run out office syndrome
May Clinic คลินิกของ ‘หมอเมย์นักวิ่ง’ ที่พาคนทำงานเข้าเส้นชัยด้วยการหายขาดจากออฟฟิศซินโดรม
คนไทยได้ยินชื่อของ หมอเมย์ หรือ แพทย์หญิงสมิตดา สังขะโพธิ์ เป็นครั้งแรกในฐานะทีมแพทย์ผู้คอยดูแลสภาพร่างกายให้กับ ตูน บอดี้สแลม ร็อกเกอร์เบอร์ต้น ในภารกิจโครงการก้าวคนละก้าวปี 2560 ระทาง 2,215 กิโลเมตร จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงเหนือสุดแดนสยามที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ความสำเร็จครั้งนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ความเชื่อเท่านั้นที่พามนุษย์ทลายขีดจำกัดทางร่างกายจนไปถึงเป้าหมาย แต่เพราะมี ‘วิทยาศาสตร์การกีฬา’ เป็นเครื่องมือไปถึงจุดหมาย
และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเราถึงรู้จักเธอในฐานะ ‘หมอเมย์นักวิ่ง’ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้หลงใหลโลกแห่งการวิ่ง จากการที่วิ่งเพื่อสลัดหนีความเครียดวันละ 10 กิโลเมตรขยับสู่การเป็นนักวิ่งจริงจัง ลงแข่งรายการวิ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่รายการระดับฮาล์ฟมาราธอน, ฟูลมาราธอน ไปจนถึงอัลตร้ามาราธอน
ที่น่าสนใจคือเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหมอเมย์ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้ง นั่นคือการเปิด ‘May Clinic’ คลินิกบริการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ที่ได้รับความนิยมและไว้วางใจในหมู่นักวิ่งที่เผชิญนานาอาการบาดเจ็บจากการ overtraining และใส่สุดในสนามแข่ง ด้วยความที่คลินิกมีการรักษาและโปรแกรมฟื้นฟูฉบับเข้าใจความต้องการของนักวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
อีกมุมหนึ่งคลินิกแห่งนี้ยังมีการรักษา ‘ออฟฟิศซินโดรม’ อาการบาดเจ็บทางกายยอดฮิตของบรรดามนุษย์ทำงานที่ต้องนั่งงุ้มจ้องมองจอตลอดวี่วันจนตัวงอเป็นกุ้ง
อย่างที่พุทธศาสนาสุภาษิตว่า ‘อโรคยา ปรมาลาภา’ หรือ ‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ แต่ในโลกยุคปัจจุบันผู้คนยังต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันการมาของเทรนด์ well-being ทำให้หลายคนลุกขึ้นมาออกกำลังกายที่บางครั้งนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บ
เหตุนี้เราเลยถือโอกาสชวนหมอเมย์มาพูดคุยถึงการทำธุรกิจคลินิกที่พาผู้คน ‘วิ่งหนี’ จากอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและการทำงาน ซึ่งหมอเมย์บอกกับเราว่า ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ และมีหัวใจในการรักษาแบบเดียวกัน

ในสายตาของคุณมองว่าวงการวิ่งหรือวงการดูแลสุขภาพเปลี่ยนไปแค่ไหน จากยุคที่กระแสกีฬาวิ่งบูมเพราะตูน บอดี้สแลม
เราว่าชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงทุกๆ 3-5 ปี เพียงแต่ช่วงเวลานั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของวงการวิ่ง ตูนทำให้หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพ ออกมาวิ่งกันมากขึ้น

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี จะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์การวิ่งจะมาในรูปแบบของรันคลับ จากเดิมที่คนออกมาวิ่งจริงจังเพื่อฝึกเรื่องของ performance อยากพัฒนาตัวเอง กลับกันในยุคนี้คนออกมาวิ่งเพราะอยากพบเจอผู้คน อยากเจอคนกลุ่มใหม่ๆ อยากมีเพื่อนเพิ่ม ส่วนหนึ่งเพราะคนโหยหาการปฏิสัมพันธ์กับสังคมซึ่งเป็นรอยต่อที่หายไปจากช่วงโควิด หรือแม้แต่เต้นแอโรบิกสวนลุมฯ อะไรที่ไม่คาดคิดจู่ๆ ก็กลายเป็นไวรัลเต็มไปหมด
ถ้าเจาะลึกลงไปอีกจะเห็นว่าบางคนตั้งต้นทำ run club ให้เป็นธุรกิจ มีแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งเกิดใหม่เยอะแยะมากมาย เป็นเสื้อวิ่งที่ดูมีความสบายควบคู่กับภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่น เราว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของวัฏจักรที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

จนถึงตอนนี้คุณออกมาวิ่งกี่ปีแล้ว
เราเริ่มวิ่งประมาณปี 2545 ก็ตั้งแต่ช่วงสมัยเรียนหมอ ตอนนั้นเราออกมาวิ่งเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน จากการเรียน ผลลัพธ์ทำให้เราโฟกัสการทำงานได้ดี สุขภาพจิตดีดูแลคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น ก็เลยวิ่งมาตลอด เป็นการวิ่งสลับกับการเข้ายิมเล่นเวตเทรนนิ่ง จนถึงปี 2558 เราถึงตัดสินใจลงวิ่งมาราธอน จนมาวิ่งอัลตร้ามาราธอน และวิ่งเทรล
สำหรับเราสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการวิ่งอัลตร้าเทรลรายการ UTMB (Ultra Trail du Mont Blanc) ระยะ 100 กิโลเมตร ที่เมืองชาโมนิกซ์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นรายการโอลิมปิกของนักวิ่งเทรล เพราะใช่ว่าคุณจะสามารถสมัครแล้วลงแข่งได้ทันที ทุกคนจะต้องทำคะแนนเก็บแต้มจากรายการอื่น จนถึงเกณฑ์คุณถึงจะมีสิทธิ์จับลอตเตอรีเพื่อรับสิทธิ์ลงแข่ง

ผลลัพธ์จากการลงแข่งรายการ UTMB ของคุณเป็นยังไง
เราไปรายการนี้มาทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2565 มันยากมากเลยนะ ด้วยเรื่องของสภาพแวดล้อม ระดับความสูง อากาศ และไทม์โซน ความสนุกของมันคือก่อนหน้าที่เราได้เตรียมตัวฝึกซ้อมตลอด 5 เดือน
ถามว่าผลลัพธ์ออกมาดีไหม ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากระยะทาง 100 กิโลเมตรเราใช้เวลาเข้าเส้นชัยประมาณ 20-21 ชั่วโมง


เรามองว่าในหนึ่งเทรลมันเป็นเหมือนการจำลองชีวิต สมติเรามีอายุขัยสัก 70-80 ปี ระหว่างทางที่เราวิ่งในแต่ละกิโลมันเหมือนความลำบากที่เราต้องค่อยๆ เจอในช่วงชีวิต เหมือนการทำงานที่เราทำไปสักพักหนึ่งแล้วอยากลาออก เหมือนการทำธุรกิจที่ถึงจุดหนึ่งเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำไปทำไม แต่เมื่อเราวิ่งต่อจนไปถึงจุดหนึ่งเราจะค้นพบว่าเราสามารถผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ แล้วถ้าเราวิ่งไปต่อเราก็จะเจอกับปัญหาใหม่ๆ แต่มันทำให้เรารู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้ยังไง ซึ่งการวิ่งเทรลมันเหมือนการยกระดับจาก physical game สู่ mind game ที่เราต้องบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมออกจากการแข่งขันนี้


การวิ่งทำให้คุณเข้าใจเรื่องเวชศาสตร์ฟื้นฟูมากแค่ไหน
เรื่องของเวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นความรู้ที่เรามีตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเข้าวงการวิ่ง แต่เมื่อลงไปวิ่งเองทำให้เราเข้าใจเรื่องของการรักษาคนไข้ที่บาดเจ็บจากการวิ่งมากยิ่งขึ้น เช่นถ้าวิ่งลงเท้าแบบนี้เราจะปวดตรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า
ถ้าเป็นหมอทั่วไปเจอกับนักวิ่ง นักออกกำลังกายที่บาดเจ็บ หมอจะแนะนำว่าคุณต้องหยุดพักนะ คุณห้ามฝืน แต่คนไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนรู้สึกว่ายังไงก็ต้องวิ่ง แค่ออกไปวิ่ง 5 กิโลเมตรก็เท่ากับการประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง เราเคยเจอคนไข้บางคนกระดูกสะโพกร้าวแต่ยังอยากจะออกไปวิ่งให้ได้
ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือหาวิธีซัพพอร์ตด้วยความเข้าใจในฐานะที่เราเป็นนักกีฬาเหมือนกัน ให้ความเข้าใจเขาว่าถ้าคุณฝืนอาการบาดเจ็บของคุณจะเป็นยังไง สามารถเปลี่ยนไปออกกำลังกายแบบอื่นได้ไหม มีวิธีการรักษาแบบไหนที่เหมาะ ไปจนถึงการปรับมายด์เซตในการออกกำลังกาย การรักษาเลยมีความ customized มากๆ นั่นทำให้คนไข้เลือกที่จะมารักษากับเราเพราะเขาเชื่อว่าเราเข้าใจในความเป็นนักวิ่ง

จากหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูถึงจุดไหนที่ทำให้คุณตัดสินใจเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง
หลังจากผ่านการวิ่งกับโครงการก้าวคนละก้าว เรายังทำงานเป็นหมอในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จนวันหนึ่งเราเกิดความคิดว่าอยากจะดีไซน์การรักษาที่ยกระดับไปอีกขั้นจากที่เป็นอยู่
เราอยากทำคลินิกกายภาพบำบัดที่เป็น one-stop service คนไข้สามารถมารักษา มาออกกำลังกาย มาเจอคอมมิวนิตี้ ผสมผสานเป็นมิกซ์คอมมิวนิตี้ที่ตอบโจทย์คนออกกำลังกาย ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจให้คลินิกขนาดใหญ่เหมือนที่เห็นทุกวันนี้ ตอนแรกเราทำเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 24 ตารางเมตร มีเตียงอยู่ 2 เตียง มีม่านกั้น นักกายภาพยังต้องหันหลังชนกัน ผู้ป่วยยังคุยกันข้ามเตียงไปมา แถมต้องพึ่งคุณแม่มาเป็นแอดมินคอยเช็กอินเช็กเอาต์คนไข้ (หัวเราะ)
เราเริ่มทำจากการเป็น pilot study จนผ่านไป 6 เดือน เราเห็นว่าคลินิกมันไปต่อได้ เราถึงตัดสินใจออกจากการเป็นแพทย์ประจำมาดูแลคลินิกเต็มตัว ซึ่งในหัวเราตอนนั้นไม่ได้มีแพลนเรื่องธุรกิจเลย ในหัวเราคือทำแล้วต้องรักษาผู้ป่วยให้ได้ เซตติ้งบริการตอบโจทย์คนไข้ครบถ้วนไหม รายรับพอกับค่าใช้จ่ายที่ออกไปไหมแค่นั้นเอง

หลังจากผ่านไป 5 เดือนแล้วผลเป็นยังไงบ้าง
หลังจากนั้นคือคนไข้เยอะมาก เราเลยใช้เวลา 2 ปีค่อยๆ ขยายไซส์คลินิกให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนทีมกายภาพ ขยายจำนวนห้องรักษา ห้องเซอร์วิส เครื่องอำนวยความสะดวก และยิมที่น้องๆ นักกายภาพเองสามารถมาใช้งานได้ด้วย
ที่น่าสนใจคือการรักษาของคลินิกมีในส่วนของ ‘ออฟฟิศซินโดรม’ การรักษาผู้ป่วยอาการที่ว่าต่างจากการรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งหรือเปล่า
ต้องบอกว่ากลุ่มเป้าหมายคนที่เข้ามาใช้บริการที่คลินิกมี 3 ประเภท คือ 1. นักวิ่งกับคนออกกำลังกาย 2. ออฟฟิศซินโดรม และ 3. กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มที่มีมากเป็นอันดับ 2
คอนเซปต์การรักษากลุ่มออฟฟิศซินโดรมแทบไม่ต่างจากการรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง มันต่างกันตรงที่เราจะเริ่มต้นยังไง งานของเราคือ pain specialist ที่ต้องรักษาอาการเจ็บปวดทั้งคอ บ่า ไหล่ คนที่เข้ามารักษากลับไปจะต้องไม่ปวด


เพียงแต่อาการเจ็บปวดของแต่ละคนที่มาเป็นปัจเจก มีที่มาที่ไปของอาการไม่เหมือนกัน บางคนปวดมา 5 ปี บางคนปวดมา 3 วัน ดังนั้นคอนเซปต์การรักษาของเราจะเริ่มจากการกายภาพเอาความเจ็บปวดออกไปก่อน หลังจากนั้นเราจะมาวิเคราะห์กันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เช่นไลฟ์สไตล์คุณเป็นแบบไหน งานของคุณเป็นงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ งานที่ต้องขับรถทั้งวัน หรือเป็นงานที่คุณจะต้องแบกยกของหนัก หน้าที่ของเราคือการวิเคราะห์ชีวิตประจำวันของคนไข้หาต้นเหตุให้เจอ เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาการออฟฟิศซินโดรมหายไป ซึ่งถ้าคนไข้กลับไปไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเอง อาการบาดเจ็บก็จะวนลูปกลับมา ขึ้นอยู่กับว่าลูปนั้นจะกลับมาช้าเร็ว
นิยามของออฟฟิศซินโดรมจึงเท่ากับโรคที่เกิดจากพฤติกรรมที่เราทำซ้ำๆ จนเกิดความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เราบอกเสมอว่าถ้าคุณอยากจะหายขาดคุณต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิม ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด แต่คนเลือกที่จะทำท้ายสุด ส่วนใหญ่พอเกิดอาการเจ็บปวดเราเลือกที่จะกินยา เลือกที่จะไปหาหมอกายภาพ เหมือนคุณเติมน้ำลงในถังโดยที่ยังไม่ได้อุดรูรั่ว สุดท้ายน้ำที่เติมออกไปมันก็จะรั่วอยู่ดี


อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มาด้วยโรคออฟฟิศซินโดรมเป็นแบบไหน
คนไข้ที่มารักษามีตั้งแต่อายุยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงอายุห้าสิบกว่า นอกจากบริเวณคอบ่าไหล่ก็จะเป็นในส่วนของบริเวณหลังด้านล่าง คนไข้ส่วนใหญ่ยังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการนั่งโซฟานิ่มๆ ส่งผลเสียต่อหลังและสะโพก เหมือนกับการกินน้ำตาลช่วงแรกๆ คุณอาจจะมีความสุข แต่ถ้ากินทุกวันก็ส่งผลเสียในอนาคต
ที่น่าตกใจคือคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาเป็นคนหนุ่มสาวเยอะมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน ใช้แท็บเล็ตทำงาน จริงๆ ออฟฟิศซินโดรมแทบไม่ต่างจากอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ต่างกันตรงที่สตอรีระหว่างทาง อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเกิดจากการเล่นเยอะ เล่นหนัก เล่นผิดท่า ในขณะที่ออฟฟิศซินโดรมมาจากการนั่งทำงานนานๆ การนั่งผิดท่า

คุณเคยเจอผู้ป่วยที่มาด้วยสาเหตุอาการบาดเจ็บจากออฟฟิศซินโดรมควบคู่กับการวิ่งบ้างไหม
เยอะมาก มีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานออฟฟิศแต่อยากออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด ซึ่งเขาพบว่าการวิ่งช่วยให้เขาทุเลาจากอาการออฟฟิศซินโดรมได้
ช่วงแรกๆ ของการเริ่มวิ่ง 5-10 กิโลเมตรจะยังไม่เจอปัญหา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่วิ่งเยอะขึ้น วิ่งจริงจังมากขึ้น สมมติออกมาซ้อมวิ่งตอนเช้ากลับไปก็ต้องรีบไปอาบน้ำ รีบขับรถออกจากบ้านให้ทันเข้างาน ด้วยเวลาที่เร่งรีบอาจทำให้ไม่มีเวลายืดเหยียดมากพอ ทำอย่างนี้สะสมทุกๆ วัน ดูแลร่างกายหลังออกกำลังไม่ดีพอ อาการเจ็บปวดจากออฟฟิศซินโดรมจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องคือเราอาจจะต้องตื่นเช้าหรือวิ่งระยะน้อยลงเพื่อให้มีเวลายืดเหยียดมากขึ้น อาจจะต้องไปเข้ายิมไปเวตเทรนนิ่ง หรืออาจจะต้องใช้ชีวิตให้เครียดน้อยลง แม้กระทั่งใช้เวลากิจกรรมตอนกลางคืนให้น้อยลงเพื่อมีเวลานอนฟื้นฟูร่างกายมากขึ้น

เช่นนั้นผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรมที่เข้ามารักษาที่ May Clinic จะได้พบกับขั้นตอนการรักษาอะไรบ้าง
อย่างที่บอกว่าอันดับแรกเราจะเริ่มวิเคราะห์จากปัญหากันก่อน ว่าอาการปวดของคุณมาจากอะไร อย่างอาการปวดหลังของคุณอาจจะมาจากการทำงาน มาจากการวิ่ง หรือมาจากทั้งสองอย่างผสมกัน
พอเราวิเคราะห์หาสาเหตุจนเจอเราจะวางแผนดีไซน์การรักษา เป็นการรักษาแบบหมอบวกนักกายภาพ โดยนักกายภาพจะใช้เครื่องมือ เช่น Shockwave คลายอาการบาดเจ็บ, Dry Needling ใช้เข็มกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคลายตัว ฯลฯ เพื่อให้คุณหายจากอาการเจ็บปวดเบื้องต้น
เมื่อผ่านการรักษาโดยนักกายภาพ ผู้ป่วยก็จะต้องกลับมาเจอหมออีกครั้ง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้ชีวิตต่อจากนี้ แนะนำว่าคุณจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อไม่ให้กลับมาเจออาการแบบนี้อีก ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของมายด์เซตที่ผู้ป่วยจะต้องเรียนรู้การเป็นอยู่ของตัวเอง อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดจากการที่เราเป็นเราสะสมมาจนเป็นดังทุกวันนี้
ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ต่างจากเมื่ออาทิตย์ก่อน จากเมื่อเดือนก่อน เพื่อที่จะเป็นตัวเราที่ดีขึ้นในอนาคต เราบอกคนไข้เสมอว่า คุณไม่ต้องเสียใจ ทุกอาการบาดเจ็บคือ learning point ถ้าคุณเข้าใจแล้วคุณปรับชีวิตของคุณต่อจากนี้จะง่ายขึ้น
ฟังดูแล้วหัวใจการรักษาของที่นี่เป็นมากกว่าการรักษาอาการเจ็บปวดทางกาย แต่มีการใช้เรื่องของจิตวิทยาเข้าช่วยด้วย
ใช่ ทั้งสองอย่างต้องผสมผสานกัน ด้วยความที่คนไข้แต่ละคนมีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน บางทีเราก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดีลกับคนไข้คนนี้ได้ไหม บางเคสอาจจะต้องผ่านการรักษาไปสัก 2-3 ครั้งถึงจะจับทางได้ คนไข้บางคนอาจจะชอบให้ดุ ดุแล้วถึงยอม (หัวเราะ) บางคนอาจจะไม่ชอบให้ดุชอบพูดให้คิดตามมากกว่า
การรักษาของเราจะมี core treatment ของมันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือเราจะต้องถาม ถามเหมือนอยากรู้ทุกเรื่องของคนไข้ไปเสียหมด เช่น คุณจะเดินทางบ่อยแค่ไหน ต้องนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศไหม ถ้าไปคุณจะต้องยกกระเป๋าหนักหรือเปล่า เดินเยอะแค่ไหน ไปเพื่อไปเที่ยวหรือไปเพราะธุรกิจ เพื่อที่จะมาดีไซน์วางแผนหาวิธีหาวิธีกายภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว มาวางเป้าหมายการรักษาจาก 1 อาทิตย์ไป 1 เดือน เพื่อให้ทั้งเราและผู้ป่วยเห็นภาพเดียวกัน

เคยมีผู้ป่วยจากอาการออฟฟิศซินโดรมบอกกับคุณไหมว่าการมารักษาที่นี่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป
มี เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งบอกว่าเขารักษามาเป็น 10 ปี แต่เขาไม่เคยเจอการรักษาแบบเรา คือเราใช้วิธี Dry Needling คลายกล้ามเนื้อ แนะนำว่าหลังจากหายเจ็บเขาต้องทำยังไงต่อ ต้องประคบเย็น ต้องปรับที่นั่งทำงานใหม่ เมื่อเขาทำตามทั้งหมดชีวิตเขาก็เปลี่ยน
เรามองว่าอาการออฟฟิศซินโดรมเป็นอะไรที่ค่อนข้าง suffer พอร่างกายเจอกับอาการปวดนานๆ ร่างกายของคนมันจะเปลี่ยน จากที่ปวดเฉยๆ จะกลายเป็นอาการนอนไม่หลับ ส่งผลกระทบไปถึงอารมณ์ เกิดความเครียด ความหงุดหงิด และการทนความปวดเจ็บปวดของร่างกายจะน้อยลงกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง เหมือนเสื้อสีขาวที่เปื้อนสีจนไม่สามารถกลับไปเป็นสีขาวได้ แต่ถ้ารีบจัดการมันก็จะสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ทัน


เท่าที่สังเกตจากวิธีการรักษาของคุณ สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของหลักศาสนาพุทธพอสมควร?
คือเราเป็นคนพุทธที่เชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องที่มันเกิดขึ้นล้วนเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเหตุและปัจจัยของมัน ผู้ป่วยที่เราเจอส่วนใหญ่มักจะพูดว่า ผมไม่ได้ทำอะไรมาเลยหมอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณไม่ทำอาการมันก็ไม่เกิดขึ้น อาการของคุณอาจจะบวกมากับปัจจัยอื่นๆ เหมือนคุณวางนาฬิกาไว้บนตู้เย็น คุณเปิด-ปิดประตูตู้เย็นทุกวันจนวันหนึ่งมันก็ตกลงมา
การที่เราทำงานตรงนี้มานาน 20 ปีทำให้เรามีประสบการณ์ บางคนแค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าเครียด ไม่ใช่รู้เพราะเรามีญาณวิเศษ แต่เราสังเกตจากสีหน้า แววตา การพูดคุย พลังงาน จับไปที่ต้นขารู้เลยว่ากล้ามเนื้อตึงเพราะเจอความเครียดมา บางคนเราคาดการณ์ได้เลยว่าใช้เวลารักษาไม่นาน แต่บางคนอาจจะต้องใช้เวลาให้เขาได้อยู่กับตัวเองจนกว่าเขาจะพบกับทางสว่าง ที่พอเขาออกมาได้จะรู้ว่ามันง่ายนิดเดียว เหมือนกับตอนเราอกหักที่ต้องใช้เวลานั่นแหละ การรักษาเป็นสิ่งงดงาม ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเอง ได้เติบโตในทุกๆ มิติ
ตูน บอดี้สแลมเคยกล่าวไว้ว่า ก้าวแรกที่ยากที่สุดของการวิ่งคือการลุกขึ้นมาใส่รองเท้าแล้วออกไปวิ่ง ถ้าอย่างนั้นความยากในก้าวแรกของการรักษาออฟฟิศซินโดรมคืออะไร
คือการเปลี่ยนพฤติกรรม การใส่รองเท้าออกไปวิ่งคือการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เช่นเดียวกับออฟฟิศซินโดรม การแก้ออฟฟิศซินโดรมคือการเปลี่ยนความเคยชินของตัวเอง เมื่อก่อนฉันเคยนั่งแบบนี้ ฉันไม่ชินกับการวางโทรศัพท์ไว้เฉยๆ สักชั่วโมง เหล่านี้มันคือเรื่องของพฤติกรรม

มีคนเคยพูดไว้ว่า ‘มนุษย์ออฟฟิศ’ เป็นกลุ่มคนที่ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้ยากที่สุด เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตที่บีบบังคับ ทั้งเวลา การกิน และการนอน คุณเห็นด้วยไหม
เป็นเรื่องจริง หลายคนไม่สามารถคอนโทรลชีวิตตัวเองได้ ออกกำลังกายเสร็จก็ต้องรีบกลับไปทำงาน เป็นความยากที่หลายคนต้องเลือกเงินเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตก่อน
แต่เราจะบอกเสมอกับพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักว่า ถ้าไม่มีเราองค์กรเขาก็เดินต่อได้นะ มันเลยเป็นที่มาของคอนเซปต์ที่ว่า เมื่อไหร่ที่คุณดี คุณมีเหลือ คุณก็แค่แบ่งปันให้คนอื่น เช่นกันถ้าสุขภาพของคุณดี องค์กรของคุณก็จะดีตาม ถ้าน้องในทีมเห็นเราออกกำลังกายเขาก็อยากจะออกกำลังกายตาม
ถ้าคุณแช่อยู่กับความเครียด นั่งอยู่กับงานจนถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน ช่วงแรกอาจจะยังทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่มันกัดกินชีวิตคุณ มันจะกลายเป็นเหมือนคุณเอาเครดิตในอนาคตมาใช้ ร่างกายในอนาคตของคุณจะทรุดโทรม พอคุณอายุ 30 เป็นต้นไปจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เพียงแต่มนุษย์เราจะไม่ยอมเปลี่ยนจนกว่าสถานการณ์จะบีบบังคับ เราว่าเป็นกันแทบทุกคน สิ่งที่อยากจะฝากคือใครที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศคุณหันมาออกกำลังกาย หันมาดูแลสุขภาพ การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว เราแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ลองเปลี่ยน work station ดีไหม ถ้าบริษัทไม่ได้ลงทุนให้เราเราก็อาจจะต้องลงทุนเพื่อตัวเราเอง ลองเปลี่ยนเก้าอี้นั่งทำงานดีๆ สักตัว เมื่อคุณสุขภาพดีคุณก็จะทำงานออกมาได้ดีด้วยเอเนอร์จี้ที่เป็นบวก คุณจะมีความสุขแม้องค์กรที่คุณอยู่จะเป็นแค่องค์กรเล็กๆ ก็ตาม