Metthier x NaRaYa กับเบื้องหลังการออกแบบกระเป๋าที่ใส่ใจแม่บ้านและสวัสดิการพนักงาน

เมื่อพูดถึงสินค้าคอลแล็บรุ่นพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ หลายคนอาจนึกถึงสินค้าแฟชั่นหรือไอเทมลิมิเต็ดที่ผลิตออกมาสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ครั้งนี้คอลัมน์ XChange อยากชวนมาฟังอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างนารายา แบรนด์กระเป๋าสัญชาติไทย กับเมทเธียร์ บริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้านในองค์กรใช้จริงในชีวิตประจำวัน

เมทเธียร์คือผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแบบครบวงจร (Smart Facility Management) ที่นำเทคโนโลยีอย่าง AI CCTV, 3D Visualization, Indoor Mapping, AIoT และ Robotics เข้ามาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เทคโนโลยี คือแนวคิดของ ขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด ที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องทำงานคู่กับเทคโนโลยี และอยากให้พนักงานมี Pride in Profession หรือความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง พร้อมใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมที่คำนึงถึงหัวใจของพนักงานกว่า 12,000 คน

ความร่วมมือระหว่างเมทเธียร์และนารายาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากโจทย์ที่เรียบง่าย คืออยากให้แม่บ้านได้มีกระเป๋าคุณภาพดีสำหรับใส่อุปกรณ์และของใช้มาทำงาน และยังตั้งใจให้กระเป๋ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับภาพลักษณ์ของบุคลากรด่านหน้าที่เป็น brand ambassador ขององค์กร

การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานคุณค่าระหว่าง Tech x  Craftsmanship ที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อคนทำงาน และการสนับสนุนแรงงานเบื้องหลังทั้งในธุรกิจบริการและงานฝีมือไทย

Human-centric Innovation

บริการของเมทเธียร์ประกอบไปด้วยพนักงาน blue collar เป็นหัวใจสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น รปภ. แม่บ้าน พนักงานทำสวน ฯลฯ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขยลเล่าว่า เขามักคอยสังเกตอยู่เสมอว่าพนักงานทำงานสะดวกไหม มีอะไรติดขัดที่บริษัทสามารถช่วยเพิ่มเติมได้บ้าง

“เวลาอยู่หน้างานก็หมั่นพูดคุยกับพนักงาน สังเกตว่า พนักงานใช้ชีวิตยังไง ทำงานยังไง คุยกับเขาว่ามี pain point อะไร”

ก่อนหน้านี้บริษัทเคยพัฒนาวิทยุสื่อสาร METTTALK เพื่อใช้ภายในองค์กร รวมถึงเคยออกแบบยูนิฟอร์มจากการรับฟัง pain point ของพนักงานหน้างาน โดยเฉพาะเรื่องเนื้อผ้าและการใช้งานจริงในสภาพอากาศเมืองไทย แต่คอลแล็บนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เมทเธียร่วมมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างจริงจัง

ขยลสังเกตว่าไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักเห็นแม่บ้านของบริษัทถือถุงพลาสติกใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดหรือของใช้ส่วนตัว จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมแม่บ้านของเมทเธียร์ถึงไม่มีกระเป๋าดีไซน์สวยเป็นของตัวเอง และเป็นไปได้ไหมที่บริษัทจะออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วแม่บ้านต้องเตรียมกระเป๋ามาใช้เอง ซึ่งกลายเป็นภาระส่วนตัวของพนักงาน

“ด้วยความที่เราก็เป็นแบรนด์ไทย และมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของแบรนด์นารายา คุณวาสนา รุ่งแสนทอง คอนเซปต์ของนารายาคือช่วยคนไทย สร้างงานให้กับคนไทย กระเป๋าของเขาจะผลิตโดยคนไทยที่อยู่ตามตำบลต่างๆ โดยเย็บกระเป๋า เสื้อผ้าเอง

“ผมฟังแล้วประทับใจมากว่า สมัยนี้มีแต่แบรนด์ที่อยากจะลดต้นทุนและสั่งผลิตจากจีนถูกๆ แล้วเอามาขายแพง แต่นารายาดีไซน์เองทุกอย่าง พี่วาสนาเป็น Head of Design ที่ออกแบบด้วยตัวเอง ส่วนเราเองก็เป็นแบรนด์ที่จ้างงานคนไทย พยายามสนับสนุนคนไทยให้มีงานทำเหมือนกัน เลยกลายเป็นสองแบรนด์ไทยที่มี purpose เดียวกัน คือช่วยคนไทย”

คอลเลกชั่นนี้จึงเป็นการดูแลพนักงานผ่านงานดีไซน์คุณภาพสูง เพื่อตั้งใจส่งต่อความสุขจากพนักงานไปสู่ลูกค้าที่ใช้บริการอาคาร

Heartmade Bag 

ขยลจึงให้ทีมนารายาช่วยออกแบบกระเป๋าสำหรับแม่บ้าน โดยหยิบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นจุดตั้งต้นของงานดีไซน์ “ก่อนหน้านี้บริษัทเรามีแคมเปญในองค์กรพอดี เราอยากทำเรื่องของ heart made technology แปลว่า ทำด้วยหัวใจ เราสื่อสารกับพนักงานในทุกส่วนงานบริการว่า ทุกคนต้องทำงานด้วย heart made ใส่ใจในการทำงาน ยิ้มแย้มเวลาเจอลูกค้า

“พอเรามีแคมเปญ heart made เราก็ดีไซน์โลโก้รูปหัวใจหน้ายิ้ม 2 สีไว้อยู่แล้ว เป็น CI ของแบรนด์เรา และก็ปรึกษาทีมนารายาว่า จะนำหัวใจกับโลโก้เมทเธียร์มาใส่บนกระเป๋าได้ไหม พอพี่วาสนาเห็นหัวใจปั๊บ ก็บอกว่ามันใช้ได้เลยนะ มันน่ารักมากอยู่แล้ว สามารถอยู่ในงานปรินต์บนผืนผ้าได้เลย”

“ทางทีมนารายาก็เอาหัวใจของเราไปต่อเป็นแพตเทิร์น มีแพตเทิร์นหลายแบบมากให้เลือก ทั้งรูปดอกไม้ ลายกราฟิกทันสมัยแนว art deco และ modern art แต่สุดท้ายที่เลือกออกมาเป็นดีไซน์นี้ เพราะเรารู้สึกว่า สิ่งที่สื่อถึงองค์กรเราได้ดีที่สุดคือหัวใจที่ดูเรียบง่าย สื่อถึงแท็กไลน์ของเมทเธียร์ที่อยากให้พนักงานซึมซับ คือการใช้หัวใจบริการ”

ขยลเล่าว่า อยากให้พนักงานที่ถือกระเป๋าทุกวันรู้สึกมีความสุขกับการใช้งาน การใช้ลายรูปหัวใจคู่กับโลโก้เมทเธียร์ทำให้กระเป๋าดูน่ารักขึ้น เหมาะกับพนักงานแม่บ้านที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง รวมถึงพ่อบ้านบางคนที่มีบุคลิกเรียบร้อยและชอบใช้สิ่งของที่น่ารัก

สำหรับแพตเทิร์นและรูปทรงกระเป๋า ทีมเมทเธียร์ทดลองให้พนักงานแม่บ้านใช้งานจริง ก่อนจะพบว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมและตอบโจทย์ที่สุดคือกระเป๋าใบใหญ่ที่สามารถใส่ทั้งของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำงาน หรือใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันได้ครบในใบเดียว แม้จะเป็นรุ่นที่มีต้นทุนสูงที่สุดก็ตาม

ตัวกระเป๋าถูกออกแบบให้ถือได้ทั้งแบบหูหิ้วและพาดไหล่ เพราะแม่บ้านหลายคนต้องเดินทางด้วยรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือรถสองแถว ทำให้ความสะดวกในการใช้งานจริงเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่ทีมให้ความใส่ใจ

นอกจากการออกแบบเพื่อพนักงานแล้ว คอลเลกชั่นนี้ยังใส่ใจแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรกระเป๋าผลิตจากผ้าคอตตอน 100% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนการใช้โพลีเอสเตอร์ เพื่อสอดคล้องกับแนวทางการลดการใช้พลาสติกและเป้าหมายด้าน net zero ของบริษัท ซึ่งมีทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์ระบบ waste management ภายในองค์กร รวมถึงดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล (ISO Compliance) เช่น การแยกขยะ การนำขยะรีไซเคิลกลับมาทำเป็นปุ๋ย และอยู่ระหว่างศึกษาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากบริษัทมีอาคารดาต้าเซนเตอร์และห้องเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงและใช้พลังงานในปริมาณสูง

Pride in Profession 

จากความร่วมมือกับนารายาครั้งนี้ กระเป๋าทั้งหมด 2,110 ใบถูกผลิตขึ้นโดยชุมชนในอำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยขยลเล่าว่า ในอนาคตอยากต่อยอดการคอลแล็บให้เกิดการผลิตในวงกว้างมากขึ้น และขยายการใช้งานไปยังพนักงานของเมทเธียร์ที่ทำงานให้ลูกค้าองค์กรหลากหลายประเภท เช่น โรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานแล้ว ยังช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของทั้งเมทเธียร์และองค์กรลูกค้าไปพร้อมกัน

แม้ในช่วงที่หลายองค์กรกำลังลดคนหรือเลย์ออฟ ขยลบอกว่า เมทเธียร์กลับต้องการพนักงานเพิ่มอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีจำนวนมากก็ตาม เพราะบริษัทมองว่าธุรกิจบริการยังต้องอาศัยคนเป็นหัวใจสำคัญ และพยายามสนับสนุนการจ้างงานในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเมทเธียร์มีสำนักงานทั้งในเชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต รวมถึงมีลูกค้าอยู่ในอีกหลายจังหวัด ทำให้มีการจ้างงานพนักงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานบริการจากคนในพื้นที่จำนวนมาก เช่น ในโครงการสำคัญอย่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ขยลยังมองว่า พนักงานทุกคนคือ brand ambassador ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน รปภ. ช่าง หรือพนักงานประจำไซต์งาน ทุกคนล้วนเป็นคนที่ลูกค้าได้พบเจอโดยตรงในทุกวัน

“แม่บ้านคือตัวแทนของธุรกิจ เวลาแม่บ้านไปไหนมาไหน เขาก็ถือกระเป๋า กระเป๋าจึงช่วยพรีเซนต์แบรนด์เราด้วยเหมือนกัน”

ในอนาคตเมทเธียร์มองว่าหากมีการคอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ เพิ่มเติม จะโฟกัสไปที่การออกแบบสิ่งของที่พนักงานใช้ได้จริง แก้ปัญหาได้จริง และเชื่อมโยงกับแนวคิด smart facility management มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับเมทเธียร์แล้ว การออกแบบที่ดีไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่คือการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่า และรู้สึกภูมิใจกับอาชีพของตัวเองในทุกวัน

Opportunity as Welfare

สำหรับเมทเธียร์ สวัสดิการอาจไม่ได้หมายถึงแค่ผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่รวมไปถึงการสร้างโอกาสให้พนักงานสามารถเติบโตในสายอาชีพและมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น

คอลแล็บคร้ังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลพนักงานที่บริษัทพยายามต่อยอดมาตลอด ผ่านการสร้าง Metthier Academy เพื่อสนับสนุนการ reskill และ upskill ให้กับพนักงานในหลากหลายสายงาน โดยออกแบบหลักสูตรเฉพาะทางที่รองรับการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแล้ว แต่ละอาชีพล้วนมีเส้นทางการเติบโตและทักษะเฉพาะทางที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่พนักงานรักษาความปลอดภัย ช่างอาคาร ช่างไฟฟ้า ไปจนถึงแม่บ้านในโรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงาน งานบางประเภทจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินที่ต้องเรียนรู้การนั่งดูมอนิเตอร์เอกซเรย์กระเป๋าเดินทาง หรือแม่บ้านในโรงพยาบาลที่ต้องเข้าใจมาตรฐานการทำความสะอาดในพื้นที่ ICU อย่างถูกวิธี

ขยลบอกว่า การอัพสกิลเหล่านี้พนักงานต้องใช้เวลาเรียน และบริษัทเป็นฝ่ายสนับสนุนค่าเรียนพร้อมออกใบรับรอง certificate จากสถาบันให้  “สิ่งนี้ก็เลยเป็นที่มาว่า ไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจนี้ เราเริ่มจากโครงการที่ให้โอกาส แล้วก็มีเทรนเนอร์ที่เราเคยส่งไปเรียนแล้วกลับมาเทรนคนอื่นต่อ”

เมื่อเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเยอะ การเทรนนิ่งจึงรวมไปถึงการสอนแม่บ้านให้ใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดเป็น ไปจนถึงรู้จักวิธีบำรุงรักษาอาคารที่ทันสมัย ซึ่งการเพิ่มทักษะให้พนักงานทั้งหมดนี้ คือการเพิ่มทางเลือกในชีวิตให้กับคนทำงานด้วย เพราะเมื่อพนักงานมีทักษะเพิ่มขึ้น ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น สามารถเลือกย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ย้ายสายงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสม โดยปัจจุบันเมทเธียร์มีเครือข่ายงานครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้สิ่งที่น่าชื่นชมคือการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกด้านทั้ง สหกรณ์ของบริษัทที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าธนาคาร การใช้กำลังการซื้อขององค์กรต่อรองราคาของใช้ในชีวิตประจำวันให้พนักงาน เช่น ถุงขยะ น้ำยาทำความสะอาด และเปิดโอกาสให้พนักงานซื้อตรงกับบริษัทได้ในราคาถูก

รวมถึงกิจกรรมเล็กๆ อย่างการเหมารถไฟพาพนักงานไปเล่นฟุตบอลที่บุรีรัมย์ เพราะเห็นว่า รปภ.แทบไม่เคยได้พัก ไปจนถึงการสื่อสารภายในองค์กรผ่าน LINE Official Account ที่ไม่ได้เล่าแค่ข่าวสารเรื่องงาน แต่ยังมีคอนเทนต์ทั้งภาพถ่ายและคลิปของพนักงานจากจังหวัดต่างๆ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว แต่มีทีมเมทเธียร์ มีประธานบริษัทที่พึ่งพาได้ และทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน

“อะไรที่อยู่ใน ecosystem ของบริการของบริษัท แล้วสามารถช่วยพนักงานได้ เราก็พยายามทำ”

หลักพหูสูตของสถาปนิกงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ผู้เปิดช่อง TikTok สอนวาดลายไทย

หากจะตามหาผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมไทยประเพณีที่มีช่อง TikTok สอนวาดลายไทยของตัวเองในยุคนี้ก็คงมีอยู่ไม่กี่คน

ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์ คือสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทยที่ศึกษาจิตรกรรมไทยและลายไทยอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

ผลงานโดดเด่นมีทั้งโครงการปรับปรุงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การต่อเติมพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ศาลาดนตรีสุริยเทพ และสุวรรณมณฑปพระศรีศาสดาแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ไปจนถึงงานความร่วมมือระดับนานาชาติ อย่างบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมให้กับโครงการ ICONSIAM และ Southeast Asian Story Trust ในการร่วมออกแบบตัวละครและฉากของภาพยนตร์แอนิเมชั่น Raya and the Last Dragon จาก Walt Disney Animation Studios

แม้งานหลักของณัฐกฤตจะเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความเป็นไทยดั้งเดิม แต่ในอีกด้านยังสนุกกับการทำช่อง TikTok และมองว่า “AI ทำให้งานเขียนลายไทยสนุกมากขึ้น”

หลังจากได้แวะชมนิทรรศการ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ของสถาปนิกผู้นี้ ที่นำเส้นสายลายไทยในงานสถาปัตยกรรมมาต่อยอดร่วมกับ AI รวมถึงฟังถึงแผนการต่อยอดนิทรรศการไปยังต่างประเทศ เพื่อเล่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับสากลผ่านวิธีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น

คอลัมน์ Modern Nice วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมฟัง wisdom ของการเป็น ‘พหูสูต’ ผ่านมุมมองของสถาปนิกผู้เชื่อว่าความรู้ทุกแขนงสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ

Learning Across Two Worlds

พหูสูต แปลว่า ผู้ที่ได้ฟังมามาก ผู้รอบรู้ หรือผู้คงแก่เรียน

คำนี้อาจอธิบายเส้นทางของณัฐกฤตได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่หล่อหลอมและสะสมฝีมือไม่ได้มาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่เกิดจากการค่อยๆ ซึมซับองค์ความรู้จากครูบาอาจารย์หลายสาย ทั้งศิลปะไทย งานช่างดั้งเดิม สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ วรรณกรรม ดนตรี ก่อนจะค่อยๆ ตกผลึกออกมาเป็นวิธีคิดและทักษะการออกแบบงานไทยดั้งเดิมที่เชี่ยวชาญ

ณัฐกฤตเริ่มต้นจากเรียนสถาปัตยกรรม และมีความสนใจเรื่องศิลปะไทยมาตั้งแต่ต้น จนมีโอกาสเข้าไปเรียนที่สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรพิเศษที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้โดยตรงจากศิลปินแห่งชาติและอาจารย์รุ่นใหญ่หลายท่านผู้สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม

ไม่ว่าจะเป็นหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี ผู้ออกแบบพระตำหนักในพระราชวังหลายแห่ง และสถาปนิกไทยชื่อดังหลายท่าน ทั้งรองศาสตราจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี, พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น, ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, อาจารย์เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี รวมถึง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

สำหรับณัฐกฤต สถาปัตยกรรมไม่ใช่ศาสตร์ที่แยกขาดจากศิลปะแขนงอื่น เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน “จิตรกรรมที่มีปริมาตรจะเป็นประติมากรรม ประติมากรรมขนาดใหญ่ไปใช้งานอยู่กับสถาปัตยกรรม แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่ fine art มันเป็นศาสตร์ที่ต้องไปรับใช้คน ดังนั้นในกระบวนการของสถาปัตยกรรมควรจะต้องเกิดการถกเถียงมากที่สุด เพราะจะมีผลกับคนมาก

“เราเรียนทั้งจากครูบาอาจารย์ฝั่งจารีตที่รักษาสิ่งที่เคยมีมาดีอยู่แล้วให้สืบทอดต่อไป และยังเรียนกับอาจารย์สายสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในบ้านในเมือง เรียนคู่ขนานกันมาตลอด มันคล้ายกับการเรียนเพลง เราเรียนร้องลิเก ร้องโขนในโรงเรียนที่สอนแรปไปพร้อมกัน”

หนึ่งในประสบการณ์สำคัญคือการได้รับทุนจาก Tadao Ando ให้ไปศึกษางานร่วมกับสถาปนิกที่โอซาก้า ทำให้ได้เปิดมุมมองการทำงานของสถาปนิกในประเทศญี่ปุ่นนอกเหนือจากงานออกแบบไทยดั้งเดิม ซึ่งช่วยต่อยอดแนวคิดในการทำงานให้ความรู้แตกแขนงออกไป

ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นยอดพหูสูตไม่ใช่การเรียนเฉพาะศาสตร์งานสไตล์ไทยดั้งเดิมเท่านั้น แต่คือการเปิดโลกให้กว้างที่สุด “มันจะเกิดอาการที่ 2 โลกมาปะทะกัน และเรามีครูบาอาจารย์ฝั่งงานสมัยใหม่ที่คอยมาแลกเปลี่ยนกับเราเสมอ การเรียนจากหลายคนแบบนี้ให้แนวทางที่หลากหลาย เพราะในเรื่องเดียวกันผู้ใหญ่แต่ละท่านก็จะเห็นไปในทางที่ต่างกัน ตีความต่างกัน รสมือไม่เหมือนกัน ซึ่งกำไรกับคนเรียน”

Designing Living Heritage

ช่วงเรียนจบใหม่ ณัฐกฤตมีโอกาสเข้าไปเป็นสถาปนิกในโครงการปรับปรุงและต่อเติมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในโอกาสเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปีของรัชกาลที่ 9 โดยรับผิดชอบทั้งโซนห้องจัดเลี้ยงสไตล์คลาสสิกแบบตะวันตกซึ่งได้ร่วมงานกับสถาปนิกมือฉมังหลายท่าน ไปจนถึงการออกแบบห้องรับรองและต่อเติมพื้นที่เชื่อมกับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารและพระที่นั่งเทวารัณยสถาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งฝีมือและความละเอียดอ่อน

“เราเข้าไปช่วยดูเรื่องลวดลายประกอบในการตกแต่งซึ่งมีส่วนที่เป็นสไตล์ตะวันตก แต่ความจริงแล้วการเรียนจิตรกรรมไทยสัมพันธ์กับงานออกแบบสไตล์ตะวันตกอยู่แล้ว เพราะภาษามันใกล้กัน ความคลาสสิกแบบไทยกับคลาสสิกแบบตะวันตกจะมีบัวและรายละเอียดอื่นๆ ที่คล้ายกัน แค่ต้องปรับจูนบ้าง”

อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยให้มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ สุวรรณมณฑปพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นหอพระพุทธรูปสไตล์ไทยเดิมที่ตั้งอยู่บนอาคารปราสาทสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

“เราออกแบบให้เวลาสะท้อนน้ำจะเห็นเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต เห็นเป็นรัศมีของพระอาทิตย์ที่มีสัญลักษณ์อุณาโลมอยู่ข้างบน มันได้เอฟเฟกต์ที่น่าสนใจมาก เพราะเวลาเราออกแบบสถาปัตยกรรมไทย จะมีคำถามว่ามันจะเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้มั้ย

ณัฐกฤตยังเป็นผู้ตีความการออกแบบศาลาดนตรีสุริยเทพ ซึ่งเป็นโรงละครที่มีเทวรูปพระสุริยเทพลอยขึ้นมาจากน้ำพุ โดยเชื่อมแนวคิดของแสง เงา และการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้ากับพื้นที่ร่วมสมัย

“เราไปดูว่าการตีความของแสงทำได้ 2 แบบ ถ้าไม่เห็นเป็นแสง ก็ต้องเห็นเป็นเงา และสังเกตเห็นว่าเวลาพระอาทิตย์ตกที่ทิศตะวันตกหลังมหาวิทยาลัย ดวงอาทิตย์ดวงใหม่ก็จะขึ้นมา เลยออกแบบเป็นศาลาดนตรีที่มี silhouette ด้านหน้าของสุริยเทพพุ่งขึ้นมา และตั้งอยู่บนโดมน้ำให้เหมือนทะยานมาจากขอบฟ้า จากการมีความหมายว่าเป็นเทพผู้เคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่งในวรรณกรรมโบราณ ออกแบบไลต์ติ้งบนผังน้ำพุให้แฝงสัญลักษณ์ผังจักรราศีจากแนวคิดฮวงจุ้ยในศาสนาฮินดู ซึ่งทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในแลนด์สเคปสมัยใหม่

“ถ้าคนที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้เลยมันก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันหนึ่งที่ทำหน้าที่ของมัน เป็นพื้นที่สำคัญที่คนมาเจอกัน แต่คนที่มีความเชื่อก็จะเห็นคุณค่าในเรื่องราวตรงนี้ การทำอาคารพิเศษอย่างศาสนสถานเลยมาปรับใช้กับงานร่วมสมัยได้สนุก”

Interpreting Thai Culture for the World

สำหรับผลงานที่เคยร่วมมือกับทีมจากต่างประเทศของณัฐกฤต คือบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมในการออกแบบความเป็นไทยให้กับไอคอนสยาม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ยุคแรกที่พูดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่หลายคนยังมองข้ามคุณค่าของอัตลักษณ์ไทย

“ไอคอนสยามเป็นงานที่เล่าเรื่องไทยโดยไม่มีลายไทย เพราะคอนเซปต์และการเล่าเรื่องถูกมองในประเด็นอื่น ทั้งการออกแบบบรรยากาศ เทคนิคและ rhythm ที่ใช้ในงานตกแต่งแบบไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้เราคลี่คลายตัวเองในการเอาความเป็นไทยพวกนี้ออกมา และก็เป็นงานที่คนทำงานได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะทำให้เราเข้าใจในประเทศตัวเองมากขึ้น

“ได้ช่วยเขียนเรื่องราว คุณค่าและที่มาของห้าง ในอดีตเราจะเห็นความเรืองรองของอยุธยา แต่โชคไม่ดีที่เกิดไฟไหม้ ก็เลยคิดเป็นคอนเซปต์ว่า ทองลงในแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นจุดที่เมล็ดพันธุ์โตขึ้นมาเป็นเมืองรัตนโกสินทร์ตรงย่านนี้ และยังใส่เรื่องราวที่แฝงในเส้นประวัติศาสตร์ อย่างตำแหน่งของไอคอนสยามที่สมัยก่อนมีทูตต่างชาติมาพักอยู่ย่านนี้”

หนึ่งในโซนไฮไลต์ของไอคอนสยามที่ร่วมออกแบบกับทีมผู้เชี่ยวชาญการทำ ‘ตลาด’ ระดับประเทศและทีมผู้ออกแบบเบื้องหลังเมืองแฮร์รี่ พอตเตอร์กับดิสนีย์แลนด์ คือ ‘สุขสยาม’ ตลาดที่รวมของกินเอกลักษณ์จากหลายภาคและยังช้อปปิ้งสนุก โดยณัฐกฤตร่วมตกผลึกชุดความรู้จากหลายภาคส่วนออกมาเป็นคอนเซปต์สุดท้าย

นอกจากงานสถาปัตยกรรมและพื้นที่เชิงวัฒนธรรม ณัฐกฤตยังเป็นที่ปรึกษาที่มีส่วนร่วมในการออกแบบตัวละครหลักและฉากใน Raya and the Last Dragon ของ Walt Disney Animation Studios ที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตีความใหม่ ผ่านมุมมองที่ต้องอาศัยความเข้าใจรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและศิลปะในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“เราดรอว์อิ้งได้ดีก็เลยได้ทำเกินไปกว่าการเป็นที่ปรึกษา ไปช่วยปรับแก้ตัวละครและการออกแบบเส้นสายต่างๆ เช่น การออกแบบมูฟเมนต์ของเส้นที่เป็นกนกเปลวแบบไทย เส้นสายเวลามังกรหันหน้าแล้วสะบัดผม การสอดแทรกองค์ประกอบไทยอย่างเฉลว ซึ่งเป็นเหมือน easter egg ที่แอบซ่อนอยู่ในฉาก”

หากสังเกตฉากต่างๆ ในแอนิเมชั่น จะพบทั้งรายละเอียดของตลาดน้ำ สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบศิลป์ที่มีกลิ่นอายไทยอย่างชัดเจน เพราะหลายฉากได้ณัฐกฤตเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยบางส่วนยังอ้างอิงแรงบันดาลใจจากผลงานจิตรกรรมไทยจริงด้วย

“ความตั้งใจของเราจะไม่ได้จบแค่งานในประเทศไทย ตอนที่ทำงานให้ดิสนีย์ กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในเรื่องสถาปัตยกรรมของ Southeast Asia เลยอยากรวบรวมความรู้เหล่านี้ ประเทศไทยมีข้อดีคือเราอยู่ตรงกลางภูมิภาค เรารู้จักงานรอบๆ ประเทศเราหมด มีงานพม่าอยู่ในประเทศไทย ถัดขึ้นไปมีวัฒนธรรมล้านนา ไทยใหญ่ ลาว อีสาน ขอม เราก็รู้จัก หรือลงใต้ไปมลายู คนไทยก็รู้จัก เพราะฉะนั้นช่างไทยจะรู้จักงานจากหลายวัฒนธรรม ถ้าองค์ความรู้ในไทยแข็งแกร่งขึ้นมา เราก็จะขยายสู่ผลงานสถาปัตยกรรมที่แวดล้อมรอบเมืองไทยได้”

Reimagining Tradition Through AI

ความตั้งใจในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความเป็นไทย เพื่อให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าใจรากวัฒนธรรมเหล่านี้มากขึ้น ทำให้ณัฐกฤตมีบทบาทเป็นอาจารย์พิเศษ และเคยร่วมงานกับศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ในการพัฒนาหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระเมรุมาศในประวัติศาสตร์

ปีนี้ณัฐกฤตยังมีผลงานทั้งนิทรรศการและตีพิมพ์หนังสือ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ที่เล่าเรื่องเส้นสายลายไทยสู่สถาปัตยกรรม โดยวาดทั้งหน้าจั่ว เครื่องยอด ปราสาท ฯลฯ ร่วมกับ AI และยังสนุกกับการทดลองนำ AI เข้ามาต่อยอดงานจิตรกรรมไทย พัฒนาลายเส้นวาดมือให้กลายเป็นภาพเรนเดอร์ งานภาพเคลื่อนไหว และงานสามมิติ เพื่อเปิดมุมใหม่ให้กับงานจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิม

ณัฐกฤตมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยขยายขอบเขตความฝันของช่างฝีมือได้มาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีทักษะดั้งเดิมอยู่แล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสสร้างงานในรูปแบบใหม่มาก่อน เช่น บางคนเขียนรูปมาทั้งชีวิตแต่ไม่มีโอกาสได้สร้างประติมากรรม

ความสนุกในการสร้างสรรค์ผลงานช่วงนี้จึงเป็นการสอนเขียนลายไทยและเล่าเกร็ดความรู้ด้านศิลปะไทยในช่อง TikTok ชื่อ Tatan Sun (@attackontatan) จนเกิดเป็นคอมมิวนิตี้เล็กๆ ของเด็กนักเรียนจากหลายจังหวัด มีช่างและครูสอนจิตรกรรมที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ไปจนถึงการสร้างสรรค์เสียงเพลงดนตรีบำบัดและเล่าเรื่องธรรมะสำหรับคนทั่วไปในช่อง Tatan Mantra (@tatanmantra) ซึ่งอ้างอิงจากโครงสร้างเพลงโบราณโดยใช้ AI เข้ามาช่วย ซึ่งส่งต่อข้อคิดทางจิตใจและเล่าเรื่องความเชื่อทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ

ณัฐกฤตบอกว่าความสนใจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง แต่งกลอน ศึกษาวรรณกรรม ไปจนถึงการศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤตเพราะอยากเข้าใจความหมายดั้งเดิมของเรื่องเล่า หลายครั้งทักษะที่เป็นงานอดิเรกเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกลับไปที่งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมประเพณีได้เช่นกัน

“ปกติแล้วคนเราจะชอบศึกษาเพื่อที่จะหวังผลบางอย่างใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นความชอบที่เกิดจากความชอบเฉยๆ และไปศึกษาในเรื่องนั้นให้มีความรู้ จนวันหนึ่งความรู้ทั้งหมดของเราจะตกผลึกและตกตะกอน”

ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นพหูสูตแม้ในเรื่องที่ดูยากอย่างงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี อาจไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อหวังผลตั้งแต่ต้น แต่คือการปล่อยให้ความชอบพาเราไปรู้จักโลกกว้างขึ้น จนวันหนึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดค่อยๆ เชื่อมโยงและตกผลึกจากหลายศาสตร์ขึ้นมาเอง

“จงทำงานที่มีความหมาย” แล้วงานที่มีความหมายคืออะไร จำเป็นไหมที่เราต้องมี?

‘จงทำงานที่มีความหมาย เพราะความหมายเหล่านั้น จะเติมเต็มความหมายภายในของคุณ’

เมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ประโยคข้างต้นจากคนที่เรานับถือ เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางในชีวิต แม้จำไม่ได้แล้วว่าได้ยินครั้งแรกจากไหน แต่จำได้ว่าตัวเองเห็นด้วยและเชื่อในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อก้าวสู่วัยทำงาน เราจึงเฝ้ามองหา และพยายามพาตัวเองไปอยู่ใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า “งานที่มีความหมาย” มาโดยตลอด

และไม่ว่าจะเรียกว่าโชคหรือความพยายามก็ตามแต่ แค่เพียงงานแรกในชีวิตเราก็ได้มีโอกาสทำงานในฝันแล้ว โดยเป็นงานที่เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจเลยว่านี่แหละคือ ‘งานที่มีความหมาย’ นี่แหละงานที่เติมเต็มความหมายของชีวิต ไม่มีงานไหนจะเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้อีก

แต่แล้ว กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 4–5 ปี อยู่ดีๆ งานเดิมนี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป ภายในใจเราเกิดเป็นหลุมความรู้สึก ‘ขาด’ ขนาดใหญ่ ความหมายในงานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนนำมาสู่การเปลี่ยนงานและเปลี่ยนแปลงตัวเองในท้ายที่สุด โดยถึงแม้ในวันนี้ ความรู้สึกขาดจะจางหายไป แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับทิ้งคำถามสำคัญไว้กับเรา 

ว่าทำไมงานที่มีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไปได้? ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้มันแปรเปลี่ยน? และที่สำคัญที่สุด นี่เราเข้าใจ “งานที่มีความหมาย” ได้อย่างถูกต้องแล้วจริงเหรอ? หรือแท้จริงแล้ว ภายใต้คำคำนี้ ยังมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริงเลยสักนิด?


พัฒนาการของความหมายในงานที่มีความหมาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเห็นได้ว่า “งานที่มีความหมาย” หรือ “meaningful work” กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับการพูดถึงในโลกการทำงานยุคใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่มุมของคนทำงานเองหรือองค์กร และหลายครั้งก็ถูกหยิบมาใช้จริง จนทำให้คนทำงานจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองงานเพียงในฐานะแหล่งรายได้หรือความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มตั้งคำถามลึกลงไปว่า งานที่ตนทำอยู่นั้น ‘มีความหมาย’ หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ในทางวิชาการกลับพบว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีนิยามที่เป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘งานที่มีความหมาย’ คืออะไรกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของนิยามเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า แนวคิดเรื่องงานที่มีความหมายเองก็พัฒนาและถูกตีความใหม่อยู่ตลอดเวลาด้วย

โดยหากย้อนกลับไปที่จุดแรกเริ่ม แนวคิดเรื่องความหมายในงานไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1982 โดย Adina Schwartz หนึ่งในนักวิชาการด้านสังคมวิทยาในยุคแรกที่ตั้งคำถามถึงงานที่มีความหมายอย่างจริงจัง ผ่านรูปแบบการทำงานแบบโรงงานดั้งเดิมที่งานทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็นงานย่อยซ้ำๆ จนคนทำงานแทบไม่มีโอกาสกำหนดเป้าหมาย วิธีการ หรือทิศทางของสิ่งที่ทำ ชวาร์ตซ์ชี้ให้เห็นว่า งานแบบนี้ลดทอนอิสระของคนทำงาน และทำให้คนกลายเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง มากกว่าจะเป็นคนทำงานที่มีคุณค่า จึงนำไปสู่การนำเสนอแนวคิดสำคัญของชวาร์ตซ์ที่ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ต้องเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและความสามารถในการกำหนดทิศทางของงาน ไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

จากจุดตั้งต้นนั้น เมื่อเข้าสู่การศึกษาร่วมสมัยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา  งานที่มีความหมายก็ได้พัฒนาความหมายของตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างในแรกเริ่ม งานที่มีความหมายมักถูกอธิบายในมุมของการเป็น ‘ประสบการณ์การรับรู้ส่วนบุคคล’ เช่น ที่ Pratt และ Ashforth อธิบายว่า งานที่มีความหมายคืองานที่เรารับรู้ว่า ‘มีความสำคัญ’ หรืออย่างที่ Rosso และคณะเสนอว่า งานที่มีความหมายคืองานที่ถูกรับรู้ว่า ‘มีความสำคัญเป็นพิเศษและมีความหมายเชิงบวก’ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในยุคแรกนี้ งานที่มีความหมายเน้นย้ำบทบาทของประสบการณ์ภายในส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หรือพูดง่ายๆ ว่าความหมายของงานนั้นขึ้นอยู่กับ ‘ความรู้สึกของเรา’ เพียงอย่างเดียว 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานที่มีความหมายก็เหมือนกับอีกหลายองค์ความรู้ในโลก นั่นคือมันถูกตั้งคำถามและหาคำตอบอยู่เรื่อยๆ จนนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า แค่ความรู้สึกของเราเพียงอย่างเดียว มันเพียงพอที่จะทำให้งานนั้นกลายเป็น ‘งานที่มีความหมาย’ แล้วเหรอ? หรือที่จริงมีอะไรอย่างอื่นอีก ที่ทำให้งานหนึ่งงานกลายเป็นงานที่มีความหมายสำหรับคนหนึ่งคนได้?

เหตุนี้เองที่ทำให้นักวิชาการบางส่วนได้พยายามขยายกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายในงานให้ลึกซึ้งขึ้น เช่น Steger และคณะ ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ การรับรู้ว่างานที่ทำมีความหมายเชิงบวก การที่งานช่วยสร้างความหมายให้กับชีวิต และการที่งานสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือ Lips-Wiersma และ Morris ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความหมายของชีวิตโดยรวม เพราะมนุษย์มีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะค้นหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่างานที่มีความหมายเริ่มไม่ได้เชื่อมโยงเพียงแค่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงผลกระทบที่มีต่อโลกภายนอกด้วย

จากการพัฒนาด้านแนวคิดนี้เอง ในปัจจุบัน ‘งานที่มีความหมาย’ จึงไม่ได้มีความหมายตายตัว หากแต่ถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ที่มีหลายระดับ (multilevel) มากขึ้น เช่น  Lysova และคณะ ที่เสนอนิยามของงานที่มีความหมายว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีคุณค่าในระดับส่วนบุคคล แต่ต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยระดับงาน องค์กร และสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อนซึ่งมีทั้งบริบท โครงสร้าง และปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งแนวคิด ‘อิคิไก’ (Ikigai) จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สะท้อนภาพเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง ก็มองว่าความหมายของการทำงานไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นจุดตัดของหลายองค์ประกอบ ทั้งสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตเราได้ แนวคิดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า งานจะมีความหมายได้จริงก็ต่อเมื่อมันสามารถเชื่อมโยง ‘ตัวเรา’ เข้ากับ ‘โลกภายนอก’ ได้อย่างสมดุล

ดังนั้นเมื่อพิจารณาร่วมกัน การนำเสนอแนวคิดเหล่านี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญในปัจจุบันที่ว่า แท้จริงแล้วงานที่มีความหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า หรือเป็นคุณสมบัติคงที่ของงานใดงานหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวเองเหมือนจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกในจังหวะนั้นๆ ราวกับตัวเรา งานที่เราทำ กับบริบทแวดล้อมในขณะนั้นมันลงตัวต่อกันพอดี ด้วยเหตุนี้ งานเดียวกันอาจมีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับบางคน ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจไม่รู้สึกเชื่อมโยงใดๆ เลยก็ได้ และแม้แต่สำหรับคนคนเดียวกัน งานที่เคยมีความหมายอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อองค์ประกอบภายในตัวบุคคล หรือเงื่อนไขของงานนั้นแปรเปลี่ยนไปนั่นเอง

แล้วจำเป็นไหมที่คนต้องได้งานที่มีความหมาย? 

เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและในหลายครั้งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วเหตุใดเราจึงต้องให้ความสำคัญกับมันด้วยล่ะ? คนเราทำงานโดยไม่สนใจความหมายของงานไม่ได้เหรอ? 

ลงลึกที่เรื่องความจำเป็นกันก่อน ในระดับปัจเจกบุคคล งานศึกษาที่ผ่านมานั้นให้คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่างานที่มีความหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันช่วยสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชีวิตเราได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความพึงพอใจ หรือทำให้เกิดแรงจูงใจภายในงาน เพราะเมื่อเรารู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย พลังในการทำงานจะมากขึ้นตาม งานจะไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ให้เสร็จไปวันๆ แต่งานจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เรา ‘อยากทำ’ และ ‘อยากเป็น’

ยกตัวอย่างจากตัวเราเองก็ได้ ที่เมื่อครั้งทำงานใหม่ๆ ไฟและพลังในตัวเรามันลุกโชนมาก งานจะเยอะแค่ไหน เร่งเพียงใด เรายินดีจะเสียสละพลังกายและพลังใจให้กับสิ่งที่งานเรียกร้องได้ทั้งหมด แต่พอเวลาผ่านไปแล้วงานที่ทำอยู่ไม่สามารถเติมเต็มภายในได้อีก กลายเป็นว่าในงานเดิมนั้นเอง กลับทำให้เรารู้สึกถึงความเกียจคร้าน เบื่อ เซ็ง หรือในบางครั้งถึงกับปฏิเสธงานไปเลยก็มี ดังนั้นถ้าเลือกได้ แน่นอนว่าเราคงเลือกทำงานที่มีความหมายต่อตนเอง เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะหมดอาลัยตายอยากในทุกวันหรอก

อีกทั้งผลลัพธ์เหล่านี้ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ส่งต่อไปยังระดับองค์กรโดยตรงด้วย มีงานศึกษามากมายที่ค้นพบว่าองค์กรที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานรู้สึกถึง ‘งานที่มีความหมาย’ องค์กรเหล่านั้นจะได้พนักงานที่มีแนวโน้มทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องกับผลงานที่มีคุณภาพมากกว่าในระยะยาว โดยสิ่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาพนักงานและการพัฒนาองค์กรด้วย เพราะเมื่อคนทำงานรู้สึกว่างานของฉันนั้นมีความหมาย แน่นอนว่าฉันก็คงไม่อยากลาออกไปจากที่นี่แน่ๆ

และในระดับที่กว้างขึ้น งานที่มีความหมายยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกต่างหาก เพราะเมื่องานไม่ใช่แค่เพียงการหาเงิน แต่เป็นช่วงเวลากว่าหนึ่งในสามของชีวิตที่เราจะได้ใช้พลังและสร้างตัวตนของตนเอง การมีงานที่มีความหมายจึงมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) และความรู้สึกว่าชีวิตนี้มีคุณค่าด้วย โดยถ้าพิจารณาในแง่มุมนี้ งานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่เพียง ‘สิ่งที่ดีกับชีวิต’ อีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็น ‘สิ่งที่ควรมี’ เป็นอย่างยิ่ง และนั่นเองที่ทำให้ในปัจจุบันเราจึงเห็นคำว่า ‘งานที่มีความหมาย’ หรือ ‘meaningful work’ ปรากฏในข้อกำหนดหรือแนวทางของบริษัทชั้นนำต่างๆ จนแทบเป็นค่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นความสำคัญอย่างชัดเจน แต่คำถามที่ท้าทายยิ่งกว่า คือแล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้งานที่มีความหมายเกิดขึ้นจริงกับคนทำงานทุกคน?

งานที่มีความหมายเปลี่ยนได้ แต่ก็สร้างใหม่ได้ 

สำหรับการสร้างงานที่มีความหมายให้เกิดขึ้นกับคนทำงาน มีหลายงานศึกษาที่พยายามเสนอแนวทางดังกล่าว แต่หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับ คือความเห็นที่ว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลของการทำงานร่วมกันในหลายระดับ โดยแบ่งข้อแนะนำได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1) ในระดับบุคคลและตัวงานเอง ที่เชื่อว่าการออกแบบงาน (job design) ให้กับพนักงานโดยบริษัท มีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้คนทำงานรู้ซึ้งถึงงานที่มีความหมาย กล่าวคือเป็นงานที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้มีอิสระ ได้ใช้ทักษะที่หลากหลาย และสามารถมองเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำได้ องค์ประกอบเหล่านี้จะเอื้อต่อการเกิดความหมายในงานได้ ขณะเดียวกัน ด้วยแนวคิดเรื่องการแต่งเติมงาน (job crafting) ที่หมายถึงการที่พนักงานปรับเปลี่ยนการทำงานด้วยตัวเอง ก็ชี้ให้เห็นว่านอกจากองค์กรจะมีส่วนช่วยให้พนักงานได้มีงานตามรูปแบบที่กล่าวไปแล้ว พนักงานเองก็สามารถ “ออกแบบงานของตัวเองใหม่” ได้ โดยเน้นออกแบบให้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความหมายในงานได้เช่นกัน

2) ในระดับองค์กร มีงานศึกษาที่พบว่าผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างงานที่มีความหมาย โดยผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงงานเข้ากับเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานได้ จะช่วยให้พนักงานเห็นภาพว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมีความสำคัญอย่างไร เช่น หัวหน้าที่ชี้ให้เห็นว่างานบริการที่พนักงานทำอยู่นี้ตอบโจทย์สิ่งที่พนักงานให้คุณค่าอย่างการเห็นรอยยิ้มลูกค้า เป็นต้น และในขณะเดียวกัน องค์กรที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ให้คุณค่ากับพนักงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม ก็มีแนวโน้มที่จะเอื้อต่องานที่มีความหมายได้เช่นกัน

3) ในระดับสังคม เพราะในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดของคนทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะเหล่าพนักงานเจนฯ Z ผลกระทบของงานเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้อีกแล้ว การมีงานที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม มีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้เขาพัฒนา เหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางไปถึงความหมายของงานได้อย่างแท้จริง แต่ในมุมกลับกัน หากงานไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่พวกเขายึดถือได้ อย่าว่าแต่ความหมายในงานเลย คนทำงานจะพานมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น ‘ไม่มีความหมาย’ เอาได้ง่ายๆ

ดังนั้นเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครเพียงคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงาน งาน องค์กร และสังคม ดังนั้น การช่วยให้คนมีงานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่การพาเขาไปหางานที่ใช่แล้วจบ แต่คือการสร้างเงื่อนไขผ่านองค์ประกอบเหล่านี้ที่ทำให้เขาสามารถ ‘สร้างความหมาย’ ในสิ่งที่ทำ

และสำหรับเราเอง ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ได้เพียงช่วยให้มองเห็นความหมายของงานในอนาคตชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบคำถามในอดีตที่เคยสงสัยกับตัวเองได้ด้วยว่า ทำไมสิ่งที่เคยมีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไป เราค้นพบว่าคำตอบอาจอยู่ที่ความจริงที่ว่า ‘ความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ งานเองก็เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบในชีวิตที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่น ดังนั้นเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตเปลี่ยนแปลง ความหมายของงานก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามไปได้ ในทางเดียวกัน เมื่อความหมายของงานเปลี่ยนไป ความหมายของชีวิตเราก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การยึดติดว่างานแบบใดคืองานที่มีความหมาย แต่คือการรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในความหมายเหล่านั้น และคอยปรับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา งาน และชีวิต ให้ยังคงมีความหมายในแบบที่เราสามารถยึดโยงและใช้ชีวิตต่อไปได้นั่นเอง

อะไรคือสัญญาณของภาคธุรกิจ เมื่อทรัมป์กับสี จิ้นผิงมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปี

ทิวซิดิดีส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ เคยบันทึกเรื่องราวสงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาที่เรียกว่า ‘สงครามเพโลปอนเนเซียน’ เขาอธิบายถึงสถานการณ์ที่ ‘มหาอำนาจเดิม’ เกิดความวิตกกังวลต่อการก้าวขึ้นมาของ ‘มหาอำนาจใหม่’ จนนำไปสู่การแข่งขันและกลายเป็นความขัดแย้งในท้ายที่สุด

เราเริ่มด้วยเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางการห้ำหั่นกันด้วยกำแพงภาษี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเคยเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ด้วยการพูดถึงสงครามเพโลปอนเนเซียนนี้เอง 

เช่นเดียวกับการมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปีระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งพูดกับทรัมป์ว่า “ให้ก้าวข้ามกับดักทิวซิดิดีส” ส่งสัญญาณเรียกร้องให้สหรัฐฯ อย่าได้หวาดกลัวต่อการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน แต่ควรเป็น ‘พันธมิตร’ กัน

การมาเจอกันระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจโลกเป็นสัญญาณที่ส่งตรงมาถึงคนทำธุรกิจทั่วโลกว่า “ทั้งสองฝ่ายพยายามไม่ให้สงครามเศรษฐกิจกลับมารุนแรงเหมือนเดิม” หลังจากก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งเรื่องภาษีนำเข้า ไต้หวัน และเทคโนโลยี 

Recap ตอนนี้เราชวนไปสำรวจประเด็นที่ดูเหมือนไกลตัวแต่ใกล้ตัวภาคธุรกิจระดับย่อย จากการตัดสินใจของผู้นำสองประเทศนี้ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลก เส้นทางขนส่งสินค้า ซัพพลายวัตถุดิบของบริษัทเทคโนโลยีได้รับผลกระทบมาจนถึงผู้ประกอบการ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ทั้งสองประเทศจะเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอนให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้ยังไง? 

ตั้งแต่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก และจิ้มให้ประเทศจีนโดนภาษีหนักถึง 145% หลายประเทศต่างก็หวั่นใจว่าการแข่งขันของมหาอำนาจสองประเทศจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมระยะยาว

แต่การที่ทรัมป์ตัดสินใจเยือนจีนในรอบ 10 ปี สะท้อนว่า สหรัฐฯ กับจีนพยายาม ‘ประคอง’ ความสัมพันธ์ทางการค้าไว้ ทรัมป์พูดว่า “การเดินทางครั้งนี้จะเป็นทริปที่น่าตื่นเต้นและสิ่งดีๆ มากมายกำลังจะเกิดขึ้น”

ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่มหาศาลาประชาชนของจีน ก่อนจะเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อเริ่มการหารือทวิภาคี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในเป้าหมายของทรัมป์คือ ต้องการให้จีนเปิดตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะให้บริษัทอเมริกันขายสินค้าและเทคโนโลยีในจีนได้ง่ายขึ้น ส่วนจีนก็อยากให้สหรัฐฯ ผ่อนข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์

“ผมจะโทรหาคุณ และคุณก็จะโทรหาผมทุกครั้งที่เรามีปัญหา คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราคุยกันโดยตรง และเราก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมาก” ทรัมป์กล่าวในงาน เพื่อย้ำกับผู้คนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้ขัดขากันตามที่เห็นหน้าสื่อ “ที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหา เราก็สามารถหาทางออกร่วมกันได้” ทรัมป์กล่าว

ถึงอย่างนั้น หลังจากออกมาจากห้องประชุม แม้ทรัมป์บอกว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายประเด็นสำคัญต่างๆ ยังคงมีความคืบหน้าในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะข้อตกลงภาษี มีเพียงทรัมป์ออกมาบอกว่า จีนตัดสินใจซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวนมาก รวมถึงดีลพลังงานและเกษตรกรรมด้วย

สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้ปรึกษาด้านพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงการจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ สำหรับภาคธุรกิจแบบอื่นๆ ด้วย

จากข้อมูลของบีบีซีจีนวิเคราะห์ว่า จีนกำลังมองหา ‘อนาคตที่ดีกว่า’ ร่วมกับสหรัฐฯ รวมถึงความสัมพันธ์ที่จะ ‘ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอน’ ให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้

“เรายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและลดความไม่แน่นอน ถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งสองประเทศ และแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย” Julie Kozack โฆษก IMF กล่าว

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลต่อสายป่านของภาคธุรกิจ

เดิมทีการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์มีกำหนดการจัดขึ้นในเดือนมีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ จนทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน

ประเด็นสำคัญคือ ราคาพลังงานกำลังเป็นตัวแปรของเศรษฐกิจโลก และสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้กลับมาเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ 

การมาเจอกันครั้งนี้ย้ำถึงบทบาทของจีนที่เป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างเงียบๆ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าน้ำมันคนสำคัญของอิหร่าน และความขัดแย้งนี้กำลังสร้างความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว 

ซึ่งทรัมป์ก็กล่าวว่า สี จิ้นผิง ดำเนินบทบาทได้ ‘ค่อนข้างดี’ ในประเด็นนี้ แม้ว่าทรัมป์จะยังคงยืนกรานว่าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากจีนมากนัก แต่หลายคนก็คาดกันว่าในการเจอกันครั้งนี้เขาจะกระตุ้นให้จีนช่วยโน้มน้าวอิหร่านให้ยอมบรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่ตอนท้ายทั้งสองก็ยังไม่สามารถตกลงเรื่องอิหร่านได้ชัดเจน

เส้นแดงความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันที่ส่งผลต่อธุรกิจเทคโนโลยี

ไม่เพียงแค่สหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งในการเมืองโลก จีนเองก็กำลังมีข้อพิพาทกับไต้หวันอยู่เช่นกัน โดยไต้หวันหวังพึ่งพาการซื้ออาวุธจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สี จิ้นผิง จะกดดันให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน 

จุดเส้นแดงที่ภาคธุรกิจเทคโนโลยีจับตาคือไต้หวัน เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก สี จิ้นผิง เตือนชัดว่า ถ้าสหรัฐฯ จัดการเรื่องไต้หวันผิดพลาด อาจเกิด ‘ความขัดแย้งรุนแรง’ ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนชิป ทำให้สินค้าเทคโนโลยีขึ้นราคา ค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตทั่วโลกอาจพุ่งสูง

นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ร่วมคณะทัวร์จีนกับทรัมป์คือ อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX และ Tesla, ทิม คุก ซีอีโอ Apple, เจนเซน ฮวง ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตชิป Nvidia สะท้อนถึงข้อกังวลของภาคธุรกิจเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

อ้างอิง

COTTO เผยสูตรลับ ‘5 CURATIONS’ เทคนิคตกแต่งพื้นบ้านผ่านไลน์สินค้าใหม่  

ว่ากันว่าเรื่องของงานดีไซน์คือสิ่งที่แฝงอยู่ในทุกๆ ที่ ซึ่งเรื่องของดีไซน์ไม่ได้เป็นเพียงแค่โจทย์ของอาชีพมัณฑนากรแต่ยังรวมไปถึงผู้ผลิตวัสดุที่เปรียบเสมือนผู้ริเริ่มเตรียมวัตถุดิบชั้นดีในครัว 

ด้วยความหลากหลายท้าทายที่ว่า ทาง COTTO บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด แบรนด์ภายใต้บริษัทในกลุ่ม SCG ที่ผลิตและทำธุรกิจกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ แบบครบวงจร จึงผุดไอเดียขยายไลน์สินค้าประเภท ‘วัสดุปิดผิว’ โดยคัดสรรวัสดุ ‘5 CURATIONS’ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนถาดสี โดยแบ่งเป็น 5 ถาดตามโทนวัสดุ ได้แก่ 

1. Rooted กลุ่มวัสดุลายไม้ 

2. Real กลุ่มวัสดุโทนเอิร์ธโทน 

3. Radiant กลุ่มวัสดุโทนขาว เทา ดำ 

4. Rhythm กลุ่มวัสดุที่เน้นสีสัน 

5. Rare กลุ่มวัสดุลวดลายพิเศษ

โดยวัสดุทั้ง 5 ชนิดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้วัสดุอย่างเป็นระบบ ซึ่งในการเปิดตัวไลน์วัสดุที่ว่า ทาง COTTO ได้ถือโอกาสชวน 3 สถาปนิกชั้นนำ อย่าง PHTAA, IDIN ARCHITECTS และ Stu/D/O Architects มาร่วมตีโจทย์ในการออกแบบบนพื้นที่จริง รวมทั้งเปิดบทสนทนาในหัวข้อ ‘เผยสูตร (ไม่)ลับ’ ในการหยิบจับวัสดุปิดผิวกว่า 10 ประเภทจากแต่ละกลุ่ม มาถ่ายทอดอัตลักษณ์ความต่างอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนตัวตนและการเชื่อมโยง ‘วัสดุ’ ที่ไหลลื่นไปกับ ‘การออกแบบ’ ได้อย่างมีมิติ สวยงาม และใช้งานได้จริง ภายใต้แนวคิด ‘REFINED / FLOW’ ที่ COTTO LiFE ดอนเมือง

เริ่มที่ฝั่งของ PHTAA ที่นำโดย วิทย์–พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล, พลอย–หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ และโต๋–ธนวรรธน์ ปัจฉิมะศิริ อธิบายถึงการตีโจทย์ที่ได้รับสำหรับพื้นที่ Specialty Café (matcha room) โดยเริ่มจากการมองหาความพิเศษของวัสดุเชิงเทกซ์เจอร์ มากกว่าการกำหนดโทนสี หรือประเภทวัสดุ เพื่อนำเสนอรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม จนมาพบกับ ‘กระเบื้องด่านเกวียน’ ซึ่งเป็นกระเบื้องที่ COTTO ทำร่วมกับชุมชนด่านเกวียน โดย 30% ของกระบวนการผลิต คือการ recycled material นำดินที่เหลือมาใช้ในการผลิตสินค้า ผสานกับการเลือกใช้ CURATIONS กลุ่ม Real วัสดุโทนเอิร์ธโทน และ Rhythm วัสดุกลุ่มสีสัน ทำให้การใช้วัสดุ ถูกหยิบจับมาถ่ายทอดเป็นพื้นที่คาเฟ่ ที่เชื่อมโยงเข้ากับบริบทของชุมชนได้อย่างกลมกลืน 

โดยกระเบื้องที่ว่าถูกนำมาเรียงร้อยเป็นผนังระแนงที่ทำหน้าที่กรองแสง สะท้อนมุมมองของ PHTAA ที่เชื่อว่าวัสดุทุกชนิดจะมีนัยในตัวเอง สามารถนำมาพลิกแพลงให้เกิดหน้าที่ใหม่ๆ ทั้งในแง่รูปลักษณ์ที่ดูโมเดิร์น เข้าใจง่าย และร่วมสมัย เมื่อนำมาจัดวางกับ Countertops ชิ้นใหญ่ที่มีความหรูหรา ยิ่งทำให้พื้นที่นี้มีความพิเศษ โดยเบื้องหลังความสวยงามนี้สะท้อนมุมมองการทำงานกับวัสดุแต่ละชิ้นอย่างมีที่มาที่ไป และให้ความสำคัญกับแนวคิด local material หรือ locality in practice ซึ่งไม่ได้พูดถึงแค่เพียงตัววัสดุ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ผู้คน และวิถีชีวิตที่ก่อให้เกิดวัสดุนั้นๆ เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ Specialty Café 

ต่อมากับโจทย์ wellness space ที่ได้ เป้–จีรเวช หงสกุล จาก IDIN Architects ที่มาตีความนิยาม wellness ในมุมมองของตัวเอง นั่นคือ ‘การตระหนักรู้จากภายใน’ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่นี้จึงมุ่งเน้นมิติของอารมณ์ และ self awareness โดยใช้เครื่องมือ mindfulness ที่ชวนให้ผู้ชมหันกลับมาสำรวจโลกภายในของตนเอง มากกว่าการมองหาความสมบูรณ์จากภายนอก พื้นที่นี้จึงถูกกำหนดให้เดินแบบ 1:1 ขณะที่ระดับพื้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสูงขึ้น แคบลง พร้อมจังหวะแสงที่ดิมและสว่างสลับกันไป ให้ผู้คนค่อยๆ สำรวจตัวเอง เพื่อค้นพบว่า ‘ตัวตน’ คือพื้นที่เดียวที่สำคัญ 

ปิดท้ายที่  ‘ดิว–ชนาสิต ชลศึกษ์’ จาก Stu/D/O Architects ที่แชร์ให้ฟังถึงการออกแบบพื้นที่  Bathroom & More ในนิยาม  ‘มิติใหม่แห่งสุขา : พื้นที่เร้นลับกับความสงบผสานกลิ่นอายธรรมชาติ’  ด้วยการเปลี่ยนห้องน้ำจากพื้นที่ส่วนตัวให้กลายเป็น  art space ที่สามารถจัดแสดงและเล่าเรื่องได้ จึงเป็นที่มาของการหยิบยกแนวคิด Invisible, Silence และ Nature มาตีความต่อยอดจากสินค้า COTTO SILN Series เพื่อสร้างบรรยากาศที่นิ่งสงบ ผ่อนคลาย และโดดเด่นด้วยการเล่นมิติของแสงเงา

โดยการตีโจทย์ที่ว่า ชนาสิตเริ่มต้นจากสินค้า SILN Series ดีไซน์อ่างล้างหน้าสีขาวที่ซ่อนรูระบายน้ำไว้อย่างแนบเนียน เชื่อมโยงสู่การเลือกใช้วัสดุกลุ่ม Radiant ในโทนขาว-เทา-ดำ และกลุ่ม Rare ที่มีลวดลายพิเศษ มาสร้างความ contrast ผ่านรูปทรงเรขาคณิต ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสีดำมาใช้สื่อถึงห้องน้ำ ตัดกับพื้นที่จัดแสดงสีขาวที่ประดับด้วยต้นไม้ พร้อมใช้เทคนิคพรางแสงเพื่อซ่อนรายละเอียดของสินค้าไว้ภายใน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสและตีความพื้นที่อย่างอิสระ 

ทั้งนี้ ทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายในการเพิ่มไลน์สินค้าครั้งนี้ว่า COTTO ต้องการขยายภาพจำจากแบรนด์กระเบื้องและสุขภัณฑ์ สู่กลุ่มวัสดุปิดผิวซึ่งมีสัดส่วนที่มากกว่ากระเบื้องมากว่า 3 ปีแล้ว โดยปีนี้ได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ประเภทครอบคลุมตั้งแต่ Tile, Vinyl Tile (SPC), Wood, Clay Décor, Stone Décor, Worktop, Mosaic, Grout, ไปจนถึง Door & Window และ Bathroom Furniture เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาวัสดุที่หลากหลายและแปลกใหม่ ภายใต้คุณภาพและความสวยงามควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดบ้านที่ COTTO LiFE ดอนเมือง เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสวัสดุปิดผิวที่สามารถเชื่อมโยงไปกับ ‘งานออกแบบ’ ได้อย่างไหลลื่น 

ใครที่รักงานดีไซน์หรือรักในการตกแต่งบ้านสามารถมาพิสูจน์คุณภาพของสินค้าจาก COTTO ไลน์ใหม่นี้ได้ที่ COTTO LiFE ดอนเมือง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ COTTO ได้ที่ www.cotto.com

ยูทูบพรีเมียมขึ้น บอลพรีเมียร์ลีกก็เพิ่ม สำรวจกลยุทธ์ตั้งราคาให้คนตัดสินใจซื้อแล้วขึ้นราคาเมื่อคนติดใจ

“เขาคิดมาแล้วว่าต่อให้ขึ้นราคาอีกเท่าไหร่ พวกคุณ…ก็ยอมจ่ายอยู่ดี”

คือความเห็นในโพสต์ข่าว ยูทูบพรีเมียมประกาศขึ้นราคาแพ็กเกจมาตรฐานจาก 179 บาทต่อเดือน เป็น 199 บาทต่อเดือน เมื่อเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาหนที่ 2 ในเวลาไม่ถึง 2 ปี จนเกิดข้อถกเถียงในโลกออนไลน์ถึงความเหมาะสมของการขึ้นราคาครั้งใหม่ 

ความเห็นข้างต้นสะกิดใจเราพอสมควร เพราะมานึกๆ ดู ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้ใช้เลือกต่ออายุยูทูบพรีเมียมแบบไม่ต้องคิด แม้ราคาเพิ่มขึ้นหลายครั้ง ทั้งที่จริงยูทูบเป็นบริการฟรีตั้งแต่เปิดตัว เพียงแค่มีโฆษณาคั่นระหว่างใช้งานเท่านั้น

หรืออย่างกรณีบริการถ่ายทอดสดลีกฟุตบอลมหาชน Premier League ที่แม้จะเปลี่ยนมือผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดมาหลายครั้ง แต่จุดร่วมหนึ่งที่สังเกตได้คือ เมื่อมีคนประมูลชนะได้สัญญาถ่ายทอดสดฉบับใหม่ ก็มักตั้งราคาแพ็กเกจรับชมให้ลดลงจากปีก่อนหน้า พร้อมมีราคาพิเศษสำหรับสมาชิกเครือข่ายของตัวเองเพื่อดึงดูดใจให้สมัครใช้งาน แม้จะปรับราคาขึ้นในฤดูกาลถัดๆ มา แต่คอบอลจำนวนมากก็ยังเลือกต่ออายุบริการอยู่ดี

แล้วทำไมคนถึงยอมจ่ายล่ะ?  

คอลัมน์ Recap ตอนนี้ เราขอพาไปหาคำตอบ ด้วยการสำรวจแนวคิดเบื้องหลังที่หลายแบรนด์ใหญ่ใช้มัดใจลูกค้า ชนิดที่แม้ราคาจะขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังยอมต่ออายุบริการแบบอยากเลิกก็เลิกไม่ได้ 

ให้ลองใช้จนติดใจ 

ก่อนจะเริ่มอธิบายเหตุผลเบื้องหลัง เราอยากพาทุกคนกลับไปสำรวจก่อนว่า ยูทูบได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมเรายังไง และพวกเขาศึกษาความเปลี่ยนแปลงนี้จนกำหนดราคาพรีเมียมได้ยังไงบ้าง

เท่าที่จำความได้ เราโหลดยูทูบมาใช้ครั้งแรกเมื่อเกือบสิบปีก่อน เพราะอยากติดตามครีเอเตอร์เกมออนไลน์คนหนึ่ง ทุกครั้งที่มีแจ้งเตือนคลิปออกใหม่เราก็จะรีบเข้าไปดูทันที ยอมทนกับโฆษณาสั้นๆ ที่ให้รอ 5 วินาทีเพื่อกดข้าม และเมื่อจบคลิปก็กดออกแอพฯ ไปทำอย่างอื่นต่อ…เหมือนที่คนใช้ยูทูบสมัยนั้นทำกัน

กระทั่งปีหลังๆ มานี้เราและคนรอบตัวเริ่มใช้ยูทูบไม่เหมือนเดิม เราไม่อยากกินข้าวถ้าไม่ได้เปิดคลิปตลกๆ ไปด้วย เพื่อนเริ่มไม่หันตอนเราเรียกเพราะมันเปิดคลิปแบบสุ่มจากยูทูบคลอไว้ตอนทำงาน และไม่ใช่แค่เรากับเพื่อนหรอกที่เปลี่ยนวิธีดูยูทูบ พฤติกรรมคนใช้อีกนับพับล้านบัญชีก็เปลี่ยนไป หลังจากยูทูบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ดูได้จากทั้งเทรนด์ Mukbang ครีเอเตอร์ไลฟ์กินข้าวโชว์คนดูจากเกาหลีใต้ที่แพร่ไปทุกทวีปกลางทศวรรษ 2010 จนถึงช่อง Lofi Girl ตัวละครสาวหน้าคุ้นเปิดเพลงฟังสบายคลอไประหว่างทำงาน มีครีเอเตอร์มากมายที่สร้างสรรค์เนื้อหาให้คนทั่วโลกเปิดยูทูบคู่กับทำกิจกรรมในชีวิตมากขึ้นทีละน้อย 

ยูทูบเข้าใจพฤติกรรมคนใช้งาน และก็รู้ด้วยว่าคนที่ใช้แพลตฟอร์มตัวเองแบบนี้ไม่ชอบการขัดจังหวะเป็นที่สุด รู้ว่าการต้องสลับจอมากดข้ามโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้าระหว่างกินมื้อเย็นหรือตอนทำงานนั้นทำอารมณ์สะดุดและน่ารำคาญเพียงใด 

เพราะไม่นานหลังเทรนด์ทำไปดูไปแพร่หลายทั่วโลก ยูทูบก็เปิดตัว พรีเมียม ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2561 และเปิดให้ใช้ในไทยปลายปี 2562 ซึ่งเป็นที่ฮือฮาทันทีด้วยการนำเสนอบริการจ่ายเงินรายเดือนราคาไม่สูงมาก (ในไทยเริ่มที่ 159 บาท / เดือน) แลกกับการไม่ต้องเจอโฆษณากวนใจแถมเพิ่มฟังก์ชั่นปิดหน้าจอแต่ยังฟังเสียงคลิปได้ สำหรับผู้ใช้มือถือที่อยากสลับจอไปทำอย่างอื่น ถ้าจะบอกว่าบังเอิญเปิดตัวของใหม่แล้วดันแก้จุดเจ็บคนใช้ทั่วโลกได้แบบเหมาะเจาะก็คงเกินไปหน่อย

ตอนเปิดตัวครั้งนั้น ความเห็นยังแตกเป็นหลายทาง เพราะคนชินกับที่ยูทูบเป็นแอพฯ ฟรีมาเกินสิบปี ทว่าไม่นานก็เกิดวิกฤตโควิดที่ต้องกักตัวอยู่ในบ้าน ทุกคนจึงยิ่งหันเข้าหาโลกออนไลน์เพื่อหนีจากพื้นที่จำกัดมากขึ้น หนุ่มสาวใช้ยูทูบเป็นเพื่อนกินแทนมิตรสหายร่วมโต๊ะบุฟเฟต์ วัยทำงานเปิดคลิปแทนเสียงเพื่อนรวมงานระหว่างแก้เอกสารในห้องนอน ในขณะที่รุ่นเดอะก็เริ่มดูยูทูบเแทนทีวีเพราะสะดวกกว่า รู้ตัวอีกทีคลิปแอพฯ แดงกลายเป็นสิ่งที่ทั่วโลกขาดไม่ได้ไปแล้ว

จุดนี้เองที่โฆษณาคั่นกลายเป็นช่องทางสำคัญของยูทูบ เพราะหลังเปิดตัวพรีเมียมออกมา แอพฯ แดงก็ประกาศเองตรงๆ เลยว่าจะทยอยปรับรูปแบบการแสดงผลโฆษณา มีตั้งแต่เสริมให้โฆษณายาวขึ้น หรือวางโฆษณาหลายคลิปติดกันทำให้ผู้ชมต้องกดข้ามทีละตัว ไปจนถึงเพิ่มรูปแบบโฆษณาแบบกดข้ามไม่ได้ ซึ่งทำให้แพ็กเกจพรีเมียมแบบทดลองใช้ 30 วันฟรี (ก่อนเก็บเงินในเดือนถัดไป) เย้ายวนให้คนอยากใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อหลวมตัวลองสมัครใช้โดยไม่เจอโฆษณาครั้งหนึ่ง ก็ยากจะกลับไปทนใช้งานฟรีได้อีก 

สุดท้ายแม้ยูทูบจะเริ่มปรับราคาทั้งในไทยและทั่วโลกถี่และสูงขึ้น อย่างของไทยขึ้นเป็น 179 และ 199 บาทต่อเดือน ในปี 2567 และ 2569 หลังตรึงราคาเปิดตัวมา 5 ปี แต่ผู้สมัครพรีเมียมที่ติดใจก็ยอมจ่ายต่อ จนจำนวนผู้ใช้ไม่มีทีท่าจะลดลงเลย กลับเพิ่มไวกว่าเดิมด้วยซ้ำ สอดคล้องกับข้อมูลที่ยูทูบเปิดเผยว่ายูทูบมีผู้ใช้งานพรีเมียมทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 18 ล้านบัญชี เป็น 125 ล้านบัญชี

กลวิธีที่แอพฯ แดงใช้นี้ คล้ายกับหลักกำหนดราคาผลิตภัณฑ์แบบ Penetration Pricing (แปลตรงตัวว่ากำหนดราคาทะลุทะลวง) มักใช้เมื่อแบรนด์ต่างๆ เปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่ ซึ่งจะตั้งราคาแรกเริ่มให้จับต้องได้เพื่อดึงลูกค้ามาใช้งาน จนมีฐานผู้ใช้แข็งแรง ติดใจกับบริการนั้น เมื่อตอนหลังแบรนด์ปรับราคาขึ้นเพื่อทำกำไร ลูกค้าที่ติดพัน ติดใจ หรือติดหล่มกับบริการนั้นไปแล้วก็มักไม่อยากเลิกใช้ ทำให้ยอมจ่ายแม้ราคาสูงขึ้น

ยูทูบไม่ได้ใช้วิธีนี้โดยตรง แต่มาปรับเข้ากับพฤติกรรมคนใช้งานแพลตฟอร์มตัวเอง เมื่อรู้ว่าคนชอบเปิดคลิปฟังยาวๆ แต่ไม่ชอบที่โดนโฆษณาขัดจังหวะ ก็เสนอบริการลบโฆษณาราคาจับต้องได้แล้วปรับโฆษณากระตุ้นให้คนลองจ่าย เมื่อรวมกับความเป็นเจ้าตลาดแบรนด์รู้ดีว่าทั้งคนดูและครีเอเตอร์จะไม่เลิกใช้ยูทูบ เพราะยังไม่มีแพลตฟอร์มไหนทดแทนได้ ยูทูบจึงโฟกัสที่การเพิ่มคนสมัครพรีเมียมแบบไม่ต้องกังวลเรื่องผู้ใช้หนีหาย

ยอมจ่ายเพื่อดูทีมรัก

ส่วนธุรกิจถ่ายทอดสดฟุตบอล Premier League นั้น หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมในยุคที่มีสื่อฟรีอื่นๆ ให้เสพอีกเพียบ ยังมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อดูถ่ายทอดสดการแข่งขันของทีมจากอีกซีกโลก (ในที่นี้คือฟุตบอลอังกฤษ) ทั้งที่สโมสรใกล้บ้านก็มี หรือรอดูผลการแข่งขันย้อนหลังก็ได้

ต้องอธิบายก่อนว่าฟุตบอลอังกฤษเป็นลีกดังสุดในโลกจึงมีคนตามดูมาก และจะว่าไปแล้ว การเชียร์กีฬาเป็นกิจกรรมที่คนอินตั้งแต่ในเกมไปถึงเรื่องนอกสนามทุกมิติ ถ้าเลือกทีมเชียร์แล้วส่วนมากจะเชียร์ทีมนั้นไปตลอด เป็นเอกลักษณ์ถึงขั้นมีงานวิจัยหลายชาติที่เปรียบเทียบการเชียร์กีฬากับศาสนาอย่างจริงจัง หรืออธิบายแบบใกล้ตัวเข้ามาหน่อยก็คล้ายการเป็นแฟนด้อม-ติ่งศิลปิน 

การเขม่นกับเพื่อน หรืออยากทะเลาะกับคนแปลกหน้าในเฟซบุ๊กเพียงเพราะเราเชียร์หงส์และเขาเด็กผี (การโดนสวนโพ แถมเห็นคนดูถูกเมน) การได้เห็นผู้เล่นที่ชอบเล่นดี ไม่มีข่าวเสีย (ได้เห็นเมนมีงานใหม่ ไม่มีข่าวฉาว มีคนติดตามเพิ่ม) ความสุขที่ได้ตามผลแข่งของทีมรัก (ลุ้นกระแสผลงานใหม่ และลุ้นรางวัลทั้งแบบเดี่ยวและวง) ทั้งหมดเป็นวัฒนธรรมที่ถ้ามองในฐานะคนไม่อินจะไม่ชิน แต่พอได้ลองเชียร์เท่านั้นละ แทบทุกคนมักจะอินไปจนสุดตัว

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้การดูแข่งแบบสดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนดูบอลมากๆ และเป็นประสบการณ์ที่การมาตามดูย้อนหลังทดแทนไม่ได้ อารมณ์จะต่างจากการร่วมลุ้นจังหวะต่อจังหวะ พอรู้ผลตัดสินแพ้-ชนะแล้วต้องไปเจอคนในชีวิตจริง เราก็ได้ร่วมบทสนทนาหยอกล้อกันและกัน ล้วนเป็นปัจจัยก่อให้เกิดวัฒนธรรมร่วมของคนรักกีฬา รักสโมสรโปรดที่เหนียวแน่น ทุกคนจึงต้องการช่องทางรับชมที่เสถียรและเข้าถึงง่าย ซึ่งผู้ให้บริการแบบถูกลิขสิทธิ์สนองความต้องการนี้ได้ ทำให้แฟนกีฬายังยินดีจ่ายเงินรับชมกีฬาถ่ายทอดสดอยู่จำนวนมาก 

ส่วนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดอังกฤษ องค์กร Premier League กำหนดว่าจะมีผู้ให้บริการได้เพียงหนึ่งรายต่อประเทศ โดยเลือกจากการประมูลราคา ผู้ชนะต้องจ่ายค่าสัญญาเป็นเงินก้อนตามจำนวนที่ประมูลไว้ แลกกับการได้สิทธิ์ถ่ายทอดสด รวมถึงสิทธิ์รับรายได้ตามเวลาที่ตกลง (มีทั้งสัญญา 3 ฤดูกาล 4 ฤดูกาล จนถึงคราวละ 6 ฤดูกาล) 

ด้วยเงื่อนไขที่ว่าผู้ที่ได้สิทธิ์ประมูลต้องประเมินและวางแผนการกำหนดราคาค่าบริการ รวมถึงรายได้ช่องทางอื่นจากการถ่ายทอดสดอย่างรอบคอบ เนื่องจากยิ่งเม็ดเงินที่ลงประมูลไปมาก จำนวนคนใช้งานที่ต้องการเพื่อให้คุ้มทุนก็ยิ่งสูงขึ้นตามไป

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ให้บริการยังต้องต่อสู้กับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด หรือ ‘ดูเถื่อน’ ที่ดึงสัญญาณถ่ายทอดจากผู้ให้บริการมาเปิดให้รับชมฟรีทางเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อหารายได้จากการลงโฆษณาผิดกฎหมาย เช่น พนันออนไลน์ หรือเครือข่ายหลอกลวง (Scammer)

ด้วยความที่เว็บไซต์เหล่านี้เข้าถึงได้ง่าย เพียงป้อนคำค้นพื้นฐานลงใน search engine ก็มีตัวเลือกปรากฏนับสิบ ผู้ชมจำนวนมากยังเลือกรับชมการแข่งขันแบบเถื่อน สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมกีฬาในไทยมายาวนาน อย่างกรณีปี 2567 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยเข้าจับกุมเครือข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษถึง 21 แหล่ง คิดเป็นความเสียหายกว่า 2,700 ล้านบาท 

การต้องต่อสู้กับต้นทุนลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและการละเมิดสัญญาณมูลค่าหลักพันล้านนั้น  ทำให้เจ้าของสิทธิ์ต้องปรับตัว ให้แฟนบอลรู้สึกว่าการจ่ายค่าชมแบบถูกลิขสิทธิ์ดีกว่าดูเถื่อน จากเดิมที่แพ้เรื่องความสะดวกเพราะต้องซื้อกล่องรับสัญญาณ ก็ปรับมาให้ชมผ่านแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ได้ พร้อมเสริมจุดแข็งที่เหนือกว่า เช่น มีทีมบรรยายมืออาชีพ มีนักวิเคราะห์เกม รวมถึงความคมชัดลื่นไหลของสัญญาณที่ดีกว่า (แต่ข้อหลังนี้ก็ยังมีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลอยู่บ้าง) ในแง่หนึ่งเพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และอีกแง่ก็เพื่อลดจำนวนคนดูเถื่อนเพิ่มจำนวนคนดูแท้ให้ตัวเอง 

นอกจากนี้วิธีตั้งราคาแบบ Penetration Pricing ก็กลายเป็นอาวุธสำคัญของผู้ให้บริการ เพราะดึงคนใช้งานได้จำนวนมาก เรามักเห็นว่าเมื่อมีการประมูลราคาสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งใหม่ ในปีแรกผู้ชนะประมูลมักตั้งราคารับชมไว้ถูกกว่าฤดูกาลก่อนหน้า (ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเดิมหรือเปลี่ยนมือ) เพื่อจูงใจให้สมัครเข้ามาในระบบก่อน 

ส่วนผลตอบรับเมื่อปรับขึ้นราคาในฤดูกาลถัด ๆ มา เราลองอ่านความเห็นจากโพสต์เฟซบุ๊กเปิดตัวแพ็กเกจรับชมฤดูกาลใหม่ พบว่าเป็นไปหลายทิศทาง ผู้ใช้งานเดิมส่วนหนึ่งยอมสมัครต่อเนื่องจากมีผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียงหนึ่งเจ้า รวมถึงผู้ให้บริการมักจะมีโปรโมชั่นรับชมได้หลายจอ หรือมีรายการเสริมเพิ่มเข้ามา ให้รู้สึกว่ายังคุ้มค่าที่จะจ่าย

“ราคาเอาเรื่องนะ แต่ดีดูได้หลายรายการ”

“หาคนหารรอเลย”

“ถ้าใครชอบดูทุกอย่างยังไงก็คุ้ม”

แต่เมื่อขึ้นราคามากพอสมควรเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า (ผู้ให้บริการสองเจ้าล่าสุดขึ้นราคากว่า 2,000 บาท/ปี) ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีจ่าย เกิดเสียงบ่น จนถึงขั้นมีคนบอกว่าจะกลับไปรับชมเถื่อน

“แค่ปีที่สองราคายังโดดไปขนาดนี้ ไม่อยากคิดสภาพปีหน้า…”

“แพงเกินไม่ไหว ขอดูของเกาหลีไปก่อนละกัน”

“กลับช่องทางธรรมชาติ…”

ส่วนอีกองค์ประกอบที่น่าสนใจ คือด้วยความที่ผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งหลังๆ มักเป็นหรือมีพันธมิตรกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม (ค่ายเน็ต) จึงเกิดโปรโมชั่นที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ใช้งานเครือข่ายนั้นจ่ายราคารับชมที่ต่ำลงอีก ดึงดูดให้ทั้งผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่สะดวกจ่ายราคาฤดูกาลก่อน ตัดสินใจสมัครกับผู้ให้บริการใหม่ และอีกหลายคนเปลี่ยนเครือข่ายมือถือเพื่อรับส่วนลด

ผู้ที่ย้ายสัญญาณเครือข่ายก็มักโดนกำหนดให้ต้องติดสัญญาอยู่กับค่ายระยะหนึ่ง (มักเป็นหลักปี) ก่อนจะเปลี่ยนไปเลือกใช้แพ็กเกจอื่นหรือเครือข่ายอื่นได้ ทำให้เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลหนึ่ง แม้ผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดขึ้นราคารับชมของฤดูกาลใหม่ แต่หากมีการตั้งราคาพิเศษสำหรับลูกค้าเครือข่ายอีกผู้ใช้หลายกลุ่มที่ติดสัญญาเครือข่ายมาจากฤดูกาลก่อนหน้าก็มักเลือกใช้เครือข่ายนั้นต่อเพื่อรับส่วนลด ทำให้เครือข่ายได้ผู้ใช้งานระยะยาวเพิ่มขึ้นอีกทอด

ผู้ใดกำหนดราคา ผู้นั้นกำหนดพฤติกรรม, ผู้ใดกำหนดพฤติกรรม ผู้นั้นกำหนดราคา

จาก 2 กรณีธุรกิจที่ยกมา นอกจากจะทำให้เห็นผลจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของผู้ใช้ ก็ทำให้เห็นว่าในระยะหลัง ปัจจัยทางเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนต่อกระบวนการตัดสินใจและชีวิตผู้คน ถึงขั้นกำหนดแบบแผนพฤติกรรมเป็นวงกว้างได้ 

ดังที่เกิดกับพฤติกรรมการใช้งานยูทูบที่เปลี่ยนไปด้วยเหตุจำเป็น ทำให้ยูทูบเริ่มมีอำนาจต่อรองกับคนดู หรือการที่แบรนด์ใช้เอกลักษณ์ของแฟนกีฬาที่ตามเชียร์ทีมรักแบบสดๆ มากำหนดราคาแพ็กเกจให้บริการ และส่วนลดจากสัญญาค่ายมือถือ พร้อมเสริมคุณภาพให้เหนือกว่าช่องทางผิดลิขสิทธิ์ จนทำให้หลายคนยังยอมจ่าย เพราะใจอยากเชียร์ทีมรักแม้ราคาจะเพิ่มขึ้นทุกปี ก็ด้วยเมื่อคนได้สัมผัสบริการที่ออกแบบมาเพื่อแก้จุดเจ็บ (pain point) ที่แบรนด์เป็นคนวางไว้ (คนไม่ชอบโฆษณาและคนอยากดูกีฬาสด) ก็ยากนักที่จะตัดใจเลิกใช้ และหวนกลับไปเผชิญจุดเจ็บนั้นด้วยตนเอง

อนึ่ง นอกจากที่ยกมานี้ยังมีแบรนด์อีกมากมายที่หยิบเอากลยุทธ์ Penetration Pricing รวมถึงกลยุทธ์อื่นไปใช้กำหนดราคาค่าบริการเพื่อดึงดูดหรือรักษากลุ่มผู้ใช้งานเดิมเอาไว้ด้วยวิธีการที่ต่างกัน ไม่จำกัดแต่เฉพาะการสมัครบริการรายเดือนหรือรายปี แต่ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยและลักษณะของบริการที่ธุรกิจนั้นต้องการเสนอต่อคนทั้งหลาย 

ทว่าแม้กลยุทธ์นี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้ใช้งานทั้งหลายในระยะยาว ทำให้ติดพันกับการใช้งานจนถอนตัวออกมาได้ยาก แต่สุดท้ายการตัดสินใจนั้นย่อมขึ้นกับความพอใจของผู้บริโภคต่อบริการหรือสินค้านั้นๆ อยู่เช่นเดิม แม้กลยุทธ์กำหนดราคาจะดีและทรงพลัง แต่หากบริการนั้นไม่มีคุณภาพตามความต้องการ สุดท้ายผู้บริโภคก็จะทวงคืนอำนาจต่อรองกับแบรนด์กลับมา และมองหาทางเลือกอื่นที่เหมาะสม คุ้มค่าให้แก่ตัวเอง

จึงเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างรายได้ กลยุทธ์การขาย และพัฒนาคุณภาพ–คงระดับความพอใจของผู้ใช้บริการ ตามเหตุปัจจัยของพฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อรักษาฐานลูกค้าต่อไป

ที่มา

5P ของ Fika & Co. Cafe ร้านกาแฟไทยหนึ่งเดียวที่ติดลิสต์ร้านกาแฟดีที่สุดในโลกประจำปี 2026

ในทุกวันนี้ที่เราเห็นคาเฟ่อยู่แทบทุกที่ในไทย และหลายคนบอกว่าเป็น ‘ธุรกิจปราบเซียน’ ที่เปิดง่ายแต่รอดยาก ท่ามกลางตัวเลือกที่มีมากมายในตลาด กลับมีคาเฟ่แห่งหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาในฐานะคาเฟ่ที่มีบาริสต้ามือรางวัล และเป็นร้านกาแฟไทยหนึ่งเดียวที่คว้าอันดับ 61 ในลิสต์ World’s 100 Best Coffee Shops 2026 หรือร้านกาแฟดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 นั่นก็คือ Fika & Co. Cafe

เจน–กวินนาถ วีระวรเวท เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและบาริสต้า Fika & Co. Cafe หรือที่คนในแวดวงกาแฟรู้จักในฐานะผู้ชนะเลิศการแข่งขัน Thailand National Barista Championship 2026 เป็นหนึ่งในผู้ปลุกปั้นคาเฟ่แห่งนี้ด้วยแพสชั่นอันแรงกล้าและความฝันเล็กๆ ว่าอยากจะมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง

แรกเริ่มเดิมที Fika & Co. Cafe เป็น everyday coffee ที่ราคาเริ่มต้น 70 บาท เพราะอยากเป็นที่พักใจให้เหล่าพนักงานออฟฟิศในตึกสิงห์คอมเพล็กซ์ ก่อนจะก้าวมาสู่การเป็น creative drink ที่รังสรรค์เมนูกาแฟในรูปแบบค็อกเทล จนสายกาแฟจากทั่วสารทิศอยากมาทดลองชิม

สารภาพเลยว่าเราก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากลิ้มลองรสชาติกาแฟในร้านแห่งนี้เช่นกัน บ่ายวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย หลังหมดเวลาพักของพนักงานออฟฟิศ และพอมีเวลาให้เจนได้พักคุยกับเรา จึงถือโอกาสจิบกาแฟสักแก้ว พร้อมสนทนาถึงรสชาติธุรกิจที่เจนปลุกปั้นมากับมือในชื่อ Fika & Co. Cafe

Product
กว่าจะมาเป็น Fika & Co. Cafe

เจนออกตัวตั้งแต่เริ่มต้นสนทนากันว่า เธอโชคดีที่รู้ตัวเองไวว่าชอบโลกของกาแฟและมีความฝันว่าอยากเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเอง พอเรียนจบเธอจึงไปขอวีซ่า Working Holiday ที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี เพื่อไปทำงานเก็บเงินและไปเรียนคอร์สบาริสต้าระยะสั้น ทำให้รู้ว่าโลกของกาแฟมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก พร้อมทำงานเป็นบาริสต้าที่ออสเตรเลียไปด้วย

“งานบาริสต้าที่นั่นยากมาก เพราะคัลเจอร์การกินกาแฟของเขาแข็งแรงมาก คล้ายผัดกะเพราบ้านเรา  ถ้าร้านไหนทำไม่อร่อยก็จะไม่มีลูกค้า ร้านกาแฟที่นั่นเลยค่อนข้างคัดบาริสต้า เราก็เริ่มจากการเป็นเด็กล้างแก้ว แล้วอัพตัวเองมาเรื่อยๆ จนได้เป็นบาริสต้า”

อาชีพนี้ทำให้เจนได้เรียนรู้ว่าร้านกาแฟไม่ใช่แค่ธุรกิจ F&B หรือ food and beverage ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ร้านดูพิเศษคือการสร้าง hospitality ที่ไม่ใช่แค่ส่งแก้วกาแฟให้ลูกค้าแล้วจบไป แต่ต้องส่งมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้า

หลังกลับมาไทยเจนได้ทำงานตรงกับสายอาชีพอีกอย่างหนึ่งที่เรียนจบมาคือสายงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เธอทุ่มเทเวลามาเป็นบาริสต้าในคาเฟ่แถวทองหล่อ ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำตามความฝัน

“เราได้ไปเจอหุ้นส่วนที่เขาเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว และเจอพาร์ตเนอร์ที่แต่เดิมเขาเช่าพื้นที่ตรงนี้ที่ตึกสิงห์คอมเพล็กซ์เอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาไม่มี know-how ในการทำร้าน ส่วนฝั่งเรามี know-how อยู่แล้วแต่ไม่มีโลเคชั่น พวกเราเลยตัดสินใจเปิดร้านร่วมกันในชื่อ Fika & Co. Cafe”

คอนเซปต์ตั้งต้นมาจากที่ตึกสิงห์เป็นตึกที่ติดกับสำนักงานออฟฟิศ จึงอยากทำกาแฟดีๆ ให้เหล่าพนักงานออฟฟิศดื่มได้ทุกวัน หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ เธอบอกว่าร้านนี้เป็น everyday coffee ที่ราคาเริ่มต้นไม่แรงมาก แต่สามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพดีได้

“ส่วนที่มาที่ไปของชื่อร้านเราก็พยายามหาคำที่ matching กับคอนเซปต์ของเรา ก็ไปเจอคำว่า Fika ซึ่งมันเป็นภาษาสวีดิชแปลว่า Relax Time Between Colleagues หรือช่วงเวลาการพักดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมงาน ประโยคนี้ตรงกับความตั้งใจของเรา ที่อยากให้ร้านเป็นเหมือนที่พักใจให้แก๊งชาวออฟฟิศ ส่วนคำว่า & Co ก็มาจากคำว่า corporate สื่อถึงการที่เราเปิดร้านนี้ร่วมกับเพื่อนๆ”

กว่าจะมาเป็น Specialty Coffee

Fika & Co. Cafe เริ่มเปิดเมื่อปี 2019 หรือก็คือปีที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลังเปิดร้านได้ไม่นานก็โดนผลกระทบหนัก จนเจนกลับมาตั้งคำถามกับอาชีพนี้และคิดว่าการออกมาเปิดร้านเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่

แต่ก่อนที่จะทิ้งความฝันไว้กลางคัน เธอตัดสินใจเข้าแข่งขันและคว้ารางวัลจาก Specialty Coffee Association หรือ SCA ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่จัดโดยสมาคมกาแฟมาได้ หลังจากนั้นได้คว้ารางวัลอีกมากมาย อาทิ แชมป์ Thailand National Barista Championship ในปี 2023 และชนะเลิศการแข่งขัน Thailand National Barista Championship 2026 

นอกจากนี้ยังมีหุ้นส่วนของร้านอีกคนหนึ่งที่แข่งขัน Coffee in Good Spirit หรือการนำกาแฟมาผสมกับแอลกอฮอล์ และคว้ารางวัลที่ 2 กลับมาให้ประเทศไทย

“แต่เดิมเราไม่ได้มีคอนเซปต์ที่จะขายแอลกอฮอล์ในร้านนี้อยู่ การแข่งขันในครั้งนั้นของเรากับหุ้นส่วนจึงทำให้เราได้เอาไอเดียมา twist เป็น coffee mocktail ทำให้นอกจากเมนูซิกเนเจอร์ที่เราขายปกติ ตอนนี้เราได้ creative drink inspiration จากเมนูที่เราได้ไปแข่งขันมาให้ลูกค้าได้ชิมด้วย

เมนูซิกเนเจอร์ของร้านในตอนนี้คือ Coffee Craft Beer ที่ได้นำไปแข่งขันแล้วได้รับรางวัลอันดับที่ 5 ของโลก โดยเมนูนี้จะให้สัมผัสฟองนุ่มละมุนคล้ายการจิบเบียร์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนผสมหลักคือ Fruity Blend Coffee ผสมผสานกับเนื้อสับปะรด มอลต์ และฮอปส์ ซึ่งให้กลิ่นหอมเหมือนดื่มแอลกอฮอล์ แต่ได้รสชาติที่สดชื่นของกาแฟ

อีกเมนูคือ Manhattan ที่เน้นความหอมลึกของ cold brew ที่ผ่านการบ่มคล้ายวิสกี้ ตัดด้วยความเปรี้ยวหวานของกาซิส เป็นผลไม้ตะกูลเบอร์รีที่มีความเปรี้ยวหวาน พร้อมด้วยรสชาติสดชื่นจากส้ม

กว่าจะมาเป็น Best Coffee Shops

รางวัลล่าสุดที่วางอยู่ในร้าน Fika & Co. Cafe คือการเป็นคาเฟ่ไทยหนึ่งเดียวที่ติดลิสต์อันดับ 61 ใน  World’s 100 Best Coffee Shops 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก โดยพิจารณาจากคุณภาพของกาแฟ ความเชี่ยวชาญของบาริสต้า การบริการลูกค้า นวัตกรรม บรรยากาศ ความยั่งยืน คุณภาพของขนมและความสม่ำเสมอของรสชาติ

“รางวัลนี้จะมีกรรมการเข้ามาสุ่มเทสต์ร้านต่างๆ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นกรรมการ และจะให้คะแนนเราตามเกณฑ์ทั้งหมด โดยคะแนนจากกรรมการคิดเป็น 70% และมีคะแนนโหวตจากทางบ้านอีก 30% สิ่งที่ทำให้เราได้รางวัลนี้หลักๆ มาจากคุณภาพของเครื่องดื่ม ที่เรามีเมนูสร้างสรรค์ คุมคุณภาพดีให้เหมือนกันทุกแก้ว

“อีกเรื่องที่ทำให้เราโดดเด่นต่างจากคนอื่นคือการบริการ เราให้ความสำคัญแม้กระทั่งเรื่องมู้ดแอนด์โทนของน้ำเสียงและเรื่อง facial expression หรือการแสดงออกทางสีหน้า ต่อให้เราหรือพนักงานจะเหนื่อยแค่ไหนเราก็จะฮึบสู้บริการให้ดี”

เจนมองว่าอยากให้ร้านนี้เป็นคอมมิวนิตี้กาแฟในตึกสิงห์เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่เจนยืนหน้าบาร์เป็นบาริสต้าเอง แล้วมีลูกค้าประจำมาคุยกันทุกวัน ขนาดลูกค้าคนนั้นลาออกไปทำงานที่อื่นแล้ว ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ เธออยากให้เกิด good vibe ที่เติมเต็มใจแม้ในวันเหนื่อยล้าให้กับเหล่าพนักงานออฟฟิศ

Price & Promotion
ราคาเข้าถึงสาย everyday coffee และตอบโจทย์สาย specialty

ในช่วงเริ่มต้น Fika & Co. Cafe มองตัวเองว่าเป็น everyday coffee ที่พนักงานออฟฟิศดื่มได้ทุกวัน ในราคาเริ่มต้นแก้วละ 70 บาท หากเป็นเมนูลาเต้ก็จะอยู่ที่ 80 บาท โดยเมื่อก่อนมีราคาไม่เกิน 150 บาท แต่ในตอนนี้ที่ร้านเริ่มเพิ่มเมนูแนวสร้างสรรค์มากขึ้น จึงขยับสูงสุดคือ 500-600 บาท เป็นกาแฟเกรดการแข่งขันที่เจนเอามาชงให้ลูกค้าได้ชิม ซึ่งปกติกาแฟพวกนี้มีราคาที่แพงมาก กิโลกรัมหนึ่งราคาเป็นหมื่นเลยทีเดียว

“พอเราเริ่มไปแข่งแล้วคว้ารางวัลมา คนก็รู้จักเรามากขึ้น ทำให้นอกจากลูกค้าประจำในตึกสิงห์แล้ว เราก็มีลูกค้าจากที่อื่นมาหาด้วย กลุ่มนี้จะเป็นคนที่ชอบ specialty coffee อยู่แล้ว เขาก็จะเลือกสั่งเมนูซิกเนเจอร์ กาแฟดริป และกับเมนูที่เป็น Champion Research จะเป็นกาแฟที่เราไปคัดเลือกมา เช่น กาแฟเกรดการแข่งขัน

“ภาพลักษณ์ของ Fika ตอนนี้จะเป็นแนว creative drink มากกว่า everyday coffee แต่ว่าเราก็ยังอยากเสิร์ฟกาแฟคุณภาพตามความตั้งใจเดิมไว้ โดย add-on เมนูครีเอทีฟเข้ามา เราก็พยายามรักษาเมนูเริ่มต้นอยู่ที่ 70 บาท”

เจนขยายความเพิ่มว่าสำหรับพนักงานออฟฟิศกาแฟแก้วละ 70-80 บาท ยังเป็นคอมฟอร์ตโซนของพวกเขาอยู่ หรือว่าบางวันถ้าเขารู้สึกว่าอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็จะมีตัวเลือกในการสั่งเมนูสเปเชียลตี้มากขึ้น ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าบางคนเลือกกินเมนูเบสิก 4 วัน แล้วเลือกกินเมนูซิกเนเจอร์ที่มีราคาสูงขึ้นอีก 1 วัน

ส่วนเรื่องการจัดโปรโมชั่นนั้นเป็นสิ่งที่เจนไม่ค่อยทำนัก เธอให้เหตุผลว่าคาเฟ่เป็นธุรกิจที่มี margin หรือกำไรที่ค่อนข้างน้อย เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนต่างๆ ที่ค่อนข้างสูง เธอจึงเลือกตั้งราคาให้เข้าถึงง่ายตั้งแต่ต้น

“เราเคยจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 อยู่พักหนึ่ง ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดคือช่วงนั้นมีออฟฟิศที่หมดสัญญาและย้ายออกไป จึงมีออฟฟิศใหม่เข้ามาอยู่แทน เราเลยจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ให้มาเปิดใจดื่มกาแฟของเรา พูดง่ายๆ คือเหมือนเป็นโปรฯ ที่ดึงทราฟิกมามากกว่า เพื่อให้เขารู้ว่ากาแฟแก้วละ 70 บาทเข้าถึงง่าย แต่ได้กาแฟคุณภาพคับแก้ว”

Place
โลเคชั่นคือหัวใจหลักของ Fika & Co. Cafe

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าการคิดคอนเซปต์ร้าน รวมถึงการตั้งราคา ล้วนมาจากโลเคชั่นแรกที่ตึกสิงห์คอมเพลกซ์ ซึ่งเป็นตึกที่อยู่ติดออฟฟิศมากมาย ทำให้เจนรู้สึกว่าโลเคชั่นเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ ก่อนที่จะขยายสาขาที่ 2 เธอจึงลองไปเปิดเป็นสโลว์บาร์ที่ Jebi House อารีย์

“เราลองเปิดเป็น pop-up เป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากลองเปิดในโลเคชั่นที่แตกต่างออก ซึ่งอารีย์ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลากหลาย เราเลยเลือกทำร้านเป็นแนวนั่งชิลล์ ต่างจากสาขาที่ตึกสิงห์จะเป็นแบบ Grab and Go ที่ลูกค้ามาซื้อกาแฟแล้วมีเวลานั่งคุยกันนิดหน่อย ก่อนจะต้องรีบกลับออฟฟิศไปทำงานต่อ ที่นั่งสาขานี้เลยจะไม่เยอะมาก และอาจจะนั่งไม่สบายมาก เป็นเก้าอี้บาร์และเก้าอี้ไม่มีพนักพิงซะส่วนใหญ่

“ส่วนเมนูตอนไปเปิดเป็นสโลว์บาร์ที่อารีย์ก็แตกต่างกัน เพราะอยากดึงดูดลูกค้าใหม่ และให้ลูกค้าเก่าเราตามไปชิมเมนูใหม่ที่โน่นด้วย”

นั่นทำให้เจนได้ข้อสรุปในการเปิดสาขา 2 แถวสุขุมวิท 62 ซึ่งถือว่า traffic น้อยกว่าที่ตึกสิงห์อย่างเห็นได้ชัด แถวนั้นจะเป็นบ้านคน โฮมออฟฟิศ และโรงพยาบาล จึงมีการจัดเวิร์กช็อปและมีกิจกรรมเพื่อดึงคนไปสาขานั้น

ทั้งที่เมนูเครื่องดื่มและขนมเหมือนกัน แต่ทั้ง 2 สาขามีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสาขาตึกสิงห์ เมนูเบสิกจะขายดีกว่า ในขณะที่สาขาสุขุมวิท เมนูซิกเนเจอร์หรือเมนูสเปเชียลตี้จะขายดีกว่า การเลือกโลเคชั่นที่แตกต่างและมองหากลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย จึงเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อน Fika & Co. Cafe ให้ยืนระยะมาได้ถึง 7 ปี

Passion, People, Product Quality

ในท้ายบทสนทนาของคอลัมน์ 5P เราจะขอ P ตัวสุดท้ายที่สื่อถึงแบรนด์นั้นๆ มากที่สุด ซึ่งสำหรับเจนสิ่งที่สะท้อนความเป็น Fika & Co. Cafe มีถึง 3P คือ Passion, People และ Product Quality

ตลอดบทสนทนาอธิบายให้เห็นภาพชัดว่าร้านแห่งนี้เกิดจากความรัก ความฝัน และแพสชั่นอันแรงกล้าของเจนที่อยากมีคาเฟ่เป็นของตัวเอง แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตอย่างโควิดหรือโดนพิษเศรษฐกิจ พิษจากสงครามในช่วงนี้ ที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูง แต่เธอมีแพสชั่นคอยขับเคลื่อนให้ฝ่าฟันปัญหามาได้ทุกครั้ง

“ในเรื่องของ People มาจากการทำคาเฟ่ที่เราต้องทำงานกับคนเยอะมาก และเราให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าแบบ hospitality คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ต่อให้วันนั้นเราอกหักหรือเจอเรื่องแย่ๆ มา เราก็ต้องส่งต่อ vibe ดีๆ ให้กับลูกค้า

“ใน coffee industry เราก็ขับเคลื่อนด้วยผู้คนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ กาแฟก็ต้องมีเกษตรกรปลูก แล้วเอาไปให้คนคั่วเมล็ดกาแฟมา เอาไปให้บาริสต้าชงและเพิ่ม value เข้าไป ลูกค้าถ้าดื่มแล้วเขาชอบก็จะบอกต่อร้านเราไปเรื่อยๆ”

เรื่องสุดท้ายคือ Product Quality เจนมองว่า Fika & Co. Cafe อยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ การที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำคือคุณภาพที่ดีเหมือนกันทุกแก้ว ยิ่งในยุคที่กระแสทุกอย่างมาไวไปไว มีคาเฟ่ใหม่ๆ เกิดมาเยอะมาก แต่คุณภาพนี่แหละที่จะทำให้ลูกค้ายังอยู่กับเราเรื่อยๆ

ท่องเที่ยวไทยจะสะเทือนแค่ไหน เมื่อขึ้นภาษีสนามบิน และจ่อเก็บภาษีออกนอกประเทศ

หลังจากนี้แค่ก้าวขาออกกนอกประเทศแต่ละครั้ง อาจทำให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายถึง 2,120 บาท จากการปรับขึ้นค่าภาษีสนามบินขาออกไปต่างประเทศจาก 730 บาทเป็น 1,120 บาท นอกจากนี้อาจมีการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรอีก 1,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ท่ามกลางกระแสต่อต้านและข้อถกเถียงมากมาย

ทั้งนี้การเก็บภาษีออกนอกประเทศจากพลเมืองในราชอาณาจักรเป็นเรื่องที่น้อยประเทศนั้นจะมีการเก็บในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวหรือที่หลายคนเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดิน ภายใต้เหตุผลและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

Recap ตอนนี้จึงขอพามาดูถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการเรียกเก็บภาษีสนามบินและภาษีออกนอกประเทศไทยในครั้งนี้ พร้อมกรณีศึกษาจากการเลือกเก็บภาษีการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ

เมื่อค่าธรรมเนียมสนามบินเพิ่มขึ้นเป็น 1,120 บาท

ก่อนอื่นขอพามาทำความเข้าใจก่อนว่าประเด็นการเก็บภาษีในตอนนี้ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือภาษีสนามบินขาออกไปต่างประเทศหรือ Passenger Service Charge ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เป็นค่าธรรมเนียมสนามบิน ที่ถูกเก็บอยู่ในค่าตั๋วเครื่องบินทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติอยู่แล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีการเก็บ 730 บาท และได้มีประกาศเก็บเพิ่มอีก 390 บาท รวมเป็น 1,120 บาท มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยบังคับใช้ 6 สนามบินได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง (เชียงราย), ภูเก็ต และหาดใหญ่ เท่ากับค่าตั๋วเครื่องบินที่เราต้องจ่ายเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศก็จะมีราคาแพงขึ้นในขณะที่เที่ยวบินในประเทศ ยังคงเก็บในอัตราเท่าเดิมคือ 130 บาทต่อคน

โดย AOT ซึ่งเป็นผู้เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ได้ให้เหตุผลว่านี้การปรับขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน ICAO และสะท้อนต้นทุนจริงในการดำเนินงาน โดยเงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 ที่สุวรรณภูมิ และระบบบริการอัตโนมัติหรือ CUPPS เพื่อลดระยะเวลารอคอยของผู้โดยสารให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ข้อถกเถียงของการเรียกเก็บภาษีออกนอกประเทศ

อีกประเด็นที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือการเรียกเก็บภาษีที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย อย่างภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือ Exit Fee 1,000 บาท สำหรับคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เก็บผู้ที่ไปเรียน ไปทำงาน และมีวีซ่าทูต ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพูดคุยกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็น

โดยการจัดเก็บภาษีออกนอกประเทศ มาจากการที่เห็นว่าคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 10 ล้านคนต่อปี หากมีการเรียกเก็บเงินเพื่อมาสมทบเข้ากองทุนสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศโดยตรง และจะนำมาใช้ในรูปแบบโครงการร่วมจ่ายหรือโค-เพย์ หรือเที่ยวคนละครึ่ง 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อจูงใจให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

การเรียกเก็บ Exit Fee และ Tourist Tax ในต่างประเทศ

ประเทศที่มีการเรียกเก็บ Exit Fee ใกล้เคียงกับประเทศไทยคือประเทศญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax หรือภาษีการจากลากับคนญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศและกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งปกติมีการเก็บ 1,000 เยนต่อคน แต่ล่าสุดได้ประกาศเก็บเพิ่มเป็น 3,000 เยนต่อคน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองอีกด้วย

นอกจากนี้การเก็บภาษีจากพลเมืองในราชอาณาจักรจะเป็นการเก็บภาษีย้ายถิ่น สำหรับคนที่ย้ายออกจากประเทศถาวร พบเห็นภาษีลักษณะนี้ได้ในฝั่งตะวันตก เช่น แคนาดาและเยอรมนี เพื่อป้องกันการย้ายฐานภาษีของผู้มีทรัพย์สินสูง

ภาษีเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวที่พบเห็นบ่อยที่สุดจะเป็นภาษีนักท่องเที่ยวหรือ Tourist Tax เป็นค่าเหยียบแผ่นดินที่จะเก็บจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในไทยเองก็มีการเรียกเก็บจำนวน 300 บาทต่อคน เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวและใช้ในการประกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

ซึ่งการเก็บภาษีใกล้เคียงลักษณะนี้จะเป็นที่ภูฏาน เรียกว่าค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเรียกเก็บ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน หรือ 6,560 บาทต่อคืน แต่ล่าสุดได้ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,280 บาทต่อคืน

ผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีออกนอกประเทศ

หลายคนออกมาบอกเหตุผลที่เลือกเที่ยวต่างประเทศ เพราะคุ้มค่าคุ้มราคากว่าการเที่ยวในประเทศไทย ที่หลายพื้นที่มีค่าเดินทาง ค่าที่กิน ค่าที่พักแพงพอๆ กับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเลยก็ว่าได้ ทั้งยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว การขนส่ง ความปลอดภัย และคุณภาพบริการด้านการท่องเที่ยว

ซึ่งหากมีการเก็บภาษีที่มากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมองว่าเป็นภาระที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะปกติตอนอยู่ไทยก็ต้องจ่ายค่าครองชีพที่สูงสวนทางกับเงินเดือนที่แทบไม่เพิ่มขึ้น ส่วนในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบินมองว่าค่าธรรมเนียมนี้อาจทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และกระทบต่อการฟื้นตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว ที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากสงครามและยังไม่ฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา

ที่มา