Work’s Search for Meaning
“จงทำงานที่มีความหมาย” แล้วงานที่มีความหมายคืออะไร จำเป็นไหมที่เราต้องมี?
‘จงทำงานที่มีความหมาย เพราะความหมายเหล่านั้น จะเติมเต็มความหมายภายในของคุณ’
เมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ประโยคข้างต้นจากคนที่เรานับถือ เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางในชีวิต แม้จำไม่ได้แล้วว่าได้ยินครั้งแรกจากไหน แต่จำได้ว่าตัวเองเห็นด้วยและเชื่อในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อก้าวสู่วัยทำงาน เราจึงเฝ้ามองหา และพยายามพาตัวเองไปอยู่ใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า “งานที่มีความหมาย” มาโดยตลอด
และไม่ว่าจะเรียกว่าโชคหรือความพยายามก็ตามแต่ แค่เพียงงานแรกในชีวิตเราก็ได้มีโอกาสทำงานในฝันแล้ว โดยเป็นงานที่เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจเลยว่านี่แหละคือ ‘งานที่มีความหมาย’ นี่แหละงานที่เติมเต็มความหมายของชีวิต ไม่มีงานไหนจะเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้อีก
แต่แล้ว กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 4–5 ปี อยู่ดีๆ งานเดิมนี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป ภายในใจเราเกิดเป็นหลุมความรู้สึก ‘ขาด’ ขนาดใหญ่ ความหมายในงานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนนำมาสู่การเปลี่ยนงานและเปลี่ยนแปลงตัวเองในท้ายที่สุด โดยถึงแม้ในวันนี้ ความรู้สึกขาดจะจางหายไป แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับทิ้งคำถามสำคัญไว้กับเรา
ว่าทำไมงานที่มีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไปได้? ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้มันแปรเปลี่ยน? และที่สำคัญที่สุด นี่เราเข้าใจ “งานที่มีความหมาย” ได้อย่างถูกต้องแล้วจริงเหรอ? หรือแท้จริงแล้ว ภายใต้คำคำนี้ ยังมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริงเลยสักนิด?
พัฒนาการของความหมายในงานที่มีความหมาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเห็นได้ว่า “งานที่มีความหมาย” หรือ “meaningful work” กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับการพูดถึงในโลกการทำงานยุคใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่มุมของคนทำงานเองหรือองค์กร และหลายครั้งก็ถูกหยิบมาใช้จริง จนทำให้คนทำงานจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองงานเพียงในฐานะแหล่งรายได้หรือความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มตั้งคำถามลึกลงไปว่า งานที่ตนทำอยู่นั้น ‘มีความหมาย’ หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ในทางวิชาการกลับพบว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีนิยามที่เป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘งานที่มีความหมาย’ คืออะไรกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของนิยามเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า แนวคิดเรื่องงานที่มีความหมายเองก็พัฒนาและถูกตีความใหม่อยู่ตลอดเวลาด้วย
โดยหากย้อนกลับไปที่จุดแรกเริ่ม แนวคิดเรื่องความหมายในงานไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1982 โดย Adina Schwartz หนึ่งในนักวิชาการด้านสังคมวิทยาในยุคแรกที่ตั้งคำถามถึงงานที่มีความหมายอย่างจริงจัง ผ่านรูปแบบการทำงานแบบโรงงานดั้งเดิมที่งานทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็นงานย่อยซ้ำๆ จนคนทำงานแทบไม่มีโอกาสกำหนดเป้าหมาย วิธีการ หรือทิศทางของสิ่งที่ทำ ชวาร์ตซ์ชี้ให้เห็นว่า งานแบบนี้ลดทอนอิสระของคนทำงาน และทำให้คนกลายเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง มากกว่าจะเป็นคนทำงานที่มีคุณค่า จึงนำไปสู่การนำเสนอแนวคิดสำคัญของชวาร์ตซ์ที่ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ต้องเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและความสามารถในการกำหนดทิศทางของงาน ไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
จากจุดตั้งต้นนั้น เมื่อเข้าสู่การศึกษาร่วมสมัยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา งานที่มีความหมายก็ได้พัฒนาความหมายของตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างในแรกเริ่ม งานที่มีความหมายมักถูกอธิบายในมุมของการเป็น ‘ประสบการณ์การรับรู้ส่วนบุคคล’ เช่น ที่ Pratt และ Ashforth อธิบายว่า งานที่มีความหมายคืองานที่เรารับรู้ว่า ‘มีความสำคัญ’ หรืออย่างที่ Rosso และคณะเสนอว่า งานที่มีความหมายคืองานที่ถูกรับรู้ว่า ‘มีความสำคัญเป็นพิเศษและมีความหมายเชิงบวก’ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในยุคแรกนี้ งานที่มีความหมายเน้นย้ำบทบาทของประสบการณ์ภายในส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หรือพูดง่ายๆ ว่าความหมายของงานนั้นขึ้นอยู่กับ ‘ความรู้สึกของเรา’ เพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานที่มีความหมายก็เหมือนกับอีกหลายองค์ความรู้ในโลก นั่นคือมันถูกตั้งคำถามและหาคำตอบอยู่เรื่อยๆ จนนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า แค่ความรู้สึกของเราเพียงอย่างเดียว มันเพียงพอที่จะทำให้งานนั้นกลายเป็น ‘งานที่มีความหมาย’ แล้วเหรอ? หรือที่จริงมีอะไรอย่างอื่นอีก ที่ทำให้งานหนึ่งงานกลายเป็นงานที่มีความหมายสำหรับคนหนึ่งคนได้?
เหตุนี้เองที่ทำให้นักวิชาการบางส่วนได้พยายามขยายกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายในงานให้ลึกซึ้งขึ้น เช่น Steger และคณะ ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ การรับรู้ว่างานที่ทำมีความหมายเชิงบวก การที่งานช่วยสร้างความหมายให้กับชีวิต และการที่งานสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือ Lips-Wiersma และ Morris ที่เสนอว่า งานที่มีความหมายแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความหมายของชีวิตโดยรวม เพราะมนุษย์มีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะค้นหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่างานที่มีความหมายเริ่มไม่ได้เชื่อมโยงเพียงแค่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงผลกระทบที่มีต่อโลกภายนอกด้วย
จากการพัฒนาด้านแนวคิดนี้เอง ในปัจจุบัน ‘งานที่มีความหมาย’ จึงไม่ได้มีความหมายตายตัว หากแต่ถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ที่มีหลายระดับ (multilevel) มากขึ้น เช่น Lysova และคณะ ที่เสนอนิยามของงานที่มีความหมายว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีคุณค่าในระดับส่วนบุคคล แต่ต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยระดับงาน องค์กร และสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อนซึ่งมีทั้งบริบท โครงสร้าง และปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งแนวคิด ‘อิคิไก’ (Ikigai) จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สะท้อนภาพเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง ก็มองว่าความหมายของการทำงานไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นจุดตัดของหลายองค์ประกอบ ทั้งสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตเราได้ แนวคิดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า งานจะมีความหมายได้จริงก็ต่อเมื่อมันสามารถเชื่อมโยง ‘ตัวเรา’ เข้ากับ ‘โลกภายนอก’ ได้อย่างสมดุล
ดังนั้นเมื่อพิจารณาร่วมกัน การนำเสนอแนวคิดเหล่านี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญในปัจจุบันที่ว่า แท้จริงแล้วงานที่มีความหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า หรือเป็นคุณสมบัติคงที่ของงานใดงานหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวเองเหมือนจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกในจังหวะนั้นๆ ราวกับตัวเรา งานที่เราทำ กับบริบทแวดล้อมในขณะนั้นมันลงตัวต่อกันพอดี ด้วยเหตุนี้ งานเดียวกันอาจมีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับบางคน ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจไม่รู้สึกเชื่อมโยงใดๆ เลยก็ได้ และแม้แต่สำหรับคนคนเดียวกัน งานที่เคยมีความหมายอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อองค์ประกอบภายในตัวบุคคล หรือเงื่อนไขของงานนั้นแปรเปลี่ยนไปนั่นเอง
แล้วจำเป็นไหมที่คนต้องได้งานที่มีความหมาย?
เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและในหลายครั้งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วเหตุใดเราจึงต้องให้ความสำคัญกับมันด้วยล่ะ? คนเราทำงานโดยไม่สนใจความหมายของงานไม่ได้เหรอ?
ลงลึกที่เรื่องความจำเป็นกันก่อน ในระดับปัจเจกบุคคล งานศึกษาที่ผ่านมานั้นให้คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่างานที่มีความหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันช่วยสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชีวิตเราได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความพึงพอใจ หรือทำให้เกิดแรงจูงใจภายในงาน เพราะเมื่อเรารู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย พลังในการทำงานจะมากขึ้นตาม งานจะไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ให้เสร็จไปวันๆ แต่งานจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เรา ‘อยากทำ’ และ ‘อยากเป็น’
ยกตัวอย่างจากตัวเราเองก็ได้ ที่เมื่อครั้งทำงานใหม่ๆ ไฟและพลังในตัวเรามันลุกโชนมาก งานจะเยอะแค่ไหน เร่งเพียงใด เรายินดีจะเสียสละพลังกายและพลังใจให้กับสิ่งที่งานเรียกร้องได้ทั้งหมด แต่พอเวลาผ่านไปแล้วงานที่ทำอยู่ไม่สามารถเติมเต็มภายในได้อีก กลายเป็นว่าในงานเดิมนั้นเอง กลับทำให้เรารู้สึกถึงความเกียจคร้าน เบื่อ เซ็ง หรือในบางครั้งถึงกับปฏิเสธงานไปเลยก็มี ดังนั้นถ้าเลือกได้ แน่นอนว่าเราคงเลือกทำงานที่มีความหมายต่อตนเอง เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะหมดอาลัยตายอยากในทุกวันหรอก
อีกทั้งผลลัพธ์เหล่านี้ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ส่งต่อไปยังระดับองค์กรโดยตรงด้วย มีงานศึกษามากมายที่ค้นพบว่าองค์กรที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานรู้สึกถึง ‘งานที่มีความหมาย’ องค์กรเหล่านั้นจะได้พนักงานที่มีแนวโน้มทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องกับผลงานที่มีคุณภาพมากกว่าในระยะยาว โดยสิ่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาพนักงานและการพัฒนาองค์กรด้วย เพราะเมื่อคนทำงานรู้สึกว่างานของฉันนั้นมีความหมาย แน่นอนว่าฉันก็คงไม่อยากลาออกไปจากที่นี่แน่ๆ
และในระดับที่กว้างขึ้น งานที่มีความหมายยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกต่างหาก เพราะเมื่องานไม่ใช่แค่เพียงการหาเงิน แต่เป็นช่วงเวลากว่าหนึ่งในสามของชีวิตที่เราจะได้ใช้พลังและสร้างตัวตนของตนเอง การมีงานที่มีความหมายจึงมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) และความรู้สึกว่าชีวิตนี้มีคุณค่าด้วย โดยถ้าพิจารณาในแง่มุมนี้ งานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่เพียง ‘สิ่งที่ดีกับชีวิต’ อีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็น ‘สิ่งที่ควรมี’ เป็นอย่างยิ่ง และนั่นเองที่ทำให้ในปัจจุบันเราจึงเห็นคำว่า ‘งานที่มีความหมาย’ หรือ ‘meaningful work’ ปรากฏในข้อกำหนดหรือแนวทางของบริษัทชั้นนำต่างๆ จนแทบเป็นค่าปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นความสำคัญอย่างชัดเจน แต่คำถามที่ท้าทายยิ่งกว่า คือแล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้งานที่มีความหมายเกิดขึ้นจริงกับคนทำงานทุกคน?
งานที่มีความหมายเปลี่ยนได้ แต่ก็สร้างใหม่ได้
สำหรับการสร้างงานที่มีความหมายให้เกิดขึ้นกับคนทำงาน มีหลายงานศึกษาที่พยายามเสนอแนวทางดังกล่าว แต่หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับ คือความเห็นที่ว่าความหมายของงานไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลของการทำงานร่วมกันในหลายระดับ โดยแบ่งข้อแนะนำได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
1) ในระดับบุคคลและตัวงานเอง ที่เชื่อว่าการออกแบบงาน (job design) ให้กับพนักงานโดยบริษัท มีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้คนทำงานรู้ซึ้งถึงงานที่มีความหมาย กล่าวคือเป็นงานที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้มีอิสระ ได้ใช้ทักษะที่หลากหลาย และสามารถมองเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำได้ องค์ประกอบเหล่านี้จะเอื้อต่อการเกิดความหมายในงานได้ ขณะเดียวกัน ด้วยแนวคิดเรื่องการแต่งเติมงาน (job crafting) ที่หมายถึงการที่พนักงานปรับเปลี่ยนการทำงานด้วยตัวเอง ก็ชี้ให้เห็นว่านอกจากองค์กรจะมีส่วนช่วยให้พนักงานได้มีงานตามรูปแบบที่กล่าวไปแล้ว พนักงานเองก็สามารถ “ออกแบบงานของตัวเองใหม่” ได้ โดยเน้นออกแบบให้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความหมายในงานได้เช่นกัน
2) ในระดับองค์กร มีงานศึกษาที่พบว่าผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างงานที่มีความหมาย โดยผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงงานเข้ากับเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานได้ จะช่วยให้พนักงานเห็นภาพว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมีความสำคัญอย่างไร เช่น หัวหน้าที่ชี้ให้เห็นว่างานบริการที่พนักงานทำอยู่นี้ตอบโจทย์สิ่งที่พนักงานให้คุณค่าอย่างการเห็นรอยยิ้มลูกค้า เป็นต้น และในขณะเดียวกัน องค์กรที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ให้คุณค่ากับพนักงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม ก็มีแนวโน้มที่จะเอื้อต่องานที่มีความหมายได้เช่นกัน
3) ในระดับสังคม เพราะในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดของคนทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะเหล่าพนักงานเจนฯ Z ผลกระทบของงานเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้อีกแล้ว การมีงานที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม มีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้เขาพัฒนา เหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางไปถึงความหมายของงานได้อย่างแท้จริง แต่ในมุมกลับกัน หากงานไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่พวกเขายึดถือได้ อย่าว่าแต่ความหมายในงานเลย คนทำงานจะพานมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น ‘ไม่มีความหมาย’ เอาได้ง่ายๆ
ดังนั้นเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ‘งานที่มีความหมาย’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครเพียงคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงาน งาน องค์กร และสังคม ดังนั้น การช่วยให้คนมีงานที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่การพาเขาไปหางานที่ใช่แล้วจบ แต่คือการสร้างเงื่อนไขผ่านองค์ประกอบเหล่านี้ที่ทำให้เขาสามารถ ‘สร้างความหมาย’ ในสิ่งที่ทำ
และสำหรับเราเอง ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ได้เพียงช่วยให้มองเห็นความหมายของงานในอนาคตชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบคำถามในอดีตที่เคยสงสัยกับตัวเองได้ด้วยว่า ทำไมสิ่งที่เคยมีความหมายถึงเปลี่ยนแปลงไป เราค้นพบว่าคำตอบอาจอยู่ที่ความจริงที่ว่า ‘ความหมาย’ ไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ งานเองก็เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบในชีวิตที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่น ดังนั้นเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตเปลี่ยนแปลง ความหมายของงานก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามไปได้ ในทางเดียวกัน เมื่อความหมายของงานเปลี่ยนไป ความหมายของชีวิตเราก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การยึดติดว่างานแบบใดคืองานที่มีความหมาย แต่คือการรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในความหมายเหล่านั้น และคอยปรับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา งาน และชีวิต ให้ยังคงมีความหมายในแบบที่เราสามารถยึดโยงและใช้ชีวิตต่อไปได้นั่นเอง