อบได้เมื่อภัยมา

ยามาซากิ ขนมปังที่ถึงมือเมื่อมีภัย ดูแลวิกฤตด้วยลิขิตพระเจ้า

ในยามที่ตกอยู่ในภาวะภัยพิบัติ ขนมปังสักก้อนที่ยังคงนุ่ม ทานง่าย ย่อมเป็นสิ่งที่มีความหมายทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้คน

นั่นคือสิ่งที่เรามักเห็นจากบทบาทของเครือยามาซากิผ่านเรื่องราวในหลายๆ ครั้งเมื่อหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นประสบภัย โดยเฉพาะภัยแผ่นดินไหว โลกโซเชียลหรือข่าวมักจะพูดถึงการนำส่งขนมปังอบใหม่ของเครือยามาซากิที่ส่งตรงไปช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติแทบจะในทันที

การช่วยเหลือที่เกิดขึ้น แม้แต่ตัวโรงงานของยามาซากิเอง จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัตินั้น แต่ระบบการผลิตและขนส่งอันยอดเยี่ยมของยามาซากิ กลับพร้อมที่จะนำส่งขนมปังจากโรงงานข้างเคียง 

และที่สำคัญคือทางแบรนด์ถือว่าการส่งมอบความช่วยเหลือถือเป็นความสำคัญอันดับแรก

ด้วยหลายเงื่อนไขที่น่าสนใจ ถ้าเรามองย้อนไปยังประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของยามาซากิ ตัวแบรนด์สัมพันธ์อย่างซับซ้อนกับการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก ทั้งจากการที่ข้าวสาลีกลายเป็นอาหารหลักในยุคหลังสงคราม การรับเทคโนโลยีในการผลิต 

และที่น่าแปลกใจกว่านั้น ในแบรนด์รูปพระอาทิตย์กลับมีนัยของการรับเอา ‘ความคิดแบบคริสเตียน’ ซึ่งมีจุดพลิกผันสำคัญหลังจากที่แบรนด์เกิดวิกฤต ทำให้เกิดนิยามปรัชญาของแบรนด์ขึ้นใหม่ โดยตีความว่าหายนะในครั้งนั้นคือคำเตือนของพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยหลายเงื่อนไขที่เกิดขึ้นร่วมกัน ทั้งการหยั่งรากทั้งความคิดของการผลิต การที่อาหารหลักโดยเฉพาะขนมปังกลายเป็นอาหารเช้า และลักษณะเด่นของกิจการแบรนด์ขนมปังที่ต้องมีระบบการผลิตและขนส่งที่แข็งแกร่ง รวมถึงการรับเอาความคิดเรื่องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้ยามาซากิไม่ใช่แค่ร้านขนมปังที่เราจะอุ่นใจในความนุ่มของขนม

แต่เป็นแบรนด์ที่พร้อมจะหยิบยื่นขนมปังในช่วยเวลาของความขาดแคลน

ขนมแผ่นดินไหว ชินจูกุ และเมล็ดพันธุ์ของศรัทธา

การเกิดขึ้นของอาณาจักรขนมยามาซากิคล้ายกับอีกหลายแบรนด์ในญี่ปุ่น คือการที่มีคนซึ่งจริงๆ ก็เป็นคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เกิดขึ้นมาในยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ามาของอุตสาหกรรม และการมีหลักคิดใหม่ๆ บางอย่าง จนสุดท้ายก็สร้างสิ่งที่กลายเป็นกิจการหรืออาณาจักรระดับนานาชาติ

ยามาซากิเริ่มต้นในช่วงปี 1948 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ก่อตั้งคือ อิอิจิมะ โทจูโร่ (Iijima Tojuro) ชายหนุ่มที่เกิดในยุคเมจิ หรือช่วงปี 1910 แต่เดิมโทจูโร่เป็นลูกหลานครอบครัวที่ทำการเกษตร ค้าขายธัญพืช แต่เมื่ออายุได้ 15 ปี คุณพ่อของโทจูโร่ก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้โทจูโร่ต้องลาออกจากการเรียน และไปทำงานในเมืองที่ร้านขนมในย่านชินจูกุชื่อ นากามูระยะ 

ตามตัวเลขแล้ว ปีที่โทจูโร่ไปทำงานที่ร้านนากามูระยะ น่าจะเป็นราว 2 ปีหลังจากที่กรุงโตเกียวเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่คันโต (ปี 1923) ตามประวัติของร้านนากามูระยะ (Nakamuraya) ระบุว่า ย่านชินจูกุหรือกลางเมืองโตเกียว รอดพ้นจากแผ่นดินไหวใหญ่มาได้ และในช่วงเวลานี้เองที่โทจูโร่ได้เข้าทำงานในร้าน ซึ่งเจ้าของร้านคือไอโซ โซมะ (Aizō Sōma) เจ้าของกิจการที่เป็นคริสเตียนที่เคร่งศาสนา เป็นหนึ่งในนักคิดและนักธุรกิจคนสำคัญของญี่ปุ่นที่รับเอาศิลปะ วิธีคิด รวมถึงวิถีแบบตะวันตกและโลกเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น

เราอาจจะนึกภาพร้านนากามูระยะเป็นร้านขนมเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วนากามูระยะเป็นเหมือนพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีลักษณะคล้ายคาเฟ่แบบซาลง (Salon) เป็นที่รวมตัวของปัญญาชน นักคิด เป็นพื้นที่ที่ความเป็นสมัยใหม่และความเป็นตะวันตกผสมผสานเข้าหากัน มีการทดลองผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายเช่นแกงกะหรี่แบบอินเดีย ขนมปังแบบรัสเซีย ขนมไหว้พระจันทร์หรือซาลาเปาของจีน เจ้าของกิจการและภรรยาเองก็เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะและวัฒนธรรม วรรณกรรม กวีนิพนธ์

สำหรับร้านนากามูระยะแล้ว จุดที่ดูจะเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญที่โทจูโร่ได้รับ และสะท้อนออกมาผ่านกิจกรรมคือ เมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหว ร้านนากามูระยะได้ผลิตสินค้าสำคัญ 3 อย่าง คือ ขนมปังแผ่นดินไหว ซาลาเปาแผ่นดินไหว และขนมปังบริการ ออกขายในราคาเท่าทุนให้กับผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่คันโต และในทุกๆ วันที่ 1 กันยายนของทุกปี จะมีการจัดงานลดราคาพิเศษเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ซึ่งปรัชญาหนึ่งที่โทจูโร่ได้รับการถ่ายทอดมาคือหลักการการทำสินค้าที่ดีด้วยมือตัวเอง แล้วขายในราคาถูก เป็นหลักคิดที่เริ่มมองเห็นความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

สงคราม ครูพละ และผู้ประกอบการ

ชีวิตของโทจูโร่ผ่านเหตุการณ์ผันผวนของญี่ปุ่นตามรอยหลายๆ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ผ่านยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตมากมาย ผ่านแผ่นดินไหว ไปทำงานที่ร้านขนม ผ่านสงคราม และใช้ชีวิตเติบโตในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก โดยโทจูโร่เป็นหนึ่งในคนที่อยากเรียนหนังสือ หลังจากทำงานที่ร้านได้สักพักจึงลาออกและมุ่งมั่นสอบเข้าสถาบันฝึกหัดครูซึ่งต่อมาคือ Tokyo Gakugei University ในตอนนั้นการแข่งขันสูงมาก แต่โทจูโร่ก็สอบได้ หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักกรีฑา เลือกเรียนวิชาการสอนวิชาพละ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นครู โดยในสมัยนั้นสถาบันการศึกษาของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลแบบทหาร แต่โทจูโร่กลับเป็นครูแบบที่ไปคลุกคลีกับเด็กๆ และถ้ามองในระดับความคิด โทจูโร่เป็นครูแบบที่เชื่อว่าศักยภาพของเด็กๆ มาจากความแข็งแรงของร่างกาย เขาจึงเป็นครูที่เด็กๆ รักและให้ความสนิทสนมคนหนึ่ง

และแน่นอน เมื่อสงครามก็เข้ามา จากครูพละโทจูโร่ก็กลายไปเป็นทหารอยู่ 4 ปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่ออิอิจิมะปลดประจำการ กลับไม่ได้กลับมาเป็นครูทันที แต่เขาเลือกที่จะเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่ของกองทัพเดิมที่จังหวัดชิบะ ตรงนี้ถือว่าตัวเขาเองได้ทดลองเป็นผู้ประกอบการด้วยการก่อตั้งสหกรณ์ เริ่มต้องบริหารคน บริหารแรงงาน บริหารผลผลิตให้กับสมาชิกสหกรณ์

ในบทความรำลึกของมหาวิทยาลัย Tokyo Gakugei ระบุถึงเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจของการเริ่มกิจการธุรกิจอาหาร คือเมื่อสหกรณ์เกิดปัญหาไต้ฝุ่นทำให้ฟางข้าวเปียกน้ำ อิอิจิมะจึงเอาข้าวเปลือกเปียกไปแลกเพื่อทำปุ๋ยโดยแลกเป็นแป้งสาลีได้เป็นจำนวนมากมา ตรงนี้เองที่เขาเริ่มเชื่อมต่อการจัดการวัตถุดิบกับทักษะที่ได้มาจากการทำงานร้านนากามุระยะ

ในปี 1948 คือเมื่อโทจูโร่อายุได้เกือบ 40 ปี จึงได้เริ่มกิจการขนมอบเล็กๆ ของตัวเองที่สถานีรถไฟเคเซอิจิคาวะ (Keisei Ichikawa) การทำร้านเบเกอรีในยุคหลังสงครามไม่ใช่การทำร้านขนมใหญ่ ยามาซากิเบเกอรีเริ่มต้นจากการเปิดบริการรับอบขนมปังจากวัตถุดิบคือแป้งสาลีที่ได้จากแบ่งสันปันส่วนในช่วงนั้น

ขนมปังก็เริ่มอบจากขนมปังคอปเปะปัง หรือขนมปังโรงเรียนที่หน้าตาเหมือนขนมปังฮอตด็อก ขนมปังรัสเซีย รวมถึงขนมปังไส้หวาน เช่น ถั่วแดงและขนมปังครีม วิธีการขายของโทจูโร่ในยุคแรกคือการเอาขนมปังใส่รถลากและเร่ขายไปตามชุมชนรอบๆ โดยที่รถแขวนป้ายที่มีข้อความสำคัญจากพระคัมภีร์คือ ‘พระเจ้าคือความรัก’

ตรงนี้เองมีแทรกเล็กๆ คือจุดเริ่มของชื่อแบรนด์ ไม่ได้มาจากนามสกุลอิอิจิมะเอง แต่มาจากการยืมชื่อสกุลของน้องสาวชื่อฮิโรโยะที่ออกเรือนไป เพราะชื่อสกุลอิอิจิมะ ไม่สามารถใช้ได้เพราะไปจดทะเบียนกับการก่อตั้งสหกรณ์แล้ว

เบเกอรีในยุคหลังสงคราม จึงว่าด้วยการทำขนมปังที่เป็นของดีราคาถูก การคิดถึงลูกค้ามาก่อนสิ่งอื่นใด ซึ่งกลายเป็นรากฐานของกิจการขนมอบของยามาซากิที่ได้รับการหล่อหลอมมาอย่างยาวนาน ทั้งในแง่ทักษะอาชีพ ความเป็นผู้ประกอบการ กระทั่งศรัทธาในพระเจ้าก็ยังปรากฏในการต่อสู้ในยุคแรกของการกระจายสินค้าขนมปังของตน

ขนมปังแผ่น สายพานการผลิต และอาหารเช้าของครัวเรือน

กิจการเบเกอรีของยามาซากิค่อยๆ ขยับขยายอย่างเป็นลำดับ จริงๆ ร้านยามาซากิเองทำขนมปังหลากหลาย และญี่ปุ่นรวมถึงกิจการขนมปังโลกในยุคนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาขนมปังหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำให้ขนมปังกลายเป็นอาหารประจำของทุกครัวเรือน คือ ‘ขนมปังแผ่น’

ใช่แล้ว ขนมปังแผ่นแบบที่บ้านเราคุ้นเคย คือขนมปังก้อนที่ถูกหั่นเป็นแผ่นๆ แล้วบรรจุในถุง สามารถหยิบขึ้นปิ้ง นาบกระทะ หรือทาเนยและแยมได้ในทันทีนี่แหละ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำให้การกินขนมปังกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน

การเกิดขึ้นของขนมปังแผ่นเป็นอีกการคิดค้นและแก้ปัญหาการขายขนมปังซึ่งต้องใช้เครื่องจักรช่วย จากญี่ปุ่นเราขอย้อนไปที่อเมริกาในทศวรรษ 1920 เล็กน้อย ในยุคนั้นขนมปังที่จำหน่ายมีปัญหาคือ เมื่อเย็นแล้วจะนุ่มเกินไป ทำให้เมื่อแม่บ้านนำไปหั่นที่บ้าน จะเสียรูป ขนมปังที่หั่นไว้ก็เสียง่าย ในตอนนั้นวิศวกรนามว่า อ็อตโต เฟรเดอริก รอเวดเดอร์ (Otto Frederick Rohwedder) จึงแก้ปัญหาด้วยการคิดค้นเครื่องหั่นขนมปังที่เมื่อหั่นแล้วจะห่อด้วยกระดาษไขในขั้นตอนเดียว ขนมปังก็ไม่แห้ง ไม่เสียง่าย

สำหรับขนมปังแผ่นในญี่ปุ่น เฉพาะแค่เรื่องขนมปังหั่นแผ่น (sliced bread) แบบพร้อมรับประทาน ตัวมันเองก็มีเรื่องราวจากหลายร้านขนมปัง เช่น ขนมปังแบบอังกฤษที่อบขนมปังในพิมพ์สี่เหลี่ยมที่เมืองโยโกฮาม่า และที่สำคัญคือการเกิดขึ้นของขนมปัง ‘Daily Bread’ ในปี 1952 จากร้านชินชินโด ซึ่งถือเป็นขนมปังหั่นชิ้นที่ร้านขนมปังทำขายอย่างเป็นทางการ

กลับไปที่ยามาซากิ ร้านเบเกอรีของยามาซากิค่อยๆ ประสบความสำเร็จในการตั้งพื้นที่ผลิตในกรุงโตเกียวคือโรงงานเรียวโกคุ (Ryogoku Factory) ในปี 1951 และตั้งโรงงานอิจิคาวะแห่งที่ 2 ในปี 1955

ในบริบทของญี่ปุ่นในตอนนั้นรัฐบาลได้ออกนโยบายให้เด็กๆ กินขนมปังเป็นอาหารหลักในโรงเรียน ทำให้การกินขนมปังเริ่มกลายเป็นชีวิตประจำวันและได้รับความนิยม อิอิจิโร่ซึ่งมีความสนใจในเทคโนโลยีและมองเห็นว่าการผลิตแบบเดิมผลิตไม่ทันความต้องการ โรงงานอิจิคาวะแห่งที่ 2 นี้จึงถือเป็นโรงงานแรกของญี่ปุ่นที่นำเอาเทคโนโลยีจากทั้งระบบสายพานและการอบในระบบอุตสาหกรรม ทั้งจากอเมริกาและยุโรปเข้ามาใช้เป็นโรงงานแรก

สิ่งที่โรงงานยามาซากิผลิตก็คือ ขนมปังแผ่น หรือคือโชกุปัง ซึ่งกลายเป็นสินค้าสำคัญ คือเปลี่ยนจากการผลิตในระดับเบเกอรีท้องถิ่น ปฏิวัติให้ขนมปังแผ่นกลายเป็นสินค้าที่มีราคาถูกลง

ตรงนี้เองที่เงื่อนไขของขนมปังในเครืออุตสาหกรรมแบบยามาซากิถือกำเนิดขึ้น จุดเด่นของอุตสาหกรรมคือการมีฐานการผลิตที่แข็งแรง มีการกระจายตัวของแหล่งผลิต และมีระบบขนส่งเพื่อกระจายสินค้าที่แข็งแรง ซึ่งยามาซากิเองก็ค่อยๆ ขยายโรงงานไปยังภูมิภาคต่างๆ และวางระบบขนส่งที่ครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ขนมปังแผ่นที่ราคาเข้าถึงได้ ยังนุ่มนวล สดใหม่ จึงค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่บ้านของผู้คน การผลิตที่ยังคิดถึงการทำสินค้าสดใหม่ ในราคาประหยัด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการกินขนมปังแผ่นเป็นมื้อเช้าของชาวญี่ปุ่น

บทบาทของโทจูโร่จึงไม่ใช่แค่การพัฒนากิจการ แต่ตัวเองยังอยู่ในสมาคมอุตสาหกรรมขนมปัง เป็นผู้ทำให้อุตสาหกรรมขนมปังของญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นยุคสมัยใหม่ และยกระดับอาหารและการกินของชาวญี่ปุ่น

เพลิงจากพระเจ้า ปรัชญาของเมล็ดข้าวสาลี

ในทศวรรษหลังจากนั้น เมื่อเริ่มผลิตขนมปังจำนวนมหาศาลและการขยายฐานการผลิต ในแง่การบริหารก็เกิดความขัดแย้งจากแนวทางการบริหารไม่ตรงกันของพี่น้อง คือโทจูโร่ และอิชิโร่ น้องชาย และโนบุฮิโร ลูกชาย (ตอนนั้นอายุราว 32 ปี) โดยความขัดแย้งของสามคนในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ระดับวงการธุรกิจของประเทศ แต่ในที่สุดก็หาทางออกด้วยการเข้ารับศีล ใช้แนวทางศาสนาช่วย โดยโนบุฮิโรเข้ารับศีลจุ่มในปี 1973

โนบุฮิโระให้สัมภาษณ์ว่า เขายังจำเหตุการณ์หนึ่งได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน คือเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ที่โรงงานที่เมืองมุซาชิโนะ (Musashino city) ซึ่งเกิดเพลิงไหม้ใหญ่และโรงงานราบเป็นหน้ากลอง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพียง 11 วันหลังเข้ารับศีล โดยโรงงานถือเป็นโรงงานขนมปังที่ใหญ่ที่สุดระดับที่ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่เป็นระดับโลก เป็นตัวแทนของนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทศวรรษ

ผลคือ โทจูโร่กลับไม่ได้น้อยใจในโชคชะตา และตีความว่า เพลิงนั้นคือคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งกำไรจนเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยถือว่าเพลิงนั้นเป็นจุดเริ่มใหม่ของยามาซากิ ภายใต้พระหัตถ์ที่เร้นกายของพระองค์(New Yamazaki under God’s hidden presence)

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้บริษัทยามาซากิเปลี่ยนหลักการ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจการจากกำไรสู่การบริการสังคม 

สิ่งที่ลงตัวกันอย่างพอดีคือ เมื่อบริษัทเผชิญกับวิกฤตคือเพลิงไหม้ ทำให้ยามาซากิพัฒนาระบบขนส่งและการผลิตให้สามารถวิกฤตได้ คือมีความยืดหยุ่นในการผลิต มีโครงข่ายขนส่งที่ครอบคลุมและพร้อมจะทดแทนการผลิตขนมปังข้ามกันไปมาได้ เพื่อให้พื้นที่ต่างๆ มีขนมปังสดใหม่จำหน่ายได้เสมอ 

ซึ่งตรงนี้เองได้กลายจุดเด่นของกิจการขนมอบขนาดใหญ่ ด้วยเงื่อนไขทั้งของตัวกิจการขนมปังที่ต้องยืดหยุ่นในตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะรับมือกับวิกฤต เมื่อผสมกันกับปรัชญาใหม่ของการดำเนินกิจการ จึงทำให้ยามาซากิเป็นแบรนด์ที่มีทั้งศักยภาพและมีใจในการส่งมอบขนมปังในยามยากได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมรับมือและจัดการวิกฤตในระดับภัยพิบัติได้อยู่เสมอ

ปรัชญาสำคัญที่โทจูโร่ยึดมั่น คือข้อความจากพระวรสารนักบุญยอห์น 12:24 ‘ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงดินและตายไป ก็จะคงอยู่เมล็ดเดียว แต่ถ้าตายไปแล้วก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก’ หมายถึงการเสียสละเพื่อให้เกิดผลอันงอกงาม ซึ่งอุปมานี้ว่าด้วยเมล็ดข้าวสาลี ซึ่งยึดโยงตั้งแต่ภูมิหลังของครอบครัว จนเปลี่ยนมาสู่หลักของการอุทิศตน ละความเห็นแก่ตัวเพื่อให้เกิดความงอกงามขึ้นในสังคม 

ในที่สุดกิจการของยามาซากิจึงกลายเป็นแบรนด์เช่นที่เราเห็น ไม่ใช่เป็นเพียงร้านขนมปังอบอุ่นที่ราคาเข้าถึงได้

แต่ยังเป็นห่อขนมปัง ที่มักปรากฏในพื้นที่ภัยพิบัติ เป็นขนมปังที่จะอยู่ในมือ ของผู้คนที่ต้องการมันมากที่สุด

ในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

อ้างอิง

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like