแบบขำๆ แต่ถ้าคนอย่าง พี่จิก–ประภาส ชลศรานนท์ ใช้ Suno ล่ะ มันยิ่งทวีคูณความสามารถแกอีก 

ถัดมาคือ taste หรือรสนิยม AI อาจจะเจนฯ รูปได้เป็นหมื่นรูป แต่รูปไหนที่มันโดนคนที่มีรสนิยมมองแวบเดียวก็รู้ ซึ่งรสนิยมพวกนี้มันเกิดจากการฝึกฝน เกิดจากการเห็นเยอะ พูดคุยกับคนเยอะๆ คนที่เป็นมาสเตอร์ใช้ AI เพื่อขยายความเก่ง ส่วนคนที่มีเทสต์ ใช้ AI เพื่อคิวเรตงานของ AI 

และสุดท้าย สิ่งที่มนุษย์จะต้องมีคือ likable ผมจะพูดเรื่องนี้บ่อย คือมันต้องมีความที่ผู้คนชอบ อยากทำงานด้วย อยากเป็นพาร์ตเนอร์ด้วย อยากได้คนนี้เป็นลูกน้อง อยากให้คนนี้เป็นหัวหน้า ทำให้สามารถดึงคนเก่งเข้ามาอยู่ด้วยกันได้ มันเป็นการฝึกลักษณะนิสัยที่ถาม AI มันก็ไม่รู้หรอก สิ่งนี้มันเกิดจากการที่เราสังเกตผู้คน อยู่กับผู้คนที่น่ารัก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

สิ่งที่ HOW กำลังทำสำคัญยังไง

โจ้ : ผมขอเล่าเรื่องหนึ่ง ไม่นานนี้มีน้องชื่อม่วน เขาเป็นสตาร์ทอัพอายุ 20 กว่าเอง เขาทำสตาร์ทอัพขายมา 3 รอบแล้ว เขานั่งข้างพี่วันก่อนแล้วถามคำถามหนึ่ง เวลาเด็กยุคใหม่ถาม เขาจะไม่ถามเหมือนคนยุคเราถาม เขาไม่ถามว่า HOW ทำอะไรบ้าง หรือ HOW คืออะไร แต่เขาถามแบบเด็กรุ่นใหม่ว่า “พี่ทำ HOW ทำไม”

ผมก็เลยวาดภาพขึ้นมาภาพหนึ่ง แล้วอธิบายว่า AI มันใช้ data แล้วคิดเป็นแพตเทิร์น คิดเป็นเส้นตรงเส้นขวาง มันเป็นแพตเทิร์นมาก แต่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้แบบมนุษย์คือความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ จากการที่รู้ multidisciplinary skill คือรู้สกิลหลายๆ อย่างจากการเห็น จากการรู้จักผู้คนมากมาย จนมีจุดมากพอ ผมก็วาดจุดให้เห็นเยอะๆ แล้วอธิบายว่า ถ้าชีวิตเรามีจุดมากพอ จากการเรียน จากประสบการณ์ จากการได้พูดคุย จากการฟังบางเซสชั่น จากการทำเวิร์กช็อป จากการได้เจอคนเป็นร้อยเป็นพันคน จากการได้ไปสถานที่ต่างๆ แล้วได้ประสบการณ์ จากบาดแผล จากความล้มเหลว จากการทำงานสำเร็จ จากการได้อ่านหนังสือบางเล่ม ซึ่งจุดพวกนี้บางจุดอาจจะเล็กบ้างใหญ่บ้าง พอเรามีจุดมากพอทั้งจุดผู้คน จุดความรู้ จุดประสบการณ์ เราจะเชื่อมโยงมันได้ แล้ววันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ เป็นงานเขียนดีๆ สักชิ้น หรือเป็นความหมายของชีวิตก็ได้

ดังนั้นเพื่อสู้กับ AI ผมก็เลยคิดว่ามนุษย์เราต้องเรียนรู้แบบมั่วๆ อย่างนี้ ต้องมีจุด จุดให้เยอะที่สุด แล้วเราจะค่อยๆ เชื่อมโยงกันได้ ผมเลยตอบน้องม่วนแบบว่าผมทำ HOW เพื่อทำหน้าที่นี้แหละ ผมเชื่อว่าความเชื่อมโยงของมนุษย์สำคัญมากในยุค AI

ตั้งแต่ทำมา 3 ปีมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ตอกย้ำความเชื่อนี้ของคุณ

โจ้ : ล่าสุด HOW จัดงานชื่อ WTF Festival เป็นงานใหญ่มากที่สยามพารากอน ซึ่งผมก็ไม่เคยจัดงานสเกลหลักหมื่นคนอย่างนั้นนะ แล้วมันเริ่มมายังไงรู้มั้ย

มันเริ่มมาจากอาชีพหนึ่งของผมคือการเป็นที่ปรึกษาของแบรนด์ แล้ววันหนึ่งผมเห็นรีเสิร์ชที่ว่าด้วยเรื่องไอดอลของเจนฯ Z เขาบูชาคือใคร ใครกันที่เป็นไอดอล ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นดาราซีรีส์ แต่ไม่ใช่ ชื่อแรกๆ คือ ไอติม La Glace, จูน maison KEEPS, ตอน Yuedpao และอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ถ้าคนอื่นเห็นรีเสิร์ชนี้ก็อาจจะเฉยๆ แต่อันนั้นเป็นจุดแรกของผม

ในจังหวะเดียวกัน ผมทำหลักสูตร HOT (House of Talents) ที่ HOW ซึ่งไอ้รายชื่อในรีเสิร์ชที่ว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในหลักสูตรนี้ ไอติมก็อยู่ HOT รุ่น 1 จูน maison KEEPS อยู่รุ่น 2 หรือตอน Yuedpao และอีกหลายคนก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW อันนี้คือจุดที่ 2

จุดที่ 3 คือเอ๋ Good Things Happen ที่ขายสปอนเซอร์อีเวนต์เก่งมากก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW จุดที่ 4 AIS ที่เป็นเมนสปอนเซอร์เราก็เคารพนับถือกันมา พอเราจัดงาน AIS ก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจ จุดที่ 5 เราต้องมีบูทในงาน ก็ได้คนที่ HOW นี่แหละ มาออกบูทเกินครึ่ง จุดที่ 6 เรามีทีมงานที่ถนัดมากในเรื่องการสัมภาษณ์คนบนเวที เราจัดเซสชั่นที่สัมภาษณ์คนปีหนึ่ง 300 ครั้ง นี่คืองานถนัดของเราเลย แล้วพอจุดทั้งหมดมาต่อกันมันก็กลายเป็น WTF Festival ถ้าเราขาดจุดใดจุดหนึ่งไปก็อาจจะสร้างงานอย่างนั้นไม่ได้

นี่คือตัวอย่างของการต่อจุดอย่างเป็นรูปธรรม แต่เรา connect the dot forward ไม่ได้ เราจะคิดว่าจะทำ WTF Festival แล้วเราค่อยเริ่มต่อจุดไม่ได้ จุดมัน connect backward ทั้งนั้น งานนี้ก็เกิดจากการ connect backward นี่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คุณไปถาม AI ว่าจัดงานนี้ยังไงมันก็ตอบไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องความสัมพันธ์ มันมีบริบท มันมีไอเดียที่มันเชื่อมกัน ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะเล่า เราอยากส่งเสริมความเป็นมนุษย์ เรามาเชื่อมต่อจุดในยุคของ AI

HOW 2.0 ถ้าสรุปสำหรับผมคือการสร้าง dot ให้ทุกคนเยอะๆ แล้วเดี๋ยวเชื่อมกันเอง

แล้ว HOW 2.0 จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

โจ้ : อย่างแรกคือสถานที่ ซึ่งเราก็รักมันมากนะ แต่ในความรัก ถ้าเราทิ้งมันได้เราจะคิดอะไรใหม่ๆ ออก เราก็เลยคิดถึงการย้ายสถานที่ใหม่ หลังจากไปดูหลายที่พวกเราชอบ KingBridge Tower ของทางกลุ่มสหพัฒน์ มันเจ๋งมาก มันมีห้องประชุมเต็มไปหมดเลย แล้วก็มีพื้นที่อื่นๆ ที่ทางกลุ่มเขาสร้างไว้ดีมาก เราก็จะมี facility เยอะกว่าเดิม ถ้าเราจะทำเซสชั่นเนิร์ดๆ เราทำได้แบบคูณ 3 จัดพร้อมกัน 3 เซสชั่นก็ได้ แล้วเราก็ได้อินทีเรียร์ดีไซน์ระดับโลกมาช่วยออกแบบซึ่งตอนนี้เราตั้งชื่อสถานที่ใหม่ไว้แล้วว่า Wisdom Mansion เดี๋ยวจะเริ่ม soft launch ประมาณเดือนพฤศจิกายน

อีกเรื่องคือเราอยากขยายวงให้กว้างขึ้น เราเริ่มอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งๆ มากขึ้นด้วย เพราะมันก็จะทำให้ HOW ไม่แก่ ผมก็เลยคิดว่าเราสามารถปรับค่าสมาชิกลงครึ่งหนึ่งได้มั้ยสำหรับสมาชิกเดิม คิดโดยที่ยังไม่ได้สรุปตัวเลขนะ เราแค่คิดในมุม customer แบบ unreasonable hospitality คือถ้าลดค่าสมาชิกลงครึ่งหนึ่งสมาชิกเราอยู่ครบแน่นอน แต่เราก็ต้องหาสมาชิกใหม่เพิ่มนะ เดี๋ยวอยู่ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นโจทย์อีกอันหนึ่ง

ถัดมาคือเรื่องเซสชั่นต่างๆ ที่เราก็กำลังตีความใหม่กันให้มากขึ้น แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนมาพูด มีคลินิก มีเวิร์กช็อป แต่ผมก็คิดว่าสิ่งที่เรารู้แล้วว่าเรามีประโยชน์กับสมาชิกคืออะไรบ้าง ก็เลยจะมีบริการหนึ่งที่ผมเรียกว่าเป็นเหมือน ‘อับดุล’ คือถ้าใครที่มา HOW ติดปัญหาอะไร อยากรู้อะไร เราจะมีคำตอบให้เกิน 90% ไม่ว่าจะโดนฟ้องเรื่องภาษีเราก็มีข้อมูลให้ว่าเตรียมตัวไปศาลทำยังไง อยากรู้จักใคร หรือแม้กระทั่งที่บ้านประตูเปิดไม่ได้เราก็หาคนไปช่วยได้ (หัวเราะ) อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นบริการที่เราคิดว่ามีค่ามากก็คือ crisis management คือจะเรียกว่าเป็นบริการมั้ยก็ไม่รู้ แต่ผมมั่นใจว่าผมโดนมาเยอะมาก แล้วก็เห็นเคสเยอะ ผมจะแชร์เรื่องนี้ด้วย

พวกคุณเจอผู้บริหารและผู้ประกอบการมาเยอะมาก คิดว่าอะไรคือ pain ที่เป็นจุดร่วมของคนเหล่านั้น

โจ้ : ที่เราเห็นเยอะคือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่อยู่ในที่ที่เดียว อุตสาหกรรมเดียว แล้วก็ไม่ออกไปไหนเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่พี่คิดว่าอันตรายมาก คือบางคนคิดว่าอุตสาหกรรมเราจะอยู่ไปตลอด ดังนั้นเราแข็งแรงอยู่แล้ว เราไม่ต้องยุ่งกับคนในอุตสาหกรรมอื่น เราทำตามเบอร์ 1 ไปเรื่อยๆ เราก็รอด แต่ยุคนี้มันไม่รอด

ถอยออกมาผมคิดว่ามันมี 4 ระดับ ระดับแรกคือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ พอเห็นเยอะขึ้นจะเริ่มไปสู่ระดับที่ 2 ก็คือว่า รู้ว่าตัวเองไม่รู้ อันนี้จะเริ่มพารานอยด์คือรู้สึกตัวแล้ว เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ความรู้เรายังไม่พอเลย เรื่อง AI มันยากมาก เฮ้ย เราจะมา implement ที่บริษัทยังไม่ได้ ต้องหาความรู้ แล้วก็จะไปสู่ระดับที่ 3 รู้ว่าตัวเองรู้แล้ว ก็คือรู้ว่าตัวเองรู้ อันนี้ชัดเจน แต่ระดับที่ 4 นี่เจ๋งสุด อันนี้ระดับ mastery เป็น unconscious knowledge ก็คือไม่รู้ว่าตัวเองรู้ คืออธิบายไม่ได้ แต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าจุดนี้ผิด ก็คือกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว เพราะประสบการณ์มันเยอะมาก

ซึ่งระดับที่เป็น pain คือ 2 ระดับแรก ระดับที่ 2 ผมว่าควรจะมี ก็คือรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร แต่ระดับที่ pain มากที่สุดที่ผมเห็นในผู้ประกอบการหลายๆ คนก็คือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ไม่รู้ว่าจีนเขาเก่งขนาดไหน ไม่เห็นมาตรฐานระดับโอลิมปิก เชื่อว่าตัวเองแค่อยู่ซีเกมส์ก็โอเคแล้ว ไม่รู้เทคโนโลยีมันจะพัฒนาไปขนาดไหน ไม่รู้ว่า AI มันจะดิสรัปต์ยังไงหรือว่าถ้าคนอื่นใช้เขาจะไปได้ขนาดไหน ไม่รู้ต้นทุนของคนอื่น ไม่รู้ว่าการตลาดที่เราทำอยู่มันตกยุคไปแล้ว แล้วยิ่งยุคนี้สิ่งที่เรียกร้องให้เราต้องรู้มันกว้างมากๆ

กระทิง : ผมชอบที่พี่โจ้บอกว่าหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ผมขอขยายความต่อว่า pain คือการไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร ขอเพิ่มคำว่า ‘อะไร’ เข้าไป คือเจ้าตัวไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร มันเหมือนตาบอด เหมือนหูหนวกตาบอด แล้วที่ HOW มันไม่ใช่แค่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร แต่มันยังมีคน provide solution ให้อีก แล้วไม่ได้มี solution เดียว มันมีความเป็นไปได้เต็มหมด

จากที่เล่ามาบางคนอาจจะมองว่านี่เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นนำเท่านั้น คุณคิดเห็นยังไง

โจ้ : ผมคิดว่าวิธีการตอบที่ดีที่สุดคืออยากชวนมาเยี่ยมชม อยากให้มาดูว่าคนพวกนี้มันอยู่กันยังไง มันอยู่กันแล้วมันฮั้วๆ กันหรือว่ามันอยู่แล้วมันนั่งฟังอะไรกันเหรอ จริงๆ ผมอยากชวนมาเยี่ยมชม ไม่ต้องสมัคร HOW ก็ได้ คือถ้าสมัครเราก็ยินดีรับนะ แต่ผมอยากขยายวิธีคิดนี้ อยากเผยแพร่โปรโตไทป์นี้ ถ้าสมมติว่าเราอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือว่ากลุ่มวิชาชีพต่างๆ ทั้งสื่อสารมวลชน social enterprise เราก็จัดคลับที่รวมกลุ่มกันแบบนี้กันเองได้ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในยุค AI

แต่ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเริ่มทำกลุ่มนี้ วิธีคิดง่ายมาก มันเป็นเซกเมนต์ที่ผมถนัด ผมทำหลักสูตร ABC มาก่อน แล้วกระทิงทำหลักสูตร CFO ก็จะเป็นผู้ประกอบการที่เขาก็ประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนการทำธุรกิจทั่วไปที่เราก็ต้องเอาเซกเมนต์ที่เราถนัด เพื่อที่ตอนเปิดมาจะได้มีจำนวนสมาชิกพอที่จะไม่เจ๊ง อันนี้เป็นพื้นฐานในการทำธุรกิจเลย แต่สิ่งที่สำคัญคือพอมีสมาชิกมารวมกลุ่มกันแล้วเราขับเคลื่อนไปทางไหน ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าสิ่งที่เห็นจาก HOW ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาสาระ รูปปาร์ตี้แทบไม่มี แล้วก็มีหลายๆ คนจดสิ่งที่เป็นประโยชน์ออกไปเล่าต่อวงนอก

สุดท้ายคุณคิดว่าในยุคนี้ที่ AI ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ‘ปัญญา’ ยังสำคัญเท่าเดิมมั้ย

โจ้ : ผมคิดว่าตอนนี้สำคัญที่สุดแล้วมั้ง

ต้องเล่าก่อนว่ากระบวนการกลั่นกรองของข้อมูลมันเป็นยังไง มันก็จะเริ่มจาก data ซึ่งมันเป็น dot dot ยังไม่ค่อยมีความหมายอะไร แล้วมันก็เป็น information ซึ่งเป็น fact เช่น วันนี้ถ้าฝนตกเซเว่นฯ ว่าจะขายนมได้ 2 เท่า อันนี้เป็น fact แล้วมันจะเป็น knowledge คือเริ่มเป็นสิ่งที่เป็นความรู้แล้ว เพื่อไป decision making แล้วพอเราสะสม knowledge และ decision making มันจะกลายเป็น wisdom ปัญญาคือสิ่งนี้ เราอธิบายไม่ค่อยได้ แต่เรารู้ว่าอันนี้มันไม่ใช่หรือว่าอันนี้มันใช่

4 อันแรกที่ว่าไป AI มันกินเรียบ ทั้ง data, information, knowledge หรือแม้กระทั่ง decision making แต่ความเป็นมนุษย์คือ wisdom มันไม่เป็นแพตเทิร์น มันคือจุดมั่วๆ ที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็น instinct บางอย่าง เป็นความคิด เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ในตัว ที่มากกว่าแค่ knowledge, information, data หรือแม้กระทั่ง decision making แล้วยิ่งยุคนี้ยิ่งต้องมีสิ่งนี้อยู่ในตัว

ดังนั้นในการก่อให้เกิด wisdom มันคือการเดินทางอย่างยาวนาน ด้วยบาดแผลและจุดต่างๆ ในชีวิต ซึ่งอันนี้มันไม่สามารถอยู่ได้ในปัญญาประดิษฐ์แน่นอน เราถึงต้องประดิษฐ์ปัญญาขึ้นมา

กระทิง : ผมชอบประโยคหนึ่งมากก็คือเราอยู่ในยุคที่คำตอบล้นโลก แต่คำถามที่ดีน้อยมาก ซึ่งคุณภาพของคำถามก็กำหนดคุณภาพของคำตอบ คุณภาพของ AI ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมนุษย์ที่ใช้มัน AI มันขยายศักยภาพของมนุษย์ แล้วผมว่า wisdom มันช่วยเรื่อง หนึ่ง–การตั้งคำถามที่ถูกต้อง สอง–การเลือกสิ่งที่ใช่และถูกต้อง

แต่ wisdom มันต้องผ่านการตกผลึกจากประสบการณ์ของชีวิต เราต้องล้มเหลว ต้องเจออะไรทั้งหลายแหล่ เราจึงได้มา

บริติช เคานซิล เผยถึงปัจจัยสำคัญในการทลายกำแพงอุปสรรคด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเด็กไทย

เมื่อใดก็ตามที่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องทักษะความรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยขึ้นมาพูดคุย บทสนทนามักมุ่งเป้าไปที่ตัวนักเรียนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบ การจัดอันดับในระดับสากล หรือทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทว่าคำถามสำคัญข้อหนึ่งที่มักถูกละเลยไปก็คือ อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เด็กไทยประสบความสำเร็จในการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นคือ ‘ครูประถมศึกษา’

แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นข้างต้นว่า “ในขณะที่สปอตไลต์มักส่องไปที่ผลการเรียนของเด็กๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากลับเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของนักเรียน ก็คือ ‘ประสิทธิภาพในการสอนของครู’ ทว่าในโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ครูจำนวนมากต้องสวมบทบาทเป็นครูประจำชั้นที่ต้องสอนแทบทุกวิชา ซึ่งรวมถึงวิชาภาษาอังกฤษด้วย โดยครูหลายคนไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษโดยตรง และก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้โดยขาดความมั่นใจ ประสบการณ์เชิงปฏิบัติ หรือการฝึกอบรมเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการสอนภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประสบการณ์แรกเริ่มในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก จะเป็นตัวกำหนดทั้งระดับทักษะความสามารถและเจตคติต่อการเรียนภาษาในอนาคต”

จากความท้าทายข้างต้นนี้เอง ทาง บริติช เคานซิล (British Council) สถาบันสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง จึงได้ทำวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์การเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาในประเทศไทย (Pre-service English Language Teacher Education) ซึ่งผลการวิจัยได้สะท้อนประเด็นสำคัญที่ควรค่าแก่การใส่ใจหลายประการ อาทิ นักศึกษาครูฝึกสอนจำนวนมากระบุว่า ได้รับโอกาสค่อนข้างจำกัดในการฝึกสอนในห้องเรียนจริงก่อนสำเร็จการศึกษา ขณะที่บางส่วนระบุถึงความยากลำบากในการนำทักษะเชิงทฤษฎีไปปรับใช้ในการสอนจริง 

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการสื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงโอกาสในการเข้าสังเกตการณ์การสอนที่มีประสิทธิภาพในชั้นเรียน ตลอดจนต้องการทำความเข้าใจบริบทและข้อจำกัดที่แท้จริงของระบบโรงเรียนรัฐบาลไทยให้มากขึ้น รวมไปถึงอีกหนึ่งข้อสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือความสำคัญของการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอสำหรับตัวครูผู้สอนเอง เพื่อให้เหล่าครูผู้สอนมีความมั่นใจ และมีศักยภาพที่จะส่งต่อความรู้ไปให้แก่นักเรียน

นอกจากนี้ ครูบรรจุใหม่ส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา โดยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 97.8) มีความเชื่อว่า การจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวตลอดชั่วโมงเรียน แต่งานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการเรียนการสอนระบุเด่นชัดว่า การถ่ายทอดเนื้อหาโดยใช้ภาษาไทยควบคู่ไปด้วย ส่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่าสำหรับนักเรียน เพราะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้อย่างลึกซึ้งและนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีกว่า ครูจึงควรใช้ภาษาไทยร่วมด้วยในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อช่วยนำทางและอธิบายเนื้อหาพื้นฐาน วิธีการนี้จะช่วยให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรม ที่กระตุ้นให้เด็กพูดคุยและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสนุกสนาน 

แน่นอนว่าโจทย์หินสุดท้าทายนี้ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องใช้พลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันผลิตครู โรงเรียน ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ความเชื่อนี้คือหัวใจสำคัญของ บริติช เคานซิล ประเทศไทย ในการผลักดันและยกระดับการสอนภาษาอังกฤษและการศึกษาในโรงเรียน (English and School Education) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และคุรุสภา ในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะการสอนภาษาอังกฤษในแต่ละช่วงของเส้นทางวิชาชีพครู

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ โครงการพัฒนาวิชาชีพครูภาษาอังกฤษระบบไฮบริด (English ReBoot Hybrid Teacher Development Programme) ซึ่งดำเนินการร่วมกับ สพฐ. และ กสศ. โดยโครงการนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกให้เป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จากการเข้าไปช่วยสนับสนุนครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ในการเสริมสร้างทักษะการสอนในห้องเรียน ดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน ตลอดจนการปรับใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นการนำไปใช้งานได้จริง

จากการถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการดังกล่าว บริติช เคานซิล ประเทศไทย ได้ขยายผลต่อเนื่อง ผ่านโครงการ PreBoot ซึ่งออกแบบมาเพื่อพัฒนานักศึกษาครูระดับปริญญาตรีก่อนเข้าสู่การทำงานจริง โดยในปี 2569 ได้ร่วมมือกับคุรุสภา และมหาวิทยาลัย 10 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนนักศึกษาครูจำนวน 600 คน ที่กำลังเตรียมความพร้อมเป็นครูวิชาชีพ ที่ต้องรับผิดชอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา ด้วยการติดอาวุธด้านเทคนิคการสอนเชิงปฏิบัติ ประสบการณ์ในห้องเรียนจริง และแนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ โครงการนี้มุ่งหวังที่จะเติมเต็มช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย กับโลกการทำงานจริงในห้องเรียน

ความคิดริเริ่มเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้าง และสนับสนุนครูประถมศึกษาในทุกย่างก้าวของเส้นทางอาชีพครู ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพ ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน โดยระหว่างปี 2566-2568 บริติช เคานซิล และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันฝึกอบรมครูและนักศึกษาครูไปแล้วกว่า 950 คน พร้อมทั้งพัฒนาวิทยากรชาวไทยอีก 30 คน เพื่อช่วยสร้างความเชี่ยวชาญในท้องถิ่นและเสริมความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาครูไทยอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่นราธิวาสไปจนถึงมหาสารคาม และจากเชียงใหม่ไปจนถึงนครสวรรค์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าภูมิศาสตร์ไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 

บทเรียนภาพรวมสะท้อนว่าปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เพียงบอกให้เด็กๆ ตั้งใจเรียนให้หนักขึ้น หรือกดดันให้โรงเรียนทำผลงานให้มากขึ้น หากแต่การพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในทรัพยากรบุคลากรผู้สอน และพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตั้งแต่ก้าวแรก ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะต่างเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นได้

สิงห์ เลมอนโซดา ส่ง Lime Lemon ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม Sugar-Free รุกตลาดเกาหลีใต้

เมื่อเร็วๆ นี้ เครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง สิงห์ เลมอนโซดา เพิ่งประกาศเปิดตัว Lime Lemon  (ไลม์ เลมอน) เครื่องดื่มเลมอนชวนสดชื่น ที่มาพร้อมจุดเด่นปราศจากน้ำตาลและไร้แคลอรี ซึ่งพัฒนาสูตรเพื่อรุกตลาดผู้บริโภคชาวเกาหลีโดยเฉพาะ

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด
กล่าวว่า “หลังจากสิงห์ เลมอนโซดาเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเครื่องดื่มอัดลมไม่มีน้ำตาล แบบกระป๋องในประเทศไทย บริษัทจึงต่อยอดความสำเร็จด้วยการขยายตลาดสู่เกาหลีตั้งแต่ปี 2022 และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค 

“ขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องดื่ม Zero Sugar ในเกาหลีเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มอัดลม Non-Cola ที่ผู้บริโภคมองหาความสดชื่นและรสชาติที่แตกต่าง บริษัทฯ จึงเปิดตัวรสชาติที่ 3 Lime Lemon ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับตลาดเกาหลีโดยเฉพาะ ชูความสดชื่นเฉพาะตัวจากเลมอนแท้ พร้อมจุดเด่น Zero Sugar และ Zero Calorie”

ปัจจุบัน สิงห์ เลมอนโซดา วางจำหน่ายในเกาหลีทั้งหมด 3 รสชาติ ได้แก่ Lemon, Yuzu และล่าสุด Lime Lemon เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการบริโภคของชาวเกาหลีพร้อมปรับบรรจุภัณฑ์เป็นกระป๋องขนาด 355 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของตลาดเกาหลี โดย Lime Lemon เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เริ่มวางจำหน่ายผ่าน GS25 และขยายสู่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และช่องทางอีคอมเมิร์ซ

The Low-tech Opportunity กลยุทธ์ดึงเวลาคน อาจไม่ใช่อนาคตของธุรกิจอีกต่อไป เรียนรู้การออกแบบของบริษัทเทคโนโลยีที่สอนว่า หนทางสู่ความสำเร็จ คือการคืนความเป็นมิตรให้ลูกค้า

ใครจะเชื่อว่าในยุคที่เทคโนโลยีล้ำสมัยแบบนี้ สิ่งที่เราโหยหาอาจไม่ใช่อะไรที่ล้ำขึ้นกว่าเดิม แต่เป็นแค่การได้ย้อนกลับไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีนั้นแสนจะเรียบง่ายอีกครั้ง

‘The Future is Low-Tech’ คือคำนิยามถึงเทรนด์เทคโนโลยีในอนาคตของ Jésabel DC นักมานุษยวิทยาเทคโนโลยี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘Lifestyle Lab’ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่อยากช่วยให้ทุกคนถอยห่างจากโลกออนไลน์และลดความวิตกกังวลที่เกิดจากการใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไป

อาจฟังดูย้อนแย้ง แต่สิ่งที่ Jésabel กล่าวมาก็มีที่มาที่ไป เพราะเธอพบว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังทำให้เราติดกับและดักเราไว้ที่หน้าจอ

Jésabel ชวนเราย้อนมองการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในยุคต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2000 ที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องยาก จนทำให้โลกออนไลน์และชีวิตจริงแทบจะแยกกันอย่างชัดเจน เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่อะไรๆ ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์จนยากจะแยกโลกในจอและชีวิตจริงออกจากกัน

“ไม่ใช่ว่าแต่ก่อนดีไซน์เนอร์คำนึงถึงเรามากกว่า แต่เพราะสมัยก่อนบริษัทไม่ได้คิดเรื่องการทำให้ผู้คนติดอยู่ในแพลตฟอร์มของพวกเขา ซึ่งผิดกับยุคหลังที่บริษัทสนใจเรื่องการใช้เวลาบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น 

“เรามักถูกโน้มน้าวว่าใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือหลายครั้งเราก็มักจะได้ยินว่าเทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เราเลยยิ่งต้องมีเทคโนโลยีในชีวิต” เธอกล่าว ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงรู้สึกว่าชีวิตมีทางเลือกไม่มาก ถ้าไม่อยากหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกทางก็ทำได้เพียงตัดขาดกับพวกมันโดยสิ้นเชิง

การออกแบบเทคโนโลยีที่ลูกค้าไว้ใจ ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน หรือนิยามง่ายๆ ว่าความ ‘low-tech’ จึงอาจย้อนกลับมาเป็นเทรนด์ที่โลกให้ความสำคัญ เพราะนี่คือจุดกึ่งกลางอันพอดิบพอดีระหว่างการใช้และไม่ใช้เทคโนโลยี

Keynote ตอนนี้ เราชวนไปถอดบทเรียนด้านธุรกิจเทคโนโลยี ในวันที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ธุรกิจควรเรียนรู้อะไรจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในโลกออนไลน์ และทำยังไงให้ธุรกิจยังตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงนี้มากขึ้น

Lifestyle Lab แพลตฟอร์ม low-tech ที่ตั้งใจสร้างทักษะในจอเพื่อโลกนอกจอ

Jésabel ให้ความเห็นว่าความพอดีบนโลกหน้าจอจะไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมองค์กรอีกต่อไป เพราะเมื่อความคาดหวังจากผู้ใช้และการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันมีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกดดันให้บริษัทต้องออกแบบงานที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง 

เธอเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะ ถ้าเทคโนโลยีช่วยให้เราได้กลับมาใช้ชีวิต ทำให้ชีวิตเรามีระบบระเบียบแทนที่จะทำให้ยุ่งเหยิง และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของ ‘Lifestyle Lab’ แพลตฟอร์มที่เธอหยิบเอาการออกแบบง่ายๆ ตามนิยาม low-tech มาปรับใช้ โดยให้บริการทั้งเกมแนว co-living ที่ช่วยพัฒนาสกิลทางสังคมและการทำงานของผู้เล่นผ่านโลกออนไลน์ขนาดย่อม บริการให้คำปรึกษากับบริษัทที่อยากใช้เทคโนโลยีแบบเป็นมิตรกับลูกค้ามากขึ้น และคอร์สที่จะช่วยปรับให้การออกแบบเทคโนโลยีเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เพราะเธอเชื่อว่าการออกแบบที่ดีจะไม่สร้างแค่กำไร แต่ต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้งานด้วย

จากการสร้างแพลตฟอร์ม Lifestyle Lab ยังทำให้เธอพบว่า การออกแบบเทคโนโลยีที่เรียบง่ายแต่ไม่ล้าสมัยนี้ ทำได้ผ่านสี่หัวใจสำคัญ ที่ใครๆ ก็เอาไปปรับใช้ได้ 

บทเรียนที่ 1 คำอธิบายที่ดีต้องง่ายเหมือนต่อเลโก้ 

หากลองนึกดูเราจะพบว่าไม่ว่าเลโก้ชุดนั้นจะซับซ้อนแค่ไหน เด็กๆ ก็ต่อเองได้โดยไม่ต้องถามผู้ใหญ่ จุดไหนที่ดูยาก นักออกแบบก็จะทำคู่มือให้เข้าใจง่าย เช่น เพิ่มภาพอธิบายในส่วนที่ซับซ้อน หรือเพิ่มถุงตัวเลขในชุดเลโก้ขนาดใหญ่ 

“ในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ออกแบบมักจะทำคู่มือการสอนมากมายที่เชื่อว่าผู้ใช้จะยอมเสียเวลาไปอ่านและทำความเข้าใจ แต่ถ้าสินค้าของคุณต้องการคำอธิบายก่อนที่จะใช้งานได้จริง นั่นหมายความว่าคุณกำลังขอให้ผู้ใช้ทำงานของดีไซเนอร์อยู่นะ ผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องอธิบายการใช้งานไปพร้อมกับประสบการณ์ของผู้ใช้ งานไหนที่ผู้ใช้ไม่เข้าใจ งานนั้นแหละคืองานที่ต้องออกแบบใหม่” Jésabel ขยาย

หากทำให้เห็นภาพมากขึ้น ก็เหมือนการที่เราเล่น Super Mario ได้ทันที เพราะตัวเกมสอนให้เราเข้าใจวิธีเล่นพร้อมๆ กับที่เรากำลังเล่นด่านแรกโดยไม่ต้องเสียเวลามาอ่านกติกาซ้ำ หรือเหมือนกับที่ Lifestyle Lab ทำเกมแนว co-living ชวนเรามาสร้างห้องเสมือนจริง ที่ไม่มีเมนูอธิบายการใช้งานซับซ้อน แต่จะสอดแทรกข้อความต่างๆ ไว้ตามส่วนต่างๆ ของห้อง เหมือนที่เรามักจะทิ้งโน้ตไว้ตามจุดต่างๆ ของห้องจริงๆ

บทเรียนที่ 2 การออกแบบที่ดีต้องทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน

เหมือนหน้าที่ของแถบดาวน์โหลดที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองกำลังจะไปถึงหน้าใหม่ในไม่ช้า หรือแฟลชของกล้องถ่ายรูปที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าภาพได้ถูกบันทึกแล้ว การออกแบบที่ดีต้องทำให้ผู้ใช้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาคลิกจะได้รับการประมวลผล หรือทำให้รู้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ตรงไหนของแพลตฟอร์ม

“ผู้ใช้ต้องเห็นว่าทิศทางของแพลตฟอร์มจะนำพวกเขาไปสู่อะไรบางอย่าง นี่เป็นการทำงานกับระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ใช้งาน ถ้านักออกแบบทำไม่ได้ พวกเขาอาจเสียลูกค้าไปเลยก็ได้ และนั่นไม่ใช่เพราะสินค้าของคุณไม่ดี แต่เป็นเพราะสมองของผู้ใช้งานประมวลผลมากเกินไปก่อนที่จะได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ของคุณเสียอีก ”

Jésabel ยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัดขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่นตามหาเพลงอย่าง Shazam ที่ทำให้ผู้ใช้เห็นทุกขั้นตอนการประมวลผล ตั้งแต่ตอนที่โปรแกรมกำลังฟังเพลง กำลังค้นหาเพลงที่ใกล้เคียง ก่อนจะแสดงผลออกมาเป็นเพลงที่เราตามหา หรืออย่างการที่ IKEA ทำทางที่มีลูกศรชัดเจน นำทางลูกค้าไปสู่ทางออกได้อย่างมั่นใจแม้ส่วนโชว์รูมจะใหญ่และซับซ้อน 

เช่นกัน ที่ Lifestyle Lab การออกแบบง่ายๆ อย่างการทำเคอร์เซอร์ให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังลากเมาส์ไปที่จุดไหน หรือการนำเสนอสไลด์ในรูปแบบเมนูบาร์เพื่อทำให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมของหน้าที่พวกเขากำลังเข้าถึงก็เป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อนแต่กลับเป็นมิตรกับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง 

บทเรียนที่ 3 เทคโนโลยีที่ดีจะพาเรากลับไปสู่โลกความจริง

สาวกโปเกม่อนคงเข้าใจสิ่งนี้ได้ไม่ยาก เพราะโปเกม่อนคือเกมที่เริ่มต้นจากเกมบอยแต่สามารถแตกแขนงเป็นผลิตภัณฑ์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตนอกจอของใครหลายคน

เช่นเดียวกับที่แอพพลิเคชั่น Strava สร้างแผนที่การวิ่งให้เราเห็นว่าเราวิ่งไปในเส้นทางไหน  และแผนที่เหล่านั้นยังสนุกได้จนกลายเป็น ‘Strava Art’ เส้นทางวิ่งหน้าน้องหมา น้องแมวที่ใครๆ เห็นแล้วก็อยากโหลดแอพพลิเคชั่นแล้วออกไปวิ่งตาม หรือแอพพลิเคชั่น Tinder ที่ทำให้เราไม่เบื่อที่จะปัด เพราะแอพพลิเคชั่นยังต่อยอดไปสู่งานนอกจอที่ชวนให้คนปัดมาเจอกันได้ การพบปะกันจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแชต และเหมือนกับที่แพลตฟอร์ม Lifestyle Lab สร้างคอมมิวนิตี้เกม ที่ชวนคนมาอยู่ร่วมกัน เป็นรูมเมตกัน แบ่งหน้าที่กันในบ้าน เรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้นำสกิลเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตจริง 

บทเรียนที่ 4 แพลตฟอร์มที่ดีต้องสร้างประสบการณ์ที่มีคุณภาพ

“แพลตฟอร์มทั้งหลายมักกลัวว่าเราจะหนีไปจึงดักเราไว้ให้อยู่นานๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าที่ดีคือสินค้าที่เมื่อเราออกไปแล้วต้องทำให้เราอยากกลับมาใช้อีก”

คำพูดนี้สามารถยืนยันได้ด้วยตัวอย่างของเกม Animal Crossing ที่ใช้เทคนิคทำให้โลกในเกมและโลกนอกจอใช้เวลาเดียวกัน มืดพร้อมกัน พอดึกร้านก็ปิด กิจกรรมน้อยลง ทำให้เมื่อถึงเวลาหนึ่งผู้เล่นจึงต้องหยุดเล่น แต่ตัวเกมก็ยังคงกิจกรรมต่างๆ ที่รอให้ผู้ใช้เข้าเกมเพื่อมาทำภารกิจให้สำเร็จในวันต่อๆ ไป 

หรืออย่างที่ Pinterest ออกแคมเปญ ‘Best thing you can find online is the reason to go offline’ เชิญชวนให้ผู้ใช้มองหาแรงบันดาลใจจาก Pinterest เพื่อออกไปสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ในโลกจริงของตนเอง สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จจากจำนวนชั่วโมงที่ผู้ใช้อยู่ในแพลตฟอร์ม แต่ยังมีทางเลือกอีกมากมายในการวัดความสำเร็จที่ตอบโจทย์กับบริษัทและจริงใจกับผู้ใช้งาน 

ที่ Lifestyle Lab เองการวัดผลก็มองไปไกลมากกว่าตัวเลข แต่คือการมองว่าแพลตฟอร์มมอบประสบการณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้แบบไหนได้บ้าง เหมือนที่เกม co-living สร้างสกิลที่ผู้ใช้สามารถนำไปปรับใช้กับสังคมนอกเกมได้จริง เช่น บริษัทได้เทคนิคดีๆ ในการจัดการตารางงาน หรือเด็กๆ สามารถเตรียมพร้อมกับโลกข้างหน้าได้มากขึ้น ยิ่งผู้คนต้องการสกิลเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งยืดอายุแพลตฟอร์ม Lifestyle Lab ไปได้มากขึ้นเท่านั้น

“ในฐานะดีไซเนอร์ เรามีหน้าที่เชื่อมโยงงานของเรากับโลกความเป็นจริง โปรดักต์ทั้งหมดที่ถูกยกมานี้ทำงานกับการที่ผู้คนได้ใช้เวลาในแพลตฟอร์ม แล้วขยายไปสู่โลกภายนอกที่เขาจะได้เชื่อมโยงกับคนอื่นและกับตัวเอง

“ในยุคที่กำลังจะมาถึง องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่องค์กรที่สามารถแย่งความสนใจจากผู้ใช้ไปได้มากที่สุด แต่เป็นองค์กรที่สามารถคืนอะไรกลับสู่ผู้ใช้ได้ต่างหาก” Jésabel ทิ้งท้าย

ที่มา

– youtu.be/otkSbl399tU?si=VRZCrBszlGhUtfA2

– thelifestylelab.world/game

ค้นหาแรงบันดาลใจในโลกแห่งศิลปะใน 20 Years of Artistic Journey นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญของ Chang of Art 

ทุกวันนี้ค่านิยมในการมองผลงานศิลปะเป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ยังรวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างมูลค่าสมกับการเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง

ล่าสุด Chang of Art หรือ กรีฑา พรมโว ศิลปินผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะไทย กำลังสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญที่ชื่อว่า 20 Years of Artistic Journey เพื่อถ่ายทอดการเดินทางบนเส้นทางศิลปะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี พร้อมรวบรวมผลงานกว่า 80 ผลงาน จากหลากหลายช่วงเวลาของการสร้างสรรค์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงผลงานล่าสุด รวมถึงผลงานใหม่ที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน 

สำหรับ Chang of Art ได้เริ่มต้นเส้นทางศิลปินจากความหลงใหลในการวาดภาพตั้งแต่วัยเยาว์ ศิลปินได้ใช้เวลากว่า 20 ปี ในการพัฒนาภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการผสมผสานลายเส้น doodle เข้ากับโลกเหนือจริง สีสันอันจัดจ้าน และสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมงคล จนเกิดเป็นผลงานในแนวทาง Doodle Surrealism และ Auspicious Pop Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความหวัง และความเชื่อ

และด้วยความเชื่อว่าศิลปะไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดแนวคิด แต่เป็นวิถีชีวิตของ Chang of Art ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานคุณค่าทางศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด Art in Hi-end Lifestyle ที่นำศิลปะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างมีรสนิยม โดยต่อยอดจากงานจิตรกรรมสู่ Functional Art ผ่านประติมากรรม กีตาร์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์คัสตอม 

ผลงานของ Chang of Art ได้รับการจัดแสดงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และได้การยอมรับจากนักสะสมทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมบรอนซ์ขนาดสูงกว่า 2 เมตร ซึ่งจัดแสดงเป็นแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ สะท้อนการต่อยอดแนวคิดทางศิลปะจากผืนผ้าใบสู่ผลงานในพื้นที่สาธารณะ

 “เรามองว่าวงการศิลปะไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้คนรุ่นใหม่เริ่มเห็นคุณค่าของการสะสมงานศิลปะมากขึ้น ขณะที่ศิลปินไทยก็ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เราเชื่อว่าในอนาคตศิลปะจะไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งหรือของสะสม แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ การลงทุน และซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกได้” แนวคิดจากกรีฑาที่เชื่อว่า ทุกวันนี้ศิลปะก้าวข้ามการเป็นเพียงผลงานสร้างสรรค์ ไปสู่การเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (cultural asset) ที่มีทั้งเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าซึ่งเพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา

สำหรับไฮไลต์ที่น่าจับตามองในนิทรรศการ 20 Years of Artistic Journey ได้แก่ The 12 Zodiac Wolves ประติมากรรมหัวหมาป่านักษัตรที่ถ่ายทอดความเชื่อ พลัง และบุคลิกของแต่ละนักษัตรผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ศิลปินตั้งใจสร้างหัวนักษัตรให้ครบทั้ง 12 หัว เพื่อบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยและส่งต่อเป็นมรดกทางความคิดให้แก่คนรุ่นต่อไป, Rock Never Dies ผลงานกีตาร์ไฟฟ้า functional art ที่สามารถเล่นดนตรีได้จริง โดยทุกชิ้นเป็นผลงานแบบ One of One, Custom Street Lower Style Motorcycle รถ Honda Monkey 125 ที่ศิลปินออกแบบและเพนต์ด้วยมือ พร้อมชุดแต่งระดับพรีเมียม ผสานศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมคัสตอมไบค์ พร้อมนำเสน่ห์และเรื่องราวจากอดีตกลับมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย และ Mr. Mee Hey Collection ประติมากรรมคาแร็กเตอร์ซิกเนเจอร์ที่ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความหวัง และอารมณ์ขัน พร้อมด้วยผลงานจาก Doodle Surreal ซึ่งเป็นซีรีส์ผลงานที่สะท้อนตัวตนของศิลปินผ่านลายเส้นอันละเอียด สีสันอันโดดเด่น และโลกเหนือจริงที่เป็นเอกลักษณ์ 

นิทรรศการเดี่ยว 20 Years of Artistic Journey เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-2 ชั้น G MOCA BANGKOK โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chang of Art, อินสตาแกรม chang.of.art, Line OA: @changofart และเว็บไซต์ changofart.com/home/th/home