The Cup of Opportunity

รวมกลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่ควรค่าแก่การจดจำ

ไม่รู้ว่าทีมที่คุณเชียร์จะสมหวังหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศึกฟุตบอลโลกหนนี้สนุกกว่าที่คาดหวังเอาไว้มากเลยทีเดียวสำหรับเกมในสนาม เราได้เห็นการทำผลงานระดับสุดยอดของเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ในตำนาน ไปจนถึงทีมที่มาเพื่อฝากร่องรอยไว้ในความทรงจำอย่างทีมชาติกาบูเวร์ดี

แต่ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่มิติของเกมการแข่งขัน ยังมีเรื่อง ‘นอกสนาม’ ที่เขยิบออกมาจากการไล่หวดลูกกลมๆ ในสนามอีกนิดหน่อย ซึ่งความสนุกและความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย

วันนี้เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลาฟุตบอลโลก 2026 เลยรวบรวมเอากลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลกที่ควรค่าแก่การจดจำเอามาฝากชาว Capital กันอีกที

🏆 Overload : ให้มันเป็นสีชมพู

ภาพความทรงจำของฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นสุดมหัศจรรย์ หรือการแก้เกมระดับตำนาน

เพราะหนึ่งในเรื่องที่เราจะจดจำฟุตบอลโลกหนนี้ได้อย่างแน่นอนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปีคือฟุตบอลโลกหนนี้มันเป็นฟุตบอลโลกสีชมพู

สีชมพูที่ว่าไม่ได้มาจากชุดแข่งหรืออะไร แต่มาจากรองเท้าฟุตบอล หรือที่เรียกติดปากคนไทยว่ารองเท้าสตั๊ด (จริงๆ สตั๊ดหมายถึงปุ่มเหล็กที่ขันยึดติดกับพื้นรองเท้า) ซึ่งนักฟุตบอลแทบทุกคนจะใส่รองเท้าสีชมพูกันไปหมดเลย

เรื่องนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจทั้งหมด มันเป็นความตั้งใจด้วยครึ่งหนึ่งและความบังเอิญอีกครึ่งหนึ่ง เพราะผู้ผลิตรองเท้าฟุตบอลรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็น Nike, adidas หรือ PUMA ต่างออก ‘แพ็ก’ หรือคอลเลกชั่นรองเท้าฟุตบอลด้วยสีทางเดียวกันเป๊ะๆ คือสีชมพู

โดยที่แต่ละแบรนด์เองใช้แนวทางใกล้เคียงกัน คือหากเลือกสีใดเป็นหลักแล้วก็จะใช้สีนั้นล้อไปกับการดีไซน์ของรองเท้าแต่ละรุ่นที่ออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Nike Mercurial, adidas F50, adidas Predator ไปจนถึง Puma Ultra 6 ยังไม่นับแบรนด์รองอย่าง New Balance หรือ Skechers ที่ก็ออกสีใกล้ๆ กันมาด้วย!

แต่อย่างที่บอก แต่ละแบรนด์คงไม่ได้มาคุยกันหลังบ้านอยู่แล้ว มันถูกมองว่าเป็นความบังเอิญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ WGSN ผู้ทำนายเทรนด์ผู้บริโภคเคยทำนายเอาไว้ในปี 2024 ว่าสีสดใสระหว่างชมพูและม่วงจะเป็นสีของปี 2026

อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือเพราะสีชมพูมันจะตัดกับสีเขียวของหญ้าได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจน (highly visible) ก็เป็นเหตุผลพื้นๆ ที่ทำให้ทุกคนเลือกสีนี้กันหมด

คนที่ลำบากที่สุดคือผู้บรรยายเกมที่บ่นอุบ ดูไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร รองเท้าเหมือนกันไปหมด!

🏆 Counter-pressing : ลักปิดลักเปิด

ด้วยความที่ฟุตบอลโลกเป็นสุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้น้อยหน้ากีฬาโอลิมปิก รายการระดับนี้ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (official sponsor) ต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลให้กับ FIFA 

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ FIFA จำเป็นที่จะต้องปกป้องแบรนด์ที่มาให้การสนับสนุนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหมายถึงการห้ามไม่ให้มีแบรนด์อื่นที่ไม่ได้จ่ายเงินมา ‘ขโมยซีน’ หรือใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจรเพื่อช่วงชิงสายตามหาชนคนบ้าบอล

สิ่งที่ FIFA เลือกทำคือ ‘ปิด-บัง-ซ่อนเร้น’ แบรนด์อื่นๆ ให้หมดสิ้น แต่มันกลับกลายเป็นการส่งเสริมบางแบรนด์ให้ได้ซีนไปแบบเต็มๆ แทนเฉยเลย

2 แบรนด์ใหญ่ที่ได้ซีนจากเรื่องนี้มากที่สุดคือ Levi’s และ Gillette ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนชื่อ (naming rights) ของสนามฟุตบอลในเมืองซานฟรานซิสโก และแมสซาชูเซตส์ ที่ปิดบังชื่อด้วยการนำผืนผ้าขนาดใหญ่ไปปิด แต่กลายเป็นยิ่งส่งเสริมให้เด่นขึ้นไปอีก

เพราะตัวโลโก้ของแบรนด์ทั้ง Levi’s และ Gillette ที่อยู่ในสนามนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนทำให้แม้จะเอาผ้าไปปิดคนก็รู้อยู่ดีว่านี่คือแบรนด์อะไร

เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานในตำราของการออกแบบอย่างแน่นอน

นอกจากป้ายใหญ่ในชื่อสนามก็ยังมี Heinz ซึ่งเป็นซอสที่มีในห้องระดับวีไอพีของสนามที่ถูกเอาเทปดำมาปิดยี่ห้อไว้เหมือนกัน แต่เอกลักษณ์ของขวดก็ทำให้ทุกคนรู้อยู่ดีว่านี่คือซอสมะเขือเทศยี่ห้ออะไร จน Heinz ชิงจังหวะ counter-pressing (แย่งบอลกลับในจังหวะที่กำลังจะโดนสวน) ด้วยการออกขวดซอสรุ่นลิมิเต็ดที่มีการคาดดำแบรนด์ให้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

กลายเป็นยิ่งปิดก็เหมือนยิ่งเปิด 

🏆 Half-space : เจาะตรงนี้ที่ตรงกลาง

ดูบอลในสวนตอนตี 4? ก่อนนี้ถ้าใครชวนแบบนี้ต้องถามกลับแล้วว่าพักผ่อนพอไหม ดูไม่ปกตินะ

แต่คุณพระ! ประเทศไทยเรามีการจัดดูบอลในสวนตอนตี 4 จริงๆ แล้ว! และกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล็กๆ เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปนั่งดูบอลกันกลางสวนในเวลาก่อนที่พระจะออกบิณฑบาต

เรื่องของเรื่องมาจากไอเดียบรรเจิดของ JAS และ Monamax ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (และ 2030 รวมถึงรายการกีฬาอีกมากมาย) ที่ฟุตบอลโลกผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีโอกาสได้ชวนคนไทยมานั่งดูบอลด้วยกันเลยสักครั้ง

เพราะความยากระดับมหาหินของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ ‘เวลา’ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับการทำการตลาดในประเทศไทยสักเท่าไหร่ (ความจริงก็แทบทั้งโลกยกเว้นทางทวีปอเมริกา) ฟุตบอลเตะกันในช่วงกลางดึกไปจนถึงสายๆ หรือเกือบเที่ยงของอีกวัน

แต่สุดท้ายก็เกิดการนัดหมายครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการชวนคนรักฟุตบอลมานั่งดู 2 แมตช์สำคัญของรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมชาติอังกฤษปะทะทีมชาตินอร์เวย์ (ทีมแรกขวัญใจมหาชน ทีมหลังมาแรงแซงในใจใครหลายคน) และทีมชาติอาร์เจนตินา (เมสซีๆๆๆ!) ดวลกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

เวลานัดหมายคือ ‘ตี 4’ ที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ซึ่งไม่มีใครเดาได้ว่าจะมีคนอยากมาดูมากหรือน้อยแค่ไหน

ปรากฏว่างานนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แฟนบอลไทยเครซีไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว มาดักรอเพื่อจับจองพื้นที่กันเต็มทันทีที่ประตูสวนเปิดตอนตี 4 นั่งลุ้นบอลไปด้วยกันกลางแสงดาว (อ่อนๆ) สายลม และใต้เงาไม้

ประมาณการกันว่าน่าจะมีคนมาร่วมงานราว 2,000 คนเลยทีเดียว และทำให้มีการต่อยอดไปถึง watch party แบบ ‘fan park’ ในเกมรอบชิงชนะเลิศระหว่างสเปน vs. อาร์เจนตินา ที่เพิ่งจะจบลงไปเมื่อเช้านี้

ความสำเร็จที่สุดในครั้งนี้คือเรื่องของการมอบ ‘ประสบการณ์’ (experience) ใหม่ๆ ให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่หลายคนชอบดูบอลนอกสถานที่แต่ไม่ได้อยากดื่มอะไรเย็นๆ เสมอไป บางทีแค่ได้นั่งดูบอลด้วยกันกับคนบ้าบอลเหมือนกัน ลุ้นไปด้วยเมาท์ไปด้วย 

แค่นี้ก็พอแล้ว ที่เหลือก็คือความทรงจำที่ดีที่มีต่อแบรนด์ล้วนๆ

ปรบมือ!

🏆 Half turn : เงินกำลังจะหมุนไป

สำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆ คน ความฝันสูงสุดคือการได้ไปดูฟุตบอลโลกสักครั้งในชีวิต ซึ่งปกติแล้วสิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือตั๋วเข้าชมเกมในสนามเพราะหาซื้อได้ยาก มีสนนราคาสูง บางครั้งมีเงินพออย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีดวงด้วยถึงจะซื้อได้

แต่ฟุตบอลโลกหนนี้ยิ่งทำให้ความฝันของแฟนบอลห่างไกลจากความจริงขึ้นไปอีก เพราะ FIFA ใช้ระบบการจำหน่ายตั๋วเข้าชมแบบใหม่แบบสับ(สน)จากเดิมที่มีการกำหนดราคาหน้าตั๋วชัดเจน สมมติ 10 ดอลลาร์สหรัฐก็ตามนั้นเลย FIFA จะได้เงินจากตั๋วใบนั้นตามราคา

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ FIFA เลือกใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า dynamic pricing ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ในเวลานั้น โดยจะดูจาก 2 ปัจจัยคือ 1. ความต้องการในเวลานั้น และ 2. จำนวนตั๋วที่เหลืออยู่

ยิ่งความต้องการสูง และตั๋วเหลือน้อยเท่าไหร่ ราคาบัตรก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น! 

เรื่องนี้ทำให้ FIFA โดนด่ายับเพราะเป็นการขูดรีดกับแฟนบอลมากจนเกินไป ซึ่งแม้จะมีบางนัดบางเกมที่ตั๋วราคาถูกบ้างแต่ก็เป็นเกมรอบแรกที่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ส่วนตั๋วในเกมใหญ่ๆ ที่ทีมดังลงสนามสนนราคาทะลุฟ้าไปจนถึงดวงดาว

มีการอ้างตัวเลขว่าตั๋วเกมรอบชิงชนะเลิศจะไปถึงระดับสตราโทสเฟียร์ 10,990 ดอลลาร์สหรัฐ (3.69 แสนบาท) เลยทีเดียว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือนอกจากจะ ‘ปั่น’ ให้ราคาตั๋วเข้าชมแพงสุดๆ แล้ว FIFA ยังหาเงินซ้ำอีกด้วยการตั้งมาร์เก็ตเพลสของตั๋วเอง เพื่อเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการซื้อ-ขายตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลกให้กับแฟนบอลผู้พอจะใช้เงินแก้ปัญหาได้ (ต่อให้เงินจะกลายเป็นปัญหาต่อไปในภายภาคหน้าก็ตาม) แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้แพลตฟอร์มของคนอื่น

โดย FIFA จะเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม reseller ของตัวเองจำนวน 15% สำหรับทั้งฟากของผู้ซื้อและฟากของผู้ขาย อยู่เฉยๆ ได้เงินเข้ากระเป๋าสบายๆ

แน่นอนว่าคนด่ากันขรม แต่จานนี อินฟันตีโน ท่านประธานจอมหัวใสคงไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเลขรายได้ของ FIFA ในปีนี้ก็ทะลุฟ้าแล้วเหมือนกัน

🏆 Transition : เปลี่ยนรับเป็นรุก 

สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือบางทีการจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อเป็น official sponsor อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีนัก หากคิดวิธีการเล่นได้ไม่แจ๋วเท่ากับพวกที่รอช่วงชิงจังหวะขโมยซีนที่มีมากมายเต็มไปหมด

แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับ Rexona ซึ่งเป็น Official Personal Care Sponsor ของฟุตบอลโลก 2026 

เพราะวิธีที่ Rexona ใช้ไม่ใช่การขายโต้งๆ ด้วยแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ป้ายผ้าขนาดยักษ์ หรือตัววิ่งบนบอร์ดโฆษณาข้างสนาม แต่เป็นการขอซื้อช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกเกมของสนาม และเกิดขึ้นเกมละหลายครั้ง

ช่วงเวลาที่ว่าคือช่วงเวลาที่ผู้ตัดสินที่ 4 (fourth official) ที่มีหน้าที่ในการช่วยชูป้ายให้สัญญาณข้างสนามใน 2 เรื่องคือ 1. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น และ 2. การบอกช่วงทดเวลา (additional time) 

นอกจากโลโก้ Rexona ที่เห็นได้ชัดเจนบนป้ายดังกล่าวแล้ว ก็มีคนตาดีสังเกตเห็นอีกว่า เอ้า! ที่จุดซ่อนเร้นของผู้ตัดสินที่ 4 ที่ชูขึ้นในระหว่างการแจ้งเปลี่ยนตัวหรือบอกการทดเวลามีโลโก้ของ Rexona เป็นจุดเล็กๆ อยู่ด้วย

เท่านั้นเองก็กลายเป็นไวรัลทันที ในความหัวดีที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน เป็นสุดยอดโฆษณาที่ทำน้อยแต่ได้มาก และแทบจะบอกได้ว่าทำครั้งเดียวก็ชนะการแข่งขันไปเลย เพราะนอกจากจะได้ผลในเชิงของการรับรู้แล้ว ยังตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแบบครบถ้วนทุกกระบวนความด้วย 

ขนาดใต้วงแขนของผู้ตัดสินที่ 4 ก็ยังได้รับการปกป้องอย่างดีจาก Rexona

🏆 False nine : กองหน้าตัวหลอก

ฟุตบอลโลกหนนี้หนึ่งในทีมที่กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกนอกเหนือจากสตอรีเทพนิยายอย่างกาบูเวร์ดีก็ต้องยกให้กับทีม ‘ไวกิ้ง’ นอร์เวย์ ที่ได้รับความรักจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่างมาก

ความรักนั้นไม่ได้แค่มาจากผลงานการเล่นในสนามที่ทำได้ยอดเยี่ยม มาได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ด้วยการโค่นหนึ่งในทีมดังที่สุดอย่างบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย (ก่อนจะมาพ่ายอังกฤษแบบหวุดหวิดจริงๆ) แต่ยังมาจากสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ที่ทำให้ ‘Brand Norway’ ได้รับการชมเชยว่าเป็นแชมป์ของแบรนด์ในฟุตบอลโลกหนนี้

เอาง่ายๆ ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Viking Row’ ท่าเชียร์ประจำทีมแล้ว! 

แต่นอกจากในระดับทีมชาติแล้ว ตัวเอกของทีมอย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าจอมถล่มประตูก็กลายเป็น brand ambassador ที่ทุกคนรักด้วย

ก่อนหน้าฟุตบอลโลกครั้งนี้ ภาพจำของฮาแลนด์คือนักเตะกองหน้าจอมถล่มประตูที่ในสนามก็ยียวน นอกสนามก็กวนจัด แต่พอฟุตบอลโลกครั้งนี้เริ่มต้นเท่านั้น ดาวยิงจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้เหมือนค้นพบความสุขในชีวิต สนุกกับทุกสิ่ง ยิ้มให้กับทุกอย่าง แม้กระทั่งในสนามต่อให้การตัดสินที่ไม่เข้าทางหรือจังหวะผิดพลาดอะไรก็ยิ้มไปหมด

งานนี้ตกแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างจัง โดยเฉพาะแฟนบอลในสหรัฐอเมริกาที่หลงรักพ่อหนุ่มไวกิ้งไปแล้ว และเราก็ได้เห็นคอนเทนต์ไวรัลของเขามากมายที่ไม่ใช่แค่เจ้าตัวทำ แต่มาจากคนหน้าเหมือนบ้าง หรือแฟนบอลที่ทำท่าทางเลียนแบบ เช่น ท่าวิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบน่ารักๆ บ้าง

ภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของฮาแลนด์ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในมือหรืออยู่บนตัวเขาขายได้หมด ตั้งแต่ยางรัดผม ไปจนถึงตัวแร็กคูนสตัฟฟ์ของที่ระลึกสุดแปลกที่หิ้วกลับจากดัลลัสลงเครื่องบินมาด้วย 

แต่ที่พีคที่สุดคือฮาแลนด์มักจะถือกระเป๋า Hermés รุ่น Birkin ติดมือเวลาเดินทาง เขาและนักเตะอีกหลายๆ คนในฟุตบอลโลกมีส่วนทำให้ยอดขายกระเป๋าหรูของผู้ชายพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ 

Bloomberg รายงานว่าภาพนักเตะในฟุตบอลโลกถือกระเป๋าหรู (อีกคนที่ชัดเจนคือจูด เบลลิงแฮม ที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Louis Vuitton) ช่วยกระตุ้นยอดขายในตลาดที่เคยซบเซาได้อย่างดี และทำให้ลักชัวรีแบรนด์ค้นพบหนทางใหม่เป็นที่เรียบร้อย

เคยได้ยินเขาว่าฟุตบอลมีพลังที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพลังที่มหัศจรรย์ของเกมฟุตบอล

โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เป็นโลกทั้งใบของใครหลายคน

Writer

นักเตะสมัครเล่นที่พอเขียนหนังสือได้นิดหน่อย เชื่อในพลังของตัวหนังสือที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ มีเพจเล็กๆของตัวเองชื่อ Sockr และเคยแปลหนังสือ เมสซี vs. โรนัลโด: คู่ปรับฟ้าประทาน

You Might Also Like