อะไรคือสัญญาณของภาคธุรกิจ เมื่อทรัมป์กับสี จิ้นผิงมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปี
ทิวซิดิดีส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ เคยบันทึกเรื่องราวสงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาที่เรียกว่า ‘สงครามเพโลปอนเนเซียน’ เขาอธิบายถึงสถานการณ์ที่ ‘มหาอำนาจเดิม’ เกิดความวิตกกังวลต่อการก้าวขึ้นมาของ ‘มหาอำนาจใหม่’ จนนำไปสู่การแข่งขันและกลายเป็นความขัดแย้งในท้ายที่สุด
เราเริ่มด้วยเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางการห้ำหั่นกันด้วยกำแพงภาษี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเคยเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ด้วยการพูดถึงสงครามเพโลปอนเนเซียนนี้เอง
เช่นเดียวกับการมาเจอกันในรอบเกือบ 10 ปีระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งพูดกับทรัมป์ว่า “ให้ก้าวข้ามกับดักทิวซิดิดีส” ส่งสัญญาณเรียกร้องให้สหรัฐฯ อย่าได้หวาดกลัวต่อการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน แต่ควรเป็น ‘พันธมิตร’ กัน
การมาเจอกันระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจโลกเป็นสัญญาณที่ส่งตรงมาถึงคนทำธุรกิจทั่วโลกว่า “ทั้งสองฝ่ายพยายามไม่ให้สงครามเศรษฐกิจกลับมารุนแรงเหมือนเดิม” หลังจากก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งเรื่องภาษีนำเข้า ไต้หวัน และเทคโนโลยี
Recap ตอนนี้เราชวนไปสำรวจประเด็นที่ดูเหมือนไกลตัวแต่ใกล้ตัวภาคธุรกิจระดับย่อย จากการตัดสินใจของผู้นำสองประเทศนี้ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลก เส้นทางขนส่งสินค้า ซัพพลายวัตถุดิบของบริษัทเทคโนโลยีได้รับผลกระทบมาจนถึงผู้ประกอบการ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ทั้งสองประเทศจะเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอนให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้ยังไง?
ตั้งแต่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก และจิ้มให้ประเทศจีนโดนภาษีหนักถึง 145% หลายประเทศต่างก็หวั่นใจว่าการแข่งขันของมหาอำนาจสองประเทศจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมระยะยาว
แต่การที่ทรัมป์ตัดสินใจเยือนจีนในรอบ 10 ปี สะท้อนว่า สหรัฐฯ กับจีนพยายาม ‘ประคอง’ ความสัมพันธ์ทางการค้าไว้ ทรัมป์พูดว่า “การเดินทางครั้งนี้จะเป็นทริปที่น่าตื่นเต้นและสิ่งดีๆ มากมายกำลังจะเกิดขึ้น”
ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่มหาศาลาประชาชนของจีน ก่อนจะเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อเริ่มการหารือทวิภาคี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในเป้าหมายของทรัมป์คือ ต้องการให้จีนเปิดตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะให้บริษัทอเมริกันขายสินค้าและเทคโนโลยีในจีนได้ง่ายขึ้น ส่วนจีนก็อยากให้สหรัฐฯ ผ่อนข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์
“ผมจะโทรหาคุณ และคุณก็จะโทรหาผมทุกครั้งที่เรามีปัญหา คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราคุยกันโดยตรง และเราก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมาก” ทรัมป์กล่าวในงาน เพื่อย้ำกับผู้คนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้ขัดขากันตามที่เห็นหน้าสื่อ “ที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหา เราก็สามารถหาทางออกร่วมกันได้” ทรัมป์กล่าว
ถึงอย่างนั้น หลังจากออกมาจากห้องประชุม แม้ทรัมป์บอกว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายประเด็นสำคัญต่างๆ ยังคงมีความคืบหน้าในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะข้อตกลงภาษี มีเพียงทรัมป์ออกมาบอกว่า จีนตัดสินใจซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวนมาก รวมถึงดีลพลังงานและเกษตรกรรมด้วย
สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้ปรึกษาด้านพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงการจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ สำหรับภาคธุรกิจแบบอื่นๆ ด้วย
จากข้อมูลของบีบีซีจีนวิเคราะห์ว่า จีนกำลังมองหา ‘อนาคตที่ดีกว่า’ ร่วมกับสหรัฐฯ รวมถึงความสัมพันธ์ที่จะ ‘ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความแน่นอน’ ให้กับโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนในตอนนี้
“เรายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและลดความไม่แน่นอน ถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งสองประเทศ และแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย” Julie Kozack โฆษก IMF กล่าว

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลต่อสายป่านของภาคธุรกิจ
เดิมทีการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์มีกำหนดการจัดขึ้นในเดือนมีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ จนทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน
ประเด็นสำคัญคือ ราคาพลังงานกำลังเป็นตัวแปรของเศรษฐกิจโลก และสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้กลับมาเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’
การมาเจอกันครั้งนี้ย้ำถึงบทบาทของจีนที่เป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างเงียบๆ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าน้ำมันคนสำคัญของอิหร่าน และความขัดแย้งนี้กำลังสร้างความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว
ซึ่งทรัมป์ก็กล่าวว่า สี จิ้นผิง ดำเนินบทบาทได้ ‘ค่อนข้างดี’ ในประเด็นนี้ แม้ว่าทรัมป์จะยังคงยืนกรานว่าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากจีนมากนัก แต่หลายคนก็คาดกันว่าในการเจอกันครั้งนี้เขาจะกระตุ้นให้จีนช่วยโน้มน้าวอิหร่านให้ยอมบรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่ตอนท้ายทั้งสองก็ยังไม่สามารถตกลงเรื่องอิหร่านได้ชัดเจน

เส้นแดงความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันที่ส่งผลต่อธุรกิจเทคโนโลยี
ไม่เพียงแค่สหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งในการเมืองโลก จีนเองก็กำลังมีข้อพิพาทกับไต้หวันอยู่เช่นกัน โดยไต้หวันหวังพึ่งพาการซื้ออาวุธจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สี จิ้นผิง จะกดดันให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน
จุดเส้นแดงที่ภาคธุรกิจเทคโนโลยีจับตาคือไต้หวัน เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก สี จิ้นผิง เตือนชัดว่า ถ้าสหรัฐฯ จัดการเรื่องไต้หวันผิดพลาด อาจเกิด ‘ความขัดแย้งรุนแรง’ ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนชิป ทำให้สินค้าเทคโนโลยีขึ้นราคา ค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตทั่วโลกอาจพุ่งสูง
นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ร่วมคณะทัวร์จีนกับทรัมป์คือ อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX และ Tesla, ทิม คุก ซีอีโอ Apple, เจนเซน ฮวง ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตชิป Nvidia สะท้อนถึงข้อกังวลของภาคธุรกิจเทคโนโลยีอย่างชัดเจน
อ้างอิง
- bbc.com/news/articles/cyv2n7l1z14o
- reuters.com/world/china/imf-says-constructive-us-china-dialogue-reduced-tensions-good-world-economy-2026-05-14
- bbc.com/news/articles/clypj01189lo
- reuters.com/world/china/trump-xi-set-second-day-talks-after-taiwan-warning-2026-05-14
- nytimes.com/2026/05/13/world/asia/xi-trump-china-us-taiwan-iran.html