ค้นหาแรงบันดาลใจในโลกแห่งศิลปะใน 20 Years of Artistic Journey นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญของ Chang of Art 

ทุกวันนี้ค่านิยมในการมองผลงานศิลปะเป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ยังรวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างมูลค่าสมกับการเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง

ล่าสุด Chang of Art หรือ กรีฑา พรมโว ศิลปินผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะไทย กำลังสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญที่ชื่อว่า 20 Years of Artistic Journey เพื่อถ่ายทอดการเดินทางบนเส้นทางศิลปะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี พร้อมรวบรวมผลงานกว่า 80 ผลงาน จากหลากหลายช่วงเวลาของการสร้างสรรค์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงผลงานล่าสุด รวมถึงผลงานใหม่ที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน 

สำหรับ Chang of Art ได้เริ่มต้นเส้นทางศิลปินจากความหลงใหลในการวาดภาพตั้งแต่วัยเยาว์ ศิลปินได้ใช้เวลากว่า 20 ปี ในการพัฒนาภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการผสมผสานลายเส้น doodle เข้ากับโลกเหนือจริง สีสันอันจัดจ้าน และสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมงคล จนเกิดเป็นผลงานในแนวทาง Doodle Surrealism และ Auspicious Pop Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความหวัง และความเชื่อ

และด้วยความเชื่อว่าศิลปะไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดแนวคิด แต่เป็นวิถีชีวิตของ Chang of Art ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานคุณค่าทางศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด Art in Hi-end Lifestyle ที่นำศิลปะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างมีรสนิยม โดยต่อยอดจากงานจิตรกรรมสู่ Functional Art ผ่านประติมากรรม กีตาร์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์คัสตอม 

ผลงานของ Chang of Art ได้รับการจัดแสดงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และได้การยอมรับจากนักสะสมทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมบรอนซ์ขนาดสูงกว่า 2 เมตร ซึ่งจัดแสดงเป็นแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ สะท้อนการต่อยอดแนวคิดทางศิลปะจากผืนผ้าใบสู่ผลงานในพื้นที่สาธารณะ

 “เรามองว่าวงการศิลปะไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้คนรุ่นใหม่เริ่มเห็นคุณค่าของการสะสมงานศิลปะมากขึ้น ขณะที่ศิลปินไทยก็ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เราเชื่อว่าในอนาคตศิลปะจะไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งหรือของสะสม แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ การลงทุน และซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกได้” แนวคิดจากกรีฑาที่เชื่อว่า ทุกวันนี้ศิลปะก้าวข้ามการเป็นเพียงผลงานสร้างสรรค์ ไปสู่การเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (cultural asset) ที่มีทั้งเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าซึ่งเพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา

สำหรับไฮไลต์ที่น่าจับตามองในนิทรรศการ 20 Years of Artistic Journey ได้แก่ The 12 Zodiac Wolves ประติมากรรมหัวหมาป่านักษัตรที่ถ่ายทอดความเชื่อ พลัง และบุคลิกของแต่ละนักษัตรผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ศิลปินตั้งใจสร้างหัวนักษัตรให้ครบทั้ง 12 หัว เพื่อบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยและส่งต่อเป็นมรดกทางความคิดให้แก่คนรุ่นต่อไป, Rock Never Dies ผลงานกีตาร์ไฟฟ้า functional art ที่สามารถเล่นดนตรีได้จริง โดยทุกชิ้นเป็นผลงานแบบ One of One, Custom Street Lower Style Motorcycle รถ Honda Monkey 125 ที่ศิลปินออกแบบและเพนต์ด้วยมือ พร้อมชุดแต่งระดับพรีเมียม ผสานศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมคัสตอมไบค์ พร้อมนำเสน่ห์และเรื่องราวจากอดีตกลับมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย และ Mr. Mee Hey Collection ประติมากรรมคาแร็กเตอร์ซิกเนเจอร์ที่ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความหวัง และอารมณ์ขัน พร้อมด้วยผลงานจาก Doodle Surreal ซึ่งเป็นซีรีส์ผลงานที่สะท้อนตัวตนของศิลปินผ่านลายเส้นอันละเอียด สีสันอันโดดเด่น และโลกเหนือจริงที่เป็นเอกลักษณ์ 

นิทรรศการเดี่ยว 20 Years of Artistic Journey เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-2 ชั้น G MOCA BANGKOK โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chang of Art, อินสตาแกรม chang.of.art, Line OA: @changofart และเว็บไซต์ changofart.com/home/th/home

ยามาซากิ ขนมปังที่ถึงมือเมื่อมีภัย ดูแลวิกฤตด้วยลิขิตพระเจ้า

ในยามที่ตกอยู่ในภาวะภัยพิบัติ ขนมปังสักก้อนที่ยังคงนุ่ม ทานง่าย ย่อมเป็นสิ่งที่มีความหมายทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้คน

นั่นคือสิ่งที่เรามักเห็นจากบทบาทของเครือยามาซากิผ่านเรื่องราวในหลายๆ ครั้งเมื่อหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นประสบภัย โดยเฉพาะภัยแผ่นดินไหว โลกโซเชียลหรือข่าวมักจะพูดถึงการนำส่งขนมปังอบใหม่ของเครือยามาซากิที่ส่งตรงไปช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติแทบจะในทันที

การช่วยเหลือที่เกิดขึ้น แม้แต่ตัวโรงงานของยามาซากิเอง จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัตินั้น แต่ระบบการผลิตและขนส่งอันยอดเยี่ยมของยามาซากิ กลับพร้อมที่จะนำส่งขนมปังจากโรงงานข้างเคียง 

และที่สำคัญคือทางแบรนด์ถือว่าการส่งมอบความช่วยเหลือถือเป็นความสำคัญอันดับแรก

ด้วยหลายเงื่อนไขที่น่าสนใจ ถ้าเรามองย้อนไปยังประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของยามาซากิ ตัวแบรนด์สัมพันธ์อย่างซับซ้อนกับการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก ทั้งจากการที่ข้าวสาลีกลายเป็นอาหารหลักในยุคหลังสงคราม การรับเทคโนโลยีในการผลิต 

และที่น่าแปลกใจกว่านั้น ในแบรนด์รูปพระอาทิตย์กลับมีนัยของการรับเอา ‘ความคิดแบบคริสเตียน’ ซึ่งมีจุดพลิกผันสำคัญหลังจากที่แบรนด์เกิดวิกฤต ทำให้เกิดนิยามปรัชญาของแบรนด์ขึ้นใหม่ โดยตีความว่าหายนะในครั้งนั้นคือคำเตือนของพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยหลายเงื่อนไขที่เกิดขึ้นร่วมกัน ทั้งการหยั่งรากทั้งความคิดของการผลิต การที่อาหารหลักโดยเฉพาะขนมปังกลายเป็นอาหารเช้า และลักษณะเด่นของกิจการแบรนด์ขนมปังที่ต้องมีระบบการผลิตและขนส่งที่แข็งแกร่ง รวมถึงการรับเอาความคิดเรื่องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้ยามาซากิไม่ใช่แค่ร้านขนมปังที่เราจะอุ่นใจในความนุ่มของขนม

แต่เป็นแบรนด์ที่พร้อมจะหยิบยื่นขนมปังในช่วยเวลาของความขาดแคลน

ขนมแผ่นดินไหว ชินจูกุ และเมล็ดพันธุ์ของศรัทธา

การเกิดขึ้นของอาณาจักรขนมยามาซากิคล้ายกับอีกหลายแบรนด์ในญี่ปุ่น คือการที่มีคนซึ่งจริงๆ ก็เป็นคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เกิดขึ้นมาในยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ามาของอุตสาหกรรม และการมีหลักคิดใหม่ๆ บางอย่าง จนสุดท้ายก็สร้างสิ่งที่กลายเป็นกิจการหรืออาณาจักรระดับนานาชาติ

ยามาซากิเริ่มต้นในช่วงปี 1948 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ก่อตั้งคือ อิอิจิมะ โทจูโร่ (Iijima Tojuro) ชายหนุ่มที่เกิดในยุคเมจิ หรือช่วงปี 1910 แต่เดิมโทจูโร่เป็นลูกหลานครอบครัวที่ทำการเกษตร ค้าขายธัญพืช แต่เมื่ออายุได้ 15 ปี คุณพ่อของโทจูโร่ก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้โทจูโร่ต้องลาออกจากการเรียน และไปทำงานในเมืองที่ร้านขนมในย่านชินจูกุชื่อ นากามูระยะ 

ตามตัวเลขแล้ว ปีที่โทจูโร่ไปทำงานที่ร้านนากามูระยะ น่าจะเป็นราว 2 ปีหลังจากที่กรุงโตเกียวเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่คันโต (ปี 1923) ตามประวัติของร้านนากามูระยะ (Nakamuraya) ระบุว่า ย่านชินจูกุหรือกลางเมืองโตเกียว รอดพ้นจากแผ่นดินไหวใหญ่มาได้ และในช่วงเวลานี้เองที่โทจูโร่ได้เข้าทำงานในร้าน ซึ่งเจ้าของร้านคือไอโซ โซมะ (Aizō Sōma) เจ้าของกิจการที่เป็นคริสเตียนที่เคร่งศาสนา เป็นหนึ่งในนักคิดและนักธุรกิจคนสำคัญของญี่ปุ่นที่รับเอาศิลปะ วิธีคิด รวมถึงวิถีแบบตะวันตกและโลกเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น

เราอาจจะนึกภาพร้านนากามูระยะเป็นร้านขนมเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วนากามูระยะเป็นเหมือนพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีลักษณะคล้ายคาเฟ่แบบซาลง (Salon) เป็นที่รวมตัวของปัญญาชน นักคิด เป็นพื้นที่ที่ความเป็นสมัยใหม่และความเป็นตะวันตกผสมผสานเข้าหากัน มีการทดลองผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายเช่นแกงกะหรี่แบบอินเดีย ขนมปังแบบรัสเซีย ขนมไหว้พระจันทร์หรือซาลาเปาของจีน เจ้าของกิจการและภรรยาเองก็เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะและวัฒนธรรม วรรณกรรม กวีนิพนธ์

สำหรับร้านนากามูระยะแล้ว จุดที่ดูจะเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญที่โทจูโร่ได้รับ และสะท้อนออกมาผ่านกิจกรรมคือ เมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหว ร้านนากามูระยะได้ผลิตสินค้าสำคัญ 3 อย่าง คือ ขนมปังแผ่นดินไหว ซาลาเปาแผ่นดินไหว และขนมปังบริการ ออกขายในราคาเท่าทุนให้กับผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่คันโต และในทุกๆ วันที่ 1 กันยายนของทุกปี จะมีการจัดงานลดราคาพิเศษเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ซึ่งปรัชญาหนึ่งที่โทจูโร่ได้รับการถ่ายทอดมาคือหลักการการทำสินค้าที่ดีด้วยมือตัวเอง แล้วขายในราคาถูก เป็นหลักคิดที่เริ่มมองเห็นความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

สงคราม ครูพละ และผู้ประกอบการ

ชีวิตของโทจูโร่ผ่านเหตุการณ์ผันผวนของญี่ปุ่นตามรอยหลายๆ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ผ่านยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตมากมาย ผ่านแผ่นดินไหว ไปทำงานที่ร้านขนม ผ่านสงคราม และใช้ชีวิตเติบโตในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก โดยโทจูโร่เป็นหนึ่งในคนที่อยากเรียนหนังสือ หลังจากทำงานที่ร้านได้สักพักจึงลาออกและมุ่งมั่นสอบเข้าสถาบันฝึกหัดครูซึ่งต่อมาคือ Tokyo Gakugei University ในตอนนั้นการแข่งขันสูงมาก แต่โทจูโร่ก็สอบได้ หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักกรีฑา เลือกเรียนวิชาการสอนวิชาพละ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นครู โดยในสมัยนั้นสถาบันการศึกษาของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลแบบทหาร แต่โทจูโร่กลับเป็นครูแบบที่ไปคลุกคลีกับเด็กๆ และถ้ามองในระดับความคิด โทจูโร่เป็นครูแบบที่เชื่อว่าศักยภาพของเด็กๆ มาจากความแข็งแรงของร่างกาย เขาจึงเป็นครูที่เด็กๆ รักและให้ความสนิทสนมคนหนึ่ง

และแน่นอน เมื่อสงครามก็เข้ามา จากครูพละโทจูโร่ก็กลายไปเป็นทหารอยู่ 4 ปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่ออิอิจิมะปลดประจำการ กลับไม่ได้กลับมาเป็นครูทันที แต่เขาเลือกที่จะเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่ของกองทัพเดิมที่จังหวัดชิบะ ตรงนี้ถือว่าตัวเขาเองได้ทดลองเป็นผู้ประกอบการด้วยการก่อตั้งสหกรณ์ เริ่มต้องบริหารคน บริหารแรงงาน บริหารผลผลิตให้กับสมาชิกสหกรณ์

ในบทความรำลึกของมหาวิทยาลัย Tokyo Gakugei ระบุถึงเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจของการเริ่มกิจการธุรกิจอาหาร คือเมื่อสหกรณ์เกิดปัญหาไต้ฝุ่นทำให้ฟางข้าวเปียกน้ำ อิอิจิมะจึงเอาข้าวเปลือกเปียกไปแลกเพื่อทำปุ๋ยโดยแลกเป็นแป้งสาลีได้เป็นจำนวนมากมา ตรงนี้เองที่เขาเริ่มเชื่อมต่อการจัดการวัตถุดิบกับทักษะที่ได้มาจากการทำงานร้านนากามุระยะ

ในปี 1948 คือเมื่อโทจูโร่อายุได้เกือบ 40 ปี จึงได้เริ่มกิจการขนมอบเล็กๆ ของตัวเองที่สถานีรถไฟเคเซอิจิคาวะ (Keisei Ichikawa) การทำร้านเบเกอรีในยุคหลังสงครามไม่ใช่การทำร้านขนมใหญ่ ยามาซากิเบเกอรีเริ่มต้นจากการเปิดบริการรับอบขนมปังจากวัตถุดิบคือแป้งสาลีที่ได้จากแบ่งสันปันส่วนในช่วงนั้น

ขนมปังก็เริ่มอบจากขนมปังคอปเปะปัง หรือขนมปังโรงเรียนที่หน้าตาเหมือนขนมปังฮอตด็อก ขนมปังรัสเซีย รวมถึงขนมปังไส้หวาน เช่น ถั่วแดงและขนมปังครีม วิธีการขายของโทจูโร่ในยุคแรกคือการเอาขนมปังใส่รถลากและเร่ขายไปตามชุมชนรอบๆ โดยที่รถแขวนป้ายที่มีข้อความสำคัญจากพระคัมภีร์คือ ‘พระเจ้าคือความรัก’

ตรงนี้เองมีแทรกเล็กๆ คือจุดเริ่มของชื่อแบรนด์ ไม่ได้มาจากนามสกุลอิอิจิมะเอง แต่มาจากการยืมชื่อสกุลของน้องสาวชื่อฮิโรโยะที่ออกเรือนไป เพราะชื่อสกุลอิอิจิมะ ไม่สามารถใช้ได้เพราะไปจดทะเบียนกับการก่อตั้งสหกรณ์แล้ว

เบเกอรีในยุคหลังสงคราม จึงว่าด้วยการทำขนมปังที่เป็นของดีราคาถูก การคิดถึงลูกค้ามาก่อนสิ่งอื่นใด ซึ่งกลายเป็นรากฐานของกิจการขนมอบของยามาซากิที่ได้รับการหล่อหลอมมาอย่างยาวนาน ทั้งในแง่ทักษะอาชีพ ความเป็นผู้ประกอบการ กระทั่งศรัทธาในพระเจ้าก็ยังปรากฏในการต่อสู้ในยุคแรกของการกระจายสินค้าขนมปังของตน

ขนมปังแผ่น สายพานการผลิต และอาหารเช้าของครัวเรือน

กิจการเบเกอรีของยามาซากิค่อยๆ ขยับขยายอย่างเป็นลำดับ จริงๆ ร้านยามาซากิเองทำขนมปังหลากหลาย และญี่ปุ่นรวมถึงกิจการขนมปังโลกในยุคนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาขนมปังหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำให้ขนมปังกลายเป็นอาหารประจำของทุกครัวเรือน คือ ‘ขนมปังแผ่น’

ใช่แล้ว ขนมปังแผ่นแบบที่บ้านเราคุ้นเคย คือขนมปังก้อนที่ถูกหั่นเป็นแผ่นๆ แล้วบรรจุในถุง สามารถหยิบขึ้นปิ้ง นาบกระทะ หรือทาเนยและแยมได้ในทันทีนี่แหละ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำให้การกินขนมปังกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน

การเกิดขึ้นของขนมปังแผ่นเป็นอีกการคิดค้นและแก้ปัญหาการขายขนมปังซึ่งต้องใช้เครื่องจักรช่วย จากญี่ปุ่นเราขอย้อนไปที่อเมริกาในทศวรรษ 1920 เล็กน้อย ในยุคนั้นขนมปังที่จำหน่ายมีปัญหาคือ เมื่อเย็นแล้วจะนุ่มเกินไป ทำให้เมื่อแม่บ้านนำไปหั่นที่บ้าน จะเสียรูป ขนมปังที่หั่นไว้ก็เสียง่าย ในตอนนั้นวิศวกรนามว่า อ็อตโต เฟรเดอริก รอเวดเดอร์ (Otto Frederick Rohwedder) จึงแก้ปัญหาด้วยการคิดค้นเครื่องหั่นขนมปังที่เมื่อหั่นแล้วจะห่อด้วยกระดาษไขในขั้นตอนเดียว ขนมปังก็ไม่แห้ง ไม่เสียง่าย

สำหรับขนมปังแผ่นในญี่ปุ่น เฉพาะแค่เรื่องขนมปังหั่นแผ่น (sliced bread) แบบพร้อมรับประทาน ตัวมันเองก็มีเรื่องราวจากหลายร้านขนมปัง เช่น ขนมปังแบบอังกฤษที่อบขนมปังในพิมพ์สี่เหลี่ยมที่เมืองโยโกฮาม่า และที่สำคัญคือการเกิดขึ้นของขนมปัง ‘Daily Bread’ ในปี 1952 จากร้านชินชินโด ซึ่งถือเป็นขนมปังหั่นชิ้นที่ร้านขนมปังทำขายอย่างเป็นทางการ

กลับไปที่ยามาซากิ ร้านเบเกอรีของยามาซากิค่อยๆ ประสบความสำเร็จในการตั้งพื้นที่ผลิตในกรุงโตเกียวคือโรงงานเรียวโกคุ (Ryogoku Factory) ในปี 1951 และตั้งโรงงานอิจิคาวะแห่งที่ 2 ในปี 1955

ในบริบทของญี่ปุ่นในตอนนั้นรัฐบาลได้ออกนโยบายให้เด็กๆ กินขนมปังเป็นอาหารหลักในโรงเรียน ทำให้การกินขนมปังเริ่มกลายเป็นชีวิตประจำวันและได้รับความนิยม อิอิจิโร่ซึ่งมีความสนใจในเทคโนโลยีและมองเห็นว่าการผลิตแบบเดิมผลิตไม่ทันความต้องการ โรงงานอิจิคาวะแห่งที่ 2 นี้จึงถือเป็นโรงงานแรกของญี่ปุ่นที่นำเอาเทคโนโลยีจากทั้งระบบสายพานและการอบในระบบอุตสาหกรรม ทั้งจากอเมริกาและยุโรปเข้ามาใช้เป็นโรงงานแรก

สิ่งที่โรงงานยามาซากิผลิตก็คือ ขนมปังแผ่น หรือคือโชกุปัง ซึ่งกลายเป็นสินค้าสำคัญ คือเปลี่ยนจากการผลิตในระดับเบเกอรีท้องถิ่น ปฏิวัติให้ขนมปังแผ่นกลายเป็นสินค้าที่มีราคาถูกลง

ตรงนี้เองที่เงื่อนไขของขนมปังในเครืออุตสาหกรรมแบบยามาซากิถือกำเนิดขึ้น จุดเด่นของอุตสาหกรรมคือการมีฐานการผลิตที่แข็งแรง มีการกระจายตัวของแหล่งผลิต และมีระบบขนส่งเพื่อกระจายสินค้าที่แข็งแรง ซึ่งยามาซากิเองก็ค่อยๆ ขยายโรงงานไปยังภูมิภาคต่างๆ และวางระบบขนส่งที่ครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ขนมปังแผ่นที่ราคาเข้าถึงได้ ยังนุ่มนวล สดใหม่ จึงค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่บ้านของผู้คน การผลิตที่ยังคิดถึงการทำสินค้าสดใหม่ ในราคาประหยัด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการกินขนมปังแผ่นเป็นมื้อเช้าของชาวญี่ปุ่น

บทบาทของโทจูโร่จึงไม่ใช่แค่การพัฒนากิจการ แต่ตัวเองยังอยู่ในสมาคมอุตสาหกรรมขนมปัง เป็นผู้ทำให้อุตสาหกรรมขนมปังของญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นยุคสมัยใหม่ และยกระดับอาหารและการกินของชาวญี่ปุ่น

เพลิงจากพระเจ้า ปรัชญาของเมล็ดข้าวสาลี

ในทศวรรษหลังจากนั้น เมื่อเริ่มผลิตขนมปังจำนวนมหาศาลและการขยายฐานการผลิต ในแง่การบริหารก็เกิดความขัดแย้งจากแนวทางการบริหารไม่ตรงกันของพี่น้อง คือโทจูโร่ และอิชิโร่ น้องชาย และโนบุฮิโร ลูกชาย (ตอนนั้นอายุราว 32 ปี) โดยความขัดแย้งของสามคนในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ระดับวงการธุรกิจของประเทศ แต่ในที่สุดก็หาทางออกด้วยการเข้ารับศีล ใช้แนวทางศาสนาช่วย โดยโนบุฮิโรเข้ารับศีลจุ่มในปี 1973

โนบุฮิโระให้สัมภาษณ์ว่า เขายังจำเหตุการณ์หนึ่งได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน คือเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ที่โรงงานที่เมืองมุซาชิโนะ (Musashino city) ซึ่งเกิดเพลิงไหม้ใหญ่และโรงงานราบเป็นหน้ากลอง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพียง 11 วันหลังเข้ารับศีล โดยโรงงานถือเป็นโรงงานขนมปังที่ใหญ่ที่สุดระดับที่ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่เป็นระดับโลก เป็นตัวแทนของนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทศวรรษ

ผลคือ โทจูโร่กลับไม่ได้น้อยใจในโชคชะตา และตีความว่า เพลิงนั้นคือคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งกำไรจนเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยถือว่าเพลิงนั้นเป็นจุดเริ่มใหม่ของยามาซากิ ภายใต้พระหัตถ์ที่เร้นกายของพระองค์(New Yamazaki under God’s hidden presence)

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้บริษัทยามาซากิเปลี่ยนหลักการ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจการจากกำไรสู่การบริการสังคม 

สิ่งที่ลงตัวกันอย่างพอดีคือ เมื่อบริษัทเผชิญกับวิกฤตคือเพลิงไหม้ ทำให้ยามาซากิพัฒนาระบบขนส่งและการผลิตให้สามารถวิกฤตได้ คือมีความยืดหยุ่นในการผลิต มีโครงข่ายขนส่งที่ครอบคลุมและพร้อมจะทดแทนการผลิตขนมปังข้ามกันไปมาได้ เพื่อให้พื้นที่ต่างๆ มีขนมปังสดใหม่จำหน่ายได้เสมอ 

ซึ่งตรงนี้เองได้กลายจุดเด่นของกิจการขนมอบขนาดใหญ่ ด้วยเงื่อนไขทั้งของตัวกิจการขนมปังที่ต้องยืดหยุ่นในตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะรับมือกับวิกฤต เมื่อผสมกันกับปรัชญาใหม่ของการดำเนินกิจการ จึงทำให้ยามาซากิเป็นแบรนด์ที่มีทั้งศักยภาพและมีใจในการส่งมอบขนมปังในยามยากได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมรับมือและจัดการวิกฤตในระดับภัยพิบัติได้อยู่เสมอ

ปรัชญาสำคัญที่โทจูโร่ยึดมั่น คือข้อความจากพระวรสารนักบุญยอห์น 12:24 ‘ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงดินและตายไป ก็จะคงอยู่เมล็ดเดียว แต่ถ้าตายไปแล้วก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก’ หมายถึงการเสียสละเพื่อให้เกิดผลอันงอกงาม ซึ่งอุปมานี้ว่าด้วยเมล็ดข้าวสาลี ซึ่งยึดโยงตั้งแต่ภูมิหลังของครอบครัว จนเปลี่ยนมาสู่หลักของการอุทิศตน ละความเห็นแก่ตัวเพื่อให้เกิดความงอกงามขึ้นในสังคม 

ในที่สุดกิจการของยามาซากิจึงกลายเป็นแบรนด์เช่นที่เราเห็น ไม่ใช่เป็นเพียงร้านขนมปังอบอุ่นที่ราคาเข้าถึงได้

แต่ยังเป็นห่อขนมปัง ที่มักปรากฏในพื้นที่ภัยพิบัติ เป็นขนมปังที่จะอยู่ในมือ ของผู้คนที่ต้องการมันมากที่สุด

ในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

อ้างอิง

คุยกับ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ถึง ‘หัวใจ’ ที่คนทำธุรกิจสามารถพลิกวิกฤตสู่เส้นชัย SDGs 

ปี 2026 น่าจะเป็นปีที่คำว่า ‘ยั่งยืน’ (sustainability) ถูกค้นหายิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อโลกเผชิญกับความผันผวนที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกวี่วันแต่แทบจะทุกนาที ไม่ว่าจะสภาพอากาศแปรปรวนถึงขีดสุด สงครามที่ก่อตัวขึ้น ไหนจะเรื่องของโรคระบาดและความยากจนที่ยังสลัดไม่พ้น

แน่นอนว่าในมุมของคนทำธุรกิจเองไม่อาจนิ่งเฉยต่อความเป็นไปของโลกที่เกิดขึ้น เครื่องมือที่เรียกว่า Sustainable Development Goals (SDGs) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีเป้าหมายทั้ง 17 ประการ ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) จึงถูกนำมาใช้ โดยตั้งเส้นชัยแรกไว้ที่ปี 2030 ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ไม่ใช่เพื่อตัวเลขความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของทุกองคาพยพ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปราะบางที่เกิดขึ้น สร้างความแคลงใจให้คนทำธุรกิจตั้งคำถามว่า เราจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริงหรือเปล่า? เพราะจากข้อมูลที่ปรากฏโดย UN ในตอนนี้ มาตรวัดความสำเร็จของ SDGs ยังอยู่ที่ 15% เท่านั้น

ในเมื่อยังไม่ถึงเป้าหมายก็คงมีแต่ต้องทำงานหนักให้มากยิ่งขึ้น หรือหาทางเลือกใหม่ที่ไปถึงจุดหมายได้ไวขึ้น นี่จึงเป็นที่มาที่ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ Global Compact Network Thailand (GCNT) เตรียมจัดงาน GCNT Expo 2026 ในวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World เพื่อชวนทุกภาคส่วนและทุกภาคอุตสาหกรรมมาร่วมกำหนดทิศทางและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ที่พลิกเรื่องวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง 

คำถามคือการจะเปลี่ยนปัญหาโลกชวน shock เพื่อ shift ก้าวกระโดดไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหลักงานในงาน GCNT Expo 2026 มี ‘หัวใจ’ สำคัญคืออะไร แล้วจะทำยังไงให้คนทำธุรกิจทุกภาคส่วนมองเป้าหมายเดียวกัน และสามารถจูงมือพากันไปสู่เส้นชัยได้พร้อมกัน คำถามเหล่านี้เราขอพาไปหาคำตอบจากปากของ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ได้ในคอลัมน์ Brand Belief ตอนนี้

ในวันนี้ธุรกิจกับความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงกันยังไง 

ในความหมายของความยั่งยืนคือการ ‘เชื่อมโยง’ ซึ่งสิ่งที่เรา ‘เชื่อม’ และ ‘โยง’ กันได้ จะต้องทำให้การทำธุรกิจหรือการทำกิจกรรมสามารถทำได้ต่อเนื่อง และสามารถทำให้สิ่งนั้นอยู่ต่อได้อย่างยืนยาว กล่าวให้เข้าใจคือเราใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นและคืนสิ่งนั้นกลับไปในเชิงคุณค่า เพื่อให้เรายังใช้และอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างยืนยาว

คำถามคือ ธุรกิจแบบไหนที่จะอยู่ได้ยั่งยืน คำตอบคือ ต้องเป็นธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งที่เขาสร้างผลกระทบ ซึ่งไม่ได้มีแค่ผลกระทบเชิงบวกแต่รวมไปถึงผลกระทบเชิงลบด้วย ทีนี้การจะทำให้คนทำธุรกิจใส่ใจและรับผิดชอบต่อผลกระทบเชิงลบที่เขาสร้าง ทาง UN มองว่า จำเป็นต้องตั้งเป้าประสงค์ขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และทำให้คนทำธุรกิจเข้าร่วมต่อเป้าประสงค์นี้ได้ 

มันก็เลยกลายมาเป็นหลากกิจกรรมที่เราคิดขึ้นมาเพื่อผนึกกำลังคนทำธุรกิจที่คำนึงถึง ‘ความรับผิดชอบ’ ให้มาทำเรื่องเดียวกัน เช่น ถ้าเป็นเรื่องของอากาศ เราจะทำยังไงให้ปัญหาของฝุ่นควัน ฝุ่นพิษน้อยลง 

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องมองความรับผิดชอบในด้านเดียวกันไปเสียทั้งหมด เรามองความรับผิดชอบในด้านที่ต่างกันออกไปก็ได้ 

ในภาคธุรกิจ คุณคิดว่า CSR (Corporate Social Responsibility) คือเครื่องมือที่สามารถนำไปสู่หนทางแห่งความยั่งยืนได้จริงไหม

เราสามารถไปถึงเรื่องความยั่งยืนได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย แต่วิธีรับผิดชอบที่ว่าต้องไม่ใช่การทำแค่ CSR เพราะการทำ CSR เป็นเรื่องของระยะสั้นแค่ 4-6 เดือน หรือมากสุดอยู่ที่ 2 ปี ยกตัวอย่างโครงการขุดเจาะหาน้ำบาดาลบนภูเขา โดยไม่ได้คำนึงต่อสภาพแวดล้อมตรงนั้นอาจทำให้ผืนดินตรงนั้นทรุดลงกว่าเดิม หรือจากเดิมที่ชาวบ้านใช้น้ำจากผิวดิน พอเปลี่ยนมาใช้น้ำบาดาลที่ไม่ได้มีปริมาณน้ำเยอะ เมื่อน้ำบาดาลบนภูเขาถูกใช้ไปจนหมดสุดท้ายผืนดินบนนั้นก็จะแห้งแล้งไปในที่สุด

แม้กระทั่งการไปแจกของคนยากไร้ อาจจะช่วยขจัดความทุกข์ยากได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราส่งเสริมให้เขามีความรู้ในการประกอบอาชีพ เขาก็จะสามารถหารายได้ให้ตัวเองในระยะยาว 

ฟังแล้วอาจจะดูแปลก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทนั้นๆ ข้ามไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด การทำ CSR ก็อาจนำมาสู่ผลลัพธ์เชิงลบมากกว่าเชิงบวกเสียมากกว่า 

ฉะนั้นความรับผิดชอบในมุมของคนทำธุรกิจเลยไม่ใช่แค่เรื่องของการทำ CSR แต่เป็นการสำรวจตัวเองว่า การทำธุรกิจของตัวเองอยู่ในขอบเขตตรงไหน เมื่อรู้แล้วรับผิดชอบแค่ในขอบเขตของตัวเองก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่รับผิดชอบขอบเขตของตัวเองได้แข็งแรง แล้วจึงค่อยกระโดดออกไปรับผิดชอบในส่วนอื่น

การรับผิดชอบของภาคธุรกิจทุกวันนี้เลยเป็นเรื่องของการ ‘ตั้งเป้าหมายระยะยาว’ โดยเป็นแผนงานของตัวเองที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมน้อยลง

ถึงตรงนี้การบรรลุเป้าหมายให้ได้ตามเป้าหมายของ SDGs ภายในปี 2030 ถือว่าล่าช้าไปไหม

ถ้าพูดในสัดส่วนของตัวเลขจะเห็นว่ามีการขยับมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมองในโอกาสก็จะเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายให้เป็นจริง ทว่ายังไม่มีประเทศไหนที่แตะตัวเลขความสำเร็จ 80-90% ในปี 2030 การบรรลุเป้าหมาย SDGs ได้ถึง 70-80% ก็ถือว่าการบรรลุเป้าหมายได้ผลดีแล้วในระดับหนึ่ง

แต่ในความสำเร็จจริงๆ เราไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ในเชิงของตัวเลข เพื่อมาบอกว่าเราเข้าเส้นชัยแล้วนะ สิ่งที่เราต้องการกันจริงๆ คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้ถึงปี 2030 การพัฒนาก็ยังจะต้องดำเนินต่อ เพราะเมื่อไหร่ที่หยุดความสำคัญของสิ่งนี้ก็จะไม่ต่างจากการ CSR 

การตั้งเป้าว่าเราจะต้องทำให้ได้ภายในปี 2030 เลยเป็นเหมือน ‘มาตรวัด’ ความคืบหน้า แต่ถ้ามองปัจจุบันจะเห็นว่า อัตราความคืบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ช้าอยู่ การจะไปถึง 100% เป็นเรื่องยาก ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีสกอร์ให้ประเมินอยู่ อย่างประเทศไทยก็น่าจะไปถึงได้มากกว่า 75% แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ขึ้นอยู่กับว่าเราร่วมแรงร่วมใจกันมากแค่ไหน 

ระหว่างทางไปถึงปี 2030 ‘กติกา’ ของการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน และเหตุใดกติกาจึงสำคัญต่อการแข่งขันของธุรกิจ

กติกาไม่ได้เปลี่ยนไปหากเดินไปในทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องอย่าง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่มีเกณฑ์กติกาจำแนกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Thialand Green Taxonomy, มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งหากมีโปรเจกต์ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น BOI (Board of Investment) ที่สนับสนุนการลงทุน มีการซื้อเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ซึ่งกติกาที่ยกตัวอย่างมา ฝั่งผู้บริโภคเองก็ต้องรับรู้ได้ว่า บริการหรือสินค้าที่เขากำลังสนับสนุนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ยกตัวอย่างในบางโรงแรมที่เขาบอกตัวเองได้ชัดเจนว่า ตัวเองเป็น green destinations ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ชัดเจนว่า การบริการในมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณเท่าไหร่ ทั้งจากในห้องพัก ห้องอาหาร ไปจนถึงการเดินทาง ซึ่งผู้บริโภคที่เขาชื่นชมวิธีการนี้มีโอกาสที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำในอนาคต นั่นทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาวจากลูกค้าที่มากขึ้นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

นั่นจึงนำมาสู่คำตอบที่ว่า ทำไมกติกาจึงสำคัญต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะกติกาคือเครื่องมือที่ช่วยกำหนดให้คนทำธุรกิจอยู่ภายใต้ ‘ร่มเดียวกัน’ คนทำธุรกิจจึงต้องแข่งกันหาวิธีดึงดูดผู้บริโภค เพราะมาตรวัดความสำเร็จของกติกาไม่ใช่คนทำธุรกิจที่เป็นให้คะแนนตัดสินกันเอง  แต่เป็นผู้บริโภคต่างหากที่เป็นคนตัดสินใจ เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ว่า แบบไหนคือการลงมือทำจริง แบบไหนคือสื่อสีเขียวเพื่อการโฆษณา 

เปรียบให้เห็นภาพคือเมื่อก่อนธุรกิจแข่งขันกันในแง่การตลาด เช่น การกำหนดราคา แต่ตอนนี้เป็นมิติใหม่ที่หันมาแข่งกันว่าจะทำยังไงให้สังคมดียิ่งขึ้น อาจจะเป็นในด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมก็ได้

GCNT มองว่าวิกฤตต่างๆ สามารถพลิกเป็นโอกาสได้ เช่นนั้นธุรกิจจะหลุดพ้นสภาวะ ‘shock’ จากวิกฤตต่างๆ ไปสู่ ‘shift’ ที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ได้ยังไง

เราเชื่อว่าทุกวิกฤตมักจะมาพร้อมกับโอกาสในการปรับตัว ความหมายของคำว่า shift ในที่นี้คือการ ‘เคลื่อน’ จากสภาวะที่ผันผวน ไปสู่สภาวะที่นิ่งมากขึ้น เป็นเหมือน ‘เข็มทิศ’ ที่จะจูงกันไปสู่เป้าหมายที่ดีขึ้น และเป็นเป้าหมายที่ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

แนวคิดที่ว่านี้ เลยนำมาสู่การจัดงาน GCNT Expo 2026 ในหัวข้อ From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World ที่เราอยากชวนเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารธุรกิจ รวมถึงคู่ค้า ที่ยังคิดไม่ออกว่าจะ shift เปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ด้วยวิธีไหน ซึ่งในงานมีทั้งนิทรรศการ มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ผู้ฟังจะได้ keynote ในการนำไปคิดและลงมือต่อยอด การมาฟังคุณอาจจะเห็นหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด เพราะวัตถุประสงค์หลักของเราจริงๆ คือการมาเจอกันเพื่อหาโซลูชั่นในการพากันก้าวไปข้างหน้า มาดูว่าทักษะที่ขาดอยู่มีอะไรบ้าง

ตรงนี้เลยอยากถือโอกาสเชิญชวนผู้ประกอบการไม่ว่าจะมือใหม่ SMEs หรือระดับองค์กรมาร่วมงานตลอดทั้งสามวัน ไม่แน่ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้อาจจะได้รู้ในสิ่งที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน หรือสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว ก็อาจจะมีคนที่ขยับไปไกลกว่านั้นแล้ว ลองมาดูว่าคนที่เขาเคยเจอกับสภาวะวิกฤตกดดัน เขามีวิธี shift ก้าวผ่านจนธุรกิจยืนระยะต่อถึงตอนนี้ได้ยังไง ซึ่งการที่ผู้ประกอบการหรือคนที่สนใจมาร่วมงานจำนวนมาก จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อสังคม

คุณบอกว่าในงาน GCNT Expo 2026 จะมีการแชร์โซลูชั่น ที่สามารถทำให้คนทำธุรกิจก้าวไปสู่เส้นทางสู่ความยั่งยืน อยากให้ช่วยยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย ว่าโซลูชั่นที่หมายถึงสามารถทำได้ด้วยวิธีการไหนบ้าง

การจะทำให้เกิดโซลูชั่นได้ย่อมต้องอาศัยเครื่องมือในการช่วยเหลือ ซึ่งภายในงานมีเครื่องมือในการช่วยค้นหาโซลูชั่นที่จะมีการสาธิตขั้นตอนการใช้งาน เช่น 

ข้อแรก เราจะมีการเปิดตัวงานแถลงข่าว “การศึกษาความเป็นไปได้การกำหนดราคากลาง การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย”โดยองค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาดูกันว่ารายงานที่ได้จากการคำนวณค่าคาร์บอน จะสามารถนำไปใช้ต่อได้ยังไงบ้าง

ข้อที่สองยังคงเป็นเทคโนโลยี digital tracker ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยค้นหาข้อมูลทางความหลากหลายของชีวภาพ เผยแพร่ระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจชีวภาพไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ มาดูกันว่า เทคโนโลยีแบบใหม่ที่ว่า มีภาคธุรกิจไหนแล้วบ้างที่มีการนำไปใช้ แล้วการนำเทคโนโลยี AI แบบนี้มาประยุกต์ใช้งานจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบไหนได้บ้าง

คาดหวังให้ผู้ที่มางาน GCNT Expo 2026 ได้อะไรกลับไปบ้าง

ก่อนอื่นเราต้องรู้ให้ได้ว่ากลุ่มธุรกิจประเภทไหนที่เขาอยากจะขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างหลายธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวเขาก็ตั้งเป้าอยากจะเป็น green destinations เพียงแต่การจะไปถึงจุดนั้น เขาก็จำเป็นต้องยกระดับตัวเองให้ได้ตามมาตรฐานที่หน่วยงานนั้นรับรอง

พอขยับมาเป็นภาคธุรกิจขนส่ง เขาก็จะมี emission factor ที่ไม่เหมือนกับธุรกิจโรงแรมหรือธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเดียวกันเขาก็จะมีการประเมินในแบบของเขา 

ดังนั้นการมาที่งาน GCNT Expo 2026 ก็เป็นเหมือนการมาดูแนวทาง มาดูว่าธุรกิจที่ตัวเองกำลังดำเนินอยู่มีช่องว่างห่างไกลจากเพื่อนมากน้อยแค่ไหน คนที่ทิ้งระยะห่างเราไปเขาเห็นถึงความสำคัญตรงไหน เขาถึงนำหน้าเราไปได้ แล้วลองมาทบทวนดูว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เราตามเขาทัน

สิ่งที่เราคาดหวัง คือเราอยากให้พื้นที่ในงานเป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่สนใจเรื่องของการพัฒนาอันยั่งยืน เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการได้มาแลกเปลี่ยนความคิด สามารถปรึกษาหารือกันและกันได้ รวมไปถึงการได้มาเจอคนที่ขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนมาก่อน แม้กระทั่งตอนที่นั่งฟังหัวข้อบนเวที คุณอาจจะแลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่นั่งข้างๆ แล้วได้ไอเดียใหม่กลับไปก็ได้ (ยิ้ม)

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ SDGs หรือ SMEs ที่มีทรัพยากรจำกัด GCNT มีแนวทางหรือเครื่องมืออย่างไรที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงได้

ต้องเริ่มจากการประเมินตัวเองก่อนว่า ทรัพยากรที่ใช้หรือแรงงานที่ใช้ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งทักษะความรู้ที่มีในอนาคตก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีก

ดังนั้นสิ่งที่ต้องประเมินต่อมาคือเรื่องของความเสี่ยง การทำธุรกิจขนาดเล็กล้วนมีความเสี่ยงในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องของต้นทุนหรือเรื่องของกระแสเงินสด ในขณะที่เรื่องของ sustainability คือวิธีการที่จะช่วยอุดรอยรั่วของความเสี่ยงเหล่านั้น

ยกตัวอย่างเรื่องของสินค้าเกษตรแปรรูป เขาอาจจะต้องถามตัวเองว่า การใส่สารเคมีลงไปในสินค้าเกษตรแปรรูป ผลลัพธ์มันจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ต่อผู้บริโภค ต่อผู้คน ต่อสังคมหรือเปล่า ถ้าเขาตอบตัวเองได้ แล้วเขาหาเครื่องมืออื่นมาทดแทนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย สิ่งนี้จะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางความยั่งยืน แม้ขนาดธุรกิจของเขาจะยังเป็นแค่ SMEs ก็ตาม

การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางความยั่งยืนยังส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เพราะอย่าลืมว่าการที่ต่างชาติจะรับสินค้าเข้าประเทศตัวเอง เขาต้องมั่นใจจริงๆ ว่าสินค้านั้นดีต่อเขา นั่นจึงนำมาสู่การแข่งขันเชิงบวกในการแข่งขันธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ฉลากข้างซองช็อกโกแลตบางยี่ห้อมีการกำกับบนฉลากว่า วัตถุดิบโกโก้ที่ใช้ในการแปรรูปทำช็อกโกแลตไม่ได้มาจากการใช้แรงงานทาสเก็บเกี่ยว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขารู้ว่า มีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์เขาย้อนหลังได้ ในงานจะมีกิจกรรมเชิงนโยบายที่จะมีคู่มือให้ธุรกิจในการค้า ติดปีกธุรกิจไทย รับมือกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม EU: จากความท้าทายสู่โอกาสทางการค้า

อย่างในงาน GCNT Expo 2026 ความจริงเราไม่ได้มีเวิร์กช็อปแนวทางความยั่งยืนแค่ในแง่ของสิ่งแวดล้อม เรายังมีเรื่องของเวิร์กช็อปในวิธีการรับผิดชอบต่อสังคม ต่อผู้บริโภค เช่น การแจ้งข้อมูลที่โปร่งใสต่อลูกค้า การทำฉลากสินค้าที่ถูกต้อง รวมถึงเรื่องของสวัสดิภาพของสัตว์ที่นำมาใช้แรงงาน สิทธิแรงงาน  และสิทธิมนุษยชน อีกด้วย เช่น Labor Voice: HRDD Risk Assessment Tool /เครื่องประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนแรงงาน “ฉบับพร้อมใช้จริง”

GCNT Expo 2026 มีพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนงาน 
ในมุมของ GCNT ความร่วมมือเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และคนที่มาร่วมงานจะได้อะไรจากการมาแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรเหล่านี้?

พันธมิตรที่มาในงานเราเรียกเขาว่า ‘สมาชิก’ ซึ่ง 17 สมาชิกที่เราเชิญมาในงาน คือสมาชิกเครือข่ายของ GCNT อยู่แล้ว

เราเชิญสมาชิกเหล่านี้มาเพื่อร่วมกันจัดนิทรรศการร่วม ที่แสดงตัวอย่างให้เห็นว่า เขาขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ด้วยวิธีไหน 

ซึ่งตัวอย่างของแต่ละสมาชิกที่ถูกจัดแสดงจะมีการกำกับให้เห็นว่า เขาเป็นแชมป์เปี้ยนของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในด้านไหน ขณะเดียวกันบริษัทอื่นที่เขามาดูก็จะรู้ได้ว่า ถ้าตัวเองอยากเป็นคู่ค้ากับสมาชิกที่เป็นแชมป์เปี้ยน จะต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องยังไงบ้าง ซึ่งนั่นเป็นโอกาสที่บริษัทขนาดเล็กจะได้รู้ว่า วิธีการไหนที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจและได้รับโอกาสในการเป็นคู่ค้ากับบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ หลังจากจบงานข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกทำเป็น knowledge management เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ

ต้องบอกว่าสมาชิกที่อยู่กับเครือข่ายของ GCNT มีความหลากหลายในแง่ของกลุ่มประเภทอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ไปจนถึงอุตสากรรมการเงินการธนาคาร นอกจากนี้ยังมีองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่เตรียมเข้าร่วมในเครือข่ายอีกด้วย

คนที่ถามว่าจะทำยังไงถึงจะได้เป็นสมาชิกเครือข่ายของ GCNT ท่านก็แค่แจ้งความประสงค์เข้ามาผ่านใบสมัครทางแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของเรา ว่าท่านมีความประสงค์ที่อยากจะขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริหารองค์กรที่มีตำแหน่งสูงที่สุด ส่วนจะขับเคลื่อนเรื่องอะไรเราไม่ได้บังคับ หรือมีการตรวจสอบทุกฝีก้าว ถ้าท่านเป็นมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจว่าจะต้องเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนด้วยวิธีไหน ก็สามารถมาหาข้อมูลจากเราได้ มาเรียนกับอคาเดมีของเรา หรือถ้าท่านมีแนวทางที่แข็งแรงและชัดเจน อนาคตท่านก็อาจเป็นแนวทางให้องค์กรอื่นได้เช่นกัน

ภายในงาน GCNT Expo 2026 ยังเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้าร่วมผ่านโครงการ SDGs Young Creator เหตุใดเสียงของคนรุ่นใหม่จึงสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน และ GCNT อยากเห็นบทบาทของเยาวชนในงานนี้อย่างไร

การที่เราพูดถึง Sustainable Development Goals เป็นการตั้งเป้าให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้วยความภาคภูมิใจว่า เยาวชนเองก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่เขาเข้าในงาน ได้มีโอกาสเดินดูนิทรรศการ เขาก็มีแนวคิดในการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนในแบบของตัวเอง เราที่ไม่อยากให้เขามานั่งดู นั่งฟังเฉยๆ เราอยากให้สะท้อนแนวคิดที่ได้ฟังออกไปในฐานะนักสื่อสารคนหนึ่ง 

นี่เลยเป็นที่มาของโครงการ SDGs Young Creator ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้เป็น Content Creator หรือเป็น Editor ที่สามารถแชร์เรื่อง Sustainable Development Goals ไปสู่สังคมได้ เราเลยอยากชวนเยาวชนมาเป็น Co-creator ที่สามารถสื่อสารเรื่องของความยั่งยืนในเวอร์ชั่นของตัวเอง เป็นภาษาของตัวเอง และวิธีคิดของตัวเองไปสู่สาธารณะ อาจจะเป็นในรูปแบบข่าว เป็นบทความ เป็นอินโฟกราฟิก หรือเป็นวิดีโอสั้นก็ได้

อยากให้ฝากข้อความทิ้งท้ายหน่อย ว่าทำไมถึงต้องมาที่งาน GCNT Expo 2026

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนมองตัวเองเป็นเจเนอเรชั่นเดียวกัน นั่นคือเจเนอเรชั่นแห่งการรับผิดชอบ เป็นเจเนอเรชั่นที่ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างสังคมของเรา โลกของเราจะแย่ลงไปกว่านี้ เรารู้นะว่ามันยากในการที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เราคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ที่มันผันผวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ก็เลยอยากชวนทุกคนมาหาวิธีก้าวผ่านสู่ความผันผวนทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังแตกแยก ให้กลายมาเป็นกลุ่มคอมมิวนิตี้ที่มองเรื่องเดียวกัน และร่วมแรงขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้บริหารสายงานต่างๆ เยาวชน อาจารย์ มาดูกันว่าคุณจะสามารถช่วยกันปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง มาทำในสิ่งที่กำลังผันผวนให้กลายเป็นโซลูชั่นไปพร้อมกัน

What We Learn :

  • เรื่องของการขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจสามารถทำร่วมกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่า องค์กรต้องการขับเคลื่อนอะไร และทำได้ด้วยวิธีไหนโดยไม่สร้างผลกระทบต่อผู้อื่น
  • การนำไปสู่ความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวแต่ต้องร่วมแรงร่วมใจ อาศัยความร่วมมือของกันและกัน ดังเช่นที่งาน GCNT Expo ต้องการเป็นคอมมิวนิตี้ของคนทำธุรกิจและผู้ที่ใส่ใจความยั่งยืนได้มาแลกเปลี่ยนวิธีการและแนวคิด (ทั้งนี้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ทางเว็บไซต์ expo.globalcompact-th.com)
  • เยาวชนเองก็คือส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่า เยาวชนเองก็คือผู้บริโภคคนหนึ่ง ซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ (ทั้งนี้สำหรับเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ SDGs Young Creator สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ si.globalcompact-th.com/application_sdgsyoungcreator2026 และเฟซบุ๊กเพจ UN Global Compact Network Thailand (GCNT) ตั้งแต่วันนี้ – 26 สิงหาคม 2569)

‘Career Minimalism’ ความสำเร็จในงานไม่ใช่แค่การเลื่อนขั้น แต่ได้มีแรงไปใช้ชีวิตด้านอื่น

สารภาพว่าในช่วงแรกของการทำงาน เราโหยหาการเติบโตในเส้นทางอาชีพอย่างมาก

อาจเพราะได้ทำงานที่ตัวเองรักด้วย การก้าวไปข้างหน้าจึงกลายเป็นเหมือนเชื้อไฟเลี้ยงชีพ แค่เพียงได้รับรู้ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้โอกาสรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น สิ่งเหล่านั้นเติมเต็มหัวใจ และผลักดันให้เราพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่พอถึงจุดหนึ่ง ด้วยอะไรก็ตามแต่ที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไฟแห่งความโหยหาที่ว่าก็มอดลง

เราเริ่มมองการเติบโตในชีวิตเป็นความกดดัน เริ่มมองงานที่ใหญ่เกินตัวว่าคือภาระอันหนักอึ้ง เริ่มมองเห็น ‘ความเยอะ’ ของสิ่งที่กำลังแบก แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับเริ่มเห็นคุณค่าของเวลาที่ได้ใช้กับคนรอบตัว เริ่มสัมผัสถึงความอบอุ่นจากการกอดเมื่อเลิกงาน และเริ่มตระหนักว่าในหลายครั้งชีวิตมันไม่ได้จำเป็นต้อง ‘มีเยอะ’ ในงานขนาดนั้น

และเมื่อนั้นเอง ที่เราได้รู้จัก ‘ความน้อย’


Career Minimalism คืออะไร? ทำไมงานต้องเรียบง่าย?

Career Minimalism หรือแนวคิดการทำงานแบบมินิมอล คือแนวคิดที่ว่าด้วยการจัดวางงานไว้ในสัดส่วนที่พอดีกับชีวิต ไม่ได้นิยามความสำเร็จไว้แค่ที่ตำแหน่ง เงินเดือน หรือการเลื่อนขั้น แต่รวมถึงการมีรายได้แบบเพียงพอ ได้ทำงานที่มีความหมาย มีเวลาดูแลสุขภาพ และยังเหลือแรงไปใช้ชีวิตด้านอื่น โดยในงานศึกษาทางวิชาการ แนวคิดนี้ยังค่อนข้างใหม่และไม่มีนิยามที่ใช้ร่วมกันอย่างชัดเจน หลักๆ มีเพียงงานของ Dr. A.Shaji George ในปี 2026 ที่ได้เสนอว่าแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลหมายถึง การเลือกใช้เวลา พลังงาน และความทะเยอทะยานกับเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตจริงๆ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเรื่องงานเพียงอย่างเดียว

อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น ‘มินิมอล’ ในบริบทของการทำงานในที่นี้หมายถึงการรู้ว่างานแบบไหนควรได้รับพลังจากเรา และงานไหนกำลังกินพลังมากเกินกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับ เช่น บางคนอาจปฏิเสธตำแหน่งที่ให้เงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยแต่เพิ่มเวลาประชุมมาอีกหลายชั่วโมง หรือบางคนเลือกหยุดตอบข้อความหลังเลิกงาน เพื่อนำเวลาไปพัฒนาทักษะที่ใช้ได้กับหลายอาชีพ รวมถึงดูแลชีวิตด้านอื่นที่มีความหมายต่อตนเอง หัวใจของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การเลือกอย่างมีจุดหมาย คนที่ทำงานแบบมินิมอลอาจตั้งใจทำงานหนักมากในบางช่วง หากงานนั้นเชื่อมกับเป้าหมายสำคัญของชีวิต ขณะเดียวกัน พวกเขาอาจลดบทบาทที่ดูดีในสายตาคนอื่นแต่เพิ่มภาระ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเอง ปริมาณงานจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ส่วนที่สำคัญกว่าคือคุณค่าที่ได้รับจากเวลาและพลังที่เสียไป 

นอกจากนั้น แนวคิดการทำงานแบบมินิมอลยังชวนให้เราคิดถึง ‘ต้นทุนของความก้าวหน้า’ เพราะทุกตำแหน่งและโอกาสใหม่มีสิ่งที่ต้องแลกเสมอ ทั้งเวลา ความรับผิดชอบ ความเครียด การเดินทาง และความพร้อมรับมือกับงานนอกเวลา เงินเดือนที่สูงขึ้นจึงอาจคุ้มค่าสำหรับคนหนึ่งและไม่คุ้มสำหรับอีกคน การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนที่ได้รับสอดคล้องกับชีวิตที่ต้องการในช่วงเวลานั้นหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ‘ความก้าวหน้าทางอาชีพ’ ของแต่ละคนในแง่มุมของแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลจึงมีหน้าตาแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจต้องการเติบโตในตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกคนอาจพอใจกับรายได้ระดับหนึ่งเพื่อให้มีเวลาดูแลครอบครัว สุขภาพ หรืองานส่วนตัว เพราะแนวคิดนี้เชื่อว่าเวลาและพลังงานของคนเรามีจำกัด การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างชัดเจนจะช่วยให้เราทุ่มเทกับเรื่องสำคัญของตนเอง และเสียแรงกับการแข่งขันที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตน้อยลง

เรื่องงาน น้อยนิดแต่มหาศาล

แล้วถ้าอยากเริ่มปรับชีวิตให้เป็นไปตามแนวคิดการทำงานแบบมินิมอล เราควรเริ่มจากตรงไหนล่ะ? ในทางวิชาการ สำหรับคนทำงานทั่วไปคำตอบอาจเริ่มต้นที่การปรับงานที่ทำอยู่ทีละน้อย เช่น ตัดการประชุมที่ไม่จำเป็น ลดงานที่ทำแค่พอเป็นพิธี และกำหนดให้ชัดว่าเวลาไหนเป็นเวลางานหรือเวลาส่วนตัว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถช่วยให้เราเห็นว่างานส่วนใดสำคัญ และงานส่วนใดกำลังกินเวลาโดยไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

ถอยออกมามองภาพรวมอีกนิด จุดเริ่มต้นอีกทางของการก้าวไปสู่แนวคิดการทำงานแบบมินิมอลคือการสำรวจงานที่ทำอยู่ในแต่ละสัปดาห์ แล้วถามว่างานชิ้นไหนสร้างผลลัพธ์ งานชิ้นไหนจำเป็นเพราะเป็นความรับผิดชอบ และงานชิ้นไหนเกิดจากความเคยชินหรือความกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท คำตอบจะช่วยให้เรามองเห็นภาระที่ควรลด มอบหมาย ปรับวิธีทำ หรือพูดคุยกับหัวหน้าให้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การกำหนดความหมายของคำว่า ‘เพียงพอ’ สำหรับตัวเราให้ชัดก็มีความสำคัญ เพราะหากไม่มีขอบเขตดังกล่าว เราอาจจะวิ่งไล่ตามเป้าหมายใหม่ทางรายได้ ตำแหน่ง หรือผลงานไปเรื่อยๆ ดังนั้นบางคนอาจลองกำหนดรายได้ขั้นต่ำที่ต้องการ ชั่วโมงการทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ หรือจำนวนมื้ออาหารที่ต้องการเก็บไว้ให้ครอบครัว เกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจเรื่องงานยึดโยงกับชีวิตจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงเช่นกันว่าอิสระในการปรับงานของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เพราะยังขึ้นอยู่กับอายุ รายได้ และภาระครอบครัว จากงานศึกษาก่อนหน้าได้พบว่าแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลนั้นจะให้ผลลัพธ์แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับความสมัครใจและบริบทชีวิตของแต่ละคนด้วย บุคคลจึงควรเริ่มจากการสำรวจข้อจำกัดของตัวเอง แล้วเลือกปรับเฉพาะส่วนที่ยังพอควบคุมได้ก่อน เช่น คนที่ยังลดชั่วโมงทำงานหรือปฏิเสธงานไม่ได้อาจเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็ก อย่างการปิดการแจ้งเตือนบางช่วง รวมงานลักษณะเดียวกันไว้ทำพร้อมกัน ขอวาระประชุมล่วงหน้า หรือกำหนดวันที่ไม่รับงานเพิ่ม จากนั้นจึงสังเกตว่าผลงาน รายได้ และความเหนื่อยล้าเปลี่ยนไปยังไง วิธีนี้ช่วยให้เราหาความพอดีจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของตัวเองได้

โดยหากเราปรับงานให้เข้าใกล้กับแนวคิดนี้มากขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคือการมีพื้นที่ทางใจเหลือสำหรับชีวิตด้านอื่น ไม่ใช่แค่งานอย่างเดียว เพราะเมื่อเรามองเห็นคุณค่าของตัวเองในภาพรวม ตามการศึกษาเชื่อว่าเราจะเห็นปัญหาในที่ทำงานขนาดเล็กลง นอกเหนือจากนั้น การให้คุณค่ายังช่วยให้ร่างกายและสมองได้พักจากภาวะเตรียมพร้อมทำงานอยู่ตลอดเวลาได้อีกด้วย

ทำไมเทรนด์นี้จึงเริ่มได้รับการพูดถึงในเจนฯ Z

จะบอกว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวก็ว่าได้ ที่คนทำงานเจนฯ Z เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงที่ต้องเจอทั้งโควิด-19 การเลิกจ้าง การเติบโตของงานแพลตฟอร์ม และความกังวลต่อ AI จนทำให้เส้นทางการเติบโตในบริษัทแบบดั้งเดิม การไต่ตำแหน่ง และการอยู่จนเกษียณคาดเดาได้ยากขึ้นในยุคสมัยนี้ แต่นั่นเองก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนทำงานเจนฯ Z สนใจการกระจายทักษะ รายได้ และความสนใจไปสู่ ‘สิ่งอื่น’ ที่นอกเหนือจากงาน ทั้งหมดส่งผลให้แนวคิดการทำงานแบบมินิมอลได้รับการพูดถึงมากขึ้นตามไปด้วย

เพราะเมื่อความมั่นคงจากบริษัทหรือตำแหน่งเดียวรับประกันได้ยากขึ้น ทักษะที่ใช้ได้กับหลายงาน รายได้จากหลายทาง และเวลาสำหรับดูแลชีวิตจึงกลายเป็นความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง แนวคิดการทำงานแบบมินิมอลจึงเข้ามาอธิบายการเลือกเหล่านี้โดยเจนฯ Z ได้อย่างตรงจุด และยังเสนอให้คนทำงานลดสิ่งที่กินพลังโดยไม่ตอบโจทย์ แล้วนำเวลาไปลงทุนกับสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตและช่วยเพิ่มทางเลือกในอนาคต เหมาะสมกับโลกาภิวัตน์ที่กำลังหมุนไปในยุคสมัยของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม การพูดถึงเจนฯ Z ในที่นี้เป็นแนวโน้มจากคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น เพราะทัศนคติต่องานยังขึ้นอยู่กับอายุ ฐานะ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และช่วงชีวิต ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถสรุปว่าเจนฯ Z ทุกคนต้องการทำงานในรูปแบบเดียวกัน แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่ว่าแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการจัดวางงานให้พอดีกับชีวิต ที่ความพอดีของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน

แล้วถ้าองค์กรต้องทำงานร่วมกับคนที่มีแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลควรปรับตัวอย่างไร? มีงานศึกษาที่ได้แนะนำในประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า องค์กรควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดและประเมินความทุ่มเทจากผลงานจริง แทนการดูจากชั่วโมงที่อยู่ในออฟฟิศหรือความพร้อมตอบข้อความตลอดเวลา นอกจากนี้ ควรลดประชุมและงานที่ไม่สร้างผลลัพธ์ กำหนดขอบเขตเวลาติดต่อ เปิดให้พนักงานมีส่วนปรับวิธีทำงาน และสร้างเส้นทางเติบโตหลายรูปแบบ เช่น สายผู้เชี่ยวชาญ งานโครงการ หรือบทบาทที่มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเป็นผู้บริหาร ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ต้องเชื่อมกับระบบประเมินผลงานและได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารอย่างจริงจัง ทุกอย่างจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พนักงานสามารถรักษาพื้นที่ของชีวิตไว้ พร้อมสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อองค์กรได้ในเวลาเดียวกัน

เมื่อรู้แบบนั้น จะเห็นได้ว่าแนวคิดการทำงานแบบมินิมอลชวนให้เรากลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่างานควรมีบทบาทมากเพียงใดในชีวิต และความก้าวหน้าแบบไหนคุ้มกับเวลาและพลังที่ต้องแลกไป อย่างในกรณีเราเอง เมื่อย้อนนึกกลับไปถึงวันที่ความตั้งใจแปรเปลี่ยน เราพบว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อคำตอบที่ชีวิตต้องการนั้นเปลี่ยนไป ไม่แปลกที่การทุ่มเวลาและลงแรงของเราจะเปลี่ยนตาม 

สุดท้ายแล้ว แนวคิดนี้จึงทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้กับเรา ว่าหากงานไม่ต้องครอบครองชีวิตทั้งหมด เราอยากนำเวลาและพลังที่ได้คืนมาไปใช้กับอะไร 

เพราะเมื่อคำตอบนั้นชัด เราจะรู้ว่างานแบบไหนที่ ‘น้อยมากพอ’ สำหรับชีวิตที่เราต้องการ

อ้างอิง

George, A. S. (2026). Career minimalism how Gen Z is redefining work-life balance and professional success. Partners Universal Multidisciplinary Research Journal, 3(1), 69–98. https://doi.org/10.5281/zenodo.18413424

Zhang, Y., & Liu, R. (2024). Do you really lie flat? A study on the influence mechanism of minimalism on work effort. Current Psychology, 43, 12653–12663. https://doi.org/10.1007/s12144-023-05368-5

Gemories แบรนด์อัญมณีจากอัฐิผู้ล่วงลับ ให้คนที่ยังอยู่ได้เก็บความทรงจำของผู้จากไปติดตัวไว้

คนเราตายได้ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อสิ้นลมหายใจสุดท้าย ครั้งที่ 2 คือเมื่อไม่เหลือใครจำเราได้อีก

การลืมคือหนึ่งในสิ่งที่ผู้เขียนและคนอีกมากมายกลัวที่สุด ทั้งการถูกลืม และการลืมคนที่ผูกพันเมื่อเขาจากไป เพราะหากเราลืมก็เสมือนเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไป ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในความทรงจำ

ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเลือกเก็บความทรงจำผ่านของดูต่างหน้า ทั้งรูปถ่าย วิดีโอ สมบัติตกทอด หรือเทปเสียง ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลังคือการนำอัฐิ เส้นผม หรืออินทรีย์สารของผู้จากไป มาแปรสภาพเป็นอัญมณีทำเป็นเครื่องประดับให้ผู้ยังอยู่ได้สวมใส่ติดตัว แต่เดิมทีบริการนี้ต้องสั่งทำจากแบรนด์ต่างประเทศที่ราคาสูงและใช้เวลาผลิตนาน จึงไม่ใช่ทางเลือกต้นๆ ของผู้สนใจ 

จนเมื่อ 10 ปีก่อน พลอย–ภัสสร ภัสสรศิริ ทายาทธุรกิจเตาฌาปนกิจปลอดมลพิษ ผู้คลุกคลีธุรกิจว่าด้วยความตายทั้งสัตว์เลี้ยงและมนุษย์มายาวนานได้ก่อตั้ง Gemories ธุรกิจรับแปรสภาพอัฐิหรือสิ่งหลงเหลือของผู้ล่วงลับเป็นพลอยขึ้น ให้คนที่ยังอยู่ได้เก็บความทรงจำของผู้จากไปติดตัวไว้แบบเข้าถึงง่ายกว่าเก่า จนได้รับความนิยมเรื่อยมา

“ที่ตั้งชื่อว่า Gemories เป็นการเอาสิ่งที่เราทำคือสร้างพลอยหรือ gem กับความตั้งใจของเราคือการบันทึกเรื่องราวหรือความทรงจำ (memories) ที่มีร่วมกับผู้จากไป ซึ่งเราว่าเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตมนุษย์มารวมกัน”

แม้การกำเนิด ‘พลอย’ แต่ละเม็ดของ Gemories ตั้งต้นจากความสูญเสีย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เติมเต็มและเยียวยาผู้ยังอยู่อีกมากมาย 

เพื่อให้เห็นเบื้องหลังว่าธุรกิจเก็บความทรงจำแบบอัญมณีสร้างขึ้นด้วยความเชื่อมั่น และจะต่อยอดด้วยแนวคิดแบบไหนต่อไป บ่ายหนึ่งกลางหน้าฝน เราจึงถือโอกาสชวนผู้ก่อตั้งมาเล่าไขข้อสงสัยว่าความทรงจำแบบไหนที่พลอยเก็บไว้ จนต่อยอดงอกงามออกมาเป็นแบรนด์อัญมณีทรงจำได้เช่นนี้

กำเนิดพลอย

เท้าความก่อน พลอยเป็นทายาทบริษัทผลิตเตาเผาและเตาฌาปนกิจปลอดมลพิษ ชื่อ สยาม อินซีนเนอร์เรเตอร์ หลังเรียนจบจากคณะสถาปัตย์ เจ้าตัวก็ตอบรับคำขอของที่บ้านให้มาช่วยรับช่วงต่อดูแลกิจการ ควบคุมการออกแบบเตาให้สวยงาม เสริมภาพลักษณ์ความ ‘กรีน’ ปลอดมลพิษ 

ความที่เป็นคนรักสัตว์แต่เดิม หลังทำไปได้พักหนึ่งพลอยก็ตัดสินใจแตกสายธุรกิจของที่บ้านออกมาเป็น Pet Master ให้บริการส่งสัตว์เลี้ยงที่จากไปแบบครบวงจร ทั้งพิธีศพ จัดดอกไม้ จนถึงเอาองค์ความรู้มาสร้างเตาเผาเล็กเพื่อฌาปนกิจสัตว์โดยเฉพาะ

ในช่วงที่ทำ Pet Master นี้เองที่พลอยสังเกตว่า หลังกระบวนการเผาเสร็จสิ้นมักพบอัฐิของสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความร้อนสูงจนกลายเป็นผลึกแก้วตกค้างอยู่ในเตา พลันให้เจ้าตัวนึกถึงเทคโนโลยีแปรสภาพเถ้ากระดูกเป็นเครื่องประดับเพชรที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศขึ้นมา และนึกอยากให้ไทยมีบริการนำอัฐิมาทำเป็นสิ่งสวยงามเป็นของแทนใจแบบเดียวกันบ้าง

“ทีแรกคิดทำเพราะเผื่อเอาไว้ใช้กับน้องหมาของเราที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นมันอายุ 16 ปีแล้ว ทั้งหง่อมทั้งป่วยไม่รู้จะไปวันไหน จนอีก 8 ปีต่อมามันถึงเสีย เราก็ยังไม่ได้เริ่มทำจริงจัง” พลอยเล่าย้อนความให้เราฟัง

พลอยยังบอกอีกว่า แม้จะเสียใจที่สุนัขจากไป แต่ก็ยังไม่มีจังหวะให้เริ่มลงมือโปรเจกต์ที่คิดไว้ หากราวปี 2559 ไม่เกิดจุดพลิกผันที่พลอยเฉียดสูญเสียคนที่รักมากสุดไปอย่างกะทันหัน

“คุณแม่ของพลอยไปเที่ยวภูฏานแล้วรถตกเขา 70 เมตร” แม้เรื่องผ่านมานับสิบปีแต่เสียงพลอยยังสั่นเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นาน “ระหว่างบินไปหาท่าน ในหัวเราสับสนไปหมดเพราะไม่รู้ข่าวเลยว่าอาการท่านเป็นยังไงบ้าง 

“พอนึกว่าจะเสียคุณแม่ไปจริงๆ ทำให้เราโทษตัวเองด้วยว่าพอเราไม่เริ่มทำ (Gemories) แม้แต่แม่เรายังไม่ได้ใช้บริการ พอลงเครื่องแล้วรู้ว่าคุณแม่ยังอยู่เลยเหมือนได้โอกาสที่ 2 ก็ตัดสินใจว่าต้องรีบเริ่มทำแล้ว”

พลอยเลือกพลอย

ความที่พลอยไม่ถูกจริตกับการเก็บอัฐิคนใกล้ชิดไว้ในที่อย่างกำแพงวัด สถูปเจดีย์ หรือหิ้งบูชา ทั้งยังมองว่าคนรุ่นใหม่ที่ขนาดครอบครัวเล็กลง ย้ายบ้านบ่อย จนไม่สะดวกจะเก็บอัฐิผู้จากไปไว้ตลอดเวลาเองก็คงเชื่อคล้ายๆ กัน พลอยจึงลงมือก่อร่างสร้างแบรนด์นี้ด้วยความตั้งใจให้เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด

จากที่จะแปรสภาพเป็นเพชรที่ราคาแพง เธอจึงเลือก ‘พลอย’ ซึ่งราคาย่อมเยากว่าแต่ขณะเดียวกันก็หาวิธีพัฒนายากตามไป 

“ถ้าเราไปขอซื้อวิธีจากต่างประเทศอาจต้องตั้งราคาสูง หลายคนเข้าไม่ถึง เราว่าคนที่ต้องเจอความสูญเสียซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายมีเยอะมาก แต่การที่จะทำให้สังคมรู้จักสิ่งที่เราทำก็ต้องให้คนเหล่านั้นเข้าถึงบริการของเราได้ด้วย”

ข้อติดขัดนี้ทำให้กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรวมกับองค์ความรู้การผลิตเตาเผาที่มีอยู่เดิมถึง 5 ปี ใช้ทุนจากธุรกิจสัตว์เลี้ยงมาเป็นค่าพัฒนาไปหลายสิบล้านบาท โดยในช่วง 3 ปีหลังพลอยได้การสนับสนุนทุนและองค์ความรู้บางส่วนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้เชี่ยวชาญภายนอกหลายศาสตร์ จนสุดท้ายก็สร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาสำเร็จ 

ที่ต้องลงทุนทั้งเงินและเวลามากมายก็เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาตรงใจ ให้ความทรงจำที่ผู้ใช้บริการฝากฝังไว้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

“เราเป็นคนที่ถ้ายังไม่อุดรอยรั่วให้หมดจะไม่เริ่ม เพราะถ้าผิดพลาดแล้วต้องตามแก้ทีหลังจะยุ่งยากกว่ามาก พอวิจัยเสร็จเราก็ลองเปิดให้ใช้งานกับสัตว์เลี้ยงที่เราถนัดก่อน พอเห็นว่าลูกค้าน่าจะพร้อม เริ่มมีคนมาขอให้ผลิตสำหรับญาติ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ของเขาด้วย ถึงต้องใช้ส่วนของเตาร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่นก็ยินดี สุดท้ายเราเลยสร้างแล็บแยกออกมาอีกแห่งสำหรับคนโดยเฉพาะ”

ความทรงจำหลากหลาย

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าพลอยสร้างแบรนด์นี้ก็เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้คนใช้รักษา ‘ความทรงจำ’ ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนไป ความยืดหยุ่นจึงเป็นหนึ่งในจุดขายที่พลอยตั้งใจนำเสนอ คือเน้นทำตามความต้องการของลูกค้าทั้งรูปร่าง สี ขนาด และแม้จะตั้งต้นแบรนด์ด้วยการแปรสภาพอัฐิ แต่หากมีผู้ต้องการแปรสภาพวัตถุหรือสิ่งอื่นแล้วอยู่ในขอบเขตที่เทคโนโลยีของ Gemories รองรับได้ พลอยก็ยินดีจัดให้ตามต้องการ

“การผลิตพลอยมันคือการบดผสมมวลสาร จะใช้อะไรมาทำก็ได้ขอแค่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ ที่ผ่านมาเราเคยทำทั้งเอาน้ำนมแม่มาทำเป็นผง มีแหวนรุ่นที่เอาเส้นผมเพื่อนในรุ่นมารวมกัน ทั้งพลอยจากผงธูปตามวัดต่างๆ มารวมกันเป็นของขลังส่วนตัว เราทำให้ได้หมดเกือบทุกสารเลย ถึงจะเป็นวิธีตีความคำว่า ‘ความทรงจำ’ คนละแบบ แต่สุดท้ายมันก็คือสิ่งที่เราตั้งใจเหมือนเดิม” เจ้าของกิจการตรงหน้าเราขยายความ

“เรื่องสีก็เลือกได้เหมือนกัน พอเราผสมสารเสร็จก็จะเอาไปบดและหลอมสลับอบ ขั้นนี้เราจะใส่สารประกอบธาตุเข้าไปเพื่อให้พลอยเกิดสี ถ้าอยากได้สีมงคลหรือสีที่ชอบเราก็ปรับตามความต้องการลูกค้าได้”

เมื่อหลอมและอบจนได้เนื้อพลอยที่ใสสะอาดแล้ว ทีมผลิตก็จะนำไปเจียระไนและประกอบเข้ากับตัวเรือนตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งกระบวนการที่ดูซับซ้อนต้องใช้เทคนิคและนวัตกรรมเฉพาะที่ลงทุนค่าวิจัยไปถึงหลักสิบล้านบาท แต่ด้วยความตั้งใจแต่ต้นพลอยจึงตั้งระดับราคาแรกเริ่มไว้ที่ 12,500 บาท ซึ่งถือว่าเข้าถึงได้ง่ายพอสมควรหากเทียบกับผลิตภัณฑ์อัญมณีอื่น ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นอัญมณีที่มีคุณค่าทางใจบรรจุอยู่ด้วย 

ส่วนลูกค้าที่ต้องการอัญมณีพรีเมียม เช่น มีสีเฉพาะ ต้องการตัวเรือนสั่งทำพิเศษ หรือขอให้มีมณีชนิดอื่นประดับร่วมด้วย ทาง Gemories ก็พร้อมร่วมกับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจรังสรรค์ให้

ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ยืดหยุ่นตามความต้องการ เจาะกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ผิวเผินหลายคนอาจมองว่าเป็นการเปิดช่องให้มีคู่แข่งเจ้าใหม่ลงมาตีตลาดเดียวกันหรือถึงขั้นตัดราคา แต่พลอยกลับมองว่าการมีคู่แข่งนั้นยิ่งเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจ และมุมมองของสังคมต่อการจากลา

“สุดท้ายเทคโนโลยีที่ใช้สร้างอัญมณีก็จะถูกลงเรื่อยๆ คู่แข่งก็จะเยอะขึ้น เรามองว่าเป็นการผลักดันกันและกัน ยิ่งมีคู่แข่ง ลูกค้ายิ่งมีทางเลือก คนซื้อก็จะยิ่งรู้สึกว่านวัตกรรมนี้เป็นเรื่องปกติ”

จดจำเมื่อจากลา

10 ปีเต็มที่ก่อร่างสร้าง Gemories พลอยและทีมได้เจอลูกค้าหลายแบบ คนหลายประเภท เจอเรื่องผิดพลาด เจอเรื่องเศร้า เจอความทุกข์จากความสูญเสีย บางคราก็หนักหนาเมื่อได้รับรู้เรื่องราวความสูญเสียที่ไม่คาดฝันของลูกค้า ถึงอย่างนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่างานที่พลอยทำเปลี่ยนหลายชีวิต เยียวยาใจอีกหลายคน และในอีกมุมหนึ่งงานเดียวกันนี้ก็เปลี่ยนชีวิตของพลอยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“งานนี้ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของคน การได้เห็นลูกค้าที่รวยมากยอมถอดเครื่องเพชรมูลค่าหลักล้าน แล้วเอาพลอยจากอัฐิสามีไปใส่แทน ทำให้เราคิดได้ว่าชีวิตมันสั้นมาก เราก็เปลี่ยนตัวเองเลย จากที่เอาแต่ทำงานก็มาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น

“เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงยังไม่คิดจะขยับขยาย Gemories เร็วๆ นี้ เพราะรู้สึกว่าเพิ่งเข้าใจความต้องการของลูกค้าเราจริงๆ เพิ่งรู้ว่าคุณค่าของงานที่เราทำไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรอย่างเดียว แต่ยังช่วยเยียวยา เป็นทางออกให้คนได้มากมาย” พลอยเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

ก่อนจากกัน เราถามคำถามสุดท้ายกับพลอยด้วยความสงสัยว่า การที่คลุกคลีกับธุรกิจเกี่ยวกับความตายและการจากไปมาหลายปี ได้ร่วมส่งต่อความทรงจำผู้จากไปสู่คนรอบข้างมานับไม่ถ้วน แล้วเจ้าของกิจการตรงหน้าเราเคยคาดหวังไหมว่า หากวันหนึ่งตนต้องจากไปแล้ว พลอยอยากทิ้งพลอย หรือความทรงจำแบบไหนไว้ให้คนที่ยังอยู่

“(นิ่งคิด) ไม่มีทิ้งอะไรไว้เลยก็ไม่เป็นไรนะ ไม่จำเป็นต้องมีใครจำพลอยก็ได้ แต่ถ้าตอนนั้นงานของเรา สิ่งที่เราทำมันสร้างประโยชน์กับใครสักคนหนึ่ง เราก็ดีใจมากแล้ว (ยิ้ม)”

กลยุทธ์แบบไหนที่ทำให้ Charmera ‘กล้องจุ่มพวงกุญแจ’ จิ๋วแต่แจ๋วจาก Kodak เป็นกระแสในปี 2026

ว่ากันว่านี่อาจเป็นผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายรูปที่ด้อยด้านฟังก์ชั่นที่สุดจาก Kodak ทั้งความละเอียดต่ำ โฟกัสที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ท้องฟ้าที่สว่างโพลนเพราะกล้องชดเชยแสงมากเกินไป ไหนจะฟิลเตอร์ที่แลดูโบราณย้อนวัยเสียเหลือเกิน 

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ดูป่วยการจะหวังภาพถ่ายคุณภาพเยี่ยมจากเจ้ากล้องพวงกุญแจไซส์กระจุ๋มกระจิ๋มรุ่นนี้ แต่น่าแปลก Kodak Charmera กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขวัญใจนักถ่ายภาพ ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพตั้งแต่เริ่มวางขาย และไม่แน่ว่าบางทีไอ้คุณภาพที่มองเผินๆ เหมือนจะไก่กาสุดๆ นี่แหละ ที่อาจเป็นหมัดเด็ด

สามทษวรรษหลังมานี้ นอกจากจะแต่งองค์ทรงเครื่องออกจากบ้านแล้ว มนุษยชาติยังเริ่มหันมาใส่ใจประดิดประดอยตัวตนบนโซเชียลมีเดียอย่างพิถีพิถันไม่แพ้กัน รู้ตัวอีกทีวัฒนธรรมการคุมโทนและภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ที่ดูเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอิริยาบถก็กลายมาเป็นค่านิยมหลัก

อย่างที่ผู้อ่านหลายคนคงพอจับสังเกตได้ คนเจนฯ ซีและเยาวชนเจนฯ อัลฟาจำนวนมากเลือกตอบโต้แรงกดดันที่ว่านี้ด้วยการเขย่าคอนเทนต์แสดงตัวตนให้ดูยุ่งเหยิงเข้าไว้ ทั้งแคปชั่นสั้นๆ คล้ายพิมพ์ก่อนโพสต์แบบส่งๆ ไม่คิดมาก วัฒนธรรมโละภาพในมือถือลงโซเชียลแบบ (เหมือนกับ) สุ่มๆ ที่เราเรียกกันว่า photo dump 

และแน่นอน ที่จะขาดไปไม่ได้—กล้องรุ่นเก่าๆ สักตัว หรืออุปกรณ์ใดก็ตามที่สามารถมอบสุนทรียะแห่งความ ‘ไม่ปรุงแต่ง’ ให้แก่พวกเขา

กลยุทธ์ตลาดบนความอยากรู้อยากเห็น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อดคิดไม่ได้ว่า ความไวรัลของ Charmera ช่างเป็นความสำเร็จที่แปลกประหลาด นั่นอาจเพราะคุณมองมันในฐานะอุปกรณ์ถ่ายรูป ไม่ใช่สินค้าโนเวลตี (novelty item) ที่มีกิมมิกและคุณค่าทางจิตใจเป็นเรื่องหลัก และมีฟังก์ชั่นใช้งานเป็นเรื่องรอง 

ใครก็ตามที่มีโอกาสพิจารณา market positioning ของสินค้าไลน์นี้ดีๆ จะตระหนักว่า Kodak อ่านและตีความรสนิยมของคนรุ่นใหม่ได้ขาดทีเดียว หนึ่งในกลยุทธ์การเพิ่ม brand engagement ที่นักวิจัยสาขาตลาดสนทนากันมาสักพักใหญ่ว่าได้ผลชะงัด คือการออกสินค้าโนเวลตีแปลกๆ มากระตุกต่อมให้คนสงสัยเล่นๆ ว่า “ทำมาขายใครนะ” 

ความน่าสนใจคือที่สินค้าที่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์ในแง่ประโยชน์ใช้สอยแต่อย่างใด ตัวอย่างจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร เช่น แบรนด์ซอสปรุงรส ไฮนซ์ (Heinz) ทำมายองเนสรสช็อกโกแลตส้ม หรือเชนฟาสต์ฟู้ดอย่างแมคโดนัลด์ (McDonald’s) ที่จู่ๆ ก็นึกอยากขายเทียนหอมกลิ่นเบอร์เกอร์ 

ผลสัมฤทธิ์นี้ไม่ได้วัดกันที่ว่า ผลิตภัณฑ์ไลน์ทั่วไปของแบรนด์ยอดขายพุ่งสูงขึ้นแค่ไหนในระยะเวลาอันสั้น แต่ดูตรงยอดการถูกพูดถึงบนหน้าสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย ซึ่งเห็นได้ชัดว่า Kodak ทำสำเร็จ

เสน่ห์ชวนสนเท่ห์ของความเล็กจิ๋ว

Kodak Charmera เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2025 โดยในการตามหาจุดกลมกล่อมระหว่างเทรนด์กล่องสุ่มและการตลาด nostalgia พวกเขาเลือกที่จะผสมแง่มุมแปลกใหม่ นั่นคือความเป็นของกระจุ๊กกระจิ๊กที่ถ่ายรูปได้จริง เข้ากับแง่มุมที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ได้แก่ รูปลักษณ์คลาสสิกสไตล์ยุค 80s

แรงบันดาลใจหลักของเจ้ากล้องชาร์มไลน์นี้คือ Kodak Fling กล้องฟิล์ม 110 แบบใช้แล้วทิ้งตัวแรร์ วางขายอยู่แค่ราวๆ 2 ปี ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยการมาถึงของกระแสกล้องฟอร์แมต 35 มม. ในยุค 90s โดยจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำ Fling (ภาพล่างทางด้านซ้าย) แม้จะเลิกผลิตมาแล้วเกือบ 40 ปี คือขนาดที่เล็กกระจิดริดพอจะซ่อนอยู่ในกำปั้นของเราได้โดยไม่มีใครสังเกต อีกนิดก็จะเล็กเท่ากับเจ้า Charmera (ภาพล่างทางด้านขวามือ) แล้วนั่นเอง

เมื่อผนวกคอนเซปต์น่ารักๆ เข้ากับการวางขายเป็น blind box ประกอบด้วย 6 ลายให้เสี่ยงโชค ผลคือขายดีจนขาดตลาดทั่วโลกอยู่นานเกือบ 3 เดือนในช่วงปลายปี 2025 นอกจากจะถูกคนรุ่นใหม่หยิบมาทำคอนเทนต์บ่อยๆ ความนิยมที่พุ่งพรวดยังส่งผลให้มีการนำไปรีเซลอัพราคากันอยู่เนืองๆ

พอเข้าช่วงกลางปี 2026 ทางโกดักจึงออก Millennium Edition มาสมทบ โดยเป็นคอลเลกชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้องดิจิทัลยุคปี 2000 ฟังก์ชั่นและคุณภาพไม่ต่างจากรุ่นแรก แต่นอกจากดีไซน์ภายนอกแล้ว ลูกเล่นอื่นๆ เช่น ฟิลเตอร์หรือกรอบที่ติดมากับกล้องก็ออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีกลิ่นอายแบบ Y2K Lofi 

ฟังรวมๆ แล้ว ในแง่การใช้งานอาจไม่แตกต่างจากกล้องทอยที่เราเคยเห็นกันมาแล้วนับรุ่นไม่ถ้วน เสน่ห์ที่โดดเด่นเทียบยากจึงเป็นเรื่องของไซส์ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่ของใหม่ที่ไม่มีใครในแวดวงเคยทำมาก่อน 

ก่อนหน้า Charmera เคยมีแบรนด์กล้องที่พยายามจุดกระแส miniature camera นั่นคือ Fuji ซึ่งวางขาย Fujifilm Instax Pal เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2023 จุดแตกต่างหลักที่ไม่เหมือน Charmera คือความทะเยอทะยานจะเป็นกล้องถ่ายรูปที่มากกว่า พ่วงมากับราคาสูงกว่าราว 2 เท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าด้วยระดับราคาที่จริงจังขึ้นมา คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ที่จะขายในรูปแบบกล่องสุ่ม

เรียกได้ว่ากระแสของ Charmera ที่ถูกเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องถึงหนึ่งปีเต็มนั้น มาจากส่วนผสมแห่งความสำเร็จมากมายหลายอย่าง ทั้งกิมมิกน่าสนใจ ดีไซน์น่ารัก ราคาจับต้องได้ จังหวะวางขายที่พอดีกับทั้งขาขึ้นของสินค้าประเภท collectible ตลอดจนความโหยหาในสิ่ง (ที่ดูเหมือน) ไม่สมบูรณ์แบบของคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยที่ภาพชินตาคือความงามไร้ที่ติ

อ้างอิง

RYA Athletics ร้าน selected store ที่ย่นระยะความห่าง ของคนไทยกับแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งระดับโลก

ในวันที่ไลฟ์สไตล์แบบพี่นักวิ่งกลายเป็นกระแสในสังคมไทย ผู้คนต่างหันมาออกกำลังกาย จ็อกกิ้งตามสวนและริมถนนกันเป็นจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการขยายตัวของธุรกิจ ที่เข้ามาตอบสนองต่อเทรนด์นี้ ซึ่งรวมไปถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์การวิ่ง ที่มีทั้งเจ้าใหญ่และเจ้าใหม่เกิดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด 

ทว่า ในธุรกิจเสื้อผ้าวิ่งวันนี้ เราไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์ระดับโลก 3-4 แบรนด์อีกต่อไปแล้ว ประเทศไทยเองก็เริ่มหันมาผลิตแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งเป็นของตัวเอง รวมถึงในต่างประเทศก็เริ่มมีแบรนด์เกิดขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งกับเจ้าตลาดเป็นจำนวนมาก 

สิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้ เป็นเพราะไลฟ์สไตล์และความต้องการของนักวิ่งในปัจจุบันมีความเฉพาะตัวและหลากหลายมากยิ่งขึ้น แบรนด์น้องใหม่เหล่านี้จึงมักมีคาแร็กเตอร์ มีการนำเสนอ และมีกลุ่มเป้าหมายที่ niche แก่นักวิ่งที่มีรสนิยม มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป

จุดนี้เองที่ร้านเสื้อผ้าวิ่งประเภท selected store เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการวิ่ง เพราะในยุคสมัยที่มีแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งมากมาย หากมีร้านที่ทำการคัดกรองและเลือกมาแล้ว ว่าสินค้าแบรนด์นี้เหมาะสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์และรสนิยมแบบเดียวกัน ก็จะทำให้นักวิ่งสามารถเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้มากขึ้น

RYA Athletics ก็เช่นกัน เพราะด้วยความที่ กี้–ชนากานต์ เลอไกรสิทธิ์ และโอม-ภัทรพล หวานใจ อินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกาย เริ่มมองเห็นว่า เสื้อผ้าวิ่งนั้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่คนไทยกลับยังไม่มีโอกาสได้รู้จัก หรือลองสัมผัสสินค้าเหล่านี้เท่าที่ควร จึงทำการเปิดร้านนี้ขึ้นมา โดยหวังว่าจะเป็นพื้นที่ให้นักวิ่งไทยและแบรนด์เสื้อผ้าจากทั่วโลก ได้มาพบเจอกัน 

แล้วแนวคิดที่ว่าจะทำได้ยังไง และด้วยความเชื่อแบบไหน เราขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมกันจากบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้

สปอร์ตแวร์–มากกว่าเสื้อผ้า คือการบอกว่าเราคือใคร

ย้อนกลับไปก่อนหน้า ชนากานต์และภัทรพล คืออินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย อีกทั้งยังเป็นนักกีฬา และเทรนเนอร์ที่ให้ความรู้ด้านการออกกำลังกาย จึงทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาใส่ในแต่ละวันมักเป็นชุดสำหรับการออกกำลังกายอยู่เสมอ 

ดังนั้นการคัดเลือกเสื้อผ้าออกกำลังกายและวิ่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างมาก 

ชนากานต์ : ด้วยความที่เราเป็นคนใส่ชุดออกกำลังกายมากกว่าชุดธรรมดา ทั้งด้วยกิจกรรมส่วนตัว รวมถึงงานที่ทำอยู่ ดังนั้นเวลาจะซื้อชุดพวกนี้เราจึงค่อนข้างซีเรียสกับมันพอสมควร ว่ามันจะต้องดี

ซึ่งคำว่าดี ไม่ใช่ในเชิงคุณภาพหรือมีดีไซน์ที่ถูกใจเพียงอย่างเดียว แต่เรามองลึกไปอีกว่าเป็นแบรนด์อะไร แบรนด์เขามี personality ยังไง เขาสื่อสารกับลูกค้ายังไง เพราะเราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันจะบ่งบอกตัวตนได้ว่าเป็นคนยังไง มีรสนิยมแบบไหน

โอม : ผมก็เหมือนกัน ด้วยความที่ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาก็ทำงานเป็นเทรนเนอร์มาโดยตลอด  ทำงานเสร็จก็มาออกกำลังกายของตัวเองต่อ เสื้อผ้าที่ใส่ในทุกวันก็จะมีแต่เสื้อผ้าออกกำลังกาย แล้วยิ่งได้มาเริ่มวิ่ง ก็ยิ่งทำให้การใส่เสื้อผ้าออกกำลังกายมันถลำลึกลงไปอีก เพราะคราวนี้เราไม่ได้แค่เลือกเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายแล้ว เสื้อผ้าวิ่งมันมีรายละเอียดมากกว่า ต้องมาเลือกความยาว ความกระชับ คิดถึงเรื่องเนื้อผ้า 

แล้วยิ่งส่วนตัวผมเองเป็นคนชอบใส่เสื้อผ้าไม่ซ้ำกับคนอื่น ชอบหาเสื้อผ้าที่แตกต่าง ก็เลยทำให้รู้ว่าในโลกของเสื้อผ้าออกกำลังกาย โดยเฉพาะเสื้อผ้าวิ่งที่มีหลากหลายแบรนด์กระจายอยู่ตามมุมโลกเต็มไปหมด

ผู้เขียนถามต่อว่า ในมุมมองของพวกเขาเสื้อผ้าสำหรับเวทเทรนนิ่งกับเสื้อผ้าวิ่งต่างกันเยอะไหม? เรื่องนี้ทั้งคู่เห็นพ้องตรงกันว่า เสื้อผ้าวิ่งมีความแตกต่างและมีความละเอียดมากกว่าเสื้อผ้าเวท จึงทำให้การเลือกซื้อเสื้อผ้าวิ่งในแต่ละแบรนด์มีความหลากหลายและสนุกเป็นพิเศษ

ภัทรพล : ผมมองว่าค่อนข้างแตกต่างเลยนะ เพราะถ้าเราเล่นเวทเทรนนิ่ง เราอาจจะใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ เป็นเนื้อผ้าคอตตอนก็ยังไหว ขอแค่เรายังยกเหล็ก หรือทำท่าสควอตแล้วเป้ากางเกงไม่ขาดก็พอ แต่พอมาลองวิ่งแล้ว เสื้อผ้าแบบนั้นมันไปกับกีฬาวิ่งไม่ไหว การวิ่งมันต้องการความคล่องตัว ความกระชับ เสื้อผ้าก็ควรทำออกมาให้สอดคล้องกับเรื่องนี้ ใส่สบาย ไม่เสียดสี ไม่รุ่มร่าม มันจึงมีรายละเอียดในจุดต่างๆ เต็มไปหมด

ชนากานต์ : เราว่ามันรวมไปถึงเสื้อผ้าของผู้หญิงด้วย สมัยที่ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง การเคลื่อนไหวอาจจะไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นสปอร์ตบราเราจึงไม่ต้องมาดูเรื่องความกระชับ คล่องตัวขนาดนั้น ขอแค่ดีไซน์สวย สีถูกใจก็เป็นพอแล้ว แต่พอมาเป็นกีฬาวิ่งที่มันมีแรงกระแทกสูง มีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเยอะ สปอร์ตบราบางตัวที่ดูสวย หน้าตาโอเค กลับไม่ตอบโจทย์ในการวิ่ง ไม่ซัพพอร์ตร่างกายขณะเคลื่อนไหว หรือเป็นผ้าที่ไม่ระบายน้ำ จนมันชุ่มเหงื่อตอนวิ่ง แบบนี้ก็ไปต่อกับมันไม่ไหว คือเราต้องมาพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น 

ในใจผู้เขียนเกิดคำถามว่า เสื้อผ้าวิ่งมันต้องขนาดนั้นเชียวเหรอ! เพราะหากมองออกไปตามสวนสาธารณะหรือในยิมต่างๆ ก็ยังมีคนใส่เสื้อผ้าทั่วไปมาวิ่งและออกกำลังกายได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อเสื้อผ้าออกกำลังกายแบบที่ทั้งสองคนทำ

ภัทรพล : ก็จริงแหละที่เราจะใส่เสื้อผ้าแบบไหนออกไปวิ่งหรือเวทเทรนนิ่งก็ได้ แต่ในเมื่อเรามีทางเลือกที่อาจจะดีและเหมาะสมกว่า ทำไมจึงไม่ลอง เพราะในอีกมุมหนึ่งการวิ่งหรือเวทเทรนนิ่งที่คิดว่าทำได้ดีพอสมควรแล้ว การได้ใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับกิจกรรมนั้นแล้วอาจทำให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ในการวิ่งดีกว่าเดิมก็ได้

ชนากานต์ : เห็นด้วยกับโอม สุดท้ายจะใส่อะไรก็ได้ อยู่ที่ความถนัด แต่ส่วนตัวเรามองว่า หากมนุษย์คิดค้นช้อนมาสำหรับการตักข้าว กินข้าวต้ม กินโจ๊กแล้ว การจะยังใช้ช้อน ใช้ตะเกียบมันก็ทำได้ แต่คงไม่ถนัดเสียเท่าไหร่สำหรับคนส่วนมาก เรื่องเสื้อผ้าออกกำลังกายก็เหมือนกัน หากมีแบรนด์ที่คิดค้นและออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้แล้ว จะลองเอามาใช้สำหรับกิจกรรมนั้นโดยเฉพาะ ก็ดูเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า

selected store เพราะเห็นว่าดี จึงอยากเอามาบอกและขายต่อ

จากไลฟ์สไตล์สู่ธุรกิจสำหรับคนในแบบเดียวกัน 

วันนี้นอกจากเทรนเนอร์ อินฟลูเอนเซอร์แล้ว ทั้งคู่มีความคิดอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าและสินค้ากีฬามาโดยตลอด โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเองก็เคยเปิดร้านพรีออร์เดอร์อุปกรณ์กีฬา ก่อนที่จะต่อยอดมาเป็น RYA Athletics ในปัจจุบัน 

ภัทรพล : พวกเราเองมีความคิดเรื่องการทำธุรกิจมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยเล่นกีฬา Crossfit ที่เคยเปิดร้านพรีออร์เดอร์อุปกรณ์กีฬา จนมาถึงปัจจุบันที่การวิ่งกลายเป็นสิ่งที่พวกเราสนใจ ซึ่งก็ค้นพบว่า ปัจจุบันโลกของแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาไม่ได้มีแค่แบรนด์ระดับโกลบอลที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป มันมีแบรนด์ที่มีความเฉพาะตัว มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าสื่อสารกับใคร นักวิ่งแบบไหน ออกแบบสินค้าผ่านความเชื่อแบบใด ซึ่งแบรนด์เหล่านี้เป็นสิ่งใหม่และน่าสนใจเป็นอย่างมาก

และในขณะเดียวกัน เราก็เห็นว่านักวิ่งในไทยเองที่เขาอาจจะมีไลฟ์สไตล์หรือความต้องการแบบเรา แต่กลับไม่ค่อยได้เห็นหรือรู้จักแบรนด์เหล่านี้เท่าไหร่นัก ประกอบกับการที่เรามีโอกาสได้ไปต่างประเทศ เห็นว่าแต่ละประเทศเขามีกลุ่มนักวิ่งที่สนใจเสื้อผ้าเฉพาะทางเหล่านี้อยู่ และเป็นคอมมิวนิตี้ที่แข็งแรง อีกทั้งยังมีร้านประเภท selected store ที่เลือกสินค้าบางแบรนด์ บางรุ่นมาขาย ก็กำลังเป็นเทรนด์ที่เติบโตและได้รับความนิยม เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า อยากเอาสิ่งนี้เข้ามาในประเทศไทย ให้นักวิ่งในบ้านเราได้รู้จักมากขึ้น 

ชนากานต์ : ประกอบกับตอนนั้น หุ้นส่วนอีกหนึ่งคน (สิทธิกาญจน์ วลีอิทธิกุล) มาเจอพื้นที่ตรงนี้กำลังปล่อยให้เช่าพอดี เลยเกิดตัดสินใจกันว่า ถ้าจะเริ่มตอนนี้ก็ดูเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เรามีไอเดีย เราเห็นโอกาสในการเติบโต เรามีโอกาสในการทำหน้าร้านเข้ามา ก็เลยตัดสินใจลองเริ่มทำกันดู

ด้วยเหตุที่กล่าวมา RYA Athletics จึงถือกำเนิดขึ้น โดยเลือกปักหลักร้านภายในโครงการ Yolo ที่ซอยสมคิด ลุมพินี ในฐานะ Running Selected Store ที่หยิบจับและคัดเลือกแบรนด์และสินค้าที่มีเอกลักษณ์และตัวตนชัดเจน โดยมีความตั้งใจว่า อยากให้คนไทยได้รู้จักและสัมผัสกับแบรนด์เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์ออกกำลังกาย Bandit Running, Tracksmith, Research Studio, Soar Running, District Vision, R.A.D Global, Hermanos Koumori, Minted New York เจลให้พลังงานอย่าง Maurten และ SAP GOOD ENERGY รวมถึง Stryd Foot อุปกรณ์ตรวจวัดค่าพลังงานในการวิ่ง ที่มีคีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งทีมชาติไทยเป็นพรีเซนเตอร์

ในบรรดาแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งที่มีอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก RYA Athletics มีวิธีคัดกรองและตัดสินใจเลือกแบรนด์และสินค้ายังไง เรื่องนี้ทั้งคู่อธิบายเอาไว้ว่า ต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาใช้จริงและชอบ ถึงจะนำเข้ามาให้นักวิ่งชาวไทยได้ใช้กัน 

ภัทรพล : อันดับแรก คือพวกเราต้องเคยใช้และรู้สึกชอบกันก่อน จากนั้นจึงจะติดต่อไปว่า อยากขอเป็นพาร์ตเนอร์กับเขาเท่านั้น คือพวกเราจะไม่ใช้วิธีกดสินค้าจากหน้าเว็บไซต์แล้วเอามาขายต่อ เราอยากเป็นพาร์ตเนอร์กับเขา คุยกับเขาตรงๆ ว่าไม่ใช่แค่สินค้า แต่วิธีการนำเสนอ วิธีการเล่าถึงเรื่องราวของแบรนด์ เหล่านี้เราอยากทำให้คนไทยได้รู้จักและเข้าใจจริงๆ

ชนากานต์ : ตลาดของกลุ่มลูกค้า RYA Athletics คือนักวิ่งที่คาดหวังกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ตัวเอง รวมถึงสายวิ่งสนุกๆ ชอบหยิบจับเสื้อผ้าวิ่งมาแต่งตัวด้วย โดยสินค้าของเราก็จะต้องสอดรับกับความต้องการเหล่านี้คือทั้งคุณภาพต้องอยู่ในระดับที่ใช้ในการแข่งขันได้ ออกแบบและมีเทคโนโลยีที่เหมาะกับการวิ่ง รวมถึงมีสไตล์การออกแบบที่ชัดเจนว่าเหมาะสำหรับนักวิ่งแบบไหน อยากเห็นภาพแบบไหนจากนักวิ่งที่ซื้อสินค้าของแบรนด์เหล่านี้ไป

เพราะ RYA Athletics ชอบ จึงอยากให้คนไทยได้ลองใส่ แต่สิ่งที่ผู้เขียนสงสัยคือแล้วสินค้าไหนที่เรียกได้ว่าเป็นสินค้าที่ RYA Athletics ชอบ เรื่องนี้ชนากานต์และภัทรพลอธิบายว่า เรื่องความชอบนั้นสำหรับหุ้นส่วนแต่ละคน คงมีเกณฑ์ในการเลือกที่แตกต่างกัน 

ชนากานต์ : สำหรับเรา อันดับแรกคือเห็นแล้วต้องชอบ ต้องถูกใจ อันนี้คือเรื่องแรก แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจทันทีนะ แต่ต้องเอามาลองก่อนว่าใส่แล้วเป็นยังไง ใช้วิ่ง ใช้ออกกำลังกายได้จริงไหม เพราะที่ผ่านมาก็มีหลายแบรนด์ที่ในตอนแรกเห็นแล้วรู้สึกประทับใจมาก แต่พอเอามาใส่จริงกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราขนาดนั้น เราก็จะไม่เอาของชิ้นนั้นเข้ามาขาย 

อีกส่วนที่สำคัญคือ มันต้องมีกลิ่นอายเป็นของตัวเอง คือเป็นสินค้าที่คาแร็กเตอร์ มีเรื่องราว ว่ากว่าจะเป็นสินค้ารุ่นนี้ ของแบรนด์นี้ มีที่มาที่ไปยังไง เราจะไม่ค่อยสนใจแบรนด์ที่บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากแบรนด์อื่นมาเป็นของตัวเองเท่าไหร่นัก

ภัทรพล : ของผมเองก็คล้ายกับของกี้ แต่มีเสริมว่าจะต้อง เป็นสินค้าที่ผมเห็นว่าสามารถขายให้กับคนไทยและสามารถเจาะตลาดนักวิ่งไทยได้ 

ที่สำคัญคือทางแบรนด์เหล่านั้นต้องยินดีที่จะเป็นพาร์ตเนอร์ทำธุรกิจร่วมกับเรา ซึ่งเรื่องนี้ในช่วงแรกค่อนข้างยาก เพราะพวกเราเริ่มมาจากศูนย์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีเว็บไซต์ การไปพูดคุยกับแบรนด์เหล่านี้ก็ต้องใช้ความพยายามในการสื่อสาร การเล่าเป้าหมายของ RYA Athletics แต่ในมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะเขาจะได้เห็นภาพชัดเจนว่าร้านกำลังทำอะไร และจะพาสินค้าของเขาไปอยู่ในจุดไหนในวงการวิ่งของประเทศไทย

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ RYA Athletics แตกต่างจากร้านขายเสื้อผ้าวิ่งทั่วไป คือการที่พวกเขาดึงแบรนด์ต่างๆ เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งอาจเพิ่มเงื่อนไขต่างๆ ให้กับร้านต้องนำสินค้าเข้ามาขายมากขึ้น สวนทางกับวิธีรับหิ้วที่เป็นแนวทางที่หวังทำกำไรได้มากกว่า แต่พวกเขาเชื่อว่าการเป็นพาร์ตเนอร์ มันช่วยให้แบรนด์และร้านของพวกเขาเติบโตในตลาดนักวิ่งชาวไทยในระยะยาวได้ดีกว่า 

ชนากานต์ : ในเชิงตัวเลขมันอาจทำกำไรได้ไม่ดีเท่าแบบรับหิ้วด้วยซ้ำ แต่พวกเราให้ความความสำคัญกับเรื่องความสัมพันธ์ของแบรนด์ ร้านค้า และลูกค้ามากกว่า เรามองว่าด้วยความที่เป็นคนแบบเดียวกัน รสนิยมคล้ายกัน ก็อยากนำสิ่งที่ทางแบรนด์เป็น เอามานำเสนอให้คนไทยได้รู้จัก ได้ลองสัมผัส มากกว่าเพียงแค่จะเลือกสินค้าเข้ามาขายและทำกำไรเพียงอย่างเดียว

Thai Culture พี่นักวิ่งไทยในวันนี้

  RYA Athletics เริ่มเปิดหน้าร้านช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 สิ่งที่เราสงสัยคือร้าน selected store แห่งนี้ทำยังไงให้นักวิ่งชาวไทยเข้าใจและให้การสนับสนุนได้ ท่ามกลางสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่นำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งคู่ให้คำตอบว่า สิ่งสำคัญคือให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสและซึมซับสตอรีของสินค้านั้นๆ ด้วยตนเอง

ภัทรพล : ผมใช้คำว่าฟีดแบ็กดีได้เลย ส่วนหนึ่งผมคิดว่าคนไทยเขารู้จัก และรอได้ลองสัมผัส ลองซื้อแบรนด์เหล่านี้อยู่ เพราะพูดกันตามตรง ด้วยกำลังคนเท่านี้ ในช่วงแรกพวกเราแทบไม่ได้โปรโมตหรือทำการตลาดเกี่ยวกับ RYA Athletics หรือแบรนด์ที่เรานำเข้ามาขายเท่าไหร่เลย กลับกันเป็นกลุ่มลูกค้ากันเองนี่แหละที่เขารู้จัก เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว พอวันนี้ที่มีสินค้าของจริงมาขายที่ร้านเรา เขาก็อยากมาดู มาสัมผัสด้วยตนเอง 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ราคาสินค้าของ RYA Athletics ที่ค่อนข้างสูงกว่าสินค้าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด โดยจะมีราคาตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท อย่างไรก็ดี ทั้งคู่กลับมองว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลแล้วหากพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่แบรนด์เหล่านี้พยายามนำเสนอให้กับนักวิ่ง 

ชนากานต์ : เราก็เจอเหมือนกันนะ คนที่เดินเข้ามาในร้าน มาจับสินค้า แล้วก็บอกว่าไม่ต่างกับเสื้อผ้าของจีน ไม่รู้แพงอะไร แล้วก็เดินออกไป อะไรแบบนี้ก็มี 

ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคำว่าแพงของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือต้องสื่อสารกับคนไทยว่า ราคาเท่านี้คุณจะได้รับอะไรกลับไปบ้าง เช่นเรื่องคุณภาพ ทุกวันนี้เสื้อผ้าวิ่งมีเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอด ทั้งในแง่วัสดุ มีผ้าที่ระบายความร้อน ไม่อุ้มน้ำ หรือเรื่องการตัดเย็บที่ออกแบบมาสำหรับการเคลื่อนไหวแบบวิ่งโดยเฉพาะ 

แน่นอนว่าบางแบรนด์อาจมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่ากัน และราคาอาจถูกกว่า แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์ที่ RYA Athletics เลือกมามันแตกต่าง คือเรื่องราวที่พวกเขานำเสนอ ความพยายามที่จะแตกต่างจากแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งทั่วไป สำหรับพวกเราสิ่งนี้มันสร้างให้แบรนด์มีตัวตนที่ชัดเจน และตอบรับความต้องการของนักวิ่งที่มองหาอะไรที่ ‘ยูนีก’ แบบนี้มาโดยตลอด 

ดังนั้นถ้าคุณภาพมันสมเหตุสมผลและมันตอบโจทย์กับสิ่งที่ลูกค้ามองหา ราคาจะเท่าไหร่ ลูกค้าก็ยอมจ่าย

ภัทรพล : แต่ในวันแรกก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ก็ต้องพยายามสื่อสาร พยายามคุยกับลูกค้าอยู่ตลอด เพราะบางคนเขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมราคาต้องแพงขนาดนี้ แต่พอเราเริ่มป้อนข้อมูล เขาได้เริ่มรู้จัก เขาไปศึกษาต่อ สุดท้ายเขาก็อาจกลับมาเป็นลูกค้าของ RYA Athletics ในภายหลัง

ระหว่างที่บทสัมภาษณ์กำลังดำเนินไป ชนากานต์และภัทรพลยกตัวอย่างสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสองลำดับแรกในร้าน RYA Athletics ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด นั่นคือ Bandit Vento Half Tight กางเกงรัดกล้ามเนื้อจากสหรัฐอเมริกา ที่ผ้าใส่สบาย กระชับกับรูปร่าง รวมถึง Stryd อุปกรณ์วัดค่าพลังงานการวิ่ง ที่หลายคนก็เริ่มนำไปใช้ในการซ้อม เพื่อพัฒนาการวิ่งของตัวเองให้ดีขึ้น 

ชนากานต์แชร์อีกเรื่องที่น่าสนใจแต่ยังไม่มีใครรู้ คือเรื่อง ‘เทสต์’ การเลือกซื้อสินค้าของคนออกกำลังกาย โดยเฉพาะฝั่งผู้หญิงที่มีพฤติกรรมต่างไปจากที่คนส่วนใหญ่คิด ว่าต้องซื้อเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสฉูดฉาด ซึ่งความจริงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ชนากานต์ : อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเราคือในส่วนเสื้อผ้าของผู้หญิง โดยเฉพาะสปอร์ตรา ในช่วงแรก เราวางแผนกันว่าจะเอาสปอร์ตบราที่มีสีและสไตล์ค่อนข้างสดใสมาขาย เพราะคิดว่าคนไทยน่าจะชอบสีและลวดลายแบบนี้ แต่ปรากฏว่าผิดคาด คนไทยชอบใส่สปอร์ตบราสีเข้มๆ ลวดลายเรียบๆ เพราะแมตช์กับกางเกงหรือเสื้อได้ง่ายกว่า รวมไปถึงเรื่องไซส์ที่กลายเป็นว่าไซส์ X หรือ XS จะหมดก่อนเสมอ 

อาจเพราะร้านเรามีกันอยู่แค่ 3 คน สินค้าที่เลือกมันเลยเริ่มต้นจากรสนิยมของคนกลุ่มนี้เพียงเท่านั้น หลังจากนี้เราจึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนกันต่อไป รับฟังลูกค้ามากขึ้นว่าเขาอยากได้อะไร ชอบเสื้อผ้าวิ่งแบบไหน

next move ของร้าน selected store ที่มีของให้พี่นักวิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้า

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ RYA Athletics มีความโดดเด่น และแตกต่าง คือการที่ร้านดำเนินกิจการด้วยอินฟลูเอนเซอร์ด้านกีฬาถึง 2 คน 

ในเชิงธุรกิจ เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ชื่อเสียงและการมีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในการทำธุรกิจยังไงบ้าง 

ชนากานต์ : เรามองว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเลย

ข้อดีคือ เราจะมีอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสารและโปรโมตร้าน RYA Athletics ผู้ติดตามก็จะได้เห็นว่า คุณกี้เปิดร้านเสื้อผ้าวิ่งแล้ว ซึ่งมันก็เป็นกระบอกเสียงให้ธุรกิจได้ ไม่ต้องทุ่มเงินไปกับการทำประชาสัมพันธ์เท่ากับร้านอื่นๆ

แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังเรื่องการเอาชื่อเสียงไปผูกอยู่กับธุรกิจของตัวเอง เพราะวันหนึ่งเราอาจทำอะไรผิดพลาด เกิดดราม่าบางอย่างขึ้นมา แน่นอนว่าร้านของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย คนอาจเข้ามาถล่มร้านทั้งที่หุ้นส่วนคนอื่นๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด 

ภัทรพล : จนถึงตอนนี้ผมมองว่ามันก็ยังเป็นข้อดีมากกว่า เพราะผมคิดภาพไม่ออกเลยว่า หากไม่มีฐานผู้ติดตามมาก่อนหน้า ในช่วงแรกของการเปิดร้านจะทำยังไงให้มีคนเข้ามาอุดหนุนได้มากขนาดนี้ เพราะเราเริ่มกันอย่างมีทรัพยากรที่จำกัดจริงๆ ทั้งเรื่องของเงินและเวลา 

คือท้ายที่สุดมันก็จะมีลูกค้าแหละ พวกเราเชื่อในแบรนด์ที่เอามาขาย และมั่นใจว่ามีคนรสนิยมแบบเดียวกันกำลังรออุดหนุนอยู่ เพียงแต่มันจะยากกว่านี้มากๆ 

นอกจากนี้ RYA Athletics ยังได้ลองจัดอีเวนต์ทั้งรันคลับและการวิ่งลู่มาแล้วถึง 2 ครั้ง เพื่อโปรโมตสินค้าภายในร้าน

ภัทรพล: เรื่องนี้ถือว่าเหนือความคาดหมายของผมเหมือนกันนะ อย่างตอนทำอีเวนต์ Launch Run เพื่อโปรโมตแบรนด์ Bandit และ Research Studio ลูกค้าก็ให้การตอบรับเยอะมาก ได้เจอลูกค้าที่มาซื้อสินค้ากับเราจริงๆ ได้พูดคุย ได้รู้ว่าเขาชอบแบบนี้เพราะอะไร อยากได้อะไรเพิ่มเติม ก็เป็นข้อเสนอแนะให้เรามาทำการบ้านต่อ 

ชนากานต์ : แต่ถ้าถามว่าการทำร้านขายเสื้อผ้าวิ่ง จำเป็นต้องทำอีเวนต์ ต้องจัดรันคลับไหม เราว่าอาจจะยังไม่จำเป็นขนาดนั้น 

สำหรับเราการจะทำอีเวนต์หนึ่งครั้ง มันใช้ทั้งพลัง ใช้ทั้งเงิน ค่อนข้างมาก เบื้องหน้าที่คนมาวิ่งกันสนุกสนาน เสร็จแล้วไปกินกาแฟต่อ แต่เบื้องหลังมันเต็มไปด้วยการวางแผนค่อนข้างเยอะและต้องรัดกุม จะทำอีเวนต์สักหนึ่งครั้งต้องคิดแล้ว จะทำยังไงให้คนวิ่งตรงนี้ได้ จะทำยังไงไม่ให้ไปเบียดเบียนคนอื่นที่ใช้พื้นที่ตรงนี้เหมือนกัน หรือถ้าวันนั้นฝนตกจะเปลี่ยนแผนไปเป็นแบบไหน เรื่องพวกนี้ต้องวางแผนหมด ที่สำคัญคือมันต้องตอบโจทย์เป้าหมายจริงๆ ว่าการทำอีเวนต์นี้มันจะนำไปสู่อะไร ทำให้คนได้รู้จักสินค้าของร้านมากขึ้นไหม 

ดังนั้นจำเป็นไหมที่ต้องมีอีเวนต์ มีรันคลับ เวลาเปิดร้านเสื้อผ้า คำตอบของเราคือไม่ แต่อาจทำเป็นส่วนกิจกรรมเสริมขึ้นมา หากมีโอกาส มีจังหวะ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน

หลังจากนี้ เราจะได้เห็น RYA Athletics  ไปในทิศทางไหนต่อ? ภัทรพลให้คำตอบของคำถามนี้ว่า มีความตั้งใจจะขยายประเภทสินค้านอกจากเสื้อผ้า โดยมุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์สำหรับวิ่ง เจลและอาหารเสริม รวมถึงรองเท้าวิ่งจากแบรนด์ R.A.D  ที่เตรียมเป็นสินค้าใหม่เร็วๆ นี้ 

ภัทรพล : ผมอยากเห็นภาพที่นักวิ่งคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านตัวเปล่า  แล้วภายในร้านเรามีสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง เสื้อผ้า แว่นตา รองเท้า เจลให้พลังงาน คือเดินออกจากร้านก็ออกไปวิ่งต่อได้เลย 

ท้ายที่สุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้รับบทเรียนจากการทำธุรกิจครั้งแรกของพวกเขาอยู่ 3 เรื่องคือ 

อันดับแรกคือความจริงใจ เราเป็นคนใช้งานมาก่อน เราก็อยากสื่อสารกับลูกค้า เหมือนกับคนแนะนำของให้กับเพื่อน อะไรดีก็ว่าดี จุดไหนที่ไม่ชอบ ก็พูดตรงๆ จะไม่พยายามไปยัดเยียดแต่ข้อดีให้กับเขา ส่วนลูกค้าจะซื้อไม่ซื้อก็ให้เขาตัดสินใจเอง 

สองคือความเข้าใจ ต้องรู้ว่าคนชอบออกกำลังกาย ชอบวิ่ง มีนิสัยยังไง ชอบใช้สินค้าแบบไหน เพื่อที่เราจะได้คัดเลือกสินค้าเข้ามาขายได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

สุดท้ายคือความรักในการออกกำลังกาย สิ่งนี้คือเรื่องสำคัญที่สุด เพราะมันคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ธุรกิจต่อไปได้เรื่อยๆ อีกทั้งทำให้ตัวเราเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้การวิ่งและการออกกำลังกายในประเทศไทย

ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เปิดตัว MyScape Pulse นิทรรศการชวนตีความ ‘จังหวะชีวิต’ ในหลากหลายมิติ

ไม่ว่าจะเดือนไหน ‘ซีคอนสแควร์’ ศูนย์การค้าเจ้าดังก็มักมีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่ ‘ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์’ ได้เปิดตัว ‘MyScape Pulse’ Experimental Exhibition นิทรรศการที่นำแนวคิดของพื้นที่แห่งใหม่มาตีความผ่าน ‘จังหวะชีวิต’ ในหลากหลายมิติ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถมองเห็น สัมผัส และมีส่วนร่วมได้

สำหรับนิทรรศการดังกล่าวถูกรังสรรค์ภายใต้แนวคิด Feel the Beat of the New Ecosystem ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ แบรนด์ และคอมมิวนิตี้เข้าด้วยกัน โดยซีคอนสแควร์ ร่วมกับ DUCTSTORE the design guru สร้างสรรค์ 4 Experimental Zones เปิดให้ผู้ชมได้ Explore, Interact & Feel พร้อมถอดรหัสแต่ละจังหวะของ Scape ในมิติที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

โดยในนิทรรศการ MyScape Pulse มี 4 ไฮไลต์สำคัญ คือ

1. THE CURATORS ปลดล็อกตัวตนที่ไม่เหมือนใคร ผ่าน Multimedia Installation ที่ตอบสนองสไตล์คุณ ได้แก่

  • Curation Moment : ดำดิ่งสู่ Immersive Installation Art ที่ผสาน Visual, Lighting & Sound Design ไว้อย่างกลมกลืน
  • Identity Definition : สนุกกับการวิเคราะห์ตัวตนที่จัดกลุ่มผู้เข้าชมเป็น 9 ไลฟ์สไตล์ มาลองถอดรหัสดูว่าคุณคือคนประเภทไหน
  • Personalized Experience : เสพแสง สี เสียง ที่ถูก ‘Curate’ มาเพื่อสะท้อนตัวตนของคุณโดยเฉพาะ

2. THE MOVERS ผสานแฟชั่นและพลังการเคลื่อนไหว ผ่าน Interactive Motion ให้หัวใจเต้นตามจังหวะที่คุณเลือกเอง ได้แก่

  • Physical Interaction : สนุกกับการเปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวและ Outdoor Activity ให้กลายเป็นงาน Visual Art
  • Data Visualization : แปลงพฤติกรรมและการขยับร่างกายเป็นดาต้าสุดคูล ท่ามกลางบรรยากาศสไตล์สปอร์ตแฟชั่น
  • Self-Exploration Result : รับผลลัพธ์การสำรวจตัวเอง เพื่อค้นพบพลังงานใหม่ๆ ในการออกไปใช้ชีวิต

3. THE CONNECTORS เชื่อมโยงจังหวะชีวิต ดนตรี และคอมมิวนิตี้ สร้างมิติใหม่ของการแฮงเอาต์ ได้แก่

  • Interactive Co-creation : สร้างสรรค์ผลงานผ่านเสียงดนตรี ที่ร่วมแจมได้ตั้งแต่ 1 คนไปจนถึงยกกลุ่มแก๊ง
  • Rhythmic Control : คุมบีตและจังหวะดนตรีได้ตามใจชอบ ผ่านเทคนิค Projection Mapping ที่ตอบสนองจากตัวคุณ
  • Social Connection : ยิ่งเล่นเยอะ Visual ยิ่งหลากหลาย ยิ่งเชื่อมต่อผู้คนต่างสไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

4. THE RESETTERS หลีกหนีความวุ่นวายมาหลบพักในสเปซปลอบประโลมจิตใจและฟื้นฟูพลังชีวิต ได้แก่

  • Sensory Reset : ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก แล้วกลับมารีเซตสภาวะอารมณ์อยู่กับตัวเอง
  • Mindful Breathing : ฝึกลมหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยวางความคาดหวัง และฮีลใจผ่านประสาทสัมผัสแบบ Slow Living
  • Internal Dialogue : ใช้เวลาฟังเสียงภายในจิตใจ เพื่อรีเซตตัวเองให้กลับมาจัดสมดุลและสงบนิ่งอีกครั้ง

นิทรรศการ MyScape Pulse จะเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 7-16 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00-20:00 น. โดยเปิดให้เข้าชมฟรี ที่บริเวณชั้น 1 Creative Space โซนมันมัน ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

 SC โฟกัสตลาดบ้านเดี่ยว ส่งบ้าน 8 ซีรีส์ 27 ดีไซน์ ที่รังสรรค์ภายใต้แนวคิด Live and Learn Home บ้านที่สร้างจากชีวิตจริง

ช่วงนี้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อยู่ในช่วงการแข่งขันดุเดือด ชนิดที่หลายแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์ออกมามัดใจผู้ซื้อให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ SC บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ที่ออกมาพลิกโฉมหมวดบ้านเดี่ยว ภายใต้แนวคิด Live and Learn Home บ้านที่สร้างจากชีวิตจริง โดยดึงอินไซต์ที่เรียนรู้จากลูกบ้านมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ space design ที่แก้ pain point และตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง

โดยแนวคิดหลักของ Live and Learn Home คือ ‘บ้าน…ที่ปรับไปตามชีวิตที่เปลี่ยน จาก SC’ ซึ่งผ่านกระบวนการสำรวจจากลูกบ้านกว่า 38,000 ครอบครัว และฟังก์ชั่นจากการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยของลูกบ้าน SC เพื่อนำเป็นบทเรียนในการสร้างโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ๆ ในอนาคต 

ยกตัวอย่างฟังก์ชั่นที่ดีไซน์จากแนวคิด Live and Learn Home เช่น 

  • Double Living โซนรับแขกที่สามารถปรับให้เป็น ‘โซนรับแฝด’ หรือก็คือเป็นทั้งห้องรับแขกและห้องสำหรับเลี้ยงเด็ก
  • Equitable Bedroom ห้องนอนสำหรับครอบครัวที่มีเหล่าเด็กๆ ที่ถูกออกแบบให้มีขนาดเท่ากัน เพื่อให้ทุกคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกเท่าเทียมกันทั้งในด้านความรัก ความสุข และโอกาส อีกนัยหนึ่งก็เพื่อแก้ pain point ความรู้สึกไม่เท่าเทียม เมื่อสมาชิกในบ้านได้ห้องนอนขนาดไม่เท่ากัน
  • Secondary Pantry พื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามกิจกรรมของครอบครัว ตั้งแต่วันธรรมดา ไปจนถึงวันพิเศษ ซึ่งแก้ pain point ที่ต้องลงไปชั้นล่างทุกครั้งเพื่อเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
  • His & Her Walk-in Closet พื้นที่แต่งตัวขนาดใหญ่สำหรับให้ทุกไอเทมได้มีพื้นที่ของตัวเอง

ทั้งนี้ บ้านเดี่ยวที่ดีไซน์ภายใต้แนวคิด Live and Learn Home จะเปิดตัวผ่านบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ 27 ดีไซน์ ที่ ณ เวลานี้เปิดตัวไปแล้ว 4 ซีรีส์ ได้แก่

1. Cape Dutch Revival Inspired มาจากสถาปัตยกรรม Cape Dutch Revival ผสมผสานระหว่างสไตล์ดัตช์ดั้งเดิมและสไตล์ท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ โดยนำ ‘symmetry’ (ความสมมาตร) และ ‘grandeur’ (ความสง่างาม) จากศตวรรษที่ 17 มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยพบแบบบ้านนี้ได้ที่โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก

2. Modern Tropical แสงธรรมชาติที่ปลุกทุกเช้า และพื้นที่สีเขียวที่เติมเต็มทุกช่วงเวลา ถูกออกแบบให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต จนทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน…จะเผลอหลงใหลในความเรียบง่ายที่ธรรมชาติมอบให้ เพราะเมื่อธรรมชาติกลายเป็นเอกลักษณ์ของการใช้ชีวิต ทุกวันจึงเป็น Obsessed with the SigNATURE โดยพบแบบบ้านนี้ได้ที่โครงการบางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ รามอินทรา-วัชรพล, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ สาทร-ปิ่นเกล้า, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ ปิ่นเกล้า-บรมฯ, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ บางแค และบางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์

3. Pause Series Find Your New Beginning กด ‘หยุด’ เพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ โดย SC พัฒนาบ้านซีรีส์นี้จากอินไซต์ของลูกค้า ที่ปัจจุบันเผชิญกับความเครียดสะสมจากการทำงาน จึงต้องการบ้านที่จะช่วย charge energy เป็นบ้านเพื่อการพักผ่อนที่แท้จริง โดยพบแบบบ้านนี้ได้ที่โครงการบางกอก บูเลอวาร์ด พอส วิภาวดี-พหลฯ

ใครที่สนใจสามารถไปสัมผัสบ้านที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Live and Learn Home ตามที่กล่าวข้างต้นกันได้เลย

Bangkok Literature & Readers Festival จับมือ British Council จัดงานหนังสือ Speculative Literature ครั้งแรกในไทย

ถ้าจะกล่าวว่าบ้านเราเป็นโอเอซิสของบรรดาหนอนหนังสือก็คงไม่ผิดสักเท่าไหร่ เพราะแทบทุกๆ ไตรมาสมีงานหนังสือหลากหลายแนวมาให้เลือกช็อปไม่หวาดไม่ไหว 

อย่างล่าสุด Bangkok Literature & Readers Festival ชุมชนและคอมมูนิตี้ขับเคลื่อนด้านวรรณกรรมในกรุงเทพฯ ได้จับมือกับ British Council แห่งประเทศไทย ประกาศจัดงาน Bangkok Speculative Literature Festival 2026 เทศกาลวรรณกรรม Speculative Literature หรือวรรณกรรมคาดการณ์ แห่งแรกของประเทศไทย ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ Bangkok Kunsthalle

โดยงานเทศกาลดังกล่าวได้รวบรวมนักเขียนชั้นนำจากประเทศไทย สหราชอาณาจักร และจีน เพื่อชวนผู้เข้าร่วมสำรวจพลังของจินตนาการและเรื่องเล่า ทำความเข้าใจโลกจริงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการอ่านโลกสมมติ พร้อมกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา พูดคุยกับนักเขียน เวิร์กช็อป Creative Writing และตลาดหนังสือและงานคราฟต์ที่คัดสรรมาอย่างดี

ทั้งนี้ Bangkok Speculative Literature Festival 2026 มีเป้าหมายในการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้รู้จักวรรณกรรมแขนงนี้ในวงกว้าง พร้อมผลักดันให้ Speculative Literature เป็นพื้นที่แห่งการคาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคต จุดประกายแนวคิดใหม่ในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่กำลังจะมาถึง และสร้างบทสนทนาข้ามวัฒนธรรมผ่านพลังของเรื่องเล่า

โดยภายในงานพบกับนักเขียนระดับนานาชาติ ได้แก่

  • Regina Kanyu Wang นักเขียนแนวหน้าของแวดวงนิยายวิทยาศาสตร์ในประเทศจีน ผู้ได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมมากมาย และยังเป็นนักวิจัย นักแปล และบรรณาธิการร่วมของหนังสือ The Way Spring Arrives and Other Stories
  • Katalina Watt ผู้เขียนนวนิยายขายดีของ Sunday Times เรื่อง Saltswept และโค้ชด้านการเขียนมากประสบการณ์ ผู้ได้รับเลือก Literature Matters Award 2025 จาก Royal Society of Literature 
  • วีรพร นิติประภา หนึ่งในนักเขียนร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าของสองรางวัลซีไรต์ จาก ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต และ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ
  • อภินุช เพชรภิรัชต์ (Moonscape) นักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ Ladys and Moonscape ด้วยผลงานที่ครองใจคนเจเนอเรชันใหม่อย่าง อยู่แชร์เฮาส์กับเหล่านักเขียน, ใครสักคนในเราทั้งคู่, และสนธยาและหลังจากนั้น ซึ่งได้รับการตีพิมพ์โดย Penguin Random House SEA

ตลอดทั้งวันผู้เข้าร่วมจะได้พบกับกิจกรรมหลากหลาย เช่น เวทีเสวนา พูดคุยกับนักเขียน เวิร์กช็อป Creative Writing รวมถึงตลาดหนังสือและงานคราฟต์ที่รวบรวมสำนักพิมพ์ สิ่งพิมพ์อิสระ ศิลปิน และนักสร้างสรรค์สินค้าสำหรับคนรักการอ่าน เทศกาลแห่งนี้เปิดต้อนรับทั้งแฟนวรรณกรรมแนว Speculative Fiction และผู้ที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักกับเรื่องเล่าที่พาจินตนาการก้าวไกลกว่าความเป็นจริง

สำหรับนักอ่านรายไหนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีที่ https://luma.com/kl4q4xsj