Nostoygia
วิธียืนหยัดของ Kc Toys ผู้นำเข้าของเล่นจากญี่ปุ่นเจ้าแรกในไทยที่กลับมาแมสเพราะ Beyblade
นิยามคำว่า ‘nostalgia’ ของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน
สำหรับบางคนอาจนึกถึงรายการโทรทัศน์ในวัยเยาว์ บ้างมาในรูปแบบของการ์ตูนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ หรือขนมถุงกรุบกรอบที่เลิกผลิตไปแล้ว แต่ที่น่าจะตอบตรงเป็นเสียงเดียวกันโดยเฉพาะกลุ่มเด็กหนวดคือ ‘ของเล่น’ ในวันวานที่มีให้เลือกไม่ซ้ำแบบ
ซึ่งหนึ่งในร้านค้าของเล่นที่เรียกตัวเองว่า ‘ผู้ขายความทรงจำ’ ยังไงก็ต้องมีชื่อของ ‘Kc Toys’ หรือชื่อจดทะเบียนอย่างเป็นทางการคือ ‘บริษัท ก.เจริญ ทอยส์ จำกัด’ รวมอยู่ด้วย
ฟังดูอาจจะยังไม่คุ้น แต่ถ้าพูดว่านี่เป็นบริษัทตัวแทนนำเข้าของเล่นยอดฮิตจากยุค 2000s ทั้งลูกข่าง Bey Blade, ฟิกเกอร์ Pokémon Moncolle, รถเหล็ก TOMICA Diecast, ตุ๊กตา LICCA Doll ฯลฯ คงจะต้องร้อง อ๋อ! ไปตามๆ กัน
จากธุรกิจกงสีที่บริหารโดยพี่น้องทั้งหมด 5 คน ทุกวันนี้ Kc Toys เติบโตจนกลายเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายของเล่นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่มีทั้งหน้าร้านเป็นของตัวเอง และกระจายหน้าร้านไปตามห้างดังตามโซนของเล่นเด็ก ที่ต่อให้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังต้องเผลอใจขอแวะเข้าไปส่องสินค้าอยู่เสมอ
น่าสนใจว่าอะไรทำให้ Kc Toys ยืนหยัดมานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่ยุคที่ของเล่นเด็กรุ่งโรจน์จนถึงวันที่ซบเซาจากการมาของโลกอินเทอร์เน็ต ก่อนจะกลับมาอีกครั้งเพราะกระแสเรียกหาเทรนด์ nostalgia ซึ่งที่ว่ามานี้ พิม–พิตตินันท์ ตันตสิรินทร์ ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตติ้งแก่ Kc Toys จะมาเป็นผู้ให้คำตอบ
มาเปิดกล่องความทรงจำนี้ไปพร้อมกันได้เลย

ตำนานธุรกิจ ‘ค้าของเล่น’ ที่เริ่มจากร้านแผงลอยจิวเวลรีย่านบางรัก
ถึงจะเป็นช่วงสายราว 11 โมง แต่บริเวณหน้าร้าน Kc Toys ที่ตั้งอยู่บนชั้น 6 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์กลับคึกคักไปด้วยเสียงจ๊อกแจ๊กเคล้าหัวเราะจากบรรดาเด็กน้อยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ทยอยเข้ามาเลือกซื้อของเล่น
ตู้ไขกาชาปองตุ๊กตาและของกระจุกกระจิกที่ตั้งรายล้อม คอลเลกชั่นรถเหล็ก TOMICA Diecast ไม่ไกลเกินสายตาคือบรรดาของเล่นจากแฟรนไชส์ Pokémon และระหว่างที่กำลังเดินสำรวจสอดส่องหน้าร้านนี้เอง มีแม่ลูกคู่หนึ่งจูงมือกันประลองลูกข่าง Beyblade อย่างสนุกสนาน ตรงหน้าล้วนเป็นภาพประทับใจชวนหวนนึกถึงวัยเด็ก
พิตตินันท์ชวนย้อนความถึงจุดเริ่มต้นของ Kc Toys ซึ่งแรกเริ่มตั้งต้นด้วยการเป็นธุรกิจครอบครัวคนจีน หรือที่นิยมเรียกว่า ‘กงสี’

“ก่อนที่จะเป็น Kc Toys อย่างทุกวันนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ครอบครัวของพิมเริ่มต้นทำธุรกิจค้าขายเครื่องประดับย่านบางรัก ขายในลักษณะแผงลอยสลับกับหาบเร่ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติ พอเริ่มมีทุน อากงของพิม (ไพรบูลย์ กิจเลิศไพโรจน์) กับพี่น้องอีก 5 คน เลยตัดสินใจซื้ออาคารพาณิชย์ย่านตลาดพาหุรัดขนาดประมาณ 2 คูหา โดยตั้งชื่อร้านว่า ‘ก.เจริญ’ ซึ่งมาจากนามสุกล ‘กิจเลิศไพโรจน์’ และมีชื่อภาษาจีนว่า ‘กิมตี๋เซ็ง’ ซึ่งตั้งตามชื่อแซ่ของตระกูล
“พอทำไปได้สักพักหนึ่งอากงเริ่มเห็นแล้วว่าสินค้าแค่เครื่องประดับไม่พอ เลยตัดสินใจนำเข้าข้าวของเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดที่เป็นพลาสติกจากญี่ปุ่นและฮ่องกง ซึ่งถือเป็นใบเบิกในการติดต่อทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ ที่ต่อมาแนะนำให้อากงนำเข้าของเล่นพลาสติกจากจีนมาวางขาย ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากในไทย”


พิตตินันท์อธิบายว่า ของเล่นที่นำเข้าจากจีนที่กล่าวถึงส่วนใหญ่เป็นตุ๊กตาขนเย็บมือนุ่มนิ่ม ตุ๊กตาเป่าลม และของเล่นประเภทไขลาน ต่างจากบ้านเราตอนนั้นที่ยังไม่มีของเล่นพลาสติกหรือของเล่นวัสดุสังเคราะห์ที่ผลิตจากโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นของเล่นประดิษฐ์จากไม้และวัสดุธรรมชาติ
ซึ่งความใหม่นี้เองทำให้การค้าของเล่นของร้าน ก.เจริญ เติบโตอย่างรวดเร็ว จนต่อมาอากงของเธอตัดสินใจขยายธุรกิจส่วนนี้ในชื่อร้าน ‘ทอยส์ เวิลด์‘ บนห้างอิมพีเรียลบางนา เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มากขึ้น


‘ผู้ส่งความสุข’ ผ่านของเล่น และก้าวแรกสู่การนำเข้าของเล่นจากแดนอาทิตย์อุทัย
“อากงของพิมได้รับสมญานามจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ‘ซานตาคลอสของประเทศไทย’ เพราะตอนนั้นเด็กๆ มองแกเหมือนเป็นผู้ส่งความสุขผ่านของเล่น”
พิตตินันท์เล่าให้ฟังถึงอากงของเธอด้วยรอยยิ้ม ซึ่งร้านทอยส์ เวิลด์ในมือของ ก.เจริญขยับขยายจากอิมพีเรียลบางนา ไปสู่อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง และอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าวตามลำดับ ก่อนจะไปอยู่บนศูนย์การค้าดังอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ และอีกจุดพีคคือการเปิดโรงงานผลิตของเล่นพลาสติกเองในนามบริษัท อิมพีเรียลไทย ทอย จำกัด
การกรุยทางก่อนของ ก.เจริญทำให้พวกเขาครองตลาดของเล่นค้าส่งและค้าปลีกในตลาดแทบทั้งหมด ประกอบกับคอนเนกชั่นกับโรงงานในต่างประเทศ และการมีโรงงานผลิตของเล่นนี้เอง ที่นำมาถึงจุด turning point สำคัญ นั่นคือการที่แบรนด์ของเล่นดังจากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง ‘Takara Tomy’ และ ‘Bandai’ ติดต่อเข้ามาเพื่อหาตัวแทนจัดจำหน่ายโปรดักต์สำหรับการรุกตลาดเอเชีย

“ต้องบอกว่าตอนนั้น ก.เจริญเป็นตัวแทนจำหน่ายของเล่นแบรนด์ดังหลายแบรนด์มาก ด้วยความที่ Takara Tomy และ Bandai เห็นถึงศักยภาพของเราเลยตัดสินแต่งตั้งเราเป็น distributor”
“เวลานำเข้าทางตัวแทนจำหน่ายเขาจะส่งแค็ตตาล็อกให้เราดู ว่ามีของเล่นชิ้นไหนที่น่าสนใจ ชิ้นไหนที่ดูจะได้รับความนิยมในเด็กไทย หรือบางชิ้นก็จะเป็นที่เขาส่งมาให้เราทำยอดขาย ซึ่งวิธีให้เลือกด้วยแค็ตตาล็อกก็ยังมีจนถึงปัจจุบัน”
ของเล่นที่ ก.เจริญนำเข้าจากแบรนด์ดังญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เหมาะสำหรับเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก อย่างของแบรนด์ Takara Tomy เช่น รถเหล็ก TOMICA Diecast, รถไฟตัวต่อ Takara Tomy Plarail, ฟิกเกอร์ตุ๊กตาสัตว์โลก Tomica ANIA และตุ๊กตาเด็กหญิง LICCA Doll ซึ่งที่ยกมาล้วนเป็นของเล่นที่ ก.เจริญยกให้เป็นสินค้าขายดีตลอดกาล
“ที่ของเล่นของ Takara Tomy ได้รับความนิยมหลักๆ มาจากเรื่องของคุณภาพที่ดีและปลอดภัยต่อเด็กๆ ยกตัวอย่างตุ๊กตา Tomica ANIA ซึ่งมีจุดขยับในทุกตัว และสารเคลือบต่างๆ ที่ใช้ก็ปลอดภัย เพราะผู้ผลิตเขาคิดมาแล้วว่า ถ้าเด็กนำเข้าปากสารเคลือบตุ๊กตาจะต้องไม่เป็นอันตราย เป็นสารเคลือบแบบฟู้ดเกรดที่เด็กนำเข้าปากแล้วจะรู้สึกถึงรสขมแล้วเอาออกจากปากทันที”



เปลี่ยนผ่านสู่ยุค Kc Toys และกลับคืนชีพอีกครั้งจาก Bayblade ลูกข่างสะท้านฟ้า
มีเงินทุน มีต้นทุนคอนเนกชั่นที่ดี แต่ถ้าปราศจากการหมุนให้เท่าทันตามโลกธุรกิจย่อมไม่มีวันยืนระยะธุรกิจได้นาน
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ ก.เจริญยืนหยัดมาตลอด 60 กว่าปี คือการปรับตัวให้ความนิยมของผู้บริโภคเสมอ อย่างในยุคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค 2000s พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘บริษัท ก.เจริญ ทอยส์ จำกัด’ โดยมีชื่อสากลคุ้นหูว่า ‘Kc Toys’
ความน่าสนใจคือเมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Kc Toys ได้ขยายการขาย ด้วยการตั้งบริษัท Dream Toy ที่เน้นจำหน่ายสินค้าลิขสิทธ์ของ Bandai เช่น Gunpla เป็นหลัก
ในขณะที่ Kc Toys เน้นจำหน่ายสินค้าของ Takara Tomy ซึ่งในยุค 2000s มีสินค้าเรือธงอย่างลูกข่าง Beyblade ที่เป็นกระแสมาจากการ์ตูนเรื่องเบย์เบลดศึกลูกข่างสะท้านฟ้า (Bakuten Shoot Beyblade) ที่มีกลไกการเล่นแปลกใหม่ทันยุค
“สมัยนั้น Beyblade ได้รับความนิยมมาก เด็กเจนฯ วายตอนนั้นน่าจะจำได้ว่ามีการ์ตูนฉายช่อง 9 (หัวเราะ)
“ถ้าถามว่าทำไมเราถึงยืนระยะได้ ทั้งที่ผ่านช่วงยุคซบเซาของของเล่น แน่นอนว่าเรื่องของการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือกระแส nostalgia ที่อดีตเด็กยุค 90s เด็กยุคต้น 2000s คิดถึง อยากกลับมาตามสะสมซื้อของเล่น ของสะสมเขาพลาดไปตอนเด็ก เช่นพวกหูฟังมีสาย, กล้องคอมแพกต์, ทามาก็อตจิ ฯลฯ ซึ่ง Beyblade เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“บวกกับ Beyblade เองก็มีการทำอนิเมะภาคใหม่ มีฉายลงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และ Beyblade เองก็มีการปรับเปลี่ยนโปรดักต์ให้การเล่นมีความสนุกมากขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนอะไหล่ มีกลไกการเล่นที่มากขึ้น มีการวางแผนการเล่น เช่น มุมองศาที่ต้องชู้ต เหล่านี้ทำให้กระแสความนิยมกลับมาอีกครั้ง บางคนซื้อหลายกล่องเพื่อเอาอะไหล่มาคัสตอมก็มี”


อย่างที่เกริ่นไปว่า Kc Toys ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันสมัยตามความนิยมของผู้บริโภค เมื่อกระแสนิยมกลับมา จุดจำหน่ายสินค้าของพวกเขาตามห้างสรรพสินค้าจึงมีการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ และครอบครัว รวมไปถึงคนที่ผ่านไปผ่านมาได้เล่นเจ้าลูกข่างสะท้านฟ้านี้
รวมถึงการที่มี license ที่สามารถจัดงานแข่งขัน Beyblade ได้ในมือ Kc Toys จึงตัดสินใจเปิดการแข่งขันสนุกๆ เป็นประจำ บ่อยครั้งกลายเป็นภาพไวรัลบนโลกโซเชียลฯ ที่มีคนต่างวัยได้เล่นสนุกท้าประลองชนลูกข่าง และที่น่าสนใจคือในปี 2026 วันที่ 12-13 ธันวาคม ที่ไอคอนสยาม พวกเขากำลังจะจัดงานแข่งขัน Beyblade ระดับโลกที่มีชื่อว่า Bayblade X GP Final 2026 หรืองานแข่งขัน Beyblade ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในประเทศไทย
“พอเรารู้ว่า Beyblade เข้าได้ทั้งกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ ในเมื่อเรามีลิขสิทธิ์ในมือก็เลยตัดสินใจว่างั้นเราจัดงานแข่งขันที่ให้คนได้มาเล่นสนุกดีกว่า อย่างการแข่งขันที่จัดที่เซ็นทรัลชิดลมที่มีอาม่ารายหนึ่งมาลงแข่งขันแล้วชนะ มีคนเชียร์แกเต็มไปหมดก็กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ
“การที่เรามีกิจกรรมมันเป็นเรื่องของการเสริมการขาย เผื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเล่นของเล่น อย่าง Beyblade ถ้าเราปล่อยให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านไปเขาก็อาจเล่นสนุกกับที่บ้าน เล่นตามอนิเมะ หรือเป็นของสะสม แต่พอเรามีอีเวนต์การแข่งขันทำให้ของเล่นชิ้นนี้มันดูจริงจังมากขึ้น สนุกกับของเล่นเรามากขึ้น เราเชื่อว่าคนเล่นของเล่นต้องได้จับ ต้องได้สัมผัสประสบการณ์ตรงหน้าถึงจะรู้ว่ามันสนุกยังไง เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจของเล่นจะไม่ทำไม่ได้
“สมัยอากงเองก็เคยทำแบบนี้ คือไปเปิดร้านตามงานอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานกาชาด ไปให้เด็กๆ ได้จับได้สัมผัสของเล่น แกมองว่าของเล่นก็เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างหนึ่งที่เมื่อคนรู้สึกสนุก เขาก็จะซื้อกลับบ้านไป”

การเข้ามาทำงานในธุรกิจของเล่นของทายาทรุ่นที่ 3 และจดหมายรักถึงของเล่น
“พูดตรงๆ พิมไม่ได้เห็นสิ่งที่อากงสร้างธุรกิจมาทั้งหมด ตอนเราเด็กเราเห็นแล้วว่าธุรกิจมันประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่พิมจำได้คือเวลาเราไปบ้านอากง แกจะเตรียมของเล่นไว้ให้เราหรือเด็กๆ ที่มาเยี่ยมได้เล่นสนุก
“หรือแม้แต่คุณพ่อของพิม (วีระพงษ์ กิจเลิศไพโรจน์) แกไม่ได้ปิดกั้นเรื่องการเล่นของเล่น เด็กๆ แกจะพาเราไปแวะแผนกของเล่น ชวนกันซื้อกลับมาเล่นที่บ้านตลอด สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เรามาทำตรงนี้”
พิตตินันท์ย้อนความทรงจำในวัยเยาว์ให้เราฟัง ซึ่งสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอเบนสายจากงานด้านออกแบบซึ่งตรงกับวิชาความรู้ด้านสถาปัตย์ที่จบมา เพื่อมาเป็นมาร์เก็ตติ้งให้แก่ Kc Toys ตามคำชวนของ ชัชศรี กิจเลิศไพโรจน์ อาโกวและผู้บริหารของ Kc Toys คนปัจจุบัน

“พิมไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นทายาทรุ่นที่ 3 หรือซีอีโอ ถึงแม้อนาคตจะต้องรับไม้ต่อหน้าที่นี้ แต่เรามองตัวเองเป็นลูกจ้างคนหนึ่งที่ต้องลงมือทำทุกอย่างเป็น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้สึกกลัวที่จะ ‘เจ๊ง’ เหมือนคนที่เป็นเจ้าของด้วย ถึงเราไม่ชอบเรื่องบัญชีเราก็ต้องดูให้เป็น ต้องดูสต็อกสินค้าให้เป็น ต้องรู้เรื่องการตลาด รู้ว่าเซลของเราเขาทำงานกันยังไง เพราะนี่คือ Business Development ที่จะทำให้ธุรกิจโตไปข้างหน้าได้”
ก่อนจากกันเธอแชร์ให้ฟังว่า ผู้คนสมัยนี้นิยมกลับมาเล่นของเล่นกันมากขึ้น ซึ่งความนิยมตรงนี้เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนชั้นดีที่ทำให้เธอมุ่งมั่นไปกับการทำงานตรงนี้ต่อตามรอยอากง
“พิมว่ายุคนี้คนเริ่มอิ่มตัวกับการเล่นโซเชียลฯ ถึงขั้นเคยเกิดกระแสที่ว่าคนเลิกเล่นโซเชียลฯ เพราะมัน drain out มากๆ มันเลยทำให้กระแส nostalgia กลับมา คนกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้เล่นของเล่นทำให้เราได้ออกมาจากหน้าจอ
“เคยมีเพื่อนพูดกับพิมว่า กูเป็นลูกค้าที่บ้านมึงชัวร์ (หัวเราะ) มันเป็นความรู้สึกดีใจที่ได้รู้ว่า มีคนมีความสุขกับของเล่นที่เรานำเข้ามาขาย ทำให้เข้าใจว่าทำไมคนตั้งให้อากงเป็นซานตาคลอสเมืองไทยเพราะเขาสร้างความสุขให้กับเด็กๆ ได้หลายคนจริงๆ เพราะเมื่อก่อนการนำเข้าของเล่นจากต่างประเทศมันไม่ใช่เรื่องง่าย ในยุคที่ยังไม่มีการสั่งซื้อออนไลน์ การจะไปต่างประเทศก็ยังเป็นเรื่องยาก สำหรับเรามันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก” พิตตินันท์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

แม้จะยังไม่รู้ว่าอนาคตของ Kc Toys จะเดินไปในทิศทางไหนและอีกไกลเท่าใด แต่สิ่งที่ตอบได้ทันทีคือของเล่นของพวกเขาได้สร้างความสุข ความประทับใจ ติดตัวให้เด็กน้อยหลายคนที่โตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ที่ยังมีแรงใจในการใช้ชีวิตโดยที่ยังหลงเหลือความไร้เดียงสาหล่อเลี้ยงความสุขให้ตัวเองอยู่
แล้วคุณล่ะ มีความทรงจำในวัยเด็กกับของเล่นชิ้นไหนบ้าง