Exit Fee

ท่องเที่ยวไทยจะสะเทือนแค่ไหน เมื่อขึ้นภาษีสนามบิน และจ่อเก็บภาษีออกนอกประเทศ

หลังจากนี้แค่ก้าวขาออกกนอกประเทศแต่ละครั้ง อาจทำให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายถึง 2,120 บาท จากการปรับขึ้นค่าภาษีสนามบินขาออกไปต่างประเทศจาก 730 บาทเป็น 1,120 บาท นอกจากนี้อาจมีการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรอีก 1,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ท่ามกลางกระแสต่อต้านและข้อถกเถียงมากมาย

ทั้งนี้การเก็บภาษีออกนอกประเทศจากพลเมืองในราชอาณาจักรเป็นเรื่องที่น้อยประเทศนั้นจะมีการเก็บในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวหรือที่หลายคนเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดิน ภายใต้เหตุผลและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

Recap ตอนนี้จึงขอพามาดูถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการเรียกเก็บภาษีสนามบินและภาษีออกนอกประเทศไทยในครั้งนี้ พร้อมกรณีศึกษาจากการเลือกเก็บภาษีการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ

เมื่อค่าธรรมเนียมสนามบินเพิ่มขึ้นเป็น 1,120 บาท

ก่อนอื่นขอพามาทำความเข้าใจก่อนว่าประเด็นการเก็บภาษีในตอนนี้ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือภาษีสนามบินขาออกไปต่างประเทศหรือ Passenger Service Charge ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เป็นค่าธรรมเนียมสนามบิน ที่ถูกเก็บอยู่ในค่าตั๋วเครื่องบินทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติอยู่แล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีการเก็บ 730 บาท และได้มีประกาศเก็บเพิ่มอีก 390 บาท รวมเป็น 1,120 บาท มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยบังคับใช้ 6 สนามบินได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง (เชียงราย), ภูเก็ต และหาดใหญ่ เท่ากับค่าตั๋วเครื่องบินที่เราต้องจ่ายเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศก็จะมีราคาแพงขึ้นในขณะที่เที่ยวบินในประเทศ ยังคงเก็บในอัตราเท่าเดิมคือ 130 บาทต่อคน

โดย AOT ซึ่งเป็นผู้เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ได้ให้เหตุผลว่านี้การปรับขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน ICAO และสะท้อนต้นทุนจริงในการดำเนินงาน โดยเงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 ที่สุวรรณภูมิ และระบบบริการอัตโนมัติหรือ CUPPS เพื่อลดระยะเวลารอคอยของผู้โดยสารให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ข้อถกเถียงของการเรียกเก็บภาษีออกนอกประเทศ

อีกประเด็นที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือการเรียกเก็บภาษีที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย อย่างภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือ Exit Fee 1,000 บาท สำหรับคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เก็บผู้ที่ไปเรียน ไปทำงาน และมีวีซ่าทูต ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพูดคุยกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็น

โดยการจัดเก็บภาษีออกนอกประเทศ มาจากการที่เห็นว่าคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 10 ล้านคนต่อปี หากมีการเรียกเก็บเงินเพื่อมาสมทบเข้ากองทุนสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศโดยตรง และจะนำมาใช้ในรูปแบบโครงการร่วมจ่ายหรือโค-เพย์ หรือเที่ยวคนละครึ่ง 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อจูงใจให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

การเรียกเก็บ Exit Fee และ Tourist Tax ในต่างประเทศ

ประเทศที่มีการเรียกเก็บ Exit Fee ใกล้เคียงกับประเทศไทยคือประเทศญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax หรือภาษีการจากลากับคนญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศและกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งปกติมีการเก็บ 1,000 เยนต่อคน แต่ล่าสุดได้ประกาศเก็บเพิ่มเป็น 3,000 เยนต่อคน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองอีกด้วย

นอกจากนี้การเก็บภาษีจากพลเมืองในราชอาณาจักรจะเป็นการเก็บภาษีย้ายถิ่น สำหรับคนที่ย้ายออกจากประเทศถาวร พบเห็นภาษีลักษณะนี้ได้ในฝั่งตะวันตก เช่น แคนาดาและเยอรมนี เพื่อป้องกันการย้ายฐานภาษีของผู้มีทรัพย์สินสูง

ภาษีเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวที่พบเห็นบ่อยที่สุดจะเป็นภาษีนักท่องเที่ยวหรือ Tourist Tax เป็นค่าเหยียบแผ่นดินที่จะเก็บจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในไทยเองก็มีการเรียกเก็บจำนวน 300 บาทต่อคน เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวและใช้ในการประกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

ซึ่งการเก็บภาษีใกล้เคียงลักษณะนี้จะเป็นที่ภูฏาน เรียกว่าค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเรียกเก็บ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน หรือ 6,560 บาทต่อคืน แต่ล่าสุดได้ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,280 บาทต่อคืน

ผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีออกนอกประเทศ

หลายคนออกมาบอกเหตุผลที่เลือกเที่ยวต่างประเทศ เพราะคุ้มค่าคุ้มราคากว่าการเที่ยวในประเทศไทย ที่หลายพื้นที่มีค่าเดินทาง ค่าที่กิน ค่าที่พักแพงพอๆ กับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเลยก็ว่าได้ ทั้งยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว การขนส่ง ความปลอดภัย และคุณภาพบริการด้านการท่องเที่ยว

ซึ่งหากมีการเก็บภาษีที่มากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมองว่าเป็นภาระที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะปกติตอนอยู่ไทยก็ต้องจ่ายค่าครองชีพที่สูงสวนทางกับเงินเดือนที่แทบไม่เพิ่มขึ้น ส่วนในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบินมองว่าค่าธรรมเนียมนี้อาจทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และกระทบต่อการฟื้นตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว ที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากสงครามและยังไม่ฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา

ที่มา

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

You Might Also Like