Plantae เปลี่ยนอีเวนต์ออกกำลังกายให้เป็นปาร์ตี้ของคนรักสุขภาพได้ยังไง?

ทุกวันนี้เรื่องสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่มาเป็นพักๆ แล้วหายไป แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่หลายคนผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ธุรกิจด้านสุขภาพก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ การนำเสนอโปรดักต์ใหม่จึงไม่ใช่แค่การกินดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนได้เห็นวงจรสุขภาพดีไปพร้อมกัน 

สำหรับ Plantae แบรนด์โปรตีนพืชจึงเกิดไอเดียจัดอีเวนต์ให้ทุกคนได้ออกมากำลังกายไปพร้อมๆ กัน ในงาน Beat & Balance Circuit Plantae สร้างประสบการณ์ Hybrid Exercise ด้วยแนวคิดที่ว่า การออกกำลังกายไม่ใช่แค่การเบิร์นแต่คือการบาลานซ์ กิจกรรมนี้จึงรวม 4 กิจกรรมในเซสชันเดียว โดยใช้แนวคิดท้าทายพลัง ความแข็งแรง และความบาลานซ์ของร่างกาย ทั้งการปั่นจักรยาน (Spinning) ปล่อยพลังใน Full Combat กระโดดใน Trampoline และปิดท้ายด้วย Pilates รีบาลานซ์ร่างกาย โดยมี Live DJ มาเปิดเร่งจังหวะความสนุกและใช้พลังไปด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าการออกกำลังกายและรักษาสุขภาพเป็นไลฟ์สไตล์ที่ ‘สนุก’ และสร้าง ‘คอมมิวนิตี้’ ไปด้วยกันได้ และวงการธุรกิจเพื่อสุขภาพไม่ได้มองการดูแลตัวเองเพียงเพื่อภาพลักษณ์ ‘ดูดี’ เท่านั้น แต่ต้องการตอบสนอง ‘ความรู้สึกดี’ ไปด้วย

ดังนั้น Plantae จึงใช้โอกาสนี้เปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Apple Cider Vinegar และ Daily Green & Fiber ก่อนวางจำหน่ายจริง โดยโปรดักต์แรกคือ แคปซูลแอปเปิลไซเดอร์เวเนก้าที่มีส่วนผสม Whole Food และ Thai Herb (ขิง ขมิ้น พริกไทยดำ และสารสกัดจากชาเขียว) โดยยังคงความเข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์แบบน้ำ 2 เท่า เพราะมี Acetic Acid 5% ที่ไม่ผ่านการกรอง จึงยังมีเอนไซม์ที่ดี

และอีกโปรดักต์คือ เดลีย์ กรีน แอนด์ ไฟเบอร์ ผงผักที่ใช้ผักจริงมาปรับรสชาติให้ดื่มง่าย ไม่มีกลิ่นเขียวฉุน ผสมกับรสเบอร์รีและยูซุ  

สิ่งที่น่าสนใจคือ Plantae ไม่ได้ใช้แค่อีเวนต์เป็นพื้นที่ขายของ แต่ใช้เป็น ‘พื้นที่สร้างประสบการณ์’ เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ สินค้า และผู้บริโภค สร้างความทรงจำในเชิงบริบท (Contextual Memory) หรือการทำให้คนจำได้ว่า ‘เมื่อฉันออกกำลังกาย ฉันต้องนึกถึง Plantae’ เพิ่มการจดจำสินค้าในบริบทที่สนุกและมีพลังมากขึ้น กลยุทธ์นี้ตอบโจทย์กับกลุ่มคนดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากพอๆ กับคุณภาพสินค้า ดังนั้น Plantae จึงพยายามแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้อยากขายแค่สินค้า แต่กำลังสร้าง ecosystem ในการดูแลสุขภาพไปด้วย  

พิมรี่พายไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท กระตุ้นยอดขายหรือเขย่าตลาดให้พัง?

จากไลฟ์สดพิมรี่พายขายทุเรียนลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผู้ชมในช่องทาง TikTok กับ Facebook ถล่มทลายพุ่งสูงถึง 8 แสนคน ตอนนี้ลูกค้าหลายคนเริ่มแชร์คลิปแกะทุเรียนที่ได้มาจากในไลฟ์และตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

ในขณะที่เสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งคนที่มองว่าการไลฟ์สดครั้งนั้นช่วยกระตุ้นยอดขายทุเรียนให้กับเกษตรกรไทยในฤดูกาลนี้ที่ทุเรียนออกมาล้นตลาด กับอีกเสียงที่บอกว่าเพิ่งจะต้นฤดูกาลที่ทุเรียนควรจะขายได้ราคาดีที่สุด แต่ไลฟ์ครั้งนั้นคือการขายตัดราคาและทำให้ตลาดพัง

Capital จึงขอพามาดูไลฟ์พิมรี่พายผ่านแว่นธุรกิจ สะท้อนความคิดทั้ง 2 มุมมองผ่าน Recap ในตอนนี้

🎥 จุดเริ่มต้นของไลฟ์พิมรี่พายขายทุเรียนลูกละ 100

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าปีนี้ทุเรียนมีผลผลิตออกมามากกว่า 33% หรือ 2 ล้านตัน จึงต้องทำการตลาดเชิงรุก โดยพิจารณาทั้งอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงตลาดภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งตลาดต่างประเทศจะขยายไปยังเมืองรองของประเทศจีนมากขึ้น ขณะที่ตลาดภายในประเทศต้องดูในหลายช่องทาง

ทำให้ในวันที่ 25 เมษายน ศุภจีร่วมไลฟ์กับ KOL ชื่อดังของจีน ‘เยี่ยน กงจู่ เยี่ยน เจินเสี่ยน’ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6 ล้านคนบนแพลตฟอร์มซื่อผิ่นฮ่าว จนมีผู้กว่า 1.5 แสนราย และมีคำสั่งซื้อตลอดไลฟ์ถึง 15 ล้านบาท วันต่อมาเมื่อ 26 เมษายน พิมรี่พายลงคลิปวิดีโอที่ถ่ายคู่กับศุภจีผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Pimrypie – พิมรี่พาย’ โดยมีเนื้อหาหลักว่าอยากขายทุเรียนลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก เพื่อให้คนไทยได้กินทุเรียนเกรดดี ราคาดี ที่ตัดจากสวน ผ่านไลฟ์สดในวันที่ 28 เมษายน เวลา 19:00 น.

🎥 ไลฟ์ช่วยยอดขายทุเรียนให้กับเกษตรไทย?

ในไลฟ์สดพิมรี่พายได้เผยถึงวิธีให้ได้มาซึ่งทุเรียนในครั้งนี้ คือการที่เธอลงพื้นที่ไปที่จังหวัดจันทบุรีถึง 3 วัน เพื่อเจรจาพูดคุยกับชาวสวนกว่า 20 สวน บางสวนเข้าใจและยอมลดราคาให้ แต่บางสวนยังคงตั้งราคาสูงเพราะมองว่าเธอมาทำให้ราคาตลาดพัง

สุดท้ายพิมรี่พายตัดสินใจรับซื้อแบบเหมาสวน คือรับหมดทุกไซส์ ไม่ได้มีการเลือกแค่ไซส์ใหญ่ ลูกสวยไปขาย ทำให้เธอขาดทุนกว่า 10 ล้านบาท แต่การที่มีคนมากว้านซื้อแบบเหมาสวน ในทางกลไกของตลาดทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าทุเรียนขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาทุเรียนในพื้นที่ขยับเพิ่มขึ้นรอบละ 5-10 บาท และขยับราคาไปเรื่อยๆ ถึง 3-4 รอบ

แม้พิมรี่พายจะออกตัวว่าเธอใหม่มากสำหรับธุรกิจขายทุเรียน แต่ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์และแม่ค้าไลฟ์สด เธอถือเป็นกระบอกเสียงให้คนไทยอุดหนุนทุเรียนไทยได้อีกทางหนึ่ง โดยย้ำตลอดในไลฟ์ว่าหากลูกค้ากินแล้วติดใจ สามารถกลับไปซื้อซ้ำได้ตามพิกัดที่เธอแนบชื่อร้านทุเรียน พิกัด พร้อมเบอร์โทรของสวนต้นทาง ไปอุดหนุนร้านทุเรียนต่างๆ ที่แวะมาคอมเมนต์ฝากร้าน หรือแม้แต่รถเร่ขายทุเรียน เพราะเธออยากให้ทุเรียนไทยขายได้ในราคาที่ชาวสวนก็อยู่ได้

🎥 ไลฟ์สดตัดราคาทำตลาดพัง?

ประเด็นนี้เป็นดราม่าตั้งแต่ก่อนเริ่มไลฟ์ เพราะทุเรียนที่พิมรี่พายนำมาโชว์ในคลิปโปรโมตร่วมกับศุภจี เป็นทุเรียนเกรด A หรือเกรดส่งออกที่ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 140-150 บาท โดยลูกหนึ่งมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.5-6 กิโลกรัม การที่จะขายลูกละ 100 บาท ให้ถึง 1 ล้านลูกย่อมเป็นไปได้ยาก

เมื่อลูกค้าบางคนเริ่มได้ของและแกะถ่ายคลิปลงในโซเชียล ทำให้บางคนมองว่าเป็นการนำทุเรียนตกเกรดหรือที่เรียกว่าทุเรียนป๊อกแป๊กเกรด D มาขาย ซึ่งราคาปกติหน้าล้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท ลูกหนึ่งมีน้ำหนักประมาณ 1.2-1.9 กิโลกรัม โดยในไลฟ์มีการขายลูกละ 100 บาทจริง แต่หมดหลังเปิดตะกร้าเพียง 3 นาที หลังจากนั้นเป็นการขายทุเรียนในเกรดต่างๆ ที่ไม่ใช่ราคาลูกละ 100 บาท โดยคาดว่ารวมทุเรียนตลอดทั้งไลฟ์ไม่น่าถึง 1 ล้านลูกตามที่โปรโมตก่อนหน้านี้

อีกทั้งทุเรียนบางส่วนยังสามารถจัดส่งได้เลย แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบพรีออร์เดอร์จะจัดส่งตั้งแต่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคใต้เริ่มออกผล ทำให้มีทุเรียนล้นตลาดในช่วงนั้น แต่ช่วงที่พิมรี่พายไลฟ์ขายทุเรียนเป็นต้นฤดูที่ผลผลิตยังออกไม่เยอะ

ตามกลไกของตลาดช่วงต้นฤดูมีอุปสงค์หรือความต้องการซื้อสูง สวนทางกับอุปทานหรือปริมาณสินค้าที่ขายได้ที่มีน้อยกว่า จึงทำให้ทุเรียนมีราคาขายสูงที่สุดในช่วงนี้ เรียกได้ว่าชาวสวนจะได้กำไรหรือขาดทุนคือวัดกันที่ต้นฤดู แต่การที่พิมรี่พายขายราคาถูกตั้งแต่ต้น มีโอกาสทำให้ทั้งตลาดนำราคาที่เธอขายมาเปรียบเทียบกับราคาหน้าสวน จนอาจทำให้เกิดการกดราคาได้ รวมถึงราคาในไลฟ์ที่อาจจะถูกกว่าราคาที่พ่อค้าแม่ค้าขายกันหน้าร้าน ทำให้บางส่วนมองว่าเป็นการขายตัดราคา และทำให้ลูกค้ารอเอฟในไลฟ์มากกว่า

จะเห็นว่าปรากฏการณ์พิมรี่พายไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูกต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพยายามแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาดและชาวสวนโดนกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารให้คนไทยหันมาซื้อทุเรียนไทย ในราคาที่คนกินก็แฮปปี้ชาวสวนก็อยู่รอดได้

ที่มา

เทรนด์ผู้ประกอบการลุยเดี่ยวหลักคิดที่ทำธุรกิจตัวคนเดียวก็โตได้ 

ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน คำว่า Solopreneur หรือผู้ประกอบการลุยเดี่ยว กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ได้รับความสนใจ เห็นได้จากเทรนด์ทั่วโลกที่คำว่า Solopreneur กำลังกลายเป็นคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมเสิร์ชหา ในต่างประเทศเริ่มมีโค้ชสอนธุรกิจออกมาแชร์ว่าสามารถทำรายได้หลักล้านดอลลาร์ต่อปีด้วยโมเดลธุรกิจที่เน้นตัวคนเดียว หลายคนมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโมเดลการทำงานที่เน้นความคล่องตัว การใช้เทคโนโลยี และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้มหาศาลบนโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำที่สุด

ในยุคที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผู้คนต้องมองหาหลายอาชีพ ลองมาดูหลักคิดของการเป็นผู้ประกอบการลุยเดี่ยวที่ช่วยให้สร้างตัวได้ง่ายขึ้นในยุคนี้กัน

ความหมายที่แท้จริงของ Solopreneur

Solopreneur คือผู้ประกอบการที่ดำเนินการและบริหารจัดการธุรกิจด้วยตัวคนเดียวเป็นหลัก โดยใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ (automation) ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแบบ Ultra-Lean หรือโมเดลที่เน้นความประหยัดและคล่องตัวขั้นสุด

หลายคนอาจเข้าใจว่า Solopreneur ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการลุยเดี่ยวสามารถโฟกัสเฉพาะส่วนสำคัญของธุรกิจหรือ core business และใช้การจ้างภายนอก (outsourcing) เข้ามาช่วยในงานที่ไม่ใช่แกนหลัก เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่ต้องมีพนักงานประจำจำนวนมาก ธุรกิจประเภทนี้จึงสามารถสร้างรายได้สูง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังคงต่ำ และมักเริ่มต้นจากการสร้างฐานลูกค้าใน microniche หรือตลาดเฉพาะกลุ่มขนาดเล็ก

แนวทางของ Solopreneur นั้นแตกต่างจากผู้ประกอบการสตาร์ทอัพอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองแบบจะต้องการเติบโตเร็วเหมือนกัน แต่ฝั่งสตาร์ทอัพมักมองหาเงินทุนจาก venture capital เพื่อเร่งการเติบโต ขณะที่ผู้ประกอบการลุยเดี่ยวจะเน้นการใช้เงินทุนของตัวเอง (Bootstrapping) และเติบโตจากกระแสเงินสดที่ธุรกิจสร้างขึ้น โดยให้ความสำคัญกับอิสรภาพ และการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนในแบบที่ต้องการ รวมถึงให้ความสำคัญกับลูกค้าหลักที่สร้างคุณค่าในระยะยาวก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร

5 เคล็ดลับในการสร้างธุรกิจลุยเดี่ยวแบบ Ultra-Lean

✅ 1. เริ่มต้นด้วยโมเดลธุรกิจ 1 หน้า

สำหรับผู้ประกอบการลุยเดี่ยว แผนธุรกิจแบบดั้งเดิมที่ยืดยาวอาจไม่จำเป็นและล่าช้าเกินไป เครื่องมือที่เหมาะกว่าคือโมเดลธุรกิจแบบสรุปในหน้าเดียว ใช้เป็นกรอบความคิดเพื่อให้เข้าใจว่าธุรกิจจะสร้างและส่งมอบคุณค่าได้ยังไงในเชิงระบบ จากนั้นนำไปทดสอบสมมติฐานในตลาด และปรับทิศทางอย่างรวดเร็วเพื่อคงความคล่องตัว

✅ 2. มองหา Smallest Viable Audience (MVA) ในตลาดเฉพาะกลุ่ม

หัวใจสำคัญคือการไม่ลงไปแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก แต่ให้มองหา Blue Sea หรือช่องว่างในตลาดผ่านการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เริ่มจากการสร้าง Minimum Viable Audience (MVA) หรือกลุ่มลูกค้าที่เล็กที่สุดแต่เพียงพอจะหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ โดยมองหาปัญหาที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังตอบโจทย์ได้ไม่ดี และหาจุดที่สามารถผสานความสามารถของตัวเองเข้าไปได้

✅ 3. ใช้แนวคิด Ramen Profitability

หลัก Ramen Profitability คือการทำให้ธุรกิจมีรายได้เพียงพอสำหรับครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานของผู้ก่อตั้ง เปรียบเหมือนการมีเงินพอซื้อราเม็งหรือปัจจัยสี่ในชีวิตได้อย่างสบาย ผู้ประกอบการควรกำหนด Target Monthly Income (TMI) หรือรายได้ต่อเดือนที่ต้องการจริงๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิต เพื่อให้เป้าหมายทางการเงินชัดเจน และไม่กดดันเกินไปในช่วงเริ่มต้น

✅ 5. สร้างทางเลือกในการขยายตัว

แม้จะเริ่มต้นเพียงคนเดียว แต่ธุรกิจควรมีศักยภาพในการขยายตัว เมื่อโมเดลรายได้เริ่มชัด ผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสต่อยอดหรือสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการเงิน การสร้าง personal branding จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง ก่อนขยายไปสู่สินค้าและบริการรูปแบบอื่นต่อไป

กรณีศึกษาและตัวอย่างการประยุกต์ใช้

โมเดลนี้สามารถนำไปใช้ได้กับหลากหลายอาชีพ เช่น

– คอนเทนต์ครีเอเตอร์ สร้างรายได้จากทักษะเฉพาะและฐานผู้ติดตาม

– ที่ปรึกษาธุรกิจ ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางช่วยแก้ปัญหาโดยไม่ต้องมีองค์กรขนาดใหญ่

– ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น

ข้อได้เปรียบของการเป็นผู้ประกอบการลุยเดี่ยวคือ การมีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่ ควบคุมทิศทางธุรกิจและรูปแบบการทำงานได้เอง มีความยืดหยุ่นสูง สามารถออกแบบตารางชีวิตได้ตามต้องการ และการทำงานแบบคนเดียวยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรเข้าสู่ธุรกิจโดยตรงมากขึ้น

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าการเป็น Solopreneur ไม่ใช่แค่การทำงานอิสระ แต่คือการรู้จักใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีมาสร้างระบบที่ทำงานแทนเราได้ ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างรายได้หลายทาง พร้อมอิสระในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริงต่อไป

อ้างอิง

ลูบเป้าสะท้านธุรกิจ ‘ไมเคิล แจ็กสัน’ กับ 5 เรื่องมา ‘ก่อนกาล’ ที่สร้างอิมแพกต์ในมุมธุรกิจ

กระแสความนิยมในศิลปินระดับตำนานอย่าง ‘ไมเคิล แจ็กสัน’ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจาก Michael (2026) ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเจ้าตัว ชนิดที่กอบโกยรายได้มหาศาลขึ้นแท่นแซงหน้า Bohemian Rhapsody (2018) ที่เป็นภาพยนตร์ใน genre เดียวกันเป็นที่เรียบร้อยบนทำเนียบบอกซ์ออฟฟิศ

อย่างไรก็ดีมีอีกหลายแง่มุมที่ในภาพยนตร์ Michael ไม่ได้หยิบยกมาเล่า หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่ศิลปินเจ้าของฉายา ‘King of Pop’ โชว์ลีลาสร้างอิมแพกต์ต่อโลกธุรกิจ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นเราขอชวนไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

ยกระดับ film & entertainment business ด้วยการเปลี่ยน MV ให้กลายเป็น short film คุณภาพสูง

เพราะความต่างจึงทำให้ไมเคิลไม่เหมือนใคร และความต่างที่ว่านี้ถูกส่งต่อไปถึงโลกอุตสาหกรรมดนตรี ที่ในยุค 80s ยังคงดำเนินเป็นระนาบเดียวกัน กล่าวคือศิลปินมีหน้าที่ร้องเพลง และมิวสิกวิดีโอทำหน้าที่เป็นแค่พื้นที่โชว์หน้าตาศิลปินเท่านั้น  

ไมเคิล แจ็กสัน มองว่ามิวสิกวิดีโอสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น ตัวเขาจึงตัดสินใจรีเควสต์ว่า มิวสิกวิดีโอจะต้องกลายเป็น short film หรือหนังสั้นที่มีเรื่องราวน่าสนใจ มีคอนเซปต์การเล่าเรื่องที่แข็งแรง ควบคู่ไปกับการเต้นอันเร้าใจ โดยแนวคิดที่ว่าสะท้อนผ่านมิวสิกวิดีโอเพลง Thriller ที่มีความยาวถึง 14 นาที 

และถ้าถามว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็ชนิดที่ช่อง MTV ถูกเรียกร้องให้เปิดมิวสิกวิดีโอเพลงดังกล่าวถึงวันละ 5 ครั้ง และทำสถิติกลายเป็นมิวสิกวิดีโอของศิลปินผิวดำที่ออกอากาศต่อเนื่องบน MTV สูงที่สุด ถ้าจะพูดว่าความโด่งดังของเพลง Thriller เป็นเครื่องมือทำลายกำแพงแนวคิดความต่างเรื่องสีผิวไปในตัวก็คงไม่ผิด

เปลี่ยนศิลปินให้กลายเป็น brand endorsement ที่สร้างมูลค่ามหาศาลบนโลกโฆษณา

ย้อนกลับไปในปี 1984 ตรงกับช่วงเวลาที่แบรนด์น้ำอัดลมเจ้าดัง 2 เจ้าอย่าง Coca Cola และ Pepsi ฟาดฟันแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดกันอย่างหนัก ฝั่ง Pepsi ที่กำลังรุกไล่ตามหลังเฟ้นหาแคมเปญมากมายเรียกกระแส เช่น Pepsi Challenge ปิดตาทายรสชาติว่ารสไหนคือน้ำอัดลมที่ถูกต้องของ Pepsi แต่จนแล้วจนรอดผลลัพธ์กลับไม่ปังเท่าที่คิด

สุดท้าย Pepsi เลือกงัดไม้เด็ด หยิบกลยุทธ์ brand endorsement มาใช้เป็นครั้งแรก ด้วยการติดต่อจ้าง ไมเคิล แจ็กสัน ที่ ณ เวลานั้นโด่งดังเป็นพลุแตกจากเพลง Billie Jean เพื่อร่วมในแคมเปญโฆษณา The Choice of a New Generation ที่เนื้อหาเล่นกับวัฒนธรรมการฟังเพลง การแต่งตัว และคัลเจอร์ของวัยรุ่นในยุคนั้นที่มีราชาเพลงป๊อปเป็นไอดอล ซึ่งเป็นดีลที่มีมูลค่าถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างสถิติการที่แบรนด์จ้างศิลปินเป็นพรีเซนเตอร์สูงที่สุดในโลกตอนนั้น

โดยเนื้อหาในโฆษณาตัวดังกล่าวมีเหล่าวัยรุ่นแต่งตัวตามไมเคิล แจ็กสัน โชว์ลีลาการเต้นจังหวะเร้าใจ ก่อนที่ไมเคิลตัวจริงจะปรากฏตัว ซึ่งภายหลังแคมเปญ Choice of a New Generation ถูกใช้ไปถึงปี 1990 และส่งไม้ต่อไปยังศิลปินดังระดับโลกรายอื่น อาทิ มาดอนน่า

คอลแล็บกับ Puma สร้างรองเท้าที่กลายเป็นตำนานสุดแรร์จนถึงทุกวันนี้  

ชุดสูทสีขาวคู่หมวกทรงเฟโดร่า ถุงมือหนัง เสื้อกั๊กประดับประดาด้วยเพชร ฯลฯ การแต่งตัวจัดจ้านบนเวทีคือสิ่งที่แฟนเพลงของไมเคิลจดจำได้ดี ด้วยความเป็นเจ้าพ่อแฟชั่นนี้เองนำมาสู่การคอลแล็บกับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังอย่าง Puma ในปี 1987 เรียกว่า ‘มาก่อนกาล’ ต่างจากยุคนี้ที่ศิลปินกับแบรนด์คอลแล็บกันจนเป็นเรื่องชินตา

ซึ่งการคอลแล็บครั้งนั้นคือการผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษที่มีลักษณะเป็นรองเท้าหนังสีดำเงาวับ ตัวส้นเท้าถูกเสริมหนาเป็นพิเศษเหมือนกับรองเท้าหนังที่ไมเคิลสวมใส่โชว์ลีลามูนวอล์กบนเวที โดย Bravo นิตยสารเอนเตอร์เทนเมนต์จากเยอรมนีระบุไว้ว่า รองเท้ารุ่นที่ว่าถูกผลิตขึ้นเพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Moonwalker (1988) แต่อีกมุมหนึ่งก็มีการบันทึกไว้ว่าทำขึ้นเพื่อโปรโมตคอนเสิร์ต Dangerous World Tour 

จนแล้วจนรอดรองเท้าคู่นี้ไม่ได้ถูกผลิตออกมาขายจริง มีเพียงไม่กี่คนบนโลกเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นปริศนาอีกว่าบนโลกมีทั้งหมดกี่คู่ มันจึงกลายเป็นไอเทม ‘ซูเปอร์แรร์’ ของแฟนเพลงไมเคิลไปโดยปริยาย แต่ที่แน่ๆ คือการคอลแล็บครั้งนี้เป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าโลกดนตรีและโลกแฟชั่นสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างแนบเนียน

เปลี่ยนตัวเองเป็น IP character จนกลายเป็นศิลปินคนแรกที่คาแร็กเตอร์ถูกใช้บนวิดีโอเกม

จะมีศิลปินสักกี่คนที่คาแร็กเตอร์ถูกนำไปใช้เป็นตัวละครหลักบนวิดีโอเกมจนกลายเป็นตำนาน แต่ชายเจ้าของฉายา King of Pop ทำสิ่งนั้น ด้วยการเปลี่ยนตัวเองเป็น IP character จับมือร่วมกับ SEGA บริษัทเกมระดับตำนานผลิตเกมที่มีชื่อว่า Michael Jackson’s Moonwalker (1989-1990) ซึ่งเป็นเกมแนวตะลุยด่านบนตู้เกม Arcade และเครื่อง Mega Drive/Genesis 

เนื้อหาของเกมที่ว่าหยิบยกคาแร็กเตอร์ของไมเคิลจากเพลง Smooth Criminal มาใช้ โดยผู้เล่นจะต้องบังคับไมเคิลตะลุยด่านเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ จากวายร้าย โดยใช้ท่าเต้นซิกเนเจอร์โจมตี ซึ่งเกมที่ว่าได้รับความนิยมชนิดที่คว้ารางวัล top-grossing หรือเกมที่มียอดขายสูงสุดในหมวดเกมแนว Arcade ในแทบอเมริกาเหนือ 

เวลาต่อมา IP character ของไมเคิลยังปรากฏในเกมดังอื่นๆ อีก เช่น Michael Jackson: The Experience, Ready 2 Rumble Boxing: Round 2 และ Space Channel 5 (1999) & Space Channel 5 Part 2  

ศิลปินระดับ A-list คนแรกที่ได้เล่นในช่วงพักครึ่งรายการ Super Bowl 

ในอเมริกาคงไม่มีรายการกีฬาไหนนิยมไปกว่า Super Bowl ทว่าในช่วงต้นทศวรรษ 90s คะแนนความนิยมของอเมริกันเกมดังกล่าวประสบปัญหาเรตติ้งทางโทรทัศน์ตก โดยเฉพาะในช่วงพักครึ่งที่ผู้คนทางบ้านกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปดู In Living Color รายการตลกที่ช่อง Fox ตั้งใจฉายชนแย่งตัวเลขเรตติ้ง

NFL ตัดสินใจนำวงดุริยางค์จากมหาวิทยาลัยดัง ศิลปินดาวรุ่ง เช่น วงบอยแบนด์ New Kids On The Block ไปจนถึงบรรดามาสคอตจาก Disney แวะเวียนขึ้นมาสร้างสีสัน แต่นั่นก็ไม่อาจสะกดคนดูไว้ได้ จนในที่สุด NFL ตัดสินใจตามหาศิลปินระดับ A-list ที่จะได้แอร์ไทม์โชว์คอนเสิร์ตช่วงพักครึ่งไปเต็มๆ ซึ่งสุดท้ายมงลงที่ไมเคิล แจ็กสัน ที่ตอนนั้นโด่งดังไปแล้ว

กระทั่งเกมนัดชิง Super Bowl ปี 1993 ที่สนาม Rose Bowl Stadium ไมเคิลปรากฏกายพร้อมโชว์การแสดงในช่วงพักครึ่ง หยิบเพลงดังจากอัลบั้ม Off The Wall จนถึง Thriller เอาคนดูอยู่หมัด ผลลัพธ์คือมียอดผู้ชมมากกว่า 1.3 พันล้านคนจาก 86 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นสถิติที่ Guinness World Records บันทึกไว้ว่า เป็นการแสดงดนตรีที่มีผู้ชมพร้อมกันเยอะที่สุดในโลก

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งที่น่าจดจำของไมเคิล แจ็กสัน ที่สร้างอิมแพกต์ต่อโลกธุรกิจ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ King of Pop ฝากไว้บนโลกใบนี้ให้ผู้คนจดจำถึงความมหัศจรรย์ของเขาในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่ให้รักและจากไปให้ผู้คนจดจำ’

ที่มา : 

‘บางกอกเคเบิ้ล’ ปรับทิศทางธุรกิจดึง ION Energy เข้าพอร์ตมุ่งรุกตลาดโซลาร์รูฟท็อป

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจพลังงาน เมื่อบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลเก่าแก่ของประเทศไทย ตัดสินใจเดินแผนปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้าสู่ Energy Solution Provider ด้วยการเข้าซื้อกิจการ ION Energy บริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำเข้าสู่สถานะบริษัทในเครือบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย

พงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy กล่าวว่า ตลอด 61 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ 62 นี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้สามารถเติมเต็มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างครบวงจร จึงได้ปรับโครงสร้างและทิศทางธุรกิจให้เป็นมากกว่าผู้พัฒนาสายไฟฟ้า และก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านพลังงานไฟฟ้า (Energy Solution Provider) ครบวงจร

พงศภัคกล่าวถึงสาเหตุที่บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด เลือกลงทุนใน ION Energy เนื่องจาก ION Energy ถือเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี โดยมีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง และมีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่ 

1. เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

2. ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม

3. แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อป ไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ energy platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว

ด้าน พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์ (solar energy business​ landscape) มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิ ความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น จำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน บริษัทประเมินว่าน่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ตลาดโซลาร์เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น

โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทหลังจากนี้ คาดว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขาย เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อปจะกลายเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่สามารถอยู่ได้ต่อเนื่องถึง 30 ปี โดย บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีการพัฒนา ‘โดรนล้างโซลาร์’ ที่เตรียมเปิดตัวในงานสถาปนิก’69 (ASA Architect Expo) ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ในวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคมนี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้บริโภคเห็นถึงนวัตกรรมในการส่งมอบบริการที่ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ทันการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569