ยุคที่ใครก็บอกว่า เปิดร้านอย่างเดียวไม่พอ TANN แห่งเชียงใหม่ ทำยังไงให้ผสานกาแฟและกีฬาได้ลงตัว
ในช่วงเวลาที่กระแสการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่งและปั่นจักรยานกำลังมาแรง จนเกิดเป็นกลุ่มคลับต่างๆ จำนวนมากที่รวมตัวกันเพื่อวิ่งหรือปั่น หากมีใครสักคนนำเทรนด์ที่ว่ามาจับกับเรื่องของธุรกิจ มันคงน่าสนใจไม่ใช่น้อย
เสก–สุวิจักขณ์ นันทนาวินิจกุล อดีตสจวร์ตผู้หลงใหลในการวิ่ง เลือกนำไอเดียดังกล่าวมาผสานกับการทำธุรกิจร้านกาแฟ จนเกิดเป็น TANN (แฑนน์) ร้านกาแฟในเชียงใหม่ บนถนนนิมมานเหมินท์ ที่มีคอนเซปต์คือ ‘กาแฟและการวิ่ง’
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขานำธุรกิจกาแฟมาผสานกับกีฬา เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดร้านกาแฟอีกแห่งที่นำการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่เขาชื่นชอบรวมกับเรื่องราวของกาแฟมาแล้ว
ยุคที่ใครๆ ก็บอกว่า เปิดร้านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องหาทางเลือกบางอย่างมาผสมผสานด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่มาในร้าน หรือกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเฉพาะทางได้มีพื้นที่พบปะทำกิจกรรม ร้าน TANN มีวิธีนำความหลงใหลในกีฬามารวมกับการบริหารร้านกาแฟยังไง จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ของร้านที่ชัดเจน คอลัมน์ Micro Wave จะพาไปคุยเบื้องหลังไอเดียนี้กัน

สจวร์ตผู้ไม่ออกกำลังกายจริงจัง
หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มต้นมาจากเส้นทางการเป็นนักธุรกิจแต่แรก
เสก–สุวิจักขณ์ นันทนาวินิจกุล คือหนึ่งในนั้น เขาเป็นชาวลำพูนผู้เรียนจบด้านสาขามนุษยศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นเด็กกิจกรรม แต่ชอบใช้เวลากับหนังสือและวิชาการเป็นหลัก
เทรนด์ในยุคนั้น คนที่จบสาขามนุษยศาสตร์ มักจะทำงานด้านบริการเป็นส่วนใหญ่ เช่น งานโรงแรม ไกด์ หรือลูกเรือสายการบิน เช่นเดียวกับเสกที่เมื่อเรียนจบเขาเดินสายสมัครงานกับเพื่อนๆ ในหลายอาชีพ
สุดท้ายชีวิตก็พาเขาให้ได้เป็นสจวร์ตสายการบินเช่าเหมาลำ (charter flight) สายอาชีพนี้พัดพาเขาจนกระทั่งมาลงตัวที่สายการบินแห่งหนึ่งในประเทศ
“ตอนเป็นสจวร์ต ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอคนเยอะขนาดนั้น การเป็นลูกเรือ เหมือนเป็นการเจอลูกค้าที่เปลี่ยนตลอดเวลา” เสกเล่า เขาบอกว่าตอนทำงาน แต่ละวันได้เจอคนไฟลต์หนึ่งประมาณ 200 กว่าคน ทำ 4 ไฟลต์ ประมาณ 1,000 คน “มันสร้างความอดทนมาก ทำให้เราเจอคนมากขึ้น เมื่อก่อนเราจะค่อนข้างอยู่กับตำรา วิชาการ ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนเยอะเท่าตอนทำงาน”
“ไม่ได้มีแค่ลูกค้าที่เปลี่ยน เพื่อนร่วมงานก็เปลี่ยนทุกวันเหมือนกัน แล้วแต่ตารางบินใคร การที่จะได้เจอลูกเรือซ้ำ แทบจะปีละครั้ง เพราะลูกเรือเยอะมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เจอคนเยอะ”
พักจากงาน เขาไม่ได้ออกกำลังกายจริงจัง แต่เล่นกีฬาบางชนิดทั่วไป เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ตีแบด และยังไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับการวิ่งและนักปั่น หรือเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์มากนัก
“มีเวลาว่างก็ไป ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องแบรนด์เลย รองเท้าผ้าใบ อะไรก็ได้ใส่ได้หมด”


สู่ธุรกิจร้านกาแฟ
ในช่วงเวลาที่เสกทำงานเป็นสจวร์ต พี่สาวของเขาที่อยู่ลำพูนเริ่มทำกิจการร้านกาแฟชื่อ Full Of Happiness นั่นเป็นช่วงเวลาก่อนโควิดประมาณ 3-4 ปี ทำให้เขามีโอกาสได้เข้ามาคลุกคลีในแวดวงร้านกาแฟอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
“ก่อนหน้านั้นเรากินกาแฟแต่ไม่ได้สนใจรายละเอียดมาก ไม่ได้รู้เรื่องเยอะ กาแฟดำ กาแฟร้อน กาแฟเย็น รู้แค่นั้น สมัยก่อนไม่ได้มีการบอกด้วยซ้ำว่าเป็นคั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม จากที่ไหน เราสั่งแค่กาแฟเย็นก็จบเลย”
ร้านกาแฟที่บ้านของเขาเป็นสไตล์มินิมอลมีกาแฟให้เลือกหลายประเภท หลายแหล่งปลูก และเริ่มมีความเป็นสเปเชียลตี้มากขึ้น ขณะที่งานสจวร์ตของเสกทำให้เขามีโอกาสบินไปต่างประเทศ ไปเห็นร้านกาแฟ เห็นสิ่งที่ขาย รายละเอียดเกี่ยวกับกาแฟ จึงได้ซื้อเมล็ดจากโรงคั่วต่างๆ กลับมาทดลองชิมที่ร้าน
“ตอนนั้นเป็นความสนใจที่ค่อยๆ มา เหมือนเวลาเดินทางไปที่ไหน ก็ซื้อเมล็ดกลับมา เราเริ่มรู้ว่ามันมีคั่วแบบไหนบ้าง process แบบไหน เริ่มศึกษาเอง แต่หลังจากนั้นก็เกิดโควิด เราเลยตัดสินใจออกจากงานประจำ”
หลังจากเป็นสจวร์ตอยู่ประมาณ 8 ปี เสกตัดสินใจลาออก และมีโอกาสได้ข้อเสนอ ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ถนนนิมมานเหมินท์ เขาจึงถือโอกาสมาเปิดร้านกาแฟแรกของตัวเองที่เชียงใหม่ในชื่อ FOHHIDE
ร้าน FOHHIDE ตั้งอยู่ที่นิมมานเหมินท์ ซอย 3 ความพิเศษคือตัวร้านอยู่บนชั้น 5 ของอาคารที่มองเห็นวิวของดอยสุเทพ เสกเล่าว่าในการเปิดร้านกาแฟ ทำให้เขาต้องเรียนเกี่ยวกับกาแฟเพิ่มเติมจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Brewing foundation, Sensory หรือการสกัดช็อต
ขณะที่ประสบการณ์จากร้าน Full Of Happiness ที่ลำพูน ทำให้เขาเข้าใจว่าต้องใช้เครื่องชงแบบไหน workflow ในร้านต้องเป็นแบบไหน จึงนำความรู้ทั้งหมดมาปรับปรุงให้ตอบโจทย์มากขึ้นในพื้นที่ของร้าน FOHHIDE
“การทำร้านกาแฟเหนื่อยพอๆ กับตอนทำสจวร์ต แต่คนละรูปแบบ แต่การเจอลูกค้าเยอะก็สบายมาก เพราะเราเคยเจอมาแล้ว ส่วนสิ่งที่ยากคือเรื่องความเสถียรในรสชาติ คุณภาพของเมล็ดกาแฟ ซึ่งค่อนข้างคุมยากนิดหน่อย แต่พอทำไปเราเริ่มมีประสบการณ์ เริ่มรู้มากขึ้น จัดการได้ดีขึ้น”

กาแฟกับจักรยาน
ปี 2022 หลังจากร้าน FOHHIDE เริ่มอยู่ตัว เสกเล่าว่าตนเองมีเวลาว่างมากขึ้น นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าที่ผ่านมาลงแรงไปกับการทำร้านเยอะมาก จนสิ่งหนึ่งขาดหายไป คือการออกกำลังกาย
แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่เพื่อนของเขามาชวนไปปั่นจักรยาน ซึ่งเขาเล่าว่า ทำให้เสพติดการปั่นจักรยานต่อจากนั้น
“ตอนแรกไม่คิดว่าจะชอบปั่นขนาดนี้ เพราะคิดว่ามันคือการปั่นจักรยานทั่วไป เราปั่นจักรยานเสือหมอบ คิดว่าจะเจ็บหลัง เจ็บก้น แต่ไม่เจ็บเลย มันเป็นการออกกำลังกายอยู่บนจักรยานที่สบายมากๆ คุมโซนหัวใจได้ ทำให้ไม่เหนื่อยเกินไป แต่เหนื่อยกำลังพอดี แล้วสามารถทำเป็นเวลานานได้ เป็นการคาร์ดิโอที่ดีมากๆ”
“เชียงใหม่ธรรมชาติสวย พอได้ปั่นขึ้นดอยสุเทพ เห็นป่า ทำให้จิตใจรู้สึกดี เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ช่วงนั้นเลยเริ่มมีเพื่อน มีกลุ่ม ไปร่วมกิจกรรมออกทริป ไกลสุดที่เคยไปคือไปปาย แบบไป-กลับในวันเดียว ใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง แต่ทำครั้งเดียวพอนะ (หัวเราะ)”
เรียกได้ว่าความสนใจในจักรยานที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับการปั่นหรือออกทริปกับเพื่อนๆ เท่านั้น แต่มันยังต่อยอดมาสู่ธุรกิจร้านกาแฟถัดไปที่กำลังจะลงมือทำ
เสกตัดสินใจขยายธุรกิจร้าน FOHHIDE และนำไอเดียในการเอาจักรยานกับกาแฟเข้ามาอยู่ด้วยกัน กลายเป็นร้านกาแฟที่ชื่อ ROASTIV ที่ถนนนิมมานเหมินท์เหมือนเดิม ซึ่งชื่อร้าน ‘โรสทีฟ’ พ้องเสียงกับคำเมือง ‘รถถีบ’ ที่แปลว่าจักรยาน จึงเป็นการเล่นคำชื่อร้านที่มีส่วนผสมระหว่างร้านกาแฟกับจักรยานอย่างลงตัว
“ตอนที่เราปั่นจักรยานเราก็มีโอกาสไปทริปต่างประเทศ และได้เห็นร้านรูปแบบนี้เยอะ เป็นร้านที่คนออกไปใช้ชีวิต ไปปั่นจักรยาน ไปวิ่ง แล้วสุดท้ายก็มาจบที่ร้านกาแฟ เราจึงได้ไอเดียนี้มาลองทำดู ซึ่งตอนนั้นในเชียงใหม่มันยังไม่ค่อยมีร้านรูปแบบนี้เท่าไหร่”

ในส่วนของเรื่องกาแฟ เสกมีประสบการณ์จาก FOHHIDE แล้วว่า ต้องใช้เครื่องชงแบบไหน เครื่องบดแบบไหน กาแฟแบบไหน ส่วนเรื่องจักรยาน เขาอยากให้มีแบรนด์อุปกรณ์เกี่ยวกับการปั่น ชุดปั่นจักรยาน ถุงเท้า เครื่องแต่งกาย แบบเฉพาะทางมาวางขาย ซึ่งไม่มีขายที่อื่นในเชียงใหม่
“เราเน้นกาแฟเป็นหลัก แต่เรื่องจักรยานก็เป็น experience ให้คนที่เข้ามาเห็นว่าถ้าเป็นแบรนด์พรีเมียมเกี่ยวกับจักรยาน เนื้อผ้าจะประมาณนี้ ให้มาลองได้”
“ตอนเปิดร้าน FOHHIDE แบรนดิ้งหรือ CI อาจจะยังไม่เด่นมาก แต่พอเป็น ROASTIV เริ่มมีการทำให้จริงจังขึ้น ดูกันว่า CI เป็นยังไง ฟอนต์ โลโก้ โทนสี เป็นยังไง ซึ่งเราจะชอบกราฟิกแบบดูแล้วสบายตา สีเอิร์ทโทน สีธรรมชาติ รวมถึงแบรนด์จักรยานที่จะมาลงต้องเป็นประมาณไหน”
ROASTIV ได้ฟีดแบ็กดี มีการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานหลายครั้ง และมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมด้วย
หลังจาก 2 ปีที่ ROASTIV เขาขายกิจการต่อให้เพื่อน และเริ่มมองถึงไอเดียในการทำร้านใหม่ จากการผสมผสานร้านกาแฟกับกีฬาที่เขาชอบเช่นเดิม

กระแสการวิ่งที่ผสานกับธุรกิจกาแฟ
เสกเล่าว่า ช่วงที่ทำ FOHHIDE และ ROASTIV เขาได้คอนเนกชั่นเยอะ และเจอคนเยอะ กระทั่งมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอพื้นที่ในบริเวณถนนนิมมานเหมินท์อีกจุดให้กับเขา แม้จะยังไม่ได้ตกลงปลงใจ แต่ก็แวะเวียนมาดูพื้นที่อยู่หลายเดือน
“พอมาดูบ่อยๆ เราก็ชอบ เลยเริ่มวางแผน แต่คิดอยู่ว่า ในเมื่อเรามีกาแฟกับจักรยานแล้ว ไอเดียต่อไปจะทำอะไรดี” เสกเล่า
อาจเรียกว่าเป็นจังหวะที่ดีอีกครั้ง ในตอนนั้นเขามีโอกาสได้ไปต่างประเทศ เพราะมีเพื่อนชวนไปร่วมกิจกรรมรันคลับที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงที่เทรนด์การวิ่งและคลับวิ่งกำลังบูมในสิงคโปร์อย่างมาก
กิจกรรมที่ว่าเป็นงานอีเวนต์ครบรอบวันก่อตั้งของ Fast & Free Running Club ซึ่งเป็นรันคลับอันดับหนึ่งของสิงคโปร์ และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง หลังจากเทใจให้การปั่นจักรยานมานาน
“ตอนนั้นเราเห็นสิ่งน่าสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปวิ่งดูเป็นคนออกกำลังกายกันหมด คือเราไม่เคยเห็นการวิ่งเป็นกลุ่มที่ดูมีความ unity ขนาดนี้ ทุกคนดูมีจุดประสงค์เดียวกันคือมาวิ่ง มาสนุกร่วมกัน บรรยากาศก็ดีมากๆ มีการลงทะเบียนผ่านแอพฯ มีเปิดดีเจ มีสปอนเซอร์ มีออกบูทขายเกลือแร่ อุปกรณ์การวิ่ง มีการวิ่งแบ่ง pace ด้วย มันแปลกตาดี เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่ง ซึ่งเราแทบจะไม่เคยเห็นในไทยเลย”
“ทีนี้พอวิ่งเสร็จก็ได้ไอเดียเลยว่า ถ้ากลับมาทำร้านที่เชียงใหม่ มันจะต้องเป็นการวิ่งกับกาแฟ พอกลับมาเราก็เอาไอเดียมาร่างให้มันเป็นภาพขึ้นมา”
ไอเดียที่ว่ากลายมาเป็นร้านกาแฟล่าสุดของเขาที่ชื่อ TANN (แฑนน์) ที่ถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งจับไอเดียระหว่างกาแฟกับการวิ่ง สิ่งนี้สะท้อนจากชื่อร้าน ที่มาจาก ‘ผิวแทน’ อันเป็นสภาวะที่เกิดจากผิวหนังร่างกายเปลี่ยนสีจากกิจกรรมกลางแจ้ง

“ตอนแรกคิดไม่ออกว่าจะชื่ออะไรดี ค้นกันอยู่นานเหมือนกัน แต่ช่วงนั้นปั่นจักรยานบ่อยผิวก็จะโดนแดดบางส่วน มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า tan line บนร่างกาย เหมือนเป็น 2 สี คือสีร่างกาย กับสีที่โดดแดด เลยคิดว่าร้านมันน่าจะไปในทิศทางของกิจกรรมกลางแจ้ง วิ่งถนน วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน ก็เลยเป็น TANN พอมาเขียนเป็นภาษาไทยก็ใช้คำให้มันดูเป็นไทยหน่อย เลยเป็น แฑนน์ ซึ่งจริงๆ มันมาจากผิวแทน”
“ฉะนั้น คอนเซปต์ร้าน TANN ก็จะคล้ายกับ ROASTIV ที่มีการผสมผสานเรื่องกีฬามาด้วย คือกาแฟกับการวิ่ง ซึ่งกระแส Run Clun ก็กำลังเริ่มมาในเชียงใหม่พอดี
หากร้าน ROASTIV มีสัดส่วนนอกจากกาแฟที่เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับจักรยาน ร้าน TANN ก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการวิ่ง โดยเฉพาะพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งทางร้านดีลกับ distributor เพื่อนำแบรนด์ที่น่าสนใจจากต่างประเทศมาวางขาย
“เครื่องแต่งกายที่ขายในร้านก็จะเป็นเอาต์ดอร์ เสื้อผ้าวิ่ง ที่สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ เป็น activewear ที่มีความเป็นแฟชั่น โทนสีก็จะเป็นแบบเอิร์ทโทรอย่างที่ชอบ เราจะดูเทรนด์จากต่างประเทศว่าแบรนด์ไหนกำลังมา และไปศึกษาว่ามีคนนำเข้ามาในไทยหรือยัง แล้วค่อยเลือก ซึ่งตอนนี้จะมีแบรนด์ Satisfy, Portal, RA Optics แล้วก็ Optimistic Runners แต่ก็จะมีโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์ไทยในอนาคต”

คอมมิวนิตี้ที่เติบโตพร้อมธุรกิจ
หลังจากร้าน TANN เปิด ด้วยความที่คอนเซปต์ของร้านชัด จึงเริ่มมีกลุ่มวิ่งในเชียงใหม่ที่มาขอจัดวิ่ง หรือขอจัดงานวิ่งแล้วมาจบปลายทางที่ร้านหลายครั้ง
และเมื่อถึงจุดหนึ่งจึงมีการจัดกิจกรรมเป็นของร้านเองในชื่อ Midweek Run และ Tuesday Ride โดยเริ่มต้นมาจากไอเดียที่ว่า พนักงานในร้าน TANN ทุกคนออกกำลังกายอยู่แล้ว และอยากออกกำลังกายด้วยกัน แต่คำถามคือจะเป็นรูปแบบไหน ถ้าเป็นวันหยุดจะมีคนไปด้วยหรือไม่ สุดท้ายจึงมาจบที่ไอเดียของการออกกำลังกันวันทำงานเลย
Midweek Run จะเป็นการรวมตัวกันวิ่งวันพุธด้วย pace ที่ไม่เร็วมาก เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มวิ่งใหม่ ระยะเส้นทางประมาณ 5 กิโลเมตรใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง บางคนที่เริ่มงานสายหน่อยจึงยังพอมีเวลามาวิ่ง วิ่งเสร็จก็กินกาแฟที่ร้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าไปทำงานต่อได้ โดยจะเริ่มวิ่ง 7 โมงเช้า จากถนนนิมมานเหมินท์ไปสวนข้างหอประชุม มช. วน 3 รอบ แล้วก็กลับมาที่ร้าน ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรพอดี
เมื่อมีกิจกรรมวิ่งแล้วจึงมีไอเดียอยากจัดกิจกรรมปั่นจักรยานด้วย ขณะที่ก็มีพนักงานในร้านที่ปั่นจักรยานอยู่แล้ว จึงต่อยอดเป็นกิจกรรม Tuesday Ride
Tuesday Ride เป็นกิจกรรมปั่นจักรยานวันอังคารที่อาจไม่เหมาะกับคนเริ่มปั่นใหม่ เพราะจะมีการระบุความเร็วในการปั่นว่าเท่าไหร่ ระยะทางเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ไป-กลับ 80 กิโลเมตร ซึ่งจะมีความจริงจังกว่า เส้นทางก็จะใช้คนละเส้นกับการวิ่ง ส่วนใหญ่จะไปทางเส้นคันคลองหรือไม่ก็ขึ้นดอยสุเทพ เรียกว่าเส้นทางจะเปลี่ยนตลอด
“กิจกรรมวิ่งจะมีนักวิ่งประจำมาแล้ว เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติ นักท่องเที่ยว บางคนจะทักมาว่ามาเชียงใหม่ช่วงนี้ มีวิ่งไหม กี่โมง ส่วนกิจกรรมปั่นจักรยานเพิ่งเริ่มไม่นาน แต่ก็มีคนมาร่วมกิจกรรมเยอะเลย”

กาแฟที่เป็นจุดเชื่อมสู่อนาคต
“สำหรับเราการสร้างแบรนดิ้งต้องชัด คือลูกค้าพูดถึงชื่อร้านนี้แล้วต้องเห็นภาพอะไรบ้าง สมมติพูดถึงร้าน TANN ลูกค้าจะนึกถึงการวิ่งกับกาแฟ แล้วก็มีขนม มีอาหาร” เสกเล่าถึงวิธีการบริหารธุรกิจ ซึ่งเขามองว่าการสร้างแบรนดิ้งนั้นสำคัญมาก
ขณะที่เขาเชื่อว่า เทรนด์การเปิดร้านค้าที่ผสมผสานกับเรื่องอื่น เช่น กีฬา เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านเพื่อกินกาแฟได้มีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกีฬาและชอบดื่มกาแฟ “เทรนด์แบบนี้น่าจะมาเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าจะเอาอะไรมาผสมผสาน แต่เรื่องสุขภาพจะไม่ลดลง น่าจะบูมขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทรนด์ longtivity กำลังมา” เสกเล่าสรุป
“ตอนนี้คนออกมาวิ่งเยอะมาก จะเป็นกลุ่มรันคลับหรือไม่รันคลับก็ตาม บางคนเลิกงาน 5 โมง เปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาวิ่ง หรือบางคนตื่นเช้าไปวิ่งถนน วิ่งสนาม วิ่งเทรล พอเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงานต่อก็มี ด้วยภูมิประเทศของเชียงใหม่มันค่อนข้างตอบโจทย์สุดๆ คือ 15 นาที ไปถึงหมดเลย
“สิ่งที่เราทำจึงเป็นการใช้กาแฟเป็นจุดเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เป็นจุดส่วนกลางที่ดึงดูดความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของกีฬา การวิ่ง การปั่นเข้ามา แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไปดึงคนมาสร้างคอมมิวนิตี้อีกที”