Month: July 2026
Grocery Tourism เทรนด์เที่ยวประจำปี 2026 ที่กำลังเปลี่ยนให้ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ กลายเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’
2-3 ปีมานี้ เราคงได้เห็นคลิปฝรั่งเดินเข้าร้านสะดวกซื้อหรือร้านชำเล็กๆ ในไทยแล้วหยิบขนมที่พวกเราคุ้นเคย แต่ตื่นตาตื่นใจในสายตาชาวต่างชาติ พวกเขาแกะขนมรีวิวสินค้ากันแบบจริงจัง (และจริงใจด้วยการแสดงสีหน้าตรงไปตรงมาสุดๆ) ทำให้คนดูคลิปเหล่านี้เป็นล้านๆ วิว
เทรนด์นี้ไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น คลิปสั้นรีวิวสินค้าร้านชำโลคอลซื้อล้นทะลักไทม์ไลน์ทั่วเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะในประเทศที่มีร้านสะดวกซื้อทุกหัวมุมถนนอย่างญี่ปุ่น ทำให้เกิดขนบการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่คนจะไปเช็กอินใน Family Mart หรือ 7-Eleven ญี่ปุ่น ด้วยการหยิบขนมอย่างแซนด์วิชครีมสตรอว์เบอร์รี ไปจนถึงข้าวปั้นโอนิกิริ มาถ่ายรูปเพื่อบอกว่า ‘ฉันมาถึงญี่ปุ่นแล้ว’ เทรนด์เหล่านี้เติบโตจนทำให้แม้กระทั่ง ‘ถุงเท้า Family Mart’ ยังขายดิบขายดีและกลายเป็น ‘ของฝาก’ จากญี่ปุ่นเฉยเลย
ความสนุกของการได้เห็นถุงขนมละลานตา เลือกหยิบสินค้าที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาลอง จึงกลายเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวที่เรียกว่า Grocery Tourism ซึ่งกำลังพิสูจน์ให้เราเห็นว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อก็กลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เช่นกัน
Recap ตอนนี้เราจะพาทุกคนเปิดประตูร้านสะดวกซื้อในแต่ละประเทศ เพื่อสำรวจว่าเทรนด์ Grocery Tourism กำลังสะท้อนถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างไร และเทรนด์นี้จะเพิ่มโอกาสให้การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการรายย่อยได้ยังไงบ้าง
ร้านสะดวกซื้อไม่ใช่แค่พื้นที่ขายของ แต่คือ ‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’
เพราะการเดินทางท่องเที่ยวแบบเดิมๆ เริ่มอิ่มตัว สถานที่แลนด์มาร์กดังๆ มักมาพร้อมกับค่าเข้าชมที่แพงลิ่วและการต้องยืนต่อคิวยาวเหยียดหลายชั่วโมง เหล่านักท่องเที่ยวที่มีงบประมาณจำกัดเลยตัดสินใจเบือนหน้าหนีจากสถานที่ท่องเที่ยวกระแสหลัก แล้วแห่กันหลั่งไหลเข้าสู่ ‘ร้านขายของชำและร้านสะดวกซื้อท้องถิ่น’ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่แท้จริงและจับต้องได้ (authentic experience) การเคลื่อนไหวนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่รัดตัว ผนวกกับเสน่ห์ของการได้พาตัวเองไปสบตาและพบปะผู้คนในวิถีชีวิตจริง ทำให้ชั้นวางสินค้าธรรมดาๆ ในร้านสะดวกซื้อได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น ‘แหล่งรวมวัฒนธรรมแห่งใหม่’ ที่บอกเล่าอัตลักษณ์ของเมืองนั้นๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
เหตุผลที่ต้องเป็นร้านสะดวกซื้อ เพราะมันบ่งบอกถึงชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในท้องถิ่นแบบเรียลๆ โดยไม่ปรุงแต่งใดๆ และที่สำคัญคือ เป็นการพาตัวเองออกจากกับดักที่นักท่องเที่ยวต้องเผชิญกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกสร้างมาเพื่อ ‘การขาย’ มากกว่าวิถีชีวิตจริงๆ การไปร้านสะดวกซื้อก็เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการสังเกตว่าคนเมืองนี้กินอะไร ซื้ออะไร และใช้ชีวิตอย่างไรในวันธรรมดา ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจความชื่นชอบในภูมิภาคและพฤติกรรมในแต่ละวันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการค้นพบที่ไม่คาดคิด
เทรนด์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการประหยัดเงินในการท่องเที่ยว แต่ผู้มาเยือนได้ ‘เชื่อมต่อทางอารมณ์คนท้องถิ่น’ ผ่านอาหาร จนมีนักท่องเที่ยวกล่าวในโลกออนไลน์ว่า การเที่ยวใน ‘ร้านค้าท้องถิ่น’ ไม่ใช่แค่การสนุกกับการเลือกซื้อของ แต่เปรียบเหมือนการเดินใน ‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’
แน่นอนว่า การท่องเที่ยวในร้านขายของชำมีอยู่ก่อนยุคโซเชียลมีเดียแล้ว แต่ด้วยอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ทำให้กิจกรรมนี้กลายเป็น ‘เทรนด์’ คนทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันผ่านออนไลน์อยู่แล้วก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจกับภาพสินค้าที่มีสีสันละลานตา จนในโซเชียลมีเดียมีวิดีโอมากกว่า 180,000 คลิปที่เล่าถึงการเดินทางไปเที่ยวร้านสะดวกซื้อ
ประเทศที่ได้รับความนิยมในการเดินเล่นในร้านสะดวกซื้อมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘ญี่ปุ่น’ ซึ่งมีร้านสะดวกซื้ออยู่ทั่วโลกกว่า 21,000 ร้าน มีเมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิศาสตร์ที่ทำให้เกิดวัตถุดิบอาหารต่างๆ ของคนญี่ปุ่น เช่น แซนด์วิชไข่สดใหม่ แซนด์วิชสตรอว์เบอร์รีไส้ทะลัก กล่องเบนโตะสไตล์ญี่ปุ่น ราเม็งปรุงเองได้ ทูน่ามายองเนสแบบคลาสสิก ไอศกรีมเนย ไปจนถึงข้าวหน้าปลาไหล
จากรายงานแนวโน้ม Unpack ’25 ของ Expedia พบว่า 39% ของนักเดินทางทั่วโลกไปซูเปอร์มาร์เก็ตในช่วงวันหยุด และ 44% ค้นหาสินค้าท้องถิ่นที่พวกเขาไม่สามารถซื้อกลับบ้านได้ ตามรายงานของ China Travel News “ในปี 2024 ยอดขายที่กำหนดเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในร้าน 7-Eleven ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2023 สินค้ายอดนิยม ได้แก่ แซนด์วิชไข่และซอสวาซาบิ โดยบางร้านขายสตรอว์เบอร์รีมากกว่า 200 แพ็กในวันเดียว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังเป็นผลิตภัณฑ์ ‘ไวรัล’ มากที่สุด 2 รายการที่คุณเห็นป๊อปอัพบนโซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ ในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวสูงอย่างฝรั่งเศสหรือสหราชอาณาจักรก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินเข้า La Grande Épicerie de Paris ในฝรั่งเศสเพื่อเลือกซื้อชีสกว่า 1,000 ชนิด ส่วนที่ลอนดอนก็เข้าร้าน Fortnum & Mason เพื่อเลือกชา แยม บิสกิต ไวน์หลากหลายแบบ
ถุงเท้า ‘Family Mart’ จากสินค้าแก้ขัดยามลำบากสู่ของฝากที่นักท่องเที่ยวต้องมี
หากต้องการเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดว่าร้านสะดวกซื้อสามารถยกระดับสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่นักท่องเที่ยวอยากเข้าถึงได้ยังไง คงไม่มีตัวอย่างไหนชัดเจนไปกว่าปรากฏการณ์ ‘Convenience Wear’ ของ FamilyMart ในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ถุงเท้าลายแถบสีเขียว-ขาว-น้ำเงิน’ (ลายสีสัญลักษณ์ของแบรนด์) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021
จากเดิมที่ผู้คนจะเดินเข้ามุมขายเสื้อผ้าในร้านสะดวกซื้อเฉพาะยามฉุกเฉิน เช่น ฝนตก ชุดเปียก หรือต้องค้างคืนกะทันหัน แต่ FamilyMart ได้เปลี่ยนความคิดนั้นด้วยการจับมือกับนักออกแบบอย่างฮิโรมิจิ โอจิไอ ดีไซเนอร์แฟชั่นชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งแบรนด์ FACETASM ร่วมกับทาคาฮิโร ยาสุดะ นักออกแบบกราฟิก
ผลลัพธ์คือเกิดการพลิกโฉมจากของใช้แก้ขัด กลายเป็นกระแสไวรัลในวงการแฟชั่น สตรีทแวร์ และลามไปถึงกลุ่มนักเดินทางต่างชาติอย่างรวดเร็ว ในปี 2024-2025 ถุงเท้า FamilyMart ได้กลายเป็นหนึ่งใน ‘ของฝากภาคบังคับ’ ที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นต้องซื้อกลับบ้าน จนเกิดภาพที่นักเดินทางเจนฯ Z และ มิลเลนเนียลส์ เดินตามหาร้าน FamilyMart สาขาต่างๆ เพื่อกวาดซื้อถุงเท้ารุ่นนี้มาใส่แมตช์กับรองเท้าสนีกเกอร์ ถ่ายรูปเช็กอินลงบน Instagram และ TikTok จนกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงตัวตนว่า “ฉันมาถึงญี่ปุ่นแล้วจริงๆ”
The Art of Grocery Roaming ศิลปะแห่งการเดินทอดน่องในร้านชำที่ไม่ใช่แค่การซื้อของ
นอกเหนือจากการเข้าไปตามล่าหาสินค้าไวรัลแล้ว ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและกำลังกลายเป็นเทรนด์หลักของการท่องเที่ยวในร้านของชำคือพฤติกรรมการ ‘เดินทอดน่องแบบไร้จุดหมาย’ (grocery roaming) นักท่องเที่ยวยุคใหม่เลือกที่จะเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้บริโภคที่รีบเร่ง’ ให้กลายเป็น ‘นักสำรวจทางวัฒนธรรม’ พวกเขาไม่ลิสต์รายการสิ่งของ และไม่สนใจป้ายบอกทาง แต่เลือกที่จะใช้เวลาค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยของชั้นวางของเพื่อพินิจพิจารณาตั้งแต่ภาษาบนบรรจุภัณฑ์ ดีไซน์ของหีบห่อ ราคา ไปจนถึงการจัดเรียงสินค้าที่สะท้อนถึงรสนิยม ค่านิยม และสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ
พฤติกรรมการเดินเช่นนี้ สอดคล้องกับแนวคิด ‘slow travel’ หรือการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ที่เน้นการดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ผลวิจัยจากสถาบันการท่องเที่ยวชั้นนำระบุว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า 75% รู้สึกเพลิดเพลินกับการได้เดินดูซูเปอร์มาร์เก็ตในต่างแดนยาวนานกว่าที่วางแผนไว้ เพราะในทุกๆ ตรอกของร้านชำ ทำหน้าที่เหมือนเขาวงกตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวให้ค้นหา การได้เดินผ่านโซนอาหารสด ดูคนท้องถิ่นยืนเลือกผัก หรือการได้กลิ่นขนมปังอบใหม่จากมุมเบเกอรีในร้านค้าชุมชน มอบความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และไร้แรงกดดัน แตกต่างจากการต้องไปแย่งชิงพื้นที่และรีบเร่งเดินในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่
เทรนด์การเดินชิลล์ในร้านชำนี้ยังส่งผลเชิงบวกต่อมิติของการจัดการเมืองและการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ เพราะพฤติกรรมการเดินสำรวจร้านค้าท้องถิ่นได้ช่วย ‘กระจายการสัญจรด้วยเท้า’ ของนักท่องเที่ยวออกจากกระจุกพื้นที่ทางประวัติศาสตร์หรือแลนด์มาร์กที่แออัด (over-tourism) ไปสู่ย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบมากขึ้น
เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกที่จะเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแถบชานเมือง หรือร้านโชห่วยประจำชุมชน เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวจึงถูกฉีดตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง นอกจากนี้ การที่ผู้คนหันมาเลือกเดินสำรวจในพื้นที่ปิดที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีเพลงคลอเบาๆ และเต็มไปด้วยสินค้าแปลกตา ร้านชำจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่ทำธุรกรรมซื้อ-ขายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘พื้นที่สาธารณะทางเลือก’ (alternative public space) ที่เปิดโอกาสให้คนต่างชาติต่างภาษาได้เข้ามาเดินปะปน ใช้จังหวะก้าวเดินร่วมกันกับคนในพื้นที่ และซึมซับจังหวะชีวิตที่แท้จริงของเมืองนั้นๆ ได้อย่างแนบเนียนที่สุด
ในท้ายที่สุด ชัยชนะของเทรนด์การเข้าร้านสะดวกซื้อและร้านของชำท้องถิ่นจึงไม่ได้เกิดจากการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนว่าผู้คนต้องการการเที่ยวที่ไม่มีการปรุงแต่ง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เปิดประตูให้เหล่านักเดินทางได้เชื่อมต่อ เรียนรู้ และค้นพบความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่บนชั้นวางของชำในเมืองที่เราเพิ่งไปเยือน
อ้างอิง
- transition-pathways.europa.eu/tourism/news/unexpected-must-see-trend-european-travel-2026-supermarket-safaris
- bbc.com/travel/article/20251209-how-convenience-store-socks-became-japans-coolest-souvenir
- travelandleisureasia.com/th/dining/grocery-tourism-around-the-world
- curationedit.com/post/what-is-grocery-store-tourism-inside-the-travel-trend-everyone-is-talking-about
- traveltomorrow.com/the-rise-of-grocery-store-tourism
CASIO ปักหมุดย่านตลาดน้อย ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของแบรนด์ผ่านนิทรรศการสุดวินเทจ
ใครที่เป็นสาวกของแบรนด์นาฬิการะดับตำนานอย่าง CASIO ตอนนี้น่าจะยิ้มแก้มปริ เพราะ ณ เวลานี้พวกเขากำลังมีนิทรรศการ CASIO VINTAGE POP-UP at Vanich House ซึ่งจัดขึ้นอยู่ที่ Vanich House บ้านเก่าสุดคลาสสิกแห่งย่านตลาดน้อย ให้กลายเป็นจุดนัดพบของสายแฟชั่นและเหล่าครีเอทีฟ ที่เชื่อมโยงเสน่ห์ของความวินเทจ ความแข็งแกร่ง และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
วรากุล ญาณสมบัติ ผู้จัดการการตลาดระดับประเทศ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวถึงที่มาในการจัดงานนิทรรศการครั้งนี้ว่า มาจากความเชื่อของแบรนด์ ที่มองว่านาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นไอเทมที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ในทุกยุคสมัย ดังนั้น การจัดงานนิทรรศการดังกล่าวจึงเป็นการเปิดมิติใหม่ในการสร้างประสบการณ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ผ่านการเชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และร่วมขับเคลื่อนคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของ CASIO VINTAGE



โดยภายในนิทรรศการ CASIO VINTAGE POP-UP at Vanich House มีไฮไลต์กิจกรรมที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
- Mini Exhibition สัมผัสนิทรรศการที่รวบรวมเรื่องราวของนวัตกรรมและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา CASIO และ G-SHOCK ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการนาฬิกามาตั้งแต่ยุค 70s ผ่านแนวคิด product design ที่ผสมผสานฟังก์ชั่น ความทนทาน และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน พบกับนาฬิการุ่นไอคอนิก รุ่นยอดนิยม และรุ่นลิมิเต็ดที่หาชมได้ยาก อาทิ G-SHOCK 2100, CASIO AE-158 และรุ่นเด่นอื่นๆ โดยจะมีการหมุนเวียนและปรับเปลี่ยนรุ่นที่จัดแสดงตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสคอลเลกชั่นที่หลากหลายของ CASIO อย่างต่อเนื่อง
- Weekend Market เพลิดเพลินกับตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่รวบรวมร้านค้าและแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน โดยปรับเปลี่ยนร้านค้าตามธีมในแต่ละสัปดาห์ ตั้งแต่แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ งานดีไซน์ ไปจนถึงไอเทมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ทุกคนได้เลือกช็อปและค้นพบสิ่งใหม่ที่สะท้อนตัวตนและความสนใจของแต่ละคน
- Exclusive Workshops ร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมแชร์ความรู้และเคล็ดลับ อาทิ Wine Tasting Workshop, การเรียนรู้การเล่นคีย์บอร์ด, Sketching Workshop และการเซตทรงผม ทุกวันเสาร์ เวลา 16:00-17:00 น.
- DJ Station เติมเต็มบรรยากาศภายในงานด้วยเสียงเพลงจากเหล่าดีเจที่มาร่วมเปิดแผ่น ทุกวันเสาร์ เวลา 17:00-18:00 น. สร้างบรรยากาศสนุกสนานและผ่อนคลายให้ผู้เข้าร่วมได้ใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์นี้
- Special Menu by Vanich House อิ่มอร่อยกับเมนูพิเศษทั้งขนมและเครื่องดื่มที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับงานนี้ พร้อมถ่ายทอดคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ผ่านรสชาติสุดพิเศษ
- CASIO Rally Stamp ร่วมออกเดินทางสำรวจเสน่ห์ของย่านตลาดน้อยผ่านกิจกรรม CASIO Rally Stamp ที่ชวนผู้เข้าร่วมตามหาแลนด์มาร์กและจุดสำคัญต่างๆ ภายในย่าน เพื่อสะสมตราประทับและแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก CASIO Vintage รวมถึงรับส่วนลดสำหรับเมนูขนมและเครื่องดื่มภายใน Vanich House
งาน CASIO VINTAGE POP-UP at Vanich House จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ใครที่เป็นสาวกของ CASIO ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนเปิดจักรวาลครีเอเตอร์และสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในงาน TCEX 2026
ถ้าจะกล่าวว่า ประเทศไทยมีศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่เก่งกาจคงไม่ผิดสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในงานออกแบบ ‘คาแร็กเตอร์’ ที่ทำออกมาได้น่ารักและเป็นเอกลักษณ์จนใจเจ็บ ที่แม้แต่ชาวต่างชาติบางประเทศยังต้องกลายเป็นแฟนคลับ
ด้วย value ที่กล่าวข้างต้นนี้เอง ทาง ‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์’ เลยประกาศชวนเหล่าศิลปิน นักสร้างคอนเทนต์ ผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงแฟนคลับและผู้สนใจงานอาร์ต มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมไลเซนซิ่งคาแร็กเตอร์และคอนเทนต์นานาชาติ Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) ซึ่งเป็นเวทีที่รวมคาแร็กเตอร์ คอนเทนต์ เกม และผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยกว่า 250 รายมาไว้ในงานเดียว พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุน ผู้ซื้อสิทธิ และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนโยบายของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาสทางการค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยกรมฯ เล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีศักยภาพสูง มีผลงานของศิลปินและครีเอเตอร์ไทยจำนวนมากที่โดดเด่นจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ดี การต่อยอดงานสร้างสรรค์สู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการนำสิทธิดังกล่าวไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กรมฯ จึงเดินหน้าผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทั้งเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองสิทธิและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงาน TCEX 2026 จะได้พบกับโซนจัดแสดงผลงานคาแร็กเตอร์ คอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญาสุดสร้างสรรค์จากศิลปิน ครีเอเตอร์ สตูดิโอ และผู้ประกอบการแบรนด์ไทยกว่า 250 ราย ครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่
1. Character & Art รวมเหล่าตัวการ์ตูนคาแร็กเตอร์, อาร์ตทอย, illustration และ contemporary art ของศิลปินไทยชั้นนำและศิลปินน้องใหม่ที่น่าจับตามอง อาทิ PangPond และหนูหิ่น, Warbie Yama, Bloody Bunny, HOLEN Ramakien Characters, Rudolph the Awesome, Cat Company และ Shewsheep
2. Content & Story รวมหนังสือ การ์ตูน นิยาย ซีรีส์ แอนิเมชั่น ภาพยนตร์ และเรื่องราวที่พร้อมต่อยอดสู่การผลิตได้หลายแพลตฟอร์ม
3. Game & Interactive บอร์ดเกม e-sports interactive media และเทคโนโลยีสร้างสรรค์ไทย
4. Creative Lifestyle แฟชั่น ของสะสม ของขวัญ และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่พัฒนามาจากทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย นอกจากนี้ยังมี pavilion จากหน่วยงานและองค์กรชั้นนำ เช่น Trendy Gallery, GMMTV, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), Arts de Siam และเครือข่ายพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่ร่วมแสดงศักยภาพและแนวทางต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่ระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแฟนมีตและพาเหรดคาแร็กเตอร์ที่เปิดโอกาสให้แฟนคลับได้พบปะกับศิลปินอย่างใกล้ชิด รวมถึงการแข่งขันบอร์ดเกม เวิร์กช็อป และกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Clinic) จากผู้เชี่ยวชาญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานพันธมิตร ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ หน่วยงานสนับสนุนด้านการเงิน การลงทุน ที่ปรึกษากฎหมาย และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ
ใครที่สนใจอุตสาหกรรมนี้ หรืออยากมาร่วมสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ มาเจอกันได้ตั้งแต่วันนี้ – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10:00-20:00 น. ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และสยามเซ็นเตอร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมภายในงานได้ที่ www.tcexthailand.com และเฟซบุ๊ก กรมทรัพย์สินทางปัญญา
เอกภพ พันธุรัตน์ ชวนวิเคราะห์ Pride Month 2026 ถึงคุณค่าความหลากหลายผ่านตัวตน สุขภาพ และธุรกิจ
เพิ่งผ่านพ้นไปสำหรับเทศกาล Pride Month 2026 หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งยังคงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของสังคมไทยและสังคมโลก ที่ไม่เพียงสะท้อนเรื่องของตัวตนและอัตลักษณ์ หากแต่ยังหมายถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจในความแตกต่าง อย่างในด้านธุรกิจสื่อที่พวกเขามีบทบาทสำคัญ และได้เฉิดฉายความเป็นตัวเองอย่างงดงาม
เอกภพ พันธุรัตน์ นักประชาสัมพันธ์มากประสบการณ์ในวงการประชาสัมพันธ์ไทย ผู้ได้รับฉายา ‘Princess of PR’ มีความเห็นถึงภาพรวมของ Pride Month ในปีนี้ว่า Pride Month 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองตัวตน แต่คือช่วงเวลาที่สะท้อนว่า LGBTQ+ ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งในด้านสังคม การทำงาน เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ไม่เพียงต้องกล้าเป็นตัวเอง แต่ต้องเป็นตัวเองในแบบที่มีความรับผิดชอบ มีวุฒิภาวะ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การใช้จ่าย การวางแผนชีวิต และการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมตัวเพื่ออนาคตและการเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
“การเตรียมเกษียณเร็วเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราจะได้มีชีวิตในแบบที่มั่นคง พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นมนุษย์ LGBTQ+ ที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และฐานะทางการเงิน โลกข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็วขึ้นอีก เราจำเป็นต้องมีวินัย รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และวางแผนอนาคตของตัวเองให้ดี ความหลากหลายทางเพศมีพลังอยู่ในตัวเองมาก ทั้งพลังความคิดสร้างสรรค์ พลังการสื่อสาร และพลังในการเชื่อมโยงผู้คน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการวางตัวให้เหมาะสมในทุกบริบท รู้จักกาลเทศะ และแสดงออกอย่างมีคุณค่า เพราะเมื่อสังคมเห็นถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ การยอมรับก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” เอกภพกล่าว
นอกจากเรื่องของการปรับตัวทางสังคมและอาชีพแล้ว เอกภพยังเน้นย้ำว่า สุขภาพคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคนี้ โดยเฉพาะในยุคที่คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความเร่งรีบ และภาระทางเศรษฐกิจ การดูแลตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นสิ่งจำเป็น LGBTQ+ ทุกคนจึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการดูแลสุขภาพใจ เพราะการจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเริ่มจากการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงก่อน
เหตุนี้ Pride Month 2026 จึงเป็นมากกว่าช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่คือการตอกย้ำว่า LGBTQ+ คือส่วนหนึ่งของสังคมที่มีศักยภาพ มีความสามารถ และมีบทบาทในการผลักดันโลกให้เดินหน้าอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความเข้าใจในความหลากหลายของมนุษย์
สุดท้ายนี้ เอกภพ พันธุรัตน์ ฝากข้อคิดถึงทุกคนว่า การเป็นตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเป็นตัวเองอย่างมีสติ มีคุณค่า พร้อมปรับตัวให้ทันโลก วางแผนอนาคต และเติบโตไปพร้อมกับสังคม คือสิ่งที่จะทำให้ความภาคภูมิใจในความเป็น LGBTQ+ งดงามและยั่งยืนที่สุด
จะเกิดอะไรขึ้นหลัง Sony ประกาศยุติการขายครื่องเล่นเกม PlayStation แบบอ่านแผ่นและขายแผ่นเกม
นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1994 นอกจากจะกลายเป็นเครื่องเกมยี่ห้อขายดีสุดตลอดกาล ด้วยยอดขายรวมทุกรุ่นกว่า 579 ล้านเครื่อง เครื่องเกมตระกูล PlayStation ของบริษัท Sony ยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมเกมขณะนั้นทางอ้อม
ด้วยความขายดีและสถานะของค่ายใหญ่ ทำให้แผ่นดิสก์ที่ Sony ใช้เป็นวิธีบันทึกเกมมาจำหน่าย กลายเป็นวิธีบันทึกข้อมูลเกมแบบมาตรฐานที่ทุกเจ้าหันมาทำตาม หลังจากก่อนหน้านั้นใช้กันแค่ในกลุ่มบริษัทไม่กี่แห่ง
แม้หลังจากนั้น Sony จะออกเครื่องเกมใหม่อีกหลายรุ่น ทั้งในยุคที่เริ่มมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (PlayStation 2 ปี 2000) ยุคตั้งไข่สมาร์ตโฟน (PlayStation 3 ปี 2006) ยุคโซเชียลมีเดียบูม (PlayStation 4 ปี 2013) ก็ล้วนมีช่องอ่านแผ่นเกมอยู่คู่กัน กระทั่งต้นยุค AI (Playstation 5 ปี 2020) ที่การซื้อเกมทางออนไลน์เป็นที่นิยม ก็ไม่วายแยกรุ่นย่อยที่เล่นได้เฉพาะไฟล์ดิจิทัล กับรุ่นมีเครื่องอ่านแผ่นติดมาด้วยเสมอ จนเผลอแป๊บเดียวเครื่อง PlayStation กับแผ่นเกมก็ร่วมทางกันมาทุกสมัยกว่า 32 ปีแล้ว
กระทั่ง 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา Sony ถึงได้ออกมาเผยทางบล็อกของ PlayStation ว่าตัดสินใจยุติการผลิตและจำหน่ายแผ่นเกมใหม่ ความว่า
“ปัจจุบันผู้บริโภครวมถึงแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิงใช้แผ่นดิสก์น้อยลง เปลี่ยนไปดำเนินการแบบดิจิทัลมากขึ้นทุกที เราจึงตัดสินใจยุติการผลิตแผ่นสำหรับเกมที่วางจำหน่ายบนเครื่อง PlayStation ตั้งแต่เดือนมกราคม 2028 เป็นต้นไป เกมที่วางจำหน่ายหลังช่วงเวลาดังกล่าวจะซื้อได้ทาง PlayStation Store และร้านตัวแทนในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น…”
ประกาศนี้ทำให้เกิดแรงต้านและข้อถกเถียงต่างๆ ตามมาทันที โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์ในการครอบครองสินค้าดิจิทัลที่ราคาแทบไม่ต่างกับแบบแผ่น รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากน้อยต่างกัน
เพราะสำหรับผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ข่าวนี้หมายถึงการปลดภาระต้นทุนจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับร้านค้าปลีก ข่าวนี้หมายถึงรายได้จากแผ่นเกมจะลดลงมหาศาล เพราะ Sony เป็นค่ายใหญ่ที่มีแฟนเกมมาก แถมเป็นหัวเรือที่ทำให้แผ่นเกมเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมตั้งแต่แรก และสำหรับผู้เล่นอาจไม่ได้รับผลกระทบทันที แต่ก็หมายถึงสิทธิ์การครอบครองเกมที่ลงเครื่อง PlayStation ในฐานะเจ้าของจะหายไป
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าเรื่องนี้สำคัญต่อทั้งคอเกมและผู้บริโภคยังไง เราชวนพาไปสำรวจแง่มุมต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นหลังประกาศสำคัญของ Sony เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ใน Recap ตอนนี้

ขาขึ้นและขาลง
กลางทศวรรษ 1980 ที่เทคโนโลยีบันทึกข้อมูลลงแผ่นดิสก์เพิ่งเกิดขึ้น ขณะนั้นคอเกมยังนิยมกดเกมตู้ หรือเกมอาร์เคดกันตามศูนย์การค้าหรือห้างร้านเป็นหลัก เครื่องเล่นวิดีโอเกมส่วนบุคคลยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เครื่องเกมแทบทั้งหมดใช้ตลับเกม (ROM cartridge) เพื่อบันทึกข้อมูล ทั้งความจุที่น้อยนิดเพียง 8 KB ถึง 64 MB และต้นทุนผลิตที่สูงถึง 15-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตลับ
การมาถึงของเครื่อง PlayStation รุ่นแรกในปี 1994 ที่เลือกใช้แผ่น CD-ROM บันทึกข้อมูล แถมยังขายดีแบบเทน้ำเทท่า จึงเป็นการปฏิวัติวงการกลายๆ เพราะแผ่น CD จุข้อมูลได้เกือบ 700 MB มากกว่าตลับเกมถึงร้อยเท่าในราคาต้นทุนเพียง 4-5 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
หลังจากนั้น เทคโนโลยีแผ่นดิสก์พัฒนาอย่างก้าวกระโดดตีคู่มากับการเติบโตของเครื่อง PlayStation อย่างเทคโนโลยีแผ่น DVD ที่จะจุได้ตั้งแต่ 4.7-8.5 GB ในยุค PlayStation 2 และทะยานสู่ Blu-ray ความจุ 25-50 GB ในยุค PlayStation 3 แผ่นเกม
ทว่าเมื่อถึงทศวรรษ 2010 ต่อด้วย 2020 หรือยุคของ PlayStation 4 และ PlayStation 5 ขนาดของไฟล์เกมกลับพุ่งพรวดเพราะเทคโนโลยีการออกแบบเกมล้ำสมัยขึ้น กินทรัพยากรเครื่องมากขึ้น จนเกมใหญ่ส่วนมากมีขนาดไฟล์ทะลุหลักร้อยกิกะไบต์ ทำให้เทคโนโลยีบันทึกข้อมูลของแผ่นดิสก์ที่ยังจุข้อมูลได้เท่าเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ยิ่งช่วงทศวรรษที่ผ่านมาผู้บริโภคหันมานิยมซื้อเกมผ่านผู้ให้บริการออนไลน์อย่าง Steam หรือ Epic Games Store จนยอดขายเกมแบบแผ่นของทุกบริษัทลดลงมาก ขณะที่ต้นทุนผลิตเกมส่วนอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นตามเวลาและค่าเงิน จนใกล้จะไม่คุ้มทุนค่าผลิตเข้าไปทุกที
อ้างอิงข้อมูลจากรายงานประจำปี 2025 ของ Sony พบว่า ในไตรมาสที่ 4 สัดส่วนยอดขายเกมสำหรับ PlayStation 4 และ PlayStation 5 มาจากการดาวน์โหลดผ่านระบบดิจิทัลพุ่งสูงถึง 85% (เฉลี่ยตลอดทั้งปีงบประมาณอยู่ที่ 78%) จากที่เคยมีสัดส่วนเพียง 13% ในปี 2013 ยิ่งเมื่อคำนึงว่าระบบร้านค้าออนไลน์ของ PlayStation มีฐานผู้ใช้งานต่อเดือนพุ่งทะลุ 125 ล้านบัญชี หรือเกือบ 80% ของชาวเน็ตกว่าร้อยล้านคนที่ซื้อเกมในงบประมาณปี 2025 ซื้อผ่านร้านดิจิทัล การตัดสินใจนี้ก็ดูสมเหตุสมผลในแง่ธุรกิจ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ผลกระทบลูกโซ่จากยอดขายดิจิทัลที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำลายกิจการค้าปลีกกับร้านเกมแผ่นไปพร้อมกัน
เฉพาะช่วง 2 ปีหลัง GameStop ร้านขายเกมยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ต้องปิดสาขาไปถึง 1,300 แห่ง (จาก 2,900 สาขา เหลือเพียงราว 1,600 สาขาในต้นปี 2026) เพราะโมเดลธุรกิจที่พึ่งพาการขายแผ่นใหม่และรับซื้อแผ่นมือสองได้รับผลกระทบจากร้านดิจิทัลโดยตรง
กระทั่งฟากฝั่งผู้ผลิตก็ดูจะต้านทานกระแสนิยมดิจิทัลนี้ไม่ได้ เพราะแม้แต่เกมที่ผู้พัฒนารู้ว่าจะมีคนรอซื้อจนทำกำไรแน่นอนก็ยังไม่วายได้รับผลกระทบ อย่าง Grand Theft Auto: GTA ภาคล่าสุด (ภาค V) ซึ่งวางขายเมื่อปี 2013 ทำยอดขายได้ถึง 225 ล้านชุด จนคอเกมหลักล้านคนเฝ้ารอภาคต่อ (GTA VI) ที่ประกาศจะวางจำหน่ายวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ก็มีรายงานออกมาว่าจะวางจำหน่ายรูปแบบกล่องที่มีเพียงรหัสดาวน์โหลดแบบดิจิทัล โดยไม่มีแผ่นดิสก์บรรจุมาด้วย

ซื้อหรือเช่าถาวร
นอกจากผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ แล้ว หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญจากประกาศของ Sony คือเรื่องสิทธิ์ในการครอบครองสินค้าดิจิทัล ที่ในปัจจุบันการจ่ายเงินซื้อขาดสิทธิ์รับชมหรือเล่นเกมของสื่อบันเทิงที่ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในทางปฏิบัติแล้วเป็นคนละส่วนกับการถือครอง
อย่างแพลตฟอร์มดูหนังออนไลน์เจ้าดังในต่างประเทศ ทั้ง Vudu และ Amazon Prime Video ต่างก็เคยถูกจอฟฟรีย์ มอร์ริสัน (Geoffrey Morrison) บรรณาธิการของสำนักข่าว The New York Times Wirecutter เขียนบทวิจารณ์เรื่องสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเมื่อจ่ายเงิน ‘ซื้อ’ หนังแบบถาวร เมื่อปี 2021
ครั้งนั้น จอฟฟรีย์หยิบเอาเงื่อนไขการให้บริการของทั้งสองแพลตฟอร์มใหญ่มาวิพากษ์ โดยมีประเด็นน่าสนใจคือ ทั้งสองแพลตฟอร์มต่างระบุว่า การซื้อหนังแบบถาวรนั้นครอบคลุมเพียงแค่ช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มยังได้รับสิทธิ์ในหนังเรื่องนั้น (ว่าง่ายๆ คือถ้าแพลตฟอร์มหมดสัญญา หนังนั้นก็มีโอกาสปลิวจากบัญชีเราได้) รวมถึงว่า สิทธิ์ถาวรนั้นไม่สามารถโอนหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินกับผู้อื่นได้ ซึ่งต่างกับการซื้อของในชีวิตจริงที่เราจะได้สิทธิ์ครอบครองของนั้นค่อนข้างอิสระ จะขาย จะแลกเปลี่ยนก็ได้ และของนั้นก็จะไม่โดนยึดคืนเว้นแต่เราจะทำหายเอง
เช่นเดียวกันกับการซื้อเกม หากเรากางเงื่อนไขการให้บริการ (terms of service) ของ PlayStation Store ในประเทศไทยออกมาดู จะพบข้อบังคับที่ยืนยันเรื่องข้อถกเถียงนี้ ใจความว่า
13.5 When you purchase or download A Digital Product from the PlayStation Store: (13.5 เมื่อคุณซื้อหรือดาวน์โหลดสินค้าดิจิทัลจาก Playstation Store)
13.5.2 This means you can use a Digital Product in the ways described in the licence but you do not own the Digital Product. (13.5.2 หมายความว่าคุณสามารถใช้งานสินค้าดิจิทัลนั้นได้ตามวิธีที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ไม่ถือว่าคุณครอบครองสินค้าดิจิทัลนั้น)
เหนือสิ่งอื่นใด สิทธิ์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้อาจถูกเพิกถอนได้ทุกเมื่อ หากแพลตฟอร์มปิดตัวหรือมีข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งกรณีแรกเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วกับแพลตฟอร์มอีบุ๊กของ Microsoft ที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2018 และลบหนังสือทุกเล่มที่ผู้ใช้บริการเคยซื้อไว้จนหมด ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างดุเดือดมาแล้วหนหนึ่ง
ถึงอย่างนั้นก็พอจะมีความเคลื่อนไหวจากภาครัฐต่อประเด็นนี้อยู่บ้าง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Trade Commisioner: FTC) ได้ออกประกาศเตือนผู้บริโภคเมื่อปี 2024 ว่า การกดปุ่ม ‘ซื้อ’ เกม แท้จริงแล้วเป็นเพียงการซื้อสิทธิ์ในการเข้าถึงเกมนั้นเท่าที่แพลตฟอร์มยังเปิดตัวอยู่
หรือเมื่อเดือนกันยายน 2024 สภาของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่านกฎหมาย The Consumer Protection: False Advertising: Digital Goods Act ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2025 กฎหมายฉบับนี้ห้ามไม่ให้ร้านค้าดิจิทัลใช้คำว่า ‘ซื้อ (ทั้ง buy และ purchase)’ เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค เว้นแต่การซื้อนั้นจะมอบสิทธิ์การครอบครองอย่างไร้ข้อจำกัดจริง
ในขณะเดียวกัน เมื่อข้ามไปดูหน่วยงานกำกับดูแลฝั่งยุโรปดูจะเอนมาทางผู้บริโภคมากกว่า สำนักงานให้ความช่วยเหลือด้านทรัพย์สินทางปัญญา JMB Davis Ben-David ให้ข้อมูลไว้ว่า เมื่อปี 2012 ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) เคยมีคำตัดสินว่าผู้บริโภคมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะขายต่อซอฟต์แวร์ดิจิทัลที่ตนซื้อมาแบบถาวรได้ โดยศาลมองว่าสิทธิ์ในการควบคุมการจัดจำหน่ายของผู้ผลิตถือว่าสิ้นสุดลงตั้งแต่การขายครั้งแรก
แนวคิดนี้ยังได้รับการยืนยันอีกครั้งในคดีปี 2021 เมื่อศาลเดียวกันยืนยันว่า การขายสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์แบบถาวร ถือเป็นการขายสินค้า ตามกฎหมายยุโรป แต่คำตัดสินรวมถึงมาตรการทางกฎหมายที่ว่ามาก็ยังไม่ได้ครอบคลุมสิทธิ์ของผู้บริโภคถ้วนหน้า และยังเป็นข้อถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน
อนาคตหลังจากนี้
เมื่อสุดท้ายไม่มีแผ่นเกมเป็นทางเลือก ผู้บริโภคก็เสมือนถูกบังคับกลายๆ ว่าต้องซื้อเกมผ่านช่องทางหลักของแต่ละค่ายเท่านั้น (ในกรณีนี้คือ PlayStation Store) เพียงแห่งเดียว (ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ Sony เพิ่งต้องจ่ายเงิน 7.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยอมความในคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทผูกขาดตลาดด้วยการยกเลิกการขายรหัสดาวน์โหลดเกมแบบดิจิทัลผ่านร้านค้าปลีกไปตั้งแต่ปี 2019)
และเมื่อการครอบครองเกมที่จับต้องได้เริ่มกลายเป็นเรื่องยาก ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้จัดจำหน่ายเกมและบริษัทใหญ่นำไปสร้างกลยุทธ์หารายได้ เช่น ระบบสมาชิกเล่นหลายเกมแบบรายเดือน (subscription) ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในช่วงหลัง ที่เป็นเสมือนการจ่ายเงินเช่าสิทธิ์ในการเล่นเกม โดยที่บริษัทสามารถขึ้นราคา หรือปรับเปลี่ยนรายชื่อเกมเข้าออกได้อย่างอิสระ
เหมือนที่ ฮิเดโอะ โคจิมะ (Hideo Kojima) ตำนานผู้กำกับเกมชาวญี่ปุ่น หัวเรือผู้สร้างซีรีส์วิดีโอเกมระดับตำนานอย่าง Metal Gear Solid ออกมาให้ความเห็นไว้ว่า
“ปกติถ้าคุณโหลดเกมลงเครื่องแล้ว แปลว่าข้อมูลเกมนั้นก็จะอยู่บนอุปกรณ์ของคุณ แต่ถ้าอนาคตอุตสาหกรรมหันไปนิยมระบบสตรีมมิ่งกันมากขึ้นเรื่องก็จะเปลี่ยน เหมือนอย่าง Netflix หรือ Amazon ที่ข้อมูลหนังคุณจะอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของพวกเขา คุณมีสิทธิ์แค่เปิดดูอย่างเดียว”
คำถามสำคัญคือท้ายที่สุดแล้ว การประกาศยุติการขายเกมแบบแผ่นของ PlayStation ครั้งนี้ จะเป็นเพียงคลื่นใหญ่ระลอกแรกที่ทำให้ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวิดีโอเกมหันมาทำตาม หรือจะเป็นเพียงทิศทางใหม่ของบริษัทเจ้าของเครื่องเกมที่ขายดีสุดในโลกเพียงรายเดียว
และสิทธิ์การครอบครองสินค้าดิจิทัลของผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบทั้งระยะสั้นและยาวยังไงบ้าง ผู้บริโภคอย่างเราคงต้องจับตาดูกันต่อไป
ที่มา
- videogameconsolelibrary.com/history-of-game-media
- blog.playstation.com/2026/07/01/physical-disc-production-ending-in-january-2028-for-new-games-releasing-on-playstation-consoles
- sonyinteractive.com/en/our-company/business-data-sales
- bbc.com/news/articles/c0ryjyvjq41o
- businessinsider.com/sony-playstation-disc-backlash-digital-only-2026-7
- theconversation.com/do-we-really-own-our-digital-possessions-115003
- sony.com/en/SonyInfo/IR/library/presen/er/pdf/25q4_sonypre.pdf
- forbes.com/sites/zacharyfolk/2026/07/01/sony-ditches-games-on-physical-discs-by-january-2028
- videogameconsolelibrary.com/history-of-game-media
- cdrominc.com/history-of-cd-rom-inc
- theguardian.com/games/2021/jul/07/video-games-on-vinyl-flexi-discs-zx-spectrum
- games.gg/news/gta-5-reaches-225-million-copies-sold/
- rockstargames.com/newswire/article/5171972o3ak5oa/pre-order-grand-theft-auto-vi-on-june-25
- nytimes.com/wirecutter/blog/you-dont-own-your-digital-movies/?eafs_enabled=false
- playstation.com/th-th/legal/psn-terms-of-service
- playstation.com/en-us/legal/terms-of-service
- consumer.ftc.gov/consumer-alerts/2024/04/do-you-really-own-digital-items-you-paid
- legiscan.com/CA/text/AB2426/id/3017607
- jmbdavis.com/knowledgebase/are-your-digital-goods-actually-yours-the-complexities-of-the-ownership-of-digital-media
- bbc.com/news/technology-47810367
- wired.com/story/what-to-know-about-sony-785-million-playstation-settlement
- www.theguardian.com/games/2026/jul/01/sony-playstation-digital-downloads
5P ของ Jade’s ผู้สืบทอดตำนาน ‘ลอดช่องวัดเจษ’ ในแบบคาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่นสุดป๊อปของคนรุ่นใหม่
เส้นหนึบนุ่ม หอมกลิ่นใบเตย กินคู่กับน้ำกะทิหอมมันกำลังดี คุณสมบัติเด่นที่ว่ามานี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหล ‘ลอดช่องวัดเจษ’ ตำนานแบรนด์ลอดช่องน้ำกะทิเจ้าดังของไทยที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ
กระทั่งเมื่อต้นปี 2568 มีร้านคาเฟ่แต่งสวยเปิดใหม่มาแรงย่านบรรทัดทองชื่อ Jade’s ขายขนมไทยฟิวชั่นกับเครื่องดื่มและขนมหวานจากวัตถุดิบแบบไทย ที่มีเมนูชูโรงคือ ‘ลอดช่องวัดเจษสูตรต้นตำรับ’ ทำเอาหลายคนสงสัยว่าร้านนี้เกี่ยวข้องกับแบรนด์ลอดช่องเจ้าดังยังไงกันแน่
แท้จริงคาเฟ่ Jade’s เกิดจาก พัตเตอร์–ปุญญพัฒน์ ว่องไวทยา บัณฑิตสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ ที่สนใจงานธุรกิจมาตั้งแต่สมัยเรียน และได้รับการชักชวนจาก บูม–พงศ์ปณต กิ่งเกษม เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย และทายาทรุ่น 3 ของร้านลอดช่องวัดเจษเจ้าต้นตำรับที่ขายอยู่หน้าวัดเจษฎาราม พระอารามหลวง ให้มาร่วมกันก่อตั้งแบรนด์คาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่นสไตล์โมเดิร์น ใจกลางย่านบรรทัดทอง ตามฝันที่อยากพาแบรนด์ลอดช่องคุณภาพคับถุงให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนเจนฯ ใหม่
นึกภาพตามการหยิบยกชื่อแบรนด์ระดับตำนานมาเปิดกลางแหล่งเที่ยวยอดนิยมเหมือนจะเป็นข้อได้เปรียบ ทว่าเมื่อลงมือจริงร้าน Jade’s ก็ยังต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับธุรกิจคาเฟ่แต่งสวยอีกนับร้อยแห่งกลางมหาสมุทรสีชาด (red ocean business) ของย่านบรรทัดทอง ต้องบริหารปัจจัยค่าเช่า ค่าใช้จ่าย และการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแบกรับชื่อเสียงที่สั่งสมมานับ 10 ปีของแบรนด์หลักไว้บนบ่า
ด้วยความน่าสนใจตามที่เกริ่นมา เราจึงถือโอกาสชวนหนึ่งในผู้ก่อตั้งร้าน Jade’s อย่างพัตเตอร์ ผู้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักบริหารหน้าร้านคาเฟ่แห่งนี้ มาพูดคุยตั้งแต่เบื้องหลังการก่อตั้งร้าน จนถึงกลยุทธ์การก่อร่างสร้าง Jade’s ผ่าน P ทั้ง 5 พร้อมไขคำตอบว่า การทำธุรกิจที่ต้องต่อยอดจากแบรนด์ระดับตำนานมีความท้าทายมากแค่ไหน

Product
ลอดช่องระดับตำนานในรูปโฉมใหม่
เท้าความก่อน เหตุที่พัตเตอร์ตอบรับมาร่วมทำร้านนี้ด้วย นอกจากเพราะมิตรภาพระหว่างเจ้าตัวกับบูม ก็ด้วยพัตเตอร์เป็นแฟนตัวยงของลอดช่องวัดเจษมาตั้งแต่เด็ก เมื่อวันหนึ่งบูมลองชวนมาตั้งต้นโปรเจกต์ใหม่ ได้โอกาสสานฝันสร้างแบรนด์จากเมนูโปรดจึงตัดสินใจรวมหัวด้วยไม่ยาก
“สมัยเด็กเราตั้งตารออาม่าไปซื้อให้จากตลาดสามย่านตั้งแต่เช้า ถ้าวันไหนอาม่าไม่ไปก็อด ลอดช่องวัดเจษเลยเป็นของแรร์ในชีวิตสมัยนั้น พอโตขึ้นอยากหาซื้อกินอีกก็ไม่รู้จะไปซื้อจากแหล่งไหนที่สะดวก เลยอยากเอาของโปรดเรามาเปิดหน้าร้านในเมืองให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น”

เพราะตั้งต้นจากความอยากพาวัดเจษไปสู่คนรุ่นใหม่ พัตเตอร์และทีมออกแบบจึงรังสรรค์เมนูในร้านชนิดให้คงเอกลักษณ์ที่คนจำได้ แล้วเติมลูกเล่นสดใหม่เข้ามา ภายใต้แนวคิด ‘Blending Classic Flavors with Fresh Ideas’ ใช้เวลาพัฒนากันอยู่เกือบครึ่งปี กว่าจะออกมาเป็นเมนูหลากหลาย 4 หมวดหลัก คือ เมนูซิกเนเจอร์ เครื่องดื่ม ไอศกรีมเจลาโต้ และขนมกินเล่นอย่างที่เห็น
ตัวเด่นสุดคือเจษซิกเนเจอร์ ที่เอาลอดช่องในดวงใจและองค์ความรู้ใหม่ๆ มารวมเข้าด้วยกัน นำด้วยเมนูดาวเด่น ‘original lodchong watjade’ ลอดช่องวัดเจษสูตรดั้งเดิมที่ปรับลุคใหม่ นำมาจัดใส่จานกินกับท็อปปิ้งวัตถุดิบไทยจากโรงงานวัดเจษฯ ที่มีให้เลือก 6 ชนิด หรือ Jade’s Shake ซึ่งนำลอดช่องน้ำกะทิมาปั่นกับนม เทใส่แก้วน้ำแข็ง พร้อมปักหลอดดื่ม
เมนูหมวดนี้ใช้วัตถุดิบตัวเดียวกับลอดช่องบรรจุถุง ทั้งเส้นเขียวหนึบคุ้นตากับน้ำกะทิรับจากแหล่งผลิตของลอดช่องวัดเจษมาโดยตรง เฉลี่ยถึงวันละ 50 กิโลกรัม ให้แฟนพันธุ์แท้และคนรักลอดช่องหน้าใหม่ได้ลิ้มรสลอดช่องวัดเจษแบบไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพจะลดจากที่เคย
“เรารับวัตถุดิบใหม่จากโรงงานวันต่อวัน ถ้าใช้ไม่หมดตอนเย็นก็จะส่งกลับไปคืน จะไม่มีการใช้ของซ้ำ หรือของเหลือค้างคืนมาทำเมนูแน่นอน” พัตเตอร์ยืนยันมาตรฐานให้เราฟัง


ความเป็นไทยฉบับปรับปรุง
ขณะที่เมนูหมวดซิกเนเจอร์มีพื้นฐานจากลอดช่องตัวออริจินอล สินค้าหมวดกิน-ดื่มอื่นๆ ของร้าน Jade’s เลือกรังสรรค์ด้วยกรรมวิธีหลากหลาย โดยคงอยู่ใต้ร่มแนวคิดการเอาความดั้งเดิมมาเติมไอเดียใหม่ให้สดขึ้น
อย่างเมนูเครื่องดื่มที่พัตเตอร์และทีมต่อยอดจากการทำม็อกเทล จนกลายเป็นน้ำผลไม้และสมุนไพรรสชาติถูกปาก ไปจนถึงขนมกินเล่นเผือกทอดเคลือบน้ำตาลมะพร้าว ที่ทุกเมนูยังรักษาความเป็นไทยเอาไว้แต่นำเสนอแบบใหม่ ไม่จำเจกับภาพจำเดิมๆ
อีกหนึ่งทีเด็ดที่ร้าน Jade’s ภูมิใจนำเสนอ คือของหวานล้างปากอย่างไอศกรีมเจลาโต้ ทีมหลังบ้านของ Jade’s ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญตรงสายในการออกแบบรสชาติสไตล์ไทย Home at last ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเมนูโปรดของพัตเตอร์อย่าง Tropical Sunrise เจลาโต้ซอร์เบต์สับปะรดกับเก๊กฮวยจิ้มพริกเกลือ และ Es Yen Biscoff เจลาโต้กาแฟเสิร์ฟคู่กับบิสคอฟที่ให้สัมผัสใหม่ตัดกับบรรดาขนมไทยฟิวชั่นที่เป็นเมนูหลักของร้านได้ลงตัว

Place
คาเฟ่น้องใหม่บนทำเลทอง
ถึงจะคัดสรรสินค้ามาอย่างดีแต่ถ้าไม่มีหน้าร้านที่น่าดึงดูด ความดีงามที่ตั้งใจไว้คงส่งไปถึงผู้บริโภคได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ พาร์ตเนอร์ทั้งสองจึงต้องหาทำเลเหมาะสมที่สามารถขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ของร้าน นั่นคือเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ และมีกำลังซื้อมากพอจะให้ธุรกิจอยู่รอด
เหมือนชะตาต้องกัน เมื่อตึกแถวบนถนนบรรทัดทอง ที่บ้านของพัตเตอร์เช่าระยะยาวเพื่อประกอบธุรกิจขายอุปกรณ์ลวดและเชื่อมมาเกือบ 5 ทศวรรษ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพราะทางสำนักงานทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ มีนโยบายปรับเปลี่ยนถนนบรรทัดทองให้กลายเป็นย่านศูนย์กลางทางอาหารและบริการ
ความลงตัวคือตึกแถวคูหานี้ทำเลเหมาะสม อยู่กลางย่านบรรทัดทองที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่มาเยือนแน่นเป็นประจำ แถมตั้งอยู่ติดกับปากซอยจุฬาลงกรณ์ 20 ซึ่งเป็นทางเข้าลานจอดรถอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้สะดวกต่อการเดินทางมาร้าน ประกอบกับการมีสิทธิเปลี่ยนสัญญาเซ้งต่อจากครอบครัว ทำให้ไม่ต้องต่อคิวรอเช่าพื้นที่แข่งกับผู้ประกอบการอื่น พัตเตอร์กับบูมตัดสินใจเลือกอาคารนี้เป็นที่ลงหลักปักร้านโดยไม่ต้องคิดนาน

“ที่บ้านผมเช่าตึกนี้มาเกือบ 50 ปีแล้ว เราเห็นว่าทำเลดี ทำให้เรามีแต้มต่อในการทำธุรกิจ แถมกิจการเดิมของที่บ้านก็อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน เราไม่อยากจะทิ้งที่นี่ไป พอเพื่อนชวนมาทำร้านเลยลองเสนอตึกนี้ สุดท้ายก็ได้ใช้จริงๆ”
หลังเลือกสถานที่ได้ พัตเตอร์กับบูมใช้เวลาร่วมครึ่งปีจัดการรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่รีโนเวตภายในตึกใหม่ร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพสร้างแบรนดิ้ง อย่างชื่อร้าน Jade’s เป็นการทอนคำจากชื่อ ‘วัดเจษ’ ให้เรียกง่าย ทันสมัยขึ้น จนสุดท้ายออกมาเป็นคาเฟ่แต่งสวยอย่างที่เราเห็น
“ส้มเป็นสีแบรนด์วัดเจษเดิม ส่วนเขียวเป็นสีลอดช่อง ที่ชื่อ Jade’s เพราะหยกมีสีเขียวเหมือนกัน เรามองว่าสองสีนี้เสริมกันดีเลยเลือกมาใช้ทำร้าน ขณะที่องค์ประกอบฟอนต์ การตกแต่ง สติ๊กเกอร์ หลายจุดเราเอามาจากวัดเจษฎาราม พวกลายตรงรั้ววัดเอามาปรับทำให้ดูทันสมัยขึ้น” พัตเตอร์ว่า


Price
เลือกขายให้ถูกกลุ่ม
การนำขนมหวานระดับตำนานข้ามตลาดมาเสิร์ฟในคาเฟ่แต่งสวยย่านใจกลางเมือง หนึ่งในความท้าทายหลักที่พัตเตอร์ต้องเผชิญ คือการตั้งราคาให้ตอบโจทย์ทั้งต้นทุนธุรกิจและเงินในกระเป๋าลูกค้า
เพราะกลุ่มลูกค้าที่ผูกพันกับลอดช่องวัดเจษก็จะคุ้นเคยกับลอดช่องบรรจุถุงคุณภาพดีในราคาสบายกระเป๋า แต่การทำคาเฟ่นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ต้นทุนของหน้าร้านสาขาเดียวกับขายส่งไม่เท่ากัน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ก็ต่างกันสิ้นเชิง ทางร้านต้องคำนึงปัจจัยรอบด้าน ทั้งระดับราคาของร้านลักษณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง ค่าเช่าสถานที่ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ไปจนถึงต้นทุนค่าครองชีพและบรรจุภัณฑ์ที่คาดเดาได้ยากจากความผันผวนของสถานการณ์โลก
ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า Jade’s จะวางฐานะตัวเองเป็นร้านหรูเข้าถึงยาก พัตเตอร์วางแผนกับทีมงานหลังบ้าน พยายามตั้งราคาให้สมเหตุสมผลกับต้นทุนโดยกลุ่มเมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นตัวชูโรงเริ่มต้นสองหลักกลางถึงปลาย ไปจนถึงเมนูที่ราคาสูงสุดอย่างบิงซูก็อยู่ในช่วงหลักหนึ่งร้อยกลาง ซึ่งถือเป็นราคามาตรฐานของย่าน ไม่ถึงกับแพงเกินจนกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหนีห่าง

“เราไม่ได้อยากตั้ง overprice เพราะว่ารู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืนกับเราเอง ไม่อยากไปสร้างกระแสให้ค่ากับสินค้าแพงเกินจริงจนเป็นมาตรฐานไปแล้ว ราคาของเราไม่ถึงกับถูกแต่เราตั้งอย่างสมเหตุสมผลกับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่มี”
ในปัจจุบันคนเดินถนนบรรทัดทองจะเริ่มเบาบางลงจากตอนที่เป็นกระแสในโซเชียลฯ พอสมควร ทำให้ย่านจะคึกคักเฉพาะช่วงค่ำ ขณะที่ค่าใช้จ่ายคงตัวอย่างค่าเช่าเซ้งรายปีจากสำนักงานทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟนั้นไม่ได้น้อยลงตาม แถมเจอมรสุมความผันผวนการเมืองโลก จนต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มอีกคำรบ
ปัจจัยทั้งหมดทำให้ร้าน Jade’s ต้องวางแผนทิศทางอย่างรัดกุมขึ้น แต่ทางร้านก็ไม่ได้มีแผนจะปรับราคาขึ้นเลย มีเพียงการปรับลดราคาหมวดบิงซูลงให้สอดคล้องกับเสียงตอบรับของลูกค้า
“ค่าเช่าบริเวณนี้ค่อนข้างสูง และปรับขึ้นทุกปี ค่าครองชีพสูง ยิ่งช่วงหลังต้นทุนเราเพิ่มเพราะพวกค่าบรรจุภัณฑ์ก็ขึ้นหลังจากสงครามที่ตะวันออกกลาง แต่เราไม่ได้คิดจะปรับราคาขึ้น เพราะมองว่าเราคำนวณราคาไว้เหมาะสมแล้ว”

Promotion
ขายไทยให้ไปไกลถึงต่างชาติ
เมื่อวางกลุ่มเป้าหมายไว้ชัด หน้าร้านเพียบ สินค้ามีพร้อม จนร้าน Jade’s ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 งานที่เหลือของพัตเตอร์ก็คือการวางกลยุทธ์นำเสนอร้านให้ครองใจผู้บริโภค
เพื่อการนี้ ร้าน Jade’s เน้นทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก คลิปสั้น ประโยคไวรัล อาศัยความร่วมมือของไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มาเยือนช่วยกันดันกระแสของร้านลอดช่องวัดเจษฟิวชั่นให้ไปถึงหน้าฟีดคนเจนฯ ใหม่
เช่นเดียวกับการโปรโมตลูกค้าชาวต่างชาติ ร้านลงเล่นแพลตฟอร์มยอดฮิตของจีนอย่าง rednote หรือ Xiaohongshu เพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเจนฯ Z และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสนุกกว่าที่คิด เมื่อกลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการหน้าร้านกลับกลายเป็นกลุ่มคนมีอายุ กลุ่มลูกค้าเดิมที่คุ้นเคยกับความอร่อยของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษอยู่แล้ว เมื่อได้ข่าวว่ามีคาเฟ่แต่งสวยต่อยอดจากแบรนด์นี้จึงพากันมากินอย่างที่หัวเรือของร้านคาดไม่ถึง
“ลูกค้าที่เข้ามาเป็นคนละกลุ่มกับที่คิดไว้เลย คือเป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ เป็นคนมีอายุ ก็สนุกดีที่ได้รู้ว่าการโปรโมตของเราไปถึงเขา และเขายังรักแบรนด์วัดเจษอยู่ แต่อีกทางแปลว่าเป้าหมายเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้ผลขนาดนั้น ก็ต้องพัฒนากันต่อไป” พัตเตอร์ตอบยิ้มๆ



นอกจากนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ พัตเตอร์ยังเลือกใช้กลยุทธ์ collaboration กับแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มหลากหลายแนว พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าและพื้นที่สื่อ โดยปัจจุบัน Jade’s จับมือกับแบรนด์ชาไทยชื่อดังอย่าง ชงดี พัฒนาเมนูพิเศษชาไทยลอดช่องไข่มุก ขณะที่เจลาโต้รสชาติไทยๆ ก็จะนำไปวางขายที่หน้าร้านของผู้ร่วมพัฒนาอย่าง home at last ในอนาคตเช่นกัน
แม้ปัจจุบันทำเลที่ตั้งซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของร้านจะเผชิญความท้าทายเรื่องกำลังซื้อ พัตเตอร์ก็มองว่าการลงทุนสร้างหน้าร้านนั้นยังเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น เพราะจะเป็นฐานสำคัญสร้างการรับรู้ให้แบรนด์แข็งแกร่ง เพื่อรองรับแผนการขยับขยายแบรนด์ไปยังภาคส่วนต่างๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้นในอนาคต
“ตอนนี้ผมว่าเรายังไม่ได้บรรลุเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรก ว่าจะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่กับชาวต่างชาติ เราก็จะเดินหน้าต่อ พยายามดึงคนเหล่านั้นให้รู้จักแบรนด์ รู้จักสินค้าของเรามากขึ้น จากนั้นเราก็มีแผนจะต่อยอดไปออกบูทขนาดเล็ก เป็นป๊อปอัพตามจุดต่างๆ ที่เข้าถึงคนได้เยอะไปพร้อมกัน”

Preserve
แบกมาตรฐานไว้บนบ่า
นอกจากกลยุทธ์ 4P แบบตำราธุรกิจทั่วไป สิ่งที่ทำให้ร้าน Jade’s ที่พัตเตอร์กับบูมร่วมกันก่อร่าง มั่นคงจนอยู่ท่ามกลางธุรกิจคาเฟ่แต่งสวยอีกมากมายได้ คือ P ตัวที่ 5 ซึ่งพัตเตอร์นิยามว่าคือ preserve หรือการรักษาสืบต่อเอกลักษณ์ดีงามของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษ
“คำว่า preserve คือเรารักษามาตรฐานของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษเอาไว้ นำการควบคุมคุณภาพที่ดีมาใช้กับสินค้า ให้คนรู้ว่ามากินที่ร้าน นอกจากได้บรรยากาศแล้ว ยังได้กิน ได้ดื่ม ได้ลองสินค้าดีด้วย”
ถามว่าควบคุมมาตรฐานเป๊ะขนาดไหน ก็ระดับที่ทุกครั้งก่อนร้าน Jade’s จะมีเมนูใหม่ ต้องผ่านด่านตรวจสุดหินจาก จุ๋ม–พิมพ์ภริดา ลัทธวัฒน์มงคล ผู้บริหารลอดช่องวัดเจษผู้เป็นแม่ของบูมอย่างเข้มข้น จนหลายครั้งเมนูหรือไอเดียที่คิดมาต้องนำไปปรับแก้หรือพักไว้ก่อนเพราะไม่ตรงกับเส้นคุณภาพที่แบรนด์หลักตั้งไว้
“คุณแม่เข้มงวดเรื่องความสม่ำเสมอและคุณภาพสินค้ามาก ถ้าวันไหนวัตถุดิบไม่ได้มาตรฐาน เขาก็จะไม่เอา ส่วนสินค้าใหม่ถ้าชิมก่อนจะขายแล้วรสชาติไม่ตรงตามมาตรฐานก็จะไม่ให้ขายเลย”
ที่ต้องละเอียดขนาดนี้ เพราะแม้จะเป็นเพื่อนของลูกแต่ก็เป็นร้านที่แบกรับชื่อเสียงและสินค้าของลอดช่องวัดเจษไว้ ดังนั้นทุกองค์ประกอบที่ Jade’s นำเสนอต่อผู้บริโภคก็ต้องดีพอไม่ให้กระทบกลับมาถึงแบรนด์หลัก

แม้การทำร้าน Jade’s จะเป็นงานใหญ่ ทั้งยังเป็นงานใหม่สำหรับพัตเตอร์ที่เพิ่งจับร้านนี้เป็นครั้งแรกหลังเรียนจบ ทำให้ต้องใส่ใจและใส่พลังกับทุกรายละเอียดมากขึ้น แต่ก็เพื่อส่งต่อความพิถีพิถันจากแบรนด์ลอดช่องวัดเจษ มาสู่ร้าน Jade’s และส่งต่อไปสู่ลูกค้าเป็นทอดไป
“สำหรับผม งานนี้เป็นความท้าทายที่ใหม่มาก เป็นการลงสนามธุรกิจจริงครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้วางแผนแต่ในกระดาษมาตั้งแต่สมัยเรียน เราต้องเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่วิธีบริหาร ติดต่อคนกลาง การก่อสร้าง ตกแต่งภายใน เป็นความท้าทายที่ไม่เคยเจอ
สุดท้ายการบริหารแพสชั่นของเราก็สำคัญ การทำธุรกิจใหม่ทีแรกก็สนุก ผ่านไปก็เริ่มซ้ำ แต่ถึงซ้ำก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกได้ นอกจากงานของเราแล้ว เราต้องไม่ลืมว่ากำลังแบกรับชื่อกับมาตรฐานของแบรนด์วัดเจษไว้ ดังนั้นก็ตั้งใจจะทำออกมาให้ดี” พัตเตอร์กล่าวทิ้งท้าย
ชุดแต่งงานช่วยผลักดันให้เกิดมูลค่าแบรนด์หรูมากแค่ไหน ทำไมแบรนด์ต่างแข่งขันกันตัดชุดแต่งงานให้คนดัง?
สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรที่กลายเป็นที่สนใจในหมู่แฟนเพลงป๊อปและแฟนกีฬาอเมริกันฟุตบอลเท่ากับข่าวลือที่ว่า Taylor Swift ศิลปินป๊อปแห่งยุค และ Travis Kelce นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลทีม Kansas City Chiefs จะเข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการในเมดิสันสแควร์การ์เด้นอารีน่าสำหรับการแข่งขันกีฬาและจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ซึ่งมีข่าวลือว่างานจะจัดวันที่ 3 กรกฎาคม ก่อนวันชาติครบรอบ 250 ปีอเมริกา
แม้จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาตั้งแต่ก่อนวันจัดงาน แต่สื่อและแฟนๆ จำนวนมากก็ไปยืนรอกันรอบๆ สนามกีฬาใจกลางย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน นิวยอร์ก จนปรากฏข้อความบนจอ LED หน้าเมดิสันสแควร์การ์เด้นว่า JUST&T MARRIED
จะชอบหรือไม่ชอบเพลงของเธอก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่างานแต่งงานของป๊อปสตาร์กับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 3 สมัย คือสิ่งที่ใครๆ ก็อยากเห็นภาพในงาน บรรยากาศจะเป็นยังไง ใครจะมาร่วมงานบ้าง เพลงที่เปิดระหว่างเจ้าสาวเดินเข้าสู่พิธีจะใช่หนึ่งในเพลงรักที่แต่งโดยเจ้าตัวหรือไม่ และที่สำคัญคือ ใครจะเป็นดีไซเนอร์ให้กับทั้งคู่ในงานแต่งครั้งนี้
ภาพชุดเจ้าสาวนี่แหละที่กลายเป็นสิ่งที่แบรนด์แฟชั่นทั้งหลายอยากเข้ามามีส่วนร่วมในวันสำคัญของคนดัง เพราะนี่คือพื้นที่ ‘มูลค่าผลกระทบทางสื่อ’ ที่สร้างอิมแพกต์ให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาลโดยที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย ทั้งยังได้แสดงฝีมืองานช่างอันประณีตของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
งานแต่งงานคนดังจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น เพราะมันคือกิจกรรมทางสังคมที่ดึงดูดความสนใจผู้คน สร้างความรู้สึกปรารถนาที่ผลักดันให้ผู้คนมองหาชุดแต่งงานที่ได้แรงบันดาลใจจากงานแต่งงานของเหล่าคนดัง และถึงแม้ยังไม่ได้แต่งงาน ผู้คนก็อยากตามหาสินค้าจากแบรนด์นั้นๆ มาเป็นเจ้าของเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในวันสำคัญของคนดังด้วย
Entretainment ตอนนี้พาไปสำรวจว่า การที่แบรนด์หรูเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสำคัญของคนดังช่วยสร้างมูลค่าพื้นที่สื่อได้ยังไงบ้าง
ทำไมการออกแบบชุดแต่งงานให้คนดัง ถึงทำให้แบรนด์หรูได้มีพื้นที่การตลาดสูงขึ้น
ในโลกแฟชั่นยุคใหม่ การทำให้เสื้อผ้าเป็นที่มองเห็นหรือคนสนใจแบรนด์นั้นๆ ไม่ได้วัดความสำเร็จจากการขายชุดเท่านั้น แต่วัดด้วยดัชนี Media Impact Value (MIV) หรือมูลค่าผลกระทบทางสื่อ คนเสิร์ชชื่อแบรนด์ในโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน มีจำนวนคนกดไลก์หรือมองเห็นโพสต์สินค้าของแบรนด์ผ่านคนดังมากเท่าไหร่ ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าแบรนด์ยังอยู่ภายในสายตาของผู้คนหรือเปล่า
มีงานมากมายที่แบรนด์หรูพยายามเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในภาพสังคม เช่น การสนับสนุนชุดคนดังบนพรมแดงออสการ์ หรือ Met Gala แต่งานเหล่านี้มีภาพปรากฏในไทม์ไลน์ได้เพียง 2-3 วันก็จางหายไป ต่างจากการออกแบบชุดสำหรับงานแต่งงานให้คนดังที่ภาพจะถูกนำกลับมาวนซ้ำในวันครบรอบแต่งงาน หรือคนจะนำไปใช้ทำมู้ดบอร์ดแต่งงานใน Pinterest อยู่เรื่อยๆ
ลักษณะพิเศษอีกอย่างของงานแต่งงานของคนดัง คือพื้นที่ส่วนตัวที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง ทั้งการเฉลิมฉลองพันธสัญญาความรักตลอดชีวิต ยิ่งเรื่องราวความรักของคู่นั้นๆ เป็นดังเทพนิยาย เจ้าบ่าว-เจ้าสาวเหมาะสมเพอร์เฟกต์ เต็มไปด้วยความปรารถนาที่คนส่วนใหญ่มองเห็น ก็ย่อมสร้างมวลอารมณ์ที่คนส่วนใหญ่รู้สึกร่วมด้วยได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้วผู้คนมักปรารถนาที่จะมีวิถีชีวิตและสถานะของคนดังที่พวกเขาชื่นชม ในขณะที่การดูชุดบนพรมแดงเหมือนดู ‘นางแบบ’ ที่ไกลเกินเอื้อมมากกว่า
นี่คือปัจจัยทางจิตวิทยาหลักที่ส่งผลต่ออิทธิพลของงานแต่งงานของเหล่าคนดังที่มีต่อชุดแต่งงาน เมื่อคนดังเหล่านี้แลกเปลี่ยนคำสาบาน ชุดแต่งงานของพวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะและความสำเร็จ คนจำนวนมากจึงมีแนวโน้มที่จะนำเอาทางเลือกด้านแฟชั่นของดาราที่ตัวเองชื่นชอบมาใช้ และการเลียนแบบรูปลักษณ์ของคนดังที่รักเป็นวิธีหนึ่งที่จะรู้สึกใกล้ชิดกับโลกที่พวกเขาชื่นชม แม้จะเป็นเพียงแค่วันเดียวก็ตาม
เช่น กลางศตวรรษที่ 20 งานแต่งงานของ Grace Kelly กับเจ้าชาย Rainier แห่งโมนาโกในปี 1956 ได้สะกดใจคนทั่วโลกด้วยงานแต่งงานราวกับเทพนิยาย ชุดแต่งงานของเกรซ เคลลี ออกแบบโดย Helen Rose โดยเป็นชุดคอสูง แขนยาว ตัวเสื้อเข้ารูป และกระโปรงบานพลิ้ว ชุดนี้เองได้กำหนดมาตรฐานสำหรับความสง่างามของชุดเจ้าสาวที่เหนือกาลเวลา และต่อมาก็เกิดอิทธิพลที่เรียกว่า “เกรซ เคลลี เอฟเฟกต์” ซึ่งส่งผลต่อแฟชั่นชุดแต่งงานในปัจจุบัน
หรืองานอภิเษกสมรสของเจ้าชาย Charles กับเจ้าหญิง Diana ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ที่ฉลองพระองค์กลายเป็นที่ฮือฮาในทันทีจากการออกแบบโดย David และ Elizabeth Emanuel ด้วยดีไซน์หรูหราอลังการ แขนพอง กระโปรงยาวลากพื้น และลูกไม้ประณีต ชุดนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของความหรูหราอลังการราวกับเทพนิยายที่กำหนดนิยามของยุคนั้น ซึ่งทำให้เจ้าสาวทั่วโลกต่างพยายามเลียนแบบ
ลุคสง่างามและโรแมนติกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นจนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์ไดอาน่า” ชุดของเธอมีแขนเสื้อพอง กระโปรงบาน และชายกระโปรงยาวอลังการเป็นที่นิยมในแฟชั่นชุดแต่งงาน

เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 งานแต่งงานของราชวงศ์ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อเทรนด์ชุดแต่งงาน เช่น พิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชาย William และ Kate Middleton ในปี 2011 โดยชุดแต่งงานของเคต มิดเดิลตัน ออกแบบโดย Sarah Burton จาก Alexander McQueen โดดเด่นด้วยตัวเสื้อลูกไม้เนื้อละเอียด แขนยาว และทรงเอไลน์ที่สง่างาม เป็นการแสดงถึงความสง่างามเหนือกาลเวลา และในปี 2018 พิธีอภิเษกสมรสระหว่าง Meghan Markle และเจ้าชาย Harry โดยชุดแต่งงานที่เรียบง่ายของเมแกน มาร์เคิล ออกแบบโดย Clare Waight Keller อดีตดีไซเนอร์จาก Givenchy ถือเป็นการเปลี่ยนชุดแต่งงานอันหรูหราของราชวงศ์แบบดั้งเดิมไปสู่ความเรียบง่ายเพื่อสื่อถึงข้อความเกี่ยวกับความเป็นสามัญชน ความทันสมัย และเรียบง่ายแต่สง่างาม
นอกเหนือจากงานแต่งงานของราชวงศ์แล้ว คู่รักคนดังร่วมสมัยก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์ชุดแต่งงานเช่นกัน ตัวอย่างเช่น งานแต่งงานของ Sofia Richie นางแบบชาวอเมริกันได้สวมชุด CHANEL สร้าง MIV รวมกัน 900-1,000 ล้านบาทภายในสัปดาห์เดียว และทำให้ยอดค้นหาคำว่า CHANEL บน TikTok พุ่งทะยานจนแบรนด์กลายเป็นไอคอนของ quiet luxury ทันที
หรือ Nicola Peltz Beckham ภรรยาของ Brooklyn Beckham สวมชุดแต่งงานของ Valentino ในปี 2022 สร้างมูลค่า MIV ให้กับแบรนด์ได้มากกว่า 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากมูลค่าทางสื่อแล้ว แบรนด์หรูยังได้พื้นที่ในการโชว์งานฝีมือ พิสูจน์ความเป็น ‘ที่สุดแห่งหัตถศิลป์’ เพราะชุดแต่งงานแบบ custom-made หรือโอตกูตูร์ คือจุดสูงสุดของโลกแฟชั่น การที่แบรนด์ใช้ช่างฝีมือปักผ้าเป็นพันชั่วโมงเพื่อคนดังคนหนึ่ง คือการประกาศให้โลกรู้ว่าแบรนด์มีศักยภาพในการผลิตงานระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไลน์อื่นๆ ของแบรนด์ เช่น ชุดของ Priyanka Chopra โดยแบรนด์ Ralph Lauren ใช้เวลาทำมือทั้งหมดกว่า 1,826 ชั่วโมง โดยประดับด้วยมุกและเลื่อมกว่า 2 ล้านชิ้น
Dior ผู้ชนะในแคมเปญแย่งชิงเจ้าสาวคนดังครั้งนี้
หลังจากเทย์เลอร์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าเธอและแฟนหนุ่มได้หมั้นหมายกันแล้วในเดือนสิงหาคม ปี 2025 ก็เริ่มมีการคาดการณ์ต่างๆ นานาว่างานแต่งงานจะออกมาเป็นแบบไหนบ้าง จัดที่ไหน เธอจะเชิญใครมาเป็นแขก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ใครจะเป็นคนออกแบบชุดแต่งงานให้เจ้าสาว
หลายสื่อจึงเก็งชื่อกันยกใหญ่ บ้างก็ว่า Ralph Lauren อาจเป็นตัวเลือกแรกของเทย์เลอร์ เพราะเธอสวมชุดเดรสจากแบรนด์นี้ในวันถ่ายภาพหมั้นหมาย อีกทั้ง Ralph Lauren ก็เป็นแบรนด์แฟชั่นอเมริกันแท้ๆ (อย่าลืมว่าเธอจัดงานแต่งงานใกล้วันชาติด้วย!) แต่บ้างก็ว่าอาจจะเป็น Stella McCartney ดีไซเนอร์ที่นักร้องสาวชื่นชอบ และซาราห์ เบอร์ตันจาก Givenchy นอกจากนี้ยังมีคนลองเอาเสื้อผ้าที่เทย์เลอร์สวมใส่ออกงานมาเก็งชื่อกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Schiaparelli เพราะเธอเคยสวมชุดสีขาวของดีไซเนอร์คนนี้ไปงาน Grammy Awards ปี 2024 (แต่ประเด็นคือ Lauren Sánchez Bezos ผู้แต่งงานกับ Jeff Bezos เจ้าของ Amazon และ Dua Lipa ป๊อปสตาร์สาวที่แต่งงานกับ Callum Turner ต่างก็สวมชุดของ Schiaparelli ในงานแต่งงานของพวกเธอไปแล้ว) Vivienne Westwood ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก เพราะเทย์เลอร์เคยใส่ชุดของดีไซเนอร์คนนี้ในคอนเสิร์ต รวมทั้งเจ้าตัวก็ชื่นชอบความโรแมนติกและความคลาสสิกของชุดรัดรูปและกระโปรงบานแบบ Vivienne Westwood อยู่แล้ว
หรือบางคนก็มีทฤษฎีเดาใจที่ว่า แม้เทย์เลอร์จะสวมใส่แบรนด์หรูมากมาย แต่เธอก็ไม่ค่อยเข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ และมักสนับสนุนแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากกว่า เพราะแม้กระทั่งแหวนหมั้นของเธอ ยังสร้างสรรค์โดยช่างทำเครื่องประดับอิสระอย่าง Artifex Fine Jewelry เลย

ทั้งหมดนี้ไม่มีใครคาดหมายเลยว่า เฉลยจะออกมาเป็นแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากปารีสอย่าง Christian Dior ภายใต้ Jonathan Anderson ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์ โดยพวกเขาทำงานร่วมกันในห้องเสื้อของ Dior ที่ 30 ถนนมงแตญ ในปารีส
“เป็นความสุขของผมที่ได้ร่วมงานกับเธอ เรากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน” โจนาธานกล่าว “การออกแบบชุดแต่งงานให้ใครสักคนเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งทางใจ”
การที่ Dior ได้ตัดชุดแต่งงานโอตกูตูร์ให้คู่รักแห่งยุคครั้งนี้ ทำให้แบรนด์ได้เปรียบในการแข่งขันที่ดุเดือดกับแบรนด์อื่นๆ ในการแย่งชิงพื้นที่แบรนด์ในงานแต่งงานของคนดัง หลังจาก CHANEL เพิ่งประกาศออกแบบชุดแต่งงานปักลูกปัดสุดประณีตให้กับ Dua Lipa ไปเมื่อเดือนก่อน
แต่นักวิเคราะห์มองว่า Dior เป็นผู้ชนะขาดในเกมนี้มากกว่า เพราะการออกแบบชุดแต่งงานให้เทย์เลอร์ก็นับเป็นโปรเจกต์ชุดเจ้าสาวที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ แม้ว่าจะยังไม่มีภาพถ่ายจากงานฉลองที่เมดิสันสแควร์การ์เด้นออกมา แต่ความสนใจจากสื่ออย่างมหาศาลก็เกิดขึ้นรอบงานแต่งงาน สื่อต่างไปดักรอถ่ายภาพแขกที่เดินเข้างาน หรือพยายามเสาะหาข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงาน และมีการคาดการณ์ว่า ชุดแต่งงานของเทย์เลอร์สามารถสร้างมูลค่าสื่อสูงให้ Dior ถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 500 ล้านบาท) ภายใน 48 ชั่วโมงแรก (แม้จะยังไม่ได้เห็นรูปกันเลยด้วยซ้ำ)

“การว่าจ้างครั้งนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า Dior และโจนาธาน แอนเดอร์สันจะได้รับการจดจำในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมป๊อปไปอีกหลายปี” Thomaï Serdari นักกลยุทธ์แบรนด์หรูและศาสตราจารย์ด้านการตลาดจาก Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าว
“ตอนที่เธอเลือกโจนาธาน ฉันคิดว่ามีคนให้คำแนะนำเธอได้ถูกต้องแล้ว” Sheila Hicks ศิลปินสิ่งทอชาวอเมริกันวัย 91 ปี ผู้ร่วมออกแบบกระเป๋า Dior กับแอนเดอร์สันเมื่อปีที่แล้ว แสดงความคิดเห็นกับสำนักข่าว Reuters “มันแสดงให้เห็นว่าเธอฉลาดและทำงานร่วมกับคนที่เหมาะสม” การที่ Dior ได้ออกแบบชุดให้กับเทย์เลอร์ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า เจ้าสาวมีรสนิยมชอบเทพนิยายมากกว่าการเลือกชุดเจ้าสาวสไตล์อาวองการ์ด หรือแหวกแนวเปรี้ยวจี๊ดแบบเจ้าสาวคนดังอื่นๆ ด้วย
สำหรับ Dior ที่พยายามกระตุ้นยอดขายในตลาดสินค้าหรูที่อยู่ในช่วงซบเซา อิทธิพลของเทย์เลอร์น่าจะส่งผลให้ Dior ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์เรือธงของ LVMH ได้รับการเผยแพร่มากขึ้นอย่างมาก ทั้งผู้ติดตามในอินสตาแกรมของสวิฟต์กว่า 273 ล้านคน และฐานแฟนคลับสวิฟตี้ทั่วโลกที่เป็นระดับ loyalty fan ของป๊อปสตาร์ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ Dior สร้างพื้นที่สื่อมูลค่าสูงในระดับที่แคมเปญการตลาดอื่นๆ เทียบไม่ได้
จะว่าไปแล้ว การเปิดเผยดีไซเนอร์ชุดเจ้าสาวของเทย์เลอร์ก็เป็นจังหวะที่ดีสำหรับโจนาธานด้วย เพราะสัปดาห์ต่อมา โลกแฟชั่นก็เข้าสู่ Paris Fashion Week โดย Dior ได้จัดแสดงคอลเลกชั่นโอตกูตูร์ฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาวที่ปารีส
แน่นอนว่า การออกแบบชุดแต่งงานสำหรับคนร่ำรวยและมีชื่อเสียงนั้นไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จสำหรับแบรนด์หรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่พวกเขากำลังเผชิญกับความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง เพราะอย่างในงานแต่งงานของ ลอเรน ซานเชซ และเจฟฟ์ เบโซส์ เจ้าสาวสวมชุดแต่งงานสั่งตัดพิเศษจาก Dolce & Gabbana ในงานฉลองสุดหรู 3 วันที่เวนิสเมื่อปีที่แล้ว ทว่าแบรนด์อิตาลีดังกล่าวกลับกำลังมองหาวิธีระดมทุนและกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารอยู่ ส่วน Valentino ซึ่งออกแบบชุดเดรสทรงตรงสำหรับงานแต่งงานของนิโคล่า เพลต์ซกับบรูกลิน เบคแฮมในปี 2022 ก็รายงานผลขาดทุนและกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เช่นกัน
อ้างอิง
- reuters.com/business/media-telecom/dior-beats-chanel-dress-taylor-swift-wedding-decade-2026-07-06
- carrara-advisory.com/articles/bridal-fashion-where-emotion-meets-billion-dollar-business
- ijarsct.co.in/Paper7937C.pdf?shem=rimspwouohe
- nytimes.com/2026/07/03/style/taylor-swift-wedding-dress-dior.html
- finance.yahoo.com/media-advertising/articles/swift-kelce-wedding-luxury-market-142619440.html
- wwd.com/pop-culture/celebrity-news/taylor-swift-dior-wedding-dress-jonathan-anderson-1239054304
หลักการรื้อถอนโลกแฟชั่นที่ทำให้ Maison Margiela กลายเป็นแบรนด์ที่กระโดดนำหน้าเทรนด์อยู่เสมอ
“ผมอยากให้เสื้อผ้าของผมมีเสียงเป็นของตัวเอง”
มาร์แตง มาร์เจียลา (Martin Margiela) ขึ้นชื่อเรื่องหวงแหนความเป็นส่วนตัว เขาไม่เคยเดินขึ้นรันเวย์ไปโค้งจบโชว์ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวอย่างดีไซเนอร์คนอื่น และพยายามสุดความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่เปิดเผยรูปถ่าย อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
จากบรรดาโควตของเขาที่มีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน ประโยคนี้ได้กลายมาเป็นคำพูดหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์ Maison Margiela เรื่อยมา
คุณอาจรู้จัก Maison Margiela ผ่านไวรัลโมเมนต์จากโชว์คอลเลกชั่นโอตกูตูร์ที่ได้แพต แมคกราท (Pat McGrath) มาเสกเมคอัพลุคตุ๊กตาพอร์ซเลนผิวกระจก หรือจากสินค้าตัวดังอย่างน้ำหอมไลน์ REPLICA ซึ่งว่ากันว่ามีระดับราคาอยู่ที่ปากทางเข้าโลกลักชูรีพอดิบพอดี


กระนั้น ไฮแฟชั่นหรูหรานำเทรนด์ไม่ใช่ดีเอ็นเอที่อยู่กับ Maison Margiela มาตั้งแต่ต้น กลับกันเลย สิ่งที่แบรนด์ต้องการคือรื้อสร้างสิ่งเหล่านี้ต่างหาก
เทรนด์มาจากไหน
แบบใดที่เรียกว่าหรูหรา
แล้วแฟชั่นคืออะไรกันแน่
ดีไซเนอร์ลึกลับจากแอนต์เวิร์ป
ปารีสอาจเป็นภูมิลำเนาของ Maison Margiela แต่ไม่ใช่กับบิดาของแบรนด์ มาร์แตง มาร์เจียลา เกิดและโตในเมืองอุตสาหกรรมเล็กๆ ของเบลเยียมที่มีชื่อว่าเคงก์ (Genk) ก่อนจะเข้าไปเรียนต่อที่ Royal Academy of Fine Arts เมืองแอนต์เวิร์ป เบลเยียมในช่วงทศวรรษ 1970
แอนต์เวิร์ปในขณะนั้นเป็นเพียงเมืองท่าค้าพลอยที่แม้จะมีสถาปัตยกรรมสวยงามน่าสนใจ แต่ไม่มีชื่อเสียงอะไรมากมาย เมื่อพูดถึงแฟชั่น หากไม่นึกถึงปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก คนยุค 1970s มักนึกถึงมิลาน ถิ่นกำเนิดของแบรนด์ดาวรุ่งที่กำลังเริ่มฮิต อย่าง Armani หรือ VERSACE มากกว่า แต่นั่นเป็นเพราะกว่าแฟชั่นแนวอาวองการ์ดของแอนต์เวิร์ปจะเริ่มเบ่งบานจริงๆ ก็กลางทศวรรษ 1980 หลังการมาของดีไซเนอร์กลุ่ม Antwerp Six ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของมาร์เจียลาทั้งสิ้น
ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นกำลังตะกายดาวขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ มาร์แตงในวัยจบใหม่ทำงานฟรีแลนซ์อยู่ราว 5 ปี ก่อนจะย้ายเข้าปารีสเพื่อไปเป็นผู้ช่วยให้กับฌ็อง ปอล โกลตีเย (Jean Paul Gaultier) ดีไซเนอร์หัวขบถผู้ได้รับการขนานนามจากสื่อฝรั่งเศสว่า เด็กมีปัญหา (enfant terrible) แห่งโลกแฟชั่น

อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปไกลเท่าไหร่นัก เพราะกระทั่งระดับตำนานอย่างโกลตีเยก็ยังมองเขาเป็นยอดฝีมือ ทั้งยังยืนยันกับนิตยสาร i-D ว่า ตราบจนถึงทุกวันนี้ มาร์แตงเป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุดที่เขาเคยมี
“เพื่อนที่ทำงานอยู่หนังสือพิมพ์ Libération เป็นคนแนะนำเขาให้ผม ได้ลองดูงานเขาปุ๊บ ผมก็บอกเพื่อนปั๊บว่า เด็กนี่เปิดไลน์ตัวเองเลยก็ยังได้ ไม่ต้องมามัวเป็นเด็กฝึกงานหรอก แต่เขายืนกรานจะมาเรียนงานกับผม สุดท้ายก็อยู่ทำงานด้วยกัน 3 ปี เป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด และกลายมาเป็นเพื่อน”
แม้จะคลุกคลีและเรียนรู้งานมาจากชายผู้รักเสียงปรบมือและแสงแฟลช มาร์แตงกลับเลือกที่จะทำแบรนด์ในห้องอพาร์ตเมนต์เล็กๆ โดยคิดมาตั้งแต่แรกว่าจะไม่ออกไปสู่สปอตไลต์ และแม้โลกแฟชั่นที่เขาเห็นมาจะวิลิศมาหราเพียงใด เขาเลือกใช้ความรักที่ตนมีต่อตลาดมือสองและสิ่งของที่เคยมีชีวิตในการวางรากฐานแบรนด์



Artisanal Line 0 ที่มาร์แตงใช้เปิดตัวแบรนด์เมื่อปี 1989 จึงเป็นเสื้อผ้าหน้าตาล้ำยุค เกรอะกรัง ทว่าโก้แปลกตา ทุกลุคเนรมิตจากของมือสอง วัสดุเหลือใช้ เครื่องแบบทหารที่กองทัพผลิตออกมาเกินความต้องการ (military surplus) และผ้าวินเทจสวยๆ ที่เขาตามล่าหามาเอง
มาร์แตง มาร์เจียลา อาจไม่ใช่ดีไซเนอร์คนแรกที่ทำให้คนหันมาสนใจแอนต์เวิร์ปก็จริง แต่เขาคือหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ทำให้คนยอมรับในภายหลังว่า นอกจากแอนต์เวิร์ปจะเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นอาวองการ์ดแล้ว ระบบนิเวศสร้างสรรค์ของเมืองยังมีศักยภาพอย่างมากในการหล่อเลี้ยงคนทำงานแฟชั่นอีกด้วย
พลังสร้างสรรค์ของการรื้อทำลาย
คนใกล้ชิดเล่ากันว่า มาร์แตงมีรสนิยมแหวกค่านิยมความงามเดิมๆ มาแต่ไหนแต่ไร ผู้หญิงที่เขามองว่าสวยมักเป็นคนที่สังคมผลักหลุดออกจากมาตรฐาน เช่น มีจมูกที่ใหญ่และเด่น ตลอดเวลาที่ทำแบรนด์ เขาจึงยังคงออกแบบเสื้อผ้าและทำโชว์ด้วยทัศนคติเช่นนั้น เช่น เสาะหาและเปิดโอกาสให้นายแบบนางแบบที่มีรูปลักษณ์หลากหลายเข้ามาร่วมงาน
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ผลงานของ Maison Margiela จึงมักต้องปะทะกับมาตรฐานความงามสมัยนั้นอยู่เสมอ เนื่องจากตลาดแฟชั่นผู้ชายยุค 1980s ยังไม่โตนัก เกมแฟชั่นยุคนั้นจึงเป็นเกมแข่งกันขายเสน่ห์น่าดึงดูด (allure) ของเพศหญิงซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก นางแบบที่มาเดินต้องเป็นซูเปอร์โมเดล หุ่นต้องผอม หน้าต้องสวย ลุคเสื้อผ้าต้องโก้หรู ราคาแพง
Maison Margiela ปฏิเสธกรอบทั้งหมดนั้นด้วยการปิดหน้าปิดตานางแบบ ใช้วัสดุและสีที่ดูหลุดขนบ ตัดเย็บทรงโคร่ง (ถึงขั้นจัดโชว์ที่มีชื่อว่า Oversized Collection ในเวลาต่อมา) โดยเฉพาะ Line 1 ซึ่งเป็นเสื้อผ้า ready-to-wear สำหรับผู้หญิง หนังสือพิมพ์ Independent เขียนถึงแฟชั่นโชว์เมื่อปี 1989 ของไลน์นี้ว่า



“เหมือนเอาผ้ากันเปื้อนหนังสัตว์ของคนขายเนื้อมาตัดเป็นชุดราตรีสวย”
แต่นั่นยังไม่ใช่โชว์ที่ช็อกโลกที่สุดของ Maison Margiela เพราะไม่ถึงปีหลังจากนั้น มาร์เจียลาเมินกฎล่องหนที่ว่าแฟชั่นโชว์ควรจัดที่โรงแรมห้าดาว วังเก่า หรือห้างหรู แล้วเอาแฟชั่นโชว์เข้าไปในชุมชน
คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 1990 จัดขึ้นกลางสนามเด็กเล่นในย่านแรงงานแถบชานเมืองปารีส แถมยังเปิดให้เข้าจองที่นั่งในงานสดๆ แบบ first come, first served ผลลัพธ์คือนอกจากบรรณาธิการแฟชั่น เจ้าของห้องเสื้อ และนักศึกษาแฟชั่นแล้ว ครอบครัวที่อาศัยในละแวกนั้นจริงๆ และเด็กๆ ที่วิ่งเล่นแถวนั้นอยู่เป็นประจำก็ได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์ด้วย


ด้วยความที่มาร์แตงออกจะหมั่นไส้วัฒนธรรมบัตรเชิญแบบเดิมๆ ที่ต้องดูประดิดประดอย ประณีตสวยหรู เขาจึงมอบหมายให้นักเรียนในชุมชนกลุ่มหนึ่งทำการ์ดวาดมือ โดยเปิดกว้าง ให้อิสระเด็กๆ เต็มที่ในการตีความแนวคิดของโชว์ บัตรเชิญของงานจำนวนกว่า 500 ใบจึงมีลวดลายแตกต่างกัน ไม่มีใบไหนเหมือนกันเลย
แท็กเสื้อที่แอนตี้โลโก้จนกลายเป็นโลโก้
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฝีเย็บสี่มุมบริเวณสะบักหลังเสื้อ กับแท็กเสื้อไร้โลโก้พิมพ์ลายเลข 1 ถึง 23 กลายมาเป็นเหมือนกับลายเซ็นของ Maison Margiela ที่เย็บติดไปกับสินค้า แน่ล่ะว่าคนวงในจะต้องรู้จักดี ต่างจากคนวงนอกที่เข้าใจผิดว่าเลขบนแท็กเป็นเลขไซส์หรือล็อตสินค้ามานักต่อนัก ความจริงแล้ว เลขที่ถูกวงบนแท็กใช้สื่อสารว่าสินค้าจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหน
Line 1 คือเสื้อผ้าสตรี
Line 3 คือน้ำหอม
Line 10 คือเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ
Line 12 คือเครื่องประดับ
Line 22 คือรองเท้า
ยังไม่นับรวมเลขที่ปล่อยว่าง ยังไม่มีคอลเลกชั่นหรือหมวดหมู่เป็นของตัวเองอย่างเลข 9
ส่วนเจ้าฝีเย็บสี่มุมก็มีเรื่องเล่าขำๆ ที่ได้ยินคอแฟชั่นเมาท์กันบ่อยๆ คือช่วงยุค 1990s ที่แบรนด์เปิดตัวใหม่ๆ ลูกค้าที่มาซื้อมักขอให้ร้านช่วยเลาะออก หรือเอาไปให้ช่างเย็บผ้าแก้ เพราะคิดว่าเป็นรอยเนาชั่วคราวที่แบรนด์ลืมเอาออก



แต่ไม่แน่ว่าลูกค้ายุคแรกเหล่านั้นอาจทำถูกต้องตามเจตจำนงของมาร์แตงมากกว่าเราๆ ที่จดจำมันในฐานะโลโก้ เนื่องจาก Maison Margiela มักพูดถึงเจ้า Four Stitches ในฐานะสิ่งที่ตรงข้ามกับป้ายแบรนด์ (the opposite of a label) โดยสิ้นเชิง เดิมทีคิดมาเพื่อใช้ยึดป้ายขาวด้านในตัวเสื้อเฉยๆ โดยตั้งใจให้ผู้สวมใส่สามารถตัดป้ายออกได้ทั้งหมด เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าเปล่าๆ ไม่มีทั้งโลโก้และชื่อแบรนด์มาขีดเส้นความสวยงามของมันด้วยคำว่าไฮเอนด์
ต้นคิดคอนเซปต์แอนตี้โลโก้อันเฉียบคมนี้ คือหุ้นส่วนคนสำคัญที่อยู่กับมาร์แตงมาตั้งแต่ช่วงแรกตั้งแบรนด์ เจนนี่ มีเรนส์ (Jenny Mierens) นักธุรกิจเจ้าของร้านเสื้อผ้าไฮเอนด์สุดฮิตในกรุงบรัสเซลส์ ผู้กลายมาเป็นดั่งกระดูกสันหลังของ Maison Margiela คอยช่วยคิด ช่วยสร้างอัตลักษณ์ วิธีการสื่อสาร ตลอดจนกลยุทธ์การตลาด
นักประวัติศาสตร์แฟชั่นหลายคนมองว่า Maison Margiela อาจโตช้ากว่านี้ หรือกลายร่างเป็นแบรนด์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง หากความคิดสร้างสรรค์ของมาร์แตงขาดไปซึ่งมันสมองของเจนนี่


แล้วก็เป็นเธอนี่แหละที่บอกกับมาร์แตงว่า อย่าเปิดตัวแบรนด์ด้วยสินค้าที่แปะชื่อตัวเองหรา ราวกับจะป่าวประกาศความเป็นแบรนด์เนม “ถ้าคนเดินเข้าร้านมา แล้วเห็นเสื้อผ้าที่ดูคาแร็กเตอร์ชัด แต่กลับไม่มีชื่อแบรนด์ติดอยู่ พวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่ามันน่าค้นหา”
ทีแรกมาร์แตงลังเล แต่สุดท้ายก็เอาด้วย แล้วคิดเรื่องฝีเย็บสี่มุมขึ้นมาใช้ยึดป้าย เงื่อนไขคือต้องมองเห็นได้จากด้านนอก เจนนี่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The New York Times ว่า
“ทนายของเราอึ้งไปเลย เพราะก็ใช่สิ พวกเขาจะใช้กฎหมายปกป้องลิขสิทธิ์ให้กับป้ายชื่อที่ว่างเปล่าได้ยังไงล่ะ พวกเราเลยโกหกเขาว่าจะพิมพ์ชื่อของมาร์แตงซ่อนไว้ด้านหลังป้ายเลขด้วย แต่จริงๆ ไม่เคยพิมพ์หรอกนะ”
มอบความรักให้ไอเทมที่คนเกลียด
ก่อนที่ Maison Margiela จะมอบชีวิตใหม่ในโลกไฮแฟชั่นให้กับทาบิ (Tabi) หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 15 ของญี่ปุ่น เรื่องราวของถุงเท้าและรองเท้ากีบอูฐนั้นพ่วงมากับประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ชนิดที่เป็นรองเท้าหนังใส่เหยียบพื้นนอกบ้านได้โดยตรงจะเรียกว่า จิกะทาบิ (地下足袋) ช่วยปกป้องนิ้วโป้งเท้าได้ดีในกลุ่มผู้ใส่ที่ต้องเดินเยอะ จิกะทาบิจึงเป็นสัญลักษณ์ของชาวไร่ชาวนาหรือแรงงานก่อสร้าง ส่วนคำว่าทาบิ (足袋) ที่โลกตะวันตกยืมไปใช้ หากพูดในภาษาญี่ปุ่น คนจะนึกถึงถุงเท้าแยกนิ้วที่เอาไว้สวมคู่กับเกี๊ยะเสียมากกว่า


เรียกว่าเกลียดอาจฟังดูเกินไป แต่ ณ วันเปิดตัว ทาบิของ Maison Margiela นับเป็นดีไซน์ที่แสนจะประหลาดในสายตาผู้ไม่คุ้นเคย ใครชอบก็ชอบมาก ส่วนใครเกลียดก็เกลียดมากจริงๆ เนื่องจากจงใจออกแบบมาเพื่อท้าทาย silhouette เดิมๆ และทำลายกรอบความงามของรองเท้าในโลกตะวันตก



แม้เสียงตอบรับในวันนั้นจะดูแบ่งขั้วจนน่ากลัว แต่สุดท้ายทาบิก็ค่อยๆ กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ไอเทมของ Maison Margiela ที่ผู้คนจดจำได้ แล้วความรักที่แบรนด์มอบให้มันอย่างเชื่อมั่นก็ค่อยๆ ทำให้ดีไซน์และรูปแบบใหม่ๆ ของรองเท้ากีบอูฐค่อยๆ งอกเงยจากเดิมที่มีแค่บูต เราก็เริ่มได้เห็นรองเท้าแตะทาบิ ผ้าใบทาบิ คัตชูทาบิ ส้นสูงทาบิ และอีกมากมาย




รู้ตัวอีกที ทาบิก็ไม่ใช่สไตล์หลุดโลกสวมใส่ยากอีกต่อไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นไอเทมตัวช่วยของเหล่าเซเลบที่อยากยกระดับสไตล์ของตัวเองให้ดู niche และมีศิลปะขึ้น
การหายตัวไปของมาร์แตง มาร์เจียลา
CHANEL ไม่อาจตัดขาดจากโคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) ได้ฉันใด Dior ก็ไม่อาจตัดขาดจากคริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) ได้ฉันนั้น ทว่าในปี 2009 มาร์แตง มาร์เจียลา กลับเกษียณตัวเองจาก Maison Margiela และวงการแฟชั่นไปเงียบๆ ไม่มีแถลงการณ์ลาออก ไม่มีงานเลี้ยงอำลาตำแหน่ง มีเพียงชีวิตประจำวันที่เดินหน้าต่อไป โดยที่คนในวงการเริ่มสังเกตเห็นว่ามาร์แตงไม่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กับแบรนด์อีกแล้วก็เท่านั้น
สื่อแฟชั่นส่วนหนึ่งเดาว่า บทบาทของมาร์แตงอาจลดลงมาสักพักแล้ว หลังจากบริษัทถูกขายให้กับ OTB เครือแฟชั่นลักชูรี ภายใต้การนำของเรนโซ รอสโซ (Renzo Rosso) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ DIESEL ในปี 2002 เป็นไปได้ว่าสไตล์การทำงานที่ไม่อาจควบคุมรายละเอียดทุกอย่างของแบรนด์ได้เหมือนยุคแรก อาจขัดกับธรรมชาติของเขา

กว่า 10 ปีที่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าสาเหตุที่เขาปลีกตัวจากไปคืออะไร จนกระทั่งคณะกรรมการเปิดจดหมายรับรางวัล Belgian Fashion Awards ในปี 2018 ของเขา เนื้อความส่วนหนึ่งช่วยให้เราเดาเหตุผลได้กลายๆ
“ผมรู้สึกว่าแรงกดดันมากมายจากทั่วโลก และข้อเรียกร้องทางการค้าที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันเกินรับมือ น่าเสียดายจริงๆ ที่เราใช้โซเชียลมีเดียทำให้ข้อมูลทุกอย่างท่วมท้นอยู่ตลอดเวลา นั่นน่ะมันทำลายความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รอคอยอะไรสักอย่าง และเวทมนตร์ของความรู้สึกเซอร์ไพรส์ ผมเลยเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญพื้นฐานในการทำงานไป”
บางทีที่มาร์แตงเลือกเดินจากไปเช่นนี้อาจเป็นบททดสอบที่ดีที่สุดของปรัชญาที่ Maison Margiela เชื่อมั่นมาตั้งแต่ต้น นั่นคืองานศิลป์ควรโดดเด่นและมีเสียงของตัวมันเอง มิใช่พึ่งพาแต่ชื่อเสียงของศิลปินไปเรื่อยๆ
ที่แน่ๆ คือ Maison Margiela ก็ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และดูท่าว่าจะมีแต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การนำของใคร หลักการเดิมของแบรนด์ยังคงมีชีวิต
อ้างอิง
- graduatestore.fr/blog/en/martin-margiela-the-invisible-man
- thecut.com/2015/04/peek-behind-the-martin-margiela-mystique.html
- i-d.co/article/20-things-you-need-to-know-about-martin-margiela
- vogue.com/article/margiela-tabi-boots-history
- vanityfair.it/fashion/news-fashion/2018/10/17/martin-margiela-intervista-perche-ha-lasciato-moda-marchio
- dazeddigital.com/fashion/article/41804/1/maison-martin-margiela-belgian-fashion-awards-acceptance-letter
- businessoffashion.com/articles/fashion-week/remembered-the-game-changing-martin-margiela-show-of-1989
ทางบอลเยี่ยม ทางบ้านยอดความสำเร็จของนอร์เวย์ในโลกแห่งอาหารด้วยกองหน้าที่ชื่อว่า ‘แซลมอน’
เมื่อพูดถึงประเทศนอร์เวย์ในปัจจุบัน หากคุณเป็นคอบอลก็คงรู้แล้วว่า นอร์เวย์เป็นหนึ่งในทีมม้ามืดที่กำลังทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกหนนี้ หลังเพิ่งหักปากกาเซียนโค่นแชมป์โลก 5 สมัยอย่างบราซิล และหากคุณเป็นนักเดินทางก็คงหลงใหลความอลังการของธรรมชาติอย่างฟยอร์ดหรือแสงเหนือ และหากเป็นนักชิมก็คงรู้แล้วว่า แซลมอนที่มาจากดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนนี้นั้นได้รับความนิยมระดับโลก
อย่างหลังนั้นน่าสนใจ เพราะนอร์เวย์ไม่ได้เป็นมหาอำนาจด้านอาหารเพราะมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ แต่ความสำเร็จในด้านนี้เกิดจากการมุ่งเน้นผลิตอาหารคุณภาพสูงที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่น โดยเฉพาะทะเลและชายฝั่งอันยาวไกล
นอร์เวย์ถือเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมอาหารแข็งแรงและสร้างมูลค่าสูง มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ปี 2024 นอร์เวย์ส่งออกอาหารทะเลคิดเป็นมูลค่า 175.4 พันล้านโครนนอร์เวย์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 181.5 พันล้านโครนนอร์เวย์ในปี 2025 อันนับเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่
ไม่ต่างกับการทำผลงานที่ยอดเยี่ยมของทีมชาตินอร์เวย์ในฟุตบอลโลกหนนี้ อุตสาหกรรมอาหารของนอร์เวย์ก็กำลังบินสูงเช่นเดียวกัน ว่าแต่เบื้องหลังความสำเร็จมีที่มายังไงกันแน่? ทำไมประเทศที่มีประชากรราว 5 ล้านคนถึงเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร? เราชวนหาคำตอบจาก Recap ตอนนี้
เส้นทางอาหารจากท้องทะเลอันสมบูรณ์
ในบทความของ National Geographic บอกว่า นอร์เวย์เป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมอาหารซึ่งหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คนริมทะเล โดยมีอาหารทะเลสด วัตถุดิบท้องถิ่น และภูมิปัญญาการผลิตอาหารที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านทางชายฝั่งอันเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมอาหาร
ในบทความเล่าถึง ‘เส้นทาง’ ของอาหาร โดยเฉพาะ 3 จุดหมายหลักอย่างเมืองแบร์เกน (Bergen), ไกรังเงอร์ (Geiranger) และนอร์ดฟยอร์ด (Nordfjord) ซึ่งแต่ละแห่งสะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารนอร์เวย์ในมิติที่แตกต่างกัน
เริ่มตั้งแต่แบร์เกน เมืองท่าประวัติศาสตร์ที่เติบโตจากการค้าทางทะเลมาตั้งแต่ยุคกลาง อันเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารทะเลของนอร์เวย์ที่นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มอาหารทะเลสดได้หลากหลายชนิด แถมยังมีตลาดปลาที่เปิดดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ต่อมายังไกรังเงอร์ เมืองเล็กริมฟยอร์ดอันโด่งดังที่โดดเด่นด้านผู้ผลิตอาหารรายย่อยที่ใส่ใจคุณภาพ และมีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่ออย่างชีสนมแพะ คราฟต์เบียร์ และช็อกโกแลตคราฟต์ ไปจนถึงนอร์ดฟยอร์ด ที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงที่รุ่งเรืองจากการทำประมงปลาค็อดและปลาเฮร์ริง
กล่าวโดยรวม ชายฝั่งของนอร์เวย์นั้นทอดยาวผ่านภูเขาสูง ฟยอร์ดลึก และหมู่บ้านชาวประมงที่พึ่งพาทะเลมานานหลายศตวรรษ ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมเช่นนี้คือตัวหล่อหลอมให้อาหารนอร์เวย์มีลักษณะเด่นในการใช้อาหารทะเลสดเป็นวัตถุดิบหลัก เลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ให้ความสำคัญกับความ ‘คราฟต์’ ในการผลิตอาหาร และคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
อาหารนอร์เวย์จึง ‘เชื่อมโยง’ กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของประเทศ ขณะที่ก็เป็นสิ่งที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ และวัฒนธรรมของผู้คนในเวลาเดียวกัน
แซลมอน สุดยอดกองหน้าแห่งโลกอาหาร

หากเออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) คือนักเตะที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมชาตินอร์เวย์ในโลกฟุตบอล แซลมอนก็เป็นสัญลักษณ์ของอาหารนอร์เวย์
อย่างที่เรารู้ ปลาแซลมอนนอร์เวย์ถือเป็นวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ สาเหตุก็เพราะแซลมอนนอร์เวย์มาจากสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์และเย็นจัด ทำให้มีไขมันแทรกสวยงาม รสชาติอ่อนนุ่ม เนื้อสัมผัสเนียนแน่น จึงถูกนำไปใช้ในหลายเมนูทั่วโลก ตั้งแต่ซูชิยันอาหารนอร์ดิกสมัยใหม่
ในด้านการส่งออก นอร์เวย์นับเป็นผู้ผลิตปลาแซลมอนสายพันธุ์แอตแลนติกรายใหญ่ที่สุดของโลก มียอดปริมาณการส่งออกสูงมากโดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (2026) มียอดส่งออกแซลมอนถึง 129,800 ตันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ‘เมนูจากแซลมอน’ ของเชฟชาวนอร์เวย์ก็ยังคงมีการพัฒนา ผสมผสานเทคนิคใหม่ๆ เข้ากับวัตถุดิบดั้งเดิม ทั้งจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง การเกิดขึ้นของร้านอาหารไฟน์ไดนิงที่สร้างสรรค์ และการผสานรสชาติกับอาหารจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารจานนอร์เวย์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวทีโลก
แปะป้าย Product of Norway สร้างมูลค่าไปทั่วโลก
นอร์เวย์มีสภาอาหารทะเลแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Seafood Council) ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์อาหารทะเลนอร์เวย์ทั่วโลก โดยเผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญอย่างการส่งเสริมแบรนด์ แนวทางการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนอย่างยั่งยืน (นอร์เวย์มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก) มีรายงานสถิติการส่งออกอาหารทะเลประจำปี และมีข้อมูลตลาดอาหารทะเลทั่วโลก ถือเป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับข้อมูลด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเลของนอร์เวย์

นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังลงทุนด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีทางทะเลอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน โดยมีงานวิจัยที่หลากหลาย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล การถนอมอาหาร หรือเทคโนโลยีฟาร์มกลางทะเล เป็นต้น ทำให้นอร์เวย์รักษาความเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้อย่างต่อเนื่อง
อีกจุดสำคัญคือ การสร้าง ‘แบรนด์’ เพราะนอร์เวย์ไม่ได้ส่งออกเพียงอาหารทะเล แต่ยังส่งออกภาพลักษณ์ของประเทศด้วย โดยเฉพาะคำว่า ‘Product of Norway’ หรือ ‘Norwegian Seafood’ ที่กลายเป็นตรารับรองคุณภาพ และทำให้ผู้บริโภคนึกถึงความสะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์ ความยั่งยืน และมาตรฐานสูง ที่แค่หยิบเข้าปากก็สัมผัสได้ถึงความพรีเมียมเหล่านี้แล้ว นั่นเองจึงทำให้การเป็น ‘แบรนด์’ ของประเทศช่วยสร้างมูลค่าให้สินค้าได้อย่างมหาศาล
ทั้งหมดนี้ คือหัวใจแห่งความสำเร็จที่ทำให้นอร์เวย์เป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร อันเกิดจากการสร้าง ‘มูลค่า’ ให้กับประวัติศาสตร์และวัตถุดิบอันเป็นเอกลักษณ์
อ่านบทความจบแล้ว เย็นนี้อยากชิมแซลมอนนอร์เวย์สักชิ้นไหม