ต้องไป, งานไม่ทำ

‘ไม่สบายทำไมไม่ลา’ ทำไมการตัดสินใจหยุดพัก ถึงกำลังสะท้อนโลกการทำงาน อันซับซ้อนของยุคสมัยนี้?

‘วันไหนที่เรามาทำงานที่ออฟฟิศแต่ป่วยเกินจะทำงานได้ วันแบบนั้นสู้เรานอนอยู่บ้านพักผ่อนไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่เสียเวลา แถมได้แรงเพิ่มกลับมาทำงานในวันถัดไปด้วย’

สารภาพตามตรง เมื่อสมัยเราทำงานแรกๆ มีบางห้วงขณะจริงๆ ที่เราเผลอคิดตามข้างต้น อาจเพราะในช่วงเวลานั้น เราเป็นมนุษย์ที่สนใจแต่ผลลัพธ์ และมองทุกอย่างผ่านเลนส์ของประสิทธิภาพ เราสนใจเพียงว่างานเดินหรือไม่เดิน งานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ส่วนร่างกาย สุขภาพ หรือความรู้สึก ดูจะเป็นเพียงปัจจัยรองที่มีไว้เพื่อพาไปถึงผลลัพธ์ก็เท่านั้น

แถมแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เราสงสัยในตัวคนอื่นด้วย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบางคนถึงพาร่างกายที่ป่วยมาทำงาน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวันนั้นคงทำงานได้ไม่เต็มที่ และยิ่งไม่เข้าใจค่านิยมที่ชื่นชมคนประเภทนี้ ราวกับว่าการมาปรากฏตัวที่ออฟฟิศสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ใช่ผลลัพธ์เพียวๆ เหมือนที่เราเชื่อ

แต่พอวันนี้ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันนั้น เราก็ได้แต่ก้มหน้าพลางส่ายหัว ทำไมเราถึงคิดได้คับแคบขนาดนั้นนะ

เพราะเมื่อโตขึ้น เราพบว่าโลกการทำงานจริงซับซ้อนกว่าที่คิดมาก หลายคนที่เลือกมาทำงานทั้งที่ป่วย ไม่ได้ทำเพราะขาดเหตุผล ตรงกันข้าม พวกเขามักมีเหตุผลบางอย่างที่สำคัญพอจะทำให้ตัดสินใจ  หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ป่วย มาทำงานตามปกติ แต่กลับทำงานไม่ไหว เขาเหล่านั้นก็อาจมีที่มาและเรื่องราวอีกแบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่เช่นกัน พูดง่ายๆ ว่ายิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เราก็ยิ่งค้นพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์ซับซ้อนที่พบเห็นได้ทั่วโลก จนกลายเป็นประเด็นศึกษาหลักของนักจิตวิทยาการทำงานแล้ว

แล้วเด็กผู้คับแคบในวันนั้น ในวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง? เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เล่าถึงปรากฏการณ์ที่ว่าให้ฟังกัน


ความเป็นมาของ “presenteeism” หรือปรากฏการณ์ตัวมาทำงานแต่งานไม่เดิน”

ถ้าลองเปิดพจนานุกรมดู คำว่า “presenteeism” อาจถูกแปลอย่างง่ายที่สุดว่า “การอยู่ในที่ทำงาน” หรือ “การปรากฏตัวอยู่ในที่ทำงาน” แต่ในทางวิชาการ ความหมายของมันกลับไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น 

อย่างในประเทศไทยเราเอง ปัจจุบันนักวิชาการมักแปล presenteeism ว่า “ภาวะฝืนทำงาน” ซึ่งบ่งบอกถึงสถานการณ์หนึ่งของคนทำงาน แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกของการศึกษาเรื่องนี้ เราจะพบว่านักวิจัยในฝั่งสหรัฐอเมริกาสนใจ presenteeism ในฐานะ ‘ปัญหา’ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า พวกเขาใช้คำนี้เพื่ออธิบายปัญหาที่พนักงานยังคงมาทำงาน แต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพเนื่องจากปัญหาสุขภาพ งานศึกษาจำนวนมากในช่วงนั้นจึงพยายามหาคำตอบว่าองค์กรต้องสูญเสียไปมากเพียงใดจากพนักงานที่ “มาทำงาน แต่ทำงานได้ไม่เต็มที่” เหล่านี้

แต่ในเวลาใกล้เคียงกัน นักวิจัยในฝั่งยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย กลับสนใจในคำถามอีกแบบหนึ่ง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าองค์กรสูญเสียอะไร หรือมุ่งวิเคราะห์ไปที่ปัญหา แต่พวกเขาเริ่มที่ ‘ทำไมคนเราถึงยังเลือกมาทำงาน ทั้งที่สุขภาพของตนเองอยู่ในสภาพที่ควรพักรักษาตัว’ หรือพูดง่ายๆ ว่าพยายามหาคำตอบในมุมของบุคคลมากกว่าจะตอบคำถามในมุมขององค์กรนั่นเอง

โดยหนึ่งในงานศึกษาที่มักถูกอ้างถึงเสมอ คือการศึกษาของ Aronsson และคณะในปี 2000 ซึ่งนิยาม presenteeism ว่าเป็นการที่บุคคลมาทำงาน ทั้งที่ตนเองรู้สึกว่าควรลามากกว่า นิยามนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักจิตวิทยาการทำงานยุคนั้น เพราะมันสนใจศึกษาใน “การตัดสินใจ” ของมนุษย์เป็นหลัก มากกว่าจะมองเฉพาะผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมา แต่จากจุดตั้งต้นนั้นเอง ที่ทำให้นักวิชาการค้นพบว่าปรากฏการณ์นี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

เพราะจากการศึกษาที่ตามมา นักวิชาการกลับพบว่าคนทำงานที่มี presenteeism สูง ไม่ได้มีลักษณะแค่ “คนที่ฝืนมาทำงานทั้งที่ป่วย” เพียงเท่านั้น แต่เขายังพบปรากฏการณ์ที่ว่านี้ในคนบ้างาน คนที่กลัวหัวหน้างาน หรือแม้กระทั่งคนที่กลัวถูกไล่ออก รวมถึงพบระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญในบางกลุ่มอาชีพด้วย ได้แก่ ครู พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้คนจำนวนมากทั้งนั้น

ข้อค้นพบเหล่านี้เองทำให้มุมมองต่อ presenteeism เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะมันสะท้อนว่า การมาทำงานทั้งที่รู้ว่าไม่ได้งาน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะกรณีป่วย แต่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุอย่างแรงกดดัน ความรู้สึกรับผิดชอบต่องาน ต่อทีม หรือแม้แต่ต่อผู้คนที่กำลังรอความช่วยเหลือจากเราอยู่ จนต่อมาเมื่อ Miraglia และ Johns ได้รวบรวมผลการศึกษาจากงานวิจัยของ presenteeism กว่าร้อยชิ้น พวกเขาก็ได้สรุปว่าปัจจัยที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ presenteeism นั้นสามารถเป็นได้ทั้งด้านลบและด้านบวก เช่น บางคนมาทำงานทั้งที่ไม่ไหวเพราะกลัวผลกระทบจากการลางาน กลัวสูญเสียรายได้ หรือกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน ขณะที่บางคนมาทำงานทั้งที่รู้ว่าจะไม่ได้งานเพราะรู้สึกผูกพันกับองค์กร รักงานที่ทำ หรือเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำมีความสำคัญ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ presenteeism ในปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาประสิทธิภาพการทำงานอีกต่อไป แต่มันถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างสุขภาพ แรงจูงใจ ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมองค์กร และเงื่อนไขของโลกการทำงานร่วมสมัย

 และเพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้ภาวะนี้สามารถมีผลต่อหลายด้านของคนทำงานได้ด้วยเช่นกัน

แล้วทำไมเราต้องสนใจ “presenteeism” กันด้วย?

ถ้า presenteeism เป็นเพียงเรื่องของคนไม่กี่คนที่ดื้อดึงไม่ยอมพักเวลาเจ็บป่วย แน่ล่ะว่ามันคงไม่กลายเป็นหัวข้อที่นักวิจัยทั่วโลกสนใจกันต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะสิ่งที่ทำให้ presenteeism น่าสนใจ คือหลักฐานจำนวนมากชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของคนบางคน หากเป็นปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานร่วมสมัยทั่วโลก

หากย้อนกลับไปในอดีต การลาป่วยอาจเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาพอสมควร เมื่อป่วยก็หยุดพัก เมื่อหายดีก็กลับมาทำงาน เหมือนกับที่ตัวเราเองเคยเข้าใจสมัยทำงานแรกๆ แต่เมื่อโลกการทำงานเริ่มเปลี่ยนไป การตัดสินใจว่าจะพักหรือไม่พักก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนที่เราเคยคิด ตามที่นักวิชาการอย่าง Gary Johns ได้เคยอธิบายว่าความสนใจต่อ presenteeism เริ่มเติบโตขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ตั้งแต่การปรับโครงสร้างองค์กร การลดจำนวนพนักงาน ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน ไปจนถึงแรงกดดันด้านผลงานที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้บริบทเช่นนี้ การลาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสุขภาพ แต่เริ่มเชื่อมโยงกับความกังวลเรื่องสถานะการทำงาน ความมั่นคงในอาชีพ และความคาดหวังขององค์กรมากขึ้น

นอกจากนี้ งานศึกษาของแอรอนส์สันและคณะ ยังพบว่า ในหลายกรณี การลาป่วยไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกับตัวผู้ลางานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานที่ต้องเข้ามารับภาระแทน โดยเฉพาะทีมที่มีบุคลากรจำกัด หรือในงานที่ไม่สามารถหาคนมาทดแทนได้ง่าย เมื่อคนหนึ่งหายไป งานก็ไม่ได้หายไปด้วย แต่กลับกระจายไปอยู่กับคนที่เหลือ หรือย้อนกลับมารอเจ้าตัวในวันที่กลับมาทำงานอีกครั้ง ดังนั้น สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การมาทำงานทั้งที่ป่วยจึงอาจดูเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า อย่างน้อยก็ช่วยให้งานเดินต่อไปได้ ไม่ต้องเพิ่มภาระให้เพื่อนร่วมงาน และไม่ต้องกลับมาเผชิญกับกองงานที่พอกพูนขึ้นกว่าเดิมในวันถัดไป

แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เราจะพบว่าปัญหาของ presenteeism อยู่ตรงที่สิ่งที่ดูเหมือนเป็นทางออกในระยะสั้นนี้ อาจกำลังสร้างผลกระทบในระยะยาวโดยที่คนทำงานไม่รู้ตัว

ในระดับบุคคล งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การมาทำงานทั้งที่สุขภาพไม่พร้อม สัมพันธ์กับการฟื้นตัวที่ช้าลง ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้นในอนาคต รวมถึงความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจที่สะสมมากขึ้น บางการศึกษาถึงกับพบว่าคนที่มี presenteeism เป็นประจำมีแนวโน้มลาป่วยระยะยาวในอนาคตมากกว่าคนที่เลือกพักรักษาตัวตั้งแต่แรกเสียอีก

ในระดับการทำงาน ผลกระทบของ presenteeism นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวพนักงาน เพราะเมื่อร่างกายและจิตใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สมาธิ ความแม่นยำ และคุณภาพการตัดสินใจก็มักลดลงตาม ลองนึกภาพตามดูก็ได้ ในวันที่เราไม่ได้ป่วยแต่หมดใจในการทำงาน เราจะพบว่าวันแบบนั้นนั่นเองที่งานเราไม่เดินเอาเสียเลย หรืออย่างงานบางประเภทก็อาจใช้เวลานานขึ้น แต่ที่แย่ที่สุดคือในบางอาชีพ โดยเฉพาะงานด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หรือการให้บริการผู้คน ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจากภาวะดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบที่ใหญ่กว่าที่คิดได้เลยทีเดียว

ส่วนในระดับองค์กร นอกจากผลการทำงานที่ตกลงแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ค้นพบด้วยว่า presenteeism เป็นหนึ่งใน ‘ต้นทุนที่มองเห็นได้ยากที่สุดขององค์กร’ เพราะพนักงานยังคงมาทำงาน ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม ยังคงเข้าประชุม และยังดูเหมือนว่าทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แต่เบื้องหลังนั้น งานของพวกเขากลับแช่แข็งอยู่กับที่ จนบางงานศึกษาประเมินว่าความสูญเสียจาก presenteeism อาจสูงกว่าการขาดงานเสียอีก!

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ presenteeism กลายเป็นประเด็นสำคัญของโลกการทำงานร่วมสมัย เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงสุขภาพของพนักงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิธีที่ผู้คนตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ความรับผิดชอบ และเงื่อนไขการทำงานที่รายล้อมพวกเขาในองค์กรได้ด้วยนั่นเอง

ลด  “presenteeism” ยังไงดี? แล้วนี่เป็นความรับผิดชอบของใคร?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มคิดว่า ถ้าการมาทำงานทั้งที่ป่วย หรือมาทำงานทั้งที่สภาพร่างกายและจิตใจไม่พร้อม ส่งผลเสียทั้งต่อคนทำงานและองค์กร ทางออกก็คงไม่ซับซ้อนนัก แค่ส่งเสริมให้คนลามากขึ้นเมื่อไม่ไหว หรือรณรงค์ให้ทุกคนหยุดพักทันทีที่เริ่มรู้สึกไม่สบายก็น่าจะเพียงพอ

แต่ยิ่งศึกษาเรื่อง presenteeism มากขึ้น นักวิจัยกลับพบว่าความจริงอาจไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น

เหตุผลสำคัญคือนักวิชาการชี้ว่า presenteeism ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือเลวโดยตัวมันเองเสมอไป แม้เราจะคุ้นเคยกับภาพของพนักงานที่ฝืนมาทำงานจนสุขภาพแย่ลง ทำงานผิดพลาดมากขึ้น หรือสะสมความเหนื่อยล้าจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว แต่ในบางสถานการณ์ การมาทำงานระหว่างที่กำลังฟื้นตัวจากอาการป่วย การได้รับการปรับลักษณะงานให้เหมาะกับข้อจำกัดทางสุขภาพ หรือการยังคงได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในที่ทำงาน ก็อาจช่วยให้คนคนหนึ่งกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ดีขึ้นเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยบางคนจึงเสนอว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราควรกำจัด presenteeism หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้การตัดสินใจมาทำงานหรือหยุดพัก เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับทั้งสุขภาพของบุคคลและลักษณะของงานในช่วงเวลานั้น

เมื่อมองจากมุมนี้ คำถามที่ว่าใครควรรับผิดชอบต่อ presenteeism จึงอาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเสียทีเดียว เพราะหากเรามองว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานเพียงอย่างเดียว เราก็อาจกำลังมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การตัดสินใจของคนคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หลายครั้งพวกเขากำลังทำงานอยู่ท่ามกลางภาระงานที่สูงขึ้น การขาดคนทดแทน ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ชื่นชมคนซึ่งพร้อมทำงานตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของตนเอง

ขณะเดียวกัน หากเรามองว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรทั้งหมด เราก็อาจกำลังละเลยอีกด้านหนึ่งของเรื่องเช่นกัน เพราะงานวิจัยจำนวนมากพบว่า คนที่เกิด presenteeism ไม่ได้ถูกผลักดันด้วยแรงกดดันเพียงอย่างเดียว หลายคนเลือกมาทำงานเพราะความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมงาน ความผูกพันกับองค์กร หรือความรู้สึกว่างานที่ตนเองกำลังทำมีความหมายและส่งผลต่อผู้คนรอบตัว

ด้วยเหตุนี้เอง แนวทางจัดการ presenteeism ในปัจจุบันจึงเริ่มขยับจากการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงาน ไปสู่การมองทั้งระบบที่อยู่รอบตัวพวกเขา

สำหรับแนวทางแก้ไขขององค์กร สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบอกพนักงานว่า “ป่วยก็พัก” แล้วจบไป แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้พนักงานสามารถพักได้จริงเมื่อจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการมีคนรองรับงานในช่วงที่พนักงานลาป่วย มีระบบที่ทำให้รู้ว่าเมื่อลาแล้วงานจะถูกแก้อย่างไร การกระจายภาระงานอย่างเหมาะสม การสนับสนุนจากหัวหน้างาน ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ทำให้การดูแลสุขภาพตนเองไม่ถูกมองว่าเป็นการขาดความรับผิดชอบ เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวพนักงานเองก็อาจต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับการทำงานเช่นกัน เพราะบางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ความรับผิดชอบ” กับ “การฝืนตัวเอง” อาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่คิด สิ่งที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดี อาจค่อย ๆ กลายเป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมโดยไม่รู้ตัวจากคำว่า “เดี๋ยวค่อยพัก” หรือ “ขออีกวันเดียว” จนเผลอมองข้ามสัญญาณที่ร่างกายและจิตใจกำลังพยายามบอกเรา ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน สิ่งที่เราควรทำจึงอาจไม่ใช่แค่การพยายามทำงานให้น้อยลง แต่คือการซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น ว่าวันไหนเรายังไหว วันไหนพอไหว และวันไหนที่เราไม่ไหวจริง ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของ presenteeism จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การมาทำงานเสมอไป และก็ไม่ได้อยู่ที่การหยุดงานเสมอไปเช่นกัน แต่อยู่ที่การมีพื้นที่มากพอให้แต่ละคนสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตนเองในเวลานั้น โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการดูแลสุขภาพของตัวเอง และไม่ต้องรู้สึกว่าการพักผ่อนคือการละทิ้งความรับผิดชอบที่มีต่อผู้อื่น

และบางที สิ่งที่โลกการทำงานต้องการ อาจไม่ใช่คนที่พร้อมฝืนตัวเองเพื่อให้งานเดินต่อไปเสมอ แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า และเมื่อไหร่ควรหยุดพัก รวมถึงคนทำงานที่ไม่ได้คับแคบ แต่เห็นภาพรวมของปรากฏการณ์เหล่านี้ เพื่อให้บรรยากาศของความเข้าใจอบอวลอยู่ในทีม และเพื่อให้องค์กรยังเดินต่อไปได้ในระยะยาวนั่นเอง

Writer

ชื่อฆฤณ อ่านว่าคลิน พยางค์เดียว

Illustrator

ช่างภาพที่วาดภาพไปด้วยค่ะ เป็นคนฝันเกือบทุกคืน ตื่นมาเลยชอบวาดฝันเก็บไว้

You Might Also Like