‘โพยก๊วน’ ธุรกิจส่งสารความอาทร ของชาวจีนโพ้นทะเลถึงครอบครัว ที่กลายเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

“จากเมียรักมา 8 ปีกว่าแล้ว ใจคิดถึงลื้อ”

“เมืองไทยอยู่ฝั่งนี้ ตึ่งซัว (เมืองจีน) อยู่ฝั่งนู้น แต่ลื้ออยู่ในใจอั๊ว”

ข้อความสั้นๆ ถูกจดบันทึกด้วยปลายพู่กันหมึกจีนบนกระดาษขนาดประมาณ 14×20 เซนติเมตร บรรจงพับเป็นทบใส่ลงในซองจดหมาย แนบจำนวนเงินตามกำลังทรัพย์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย บ้างแนบรูปถ่ายใบน้อย ก่อนแสตมป์ตรีตราไปรษณีย์พลันถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นแรมวัน จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงปลายทางที่จีน ที่ที่ความคิดถึงกำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ 

ใครที่เป็นลูกหลานไทยเชื้อสายจีนน่าจะพอเคยได้ยินเรื่องเล่า ที่อากงอาม่าผู้โล้สำเภามาจากแดนมังกรได้ฝากข้อความคิดถึงพร้อมส่งเงินหรือของมีค่าต่างๆ กลับไปยังบ้านเกิด ซึ่งการส่งอะไรกลับไปแต่ละครั้งใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย คนละแบบกับตอนนี้ที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ หรือมีโทรศัพท์และโซเชียลที่นึกคิดอยากจะโทรหา พิมพ์แชตฝากข้อความเมื่อไหร่ก็ได้

นั่นทำให้การส่งจดหมายพร้อมทรัพย์สินมีค่ากลับไปในยุคนั้นต้องพึ่งพา ‘โพยก๊วน’ (批馆) ที่เป็นการผสมคำมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วสองคำ คือ ‘โพย’ (批) ที่หมายถึงจดหมายและเงิน กับคำว่า ‘ก๊วน’ (馆) ที่แปลว่าสถานที่ต่างๆ รวมกันมีความหมายได้ว่า สถานที่ที่รับ-ส่งโพย

โพยก๊วนนี้เองกลายเป็นสารตั้งต้นที่ หลาน หงชุน (Lan Hongchun) นำมาใช้ในการสร้าง Dear You หรือในชื่อภาษาไทยว่า จดหมายรักถึงอาม่า ภาพยนตร์แนวดราม่าที่เล่าเรื่องราวความผูกพันของแต้ บักเซ็ง ชายชาวจีนหนานหยาง (ชาวจีนทางตอนใต้ของจีน เช่น ฮกเกี้ยน ไหหลำ และกวางตุ้ง) ที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลหนีความอดอยากและความไม่สงบในประเทศจากการกวาดล้างของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ในช่วงปี 1959 มาสร้างเนื้อสร้างตัวในต่างแดนแล้วส่งเงินกลับบ้าน ด้วยการถีบสามล้อรับ-ส่งที่ไทย แถวสำเพ็ง ถนนเยาวราช โดยจำใจทิ้งซก ยิ้ว ภรรยา และลูกๆ ทั้งสามไว้ที่บ้านเกิด

โพยก๊วนไม่เพียงเป็นแค่ ‘คีย์เวิร์ด’ ที่ทำให้ Dear You ถูกสร้างขึ้นมา แต่หากเจาะลึกลงไปยังพบว่า นี่เป็นธุรกิจที่แบกรับความคิดถึง ความรัก และความห่วงใย จากชาวจีนโพ้นทะเลที่ออกมาผจญโชคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และมลายู ในยุคที่ระบบธนาคารข้ามประเทศยังไม่แข็งแรง และการสื่อสารยังเป็นเรื่องของการเขียนโต้ตอบด้วยน้ำหมึกบนกระดาษ ชนิดที่ในเวลาต่อมาโพยก๊วนถูกยกให้เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World)

ธุรกิจโพยก๊วนคืออะไร มีระบบแบบไหน เหตุใดถึงเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของชาวจีนโพ้นทะเล เราขอชวนมาหาคำตอบพร้อมกันต่อที่ด้านล่างนี้

ธุรกิจรับ-ส่งความคิดถึงที่ถูกยกย่องว่าเป็นต้นแบบของการโอนเงินข้ามประเทศ

ก่อนอื่นอยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมชาวจีนโพ้นทะเลถึงไม่ส่งสาร เงินตราและของมีค่าผ่านทางไปรษณีย์ หรือทางธนาคารทางใดทางหนึ่ง แต่เลือกใช้บริการจากร้านโพยก๊วนซึ่งเป็นเอกชน ที่มีใบรองรับการประกอบกิจการจากประเทศต้นทางก็จริง แต่ไม่ได้มีกฎหมายรองรับความปลอดภัยใดๆ กำกับแก่ผู้ใช้บริการ

เหตุผลข้อแรกคือในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไทย-จีน ไปจนถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีระบบธนาคารพาณิชย์ที่เชื่อมต่อระหว่างกัน ธนาคารของรัฐเองก็ยังไม่มีระบบโอนเงินข้ามประเทศสำหรับแรงงานต่างชาติ ส่วนระบบ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ก็ดูเป็นเรื่องยากจะเข้าถึง

ข้อที่สอง การจะส่งสิ่งของมีค่าผ่านไปรษณีย์ถือว่าทำได้ก็จริง แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญหายระหว่างทางได้เช่นกัน

จากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ เลน เจ. แฮร์ริส (Lane J. Harris) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และเอเชียศึกษาชาวอเมริกัน และหนังสือ Dear China: Emigrant Letters and Remittances, 1820–1980 ระบุไว้ว่า ธุรกิจโพยก๊วนถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ pain point ข้างต้น โดยเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือพ่อค้า เจ้าของธุรกิจเดินเรือ หรือผู้นำชุมชนชาวจีน ที่ใช้พื้นฐานเครือข่ายเส้นสายที่มีในการตั้งต้นธุรกิจ

หน้าตาของโพยก๊วนที่ถูกใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Dear You

โดยโพยก๊วนถือเป็นบริการครบวงจร ไล่ตั้งแต่ผู้ใช้บริการต่อแถวรอพบ ‘เซ็งแซ’ (先生) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ในการอ่านและเขียนภาษาจีน จะเป็นผู้จดบันทึกข้อความที่ผู้ใช้บริการต้องการส่งไปหาญาติ (เนื่องจากแรงงานจีนส่วนใหญ่อพยพมามาจากครอบครัวชนชั้นรากหญ้าจึงอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้) 

จากภาษาพูดห้วนๆ นี้เอง เซ็งแซจะแปรให้กลายเป็นคำที่สละสลวย ที่ผู้อ่านอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงอณูความนึกคิดที่ถูกส่งมา

จากนั้นร้านโพยก๊วนจะแยกจดหมายกับเงินที่ต้องการส่งไปจีนออกมาเป็นสองส่วน 

ส่วนจดหมายรวบรวมก่อนจะส่งผ่านไปทางเรือ 

ขณะที่เงินจะถูกจดบันทึกคล้ายบัญชีธนาคาร ก่อนจะทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตรา (จากบาทเป็นหยวน) แล้วจึงแจ้งมูลค่าที่ต้องการโอนไปถึงร้านโพยก๊วนปลายทางในจีน เพื่อทำการส่งเงินไปยังจุดหมายตามที่แจ้งต่อไป

ความพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า จดหมายของโพยก๊วนจะถูกส่งไปถึงที่หมายได้อย่างถูกต้อง แม้มณฑลนั้นจะกว้างใหญ่ไพศาล หรือบ้านหลังนั้นจะอยู่หลังหุบเขาลึก คำตอบคือ ร้านโพยก๊วนส่วนใหญ่เจ้าของจะเป็นคนที่อยู่ในมณฑลนั้นๆ เป็นทุนเดิม ยกตัวอย่างเช่น  “ส่งให้บ้านตระกูลลิ้ม หมู่บ้าน XX อำเภอเถ่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง” ร้านโพยก๊วนก็จะเข้าใจทันที 

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าร้านโพยก๊วนแต่ละร้านจะรับฝากแค่จากคนมณฑลเดียวกันเท่านั้น เช่นร้านโพยก๊วนของคนจีนกวางตุ้ง ก็จะรับแค่จดหมายจากคนจีนกวางตุ้งเท่านั้น ด้วยความคุ้นชินพื้นที่ทำให้การส่งสารเป็นเรื่องง่าย โดยผู้ที่ทำหน้าที่ส่งสารจะถูกเรียกว่า ‘จุยแคะ’ (水客) หน้าที่แทบไม่ต่างจากบุรุษไปรษณีย์

เบ็ดเสร็จรวมค่าบริการโพยก๊วนตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ที่ 17-20 บาท

เซ็งแซผู้จดบันทึกข้อความลงในจดหมาย
ภาพบริการโพยก๊วนในคริสต์ศตวรรษที่ 19

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ไปจนถึงบรรดาสถาบันทางการเงินระดับโลกต่างยกย่องให้โพยก๊วนเป็นระบบการเงินระหว่างประเทศยุคเริ่มต้นที่แข็งแรงและมีการทำงานอย่างเป็นระบบ 

แน่นอนว่าการมีระบบแค่อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ยังต้องอาศัย ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ของหัวอกแรงงานที่ต้องจากบ้านมาไกลเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่น คล้ายกับประโยคสุดฮิตจากหนังกำลังภายในที่ว่า มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ก็มิปาน

ธุรกิจที่ UNESCO ยกให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

ในภาพยนตร์เรื่อง Dear You จะเห็นว่า โพยก๊วนถูกยกให้เป็นสัญญะของ ‘ความทรงจำ’ และ ‘ความรัก’ ที่อาม่าซก ยิ้ว มีต่ออากงแต้ บักเซ็ง จดหมายทุกฉบับ เงิน ข้าวของมีค่า อาม่าล้วนใส่กล่องเหล็กปิดฝาแน่นสนิทเก็บไว้เป็นอย่างดี

นึกตามคงไม่แปลกที่เราจะเก็บข้าวของมีค่าที่คนรักทิ้งไว้ดูต่างหน้ายามคิดถึง แต่ในยุคที่การสื่อสารยังไม่ก้าวหน้า ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโซเชียล โพยก๊วนกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนสองคนที่อยู่ห่างกันไกลข้ามประเทศยังคงติดต่อถึงกันได้ และทำให้รู้ว่าอีกฝั่งยังมีคนหนึ่งคนที่รออยู่ตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของโพยก๊วนค่อยๆ เลือนหายดุจความทรงจำสีจาง จากการเข้ามาแทนที่ของโทรศัพท์ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่แน่นแฟ้นนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมานั่นทำให้ระบบโอนเงินข้ามประเทศของธนาคารพาณิชย์มีความปลอดภัยมากขึ้น กระทั่งโพยก๊วนแต่ละร้านทยอยปิดตัวลงในที่สุด

สิ่งที่โพยก๊วนเหลือไว้บนโลกนี้เอง องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนยกย่องเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ในปี 2013 โดยมีการเก็บรักษาโพยก๊วนของจริงที่เหลืออยู่ไว้ราว 170,000 ฉบับ ในขณะที่ประเทศจีนที่ พิพิธภัณฑ์เมืองแต้จิ๋ว (Chaozhou Museum) ก็มีนิทรรศการจำลองการมีอยู่ของธุรกิจโพยก๊วนไว้

โพยก๊วนที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑ์

ซึ่งนอกจากจะเป็นสารตัวแทนของชาวจีนโพ้นทะเล ยังมีการบันทึกไว้อีกว่า มีเงินจำนวนหลายร้อนล้านหยวนจากโพยก๊วนที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนต่อปี อย่างของไทยในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2490-2491 ที่มีการประเมินไว้ว่า มีการโอนเงินจากไทยกลับสู่จีนถึง 800 ล้านบาท

แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนตั้งอยู่และดับไป โพยก๊วนเองก็เช่นกัน เพียงแต่สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นแค่ธุรกิจหรือระบบ แต่เป็นอีกหนึ่ง ‘จดหมายเหตุ’ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชนชาติจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในไทย บ้างได้มีโอกาสกลับบ้านเกิด บ้างตัดสินใจสร้างชีวิตใหม่ในฐานะคนไทยเชื้อสายจีน ที่ลูกหลานยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่า ทุกธุรกิจที่เกิดขึ้นมาล้วนมีค่าต่อความเป็นอยู่ของผู้คนมากแค่ไหน เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่อง Dear You พยายามบอกว่า การได้เห็นแค่ตัวหนังสือเพียงหนึ่งหน้ากระดาษก็ทำให้ชายคนหนึ่งกัดฟันสู้กับทุกสิ่ง หรือหญิงสาวตัวคนเดียวที่สามารถเลี้ยงลูก 3 คนจนเติบใหญ่ได้ 

และธุรกิจแห่งการสื่อสารจะยังคงเปี่ยมด้วยพลังเช่นนั้นอยู่ ต่อให้จะวิวัฒนาการกลายเป็นโทรศัพท์หรือโซเชียลก็ตาม การได้ติดต่อพูดคุยกับคนรักในช่วงเวลาเพียงสั้นก็มากพอที่จะทำให้มีพลังอยู่บนโลกใบนี้ต่อ

ผู้เขียนคิดว่าใครที่ทำงานไกลบ้านน่าจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ดี ต่อให้คุณจะไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีนก็ตาม

อ้างอิง 

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like