CEA เตรียมจัด Creative Excellence Awards 2026 งานประกาศรางวัลนักสร้างสรรค์ไทย ยกระดับศักยภาพไทยสู่เวทีโลก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในทักษะสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าทันโลกก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ 

เพราะ ‘ความครีเอต’ นี้เอง ที่ช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา จุดประกายไอเดียดีๆ และช่วยให้เราปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้ได้มองความท้าทายในมุมใหม่ๆ เพื่อถ่ายทอดความคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานเฉพาะด้านที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จึงเดินหน้าผลักดันพลังความคิดสร้างสรรค์ไทยในทุกมิติของการพัฒนาที่สร้างคุณค่า (value creation) และผลกระทบเชิงบวก (impact) ให้กับประเทศ ในการจัดงานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ 2569 หรือ Creative Excellence Awards 2026

การประกาศรางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อชิดชูบุคคลและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่นำ “ความคิดสร้างสรรค์” มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศไทย โดยครอบคลุม 3 หมวดหลัก รวม 15 สาขา ที่สะท้อนการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่

Creative City Awards : รางวัลเมืองหรือชุมชนสร้างสรรค์ที่มีการใช้วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และสินทรัพย์ท้องถิ่น มาผสานกับแนวคิดสร้างสรรค์ 

Creative Business Awards : รางวัลสำหรับธุรกิจที่นำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการออกแบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ ต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าและผลักดันความยั่งยืนทั้งทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม 

Creative Social Impact Awards : รางวัลที่ยกย่องผลงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เช่น การส่งเสริมความเท่าเทียม สุขภาวะ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิดสร้างสรรค์ที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับชุมชน จังหวัด หรือประเทศได้อย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ ในงานยังมีเสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘Made in Italy’ เพื่อผลักดันการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ เมือง ธุรกิจ และสังคม ในฐานะเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองว่า การออกแบบไม่ใช่เพียงการสร้างความสวยงามให้กับสินค้า แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับแบรนด์ประเทศ

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ในโลกที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกประเทศ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ คือปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างและเป็นทรัพยากรใหม่ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ 

และการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน หลายประเทศทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนการผลิต ไปสู่การแข่งขันด้วย ‘คุณค่า’ (value creation) ผ่านการออกแบบ นวัตกรรม อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของชุมชน ศักยภาพของผู้ประกอบการ และนักสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สิ่งที่ CEA ต้องการผลักดันคือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่หยุดอยู่เพียงผลงาน แต่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจ นโยบาย เมือง และการพัฒนาสังคมที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง” 

“หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ CEA คือการยกระดับ Creative Excellence Awards ให้ก้าวสู่เวทีรางวัลระดับสากล ที่ไม่เพียงเชิดชูความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัล แต่ยังเป็นกลไกในการสร้างการยอมรับต่อผลงานสร้างสรรค์ของไทย ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เป็นระบบ โปร่งใส และได้มาตรฐาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลต่อยอดผลงานสู่เวทีนานาชาติ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของ CEA เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต” 

สำหรับงาน Creative Excellence Awards 2026 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยนอกจากเป็นเวทีเชิดชูและยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ ยังเป็นเวทีที่เสริมการต่อยอดผลงานสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติอีกด้วย 

โดยในปี 2568 ผลงานของนักออกแบบและองค์กรไทยสามารถคว้ารางวัลจาก Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส ได้จำนวน 3 ผลงาน ซึ่งเป็นเวทีประกวดด้านการออกแบบระดับนานาชาติ และรางวัล Creative Tourism Awards ประเทศสเปน ได้อีก 1 ผลงาน สะท้อนศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่สามารถแข่งขันและสร้างมาตรฐานในระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมติดตามผลการประกาศรางวัล Creative Excellence Awards 2026 ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 17:30-19:30 น. ณ NEXT TECH Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  

หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cea.or.th และเฟซบุ๊กเพจ Creative Economy Agency

60 ปี ของ JANSPORT กระเป๋าเป้ ที่เป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่ และไอเทมขวัญใจนักเรียนยุค 90s 

สำหรับเด็กยุค 90s ที่เติบโตมาพร้อมบรรยากาศแห่งยุคแอนะล็อก หนึ่งในไอเทมที่น่าจะยังอยู่ในความทรงจำ ไปจนถึงเป็น ‘เพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่’ ของใครหลายคน นั่นคือ กระเป๋าเป้ยี่ห้อ JanSport

ไม่แปลกที่เด็กยุค 90s จะยังจดจำเป้สุดฮิตใบนี้ได้ เพราะแม้ตัวแบรนด์จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุค 60s ที่สหรัฐอเมริกา แต่ทศวรรษ 90s คือช่วงเวลาที่ JanSport กลายเป็นตำนานด้วยสินค้ารุ่นไอคอน ที่ปรากฏอยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วอเมริกา 

แน่นอนว่า เมื่อแบรนด์ข้ามฟากมาสู่ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ด้วยดีไซน์เรียบง่าย สีสันหลากหลาย และความทนทาน ทำให้ JanSport ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายเป็นภาพจำของชีวิตวัยเรียน ที่ครั้งหนึ่งต้องเห็นเพื่อนสักคนสะพายกระเป๋าแบรนด์นี้

เมื่อกาลเวลาผ่าน กระเป๋าเป้ JanSport ใบโปรดอาจถูกเก็บซุกไว้ในมุมหนึ่งของตู้เสื้อผ้า แต่จริงๆ แล้ว แบรนด์ JanSport ไม่ได้หายไปไหน พวกเขายังคงเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนอายุใกล้แตะ 60 ปีแล้ว

และถึงไม่ใช่เด็กยุค 90s แต่คนทุกเจเนอเรชั่นก็ยังคงเชื่อมต่อกับกระเป๋า JanSport ได้ เพราะแบรนด์ยังคงปรับตัวตามกาลเวลา ทั้งในแง่ธุรกิจและไลน์สินค้า ได้สมกับที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตกระเป๋าเป้รายใหญ่ของโลก

กว่า 60 ปีที่ JanSport เป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ใช้งานตั้งแต่รุ่นเก๋าจนถึงรุ่นใหม่ แม้จะมีจุดเริ่มจากการเป็นกระเป๋าสำหรับนักปีนเขาและเดินป่า แต่พวกเขากลายเป็นเป้ที่เป็นภาพจำของเหล่านักเรียนได้ยังไง Biztory รอบนี้จะพาไปรู้จักแบรนด์กระเป๋าเป้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกนี้พร้อมกัน

คำสัญญาที่กลายมาเป็นแบรนด์

เรื่องมันเริ่มต้นในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 

เมอร์เรย์ เพลตซ์ (Murray Pletz), แจน ลิวอิส (Jan Lewis) และสคิป โยเวลล์ (Skip Yowell) คือกลุ่มเพื่อนสามคนที่หลงใหลในการเดินป่า 

อธิบายให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของทั้งสามคือ เมอร์เรย์ เป็นนักศึกษาภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรมที่สนใจการออกแบบอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แจน ลิวอิส คือแฟนสาว ส่วนสคิปเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา

ในเวลานั้น เมอร์เรย์มองว่ากระเป๋าเป้สำหรับนักเดินป่าและปีนเขาในเวลานั้นมีน้ำหนักมาก แข็ง และไม่สะดวกต่อการใช้งาน เขาจึงมีไอเดียในการออกแบบโครงอะลูมิเนียมแบบยืดหยุ่นได้เพื่อใช้กับกระเป๋าเป้

เดือนมกราคม ปี 1966 เมอร์เรย์ซื้อจักรเย็บผ้าในราคา 180 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ แจน ลิวอิส แฟนสาวของเขา เพื่อใช้ในการเย็บกระเป๋าที่เขาออกแบบ เมื่อตัดเย็บออกมาเสร็จสมบูรณ์ เมอร์เรย์ส่งกระเป๋าเข้าประกวดการแข่งขันด้านการออกแบบที่จัดขึ้นโดยบริษัทผลิตอะลูมิเนียม Aluminum Company of America ก่อนจะคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ

เมอร์เรย์รู้สึกว่าเขามีทั้งความมั่นใจและเงินทุนที่ได้จากการแข่งขัน จึงมองว่าโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจของตนเองมาถึงแล้ว

ในเวลานั้น สคิปซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเมอร์เรย์ ได้ฟังความฝันของเมอร์เรย์และสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่ว่า เขาจึงตัดสินใจลาออกจากวิทยาลัยในรัฐแคนซัส เพื่อร่วมทำธุรกิจกับเมอร์เรย์และแจน

เรื่องเล่าสุดคลาสสิกของ JanSport เริ่มต้นในตอนนี้ เมอร์เรย์ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้สัญญากับแจน แฟนสาวว่า จะตั้งชื่อบริษัทใหม่ตามชื่อของเธอ หากเธอยอมรับหน้าที่เย็บกระเป๋าเป้และตกลงแต่งงานกับเขา ส่วนสคิปจะรับหน้าที่ดูแลด้านการขาย

แน่นอนว่าแจนตอบตกลง และนั่นคือคำสัญญาที่กลายเป็นชื่อแบรนด์ JanSport 

ด้วยเหตุนี้ ปี 1967 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ JanSport โดยแบรนด์วางตัวเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เน้นการตัดเย็บที่แข็งแรง ใช้วัสดุคุณภาพสูง และออกแบบให้เหมาะกับการเดินป่า ปีนเขา และแคมป์ปิ้ง 

และสถานที่ที่เป็นโรงงานแรกของพวกเขาก็คือโรงอู่ซ่อมเกียร์รถยนต์ของพ่อของเมอร์เรย์นั่นเอง

จุดเริ่มต้นของกระเป๋าสุดคลาสสิก

เมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1960 เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญขึ้น

มีอยู่วันหนึ่งที่เมอร์เรย์และแจนกลับไปเยือนมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนอย่าง University of Washington และไปที่ร้านหนังสือประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีรูปแบบการจัดร้านที่น่าสนใจ คือมีโซนร้านขายอุปกรณ์กีฬาตั้งอยู่ตรงกลางร้านหนังสือพอดี โดยจำหน่ายทั้งอุปกรณ์สกีแบบอัลไพน์ อุปกรณ์เทนนิส รวมถึงอุปกรณ์สำหรับการเดินป่าและปีนเขา

ก่อนที่แจนจะเกิดความคิดว่า 

‘คงจะดีมากหากมีกระเป๋าสำหรับใส่หนังสือ’

ใครจะรู้ว่า แนวคิดนี้จะเปลี่ยนวิถีการพกพาหนังสือของบรรดานักเรียนนักศึกษาไปตลอดกาล ที่สำคัญคือเป็นจุดเริ่มต้นของความคลาสสิกแห่งกระเป๋าเป้ JanSport

เมอร์เรย์และแจนนำไอเดียนี้ไปเสนอกับเอ็ด เบอร์เกร็น (Ed Bergren) ผู้จัดการแผนกอุปกรณ์กีฬาของร้านหนังสือ เขาชื่นชอบแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก และแนะนำเพิ่มว่า ต้องปรับปรุงความทนทานของเป้ให้รองรับสิ่งของที่มีน้ำหนักได้ เนื่องจากเขาสังเกตเห็นวิถีชีวิตของนักศึกษาในการแบกเป้เดินไปมาระหว่างห้องเรียนทุกวัน

ในฐานะนักศึกษาด้านการออกแบบภายใน แจน รับหน้าที่ออกแบบกระเป๋า โดยมีเป้าหมายในการทำให้กระเป๋าเหมาะกับการใส่หนังสือเรียนและการใช้ชีวิตของนักศึกษา เธอนำความรู้เรื่องการสร้างแพตเทิร์นโดยใช้ไม้บรรทัดวัดสัดส่วนและการตัดเย็บที่แม่นยำ มาผสานกับทักษะการเย็บผ้าที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยาย จึงสามารถตัดเย็บ ปรับแก้ขนาดของกระเป๋าให้สามารถตัดชิ้นส่วนต่างๆ ออกมาจากผ้าหน้ากว้างเพียงชิ้นเดียวได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยแทบไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย

หลังกระเป๋าเสร็จสมบูรณ์ และเริ่มวางจำหน่ายตามวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วอเมริกา มันถูกเรียกโดยทั่วไปว่า ‘University Book Store Rucksack’ และเกิดกระแสตอบรับยอดเยี่ยมในทันที ทำให้ JanSport ต้องเร่งผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องจากโรงงานอู่ซ่อมเกียร์รถยนต์เล็กๆ เพื่อให้ทันความต้องการ

ในช่วง 3 เดือนแรก กระเป๋ารุ่นนี้มียอดจำหน่ายสูงถึง 400 ใบเลยทีเดียว

หลังจากนั้น ‘University Book Store Rucksack’ จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ JanSport ในตลาดกระเป๋าสำหรับนักศึกษา และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘University Book Store Rucksack’ ก็กลายเป็นสไตล์ที่ส่งต่อไปยังกระเป๋ารุ่นต่างๆ ของ JanSport ในยุคถัดมา

จากกระเป๋าเอาต์ดอร์ สู่ภาพจำของกระเป๋านักเรียน

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 กระเป๋า JanSport ได้รับความนิยมต่อเนื่อง 

โดยเฉพาะการพัฒนากระเป๋ารุ่น ‘Ski and Hike’ ออกมาวางจำหน่ายในปี 1969 ซึ่งเป็นกระเป๋ารุ่นแรกที่นำซิปมาใช้กับเป้แบบเปิดด้านหน้า (panel loader) แทนที่จะใช้เป้แบบเปิดด้านบน (top loader) แบบดั้งเดิม โดยออกแบบมาเพื่อการเดินป่าแบบไปเช้าเย็นกลับ และการเล่นสกีแบบครอสคันทรี (cross-country skiing) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น

วันหนึ่ง เอ็ดคนเดิมจากร้านหนังสือมหาวิทยาลัยโทรไปหาสคิปด้วยใจความว่า

“สคิปครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย นักเรียนเริ่มซื้อกระเป๋ารุ่น Ski and Hike ไปใส่หนังสือกัน คุณน่าจะหาอะไรมารองที่ก้นกระเป๋าสักหน่อยนะ”

แรกสุด JanSport ใช้วัสดุไวนิลรองก้นกระเป๋า แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้หนังในภายหลัง ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้วางขายกระเป๋าตามร้านหนังสือในมหาวิทยาลัยทั่วอเมริกา และเมื่อเริ่มทำตามคำแนะนำนั้น สคิปจึงเห็นลู่ทางที่น่าสนใจ และบอกกับเมอร์เรย์ว่า

“รู้ไหม ฉันคิดว่าธุรกิจกระเป๋าใส่หนังสือและกระเป๋าเป้ของเรามีศักยภาพที่จะเติบโตได้ยิ่งใหญ่กว่าธุรกิจสินค้าเอาต์ดอร์ที่เราทำอยู่เสียอีก”

สคิปมองไม่ผิด เพราะด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย และโครงสร้างที่ทนทาน เป้รุ่นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน จากการเดินป่ามาสู่การเป็นกระเป๋าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะบรรดานักศึกษาต่างพากันซื้อกระเป๋าเป้รุ่นนี้พร้อมกับการใส่ทั้งหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ไปจนถึงขวดน้ำ ชุดออกกำลังกาย หรือเครื่องเล่นซีดี

ขณะที่เข้าสู่ยุค 70s กระแสกิจกรรมเอาต์ดอร์ของคนอเมริกันก็เติบโตขึ้น นักศึกษาหลายคนจึงเลือกใช้กระเป๋า JanSport ใบเดียว ทั้งไปเรียนในวันธรรมดา และออกทริปในวันหยุด จึงไม่จำเป็นต้องมีกระเป๋าหลายใบ ประหยัดเงินสำหรับนักศึกษาที่มีงบจำกัด แถมยังใช้งานได้หลายปีอีกด้วย 

ด้วยความที่ JanSport ไม่ได้ทำการตลาดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาแต่แรก แต่เมื่อมีคนใช้งานจริง และเริ่มบอกต่อกันถึงคุณภาพของกระเป๋า บวกกับการออกแบบที่เรียบง่าย เหมาะสำหรับใช้งานทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็ยิ่งทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมไปโดยปริยาย 

สิ่งนี้เองที่ทำให้ JanSport เริ่มเปลี่ยนจากแบรนด์เอาต์ดอร์ไปสู่แบรนด์กระเป๋าสำหรับชีวิตประจำวันที่ครองใจเหล่านักเรียนทั่วอเมริกาและทั่วโลกในเวลาต่อมา 

เติบโตและขยายฐาน

ยุค 1980 มีก้าวสำคัญของ JanSport อยู่ 2 ข้อ

ข้อแรก คือการปล่อยกระเป๋ารุ่นที่จะกลายเป็นความคลาสสิกของแบรนด์ 2 รุ่น ได้แก่

SuperBreak กระเป๋ารุ่นคลาสสิกทรงเรียบที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน ราคาจับต้องได้ เหมาะสำหรับใช้เรียนหรือเที่ยวกระเป๋ารุ่นคลาสสิกทรงเรียบที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน ราคาจับต้องได้ เหมาะสำหรับใช้เรียนหรือเที่ยว
Right Pack หนึ่งในรุ่นคลาสสิกตลอดกาล ที่มีทั้งความแข็งแรงและเอกลักษณ์ทางด้านการออกแบบ โดยเฉพาะภาพจำของฐานกระเป๋าที่เป็นหนังกลับ

ทั้งสองรุ่นที่ว่าแทบจะไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์หลักเลยมาจนถึงปัจจุบัน

และอีกหนึ่งในก้าวสำคัญที่ทำให้ JanSport เติบโตแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นในปี 1986

ในยุคนั้น บริษัท VF Corporation หนึ่งในบริษัทด้านเครื่องแต่งกายและรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สนใจการเติบโตของ JanSport ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทแม่อย่าง Blue Bell ที่มีแบรนด์อื่นๆ ภายใต้การบริหารในเวลานั้นอย่าง Wrangler, Rustler, Jantzen และ Red Kap จึงเข้าซื้อ Blue Bell ด้วยมูลค่า 762 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ VF กลายเป็นบริษัทเครื่องแต่งกายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้น

นั่นหมายความว่า ด้วยเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ของ VF แบรนด์ JanSport จะสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและในปริมาณมาก และด้วยโรงงานมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก แบรนด์จะสามารถกระจายฐานการผลิตได้อย่างมีกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโต รวมถึงมีช่องทางการจัดจำหน่ายมากกว่าเดิม

ทุกวันนี้ สำนักงานใหญ่ของ JanSport ตั้งอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ภายในอาคารสำนักงานใหญ่ของ VF ซึ่งใช้พื้นที่ร่วมกับแบรนด์ในเครือเดียวกัน ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยดี เช่น The North Face, Smartwool, Altra Running, Ice Breaker และ Eastpack

90s จุดสูงสูดของแบรนด์

ถ้ายุค 70s-80s คือช่วงที่ JanSport เริ่มได้รับความนิยมและเติบโต เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1990 แบรนด์ก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด จนแทบกลายเป็นมาตรฐานของกระเป๋านักเรียนในอเมริกาที่ทุกคนมีเลยทีเดียว

ในยุคนั้นว่ากันว่า ถ้าเป็นนักเรียนอเมริกัน มีโอกาสสูงมากที่จะมีเพื่อนที่สะพาย JanSport อย่างน้อยหนึ่งคน ความนิยมนี้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ จนกลายเป็นภาพจำของชีวิตวัยเรียนในยุคนั้น

ไม่ใช่แค่ฟากฝั่งอเมริกา เพราะแม้แต่ในไทย JanSport ก็กลายเป็นไอเทมครองใจของนักเรียนไทยที่ใครไม่มีถือว่าเชย ชนิดที่หากไปลองย้อนดูรูปถ่ายสมัยนั้น อาจต้องมีเพื่อนสักคนที่สะพายเป้ JanSport สีใดสีหนึ่งแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ JanSport เป็นขวัญใจ เพราะในเวลานั้น แม้หลายแบรนด์ที่ทำกระเป๋าจะเริ่มเพิ่มลูกเล่น ดีไซน์หวือหวา เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน แต่ JanSport ยังคงยึดแนวคิดเดิม

ทุกช่องกระเป๋า ซิป และสายสะพายของ JanSport ล้วนมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่ชัดเจน การออกแบบที่เรียบง่ายและเข้าใจง่าย โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยมากกว่ากระแสแฟชั่น เป็นแนวคิดที่ถูกใจผู้ใช้งานที่เน้นความคุ้มค่าและใช้งานได้จริงในทุกช่วงวัย  

อีกเหตุผลที่ทำให้ JanSport ได้รับความนิยมคือการออกแบบที่คำนึงถึงความสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นสายสะพายไหล่ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ แผ่นรองหลังที่นุ่มสบาย และวัสดุน้ำหนักเบา ทำให้สะพายได้สะดวกสบายแม้ต้องใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะใช้เดินป่าหรือแบกตำราเรียนก็ตาม

ความโดดเด่นของ JanSport ยิ่งถูกตอกย้ำขึ้นไปอีกด้วยกระแสป๊อปคัลเจอร์ในช่วงเวลานั้น เพราะกระเป๋า JanSport ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์วัยรุ่น ซีรีส์เกี่ยวกับโรงเรียน โฆษณา รวมถึงแค็ตตาล็อกต่างๆ ทั่วอเมริกา

เล่าข้ามปีมาสักหน่อย แม้กระทั่งในปี 2025 ศิลปินอเมริกันอย่าง Sparks ก็ปล่อยซิงเกิล ‘JanSport Backpack’ ในอัลบั้ม Mad! ด้วย

และนั่นเอง ด้วยความนิยมดังกล่าว หลายคนจึงบอกว่ายุค 90s เป็นจุดสูงสุดของ JanSport เพราะมันได้กลายเป็นแบรนด์มาตรฐานของกระเป๋านักเรียนทั้งในอเมริกาและหลายประเทศเรียบร้อยแล้ว

Y2K และ everyday bag

เข้าสู่สหัสวรรษใหม่ คลื่นแฟชั่น Y2K ได้เข้ามาสร้างสีสันและเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับเหล่าวัยรุ่นทั่วโลก

JanSport เองก็เริ่มนำเสนอสีและลวดลายที่เข้ากับยุคนี้ โดยเฉพาะชมพู ม่วง เขียว และน้ำเงิน รวมถึงกระเป๋าหลายรุ่น 

ความหลากหลายนี้ทำให้กระเป๋ากลายเป็นไอเทมสะท้อนบุคลิกของผู้ใช้ เพราะเด็กแต่ละคนสามารถเลือกสีที่ชอบ สไตล์ที่ใช่ได้ ช่วงเวลานี้เอง แบรนด์จึงเริ่มเป็นมากกว่ากระเป๋าหนังสือ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นวัยรุ่น

ฉะนั้นแล้ว กระเป๋า JanSport จึงเริ่มออกจากโซนรั้วการศึกษา และกลายมาเป็นไอเทมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย กิจกรรมกลางแจ้ง ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำงานของเหล่าวัยรุ่น เช่น งานพาร์ตไทม์

JanSport ได้เดินทางจากกระเป๋าเอาต์ดอร์มาสู่กระเป๋านักเรียน และกลายมาเป็น everyday bag ในที่สุด

นอกจากนี้ ยุค 2000 ยังเป็นช่วงเวลาที่แล็ปท็อปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มเข้ามาในชีวิตนักเรียน นักศึกษา กระเป๋าจึงเริ่มทำหน้าที่มากกว่าแค่ใส่หนังสือ JanSport เองจึงต้องค่อยๆ เพิ่มฟังก์ชั่นให้กระเป๋ารองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยยังคงรักษารูปลักษณ์คลาสสิกของแบรนด์เอาไว้

แต่ยุค 2000 ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับ JanSport เพราะเริ่มมีการแข่งขันจากแบรนด์ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่เข้ามาจับกลุ่มวัยรุ่นและนักเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะ Outdoor ที่เด็กไทยหลายคนน่าจะคุ้นเคยเช่นกัน เพราะในยุคหนึ่ง JanSport และ Outdoor ถือเป็นคู่แข่งแย่งพื้นที่ไหล่ของเด็กไทยโดยตรงกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี JanSport ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เล็กๆ อีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่อย่าง VF ที่มีทรัพยากรคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งยังมีฐานลูกค้าอันแข็งแกร่งจากยุค 80s-90s อยู่ จึงได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และสามารถต่อยอดจากฐานเดิมได้เลย 

โดยเฉพาะดีไซน์กระเป๋าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ใช้มีความคุ้นเคย ซึ่ง JanSport สามารถนำมาตีความใหม่ด้วยสี วัสดุ และบริบทใหม่ เพื่อเป็น ‘สะพาน’ ให้เข้ากับยุคสมัยได้ทันที 

Lifetime Warranty เพื่อนผู้รับประกัน

นอกจากสินค้า อีกกลยุทธ์ที่ทำให้ JanSport แตกต่าง คือสิ่งที่เรียกว่า Lifetime Warranty 

Lifetime Warranty เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มากกว่าแค่การรับประกันสินค้า และช่วยสร้างความภักดีของลูกค้าในระยะยาวให้กับ JanSport 

เพราะแม้ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี JanSport จะมุ่งมั่นสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ท้ายที่สุด ทุกสิ่งย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

เมื่อถึงวันที่กระเป๋าใบโปรดผ่านการใช้งานมาอย่างคุ้มค่าจนถึงจุดที่ต้องเสื่อมสภาพ นั่นหมายถึงผู้ใช้งานได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์หรือประสบการณ์การใช้งานสินค้านั้นเรียบร้อยแล้ว และ Lifetime Warranty จะเข้ามาช่วยด้วยแนวคิดที่ว่า เปลี่ยนความเสี่ยงของลูกค้าให้เป็นความรับผิดชอบของแบรนด์ 

ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ JanSport จะได้รับการรับประกันว่า หากกระเป๋าเกิดความเสียหายจากข้อบกพร่องในการผลิต ทั้งในด้านวัสดุและกระบวนการผลิต ตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ บริษัทจะทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าให้ตามเงื่อนไขของการรับประกัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี การรับประกันนี้จะครอบคลุมเฉพาะสินค้าภายใต้แบรนด์ JanSport เท่านั้น เช่น เป้สะพายหลัง กระเป๋า กระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าโท้ต แต่จะไม่ครอบคลุมถึงเสื้อยืด หมวกไหมพรม หมวกแก๊ป เข็มขัด หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ และจะรับประกันเฉพาะสินค้าที่ไม่มีการดัดแปลงหรือแก้ไขจากสภาพเดิม และไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ การดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม ความประมาท หรือการเสื่อมสภาพปกติจากการใช้งาน หรือการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของสีและวัสดุเมื่อผ่านระยะเวลาใช้งานมาอย่างยาวนาน

แต่นั่นก็ถือเป็นการสร้างความรู้สึกมั่นใจให้กับผู้ใช้งานให้รักษากระเป๋าให้ดี และหากมีปัญหาที่ไม่ได้มาจากตัวผู้ใช้ ก็จะเป็นความรับผิดชอบของแบรนด์ที่จะเข้ามาจัดการให้ทันที

ความไว้วางใจต้องอาศัยเวลาในการสร้าง ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี นอกจากคุณภาพแล้ว Lifetime Warranty จึงเป็นอีกเครื่องยืนยันของ JanSport ถึงการอยู่ ‘เคียงข้าง’ ผู้ใช้งาน ที่จะอยู่กับแบรนด์ไปอีกนาน

จับไหล่เพื่อน

หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลานาน คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ JanSport ยังคงติดตลาดอยู่เสมอ คำตอบอาจใกล้เคียงกับหลายแบรนด์ คือการพยายามอัพเดตตัวเองตลอดเวลา

แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์หน้าตาสุดคลาสสิก แต่ JanSport ก็มีความตั้งใจในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นและการคอลแล็บเพื่อปรับเปลี่ยนและนำเสนอความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา หลังทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา เราจึงเห็นสินค้าของ JanSport เริ่มใช้กลยุทธ์นี้เป็นเครื่องมือในการสร้าง cultural relevance หรือ ความเชื่อมโยงสินค้ารวมถึงการสื่อสารให้เข้ากับวิถีและกระแสสังคมมากขึ้น

ตัวอย่างการคอลแล็บที่น่าสนใจ เช่น Disney x JanSport ในปี 2017 ที่นำตัวละครคลาสสิกของ Disney อย่าง Mickey, Minnie, Donald, Daisy, Goofy และ Pluto มาอยู่บนกระเป๋าแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่แฟนคลับดิสนีย์ต้องตกหลุมรัก

หรือ BEAMS x JanSport ที่นำกระเป๋ารุ่นคลาสสิกอย่าง Right Pack มาผสมกับกระเป๋ารุ่น Fift Avenue และ Weekender Crossbody กลายเป็นระบบกระเป๋าแบบ 3-in-1 ที่ใช้ดีเอ็นเอของแบรนด์มาออกแบบใหม่ร่วมกับอีกแบรนด์

หรือรุ่นที่ดีไซน์โดดเด่นสุดๆ ในการคอลแล็บของ 3 แบรนด์ดังอย่าง JanSport x BEAMS x Eastpack ที่ฉลองครบรอบ 50 ปี ของ BEAMS กับกระเป๋าเป้ผ้าไนลอนแบบทูโทนที่ผสมผสานรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ โลโก้ และดีไซน์อย่างละครึ่งของกระเป๋าจาก JanSport และ Eastpack เข้าไว้ด้วยกัน

หรือแม้กระทั่งการคอลแล็บกับฝั่งอุตสาหกรรมบันเทิงอย่าง Stranger Things x JanSport ที่ทำคอลเลกชั่นพิเศษเพื่อฉลองซีซั่น 4 ของซีรีส์ยอดนิยม Stranger Things โดยใช้ทั้งเรื่องราวของตัวละคร และกลิ่นอายแบบยุค 80s รวมถึงนำรูปแบบกระเป๋าที่ได้รับความนิยมในปี 1986 มาดัดแปลงใหม่ด้วย เสมือนเป็นการเล่นกับบรรยากาศยุค 80s ในซีรีส์ และกระเป๋าของ JanSport ในอดีตไปพร้อมกัน

แม้แต่ในประเทศไทย JanSport มีการร่วมกันออกแบบกับร้านสตรีทชื่อดังหลายแบรนด์เช่น Carnival, Atmos, Seek, Pronto, Sneakavilla หรือ Preduce

และในปีนี้ (2026) JanSport ก็ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการขยับสู่ไลน์สินค้าใหม่ กับการเปิดตัว Good Latitude Travel Collection ที่พาแบรนด์ออกจากโลกกระเป๋าเป้ สู่กระเป๋าเดินทางแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก 

นี่คือการประกาศของ JanSport ซึ่งมีภาพจำของการเป็นกระเป๋าเป้มาตลอดกว่า 60 ปี ว่าพร้อมจะขยับสู่สินค้าประเภทใหม่อย่างตลาดกระเป๋าเดินทาง และผู้ใช้งานกำลังจะได้ใช้กระเป๋าใหม่ผ่านการเดินทางบทใหม่แล้ว

60 ปี ในฐานะเพื่อนคู่ใจ

แม้จะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจระดับโลกมานานกว่า 60 ปี หากเปรียบอายุกับคนคนหนึ่ง JanSport ก็แทบจะเป็นคุณปู่แล้ว

แต่ JanSport ยังคงเดินไปพร้อมกับผู้ใช้งานทุกเจนฯ และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผ่านการปรับตัว และขยายธุรกิจเพื่อรับ ‘โลกใบใหม่’ อย่างต่อเนื่อง หมุดหมายหนึ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่งประกาศเปิดร้านแฟล็กชิปสโตร์ระดับโลกแห่งแรก ในย่านซองซู (Seongsu) กรุงโซล เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นย่านแห่งความคิดสร้างสรรค์ กำลังเติบโต และได้รับความนิยม

นี่เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของ JanSport ในเอเชีย และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์ที่สั่งสมมา

“ร้านสาขาหลักระดับโลกของเราในกรุงโซล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับ JanSport” อเล็กซานดรา รีเวเลส (Alexandra Reveles) รองประธานฝ่ายแบรนด์ระดับโลกของ JanSport กล่าว 

“ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี JanSport เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจ ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั่วโลก เราตื่นเต้นที่จะได้สานต่อการเติบโตในเกาหลีใต้ และเฝ้าดูการปรับตัวของแบรนด์ไปพร้อมกับผู้บริโภครุ่นใหม่”

มองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น ความตั้งใจของกลุ่มเพื่อนสามคน ที่เกิดขึ้นในโรงซ่อมเกียร์รถเก่าๆ อันเป็นโรงงานแห่งแรก ได้พาพวกเขาเปลี่ยน JanSport จากแบรนด์กิจกรรมเอาต์ดอร์ สู่การเป็นกระเป๋าเป้ที่เป็นภาพจำของเด็กนักเรียนทั่วโลก

“แฟล็กชิบสโตร์แห่งนี้เป็นการถ่ายทอดแนวคิด ‘Always With You’ ของแบรนด์ให้เป็นรูปธรรมผ่านพื้นที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม และชุมชน เข้าไว้ด้วยกัน”

ใช่แล้ว แม้จะผ่านมากว่า 60 ปี และหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไม่หวนกลับ แต่ JanSport ยังคง ‘เป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่’ ของเราทั้งในความทรงจำและอนาคตไม่เคยเปลี่ยนไป

ที่มา

ตั้งต้นทำสำนักพิมพ์ด้วยความสนุก พร้อมบริหารความเสี่ยงจนได้ใจนักอ่านแบบ เบส–กิตติศักดิ์ คงคา

“เราเขียนหนังสือเพื่อความสนุก ดังนั้นทุกงานเลยออกมาสนุก จะไม่ได้มีงานที่ทำแค่พอให้เสร็จหรือทำตามสั่ง ทุกอย่างมันกลั่นมาจากชีวิตของเรา”

บทความนี้ใช้เวลาสัมภาษณ์ 1 ชั่วโมง 45 นาที 19 วินาที เบส–กิตติศักดิ์ คงคาพูดคำว่า ‘สนุก’ ไป 87 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นตัวตนและวิธีคิดในการทำงานของคู่สนทนาเราไม่มากก็น้อย

เบสเป็นที่รู้จักในหลายบทบาท เจ้าตัวเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ เคยทำงานเป็นเภสัชกรในโรงงานยาควบตำแหน่งทายาทกิจการยาดมสมุนไพรตราคงคา จนเมื่อถึงจุดหนึ่งก็แตกสายความสนใจไปสู่การลงทุน ถึงขั้นเคยสอบใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน เปิดเพจให้ความรู้ชื่อ ลงทุนศาสตร์ มีผู้ติดตามกว่า 9 แสนคน และการลงทุนยังทำให้เจ้าตัวใช้คำว่า ‘มีอิสรภาพทางการเงิน’ สามารถเกษียณได้ตั้งแต่วัยเลข 3

หากแต่บทบาทที่ทำให้คนรู้จักชื่อ ‘กิตติศักดิ์ คงคา’ มากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘นักเขียน’ เจ้าสำนัก 13357 Publishing สำนักพิมพ์ที่เบสก่อตั้งขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนเพื่อพิมพ์นิยายที่ตนเขียน เผยแพร่ในรูปแบบที่เจ้าตัวพอใจ และสื่อสารโดยตรงกับผู้อ่านที่มีรสนิยมตรงกัน (13357 มาจากการนำชื่อเล่นภาษาอังกฤษของเบสมาเขียนโดยใช้ตัวเลขประกอบกัน 13 = B, 3 = E, 5 = S และ 7 = T)

 จนตอนนี้งานเขียนในสังกัดปาเข้าไปกว่า 70 เล่มแล้ว ในจำนวนนี้หลายเล่มคนอ่านน่าจะรู้จักดี อย่าง กาสักอังก์ฆาต, จวบจนสิ้นแสงแดงดาว, เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น ที่ขายดีถล่มทลายชนิดพลิกวงการ อีกหลายเล่มคว้ารางวัลระดับชาติ-นานาชาติ ได้สร้างเป็นหนัง ละคร ซีรีส์อีกมากโข และเมื่อต้นปี 2025 ทีมของ 13357 ก็ได้ขยับขยายต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกรวม 9 ชีวิต

แต่ทำไมเภสัชกรนักลงทุนที่ได้อิสรภาพทางการเงินวัย 35 กะรัตถึงเลือกโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมหนังสือ ที่ว่ากันตามตรงก็อยู่ในสภาวะกึ่งทรงกึ่งทรุดมาหลายปี ไม่ได้มีช่องทางสร้างกำไรเป็นกอบกำ แถมยังกล้าขยายขนาดองค์กร มีแผนการใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของวงการ

เราขอใช้บทสัมภาษณ์ในคอลัมน์ Play Risk หนนี้ เพื่อคลายความสงสัยที่ว่ามา และเพื่อบอกเล่าความรัก-ความสนุกที่เบสมีต่อการเขียน ให้ผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน

ความเสี่ยงของกิตติศักดิ์ คงคา

จะว่าไปแล้ว แม้เราจะเห็นความสำเร็จมากมายของเบสในตอนนี้ แต่หากย้อนเส้นทางของเบส งานเขียนกลับไม่ใช่สิ่งแรกที่เป็นอาชีพของเขา ถึงอย่างนั้น ทุกเรื่องที่เขาได้พบเจอกลายเป็นเส้นทางให้เข้าใจตัวตนและบทบาทของนักเขียนได้ชัดมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่เราชวนเขาคุยถึงความเสี่ยงตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนพบเส้นทางตัวเอง

คุณจบเภสัชฯ ทำเพจลงทุน ทำไมถึงมาเป็นนักเขียนและเปิดสำนักพิมพ์ได้

เราสนใจการเขียนอยู่ก่อนแล้ว เป็นคนชอบวิชาภาษาไทยมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ เขียนกลอนกับเรียงความส่งประกวดด้วย จุดเปลี่ยนคือตอนเข้ามหา’ลัยที่ตอนแรกเล็งคณะอักษรฯ กับวารสารฯ ไว้ แต่ที่บ้านบอกว่าต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจที่บ้าน คือโรงงานยาสมุนไพร ยาดมคงคา เพราะมันคือแหล่งรายได้หลัก ถ้าธุรกิจไปไม่รอดอนาคตเราก็ลำบาก เลยตกลงว่าจะเรียนเภสัชเอาความรู้ กระบวนการและขั้นตอนมาช่วยทำธุรกิจต่อ

เราเข้าเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จบมาก็บริหารโรงงานยา แต่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่เพราะมันเป็นกงสี ถ้าทะเลาะกันเรื่องงาน ปัญหาความสัมพันธ์ก็จะตามมา หรือถ้าทะเลาะกันเรื่องส่วนตัว ปัญหาเรื่องงานก็จะตามมา เลยอยากเป็นอิสระมากขึ้น ตอนนั้นเริ่มออกไปใช้ชีวิต ไปลงเรียนเยอะมาก เรียนทำอาหาร เรียนทำขนม เรียนกีฬา จนเจอว่าจริงๆ เราสนุกกับการลงทุน ตอนนั้นก็ไปศึกษาเพิ่มแล้วก็ลงทุนหุ้น พร้อมทำเพจชื่อลงทุนศาสตร์ ให้ความรู้การเงินการลงทุนควบคู่ไปด้วย ทำไปสักพักก็ถึงจุดที่เราได้อิสรภาพทางการเงิน สามารถเกษียณได้แล้ว 

ต่อมาเลยอยากทำสิ่งที่มีความสุข ค้นพบจากการทำเพจว่าการเขียนก็เป็นเรื่องสนุกดี เลยเริ่มมาทำงานเขียนช่วงปี 2019 ต่อด้วยเปิดสำนักพิมพ์ 13357 เมื่อ 1 มกราคม 2020 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีเราเป็นนักเขียนหลักคนเดียว

งานเขียนให้พลังกับคุณยังไง ทำไมคนมีอิสรภาพทางการเงินที่น่าจะมีหนทางมากมายถึงเลือกเดินสายนี้

(นิ่งคิด) งานเขียนมีความหมายกับชีวิตเราหลายแบบ มีช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนัก งานเขียนเป็นเครื่องมือเยียวยาเพราะทำให้เราหลุดไปจากความคิดตัวเอง เราจะเขียนเป็นใครก็ได้ จะแก้ปัญหาอะไรก็ได้ มันให้ sense of control คือเราควบคุมทุกอย่างได้ แต่มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว เราควบคุมใจตัวเองโดยไม่ต้องใช้งานเขียนได้แล้ว 

มีช่วงที่เราเคยเขียนงานเพราะอยากได้การยอมรับ อยากพิสูจน์ว่าฉันก็เป็นนักเขียนได้ แต่เราก็พิสูจน์สิ่งนั้นกับตัวเองไปแล้ว โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรอฉันทมติจากใครอีก ปัจจุบันจึงเขียนเพื่อความสนุกอย่างเดียว เราแค่อยากจะตื่นมาเขียน อยากจะทำหนังสือ อยากจะขายหนังสือ 

เราเลยเลือกรับงานง่ายมาก งานไหนไม่อยากเขียน งานไหนรู้ว่าทำแล้วไม่สนุกก็จะไม่ทำ เพราะงานเขียนให้สิ่งอื่นกับเราไปหมดแล้ว เราไม่ได้แสวงหาชื่อเสียง แสวงหาการยอมรับ หรือแสวงหาเงินจากมันอีก เราแค่อยากจะเขียนสิ่งที่เราสนุก ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำสำนักพิมพ์ตัวเอง เพราะว่ามันสนุกดี มันไม่ต้องรอคนอื่นมาตัดสินใจแทน เราอยากทำอะไรก็ทำ อยากจะเลือกอะไรก็เลือก อาจจะขายดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังสนุก

จากความชอบในงานเขียน อะไรทำให้ตัดสินใจเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเอง

เพราะเราอยากได้สิทธิ์ควบคุมงานเขียนของตัวเอง การเขียนหนังสือเล่มหนึ่งใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เป็นปี แล้วงานยังต้องถูกตัดสินโดยบรรณาธิการ จากคนคัดสรร จากสำนักพิมพ์ว่าจะได้พิมพ์ไหม ซึ่งเราไม่อยากลุ้นทุกวันว่าสำนักพิมพ์จะตอบรับหรือจะปฏิเสธ ไม่อยากลุ้นว่าเขาจะขายหนังสือให้เราไหม จะขายเมื่อไหร่ จะขายดีไหม ขายได้กี่เล่ม มันควบคุมอะไรไม่ได้เลย เครียดโดยใช่เหตุ มันทำให้งานเขียนไม่ใช่สิ่งสนุกเหมือนเดิม

ที่ตัดสินใจเปิดสำนักพิมพ์เพราะต้นฉบับที่เรารักสุดในชีวิตคือ จวบจนสิ้นแสงแดงดาว (วรรณกรรมความสัมพันธ์กึ่งประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเขมรแดง) ไม่ผ่านการพิจารณาของสำนักพิมพ์ไหนเลย แต่เราเชื่อว่างานเราขายได้และเราจะหาวิธีขายมัน เราเลยเลือกที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเองเราก็ยังพอจัดการกับมันได้ พอจะเอาตัวรอดได้ ทั้งหมดนี้เราทำด้วยความสนุก แพสชั่น 100% แต่ใช้แนวคิดแบบธุรกิจ เลยสัญญากับตัวเองว่าจะทำให้สนุกแต่ไม่เติมเงินเข้าไปเพิ่ม เจ๊งก็เจ๊ง เลิกก็เลิก 

ถึงอย่างนั้นการทำธุรกิจก็ต้องใช้เงิน ยิ่งกับธุรกิจหนังสือที่กำไรน้อยและงานหนัก ทำไมถึงขยายสำนักพิมพ์ใหญ่โตทั้งที่ถ้าทำเอาสนุกจะทำเล็กๆ ก็ได้ 

(หัวเราะ) ถ้าเราสนใจเรื่องเงิน เราคงไม่เลือกทำงานเขียนตั้งแต่ต้น เพราะเอาเวลาไปลงทุนหรือทำธุรกิจอย่างอื่นคงหาเงินได้มากกว่า ที่จริงวันแรกๆ ก็กังวลนะว่าจะไปไม่รอด เพราะถ้าเจ๊งเท่ากับเราเอาเงินมาเผาทิ้ง แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าจะรอด เราเชื่อในศักยภาพของตัวเองเพราะเรามีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจอยู่ด้วย ทำให้พอจะมองภาพออกว่างานในมือเราวิกฤตขนาดไหน ควรบริหารจัดการยังไง

ถ้าดูแล้วว่าขายไม่ได้จนยังไงก็เจ๊ง มันควรจะเลิกทำไปตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกแล้ว แต่มันอยู่ได้ (นิ่งคิดสั้นๆ) ได้แบบคาบลูกคาบดอก ไม่ถึงขั้นขายไม่ออกเลย แต่มันต้องลุ้น มันต้องพยายาม จัดการต้นทุนหรือหาวิธีการใหม่มาลองอยู่ตลอด แต่เราผ่านจุดนั้นมานานมาก เรามีแผนสำรองให้ชีวิตเสมอ ต่อให้ธุรกิจนี้ล้มเหลวมันก็ไม่ใช่จุดจบ เพราะเราไม่ได้เอาไข่มาใส่ตะกร้านี้ใบเดียว เรายังมีชีวิตด้านอื่น ยังมีพอร์ตการลงทุน เรายังมีธุรกิจที่บ้านที่ช่วยกระจายความเสี่ยงกัน ดังนั้นเรารู้ตัวตลอดว่าทำอะไรอยู่ และจะไม่เครียดกับอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ช่วงที่ยังคาบลูกคาบดอก คุณมีวิธีรับมือยังไง

ช่วงแรกเราพยายามจะถอดรหัสงานเขียนว่างานแบบไหนขายดี เช่น 1. ชนะเลิศการประกวดวรรณกรรม 2. ได้ดัดแปลงไปทำสื่ออื่น หรือ 3. เกิดจาก personal branding ของคนเขียน เราตามหาสูตรลับเหล่านั้น ว่าต้องใส่อะไรมันถึงจะไปรอด ดูคนอื่นที่ขายได้ เขาดัง แมสมากได้ยังไง แล้วก็กลับมาพัฒนาแนวทางของสำนักพิมพ์ตัวเอง

ก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ เราส่งประกวดจนได้รางวัลวรรณกรรมระดับชาติบ้าง นานาชาติบ้าง ได้ทำละครหลายเรื่อง แล้วก็มี personal branding จากลงทุนศาสตร์มาช่วยขาย สุดท้ายเราเจอจากการออกหนังสือกาสักอังก์ฆาต ที่แมสชั่วข้ามคืน ว่าหนังสือที่ขายดีคือหนังสือที่นักอ่านชอบ องค์ประกอบอื่นไม่ได้มีผลมากเท่ากับนักอ่านชอบ ทำยังไงก็ได้ให้คนอ่านหยิบหนังสือไปโดยปราศจากอคติ แล้วความชอบนั้นจะพานักอ่านกลับมาหาเราเพิ่มเอง พอเราเข้าใจตรงนี้เราก็ทำงานต่อง่ายขึ้น ก็โฟกัสอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อมั่นจนกลายเป็นแนวทางหลักของสำนักพิมพ์เรามาตลอด

แล้วคุณมองว่าต้องเขียนงานแบบไหนถึงจะได้ใจนักอ่านไทย

เทรนด์การอ่านเปลี่ยนไปเสมอ สมัยเรายังไม่เข้าวงการมูราคามิดังมาก ถัดมาก็จะเป็นยุคนิยายวาย ต่อด้วยแนวร้านวิเศษ แล้วก็แนวสืบสวน ตอนนี้ก็จะเริ่มเป็นวรรณกรรมไทยดราม่า นักอ่านเปลี่ยนรสนิยมไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานของเราคือเชื่อมเรื่องที่เราอยากเล่ากับเรื่องที่คนอยากอ่าน แล้วเขียนออกมาให้พอดี ถ้าเราอยากเขียนแนวร้านวิเศษ เราก็จะไปถอดมาก่อนว่าคนอ่านงานร้านวิเศษทำไม มันสนุกตรงไหน มีวิธีการเขียนยังไงให้สนุก พอเข้าใจนักอ่านว่าชอบอะไรก็เขียนสิ่งนั้น ยังไม่คิดว่าจะส่งประกวด จะทำละคร มองเรื่องตัวบทก่อนว่าสนุกพอหรือยัง ทำงานกับนักอ่านพอหรือยัง ถ้ากลุ่มเป้าหมายหยิบไปอ่านเขาจะชอบไหม

สิ่งสำคัญคือการหาตรงกลางให้เจอ ถ้าเขียนแต่เรื่องที่เราอยากเล่าก็อาจไม่มีคนฟัง แต่ถ้าเราเล่าเฉพาะเรื่องที่มีคนฟัง เราก็จะสูญเสียตัวตนไป ซึ่งเราว่านักเขียนหลายคนยังหาสมดุลไม่เจอ ทำให้งานออกมาไม่ได้ตอบโจทย์นักอ่านเท่าที่ควร หรือไม่เป็นตัวตนเขาเท่าที่ควร

ความเสี่ยงของสำนักพิมพ์ 13357

จริงอยู่ที่เมื่อนักเขียนมีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง ทำให้มีอิสระในการทำงาน และความคล่องตัวในการตีพิมพ์ผลงานตัวเองมากขึ้น แต่นั่นก็แลกมาด้วยบทบาทหน้าที่การบริหารจัดการที่ต้องแบกรับ แต่อะไรที่ทำให้เบสยังคงบริหารความเสี่ยงนั้นได้ นี่คือสิ่งที่เราชวนเขาคุยในบทสนทนานี้

การที่เป็นนักเขียนหลักคนเดียวของสำนักพิมพ์ตั้งแต่วันแรกจนถึงเมื่อต้นปี คุณทำงานด้วยวิธีไหนให้ได้ตามความคาดหวัง

เราว่าตัวเองเป็นคนที่มีเซนส์ด้านการบริหารจัดการสูงพอควร เพราะโตมาในครอบครัวผู้ประกอบการ ต้องวางแผนองค์กร จัดการทรัพยากรมนุษย์ ดูแลเงินทุนตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเวลาทำงานเราก็จะตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกและซีเรียสกับการทำตามแผนนั้นมาก เช่น จะออกหนังสือกี่เล่ม วางกำหนดว่าเวลาที่เหลือจนถึงวันวางขายเราต้องทำการตลาดกี่เดือน ต้องขายกี่เดือน ทำเล่มกี่เดือน เหลือเวลาเขียนจริงๆ กี่เดือน พร้อมกับแบ่งงานไปด้วยว่าถ้าเขียนต้นฉบับเสร็จแล้ว งานอื่นๆ ในองค์กรต้องบริหารจัดการยังไงให้ไปถึงเป้าหมายได้ 

แน่นอนว่าพอทำงานจริงก็จะเจอปัญหาหลายอย่าง เช่น กะเวลาผิดบ้าง มีงานแทรก หรือปัญหาสุขภาพทำให้เขียนได้ช้า ก็ต้องแก้ไขตามหน้างาน ดังนั้นถึงเราจะยึดตามแผน แต่เราไม่ได้มีแค่แผนสำเร็จ เราต้องมีแผนเผื่อล้มเหลวด้วย เพื่อให้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรายังทำงานได้ตามมาตรฐาน

แล้วมีวิธีวางเป้าหมายแต่ละปียังไง

วางด้วยความสนุก (ตอบทันที) 

อย่างงานหนังสือรอบมีนาคมรู้สึกว่าบูทเล็ก แน่นเกินไป คนมาซื้อ มาต่อแถวขอลายเซ็นก็ยืนแออัดกัน ทำให้คนไม่มีเวลาเดินดูหนังสือเลยเพราะทุกคนเบียดกัน ไม่สนุกกับการมาเดิน 13357 เราก็ตั้งเป้าเลยว่าปลายปีเราอยากเปิดเพิ่มจาก 5 ล็อกเป็นสัก 10 ล็อก ขอแบบใหญ่ๆ เดินกันสบายๆ มีหนังสือเยอะๆ ไม่ต้องมาแย่งชิงต่อสู้กัน มีแถวขอลายเซ็นแยก ไม่ต้องไปบังบูทคนอื่น 

พอตั้งเป้าแบบนี้ เราก็ต้องกลับมาดูว่าต้องออกหนังสือกี่เล่ม ขายได้เท่าไหร่ ถึงจะครอบคลุมค่าเช่าบูท ครอบคลุมต้นทุนการผลิต มีรายได้กลับมาดูแลพนักงานทั้งหมดได้ ก็ค่อยๆ ถอดกลับมาเป็นตัวเลข แล้วก็ปรับเป้าหมายไปตามหน้างาน

มีแผนการออกหนังสือที่แน่นอนไหม หรือขึ้นกับเป้าหมายแต่ละปี

มีแบบหลวมๆ เป็นการวางแผนเพื่อตอบรับความต้องการของนักอ่าน อย่างงานหนังสือปลายปีนี้ (รอบตุลาคม 2569) นักอ่านของเราคาดหวังจะให้มีงานสืบสวนฝาแฝดยอดนักสืบ (ชุดกาสักอังก์ฆาต) เล่มใหม่ทุกรอบก็ต้องมี 1 ปกละ แล้วส่วนตัวเราอยากเขียนเรื่องใหม่แนวระทึกขวัญแต่ยังหาจังหวะออกไม่ได้ เผอิญงานสืบสวนเล่มใหม่ของปีนี้จะเป็นแนวดราม่า คดีไม่เข้มข้นมาก เลยเป็นจังหวะให้เราเขียนระทึกขวัญมาช่วยเพิ่มสมดุล ก็กลายเป็นปกที่ 2 

ต่อมาเป็นแนวความสัมพันธ์ที่เราเรียกว่า ‘เกย์ขม’ ซึ่งเป็นนักอ่านกลุ่มใหญ่มาก เป็นหนึ่งในนักอ่านหลักก็ว่าได้ จากการพูดคุยทำให้รู้ว่ากลุ่มนี้มักจะเจาะจงซื้อแค่แนวเดียว ดังนั้นก็ต้องสนองความคาดหวังของเขาที่ตั้งตารอ เท่ากับทุกงานหนังสือเราต้องเขียน 3 เล่ม 3 แนวเป็นอย่างน้อย

ที่เหลือจะเป็นแนวรองออกใหม่ปีละครั้ง มีแนวนิติเวชบ้าง แนวรักโรแมนติกบ้าง แนวไซไฟบ้าง ด้วยเวลาจำกัดก็ต้องเลือกตัดบางแนวเพื่อให้มีเวลาเขียน 3 แนวหลัก ส่วนแนวที่เหลือดูจากความถี่ในการออกสลับกันไปให้ไม่ซ้ำกัน นอกจากนี้ก็ขึ้นกับการพิจารณางานในมือละ สมมติว่ารอบไหนไม่มีรักโรแมนติกชายหญิงเลย แต่เรามีเล่มเก่าแนวนี้ที่รีปรินต์ รีไรต์ได้ ก็จะเอามาเติมให้สมบูรณ์ขึ้น

ทำทั้งหมดทันด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง 

เราเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2011 หรือถ้านับแค่เขียนลงเพจลงทุนศาสตร์ก็ตั้งแต่ปี 2015 ที่เขียนลงเพจทุกวัน วันละ 3-5 หน้า รวมแล้วเรามีงานเป็น 4,000-5,000 หน้า A4 พอมาเขียนหนังสือเต็มตัวก็น่าจะเกิน 50 เล่ม ดังนั้นที่ทำได้เพราะสั่งสมทักษะมาเป็น 10 ปี ถ้าคนอื่นทำหนังสือมา 10 กว่าปี คุณก็ทำได้เท่าเรานั่นแหละ (ขำเบาๆ)

ประเด็นคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำถึงขนาดนี้ ถึงเราจะมองว่าสำนักพิมพ์เป็นงานอดิเรก แต่เราก็เต็มที่ เราวางแผนขยายขนาด มีค่าแรงที่ต้องจ่ายทุกเดือน มีความกดดันที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ ต้องเติบโต เลยต้องฝึกทักษะอยู่เสมอ ถ้าลองไปดูในตลาดอีบุ๊กหลายคนเขียนหนังสือออกเดือนละเล่ม บางคนออกเดือนละ 2 เล่มกันเป็นปกติ เพราะว่าเขาต้องกินต้องอยู่ มันเป็นรายได้หลักของเขา 

ดังนั้นเราจะไม่ให้เครดิตตัวเองเท่ากับประสบการณ์ที่สั่งสมมาแล้วกัน เพราะโดยเนื้อแท้เราไม่ได้เป็นคนมีพรสวรรค์มากมาย เราแค่เป็นคนที่อยู่ในวงการมานานและทำมาต่อเนื่องเท่านั้นเอง

ถึงจะทำได้ดี แต่เขียนแบบเดิมซ้ำไม่รู้สึกจำเจบ้างเหรอ

ที่ทำซ้ำได้ก็เพราะสนุกอีกนั่นแหละ ทุกวันนี้จะชอบมีคนแซวว่าทำไมทำงานเยอะขนาดนี้ ติดหนี้เหรอ (หัวเราะ) 

การทำเพราะความสนุกกลายเป็นจุดแข็งของเรา พอไม่มีใครบังคับ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีปัญหามาบีบคั้น เราสนุกกับทุกเรื่องได้อย่างง่ายมากเพราะทำให้ไม่กดดัน ให้ความสนุกพาเราไป ถ้าเห็นเราไม่เขียนแบบนี้ เห็นเราออกหนังสือน้อยหรือเลิกทำสำนักพิมพ์ก็เพราะเราไม่สนุกแล้ว แค่นั้นเอง (ยิ้ม)

ทำคนเดียวได้ดีมาตลอด ทำไมจู่ๆ ต้นปี 2025 ถึงเปิดรับพนักงานเพิ่ม

  ที่จริงเรามีพนักงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2017 ช่วงนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าค่อนข้างหนัก รู้ตัวว่าไม่สามารถบริหารจัดการลงทุนศาสตร์ได้เอง เลยชวนเพื่อนคนหนึ่งที่คบกันมายี่สิบกว่าปีมาช่วยดูแลเพจ จนปี 2018 เราเริ่มเขียนนิยายออนไลน์ด้วย ทำให้มีงานจุกจิกเพิ่มขึ้น เลยต้องหาผู้ช่วยมาจัดการหลังบ้าน ก็คือเพื่อนคนเดิม คราวนี้เราไปขอให้เขาลาออกจากราชการมาทำประจำกับเราเลย ซึ่งเป็นเดิมพันที่ใหญ่มาก เพราะงานเดิมมันเลี้ยงเขาไปได้ทั้งชีวิต เราตั้งใจเลยว่าต้องดูแลเขาให้ดี

หลังจากนั้นสำนักพิมพ์เราก็อยู่อย่างนั้นมาพักใหญ่ จนต้นปี 2025 ที่ยอดขายจากนิยายชุดฝาแฝดนักสืบทำให้งานมากขึ้นจน 2 คนเอาไม่อยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดรับสมัครเพิ่ม ปัจจุบันเรามีพนักงานประจำ 9 คน ทำให้ออกหนังสือได้หลากหลายขึ้น

งานของ 13357 มีหลายประเภท ทั้ง กิตติศักดิ์ คงคา, กิตติศักดิ์ คงคา และคณะ, งานคอลแล็บ แถมบอกว่ามีรีไรต์ รีปรินต์ด้วย แต่ละแบบต่างกันยังไง

ขอไล่ให้ฟังทีละประเภทละกัน 1. งานเขียนคนเดียวก็ตรงตัว คือเป็นเรื่องใหม่ที่เราเขียนเอง

2. รีไรต์คือการนำงานที่เคยตีพิมพ์ไปแล้วแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนเนื้อหา เพิ่มเชิงอรรถ เรียบเรียงบางตอนใหม่ ปรับสำนวนภาษา เข้าบรรณาธิกรใหม่ ที่ต้องรีไรต์เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เล่าเรื่องไม่เหมือนเดิม บางครั้งตอนที่เขียนเรายังไม่เก่ง ใช้ตัวละครทิ้งขว้าง เก็บปมไม่ครบ เยิ่นเย้อ ยืดเกิน เราก็มาปรับ เก็บบรรยากาศที่นักอ่านชอบในเล่มไว้ แต่ทำให้สะดวก เข้าถึงง่ายขึ้น เหมาะกับอารมณ์ เหมาะกับระยะเวลา เหมาะกับเนื้อหาของคนในยุคสมัยนี้ แต่งานเขียนส่วนใหญ่ก็รีไรต์ไม่ได้นะ ยิ่งเป็นเล่มใหม่ๆ เรามักจะวางโครงค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว มันถูกตัดสิ่งที่ไม่ใช้ออกไปจนหมดแล้ว ดังนั้นงานที่มันสมบูรณ์มากๆ ถ้าเติมเข้าไปจะกลายเป็นส่วนเกิน แต่ถ้าตัดออกก็จะไม่ครบ เราเลยไม่ค่อยรีไรต์เล่มที่ออกในปีหลัง

3. งานคอลแล็บ คืองานที่ร่วมเขียนกับเพื่อนนักเขียนหรือคนนอกวงการ จะมีไม่เยอะเพราะไม่ได้ทำยอดขายให้กับสำนักพิมพ์มาก แต่ทำเพราะอยากทำกับคนที่เราชื่นชม ทำงานด้วยแล้วคงสนุก ก็ชวนมาเพื่อเขาจะได้มีพื้นที่ออกผลงานเพิ่ม ได้โอกาสเจอนักอ่านกลุ่มใหม่ เราพยายามทำให้สำนักพิมพ์ตัวเองเป็นฐานเชื่อมนักอ่าน นักเขียน คนหลายกลุ่มเข้าด้วยกันผ่านหนังสือ 

4. งานแบบ ‘กิตติศักดิ์ คงคา และคณะ’ เราอยากขยายจักรวาลเรื่องเล่าออกไป เลยเปิดซีรีส์กลุ่ม non-fiction เพิ่มเข้ามา เช่น สืบศาสตร์ฆาตเกม ที่เป็นเรื่องแนวเกมสืบสวนสอบสวน หรือ จาก 1-100 ล้านด้วยตลาดหุ้น ที่เป็นแนวเล่าประสบการณ์ลงทุน เป็นต้น งานเหล่านี้เรามีทีมนักเขียนของสำนักพิมพ์ที่เป็นพนักงานประจำเข้ามาช่วย ร่วมคิดด้วยกัน ทำด้วยกัน 

จริงๆ กระบวนการก็เหมือนเขียนนิยาย คือต้องถอดโครงสร้างเรื่องที่จะเขียน ว่ามีความรู้กี่ก้อน ก้อนไหนสำคัญมากน้อย แบ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆ แล้วเอาองค์ประกอบมาเล่าเชื่อมกัน 

สังเกตได้ว่างานวิชาการส่วนใหญ่ของเราจะมีวิธีการเล่าที่เฉพาะตัว เพราะเราจะเขียนหนังสือก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเข้าใจมันมากพอที่จะเห็นโครงสร้างในการเล่าเรื่อง เรื่องไหนยังไม่รู้จักโครงสร้างดีพอเราก็จะไม่เล่า

ที่เราใช้คำว่า ‘และคณะ’ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร เพราะแต่ละเล่มมีคนช่วยเยอะและทุกเล่มเป็นชื่อคนละชุดกัน พร้อมกันนั้นเราใส่ชื่อทุกคนในหน้ารองปกด้านในตามตำแหน่งที่เขาทำ เพราะไม่ว่าเขาจะทำมากหรือน้อยก็ควรได้รับเครดิตทุกคน ซึ่งเราจะพยายามผลักดันให้เขามีงานเขียนของตัวเองในอนาคต แต่ระหว่างที่เขายังต้องการความช่วยเหลือใกล้ชิด ต้องคิดร่วมกัน ทำด้วยกัน มันก็จะเป็น ‘และคณะ’ ไปก่อน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเนื้องาน

การขยายองค์กรน่าจะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น แล้วคุณบริหารเรื่องนี้ยังไง

ผ่านมาปีครึ่งเราขยายขนาดธุรกิจมาเรื่อยๆ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายประจำแต่ละเดือนมีประมาณ 500,000 บาท มีค่าจ้างพนักงานประจำ นอกจากนั้นจะเป็นค่าสปอนเซอร์ประจำ พวกช่องที่เราขอไปลงโฆษณาหรืออินฟลูฯ ประจำที่เราทำงานด้วย ทำให้ต้องคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจ แต่เราเลือกโตในวันที่เราพร้อม กำไรสะสมมากพอที่จะผิดพลาดได้อีก 1 หรือ 2 ปีโดยยังไม่ลำบาก ดังนั้นงานทุกวันนี้ไม่ใช่การคุมค่าใช้จ่าย แต่เป็นการหาวิธีบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโต

สุดท้ายเราเชื่อว่าการตัดสินใจจะขยับขยายเติบโตครั้งนั้นถูกต้อง เพราะวันนี้กับเมื่อ 18 เดือนที่แล้วมันเป็นคนละภาพเลย ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำสำนักพิมพ์มาก ขนาดทีมกำลังดี พอดีทุกอย่าง ทำให้ทำงานแบบมีความสุข 

เขียนงานสนุกแล้ว หนังสือขายดีก็แล้ว ได้ขยายทีมอีก แล้วเป้าหมายถัดไปของสำนักพิมพ์คืออะไร

ง่ายที่สุดก็คือไม่ขาดทุน (หัวเราะ) เพราะขาดทุนแล้วเครียด ไม่สนุก 

ถัดมาคือไม่อยากโดนด่า ถ้าเลือกได้ขอกำไรน้อยลงแล้วไม่โดนด่าดีกว่า เพราะเราไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ไม่อยากตกเป็นเป้าของความรู้สึกไม่ดี

อย่างที่ 3 คือยังอยากทำงานอย่างสนุกไปเรื่อยๆ มีงานเขียนออกใหม่สม่ำเสมอ มีคุณภาพดีตามมาตรฐานของเรา ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ดีเด่นหรือสุดยอดที่สุดแต่อยู่ในระดับที่คนอ่านชอบ เพราะถ้าเราสนุก พลังงานที่เราส่งให้นักอ่านก็สนุกตามไปด้วย ถ้าเขาได้สนุก เขาก็จะรักเรา จะสนับสนุนเรา มีนักอ่านบอกว่าหนังสือเราไม่ใช่เล่มที่ดีหรือชอบที่สุด แต่ก็จะเป็นสำนักพิมพ์ที่เขาแวะมาตลอด เพราะสนุก ไม่ toxic ไม่ชุ่ย ทำได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งคือภาพที่เราต้องการ (ยิ้ม) 

เราไม่อยากทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเราอยู่สูงกว่า อยากเป็นแค่นักเขียนข้างบ้าน เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ แต่คนอ่านเห็นแล้วรู้สึกว่าดูตั้งใจทำงานดีนะ แล้วมันก็เขียนหนังสือออกมาเรื่อยๆ ดูสนุกดี มันคุยง่าย มันไม่ถือตัว ลองอุดหนุนสักหน่อยดีกว่า

ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการอ่าน

ในช่วงท้ายนี้เราชวนเบสถอดหมวกนักเขียนออก ถอยมามองในฐานะคนที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมการอ่าน-เขียนมาหลายปี ว่าในสายตาเจ้าตัวแวดวงที่เขาว่ากันว่าอยู่ในช่วงขาลงแท้จริงมีสภาพยังไง และยังมีความหวังให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาเดินตามความฝันอยู่หรือไม่

คิดว่าวงการหนังสือไทยทุกวันนี้ยังมีอนาคตให้คนที่อยากเริ่มทำสำนักพิมพ์ไหม

เราว่ามีนะ ถึงจะค่อนข้างยาก แต่เราจะพูดเสมอทุกธุรกิจไม่ง่าย อุตสาหกรรมเรายาก คนอื่นก็ยากไม่ต่างกัน สาเหตุมาจากทั้งสภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย แล้วก็สิ่งที่ส่งผลต่อมนุษย์มาก คือการสื่อสาร เพราะโลกยุคอินเทอร์เน็ตบังคับให้เราต้องสื่อสาร คนตัดสินใจใช้เงินกับสินค้าหรือบริการด้วยความชอบส่วนตัวมากขึ้น ถ้าชอบก็พร้อมจะจ่าย ดังนั้นคนที่ไม่สามารถปรับตัวตามสิ่งนี้ได้ทัน ไม่สามารถทำคอนเทนต์ ไม่สามารถสื่อสารได้ มันก็จะยิ่งยาก แต่ถ้าคนที่เขาอยู่ได้ หรือเขาเข้าใจวิธีสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมันก็เปลี่ยนธุรกิจเขาได้

ถ้าเจาะเฉพาะอุตสาหกรรมนี้ เราว่าหนังสือเจอจุดสมดุลของตัวเองแล้ว ไม่เหมือนยุคถดถอยช่วงที่อินเทอร์เน็ตกับสมาร์ตโฟนเริ่มฮิต คนย้ายจากหนังสือพิมพ์ ย้ายจากนิตยสาร ย้ายจากหนังสือเล่มไปสมาร์ตโฟน วงการเลยซบเซารุนแรง แต่ทุกวันนี้คนที่เขาอ่านหนังสือเขาก็จะยังอ่านต่อไป ส่วนคนที่เขาไม่อ่านเขาก็จะไม่อ่าน ดังนั้นวงการมันจะไม่ขยับมากไปอีกสักพัก

เราอาจจะพูดจาใจร้ายนิดหนึ่งนะ แต่ด้วยวงการตอนนี้ นักเขียนอาจต้องลองย้อนไปตั้งคำถามว่าหนังสือที่ขายมันยังตอบโจทย์นักอ่านหรือเปล่า ยังให้ความรู้สึกหรือให้คุณค่าแบบที่นักอ่านต้องการอยู่หรือเปล่า หนังสือบางเล่มขายไม่ได้ไม่ใช่เพราะว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ แต่เพราะหนังสือเล่มนั้นให้คุณค่าแบบที่นักอ่านต้องการไม่ได้ เพราะนิยามคำว่าสนุก นิยามคำว่าความรู้ นิยามคำว่าสาระของคนในปัจจุบันนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม

ก่อนที่จะตั้งคำถามปัญหาภาพใหญ่ อยากให้ลองโฟกัสตรงนี้สักหน่อย ลองผลิตงานของเราให้ตอบโจทย์นักอ่าน มันอาจจะพาเราไปสู่คำตอบอะไรหลายๆ อย่าง

ถึงอย่างนั้นก็มีคนบอกว่านักเขียนไม่ได้มีหน้าที่ทำตามความนิยมนักอ่านอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนกำหนดทิศความนิยมนั้นบ้างเพื่อให้วงการเกิดความหลากหลาย คุณมีความเห็นกับเรื่องนี้ยังไง

ถ้าตอบในมุมธุรกิจ เราว่าต้องทำทั้ง 2 อย่าง คือเราต้องตามนักอ่านด้วยเพราะเรายังต้องการแรงสนับสนุนจากพวกเขาอยู่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามสร้างเทรนด์ขึ้นมา หนังสือควรจะมีทั้งแบบขายกลุ่มเป้าหมาย กับหนังสือทดลองที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ออกมาให้ท้องตลาด เราว่าไม่มีวิธีไหนถูกไปทั้งหมด

ถึงอย่างนั้นเราก็มองว่าหนังสือที่เปลี่ยนความนิยมของตลาดได้มันคือปาฏิหาริย์นะ มันยากมากที่หนังสือเล่มเดียวจะเปลี่ยนแนวความชอบของคนทั้งวงการได้ เช่น เดนดาว NEVER DIE เนี่ยเป็นหนังสือที่ทำให้หลายคนกลับมาอ่านวรรณกรรมแนวความสัมพันธ์ของไทย แต่เชื่อว่าคนเขียน เดนดาวฯ ก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะเปลี่ยนโครงสร้างการอ่านในสังคมมากขนาดนี้ คำถามคือถ้าคุณคิดจะเขียนแต่หนังสือแบบ เดนดาวฯ เพราะหวังจะเปลี่ยนสังคม ทั้งชีวิตคุณอาจจะไม่ได้สักเล่มเลยก็ได้เพราะนักเขียนจำนวนมากในโลกก็ไม่ได้มีหนังสือแบบนี้เป็นของตัวเองนะ

ถ้าอย่างนั้นนักเขียนกับสำนักพิมพ์ไทยควรมุ่งไปในทิศทางไหน

อย่างที่เราพูดก่อนหน้านี้เรื่องหาตรงกลางให้เจอ สร้างสมดุลระหว่างงานเขียนของเรากับความชอบของนักอ่าน จะทำให้เราเติบโตไปพร้อมอุตสาหกรรมการอ่านได้ ถ้าบอกว่าหนังสือเปลี่ยนสังคมมันเหมือนการถูกหวยรางวัลที่ 1 เป็นโบนัสที่มาแบบคาดเดาไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือดูว่าแล้วรายได้ประจำของคุณ คืองานเขียนเล่มอื่นยังพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้หรือเปล่า หรือเป็นเลขที่พอได้ลุ้นรางวัลเล็กน้อยให้เรามีกำลังเขียนเล่มต่อไปไหม 

เพราะเราไปควบคุมความชอบของนักอ่านไม่ได้แต่เราควบคุมงานของเราได้ ถ้าหาตรงกลางเจออาจจะได้ลุ้นรางวัลใหญ่บ้าง แต่ถึงไม่ถูกเลขใหญ่แล้วยังมีเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวติดมาทุกงวด มันก็ทำให้เรายังอยู่ได้

แล้วคุณหาสมดุลนั้นของตัวเองเจอหรือยัง

(นิ่งคิด) เราหาคำตอบมาหลายปีมากว่าเราเขียนไปทำไม แล้วก็หาไม่เคยเจอ มีช่วงที่หลงทางจนเกือบจะเลิกเขียน เราเคยเข้าใจว่าต้องได้ซีไรต์ถึงจะเป็นนักเขียน ต้องได้ทำละครถึงจะเป็นนักเขียน เราต้องมีหนังสือขายดีมากๆ ถึงจะได้เป็นนักเขียนเต็มตัว แต่ไม่ว่าจะผ่านความสำเร็จมากี่ครั้ง เราไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็นนักเขียนจริงๆ เลย 

จนกระทั่งเราเขียน กาสักอังก์ฆาต มันพาเราไปเจอสายตาของนักอ่านที่รักและชื่นชมผลงานเรามาก เราพบว่าความรู้สึกดีที่สุดในชีวิตคือการมีนักอ่านมายืนรอเรา มาขอลายเซ็นเรา มาบอกว่าชอบผลงานเรามากแค่ไหน มันสำคัญยิ่งกว่ายอดขาย ยิ่งกว่ารางวัลวรรณกรรม ยิ่งกว่าการดัดแปลงใดๆ สายตาเหล่านั้นทำให้เราได้คำตอบ หลังจากนั้นเราไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองอีกเลย

เป้าหมายของเรานับจากนั้นคืออยากสร้างความสุขให้นักอ่าน เพราะนักอ่านทำให้เราเป็นนักเขียนทุกวัน โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก เราเชื่อว่าเราได้อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตนักเขียนแล้ว 

(นิ่งคิด) และเราจะอยู่จุดนี้ได้อีกไม่นานหรอก 

เรารู้ว่านักเขียนทุกคนมีวัฏจักร สักวันหนึ่งงานของเราจะค่อยๆ ลดบทบาทลง หนังสือจะขายไม่ดีเท่าเดิม หรือต่อให้ขายดีมันก็จะน่าเบื่อ เหมือนที่เราดูยูทูบช่องหนึ่งติดกันสัก 3-4 ปี เราก็จะเบื่อไปเอง เป็นธรรมชาติของวัฏจักรธุรกิจ

ถ้าอย่างนั้นคิดจะใช้เวลาช่วงรุ่งเรืองที่เหลือแบบไหน

เราขอเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด แล้วก็เตรียมตัวเผชิญขาลงของชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องหาทางออกให้เจอว่าจะบริหารพนักงานอีก 10 ชีวิตยังไง ให้เขาก้าวเดินไปต่อในเส้นทางที่เขาคาดหวังแม้เราจะอยู่ช่วงขาลง

เราอาจจะไม่ได้พิมพ์งานตัวเองแล้วก็ได้ อาจเปลี่ยนมาตีพิมพ์งานคนอื่น มาทำงานแปล หรือเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นเลยก็ได้ ตอนนี้เรายังไม่รู้ แต่เราดื่มด่ำกับทุกขั้นตอนในชีวิต คิดซะว่านี่คือชีวิตหลังความตายแล้ว เราผ่านเส้นชัยมาแล้ว 

เป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดก่อนต้องเตรียมตัวแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน หรือกลับไปเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอื่น

ขอขอบคุณร้านอาทิตย์ละเล่ม House 
ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์และถ่ายภาพ

Whimsical Trend คนกำลังเหนื่อยล้า และต้องการโลกขี้เล่นสนุกสนาน ทำยังไงให้ธุรกิจตอบโจทย์เทรนด์ยุคนี้ได้?

Sean Anthony Bryant อายุ 34 ปี ทำงานเทคโนโลยีในนิวยอร์ก ชีวิตเขาดำเนินไปอย่างปกติทั่วไป ไม่ต้องคิดที่จะเติมสีสันเพื่อชีวิตอะไรมากขนาดนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาพบว่าสิ่งรอบตัวเต็มไปด้วยเรื่องเครียดๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางสังคมที่บีบรัดการใช้ชีวิตของเขาเอง ไบรอันต์ทนไม่ไหวแล้ว สิ่งที่เขาเลือกทำคือพยายามหนีออกจากความวุ่นวายนั้นด้วยการโอบรับแนวคิดที่คนเรียกกันว่า Whimsy หรือ Whimsical ซึ่งแปลความในมวลรวมๆ ได้ถึงความเพ้อฝัน ขี้เล่น แปลกใหม่อย่างมีเสน่ห์ หรือไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เดิมๆ

ถ้าเป็น 3-4 ปีก่อน เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเลือกทำอะไรแบบนี้ แต่ในวันนี้ เขาพยายามทำให้ชีวิตตัวเองมีเสน่ห์ด้วยการเลือกซื้อสินค้าที่มีความขี้เล่น หรือเลือกเสพอะไรที่ทำให้ได้เพ้อฝันเหนือจินตนาการ และเขาจะรู้สึกหงุดหงิดมากเมื่อเห็นคนในโซเชียลมีเดียมองโลกในแง่ลบเกินไป วันหนึ่งไบรอันต์จึงทำคลิปลง TikTok บอกทุกคนว่า “โลกกำลังลุกเป็นไฟแล้ว พวกเราควรลองทำอะไรที่แปลกใหม่และมีเสน่ห์บ้างนะ” 

และเพราะว่าคลิปนั้นมียอดวิวมากกว่าสี่ล้านครั้ง เพื่อนๆ ก็ดันหลังให้ไบรอันต์เริ่มขายเสื้อยืดและหมวกที่มีข้อความว่า “Be More Whimsy” (เติมความเพ้อฝันให้มากขึ้นนะ)

เรื่องราวของไบรอันต์คือตัวอย่างปรากฏการณ์คนเจนฯ Z และมิลเลนเนียลที่ทำให้คำว่า Whimsical Trend แนวคิดในการหยิบจับ aesthetic ของความสนุกสนาน เพ้อฝัน เทพนิยาย ขี้เล่น เหนือจริง แปลกใหม่ และผสมผสานการหวนนึกถึงวัยเด็ก หรือการได้ทำอะไรสนุกๆ ตามใจตัวเองมากขึ้น​ 

เทรนด์นี้บูมขึ้นในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ มีคนทำคลิปถามว่า ‘มีวิธีไหนบ้างที่จะเพิ่มความ Whimsy ของเราได้?’ เราจึงได้เห็นหลายคลิปเต็มไปด้วยแชร์ไอเดีย ‘แต่งตัวแบบ Whimsy’ หรือ ‘รวมแบรนด์ที่มีความเป็น Whimsical’ และไม่ใช่แค่สินค้าเท่านั้น แม้กระทั่งการทำงานอดิเรกที่ตัวเองในวัย 10 ขวบเคยชอบ หรือการทำอะไรแอนะล็อกอย่างการส่งโปสต์การ์ด ก็ถือเป็น ‘Whimsy Hobbies’ เช่นกัน ทำให้มีคอนเทนต์อย่าง ‘ใช้ชีวิต 1 วันแบบ Whimsy’ 

สิ่งที่เป็นมวลรวมๆ ของ Whimsy คือสีสันสดใส ดีไซน์ที่เต็มไปด้วยการหวนนึกถึงอดีต บางครั้งก็เต็มไปด้วยเรื่องราวเทพนิยายเพ้อฝัน แต่ความแฟนตาซีก็พาผู้คนใช้ชีวิตโลกจินตนาการได้อย่างน่าสนใจ 

ภาพ stillandstirredd  

แม้จะดูสนุกสนาน เพ้อฝัน หรืออยู่ภายในโลกจินตนาการ แต่ความนิยมที่มากขึ้นของ Whimsical หรือ Whimsy สะท้อนว่า คนกำลังเหนื่อยล้าจากสภาวะความเครียด จึงโหยหาความอบอุ่น ความขี้เล่น นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก และอยากหลบหนีออกจากโลกความเป็นจริง 

“เพราะเรารู้สึกว่าเราควบคุมผู้นำให้ทำอะไรต่างๆ ไม่ได้” Liz Plank นักทำรายการพ็อดแคสต์จากลอสแอนเจลิสกล่าว เธอเพิ่งผิดหวังจากการเลิกรากับรูมเมตไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่ากลับรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองได้เพียงแค่ได้เลือกซื้อชุดนอนแบบ Whimsy จากแบรนด์หนึ่ง “แต่คุณสามารถควบคุมได้ว่าคุณจะเลือกแก้วแบบไหน คุณจะใส่ชุดน่ารักแบบไหน และคุณจะทำสิ่งสวยงามอะไรในตอนเช้า” เธอว่า

Whimsical Trend จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะหรือความสวยงามเท่านั้น แต่ในทางธุรกิจ มันคือ ‘กลยุทธ์การตลาดเชิงอารมณ์’ (emotional marketing) ที่ทำให้คนได้เชื่อมโยงกับสินค้าที่พวกเขาได้แสดงความอารมณ์และความรู้สึก

Etsy แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติอเมริกันที่ขึ้นชื่อเรื่องขายสินค้าวินเทจและของทำมือก็บอกว่า การค้นหาคำว่า ‘Whimsical Jewelry’ ‘Whimsical Decoration’ และ ‘Whimsical Product’ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% จากปีที่แล้ว

“เราเห็นผู้บริโภคหันมาหาความแปลกใหม่ (Whimsy) ในรูปแบบของการหลีกหนีจากชีวิตประจำวัน มองหาสินค้าที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว สนุกสนาน และคาดไม่ถึง เพื่อทำให้ชีวิตประจำวันพิเศษยิ่งขึ้น” เดน่า อิซอม จอห์นสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์ของ Etsy กล่าว

ภาพ cultureandcampaigns

Dion Terrelonge นักจิตวิทยาด้านแฟชั่น อธิบายว่า การแต่งตัวในจินตนาการมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญกับความเครียด “สุนทรียศาสตร์ที่แปลกใหม่และจินตนาการ (Whimsical aesthetic) มักจะเข้าถึงคนได้โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนหรือความวุ่นวายระดับโลก” เธอกล่าว “มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลีกหนีจากความเป็นจริง และความงามเพื่อความงามในยามเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจดูเลวร้าย” 

โดยจุดเด่นที่เห็นได้ชัดใน Whimsical aesthetic คือโบ ลูกไม้ และระบายในเลเยอร์เสื้อผ้า ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากชีวิตอันยากลำบากในสมัยนี้ และเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ น้อยๆ ว่าความสุขและความรื่นเริงยังคงมีอยู่

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ความนิยมในแบรนด์ที่ไม่ได้นำเสนอเพียงความเรียบหรูและพรีเมียม แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนานเติบโตขึ้นในช่วงหลายปีนี้ หรือบางแบรนด์ที่เริ่มเห็นสีสันสดใสแบบ Whimsy เพิ่มขึ้น พวกเขาก็ทำการตลาดโปรโมตให้แบรนด์มีความขี้เล่น เหนือจินตนาการมากขึ้น เพราะภาพของความเรียบหรู คมกริบ หรือ Minimalist แบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอที่จะฮีลใจผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ถ้ายกตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในสุนทรียะแบบ Whimsy ก็คงต้องยกให้แบรนด์ตุ๊กตาอย่าง Jellycat ด้วยการเปลี่ยนแนวคิดจากแบรนด์ตุ๊กตาผ้าธรรมดามาเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ขาย ‘ความสุขและจิตวิญญาณแห่งวัยเด็ก’ ผ่านการเปลี่ยนพื้นที่หน้าร้านให้กลายเป็นโลกสมมติที่มีความสนุก ด้วยการให้พนักงานจำลองเป็นเชฟทำขนมหรือเชฟทำอาหาร เอาตุ๊กตารูปเค้ก กาแฟ หรืออาหารมาห่อเป็นขนมบ้าง หรือเอามาหั่น มาปรุงอาหารบ้าง ทำให้คนได้นึกถึงวัยเด็กที่เรามักเล่นสนุกกับจินตนาการรับบทเป็นพ่อค้าแม่ค้า ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย เพราะมันมอบประสบการณ์ฮีลใจวัยเด็กให้กับคนที่มาเยือนที่นี่

@faoschwarz

Welcome to the Jellycat Diner, where cuddles are always on the menu! ✨🍔 Join us for a whimsical experience featuring your favorite Jellycat Diner plushies. From soft, snuggly snacks to magical moments, it’s a meal full of smiles! Book your experience on our website! Link in bio 💖 🎥: @chloevalentinetoscano #faoschwarz #faoexperience #nyc #toywonderland #jellycatdiner #faomagic

♬ Cute – JerryJeyy

แบรนด์แว่นอย่าง Gentle Monster ที่มีความเป็นศิลปะเหนือจริงมาโดยตลอด ในปี 2026 ก็ได้เปิดคอลเลกชั่นแว่นพับได้ 2026 Veggie Collection โดยนำสิ่งของทั่วไปอย่างผักมาเติมจินตนาการและความขี้เล่นในคอลเลกชั่น แถมพา Karina จากวง aespa ในลุคสาวน้อยภาพลักษณ์นิ่งๆ น่ารักๆ แต่เธอปีนขึ้นหลังแกะที่ต่อตัวกันสูงเป็นเมตร แล้วกระโจนลงมาใส่มะเขือเทศกองมหึมา เสริมภาพลักษณ์สาวขี้เล่นสนุกสนานเหมือนดีไซน์แว่นที่ได้แรงบันดาลใจจากผักไปในตัว

อีกแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับนิยามจากชาวเน็ตว่ามีความ Whimsy อย่างถึงที่สุดคือ Selkie แบรนด์แฟชั่นนี้มีชื่อเสียงในด้านความสวยงามราวกับความฝันและเวทมนตร์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ชุดเดรสทรงพองขนาดใหญ่ ผ้าทูลล์หลายชั้น และมีระบายอลังการ เลียนแบบชุดเจ้าหญิงในเทพนิยายคลาสสิก โทนสีพาสเทลและสีสันมหัศจรรย์ และลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยาย ผ้าส่วนใหญ่มักมีลวดลายดวงดาว ดอกไม้โรแมนติก สัตว์ป่า และมีกลิ่นอายวินเทจ ถ้าให้ Selkie เป็นอะไรสักอย่าง คงทำให้นึกถึง ‘ตัวละครเอก’ ในละครย้อนยุคนั่นเอง

แล้วธุรกิจจะโอบรับเทรนด์ที่เกิดขึ้นได้ยังไง?

ถ้าถอดแบบจากลักษณะ Whimsy ที่ชาวเน็ตมาแชร์ประสบการณ์กัน สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าใจจริงๆ ว่าตอนนี้คนจำนวนมากเหนื่อยล้า และต้องการพื้นที่เยียวยาใจ และได้จินตนาการโลกที่สนุกกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ให้คนรู้สึกได้เชื่อมต่อความรู้สึกสนุก ขี้เล่น เหนือจินตนาการ และได้หนีออกจากโลกความเป็นจริงสักพักได้จึงเป็นแนวคิดหลักที่ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่คอนเซปต์สร้างสินค้าไปจนถึงบริการหน้าร้าน

สำหรับแบรนด์ไหนที่ต้องการสร้าง visual ของแบรนด์ให้มี ‘human touch’ และขี้เล่นขึ้น การสร้างภาพลักษณ์ด้วยลักษณะ whimsy คือการเลือกใช้ลายเส้นวาดมือเพื่อไม่ให้โทนตึงเครียดเกินไป สะท้อนความงดงามแบบนุ่มนวลโดยใช้โทนสีพาสเทล หรือสร้างตัวการ์ตูน/มาสคอตประจำแบรนด์ที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว เพื่อทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย อบอุ่น และมีเสน่ห์ต่างจากคู่แข่ง

หรือถ้าต้องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์อาจจะลองสร้างคอนเซปต์ธีม ‘ของสะสมแห่งความฝัน’ ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่ผสมผสานเทพนิยาย ดอกไม้ สัตว์พูดได้ หรือรูปทรงที่เหนือจริง เช่น ขวดน้ำหอมรูปดวงจันทร์ หรือกล่องขนมรูปปราสาท เพื่อเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้คนรู้สึกว่าไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้า แต่ซื้องานศิลปะหรือของสะสม

ไอเดียสำหรับธุรกิจคาเฟ่ ร้านอาหาร แฟชั่น หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า การสร้างพื้นที่หน้าร้านโดยใช้แนวคิด Whimsical ต้องมาด้วยธีมเหนือจริงที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน เช่น ร้านชาธีม Alice in Wonderland หรืออย่างแบรนด์ Gentle Monster ที่มักสร้างประติมากรรมขนาดยักษ์ตามธีมต่างๆ จนกลายเป็นทั้งงานศิลปะอาว็องการ์ดและสร้างโลกเหนือจริงให้คนได้หลุดเข้าไปชื่นชมความงดงามของศิลปะไปด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากแบรนด์ของคุณไม่สามารถเอาตัวเองสวมเข้ากับเทรนด์ Whimsical ได้ทั้งหมด แบรนด์ยังสามารถถอดรหัสมวลอารมณ์ทำความเข้าใจสภาวะที่ผู้คนเผชิญได้ เพื่อมาออกแบบสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ เช่น คนกำลังเบิร์นเอาต์กับสังคม เบื่อชีวิตประจำวัน และความรู้สึกถูกสูบพลังจากโลกยุคดิจิทัลและทุนนิยมแล้ว แบรนด์อาจจะไม่ต้องทำตัวเป็นคนขี้เล่นแบบ Whimsy แต่ทำหน้าที่เป็น ‘เบาะรองรับอารมณ์’ ที่ใส่ความนุ่มนวล เข้าอกเข้าใจ และไม่กดดันลูกค้า หรือเมื่อคนรู้สึกเบื่อความจำเจในปัญหาที่เผชิญรอบด้าน แบรนด์อาจจะสร้างประสบการณ์ในบริการที่ทำให้คนรู้สึกได้เจอเรื่องดีๆ โดยไม่คาดคิดก็ได้

เพราะการขายสินค้าในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ฟังก์ชั่นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่แบรนด์สามารถมอบความสุขและพาผู้บริโภคหลีกหนีความเครียดได้มากแค่ไหน แบรนด์ที่เข้าใจความจริงข้อนี้ จะไม่มองลูกค้าเป็นเพียงตัวเลขยอดขาย แต่มองเขาเป็น ‘มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเหนื่อยล้า’ ที่แบรนด์สามารถหยิบยื่นเวทมนตร์เล็กๆ ความนุ่มนวล หรือพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้พักใจ กลายเป็นมิตรแท้ที่เขาขาดไม่ได้ในโลกความเป็นจริง

อ้างอิง

35 ปี JORAKAY คุยกับ เฌอ-ชินธร อรรถสารประสิทธิ์ ผู้ขับเคลื่อนและสานต่อแบรนด์วัสดุก่อสร้างยุคใหม่

คราบดำติดร่องยาแนว กระเบื้องแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ พื้นในบ้านลื่นเกินไป ทำยังไงจะแก้ปัญหาเหล่านี้ มีเพียงไม่กี่อย่างที่เราจะนึกหาทางออก หนึ่ง–โทรหาช่างที่พอจะช่วยเหลือได้ สอง–ถามกูเกิล หรืออาจจะเป็น AI ที่เข้ามาช่วยตอบคำถามทุกอย่างให้คนยุคนี้

ถึงอย่างนั้น ความยากก็ยังคงค้างคาอยู่ สำหรับปัญหาเล็กๆ บางจุด การนัดหมายช่างและค่าใช้จ่ายอาจไม่สอดคล้องกับขนาดของงาน ขณะที่ผู้ที่ต้องการลงมือเองก็อาจไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน เดินเข้าร้านวัสดุก่อสร้างก็แทบงงเลยว่าจะต้องหยิบอะไรกลับไปซ่อมบ้าน

ความยุ่งยากเหล่านี้ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่แบรนด์อย่าง ‘JORAKAY’ (จระเข้) หยิบมาตั้งคำถาม–ทำยังไงให้ผู้บริโภคจัดการงานดูแลและซ่อมแซมบ้านเบื้องต้นที่เหมาะกับการทำเองได้อย่างมั่นใจ พร้อมเข้าใจว่าเมื่อใดควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ 

คำตอบนั้นถูกกลั่นกรองออกมาเป็นไลน์สินค้า ‘JORAKAY EASY’ นวัตกรรมดูแลบ้านฉบับเข้าใจง่าย ที่ซ่อนวิธีคิดเชิงกลยุทธ์และการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ เอาไว้ ด้วยการจัดเซตผลิตภัณฑ์ รวมทุกหมวดการใช้งานที่ตอบโจทย์คนที่อยากแก้ปัญหาภายในบ้านด้วยตัวเอง ตั้งแต่ขจัดคราบตามรอยยาแนวไปจนถึงชุดทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

เพียงแค่เห็นคำว่า JORAKAY EASY บนสินค้าที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเราแล้ว หลายคนคงคิดว่านี่คือแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังมาทำให้ทุกคนแก้ปัญหาในบ้านได้ง่ายขึ้นหรือเปล่านะ?

แต่เฉลยก็คือ ‘JORAKAY’ หรือจระเข้ คือแบรนด์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งบ้าน มีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องกาวซีเมนต์ กาวยาแนว เคมีก่อสร้างกันซึม และสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มายาวนานกว่า 35 ปีแล้ว พวกเขาเป็นที่รู้จักในหมู่ช่างซ่อมสร้างบ้านเป็นอย่างดี หรือหากใครเดินเข้าไปในร้านวัสดุก่อสร้าง จระเข้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ช่างและร้านวัสดุก่อสร้างจำนวนมากคุ้นเคย โดยเฉพาะในหมวดกาวซีเมนต์และยาแนว 

การทำให้คนทั่วไปได้เข้าถึง JORAKAY คือแนวคิดหลักที่ เฌอ–ชินธร อรรถสารประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เซอรา จำกัด (บริษัทในเครือของ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) และเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของแบรนด์จระเข้ตั้งใจให้วัสดุก่อสร้างแห่งนี้ยังคงอยู่คู่กับบ้านคนไทยเหมือนที่ครอบครัวทำมาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา

เพราะไม่เพียงแค่ JORAKAY EASY เท่านั้น เฌอเริ่มเข้ามารีแบรนด์ ‘สีจระเข้’ เพื่อให้คนได้รู้ว่าจระเข้ไม่เพียงแค่เชี่ยวชาญด้านกาวซีเมนต์เท่านั้น โดยลงมือตั้งแต่ปรับชื่อแบรนด์เป็น SEE JORAKAY เพิ่มไลน์โปรดักต์ใหม่ วางกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และลงมือทำถึงขั้นวางคอนเซปต์โฆษณาด้วยตัวเองเลย

การจะทำให้แบรนด์ก่อสร้างที่มีอายุกว่า 3 ทศวรรษยังคงเป็นส่วนหนึ่งกับบ้านของคนไทยด้วยไม่ใช่เรื่องที่ง่ายแน่ๆ เราจึงชวนผู้บริหารรุ่นใหม่คนนี้ มาบอกเล่าเบื้องหลังวิธีคิดและการแตกไลน์สินค้า เพื่อให้ ‘จระเข้’ กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลบ้านของคนไทยอย่างแท้จริง

‘จระเข้’ เป็นแบรนด์ก่อสร้างที่มีชื่อเสียงกาวซีเมนต์ กาวยาแนวมา 30 กว่าปีแล้ว คุณยังจำได้ไหมว่าตอนเด็กๆ ได้เห็นบริษัทของครอบครัวทำงานยังไงบ้าง

ถ้าย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำ ผมอยู่กับบริษัท ตั้งแต่ยุคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปวิ่งขายสินค้าเอง ไปฝากอาเฮียร้านขายวัสดุก่อสร้างวางของขาย เราวิ่งเข้าหาร้านค้าทั่วประเทศเลย ผมก็นั่งอยู่หลังรถ เจอทั้งอาเฮียตอบรับและปฏิเสธมาหมด จนวันหนึ่งบริษัทก็มียอดขายเริ่มจาก 1 ล้านบาทแรก 

เริ่มแรกคุณพ่อก็ใช้บ้านคุณย่าเป็นออฟฟิศ พอเราเริ่มโต ก็ย้ายไปอยู่พระราม 9 จนบริษัทเติบโตเราก็มาอยู่ที่ออฟฟิศปัจจุบันกัน

พอคุณโตมากับการติดตามครอบครัวไปทำธุรกิจด้วย มันทำให้คุณอยากเข้ามาบริหารจระเข้ตั้งแต่แรกเลยไหม?

ไม่ครับ (หัวเราะ) ตอนปริญญาตรี ผมเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจ คือออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ได้เลือกเรียนทางบริหารเลย แล้วก็ไปต่อปริญญาโทในต่างประเทศ เลือกเรียนด้านมาร์เก็ตติ้ง 

แต่ว่าพอประมาณปี 2020 หลังจากผมเรียนจบ ผมก็เข้ามาช่วยดูแลแบรนด์จระเข้ แล้วผมเห็นว่ามีสินค้าที่คนยังไม่ค่อยรู้มากนักว่าเรามีขายด้วย นั่นก็คือ สี

ต้องเข้าใจก่อนว่าภาพจำของคนทั่วไป จระเข้คือผู้เชี่ยวชาญด้านกาวซีเมนต์ กาวยาแนว ซึ่งเป็นสินค้า substrate ที่ซ่อนอยู่ใต้กระเบื้อง เวลาคนเลือกซื้อจะมองที่สเปก ความเหนียว การยึดเกาะ และราคา แต่ ‘สี’ คือสิ่งที่คนมองเห็น และส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของบ้านเลือกเอง ถ้าเป็นกาวซีเมนต์หรือกาวยาแนวก็ต้องช่างเป็นคนเลือกให้ ดังนั้น สองสินค้านี้มีทาร์เก็ตคนละแบบ

ผมเห็นว่าสีจระเข้มี potential ที่เติบโตได้ แต่สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนคือแบรนดิ้ง ผมเลยแยกสีออกมาเป็นอีกภาพหนึ่งเลย แล้วพยายามจับจุดว่าเราจะต้องสร้างภาพลักษณ์ยังไงให้คนเข้าถึง สีเป็นสิ่งที่คนสัมผัสได้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก เมื่อขยายสู่หมวดสีที่ผู้บริโภคเลือกจากความรู้สึกและความสวยงาม เราจึงต่อยอดอัตลักษณ์ของจระเข้ให้เหมาะกับบริบทของผลิตภัณฑ์มากขึ้น  แต่ถ้าสำรวจตลาดสีในไทยแล้วคือ red ocean มากๆ แบรนด์ใหญ่เยอะมาก ผมเลยตั้งโจทย์ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้ต่าง?

ผมเลยเริ่มลงมือทำเลย ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก ‘สีจระเข้’ มาเป็น ‘SEE JORAKAY’ เล่นคำภาษาอังกฤษด้วยครับ แล้วก็ออกแบบโลโก้ใหม่เอง เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งใหม่หมดปรับภาพลักษณ์ให้ minimal ชัดเจน 

ตอนนั้นผมวางเป้าหมายด้วยว่าอยากจับกลุ่มทาร์เก็ตสถาปนิก อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ และเจ้าของบ้านที่เลือกซื้อสีจากมู้ดแอนด์โทนและความสวยงาม ดังนั้นการสื่อสารการตลาดของเราจะไม่พูดเรื่องราคาเลย เราจัดสีออกเป็นหมวดต่างๆ เช่น หมวดศิลปะ หมวดธรรมชาติ ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าถามเรื่องราคาเป็นคำถามสุดท้าย และเราชูจุดเด่นอีกอย่างคือ สีจระเข้ทำจากหินปูนธรรมชาติ (lime-based / limestone) ไม่ใช่แป้งหรืออะคริลิกเบสแบบสีทั่วไป ซึ่งปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ผลลัพธ์คือสถาปนิกและอินทีเรียร์ชอบมาก พอเขารู้จักและชอบแบรนด์ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือสินค้าในเครือจระเข้ นั่นถือเป็นความสำเร็จในเชิงแบรนดิ้งของผมแล้ว

แสดงว่าการเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ และปริญญาโทด้านการตลาด ช่วยให้คุณมองภาพการตลาดของ ‘จระเข้’ ต่างจากตลาดวัสดุก่อสร้างแบบเดิมๆ ด้วยหรือเปล่า?

ผมคิดว่าข้อดีคือ พอเรามองในมุมออกแบบผลิตภัณฑ์หนึ่งอัน เราจะเริ่มคิดแล้วว่าจะขายยังไงหรือต้องทำอะไรต่อจนถึงมือผู้บริโภค 

สำหรับผม การดีไซน์และการตลาดคือเรื่องเดียวกันที่เกื้อหนุนกันครับ การออกแบบผลิตภัณฑ์สอนให้เราคิดแบบ consumer-centric เอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เน้นความเข้าใจลึกซึ้งทั้งด้านฟังก์ชั่นและความสวยงาม ส่วนการตลาดเข้ามาช่วยเติมเต็มในด้านกลยุทธ์ การสร้างแบรนด์ และการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ เมื่อนำมารวมกัน มันคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่แค่ ‘สวย’ หรือ ‘ใช้ดี’ แต่ต้อง ‘ตอบโจทย์ตลาดและขายได้จริง’

แล้วผมเคยร่วมก่อตั้งและเป็นครีเอทีฟโปรดักชั่นเฮาส์โฆษณามาก่อนด้วย ทำให้ผมมองเห็นโอกาสที่จะต่อยอดจากความแข็งแกร่งด้านฟังก์ชั่นและข้อมูลทางเทคนิคด้วย storytelling และการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับชีวิตประจำวัน แต่จริงๆ มันยังมีพลังของ storytelling และการสร้าง emotional connection ให้กับผลิตภัณฑ์เลยพยายามผลักดันให้การสื่อสารของจระเข้เปลี่ยนจากการพูดถึงตัวสินค้าเป็นหลัก ให้กลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ ความรู้สึก และการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย

แต่ที่สังเกตคือ คุณเข้ามาบริหารในบริษัท เค เซอรา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจระเข้ ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างไร?

เมื่อก่อนเค เซอรา เป็นเหมือนเทรดเดอร์ แต่พอผมย้ายมาดูแลเต็มตัว ผมตั้งใจเปลี่ยนให้เค เซอรา เป็น business builder หรือตัวผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคและพัฒนาคู่ค้า

เพราะต้องบอกว่าภาพใหญ่ของจระเข้ คอร์ป คนจะนึกถึงเราในหมวดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวอยู่แล้ว ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เราต้องรักษาไว้ ช่างต่างๆ ก็จะรู้ว่าเลือกใช้กาวยาแนวของเรา เขาก็จะเอาไปบอกต่อกับคนทั่วไปที่มาซ่อมบ้านอีกที ในขณะเดียวกัน แต่ถ้าเราต้องการ diversify ออกไป ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงสินค้าเราได้บ้างล่ะ? สมมติว่าเราอยากทดลองสินค้าไลฟ์สไตล์ ดีไซน์ใหม่ๆ หรือบริการรูปแบบใหม่ภายใต้แบรนด์หลักก็อาจมีข้อจำกัด ทั้งในแง่ของความคาดหวังของตลาดและการวางตำแหน่งแบรนด์ และคนทั่วไปก็คงไม่รู้ว่าทำไมต้องมาหาแบรนด์จระเข้

‘เค เซอรา’ ก็เลยเป็นเหมือนพื้นที่ที่สร้างและพัฒนาแบรนด์สินค้าให้เข้าถึงคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโปรดักต์ไลน์ใหม่ การร่วมงานกับนักออกแบบ การนำเสนอคอลเลกชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ หรือการทดลองโมเดลบริการและช่องทางการขายรูปแบบใหม่ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการขายวัสดุตกแต่งบ้าน แต่คือการยกระดับให้เค เซอราเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตผ่านงานออกแบบ จากโจทย์นี้ก็เลยเกิดเป็น ‘JORAKAY EASY’ ขึ้นมา

ทำไมคุณถึงคิดว่าแบรนด์จระเข้ที่เป็นที่เชื่อใจของช่างกว่า 30 ปีจะต้องกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายขึ้นในยุคนี้? 

มันเริ่มจากอินไซต์และ pain point ของผู้บริโภคจริง อย่างเช่น ที่อยู่อาศัยเกิดคราบยาแนวดำ หรือกระเบื้องร่อนเล็กๆ เขาไม่รู้จะเริ่มนับหนึ่งที่ไหน จะทำเองก็ไม่รู้ว่าต้องไปซื้ออะไรบ้าง เดินเข้าร้านวัสดุก่อสร้างก็งง เราเลยเอาความเชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้างหนัก มาย่อยให้เป็นเรื่องง่าย คือนับหนึ่งกับเราแล้วจบเลย 

JORAKAY EASY เลยเกิดขึ้นมา เราจัดเซตพร้อมใช้งานให้ ไม่ต้องไปวิ่งหาอุปกรณ์เพิ่ม ซื้อน้ำยาก็มีถุงมือและอุปกรณ์ให้ครบ แล้วเราก็จัดหมวดสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่บ้านในแบบต่างๆ ทั้งหมวดทำความสะอาด หมวดซ่อม หรือว่าขยายไปถึงหมวด pet-friendly  เราเห็นเทรนด์คนเลี้ยงสัตว์เหมือนคนในครอบครัวจึงออกกลุ่มน้ำยาทำความสะอาดที่ปลอดภัยไร้สารที่จะก่อให้เกิดอันตรายสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

การสร้างสินค้าแบบนี้ทำให้แบรนด์จระเข้ได้รับการจัดวางใหม่ด้วยครับ ปกติสินค้าจระเข้จะวางอยู่ในโซนปูนหรือกระเบื้อง แต่ JORAKAY EASY สามารถไปวางในโซนน้ำยาทำความสะอาด หรือช่องทาง marketplace บนออนไลน์ได้ ทำให้คนทั่วไปเห็นแบรนด์เราง่ายขึ้น สมมติว่าเดินไปในร้านวัสดุก่อสร้าง เขาจะเรียงสินค้าจากเบาไปถึงวัสดุหนักด้านหลัง แบรนด์จระเข้ก็ขึ้นมาอยู่ด้านหน้าร้านได้ด้วยจากการมีสินค้าแบบ JORAKAY EASY ด้วยครับ

ผมคิดว่าอันนี้เป็นวิธีที่เราเปิด segment ใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคยุคใหม่หรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักจระเข้ในมุมที่เฟรนด์ลี่ก่อน แล้วค่อยรู้ทีหลังว่า “อ้าว แบรนด์นี้เขาขายกาวซีเมนต์หรือปูนกาวมา 35 ปีแล้วนะ”

แต่ก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน หากจะต้องทำให้คนรู้สึกว่ามาลองซ่อมบ้านด้วยตัวเองกันเถอะ คุณใช้วิธีสื่อสารอย่างไรให้คนทั่วไปรู้สึกสนุกและมั่นใจที่จะลุกขึ้นมาซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองบ้าง?

จริงๆ มีทีมรีเสิร์ชของเราไปสำรวจมาว่า การที่คนได้ลองซ่อมหรือทำอะไรด้วยตัวเองจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองได้นะ อาจเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากจะมองหาอุปกรณ์ที่ช่วยเขาลงมือทำได้ 

ผมคิดว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในวันนี้เปลี่ยนไปมากครับ เจ้าของบ้านยุคใหม่ไม่ได้อยากเป็นช่าง แต่เขาอยากเข้าใจบ้านของตัวเองมากขึ้น และอยากมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตทุกวัน แล้วเมื่อก่อนองค์ความรู้เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างหรือการซ่อมแซมบ้านมักอยู่ในวงของผู้เชี่ยวชาญหรือช่างเท่านั้น แต่วันนี้โลกดิจิทัลทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น วิดีโอสั้น รีวิว หรือคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หลายคนเริ่มซ่อมบ้าน แต่งบ้าน หรือดูแลบ้านด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่านี่คือพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและคุณภาพชีวิตของเขา

ผมมองว่านี่คือโอกาสสำคัญของแบรนด์ เราไม่ควรทำให้วัสดุก่อสร้างดูเป็นเรื่องยาก แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเรื่องที่เคยซับซ้อนสามารถเริ่มต้นได้ หน้าที่ของเค เซอรา จึงไม่ใช่เพียงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยแปลองค์ความรู้ทางเทคนิคให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย ดังนั้น จะเห็นว่าเซต JORAKAY EASY ของเราใช้งานง่ายมาก มีครบทุกอย่าง เราออกแบบกล่องหรือคู่มือให้ดูเข้าใจง่าย และอีกสิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการทำให้การซ่อมแซมหรือการดูแลบ้านเป็นเรื่องที่ ‘สนุก’ เราพยายามสื่อสารผ่านภาพจริง ขั้นตอนที่เข้าใจง่าย และตัวอย่างการใช้งานที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนรู้สึกว่า “ฉันก็ทำได้”

คุณลงมือขยายแบรนด์จระเข้ให้ร่วมสมัยในหลายๆ โปรดักต์ แล้วมีอะไรบ้างที่คุณยังคงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ครอบครัวทำเอาไว้และยังคงทำอยู่ไหม? 

ผมคิดว่าจริงๆ แล้ววิธีการบริหารของผมกับคุณพ่อคุณแม่อาจจะแตกต่างกันนิดหน่อย แต่เรื่องที่ผมไม่ทิ้งเลยคือความสำคัญของลูกค้า เช่น รุ่นพ่อแม่ เขาจะรู้จักเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นรุ่นพ่อแม่เหมือนกัน ส่วนผมก็ต้องรู้จักเจเนอเรชั่นลูกของร้านนั้นด้วย มันคือการทำธุรกิจต่อไปให้ยั่งยืน คุณพ่อคุณแม่จะบอกผมเสมอว่า เราโตคนเดียวไม่ได้ ร้านค้าต่างๆ คือพันธมิตรที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างถึงมือลูกค้าได้ พวกเขาจึงเป็นซัพพลายเชนที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ พาร์ตเนอร์กว่า 3,000 ร้านค้าคือสิ่งที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ 

อีกเรื่องคือ ผมจะต้องไปดูของหน้าร้านตลอดเหมือนตอนที่นั่งรถไปกับคุณพ่อคุณแม่เพื่อฝากอาเฮียขายของในร้าน ทุกวันนี้ถ้าผมอยากรู้ว่าสินค้าไปวางขายเป็นยังไงบ้าง ผมจะวิ่งไปถามพี่เซลส์ว่าวันนี้ลงพื้นที่ร้านไหน ผมขอไปด้วย วิ่งเหนือลงใต้ก็ขอไปกับเขาด้วยครับ มันทำให้ผมได้เห็นว่าสินค้าเราเมื่อเอาไปวางขายจริงๆ เป็นยังไง แล้วฟีดแบ็กจากลูกค้าเป็นยังไงบ้าง

ในฐานะ next gen มีอะไรที่เป็นความท้าทายในการเข้ามาบริหารธุรกิจต่อจากครอบครัวที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 30 ปีไหม?

ผมอาจจะโชคดีตรงที่ผมโตที่นี่  พี่ๆ บางคนเห็นผมมาตั้งแต่เด็ก พอได้เข้ามาทำงานก็สามารถร่วมงานกันได้ง่ายและเป็นกันเองครับ สิ่งที่ผมรับรู้และถูกปลูกฝังมาตลอดคือ จระเข้เป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญของคนมากๆ เราอยู่ด้วยกันมานาน เราเป็นครอบครัว เพราะคอนเซปต์ของจระเข้คือครอบครัวจระเข้ ที่มาของแนวคิดนี้คือตอนคุณพ่อจะตั้งแบรนด์ คุยกันว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ช่วงนั้นคนนิยมใช้ชื่อสัตว์มาตั้งแบรนด์กันมาก แล้วคุณพ่อเห็นว่า จระเข้เป็นสัตว์ที่รักครอบครัว เลยเป็นชื่อนี้ นี่คือเหตุผลด้วยที่เรามีคอนเซปต์คำว่าครอบครัวจระเข้ โดยที่ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเอง ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด 

แล้วคุณมีเป้าหมายส่วนตัวที่อยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าเราสามารถทำจระเข้เดินต่อหน้าไปได้เหมือนที่รุ่นพ่อแม่ทำบ้างไหม?

ผมให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งมากๆ เพราะแบรนด์ที่มี heritage มา 30-35 ปี ต้องถูกสานต่อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์และธุรกิจอื่นๆภายใต้จระเข้และเค เซอรา ต่อไปในอนาคตระยะยาว ก็เป็นความตั้งใจและอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจสมัยนี้ที่แบรนดิ้งสำคัญมาก ผมก็เลยโฟกัสในจุดนี้

แต่ถ้าพูดจริงๆ ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยรู้สึกต้องกดดันหรือพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก อย่างที่บอกว่าอาจจะเป็นเพราะพี่ๆ ทุกคนเห็นผมมานาน และเราอยู่กันเป็นครอบครัว ผมเอ็นจอยการทำงาน ตื่นมาอยากมาทำงาน มีความสุขที่ได้เห็นฟันเฟืองการทำงานหมุนไปแล้วทุกอย่างซิงก์กัน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดี บางทีเราก็มีที่ต้องค่อยๆ ปรับตรงนี้นิดหนึ่ง ตรงนั้นนิดหนึ่ง จนมันโฟลว์

แล้วถ้าอย่างนั้น คุณมีนิยามความสำเร็จในการเป็นผู้บริหารบ้างไหม?

ผมมองไปที่การบริหารทีมงาน คือผมชอบดู F1 เพราะทำให้เห็นว่าผลลัพธ์ไม่ได้เกิดจากนักแข่งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการประสานงานของทุกบทบาทในทีม หน้าที่ของผู้บริหารจึงเป็นการทำให้แต่ละคนมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีเครื่องมือและทรัพยากรที่เหมาะสม ได้รับการรับฟัง และสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่ดี เขาตื่นมาแล้วเขาอยากทำงานหรือเปล่า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะอยู่ตรงไหนของบริษัท ถ้าทุกคนมีความสุข ทำงานได้ดีที่สุด สุดท้ายเป้าหมายการเติบโตใดๆ ของบริษัทก็จะเกิดขึ้นได้ ผมคิดว่านี่เป็นหน้าที่หลักของผู้บริหาร

ดังนั้นผมอาจจะไม่ได้มีนิยามความสำเร็จว่า เราจะเป็นผู้บริหารที่ทำให้บริษัทโตให้ได้มากเท่าไหร่ ทำภายในกี่ปี แล้วมองว่านี่คือจุดสำเร็จของการทำงานบริหาร ผมแค่คิดว่าถ้าปีนี้ทำได้ดีกว่าปีที่แล้วก็แสดงว่าเราพัฒนาอะไรได้มากขึ้น ปีนี้บุกตลาดได้กี่ประเทศ ได้เจอลูกค้ากี่คน เราทำอะไรได้มากขึ้นแค่ไหนในองค์กร น่าจะเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมมีประโยชน์กับการเติบโตของจระเข้ในอนาคตมากกว่า หรือบางทีแค่เรามองว่าปีนี้ทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดหรือยัง เพราะถ้าทำดี มันไปถึงปลายทางอยู่แล้ว แล้วปลายทางมีคนช่วยดูเยอะมาก เราไม่ได้วิ่งคนเดียว มีอีกพันกว่าคนวิ่งไปกับเราทั้งบริษัท ซึ่งเราก็ต้องดูแลเขาไปด้วย

‘โพยก๊วน’ ธุรกิจส่งสารความอาทร ของชาวจีนโพ้นทะเลถึงครอบครัว ที่กลายเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

“จากเมียรักมา 8 ปีกว่าแล้ว ใจคิดถึงลื้อ”

“เมืองไทยอยู่ฝั่งนี้ ตึ่งซัว (เมืองจีน) อยู่ฝั่งนู้น แต่ลื้ออยู่ในใจอั๊ว”

ข้อความสั้นๆ ถูกจดบันทึกด้วยปลายพู่กันหมึกจีนบนกระดาษขนาดประมาณ 14×20 เซนติเมตร บรรจงพับเป็นทบใส่ลงในซองจดหมาย แนบจำนวนเงินตามกำลังทรัพย์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย บ้างแนบรูปถ่ายใบน้อย ก่อนแสตมป์ตรีตราไปรษณีย์พลันถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นแรมวัน จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงปลายทางที่จีน ที่ที่ความคิดถึงกำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ 

ใครที่เป็นลูกหลานไทยเชื้อสายจีนน่าจะพอเคยได้ยินเรื่องเล่า ที่อากงอาม่าผู้โล้สำเภามาจากแดนมังกรได้ฝากข้อความคิดถึงพร้อมส่งเงินหรือของมีค่าต่างๆ กลับไปยังบ้านเกิด ซึ่งการส่งอะไรกลับไปแต่ละครั้งใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย คนละแบบกับตอนนี้ที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ หรือมีโทรศัพท์และโซเชียลที่นึกคิดอยากจะโทรหา พิมพ์แชตฝากข้อความเมื่อไหร่ก็ได้

นั่นทำให้การส่งจดหมายพร้อมทรัพย์สินมีค่ากลับไปในยุคนั้นต้องพึ่งพา ‘โพยก๊วน’ (批馆) ที่เป็นการผสมคำมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วสองคำ คือ ‘โพย’ (批) ที่หมายถึงจดหมายและเงิน กับคำว่า ‘ก๊วน’ (馆) ที่แปลว่าสถานที่ต่างๆ รวมกันมีความหมายได้ว่า สถานที่ที่รับ-ส่งโพย

โพยก๊วนนี้เองกลายเป็นสารตั้งต้นที่ หลาน หงชุน (Lan Hongchun) นำมาใช้ในการสร้าง Dear You หรือในชื่อภาษาไทยว่า จดหมายรักถึงอาม่า ภาพยนตร์แนวดราม่าที่เล่าเรื่องราวความผูกพันของแต้ บักเซ็ง ชายชาวจีนหนานหยาง (ชาวจีนทางตอนใต้ของจีน เช่น ฮกเกี้ยน ไหหลำ และกวางตุ้ง) ที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลหนีความอดอยากและความไม่สงบในประเทศจากการกวาดล้างของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ในช่วงปี 1959 มาสร้างเนื้อสร้างตัวในต่างแดนแล้วส่งเงินกลับบ้าน ด้วยการถีบสามล้อรับ-ส่งที่ไทย แถวสำเพ็ง ถนนเยาวราช โดยจำใจทิ้งซก ยิ้ว ภรรยา และลูกๆ ทั้งสามไว้ที่บ้านเกิด

โพยก๊วนไม่เพียงเป็นแค่ ‘คีย์เวิร์ด’ ที่ทำให้ Dear You ถูกสร้างขึ้นมา แต่หากเจาะลึกลงไปยังพบว่า นี่เป็นธุรกิจที่แบกรับความคิดถึง ความรัก และความห่วงใย จากชาวจีนโพ้นทะเลที่ออกมาผจญโชคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และมลายู ในยุคที่ระบบธนาคารข้ามประเทศยังไม่แข็งแรง และการสื่อสารยังเป็นเรื่องของการเขียนโต้ตอบด้วยน้ำหมึกบนกระดาษ ชนิดที่ในเวลาต่อมาโพยก๊วนถูกยกให้เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World)

ธุรกิจโพยก๊วนคืออะไร มีระบบแบบไหน เหตุใดถึงเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของชาวจีนโพ้นทะเล เราขอชวนมาหาคำตอบพร้อมกันต่อที่ด้านล่างนี้

ธุรกิจรับ-ส่งความคิดถึงที่ถูกยกย่องว่าเป็นต้นแบบของการโอนเงินข้ามประเทศ

ก่อนอื่นอยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมชาวจีนโพ้นทะเลถึงไม่ส่งสาร เงินตราและของมีค่าผ่านทางไปรษณีย์ หรือทางธนาคารทางใดทางหนึ่ง แต่เลือกใช้บริการจากร้านโพยก๊วนซึ่งเป็นเอกชน ที่มีใบรองรับการประกอบกิจการจากประเทศต้นทางก็จริง แต่ไม่ได้มีกฎหมายรองรับความปลอดภัยใดๆ กำกับแก่ผู้ใช้บริการ

เหตุผลข้อแรกคือในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไทย-จีน ไปจนถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีระบบธนาคารพาณิชย์ที่เชื่อมต่อระหว่างกัน ธนาคารของรัฐเองก็ยังไม่มีระบบโอนเงินข้ามประเทศสำหรับแรงงานต่างชาติ ส่วนระบบ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ก็ดูเป็นเรื่องยากจะเข้าถึง

ข้อที่สอง การจะส่งสิ่งของมีค่าผ่านไปรษณีย์ถือว่าทำได้ก็จริง แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญหายระหว่างทางได้เช่นกัน

จากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ เลน เจ. แฮร์ริส (Lane J. Harris) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และเอเชียศึกษาชาวอเมริกัน และหนังสือ Dear China: Emigrant Letters and Remittances, 1820–1980 ระบุไว้ว่า ธุรกิจโพยก๊วนถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ pain point ข้างต้น โดยเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือพ่อค้า เจ้าของธุรกิจเดินเรือ หรือผู้นำชุมชนชาวจีน ที่ใช้พื้นฐานเครือข่ายเส้นสายที่มีในการตั้งต้นธุรกิจ

หน้าตาของโพยก๊วนที่ถูกใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Dear You

โดยโพยก๊วนถือเป็นบริการครบวงจร ไล่ตั้งแต่ผู้ใช้บริการต่อแถวรอพบ ‘เซ็งแซ’ (先生) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ในการอ่านและเขียนภาษาจีน จะเป็นผู้จดบันทึกข้อความที่ผู้ใช้บริการต้องการส่งไปหาญาติ (เนื่องจากแรงงานจีนส่วนใหญ่อพยพมามาจากครอบครัวชนชั้นรากหญ้าจึงอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้) 

จากภาษาพูดห้วนๆ นี้เอง เซ็งแซจะแปรให้กลายเป็นคำที่สละสลวย ที่ผู้อ่านอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงอณูความนึกคิดที่ถูกส่งมา

จากนั้นร้านโพยก๊วนจะแยกจดหมายกับเงินที่ต้องการส่งไปจีนออกมาเป็นสองส่วน 

ส่วนจดหมายรวบรวมก่อนจะส่งผ่านไปทางเรือ 

ขณะที่เงินจะถูกจดบันทึกคล้ายบัญชีธนาคาร ก่อนจะทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตรา (จากบาทเป็นหยวน) แล้วจึงแจ้งมูลค่าที่ต้องการโอนไปถึงร้านโพยก๊วนปลายทางในจีน เพื่อทำการส่งเงินไปยังจุดหมายตามที่แจ้งต่อไป

ความพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า จดหมายของโพยก๊วนจะถูกส่งไปถึงที่หมายได้อย่างถูกต้อง แม้มณฑลนั้นจะกว้างใหญ่ไพศาล หรือบ้านหลังนั้นจะอยู่หลังหุบเขาลึก คำตอบคือ ร้านโพยก๊วนส่วนใหญ่เจ้าของจะเป็นคนที่อยู่ในมณฑลนั้นๆ เป็นทุนเดิม ยกตัวอย่างเช่น  “ส่งให้บ้านตระกูลลิ้ม หมู่บ้าน XX อำเภอเถ่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง” ร้านโพยก๊วนก็จะเข้าใจทันที 

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าร้านโพยก๊วนแต่ละร้านจะรับฝากแค่จากคนมณฑลเดียวกันเท่านั้น เช่นร้านโพยก๊วนของคนจีนกวางตุ้ง ก็จะรับแค่จดหมายจากคนจีนกวางตุ้งเท่านั้น ด้วยความคุ้นชินพื้นที่ทำให้การส่งสารเป็นเรื่องง่าย โดยผู้ที่ทำหน้าที่ส่งสารจะถูกเรียกว่า ‘จุยแคะ’ (水客) หน้าที่แทบไม่ต่างจากบุรุษไปรษณีย์

เบ็ดเสร็จรวมค่าบริการโพยก๊วนตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ที่ 17-20 บาท

เซ็งแซผู้จดบันทึกข้อความลงในจดหมาย
ภาพบริการโพยก๊วนในคริสต์ศตวรรษที่ 19

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ไปจนถึงบรรดาสถาบันทางการเงินระดับโลกต่างยกย่องให้โพยก๊วนเป็นระบบการเงินระหว่างประเทศยุคเริ่มต้นที่แข็งแรงและมีการทำงานอย่างเป็นระบบ 

แน่นอนว่าการมีระบบแค่อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ยังต้องอาศัย ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ของหัวอกแรงงานที่ต้องจากบ้านมาไกลเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่น คล้ายกับประโยคสุดฮิตจากหนังกำลังภายในที่ว่า มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ก็มิปาน

ธุรกิจที่ UNESCO ยกให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

ในภาพยนตร์เรื่อง Dear You จะเห็นว่า โพยก๊วนถูกยกให้เป็นสัญญะของ ‘ความทรงจำ’ และ ‘ความรัก’ ที่อาม่าซก ยิ้ว มีต่ออากงแต้ บักเซ็ง จดหมายทุกฉบับ เงิน ข้าวของมีค่า อาม่าล้วนใส่กล่องเหล็กปิดฝาแน่นสนิทเก็บไว้เป็นอย่างดี

นึกตามคงไม่แปลกที่เราจะเก็บข้าวของมีค่าที่คนรักทิ้งไว้ดูต่างหน้ายามคิดถึง แต่ในยุคที่การสื่อสารยังไม่ก้าวหน้า ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโซเชียล โพยก๊วนกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนสองคนที่อยู่ห่างกันไกลข้ามประเทศยังคงติดต่อถึงกันได้ และทำให้รู้ว่าอีกฝั่งยังมีคนหนึ่งคนที่รออยู่ตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของโพยก๊วนค่อยๆ เลือนหายดุจความทรงจำสีจาง จากการเข้ามาแทนที่ของโทรศัพท์ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่แน่นแฟ้นนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมานั่นทำให้ระบบโอนเงินข้ามประเทศของธนาคารพาณิชย์มีความปลอดภัยมากขึ้น กระทั่งโพยก๊วนแต่ละร้านทยอยปิดตัวลงในที่สุด

สิ่งที่โพยก๊วนเหลือไว้บนโลกนี้เอง องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนยกย่องเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ในปี 2013 โดยมีการเก็บรักษาโพยก๊วนของจริงที่เหลืออยู่ไว้ราว 170,000 ฉบับ ในขณะที่ประเทศจีนที่ พิพิธภัณฑ์เมืองแต้จิ๋ว (Chaozhou Museum) ก็มีนิทรรศการจำลองการมีอยู่ของธุรกิจโพยก๊วนไว้

โพยก๊วนที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑ์

ซึ่งนอกจากจะเป็นสารตัวแทนของชาวจีนโพ้นทะเล ยังมีการบันทึกไว้อีกว่า มีเงินจำนวนหลายร้อนล้านหยวนจากโพยก๊วนที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนต่อปี อย่างของไทยในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2490-2491 ที่มีการประเมินไว้ว่า มีการโอนเงินจากไทยกลับสู่จีนถึง 800 ล้านบาท

แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนตั้งอยู่และดับไป โพยก๊วนเองก็เช่นกัน เพียงแต่สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นแค่ธุรกิจหรือระบบ แต่เป็นอีกหนึ่ง ‘จดหมายเหตุ’ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชนชาติจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในไทย บ้างได้มีโอกาสกลับบ้านเกิด บ้างตัดสินใจสร้างชีวิตใหม่ในฐานะคนไทยเชื้อสายจีน ที่ลูกหลานยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่า ทุกธุรกิจที่เกิดขึ้นมาล้วนมีค่าต่อความเป็นอยู่ของผู้คนมากแค่ไหน เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่อง Dear You พยายามบอกว่า การได้เห็นแค่ตัวหนังสือเพียงหนึ่งหน้ากระดาษก็ทำให้ชายคนหนึ่งกัดฟันสู้กับทุกสิ่ง หรือหญิงสาวตัวคนเดียวที่สามารถเลี้ยงลูก 3 คนจนเติบใหญ่ได้ 

และธุรกิจแห่งการสื่อสารจะยังคงเปี่ยมด้วยพลังเช่นนั้นอยู่ ต่อให้จะวิวัฒนาการกลายเป็นโทรศัพท์หรือโซเชียลก็ตาม การได้ติดต่อพูดคุยกับคนรักในช่วงเวลาเพียงสั้นก็มากพอที่จะทำให้มีพลังอยู่บนโลกใบนี้ต่อ

ผู้เขียนคิดว่าใครที่ทำงานไกลบ้านน่าจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ดี ต่อให้คุณจะไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีนก็ตาม

อ้างอิง 

KhemKhaeng Running แบรนด์ชุดวิ่งที่ ณเดชน์ ยังเลือกใช้ลงแข่ง Hyrox

ในวันที่ health and well-being เป็นเทรนด์สำคัญ ทำให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการวิ่ง ที่มักเห็นพวกเขาจับกลุ่มอยู่ตามสวนสาธารณะ หรือริมถนน ตั้งตนเป็นรันคลับที่เชื้อเชิญให้ผู้คนตื่นเช้ามาออกกำลังกาย และพัฒนาตัวเองในทุกสุดสัปดาห์ 

เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่กระแส wellness และรันคลับนั้นไม่ได้จบแค่คำว่าสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่มันต่อยอดไปถึงคำว่าไลฟ์สไตล์ อีเวนต์ แฟชั่น ร้านอาหาร และแบรนด์สินค้าต่างๆ ซึ่งจุดนี้เองที่ภาคธุรกิจเริ่มมาจับต้องกับกระแสนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

KhemKhaeng Running ก็เช่นกัน เพราะในวันที่การวิ่งไม่ใช่แค่การสวมรองเท้าแล้วออกไปลุยตามพื้นถนน แต่ยังหมายถึงการเลือกหยิบจับเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ให้ตรงกับรสนิยมของตัวเอง ธุรกิจเสื้อผ้าวิ่งที่มีเอกลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจน จึงเข้ามามีส่วนร่วมในองคาพยพของ ‘พี่นักวิ่ง’ ในไทยเป็นจำนวนมาก 

‘เป็นแบรนด์ของไทย ใส่แล้วต้องดี ราคาจับต้องได้ ’ เหล่านี้คือตัวตนของ KhemKhaeng Running  ที่ เข้ม–ณัฐธนพล เข้มแข็งตั้งตระกูล เจ้าของแบรนด์ได้อธิบายให้ฟัง ในขณะที่เขาเล่าถึงเรื่องราวของแบรนด์ นับตั้งแต่วันแรกที่ยังคงเป็นร้านเสื้อผ้าวินเทจ จนมาสู่วันที่เริ่มขายเสื้อผ้าวิ่งขวัญใจชาวไทย ผ่านคอลัมน์ 5P ในวันนี้

Product
ทำเอง ใส่เอง แต่อยากเอามาแบ่งกันชม

“ชีวิตผมอยู่กับเสื้อผ้ามาตลอด สมัยก่อนเวลาไปเที่ยวที่ตลาดผมก็มักจะเป็นคนเลือกเสื้อผ้ามือสองให้กับคุณยาย หรือให้กับคนอื่นๆ ในบ้าน เหมือนกับว่าเราจะชอบทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว 

“ตัวผมเองก็เหมือนกัน ค่อนข้างจะจริงจังกับการแต่งตัวระดับหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเสื้อผ้ามันสามารถอธิบายตัวตนของเราได้ ดังนั้นในแต่ละช่วงรสนิยมผมก็จะเปลี่ยนไปตามบุคลิก ความคิดในช่วงนั้น ดังนั้นเราจะมีเสื้อผ้าเยอะมาก” 

ณัฐธนพลอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและการแต่งตัว ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจริงจัง อีกทั้งยังอธิบายต่ออีกว่าตัวเองมีหลักเกณฑ์ในการเลือกเสื้อผ้าที่สำคัญที่สุดอยู่หนึ่งข้อคือ ดีไซน์ ลวดลาย ต้องมาก่อน เขาต้องคิดเสมอว่ามันต่อยอดไปสู่แนวการแต่งตัวที่ต้องการได้ไหม ซึ่งถ้ามันตอบโจทย์แล้ว เรื่องคุณภาพ หรือราคา จะเป็นข้อพิจารณารองลงมา เพราะหากคุณภาพดีและราคาสูง แต่ถ้าดีไซน์มันถูกต้อง เรื่องราคาก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา 

ส่วนเสื้อผ้าวิ่งนั้น ที่มาอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ณัฐธนพลเล่าว่าช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้ารุ่นพี่ที่รู้จักได้ชักชวนเขาให้มาลองวิ่งและลงสมัครงานวิ่งระยะมาราธอน จึงต้องเริ่มซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง ระดับ 6 วันต่อสัปดาห์​ ทำให้เสื้อผ้าแนววินเทจที่เคยใส่ในแต่ละวันเริ่มเปลี่ยนไป เขาหันมาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ากีฬาจากแบรนด์ต่างๆ เปลี่ยนจากกางเกงยีนส์ผ้าหนา เริ่มกลายเป็นกางเกงรัดกล้าม ด้วยเสื้อผ้าที่มีเทคโนโลยีแห้งไวและระบายความร้อน 

“จนถึงตอนนั้นแหละครับ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าในเมื่อเราใส่เสื้อผ้าแบบนี้แทบทุกวัน ทำไมเราไม่ลองทำเองดูบ้าง” จึงเกิดเป็นที่มาของแบรนด์ KhemKhaeng Running

“ตอนแรกก็ทำเอง ใส่เอง ทดสอบเองก่อนเลย เพราะเราก็ต้องซ้อมวิ่งอยู่แล้ว เป็นเสื้อกล้ามเขียนว่าเข้มแข็งด้านหน้า ก็ใส่วิ่งรอบสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เลยครับ ทำตัวเองเป็นเหมือนป้ายบิลด์บอร์ด วิ่งโฆษณาคนทั้งสวน (หัวเราะ) คนก็เริ่มมาถามว่าแบรนด์อะไร ทำไมมีภาษาไทย ก็ได้คุย ได้อธิบาย ว่าเป็นแบรนด์ของผมนะ ผมกำลังเริ่มทำเสื้อผ้าสำหรับวิ่ง 

“ผมก็พัฒนาเสื้อวิ่งของตัวเองมาเรื่อยๆ จนมีลายหนึ่ง เราทำเสื้อกล้ามสกรีนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ไม่มีใครเก่งเท่าแม่มึxแล้ว’ ปรากฏว่าลายนั้นคนชอบ ขายดีมาก จนทำให้แบรนด์  KhemKhaeng Running เริ่มถูกเป็นที่พูดถึงมากขึ้น”

เสื้อผ้าสำหรับวิ่ง แตกต่างจากเสื้อผ้าวินเทจยังไงนั้น เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“เสื้อผ้าวิ่งที่ดีจริงๆ สำหรับผมรายละเอียดเยอะมาก เอาแค่เรื่องไซส์ มันไม่ใช่แค่ขนาดรอบอก ความยาวแบบเสื้อทั่วไป ต้องมาดูความกว้างไหล่ ดูความลึกของช่วงรักแร้ ดูความยาว ดูความกระชับ แล้วทรงแต่ละแบบก็ไม่เหมือนกัน เสื้อแขนสั้นก็แบบหนึ่ง เสื้อกล้ามก็แบบหนึ่ง เสื้อคร็อปท็อปก็แบบหนึ่ง เพราะเขาต้องใส่ออกไปวิ่ง มันต้องเปียกเหงื่อ มันต้องเสียดสี เลยต้องออกแบบมาให้พอดี และใช้งานสำหรับวิ่งได้จริง 

“ยังไม่รวมถึงเรื่องการเย็บ ว่าตะเข็บจะบาดไหมหรือต้องใช้วิธีอัดกาว เนื้อผ้าจะเอาแบบไหนที่จะไม่อมเหงื่อ เรื่องพวกนี้มันสำคัญ และเราต้องวางแผนทั้งหมด

“ที่สำคัญคือลวดลาย อย่างที่ผมบอกว่าผมให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากที่สุด ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดทำออกมาแล้วผมต้องชอบก่อน เพราะผมต้องใส่เสื้อผ้าพวกนี้แทบทุกวันอยู่แล้ว ล่าสุดก็ออกแบบลายน้ำแข็งมา คือเกิดจากความคิดตลกๆ คือ เวลาวิ่งแล้วมันร้อน เลยอยากทำลายอะไรที่ทำให้รู้สึก (ทางใจ) ว่ามันเย็น ก็เลยทำลายน้ำแข็งออกมา 

“แล้วยังมีลูกค้าบางคนกลับมาเล่าให้ฟังอีกด้วยนะว่าซื้อไปใส่แล้วตอนวิ่งไม่ร้อนเลย รู้สึกเย็นจริงๆ (หัวเราะ)

Price
เน้นจับต้องได้ ให้คนไทยใส่ไปซิ่งด้วยกัน

หากย้อนกลับไปก่อนหน้า KhemKhaeng Running เคยเป็น Khem2Hand ร้านขายสินค้าวินเทจ ของใช้ส่วนตัวของณัฐธนพลที่เขาสะสมมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเขาเริ่มทำกางเกงมวยสำหรับใช้แข่งขันช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะต่อยอดสู่การทำสินค้าที่เป็นออริจินอลแบรนด์ของ KhemKhaeng ในเวลาต่อมา

“เรื่องการทำเป็นธุรกิจ ความคิดด้านนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ตอนนั้นเราชอบไปเที่ยวตลาดเสื้อผ้าที่อำเภออรัญประเทศ ไปดูพวกสินค้าราคาขายส่ง สินค้ามือสอง ก็เลยเห็นว่ามันสามารถนำมาขายทำกำไรได้ ช่วงแรกๆ ก็เอาเสื้อผ้าสำหรับกีฬาว่ายน้ำมาขายเพื่อนในมหาวิทยาลัย จากนั้นก็เริ่มต่อยอดมาเรื่อยๆ เริ่มเห็นว่ามันทำเงินให้เรา ตอนเรียนช่วงนั้นก็เลยไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านมาใช้แล้ว พอเรียนจบเราเลยยึดอาชีพด้านนี้มาตลอด จนกลายมาเป็นหน้าร้านที่ตั้งอยู่ในตึกแดง จตุจักรทุกวันนี้” 

พอทำเป็นธุรกิจ ความรู้สึกที่ชอบเสื้อผ้า ชอบการแต่งตัวมันแตกต่างออกไปบ้างไหม  เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายว่า ตัวเองก็ยังเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบเลือกซื้อหรือเลือกผลิตสินค้าของตัวเองให้ตรงกับรสนิยมเหมือนเดิม เพียงแต่พอทำเป็นธุรกิจมันมีปัจจัยให้ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง 

“โดยเนื้อแท้มันก็ยังเกิดขึ้นจากความชอบของผมก่อนครับ เข้มชอบ เข้มเลยทำ และเข้มก็ใส่ ส่วนใครที่ชอบแบบเข้มก็มาซื้อ มาอุดหนุน มาใส่เป็นเพื่อนกัน มันเริ่มจากแบบนี้ 

“แต่พอจะทำเข้าจริง มันก็ต้องมาคิดเรื่องกลุ่มลูกค้า คิดเรื่องวิธีการโปรโมต คิดเรื่องการตั้งราคา คิดเรื่องการสต็อกสินค้า ก็เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องปรับตัว ยิ่งในกลุ่มลูกค้านักวิ่งด้วยที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผม” 

690 จนถึง 990 บาท เป็นราคาของสินค้า KhemKhaeng Running ที่ณัฐธนพลตั้งใจกำหนดไว้ประมาณนี้ เพราะอยากให้จับต้องได้ แม้จะทำให้เขาทำกำไรกับสินค้าแต่ละตัวได้ไม่มากเท่าไหร่นัก 

“อย่างแรกคือมันเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับคุณภาพของสินค้าผมนะ คือทุกวันนี้มันก็มีเสื้อผ้าวิ่งราคาตั้งแต่หลักร้อยไปยันหลักหมื่นบาท แต่ผมมองว่าคนไทยน่าจะโอเคกับราคาหลักร้อยจนเกือบถึงหลักพันบาท 

“ซึ่งมันยังพอทำกำไรให้เราได้ ยังถูกต้องในเชิงธุรกิจ เพราะแบรนด์ผมก็ไม่ได้มีค่าโฆษณาอะไร ทุกวันนี้ทีมงานก็มีอยู่กันสี่คน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ได้สูงอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าไม่ได้จำเป็นต้องทำราคาสูงอะไรขนาดนั้น เอาราคาสมเหตุสมผล ที่ลูกค้าพอใจ เข้มพอใจ แล้วทุกคนได้ใส่วิ่งด้วยกัน แบบนี้จะดีกว่า”

จึงทำให้ KhemKhaeng Running ยึดแนวทางธุรกิจแบบนี้เรื่อยมา ผ่านสินค้าหลากลวดลายตามรสนิยมของณัฐธนพล ในราคาที่จับต้องได้ เกิดเป็นคอมมิวนิตี้ของนักวิ่งที่หันมาใส่แบรนด์เสื้อผ้าวิ่งที่ชื่อ KhemKhaeng Running มากขึ้น

Place
บ้านหลังที่สอง ที่ขอลองทำเป็น ‘เข้มแข็งรันคลับ’

ในวันนี้ KhemKhaeng Running ตั้งอยู่ที่ตึกแดงวินเทจ จตุจักร ศูนย์รวมสินค้าวินเทจขนาดใหญ่ ที่ในมุมหนึ่งดูจะเป็นทำเลทองของการเป็นร้านเสื้อผ้า แต่ณัฐธนพลก็อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องพิจารณา และกำลังหาทางปรับปรุงอยู่

“พื้นที่ตรงนี้ข้อดีคือเรื่องการเดินทาง มันสะดวกติดรถไฟฟ้า และก็มีกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว ชาวต่างชาติก็เยอะ ที่สำคัญคืออยู่ใกล้สวนวชิรเบญจทัศ ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าของเรา แล้วออกไปวิ่งต่อได้เลย ผมว่าเรามีข้อได้เปรียบตรงนี้ 

“แต่ข้อเสียเลยคือพื้นที่เราเล็กมาก ยืนกัน 4-5 คนก็แน่นแล้ว ขยับตัวลำบาก แล้วผมจะขยายเพิ่มก็ยาก ดังนั้นในอนาคตที่ผมมีความคิดอยากพัฒนาพื้นที่หน้าร้านให้คนสามารถมาหาได้มากขึ้น จึงอาจต้องพิจารณาหาความเป็นไปได้ในพื้นที่อื่นๆ” 

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ ในวันที่การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมหลักของลูกค้าทั่วโลก การมีหน้าร้านที่เพิ่มปริมาณงานและค่าใช้จ่ายเช่นนี้ยังจำเป็นอยู่จริงหรือ เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายเอาไว้ว่า

“ผมว่าการทำแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งยังไงก็จำเป็นที่จะต้องมีหน้าร้าน อย่างที่ผมเล่าเอาไว้ว่าสำหรับเสื้อผ้าวิ่ง เรื่องไซส์ เรื่องความรู้สึกตอนใส่วิ่งมันละเอียดอ่อนมาก ผมเลยอยากมีพื้นที่ให้เขาได้มาลอง ได้มาคุย ได้มารู้จักกัน อย่างน้อยที่สุด แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ซื้อสินค้าของเรา แต่คนที่ความชอบแบบเดียวกัน รสนิยมแบบเดียวกันได้มาเจอ มารู้จักกันไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายอะไร

Promotion
ออกบ่อย ออกถี่  พี่นักวิ่งจะได้ไม่เบื่อ

หากเป็นแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งเจ้าอื่น การปล่อยสินค้าใหม่มักจะทำเป็นกลุ่มสินค้าตามฤดูกาล เป็นคอลเลคชั่นหน้าร้อน หรือหน้าหนาว ออกมาพร้อมวิดีโอโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่

แต่ KhemKhaeng Running เลือกวิ่งในเลนส์ที่แตกต่างออกไป ด้วยการปล่อยสินค้าถี่ในระดับรายสัปดาห์ การโปรโมทสินค้ามีเพียงการถ่ายตัวอย่างสินค้าลงอินสตราแกรม พร้อมระบุราคา เป็นวิธีการ สั้นๆ ห้วนๆ  ในสไตล์ที่ณัฐธนพลเขาวางแผนให้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม 

“ถามว่าดีต่อธุรกิจไหม ตอบได้ทันทีว่า ไม่เลย (หัวเราะ) ตอนนี้เรามีดีไซน์เสื้อผ้าวิ่งเยอะมาก สินค้าก็มีสต็อกที่ค้างอยู่ในร้านเยอะ เอาจริงๆ ถ้าจะให้ปล่อยสินค้าเป็นฤดูกาล ใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้า ผมก็ทำได้” 

“แต่มันไม่สนุก” ณัฐธนพลเล่า “ทุกลายที่ผมดีไซน์ ผมออกแบบ คือผมชอบและอยากใส่วิ่งเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นพอลายไหนมันคลอดออกมาได้ ก็ทำออกมา แล้วเอามาขายเลย ผมไม่ได้มีแผนว่าต้องรอปล่อยช่วงนี้ ช่วงนั้น หรือต้องเอาไปรวมกับสินค้าชิ้นนี้ทำเป็นคอลเลคชั่น คือเอาแค่พอมันเสร็จ มันขายได้ ก็เอาออกมาขายเลย ผมจะได้เอาไปใส่ เอาไปวิ่งกับลูกค้าผมคิดแบบนั้น

“แล้วพอมันมีดีไซน์เยอะ มีลายหลายแบบ เวลาแต่งตัวมันก็สนุก วันนี้อยากแต่งเรียบๆ วันนี้ขอแต่งแรงๆ สีฉูดฉาด ตัวนี้เอาไว้ใส่วันซ้อมวิ่ง ตัวนี้เอาไว้ใส่วันลงแข่งงานวิ่ง มันก็มีตัวเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย” 

รวมไปถึงวันที่ ณเดชน์ คูกิมิยะ เอาไปใส่ในงานแข่ง Hyrox ด้วย ณัฐธนพล เริ่มเล่าถึงช่วงเวลาที่ทำให้ KhemKhaeng Running เติบโตและเป็นที่รู้จักในกีฬาอื่นนอกจากการวิ่ง 

“ผมไม่รู้ต้องขอบคุณพี่ณเดชน์สักกี่ครั้งถึงจะพอ ถ้าเจอหน้ากันก็คงจะไหว้แล้วไหว้อีก เพราะเขาทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักในวงกว้างจริงๆ คือกางเกงตัวสีส้มที่พี่เขาใส่แข่ง Hyrox เนี่ย พี่เขาทักมาเองเลยนะ ว่าสนใจกางเกงตัวนี้ เห็นสีมันจี๊ดจ๊าดดี คือเขาก็ซื้อจริงๆ ไม่ได้มีการสปอนเซอร์ หรือผมทักไปขอให้เขาใส่เลย มันออแกนิคมากๆ”

แล้ว KhemKhaeng Running แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาดอย่างไร เรื่องนี้ณัฐธนพลขอสงวนคำตอบของตัวเองเอาไว้ และขอยกคำพูดของนักวิ่งที่เคยมาซื้อสินค้าของเขาแทน

“ส่วนใหญ่เลยคือเขาเห็นเป็นแบรนด์ของไทย ของนักวิ่งด้วยกัน เขาเลยอยากอุดหนุน คำว่าเข้มแข็ง ความหมายมันทรงพลังนะ มันปลุกใจการจะทำอะไรที่ค่อนข้างใช้แรงใจอย่างเช่นการวิ่งได้ รวมถึงโอกาสอื่นๆ ด้วย 

“ผมเคยเจอลูกค้าบางคนทักมาเล่าให้ฟังว่าในงานศพของคนในครอบครัว เขาก็ใส่เสื้อของเอาไว้เตือนสติตัวเองว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ เราอ่านแล้วก็อึ้งไปพักหนึ่งเหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าแบรนด์ของเรามันจะสื่อสารกับคนได้ถึงระดับนี้”

“แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์นะ กลับกันมันเป็นแรงกดดันด้วยซ้ำ เพราะในเมื่อเราเป็นที่จดจำในฐานะเสื้อผ้าวิ่งคนไทยแล้ว เรื่องคุณภาพเราก็ต้องสู้แบรนด์อื่นได้ มาตรฐานมันต้องถึง ใส่วิ่งแล้วต้องไม่อายใคร” 

Personal best-คู่แข่งคนสำคัญ คือตัวฉันในเมื่อวาน

หลังจากนี้จะได้เห็นอะไรจาก KhemKhaeng Running

ณัฐธนพล เล่าว่าก็ยังคงใช้วิธีบริหารธุรกิจเช่นเดียวกับการวิ่ง คือเรียนรู้ และพัฒนาต่อไป ด้านดีไซน์ก็ยังจะได้เห็นอะไรที่สนุก แต่ในส่วนคุณภาพ เราก็พยายามพัฒนาให้ดี ให้ทัดเทียมกับสินค้าระดับโลกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องการตัดเย็บ การปรับไซส์และขนาด 

“สิ่งหนึ่งที่ผมใช้เป็นเกณฑ์การวัดว่า เราทำธุรกิจมาถูกทาง คือการเห็นลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ หรือไปชวนเพื่อนมาซื้อสินค้าของเราเพิ่ม ผมอยากให้เวลาลูกค้ากลับมาซื้อเสื้อผ้าของ KhemKhaeng Running ครั้งต่อไป เขารู้สึกว่า สินค้าเรามันดีขึ้นเรื่อยๆ มันพัฒนาตามเทรนด์ ตามกระแส ตามเทคโนโลยีของวงการวิ่งระดับโลก 

“สุดท้ายแล้วคู่แข่งของ ผม และ KhemKhaeng Running ไม่ใช่ใครหรือแบรนด์ไหน แต่คือตัวเองในเมื่อวาน ที่เป็นแรงกดดันให้ผมต้องพัฒนา ก้าวไปข้างหน้าให้เร็วและแรงกว่าเดิม”

ยุคที่ใครก็บอกว่า เปิดร้านอย่างเดียวไม่พอ TANN แห่งเชียงใหม่ ทำยังไงให้ผสานกาแฟและกีฬาได้ลงตัว

ในช่วงเวลาที่กระแสการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่งและปั่นจักรยานกำลังมาแรง จนเกิดเป็นกลุ่มคลับต่างๆ จำนวนมากที่รวมตัวกันเพื่อวิ่งหรือปั่น หากมีใครสักคนนำเทรนด์ที่ว่ามาจับกับเรื่องของธุรกิจ มันคงน่าสนใจไม่ใช่น้อย

เสก–สุวิจักขณ์ นันทนาวินิจกุล อดีตสจวร์ตผู้หลงใหลในการวิ่ง เลือกนำไอเดียดังกล่าวมาผสานกับการทำธุรกิจร้านกาแฟ จนเกิดเป็น TANN (แฑนน์) ร้านกาแฟในเชียงใหม่ บนถนนนิมมานเหมินท์ ที่มีคอนเซปต์คือ ‘กาแฟและการวิ่ง’

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขานำธุรกิจกาแฟมาผสานกับกีฬา เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดร้านกาแฟอีกแห่งที่นำการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่เขาชื่นชอบรวมกับเรื่องราวของกาแฟมาแล้ว

ยุคที่ใครๆ ก็บอกว่า เปิดร้านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องหาทางเลือกบางอย่างมาผสมผสานด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่มาในร้าน หรือกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเฉพาะทางได้มีพื้นที่พบปะทำกิจกรรม ร้าน TANN มีวิธีนำความหลงใหลในกีฬามารวมกับการบริหารร้านกาแฟยังไง จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ของร้านที่ชัดเจน คอลัมน์ Micro Wave จะพาไปคุยเบื้องหลังไอเดียนี้กัน

สจวร์ตผู้ไม่ออกกำลังกายจริงจัง

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มต้นมาจากเส้นทางการเป็นนักธุรกิจแต่แรก

เสก–สุวิจักขณ์ นันทนาวินิจกุล คือหนึ่งในนั้น เขาเป็นชาวลำพูนผู้เรียนจบด้านสาขามนุษยศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นเด็กกิจกรรม แต่ชอบใช้เวลากับหนังสือและวิชาการเป็นหลัก 

เทรนด์ในยุคนั้น คนที่จบสาขามนุษยศาสตร์ มักจะทำงานด้านบริการเป็นส่วนใหญ่ เช่น งานโรงแรม ไกด์ หรือลูกเรือสายการบิน เช่นเดียวกับเสกที่เมื่อเรียนจบเขาเดินสายสมัครงานกับเพื่อนๆ ในหลายอาชีพ 

สุดท้ายชีวิตก็พาเขาให้ได้เป็นสจวร์ตสายการบินเช่าเหมาลำ (charter flight) สายอาชีพนี้พัดพาเขาจนกระทั่งมาลงตัวที่สายการบินแห่งหนึ่งในประเทศ

“ตอนเป็นสจวร์ต ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอคนเยอะขนาดนั้น การเป็นลูกเรือ เหมือนเป็นการเจอลูกค้าที่เปลี่ยนตลอดเวลา” เสกเล่า เขาบอกว่าตอนทำงาน แต่ละวันได้เจอคนไฟลต์หนึ่งประมาณ 200 กว่าคน ทำ 4 ไฟลต์ ประมาณ 1,000 คน “มันสร้างความอดทนมาก ทำให้เราเจอคนมากขึ้น เมื่อก่อนเราจะค่อนข้างอยู่กับตำรา วิชาการ ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนเยอะเท่าตอนทำงาน”

“ไม่ได้มีแค่ลูกค้าที่เปลี่ยน เพื่อนร่วมงานก็เปลี่ยนทุกวันเหมือนกัน แล้วแต่ตารางบินใคร การที่จะได้เจอลูกเรือซ้ำ แทบจะปีละครั้ง เพราะลูกเรือเยอะมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เจอคนเยอะ”

พักจากงาน เขาไม่ได้ออกกำลังกายจริงจัง แต่เล่นกีฬาบางชนิดทั่วไป เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ตีแบด และยังไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับการวิ่งและนักปั่น หรือเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์มากนัก

“มีเวลาว่างก็ไป ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องแบรนด์เลย รองเท้าผ้าใบ อะไรก็ได้ใส่ได้หมด” 

สู่ธุรกิจร้านกาแฟ

ในช่วงเวลาที่เสกทำงานเป็นสจวร์ต พี่สาวของเขาที่อยู่ลำพูนเริ่มทำกิจการร้านกาแฟชื่อ Full Of Happiness นั่นเป็นช่วงเวลาก่อนโควิดประมาณ 3-4 ปี ทำให้เขามีโอกาสได้เข้ามาคลุกคลีในแวดวงร้านกาแฟอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

“ก่อนหน้านั้นเรากินกาแฟแต่ไม่ได้สนใจรายละเอียดมาก ไม่ได้รู้เรื่องเยอะ กาแฟดำ กาแฟร้อน กาแฟเย็น รู้แค่นั้น สมัยก่อนไม่ได้มีการบอกด้วยซ้ำว่าเป็นคั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม จากที่ไหน เราสั่งแค่กาแฟเย็นก็จบเลย”

ร้านกาแฟที่บ้านของเขาเป็นสไตล์มินิมอลมีกาแฟให้เลือกหลายประเภท หลายแหล่งปลูก และเริ่มมีความเป็นสเปเชียลตี้มากขึ้น ขณะที่งานสจวร์ตของเสกทำให้เขามีโอกาสบินไปต่างประเทศ ไปเห็นร้านกาแฟ เห็นสิ่งที่ขาย รายละเอียดเกี่ยวกับกาแฟ จึงได้ซื้อเมล็ดจากโรงคั่วต่างๆ กลับมาทดลองชิมที่ร้าน

“ตอนนั้นเป็นความสนใจที่ค่อยๆ มา เหมือนเวลาเดินทางไปที่ไหน ก็ซื้อเมล็ดกลับมา เราเริ่มรู้ว่ามันมีคั่วแบบไหนบ้าง process แบบไหน เริ่มศึกษาเอง แต่หลังจากนั้นก็เกิดโควิด เราเลยตัดสินใจออกจากงานประจำ”

หลังจากเป็นสจวร์ตอยู่ประมาณ 8 ปี เสกตัดสินใจลาออก และมีโอกาสได้ข้อเสนอ ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ถนนนิมมานเหมินท์ เขาจึงถือโอกาสมาเปิดร้านกาแฟแรกของตัวเองที่เชียงใหม่ในชื่อ FOHHIDE 

ร้าน FOHHIDE ตั้งอยู่ที่นิมมานเหมินท์ ซอย 3 ความพิเศษคือตัวร้านอยู่บนชั้น 5 ของอาคารที่มองเห็นวิวของดอยสุเทพ เสกเล่าว่าในการเปิดร้านกาแฟ ทำให้เขาต้องเรียนเกี่ยวกับกาแฟเพิ่มเติมจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Brewing foundation, Sensory หรือการสกัดช็อต

ขณะที่ประสบการณ์จากร้าน Full Of Happiness ที่ลำพูน ทำให้เขาเข้าใจว่าต้องใช้เครื่องชงแบบไหน workflow ในร้านต้องเป็นแบบไหน จึงนำความรู้ทั้งหมดมาปรับปรุงให้ตอบโจทย์มากขึ้นในพื้นที่ของร้าน FOHHIDE

“การทำร้านกาแฟเหนื่อยพอๆ กับตอนทำสจวร์ต แต่คนละรูปแบบ แต่การเจอลูกค้าเยอะก็สบายมาก เพราะเราเคยเจอมาแล้ว ส่วนสิ่งที่ยากคือเรื่องความเสถียรในรสชาติ คุณภาพของเมล็ดกาแฟ ซึ่งค่อนข้างคุมยากนิดหน่อย แต่พอทำไปเราเริ่มมีประสบการณ์ เริ่มรู้มากขึ้น จัดการได้ดีขึ้น”

กาแฟกับจักรยาน

ปี 2022 หลังจากร้าน FOHHIDE เริ่มอยู่ตัว เสกเล่าว่าตนเองมีเวลาว่างมากขึ้น นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าที่ผ่านมาลงแรงไปกับการทำร้านเยอะมาก จนสิ่งหนึ่งขาดหายไป คือการออกกำลังกาย 

แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่เพื่อนของเขามาชวนไปปั่นจักรยาน ซึ่งเขาเล่าว่า ทำให้เสพติดการปั่นจักรยานต่อจากนั้น

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะชอบปั่นขนาดนี้ เพราะคิดว่ามันคือการปั่นจักรยานทั่วไป เราปั่นจักรยานเสือหมอบ คิดว่าจะเจ็บหลัง เจ็บก้น แต่ไม่เจ็บเลย มันเป็นการออกกำลังกายอยู่บนจักรยานที่สบายมากๆ คุมโซนหัวใจได้ ทำให้ไม่เหนื่อยเกินไป แต่เหนื่อยกำลังพอดี แล้วสามารถทำเป็นเวลานานได้ เป็นการคาร์ดิโอที่ดีมากๆ” 

“เชียงใหม่ธรรมชาติสวย พอได้ปั่นขึ้นดอยสุเทพ เห็นป่า ทำให้จิตใจรู้สึกดี เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ช่วงนั้นเลยเริ่มมีเพื่อน มีกลุ่ม ไปร่วมกิจกรรมออกทริป ไกลสุดที่เคยไปคือไปปาย แบบไป-กลับในวันเดียว ใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง แต่ทำครั้งเดียวพอนะ (หัวเราะ)”

เรียกได้ว่าความสนใจในจักรยานที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับการปั่นหรือออกทริปกับเพื่อนๆ เท่านั้น แต่มันยังต่อยอดมาสู่ธุรกิจร้านกาแฟถัดไปที่กำลังจะลงมือทำ

เสกตัดสินใจขยายธุรกิจร้าน FOHHIDE และนำไอเดียในการเอาจักรยานกับกาแฟเข้ามาอยู่ด้วยกัน กลายเป็นร้านกาแฟที่ชื่อ ROASTIV ที่ถนนนิมมานเหมินท์เหมือนเดิม ซึ่งชื่อร้าน ‘โรสทีฟ’ พ้องเสียงกับคำเมือง ‘รถถีบ’ ที่แปลว่าจักรยาน จึงเป็นการเล่นคำชื่อร้านที่มีส่วนผสมระหว่างร้านกาแฟกับจักรยานอย่างลงตัว

“ตอนที่เราปั่นจักรยานเราก็มีโอกาสไปทริปต่างประเทศ และได้เห็นร้านรูปแบบนี้เยอะ เป็นร้านที่คนออกไปใช้ชีวิต ไปปั่นจักรยาน ไปวิ่ง แล้วสุดท้ายก็มาจบที่ร้านกาแฟ เราจึงได้ไอเดียนี้มาลองทำดู ซึ่งตอนนั้นในเชียงใหม่มันยังไม่ค่อยมีร้านรูปแบบนี้เท่าไหร่”

ในส่วนของเรื่องกาแฟ เสกมีประสบการณ์จาก FOHHIDE แล้วว่า ต้องใช้เครื่องชงแบบไหน เครื่องบดแบบไหน กาแฟแบบไหน ส่วนเรื่องจักรยาน เขาอยากให้มีแบรนด์อุปกรณ์เกี่ยวกับการปั่น ชุดปั่นจักรยาน ถุงเท้า เครื่องแต่งกาย แบบเฉพาะทางมาวางขาย ซึ่งไม่มีขายที่อื่นในเชียงใหม่

“เราเน้นกาแฟเป็นหลัก แต่เรื่องจักรยานก็เป็น experience ให้คนที่เข้ามาเห็นว่าถ้าเป็นแบรนด์พรีเมียมเกี่ยวกับจักรยาน เนื้อผ้าจะประมาณนี้ ให้มาลองได้” 

“ตอนเปิดร้าน FOHHIDE แบรนดิ้งหรือ CI อาจจะยังไม่เด่นมาก แต่พอเป็น ROASTIV เริ่มมีการทำให้จริงจังขึ้น ดูกันว่า CI เป็นยังไง ฟอนต์ โลโก้ โทนสี เป็นยังไง ซึ่งเราจะชอบกราฟิกแบบดูแล้วสบายตา สีเอิร์ทโทน สีธรรมชาติ รวมถึงแบรนด์จักรยานที่จะมาลงต้องเป็นประมาณไหน”

ROASTIV ได้ฟีดแบ็กดี มีการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานหลายครั้ง และมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมด้วย

หลังจาก 2 ปีที่ ROASTIV เขาขายกิจการต่อให้เพื่อน และเริ่มมองถึงไอเดียในการทำร้านใหม่ จากการผสมผสานร้านกาแฟกับกีฬาที่เขาชอบเช่นเดิม

กระแสการวิ่งที่ผสานกับธุรกิจกาแฟ

เสกเล่าว่า ช่วงที่ทำ FOHHIDE และ ROASTIV เขาได้คอนเนกชั่นเยอะ และเจอคนเยอะ กระทั่งมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอพื้นที่ในบริเวณถนนนิมมานเหมินท์อีกจุดให้กับเขา แม้จะยังไม่ได้ตกลงปลงใจ แต่ก็แวะเวียนมาดูพื้นที่อยู่หลายเดือน

“พอมาดูบ่อยๆ เราก็ชอบ เลยเริ่มวางแผน แต่คิดอยู่ว่า ในเมื่อเรามีกาแฟกับจักรยานแล้ว ไอเดียต่อไปจะทำอะไรดี” เสกเล่า

อาจเรียกว่าเป็นจังหวะที่ดีอีกครั้ง ในตอนนั้นเขามีโอกาสได้ไปต่างประเทศ เพราะมีเพื่อนชวนไปร่วมกิจกรรมรันคลับที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงที่เทรนด์การวิ่งและคลับวิ่งกำลังบูมในสิงคโปร์อย่างมาก

กิจกรรมที่ว่าเป็นงานอีเวนต์ครบรอบวันก่อตั้งของ Fast & Free Running Club ซึ่งเป็นรันคลับอันดับหนึ่งของสิงคโปร์ และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง หลังจากเทใจให้การปั่นจักรยานมานาน

“ตอนนั้นเราเห็นสิ่งน่าสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปวิ่งดูเป็นคนออกกำลังกายกันหมด คือเราไม่เคยเห็นการวิ่งเป็นกลุ่มที่ดูมีความ unity ขนาดนี้ ทุกคนดูมีจุดประสงค์เดียวกันคือมาวิ่ง มาสนุกร่วมกัน บรรยากาศก็ดีมากๆ มีการลงทะเบียนผ่านแอพฯ มีเปิดดีเจ มีสปอนเซอร์ มีออกบูทขายเกลือแร่ อุปกรณ์การวิ่ง มีการวิ่งแบ่ง pace ด้วย มันแปลกตาดี เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่ง ซึ่งเราแทบจะไม่เคยเห็นในไทยเลย”

“ทีนี้พอวิ่งเสร็จก็ได้ไอเดียเลยว่า ถ้ากลับมาทำร้านที่เชียงใหม่ มันจะต้องเป็นการวิ่งกับกาแฟ พอกลับมาเราก็เอาไอเดียมาร่างให้มันเป็นภาพขึ้นมา”

ไอเดียที่ว่ากลายมาเป็นร้านกาแฟล่าสุดของเขาที่ชื่อ TANN (แฑนน์) ที่ถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งจับไอเดียระหว่างกาแฟกับการวิ่ง สิ่งนี้สะท้อนจากชื่อร้าน ที่มาจาก ‘ผิวแทน’ อันเป็นสภาวะที่เกิดจากผิวหนังร่างกายเปลี่ยนสีจากกิจกรรมกลางแจ้ง

“ตอนแรกคิดไม่ออกว่าจะชื่ออะไรดี ค้นกันอยู่นานเหมือนกัน แต่ช่วงนั้นปั่นจักรยานบ่อยผิวก็จะโดนแดดบางส่วน มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า tan line บนร่างกาย เหมือนเป็น 2 สี คือสีร่างกาย กับสีที่โดดแดด เลยคิดว่าร้านมันน่าจะไปในทิศทางของกิจกรรมกลางแจ้ง วิ่งถนน วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน ก็เลยเป็น TANN พอมาเขียนเป็นภาษาไทยก็ใช้คำให้มันดูเป็นไทยหน่อย เลยเป็น แฑนน์ ซึ่งจริงๆ มันมาจากผิวแทน” 

“ฉะนั้น คอนเซปต์ร้าน TANN ก็จะคล้ายกับ ROASTIV ที่มีการผสมผสานเรื่องกีฬามาด้วย คือกาแฟกับการวิ่ง ซึ่งกระแส Run Clun ก็กำลังเริ่มมาในเชียงใหม่พอดี

หากร้าน ROASTIV มีสัดส่วนนอกจากกาแฟที่เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับจักรยาน ร้าน TANN ก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการวิ่ง โดยเฉพาะพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งทางร้านดีลกับ distributor เพื่อนำแบรนด์ที่น่าสนใจจากต่างประเทศมาวางขาย

“เครื่องแต่งกายที่ขายในร้านก็จะเป็นเอาต์ดอร์ เสื้อผ้าวิ่ง ที่สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ เป็น activewear ที่มีความเป็นแฟชั่น โทนสีก็จะเป็นแบบเอิร์ทโทรอย่างที่ชอบ เราจะดูเทรนด์จากต่างประเทศว่าแบรนด์ไหนกำลังมา และไปศึกษาว่ามีคนนำเข้ามาในไทยหรือยัง แล้วค่อยเลือก ซึ่งตอนนี้จะมีแบรนด์ Satisfy, Portal, RA Optics แล้วก็ Optimistic Runners แต่ก็จะมีโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์ไทยในอนาคต”

คอมมิวนิตี้ที่เติบโตพร้อมธุรกิจ

หลังจากร้าน TANN เปิด ด้วยความที่คอนเซปต์ของร้านชัด จึงเริ่มมีกลุ่มวิ่งในเชียงใหม่ที่มาขอจัดวิ่ง หรือขอจัดงานวิ่งแล้วมาจบปลายทางที่ร้านหลายครั้ง

และเมื่อถึงจุดหนึ่งจึงมีการจัดกิจกรรมเป็นของร้านเองในชื่อ Midweek Run และ Tuesday Ride โดยเริ่มต้นมาจากไอเดียที่ว่า พนักงานในร้าน TANN ทุกคนออกกำลังกายอยู่แล้ว และอยากออกกำลังกายด้วยกัน แต่คำถามคือจะเป็นรูปแบบไหน ถ้าเป็นวันหยุดจะมีคนไปด้วยหรือไม่ สุดท้ายจึงมาจบที่ไอเดียของการออกกำลังกันวันทำงานเลย

Midweek Run จะเป็นการรวมตัวกันวิ่งวันพุธด้วย pace ที่ไม่เร็วมาก เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มวิ่งใหม่ ระยะเส้นทางประมาณ 5 กิโลเมตรใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง บางคนที่เริ่มงานสายหน่อยจึงยังพอมีเวลามาวิ่ง วิ่งเสร็จก็กินกาแฟที่ร้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าไปทำงานต่อได้ โดยจะเริ่มวิ่ง 7 โมงเช้า จากถนนนิมมานเหมินท์ไปสวนข้างหอประชุม มช. วน 3 รอบ แล้วก็กลับมาที่ร้าน ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรพอดี

เมื่อมีกิจกรรมวิ่งแล้วจึงมีไอเดียอยากจัดกิจกรรมปั่นจักรยานด้วย ขณะที่ก็มีพนักงานในร้านที่ปั่นจักรยานอยู่แล้ว จึงต่อยอดเป็นกิจกรรม Tuesday Ride 

Tuesday Ride เป็นกิจกรรมปั่นจักรยานวันอังคารที่อาจไม่เหมาะกับคนเริ่มปั่นใหม่ เพราะจะมีการระบุความเร็วในการปั่นว่าเท่าไหร่ ระยะทางเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ไป-กลับ 80 กิโลเมตร ซึ่งจะมีความจริงจังกว่า เส้นทางก็จะใช้คนละเส้นกับการวิ่ง ส่วนใหญ่จะไปทางเส้นคันคลองหรือไม่ก็ขึ้นดอยสุเทพ เรียกว่าเส้นทางจะเปลี่ยนตลอด 

“กิจกรรมวิ่งจะมีนักวิ่งประจำมาแล้ว เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติ นักท่องเที่ยว บางคนจะทักมาว่ามาเชียงใหม่ช่วงนี้ มีวิ่งไหม กี่โมง ส่วนกิจกรรมปั่นจักรยานเพิ่งเริ่มไม่นาน แต่ก็มีคนมาร่วมกิจกรรมเยอะเลย”

กาแฟที่เป็นจุดเชื่อมสู่อนาคต

“สำหรับเราการสร้างแบรนดิ้งต้องชัด คือลูกค้าพูดถึงชื่อร้านนี้แล้วต้องเห็นภาพอะไรบ้าง สมมติพูดถึงร้าน TANN ลูกค้าจะนึกถึงการวิ่งกับกาแฟ แล้วก็มีขนม มีอาหาร” เสกเล่าถึงวิธีการบริหารธุรกิจ ซึ่งเขามองว่าการสร้างแบรนดิ้งนั้นสำคัญมาก

ขณะที่เขาเชื่อว่า เทรนด์การเปิดร้านค้าที่ผสมผสานกับเรื่องอื่น เช่น กีฬา เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านเพื่อกินกาแฟได้มีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกีฬาและชอบดื่มกาแฟ “เทรนด์แบบนี้น่าจะมาเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าจะเอาอะไรมาผสมผสาน แต่เรื่องสุขภาพจะไม่ลดลง น่าจะบูมขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทรนด์ longtivity กำลังมา” เสกเล่าสรุป

“ตอนนี้คนออกมาวิ่งเยอะมาก จะเป็นกลุ่มรันคลับหรือไม่รันคลับก็ตาม บางคนเลิกงาน 5 โมง เปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาวิ่ง หรือบางคนตื่นเช้าไปวิ่งถนน วิ่งสนาม วิ่งเทรล พอเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงานต่อก็มี ด้วยภูมิประเทศของเชียงใหม่มันค่อนข้างตอบโจทย์สุดๆ คือ 15 นาที ไปถึงหมดเลย

“สิ่งที่เราทำจึงเป็นการใช้กาแฟเป็นจุดเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เป็นจุดส่วนกลางที่ดึงดูดความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของกีฬา การวิ่ง การปั่นเข้ามา แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไปดึงคนมาสร้างคอมมิวนิตี้อีกที” 

คุยกับผู้ก่อตั้ง ‘บาร์ฐกถา’ ในวันที่ lecture bar กำลังเปลี่ยนนิยาม ‘เที่ยวกลางคืน’

ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม

ปราสาทมืดๆ เก่าๆ ในวรรณคดีกอทิก

เทพเจ้าองค์สำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

เชื่อเหลือเกินว่าต่อให้คุณเนิร์ดหัวข้อพวกนี้จนสุดทางขนาดไหน แต่เมื่อบริบทคือขณะนี้อยู่ในร้านเหล้า ในเชิงสถิติแล้วคงยากหน่อยที่จะคาดหวังให้คนแปลกหน้าโต๊ะข้างเคียงมีความชอบความสนใจร่วมกับคุณ หลายครั้งบทสนทนาในสถานเริงรมย์จึงวนอยู่แต่กับการสมอลล์ทอล์กเพื่อหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างกันที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่

เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า pain point หรือ? ก็คงไม่ใช่ เพราะนักดื่มส่วนมากก้าวข้ามประสบการณ์ทำนองนี้ได้ง่ายๆ แค่เลิกคาดหวังว่าจะได้เสวนาวิชาการในร้านเหล้าไปซะก็สิ้นเรื่อง แต่เรื่องของเรื่องคือวันดีคืนดีดันเกิดธุรกิจแนวใหม่ที่สามารถการันตีกับลูกค้าของพวกเขาได้ ว่าขอเพียงจองโต๊ะมาถูกวัน ถูกหัวข้อ คุณจะได้ดื่มเหล้าเคล้าบทสนทนาเรื่องที่คุณสนใจ แถมยังได้กระทบไหล่กับผู้เชี่ยวชาญศาสตร์นั้นๆ อีกด้วย

ช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา บาร์ฐกถา ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยปณิธานที่ว่า อยากจะสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ขึ้นในบาร์ โดยทีมผู้ก่อตั้งและทำงานอยู่เบื้องหลังแบรนด์นั้นประกอบด้วย เทียบตะวัน ลิ้มจิตรกร และ คล้ายจันทร์ สินเทพดล สองหุ้นส่วนที่ยืนยันกับผู้ฟังบ่อยจนเป็น inside joke ว่าไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือด แม้จะชื่อเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

เลกเชอร์ของบาร์ฐกถาพิเศษยังไง อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดใจให้คนยอมออกจากบ้านมานั่งฟังเนื้อหาวิชาการจ๋าท่ามกลางแสงสลัวในคืนวันอาทิตย์ คำถามเหล่านี้คือแรงขับที่ทำให้เราตัดสินใจชวนเทียบตะวันและคล้ายจันทร์มาสานเสวนาถึงที่มาและความสำคัญของธุรกิจนี้

ทำเลกเชอร์ แสดงว่าต้องเป็นคนชอบเรียนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

เทียบตะวัน : เราเป็นเด็กหลังห้อง โดดเรียนบ่อย เกรดไม่สวย สมัยมหาลัยเรียนนิเทศก็เน้นเรียนรู้จากการลองทำไปเลยมากกว่าจะมานั่งฟังทฤษฎี ส่วนจันทร์นี่คนละขั้ว ถ้าคำว่าเรียนในที่นี้หมายถึงในห้องเรียน คนที่ชอบมากกว่าคงเป็นจันทร์

คล้ายจันทร์ : เราก็ไม่ถึงกับเป็นเด็กหน้าห้องนะ แต่ยอมรับว่าเราชอบบรรยากาศในห้องเรียน ชอบการที่มันมีพื้นที่ให้ถามตอบได้อิสระ เลยขยันเข้าเรียนตลอด ไม่ค่อยโดด

แต่ก็ต้องมีเรื่องที่แต่ละคนเนิร์ดกันเป็นพิเศษอยู่ใช่ไหม

คล้ายจันทร์ : เราจบสายเทคมา พวกเรื่องแมชชีนเลิร์นนิงหรือวิศวกรรมสารสนเทศอะไรต่างๆ ก็เลยเป็นด้านที่ชอบและศึกษาลงลึกหน่อย แต่ขณะเดียวกันเราก็มีแพสชั่นอีกหลายอย่าง ชอบวรรณกรรม ชอบหนัง ชอบศิลปะ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในความเชี่ยวชาญแขนงใดแขนงหนึ่ง 

เราว่าพื้นฐานของคำว่าเนิร์ดมันอยู่ในวิธีการที่เราใช้ศึกษาค้นคว้าและความกระตือรือร้นอยากจะทำความเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดมากกว่า

เทียบตะวัน : คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นจุดร่วมของเราสองคนด้วยมั้ง ธรรมชาติเด็กนิเทศอย่างเรามันเป็นเป็ดอยู่แล้ว ก็ไอ้เป็ดนี่แหละที่ทำให้เรากระหายอยากจะรู้ให้รอบ รู้ซอกแซกไปหมดซะทุกเรื่อง ถ้าติดใจอยากรู้อะไรขึ้นมาแล้วก็จะต้องขุดนั่นนี่มาอ่านจนกว่าจะพอใจ เรียกได้ว่าโตมากับวิกิพีเดีย สมัยก่อนสิ่งที่เราทำบ่อยมากคือเข้าไปอ่านหน้าวิกิเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง แล้วพอเจอลิงก์หัวข้อน่าสนใจระหว่างนั้นก็จะกดเปิดแท็บใหม่อ่านต่อไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ

คล้ายจันทร์ : เออใช่ (หัวเราะ) เหมือนกัน มันติดอยู่ใน rabbit hole เนอะ

เทียบตะวัน : แล้วสมัยก่อนสำนักพิมพ์มติชนจะชอบออกหนังสือประวัติศาสตร์แนวพาไปเจาะลึกซับเจกต์ที่มันเฉพาะเจาะจงมากๆ ใช่ปะ เช่น อยากรู้เรื่องเครื่องดื่มเหรอ  มีเล่ม ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว ให้อ่าน หรือถ้าหมกมุ่นเรื่องเครื่องเทศเครื่องปรุงอยู่ก็ต้องเล่ม ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ 

การได้อ่านหนังสือที่นำเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสนใจมาคลี่ออกแล้วเล่าแบบลงลึกพวกนี้มันเป็นอะไรที่มีความสุขมากนะในสมัยนั้น

พอเห็นภาพแล้วว่าทำไมถึงชอบเลกเชอร์ ว่าแต่มีเหตุผลไหมว่าทำไมต้องจัดในบาร์

คล้ายจันทร์ : เพราะสถานที่ที่เรารู้สึกมาตลอดว่ามักจะมีบทสนทนาที่สนุก หัวข้อหลากหลาย และล้วงลึกได้มากที่สุดมันคือร้านเหล้า ยิ่งเป็นนัดปิดท้ายวันที่เราปล่อยให้เวลาไหลไปได้ ไม่มีนัดต้องไปกินข้าวหรือทำอะไรต่อ เรายิ่งมีเวลาให้บทสนทนามันได้ไหลต่อไปถึงจุดที่มันลึกซึ้งและกระตุกต่อมคิด

เทียบตะวัน : ปัญหาของห้องเรียนปกติที่เราเจอมาคือมันมีบรรยากาศที่ไม่ดี ไม่ค่อยดึงดูดให้เราอยากมีส่วนร่วมเท่าไหร่ ถามว่าถ้าอย่างนั้นเราจัดห้องเรียนที่อื่นที่ไม่ใช่บาร์ไม่ได้เหรอ เช่น คาเฟ่ มันก็ได้ แต่เราชอบบาร์ตรงที่มันมีความลึกลับและเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง อาจจะด้วยบรรยากาศกลางคืน แอลกอฮอล์ หรืออะไรก็ตาม มันคือสถานที่ที่คนลดการ์ด ลดกำแพงที่มีต่อกันลงมาก ไม่ว่าชีวิตกลางวันใครจะมีป้ายแปะว่าเป็นคนยังไง มาจากไหน ทำมาหากินอะไร พอมาอยู่ในร้านเหล้า จู่ๆ สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าไหร่

พอได้ลองยกห้องเรียนมาไว้ในบาร์ดู คิดว่าแอลกอฮอล์เป็นตัวแปรที่สำคัญแค่ไหน

คล้ายจันทร์ : ส่งผลแน่ๆ แต่ผลลัพธ์หลายแบบ แล้วแต่คน อย่างส่วนตัวเราเองเป็นคนไม่ได้ดื่มจัด ก่อนหน้านี้ตอนไปจอยตามสเปซในนิวยอร์ก เราชอบไปแบบเน้นฟังบรรยาย ไม่เน้นดื่ม ยิ่งบางครั้งแอ็กทิวิตี้ที่นู่นเขาจัดแบบน็อนแอลฯ ก็มี 

แต่กลุ่มที่เขาตั้งใจมาดื่มก็ดื่มเต็มที่ เท่าที่สังเกต ผลที่เกิดขึ้นคือฟิลเตอร์เขาจะลดลง บางทีในช่วงถาม-ตอบท้ายเลกเชอร์ก็จะได้ยินบทสนทนาที่ดุเดือดขึ้นมาหน่อย

เทียบตะวัน : ไม่ได้ตีกันนะ (หัวเราะ) คือเขาแค่ตอบโต้กันจริงจัง ยิ่งช่วงดึกคนดิสคัสกันเป็นกลุ่มเล็กลงมาหน่อยจะยิ่งเห็นชัด 

แล้วเห็นความเป็นคอมมิวนิตี้ในบทสนทนาพวกนั้นด้วยไหม หรืองานจบไปคนก็แยกย้าย

เทียบตะวัน : เห็นนะ อย่างกลุ่มที่จองมาคนเดียวแล้วถูกจัดให้นั่งโต๊ะรวม เขาก็ดูพยายามจะต่อบทสนทนาแม้จะไม่รู้จักกัน แต่ใช่ กลุ่มที่อินโทรเวิร์ตหน่อย ไม่ค่อย mingle กับคนแปลกหน้าเองก็มี

คล้ายจันทร์ : ความเป็นคอมมิวนิตี้ที่เราสังเกตเห็น บางครั้งมันเริ่มตั้งแต่เปิดประตูทางเข้า บางคู่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เขาคุยนัดแนะกันเรียบร้อยตั้งแต่ขึ้นลิฟต์ว่าจะนั่งโต๊ะเดียวกัน พอจบงานบางทีก็จะแอบได้ยินคนแลกคอนแทกต์กันบ้าง ซึ่งเป็นภาพที่ในฐานะคนจัด เราเห็นแล้วแฮปปี้มาก

ระหว่าง ‘คนอยากฟังอะไร’ กับ ‘คนควรได้ฟังอะไร’ คุณว่าอย่างไหนสำคัญกว่า

คล้ายจันทร์ : คนอยากฟังอะไรก็สำคัญ บางทีไอเดียหัวข้อครั้งถัดไปมาจากรีเควสต์ของคนฟังด้วย ส่วนเรื่อง ‘คนควรได้ฟังอะไร’ เนี่ย (หยุดคิดนิดหนึ่ง) เราไม่ได้มองว่าบาร์ฐกถาเป็นสถาบันที่มีอำนาจหน้าที่มาคอยจัดแจงว่าอะไรควรฟังไม่ควรฟัง เราแค่ทำงานโดยการมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่าตอนนี้มันมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วถ้ามีโอกาสเหมาะ เจอคนที่เหมาะ ก็เชิญเขามาเล่าเท่านั้นเอง

เทียบตะวัน : พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้คนได้ฟังเรื่องที่เขาสนใจอยากฟังอย่างเดียว แต่เพื่อให้คนได้พูดเรื่องที่เขาสนใจอยากพูดด้วย ให้แสงคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

คล้ายจันทร์ : ประเทศเรามีคนเก่ง มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์เยอะกว่าที่ทุกคนคิด อย่างคุณติณณ์ ทองมีอาคม นักดาราศาสตร์ที่มาบรรยายหัวข้อแรกให้เรา เขาเป็นคนร่วมค้นพบดาวพัลซาร์กลุ่มใหม่ แต่ถ้าไม่มีมีพื้นที่อย่างนี้คนทั่วไปจะไปหาฟังเรื่องราวการค้นพบของเขาจากไหน ในเมื่อเขาเป็นนักวิจัย ทำงานอยู่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาตินู่นแน่ะ

เลกเชอร์บาร์หลายเจ้าที่ผุดขึ้นมาเน้นกลยุทธ์ niche marketing อย่างบาร์แซฟฟิกก็เน้นหัวข้อผู้หญิง บางบาร์เน้นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง บางบาร์เน้นเวิร์กช็อป แล้วบาร์ฐกถาล่ะมีแนวทางอะไรเฉพาะเจาะจงไหม

เทียบตะวัน : ที่ตั้งใจไว้แต่แรกคือต้องเป็นเลกเชอร์ที่มีความ academic จริงๆ ไม่ใช่แค่สัมมนาเนื้อหาทั่วไป งานสำคัญอย่างหนึ่งของคล้ายจันทร์นอกจากติดต่อวิทยากร คือการพูดคุยกับเขาให้มั่นใจว่าหัวข้อบรรยายตั้งอยู่บนฐานคิดไหน มีทฤษฎีอะไรรองรับไหม

คล้ายจันทร์ : ซึ่งบางทีก็ต้องเริ่มจากการอ่านวิจัยของเขา รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าสำหรับเรามันดูน่าสนุก น่าสนใจ และน่าเชื่อถือ ก็แปลว่าน่าจะต้องมีคนอื่นที่คิดเหมือนเรา 

สิ่งหนึ่งที่เราบอกกับวิทยากรตลอดคือไม่จำเป็นต้องพยายาม simplify เนื้อหาให้มันง่ายจนเลกเชอร์เสียความลุ่มลึกของมันไป ในเมื่อคุณเชี่ยวชาญเรื่องนี้ มีอะไรน่าสนใจ อยากเล่าเล่าได้เลย

กลุ่มเป้าหมายหลากหลายไปตามหัวข้อและวิทยากรแบบนี้ ทำงานสื่อสารยังไงบ้าง

เทียบตะวัน : แต่ละขั้นตอนผ่านการคิด รีเสิร์ช และลองผิดลองถูกพอสมควร ด้วยความที่ตัวโปรดักต์คือเลกเชอร์ ต่อให้บรรยากาศเลกเชอร์เราจะผ่อนคลายกว่าในห้องเรียน แต่มันมีความวิชาการและความซีเรียสในตัวมันอยู่ ตอนคิด CI เราเลยพยายามดึงด้านที่สนุกสนาน เฟรนด์ลี่ และสดใสของแบรนด์ออกมา ทางหนึ่งคือเพื่อสื่อสารจุดยืนของเราด้วยว่า กระบวนการเรียนรู้มันไม่จำเป็นต้องทางการติดขรึมเหมือนในห้องเรียน สีแรกๆ ที่เลี่ยงเลยเป็นสีกรม สีเลือดนก หรือสีเทาที่พวกสถานศึกษาชอบใช้

ส่วนสื่อสารจะไปถึงกลุ่มเป้าหมายไหม เอาเข้าจริงก็ถึงมากกว่าอย่างที่คิด เพราะต่อให้หัวข้อจะเฉพาะทางแค่ไหน เชื่อไหมว่าจนแล้วจนรอด อย่างน้อยวิทยากรแต่ละคนก็จะมีฐานคนฟังกันอยู่ประมาณหนึ่ง

บาร์ฐกถาคือส่วนหนึ่งของมูฟเมนต์ที่บุกเบิกเลกเชอร์บาร์ในไทย คาดคิดไว้แต่แรกไหมว่าจะได้รับเสียงตอบรับดีขนาดนี้

คล้ายจันทร์ : ตอนแรกไม่ซีเรียสเรื่องกำไรเลย แค่มันเท่าทุนไปเรื่อยๆ ก็ดีใจแล้ว

เทียบตะวัน : เรามองมันเป็น weekend project เลยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะมีคนสนใจเร็วขนาดนี้ จริงๆ ตอนแรกกังวลว่าคนจะไม่เก็ตด้วยซ้ำ แต่ภายในเวลาสั้นๆ แค่ 3 เดือน จู่ๆ มันมาถึงจุดที่คนจองเต็มเร็ว จุดที่เริ่มมีคนทักมาบอกว่าเสียดายจังที่พลาดหัวข้อก่อนไป เขามาเห็นเราในโซเชียลช้าไปหน่อย

จังหวะนั้นเราถึงฉุกคิดว่า เออ น่าจะเพิ่มโพสต์แจ้งกำหนดการ โพสต์หยั่งกระแสหัวข้อ แล้วก็ต้องมีโพสต์เตือนอีกที เพื่อเพิ่มการมองเห็นและดันให้มันไปถึงกลุ่มเป้าหมาย ขนาดว่าเราเป็นคนโฆษณาที่คุ้นเคยกับงานสื่อสารก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรให้เราต้องเรียนรู้อีกมากในการที่จะชุบชูโปรเจกต์นี้

พอเห็นแบบนี้แล้ว คุณคาดหวังกับมันมากขึ้นแค่ไหน

เทียบตะวัน : ก็ไม่ถึงขั้นหวังว่าทำแล้วจะรวย แต่ใช่ เราเห็นศักยภาพของมันชัดขึ้นว่าบาร์ฐกถาเป็นธุรกิจที่สามารถ sustain ตัวมันเองได้ และยังมีพื้นที่ให้ขยับขยายต่อได้อีก อนาคตไม่แน่เราอาจไม่ทำแค่เลกเชอร์อย่างเดียว

หลายคนมองว่าเลกเชอร์บาร์อาจเป็นแค่กระแสชั่วคราวที่มาแล้วก็ไป คุณเห็นด้วยไหม หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่านิยามของคำว่า ‘เที่ยวกลางคืน’ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลง

เทียบตะวัน : เรื่องกระแสก็คงเป็นไปได้ ในจังหวะที่มันกำลังนิยม ถ้ามีคนลุกขึ้นมาทำแบบเดียวกันเยอะขึ้น สักวันมันก็เกร่อได้ แต่มันก็อยู่ที่จุดยืนของแต่ละคนว่าเขาสร้างสเปซนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร 

อย่างเรา เราไม่เป็นเดือดเป็นร้อนที่จะทำให้มันไฮป์หรือเป็นกระแสไปตลอด แล้วก็ไม่ได้กลัวว่าคนจะเฟดออกไปไหม ขอแค่มันเป็นห้องเรียนของมันต่อไปอย่างนี้และมีประโยชน์กับใครสักคน เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ทุกคนก็จะต้องมีเรื่องที่ชอบอยู่ 

คล้ายจันทร์ : คิดว่าคงมีแค่เวลาที่จะสามารถพิสูจน์ความยั่งยืนของเลกเชอร์บาร์ได้ แต่อย่างหนึ่งที่เราเชื่อคือต่อให้วันหน้ายอดเอนเกจจะไม่มากเท่าเดิม หรือบัตรจะไม่ขายหมดเร็วเหมือนเดิม เป้าหมายของมันในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่อยู่ในบาร์ก็ไม่ได้หายไปไหน และมันจะยังคงตอบโจทย์ของใครสักคนได้เสมอ

เทียบกับมัทฉะก็ได้ ก่อนหน้านี้มันก็มีอยู่แล้ว แค่ช่วงหลังมานี้คนนิยมกันมากขึ้น ต่อให้อีกหน่อยกระแสมัทฉะซา คนชอบมัทฉะก็ยังคงดื่มมัทฉะต่อไปอยู่ดี