วิธีคิดที่ทำให้แบรนด์โตวันโตคืนโดยไม่จำเป็นต้องเก่งไปเสียทุกอย่างในแบบ Sunbeary จากงาน WTF

ชานม BEARHOUSE ที่แมสจนต้องเร่งขยายสาขา จนตอนนี้มีทั้งหมด 73 สาขา, หมึกกรุบหมดแทบทุกร้านสะดวกซื้อและกลายเป็นไวรัลเมื่อลิซ่าและโรเซ่แห่งวง BLACKPINK บอกว่า นี่คือขนมที่พวกเธอรักจนต้องพกติดกระเป๋าไว้ ไปจนถึง Sunsu ขนมเยลลี่ถูกใจคนรักสุขภาพ

รู้ตัวอีกที ‘ซารต์–ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช’ และ ‘กานต์–กานต์ อรรถกร’ อดีตยูทูบเบอร์ชื่อดังจากชันแนล Bearhug ก็ได้สร้าง ‘Sunbeary’ อาณาจักรธุรกิจขนมคบเคี้ยวที่ฮิตติดลมบนไปทั่วประเทศ ทั้งเคยสร้างปรากฏการณ์น่าตื่นเต้นอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น

ความน่าสนใจคือพวกเขาทั้งสอง โดยเฉพาะ ซารต์ ปัทมพร ที่ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนทำอาหารเป็นหรือทำอาหารเก่ง แต่กลับสามารถทำแบรนด์ขนมให้แมสติดตลาดโตวันโตคืนได้อย่างที่เห็น ซึ่งพวกเขาได้เผยเคล็ดลับความสำเร็จนี้ไว้ในเซสชั่นหนึ่งของงานอีเวนต์ WTF Festival 2026 โดยเราได้สรุปมาให้แล้วใน Keynote ตอนนี้

ให้รู้ก่อนว่ารักสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นจะนำพาเราไปแม้จะไม่ได้ทำมันได้ 100%

“ซารต์เป็นคนที่ทำอาหารไม่เก่ง ทำอาหารไม่เป็นเลยด้วย แต่ซารต์มีแพสชั่นในการกิน กินขนม กินของหวานวันหนึ่งได้เยอะมากๆ ตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์เราตระเวนกินร้านอาหารที่เขาว่าดังแทบทุกร้าน จนการกินติดเป็นนิสัยของเราไปแล้ว”

ซารต์เริ่มแชร์ให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำแบรนด์ขนมขาย ส่วนตัวเธอเป็นคนที่ชอบกินขนมมากๆ ความคลั่งไคล้ในการกินขนมของเธอถึงขั้นที่ว่า ถ้าเธอสนใจกินช็อกโกแลตในตอนนั้น เธอจะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อกวาดช็อกโกแลตแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกันว่ายี่ห้อไหนอร่อยถูกลิ้นเธอที่สุด เหมือนที่เราเห็นบ่อยครั้งสมัยทำช่อง Bearhug ที่มักจะมีตอนที่เธอรีวิวของกินด้วยความสุขเสมอ

กานต์ พาร์ตเนอร์ของเธอเสริมว่า นอกจากแพสชั่นในการกินแล้ว ซารต์ยังมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘ลิ้นเทพ’ ทำให้เธอสามารถเทสต์รับรสชาติของอาหารได้ละเอียดกว่าคนอื่น เมื่อนำมาผนวกกับการชอบกินที่เป็นทุน ซารต์จึงตัดสินใจทำแบรนด์ขนมโดยไม่ลังเล

กานต์อธิบายต่อว่า หน้าที่ของซารต์ในฐานะซีอีโอไม่ใช่การลงไปทำอาหารด้วยตัวเอง แต่เป็นการทำยังไงให้ ‘รสชาติ’ ที่ถูกปากเสิร์ฟไปถึงผู้บริโภค นี่จึงเป็นเหตุที่ซารต์บอกไปข้างต้นว่า การทำแบรนด์ขนมไม่จำเป็นต้องทำอาหารเก่งหรือทำอาหารเป็น แค่รู้ว่าเรารักและพิถิพิถันในการกินจริงๆ ก็พอ เหมือนกับการเปิดร้านขายผัดกะเพราที่ไม่ต้องผัดกะเพราเป็น แต่ต้องชิมรสชาติให้เป็น เพื่อจ้างเชฟที่เก่งมาเป็นคนผัด

ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องสร้างมาตรฐานให้กับแบรนด์ของตัวเอง

“ตอนที่เราเริ่มทำ BEARHOUSE เรามั่นใจว่ารสชาติที่เราทำตอนนั้นดีที่สุดแล้ว แต่พอสั่งมากินเองทุกๆ วัน ปรากฏว่ามีวันหนึ่งรสชาติมันเพี้ยนไป จนเรามาพบว่า ชาที่นำมาใช้ทำชานมจะมีรสชาติที่จางลงในฤดูฝน เป็นความรู้ใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน”

ซารต์ย้อนความกลับไปให้ฟังในวันที่เริ่มตั้งไข่ทำแบรนด์ชานม BEARHOUSE ซึ่งทั้งซารต์และกานต์มั่นใจว่ารสชาติที่ออกสู่ตลาดในวันนั้นถูกดีไซน์มาเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องของวัตถุดิบที่อาจมีรสชาติเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมได้ พวกเขายกตัวอย่าง ‘ใบชา’ ที่นำมาใช้ซึ่งจะมีรสชาติจางลงในฤดูฝน เดิมทีใบชาที่พวกเขานำมาใช้ในตอนแรกมาจากช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวที่มีรสชาติเข้มข้นมากกว่า

ณ เวลานั้น ซารต์มีสองตัวเลือก คือจะปล่อยชาล็อตดังกล่าวขายต่อ หรือตีสต็อกกลับมาแต่ต้องแลกกับการแบกรับค่าวัตถุดิบหลักล้าน ซึ่งจริงๆ ซารต์จะยอมก็ได้เพราะรสชาติในตอนนั้นไม่ได้แย่ เรียกว่าสมบูรณ์ในระดับ 90% แต่สิ่งที่เธอทำคือการตัดสินใจตีสต็อกวัตถุดิบใบชากลับ ด้วยเหตุผลว่า ถ้ายอมรับคุณภาพ 90% ตอนนี้ อนาคตคุณภาพ 90% ก็จะกลายเป็นค่ามาตรฐานใหม่ของแบรนด์ และถ้ายอมรับเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ อนาคตคุณภาพของแบรนด์ก็จะตกลงอีก 

ซึ่งการ ‘ไม่ยอม’ ในครั้งนั้นเองกลายมาเป็นการสร้าง ‘มาตรฐานคุณภาพ 100%’ ให้กับอาณาจักรขนมของ Sunbeary จนถึงทุกวันนี้ และทุกวันนี้ซารต์ยังเป็นคนลงไปชิมขนมและชานมทุกล็อตที่จะวางขายในตลาดเสมอเพื่อรสชาติที่ตรงตามมาตรฐานที่สุด

ตั้งเป้าหมายให้ไกลแล้วชวนคนข้างๆ ไปกับเราด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักได้ยินว่า การจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ คือต้องทำให้คนในองค์กรเห็นภาพเป้าหมายเดียวกันกับเจ้าของ คำถามคือภาพที่ว่ามันเป็นแบบไหนกันล่ะ?

ด้วยความที่เป็นเรื่องในอุดมคติสุดๆ ว่าเป้าหมายที่วางไว้หน้าตามันเป็นยังไง แล้วจะไปถึงด้วยกันได้จริงๆ หรือ? วิธีของซารต์และกานต์ทำง่ายๆ ด้วยการพาคนในทีมไปสัมผัสด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างในช่วงที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Sunsu ซารต์และกานต์พาคนในทีมไปที่แฟลกชิปสโตร์ M&M Chocolate World ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อให้ทีมเห็นว่าฝันของแบรนด์ Sunsu จะต้องก้าวไปถึงระดับเดียวกันกับ M&M ที่กลายเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่คนรู้จักไปทั่วโลก

ซารต์และกานต์มองว่าการ ‘ลงทุน’ กับ ‘บุคลากร’ เป็นสิ่งที่จำเป็นและได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากๆ สิ่งนี้เปลี่ยนมายด์เซตของคนในทีมให้ฝันไกลไปด้วยกันมากขึ้น ซารต์แชร์ว่า จากเมื่อก่อนที่มีไอเดียทำเยลลี่ Sunsu หลายรสชาติ แต่มักถูกน้องในทีมค้าน แต่หลังจากที่กลับมาจากเซี่ยงไฮ้กลายเป็นว่าทุกคนสนุกกับการทำงาน และตอบรับไอเดียกันและกันมากขึ้น

จงเป็นเม่นที่เก่งในทางของตัวเองและรู้ว่าตัวเองจะทำอะไร

ช่วงท้ายของเซสชั่นกานต์นิยามการทำธุรกิจของพวกเขาว่าเป็นเหมือน ‘เม่น’ ที่อาจไม่เก่งหลายเรื่องเหมือนสุนัขจิ้งจอก แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือการทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เหมือนกับเม่นที่ถนัดในการม้วนป้องกันตัว ซึ่งสิ่งที่พวกเขามองว่าทำได้ดีที่สุดและรักที่สุด คือ ‘การกิน’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจตั้งแต่วันแรก

ก่อนจะจากกันไปกานต์นำสิ่งเล่ามาทั้งหมด ขมวดแชร์เป็นเฟรมเวิร์กที่น่าสนใจไว้สั้นๆ 3 ข้อ เพื่อให้คนทำธุรกิจนำไปปรับใช้กันได้ นั่นคือ

1. What You Love รู้ก่อนว่าสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำคืออะไร อย่างที่พวกเขาตอบตัวเองได้ว่าเป็นคนชอบกิน

2. What Pays Well ขายอะไรแล้วคนถึงจะยอมจ่าย การที่พวกเขาเลือกขายขนม เพราะเชื่อว่าต่อให้เทคโนโลยีจะเข้ามา disrupt คนทำงาน แต่มีสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีไม่มีวันเข้ามาแทนที่ได้คือ ‘ขนม’ เพราะยังไงมนุษย์ต้องกินอยู่วันยังค่ำ

3. What You’re Good At เมื่อตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบเจอแล้ว ต้องรู้ต่อว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไร เหมือนกับที่ซารต์รู้ว่าเธอชอบการกิน และสิ่งที่เธอทำได้ดีคือการชิมรสชาติ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจว่าเธอชิมรสชาติได้ดีมาจากตอนที่เธอรีวิวของกินในฐานะยูทูบเบอร์แล้วมีคนดูไปกินตาม พร้อมฟีดแบ็กกลับมาว่า อร่อยเหมือนกัน

Tagged:

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Illustrator

มัทฉะและกราฟิก

You Might Also Like