Metthier x NARAYA

Metthier x NaRaYa กับเบื้องหลังการออกแบบกระเป๋าที่ใส่ใจแม่บ้านและสวัสดิการพนักงาน

เมื่อพูดถึงสินค้าคอลแล็บรุ่นพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ หลายคนอาจนึกถึงสินค้าแฟชั่นหรือไอเทมลิมิเต็ดที่ผลิตออกมาสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ครั้งนี้คอลัมน์ XChange อยากชวนมาฟังอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างนารายา แบรนด์กระเป๋าสัญชาติไทย กับเมทเธียร์ บริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้านในองค์กรใช้จริงในชีวิตประจำวัน

เมทเธียร์คือผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแบบครบวงจร (Smart Facility Management) ที่นำเทคโนโลยีอย่าง AI CCTV, 3D Visualization, Indoor Mapping, AIoT และ Robotics เข้ามาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เทคโนโลยี คือแนวคิดของ ขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด ที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องทำงานคู่กับเทคโนโลยี และอยากให้พนักงานมี Pride in Profession หรือความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง พร้อมใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมที่คำนึงถึงหัวใจของพนักงานกว่า 12,000 คน

ความร่วมมือระหว่างเมทเธียร์และนารายาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากโจทย์ที่เรียบง่าย คืออยากให้แม่บ้านได้มีกระเป๋าคุณภาพดีสำหรับใส่อุปกรณ์และของใช้มาทำงาน และยังตั้งใจให้กระเป๋ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับภาพลักษณ์ของบุคลากรด่านหน้าที่เป็น brand ambassador ขององค์กร

การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานคุณค่าระหว่าง Tech x  Craftsmanship ที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อคนทำงาน และการสนับสนุนแรงงานเบื้องหลังทั้งในธุรกิจบริการและงานฝีมือไทย

Human-centric Innovation

บริการของเมทเธียร์ประกอบไปด้วยพนักงาน blue collar เป็นหัวใจสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น รปภ. แม่บ้าน พนักงานทำสวน ฯลฯ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขยลเล่าว่า เขามักคอยสังเกตอยู่เสมอว่าพนักงานทำงานสะดวกไหม มีอะไรติดขัดที่บริษัทสามารถช่วยเพิ่มเติมได้บ้าง

“เวลาอยู่หน้างานก็หมั่นพูดคุยกับพนักงาน สังเกตว่า พนักงานใช้ชีวิตยังไง ทำงานยังไง คุยกับเขาว่ามี pain point อะไร”

ก่อนหน้านี้บริษัทเคยพัฒนาวิทยุสื่อสาร METTTALK เพื่อใช้ภายในองค์กร รวมถึงเคยออกแบบยูนิฟอร์มจากการรับฟัง pain point ของพนักงานหน้างาน โดยเฉพาะเรื่องเนื้อผ้าและการใช้งานจริงในสภาพอากาศเมืองไทย แต่คอลแล็บนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เมทเธียร่วมมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างจริงจัง

ขยลสังเกตว่าไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักเห็นแม่บ้านของบริษัทถือถุงพลาสติกใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดหรือของใช้ส่วนตัว จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมแม่บ้านของเมทเธียร์ถึงไม่มีกระเป๋าดีไซน์สวยเป็นของตัวเอง และเป็นไปได้ไหมที่บริษัทจะออกแบบกระเป๋าให้แม่บ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วแม่บ้านต้องเตรียมกระเป๋ามาใช้เอง ซึ่งกลายเป็นภาระส่วนตัวของพนักงาน

“ด้วยความที่เราก็เป็นแบรนด์ไทย และมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของแบรนด์นารายา คุณวาสนา รุ่งแสนทอง คอนเซปต์ของนารายาคือช่วยคนไทย สร้างงานให้กับคนไทย กระเป๋าของเขาจะผลิตโดยคนไทยที่อยู่ตามตำบลต่างๆ โดยเย็บกระเป๋า เสื้อผ้าเอง

“ผมฟังแล้วประทับใจมากว่า สมัยนี้มีแต่แบรนด์ที่อยากจะลดต้นทุนและสั่งผลิตจากจีนถูกๆ แล้วเอามาขายแพง แต่นารายาดีไซน์เองทุกอย่าง พี่วาสนาเป็น Head of Design ที่ออกแบบด้วยตัวเอง ส่วนเราเองก็เป็นแบรนด์ที่จ้างงานคนไทย พยายามสนับสนุนคนไทยให้มีงานทำเหมือนกัน เลยกลายเป็นสองแบรนด์ไทยที่มี purpose เดียวกัน คือช่วยคนไทย”

คอลเลกชั่นนี้จึงเป็นการดูแลพนักงานผ่านงานดีไซน์คุณภาพสูง เพื่อตั้งใจส่งต่อความสุขจากพนักงานไปสู่ลูกค้าที่ใช้บริการอาคาร

Heartmade Bag 

ขยลจึงให้ทีมนารายาช่วยออกแบบกระเป๋าสำหรับแม่บ้าน โดยหยิบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นจุดตั้งต้นของงานดีไซน์ “ก่อนหน้านี้บริษัทเรามีแคมเปญในองค์กรพอดี เราอยากทำเรื่องของ heart made technology แปลว่า ทำด้วยหัวใจ เราสื่อสารกับพนักงานในทุกส่วนงานบริการว่า ทุกคนต้องทำงานด้วย heart made ใส่ใจในการทำงาน ยิ้มแย้มเวลาเจอลูกค้า

“พอเรามีแคมเปญ heart made เราก็ดีไซน์โลโก้รูปหัวใจหน้ายิ้ม 2 สีไว้อยู่แล้ว เป็น CI ของแบรนด์เรา และก็ปรึกษาทีมนารายาว่า จะนำหัวใจกับโลโก้เมทเธียร์มาใส่บนกระเป๋าได้ไหม พอพี่วาสนาเห็นหัวใจปั๊บ ก็บอกว่ามันใช้ได้เลยนะ มันน่ารักมากอยู่แล้ว สามารถอยู่ในงานปรินต์บนผืนผ้าได้เลย”

“ทางทีมนารายาก็เอาหัวใจของเราไปต่อเป็นแพตเทิร์น มีแพตเทิร์นหลายแบบมากให้เลือก ทั้งรูปดอกไม้ ลายกราฟิกทันสมัยแนว art deco และ modern art แต่สุดท้ายที่เลือกออกมาเป็นดีไซน์นี้ เพราะเรารู้สึกว่า สิ่งที่สื่อถึงองค์กรเราได้ดีที่สุดคือหัวใจที่ดูเรียบง่าย สื่อถึงแท็กไลน์ของเมทเธียร์ที่อยากให้พนักงานซึมซับ คือการใช้หัวใจบริการ”

ขยลเล่าว่า อยากให้พนักงานที่ถือกระเป๋าทุกวันรู้สึกมีความสุขกับการใช้งาน การใช้ลายรูปหัวใจคู่กับโลโก้เมทเธียร์ทำให้กระเป๋าดูน่ารักขึ้น เหมาะกับพนักงานแม่บ้านที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง รวมถึงพ่อบ้านบางคนที่มีบุคลิกเรียบร้อยและชอบใช้สิ่งของที่น่ารัก

สำหรับแพตเทิร์นและรูปทรงกระเป๋า ทีมเมทเธียร์ทดลองให้พนักงานแม่บ้านใช้งานจริง ก่อนจะพบว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมและตอบโจทย์ที่สุดคือกระเป๋าใบใหญ่ที่สามารถใส่ทั้งของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ทำงาน หรือใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันได้ครบในใบเดียว แม้จะเป็นรุ่นที่มีต้นทุนสูงที่สุดก็ตาม

ตัวกระเป๋าถูกออกแบบให้ถือได้ทั้งแบบหูหิ้วและพาดไหล่ เพราะแม่บ้านหลายคนต้องเดินทางด้วยรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือรถสองแถว ทำให้ความสะดวกในการใช้งานจริงเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่ทีมให้ความใส่ใจ

นอกจากการออกแบบเพื่อพนักงานแล้ว คอลเลกชั่นนี้ยังใส่ใจแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรกระเป๋าผลิตจากผ้าคอตตอน 100% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนการใช้โพลีเอสเตอร์ เพื่อสอดคล้องกับแนวทางการลดการใช้พลาสติกและเป้าหมายด้าน net zero ของบริษัท ซึ่งมีทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์ระบบ waste management ภายในองค์กร รวมถึงดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล (ISO Compliance) เช่น การแยกขยะ การนำขยะรีไซเคิลกลับมาทำเป็นปุ๋ย และอยู่ระหว่างศึกษาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากบริษัทมีอาคารดาต้าเซนเตอร์และห้องเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงและใช้พลังงานในปริมาณสูง

Pride in Profession 

จากความร่วมมือกับนารายาครั้งนี้ กระเป๋าทั้งหมด 2,110 ใบถูกผลิตขึ้นโดยชุมชนในอำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยขยลเล่าว่า ในอนาคตอยากต่อยอดการคอลแล็บให้เกิดการผลิตในวงกว้างมากขึ้น และขยายการใช้งานไปยังพนักงานของเมทเธียร์ที่ทำงานให้ลูกค้าองค์กรหลากหลายประเภท เช่น โรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานแล้ว ยังช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของทั้งเมทเธียร์และองค์กรลูกค้าไปพร้อมกัน

แม้ในช่วงที่หลายองค์กรกำลังลดคนหรือเลย์ออฟ ขยลบอกว่า เมทเธียร์กลับต้องการพนักงานเพิ่มอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีจำนวนมากก็ตาม เพราะบริษัทมองว่าธุรกิจบริการยังต้องอาศัยคนเป็นหัวใจสำคัญ และพยายามสนับสนุนการจ้างงานในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเมทเธียร์มีสำนักงานทั้งในเชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต รวมถึงมีลูกค้าอยู่ในอีกหลายจังหวัด ทำให้มีการจ้างงานพนักงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานบริการจากคนในพื้นที่จำนวนมาก เช่น ในโครงการสำคัญอย่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ขยลยังมองว่า พนักงานทุกคนคือ brand ambassador ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน รปภ. ช่าง หรือพนักงานประจำไซต์งาน ทุกคนล้วนเป็นคนที่ลูกค้าได้พบเจอโดยตรงในทุกวัน

“แม่บ้านคือตัวแทนของธุรกิจ เวลาแม่บ้านไปไหนมาไหน เขาก็ถือกระเป๋า กระเป๋าจึงช่วยพรีเซนต์แบรนด์เราด้วยเหมือนกัน”

ในอนาคตเมทเธียร์มองว่าหากมีการคอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ เพิ่มเติม จะโฟกัสไปที่การออกแบบสิ่งของที่พนักงานใช้ได้จริง แก้ปัญหาได้จริง และเชื่อมโยงกับแนวคิด smart facility management มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับเมทเธียร์แล้ว การออกแบบที่ดีไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่คือการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่า และรู้สึกภูมิใจกับอาชีพของตัวเองในทุกวัน

Opportunity as Welfare

สำหรับเมทเธียร์ สวัสดิการอาจไม่ได้หมายถึงแค่ผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่รวมไปถึงการสร้างโอกาสให้พนักงานสามารถเติบโตในสายอาชีพและมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น

คอลแล็บคร้ังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลพนักงานที่บริษัทพยายามต่อยอดมาตลอด ผ่านการสร้าง Metthier Academy เพื่อสนับสนุนการ reskill และ upskill ให้กับพนักงานในหลากหลายสายงาน โดยออกแบบหลักสูตรเฉพาะทางที่รองรับการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแล้ว แต่ละอาชีพล้วนมีเส้นทางการเติบโตและทักษะเฉพาะทางที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่พนักงานรักษาความปลอดภัย ช่างอาคาร ช่างไฟฟ้า ไปจนถึงแม่บ้านในโรงพยาบาลหรืออาคารสำนักงาน งานบางประเภทจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินที่ต้องเรียนรู้การนั่งดูมอนิเตอร์เอกซเรย์กระเป๋าเดินทาง หรือแม่บ้านในโรงพยาบาลที่ต้องเข้าใจมาตรฐานการทำความสะอาดในพื้นที่ ICU อย่างถูกวิธี

ขยลบอกว่า การอัพสกิลเหล่านี้พนักงานต้องใช้เวลาเรียน และบริษัทเป็นฝ่ายสนับสนุนค่าเรียนพร้อมออกใบรับรอง certificate จากสถาบันให้  “สิ่งนี้ก็เลยเป็นที่มาว่า ไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจนี้ เราเริ่มจากโครงการที่ให้โอกาส แล้วก็มีเทรนเนอร์ที่เราเคยส่งไปเรียนแล้วกลับมาเทรนคนอื่นต่อ”

เมื่อเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเยอะ การเทรนนิ่งจึงรวมไปถึงการสอนแม่บ้านให้ใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดเป็น ไปจนถึงรู้จักวิธีบำรุงรักษาอาคารที่ทันสมัย ซึ่งการเพิ่มทักษะให้พนักงานทั้งหมดนี้ คือการเพิ่มทางเลือกในชีวิตให้กับคนทำงานด้วย เพราะเมื่อพนักงานมีทักษะเพิ่มขึ้น ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น สามารถเลือกย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ย้ายสายงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสม โดยปัจจุบันเมทเธียร์มีเครือข่ายงานครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้สิ่งที่น่าชื่นชมคือการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกด้านทั้ง สหกรณ์ของบริษัทที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าธนาคาร การใช้กำลังการซื้อขององค์กรต่อรองราคาของใช้ในชีวิตประจำวันให้พนักงาน เช่น ถุงขยะ น้ำยาทำความสะอาด และเปิดโอกาสให้พนักงานซื้อตรงกับบริษัทได้ในราคาถูก

รวมถึงกิจกรรมเล็กๆ อย่างการเหมารถไฟพาพนักงานไปเล่นฟุตบอลที่บุรีรัมย์ เพราะเห็นว่า รปภ.แทบไม่เคยได้พัก ไปจนถึงการสื่อสารภายในองค์กรผ่าน LINE Official Account ที่ไม่ได้เล่าแค่ข่าวสารเรื่องงาน แต่ยังมีคอนเทนต์ทั้งภาพถ่ายและคลิปของพนักงานจากจังหวัดต่างๆ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว แต่มีทีมเมทเธียร์ มีประธานบริษัทที่พึ่งพาได้ และทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน

“อะไรที่อยู่ใน ecosystem ของบริการของบริษัท แล้วสามารถช่วยพนักงานได้ เราก็พยายามทำ”

Writer

The Rebel Editor-in-Cheese, Culture-Centric Consultant, Cultural Decoder, Brand strategist, Narrative Designer, Craft Curator & Columnist, Design Researcher // Instagram : @rata.montre

You Might Also Like