เลิกจ้างครั้งใหญ่ คนเสี่ยงตกงานเกือบ 500,000 คน

Meta ปลดพนักงานกว่า 8,000 คนทั่วโลก, BBC เลย์ออฟพนักงานกว่า 2,000 คน, Disney ปลดพนักงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง, Amazon ลดพนักงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข่าวการเลย์ออฟคนครั้งใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ Challenger, Gray & Christmas บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารระดับสูง ออกมาบอกว่าแค่ 3 เดือนแรกของปี 2026 มีการเลิกจ้างงานโดยเฉพาะสายเทคฯ ไปแล้วกว่า 52,050 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าการเลิกจากงานในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 กว่า 40% 

จนเกิดเป็นวิกฤตการเลิกจ้างงานที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้ในไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการเลิกจ้างแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี และอาจทำให้มีผู้ถูกเลิกจ้างงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นเกือบ 500,000 คนภายในปี 2026 นี้

แม้การเลิกจ้างงานจะเกิดขึ้นทุกปี แต่ปัจจัยอะไรที่ทำให้ปีนี้เกิดการเลิกจ้างงานมากกว่าปีที่ผ่านมา แล้วคนทำงานควรปรับตัวยังไงให้อยู่รอด ตามมาหาคำตอบได้ผ่าน Recap ตอนนี้กันได้เลย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเลย์ออฟครั้งใหญ่ในปี 2026

แม้เราจะเคยได้ยินกันหลายครั้งว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน กับอีกมุมหนึ่งบอกว่า AI เข้ามาช่วยส่งเสริมการทำงานให้ดีขึ้น แต่โจทย์ใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังเผชิญคือการที่พนักงานวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทันและขาดทักษะที่จำเป็นในยุคนี้

สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก ที่ชี้ว่าช่องว่างทางทักษะถือเป็นอุปสรรคมากที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้เกิดการวางแผนจ้างพนักงานใหม่ที่มีทักษะเพียงพอต่อการทำงานในยุคนี้ถึง 70% และมีแผนโยกย้ายพนักงานจากตำแหน่งเดิมกว่า 50%

ในอีกมุมหนึ่งแอนดี้ แชลเลนเจอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Challenger, Gray & Christmas บริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงานได้ออกมาบอกว่า บริษัทเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทกำลังโยกงบประมาณจากการจ้างคน มาลงทุนด้าน AI มากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวกับการเขียนโค้ด สามารถใช้ AI ทำแทนได้เกือบทั้งหมดแล้ว

ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและทดลองใช้ AI แม้จะแทนคนไม่ได้ 100% แต่ก็ส่งผลให้ลดการจ้างงานในบางตำแหน่งลงจริงๆ ส่งผลให้ 1 ใน 4 ของการเลิกจ้างงานในทุกอุตสาหกรรมมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทหันไปลงทุนด้าน AI นอกจากนั้นเป็นปัจจัยเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขันระหว่างองค์กร ความคาดหวังขององค์กรที่มีต่อพนักงาน ไปจนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดเล็กลง

ทักษะสำคัญที่ทำให้อยู่รอดท่ามกลางการเลย์ออฟ

ก่อนอื่นขอชวนมาทำความเข้าใจว่า AI ไม่ได้แย่งงานที่ต้องทำในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไปทั้งหมด แต่เป็นการทำงานบางหน้าที่ในตำแหน่งนั้น โดยเฉพาะงานที่อาศัยการทำซ้ำหรืองานที่เป็น routine แต่งานที่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ไปจนงานที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นหน้าที่ที่ AI แทนไม่ได้ แต่คนที่อยู่รอดได้ต้องพัฒนาทักษะให้มากขึ้น

ซึ่งก็คือทักษะ AI fluency คือทักษะและความสามารถในการเข้าใจ ใช้งาน และทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาด เพื่อนำมาวางแผน แก้ไขปัญหา และเพิ่มผลผลิตในงานจริง ยกตัวอย่างงานเขียนโค้ดที่บริษัทเทคฯ หลายเจ้าบอกว่าใช้ AI แทนได้ แม้คนที่ทำงานตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองแล้ว แต่ก็ต้องพัฒนาทักษะ AI fluency เพื่อเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับการเขียนโค้ดในแต่ละโปรแกรม โดยสามารถตรวจสอบและปรับแก้โค้ดหรือคำสั่ง AI ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สอดคล้องไปกับข้อมูลของ LinkedIn ที่รายงานว่ามีตำแหน่งงานในสหรัฐอเมริกาที่ต้องการคนมีทักษะ AI literacy เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วกว่า 70%

นอกจากนี้ World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลกยังบอกอีกว่าแม้ AI จะเป็นทักษะอันดับแรกที่คนทำงานยุคนี้ควรมีมากที่สุด แต่ก็ยังมีทักษะอื่นๆ ที่ AI ทำแทนไม่ได้ คือ

1. Creative Thinking ความคิดสร้างสรรค์

2. Resilience ความยืดหยุ่น

3. Flexibility การปรับตัว

4. Curiosity ความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ๆ

5. Lifelong Learning การไม่หยุดที่จะเรียนรู้

6. Leadership ทักษะความเป็นผู้นำ

7. Talent Management ทักษะการบริหารคน

8. Analytical Thinking ความสามารถในการแยกแยะข้อมูล เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

9. Environmental Stewardship การรับผิดชอบดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แม้ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่และอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน แต่หลายตำแหน่งก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงถูกแทนที่ด้วยคนที่พัฒนาทั้งทักษะ AI fluency และทักษะ soft skills ที่ AI ก็มาแทนที่ไม่ได้

ที่มา

ไอออน เอนเนอร์ยี่เผยยอดดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนพุ่งสูงกว่า 20% หลังรัฐเปิดมาตรการสนับสนุน

ในยุคที่ค่าไฟแพงหลายครัวเรือนเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยี ‘โซลาร์รูฟ’ แทนการใช้ไฟฟ้าแบบเดิม โดยปัจจุบันมีครอบครัวมากกว่า 2.36 ล้านครัวเรือนที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และมีทีท่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่บีบให้รัดเข็มขัดมากขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน 

หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรอย่าง ‘ไอออน เอนเนอร์ยี่’ (ION Energy) เผยว่า ยอดดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนมีจำนวนพุ่งสูงกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลบังคับใช้ ประเมินมาตรการรัฐมีโอกาสหนุนผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านใช้โซลาร์ก้าวกระโดด ซึ่งคล้ายกับช่วงที่บ้านเราเข้าสู่สภาวะเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์น้ำมันเครื่องสู่พลังงาน EV 

พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ถึงความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และความเข้าใจในขั้นตอนการติดตั้งและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังไม่ครบถ้วน โดยบริษัทพบว่าช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบันอยู่ที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้จริง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิทธิ์ทางภาษีกับความคุ้มค่าในการติดตั้งได้อย่างชัดเจน

พีรกานต์แชร์ให้ฟังต่อว่า จากประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ดัง อาทิ แสนสิริ, ศุภาลัย, เอสซี และเอพี รวมกว่า 117 โครงการ มากกว่า 6,500 หลัง ไอออน เอนเนอร์ยี่พบว่า ค่าเฉลี่ยของบ้านที่มีความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์ คือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไป โดยหลังติดตั้งโซลาร์แล้วจะสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ราว 30-40% และคืนทุนได้ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี (ขึ้นอยู่กับขนาดติดตั้ง) โดยผู้บริโภคที่ติดตั้งโซลาร์ในขณะนี้ อาจมีระยะเวลาการคืนทุนที่เร็วขึ้นอีก เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในรูปแบบปกติแพงขึ้นทั่วโลก และส่งผลให้พลังงานทดแทนกลายเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายที่สำคัญ

เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและผลักดันให้มาตรการภาครัฐเกิดผลในทางปฏิบัติ ไอออน เอนเนอร์ยี่จึงได้พัฒนาโซลูชั่นแบบครบวงจร พร้อมออกแคมเปญ ‘ติดโซลาร์ คุ้ม 3 ต่อ’ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค ด้วยสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ ได้แก่

คุ้มที่ 1 สำรวจหน้างานฟรี มีทีมงานเข้าสำรวจหน้างาน พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการติดตั้งฟรี แตกต่างจากในตลาดดั้งเดิมที่ใช้วิธีการสำรวจผ่าน GPS ซึ่งอาจไม่แม่นยำ

คุ้มที่ 2 ผ่อนโซลาร์ 0% จับมือกับบัตรเครดิตและธนาคารชั้นนำ อาทิ SCB, KBank, กรุงศรี, TTB และธนาคารอื่นๆ ที่ร่วมรายการ ให้ผู้ซื้อสามารถผ่อนโซลาร์ได้ 0% นานสูงสุด 10 เดือน 

คุ้มที่ 3 อำนวยความสะดวกเชิงรุก จับมือกลุ่มบริษัทบริหารนิติบุคคลของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย อาทิ แสนสิริ, ศุภาลัย, เอสซี และเอพี จัดแพ็กเกจโซลาร์ยอดนิยมที่เหมาะกับบ้านแต่ละกลุ่ม ขนาดเริ่มต้น 2.5kWp เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคในกลุ่มบ้านโครงการ สามารถเลือกซื้อและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่นนิติบุคคลของโครงการ

ทั้งนี้ไอออน เอนเนอร์ยี่ตั้งเป้าขยายการติดตั้งโซลาร์ในกลุ่มบ้านเพิ่มเติมอีก 2,000 หลังภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 60% จากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์โซลาร์ที่สูงขึ้น โดยออกแบบระบบโซลาร์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน พร้อมอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานสากล และระบบ monitoring ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์

ใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะเปลี่ยนมาใช้โซลาร์รูฟดีไหม? สามารถนำข้อมูลไปพิจารณาตัดสินใจกันได้

ทำไม human skills ถึงสำคัญกับผู้นำในยุคดิสรัปต์

ในโลกการทำงานปี 2026 ที่ทุกคนกำลังพูดถึง AI เกิดคำศัพท์ใหม่คือ ‘human-in-the-loop’ หรือการให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการตรวจเช็กการทำงานของ AI โดยมนุษย์แล้ว ความหมายลึกซึ้งของ human-in-the-loop ยังรวมถึงการดึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ออกมาใช้ในจุดที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ได้แก่ human skill ต่างๆ ทั้งความเป็นผู้นำ การเห็นอกเห็นใจ การทำงานเป็นทีม และอีกมากมาย

รายงานจาก McKinsey ชี้ชัดว่า AI อาจช่วยร่างอีเมลหรือเตรียมวาระการประชุมได้ แต่ AI ไม่สามารถทำงานที่ยากที่สุดของการเป็นผู้นำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร การตัดสินใจในภาวะวิกฤต การสร้างความไว้วางใจ หรือการคิดค้นไอเดียที่แปลกใหม่ งานเหล่านี้ยังคงเป็นส่วนที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และความสามารถในการผสมผสานทักษะเหล่านี้เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจะกลายเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้นำที่ประสบความสำเร็จในยุคใหม่นี้

❓ลองตั้งคำถามว่าทุกวันนี้คุณทำงานต่างจากหุ่นยนต์ยังไง หากคุณตั้งโจทย์ให้ AI คิดไอเดียหรือกลยุทธ์การบริหารองค์กร มุมมองของเราจะต่างจาก AI ยังไง กระบวนการคิดของเราสามารถแยกแยะอารมณ์ หรือตัดสินใจแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้วยตรรกะและคุณธรรมได้ดีกว่า AI เพียงใด

สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายใหม่ที่ทำให้บทบาทของผู้นำในปีนี้น่าตื่นเต้นและยากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถถอดรหัสกลยุทธ์การปรับตัวได้ดังนี้

1. เปลี่ยนจาก command & control เป็นคำนึงถึง context ที่ AI คิดไม่ได้

รายงานจาก McKinsey กล่าวว่า เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานเคียงข้างมนุษย์มากขึ้น รูปแบบการบริหารแบบเดิมที่เน้นการสั่งการและควบคุม หรือที่เรียกว่า command & control จะเริ่มไร้ประสิทธิภาพ เพราะผู้นำจะไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้องอีกต่อไป หน้าที่ใหม่ของผู้นำคือการสร้างบริบทหรือ context เพื่อให้ทีมสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีได้ ผู้นำต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ทั้งการมอบสิทธิในการตัดสินใจให้ทีม พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความไว้วางใจ

หน้าที่หลัก 3 ประการที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้คือ

หนึ่ง การกำหนดวิสัยทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งต้องอาศัยการอ่านใจคนในห้องเพื่อรับรู้ถึงปฏิกิริยาทางอารมณ์ของพนักงาน พร้อมขับเคลื่อนทีมไปสู่เป้าหมายใหม่

สอง การตัดสินใจจากคุณค่าภายใน

สาม การออกแบบผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดด ซึ่งต้องอาศัยทักษะความเป็นผู้นำที่กล้าคิดต่าง เนื่องจาก AI ถูกฝึกมาให้ค้นหาข้อมูลและนำเสนอคำตอบในรูปแบบเดิมๆ ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นนวัตกรรมที่จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับองค์กรได้จริง

2. บ่มเพาะ servant leadership เพื่อแก้โจทย์บริหารทีมที่ซับซ้อน 

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เคยกล่าวว่า “หาก CEO คนถัดไปของ Microsoft สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าที่ผมเป็น นั่นหมายความว่าผมได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแล้ว” ซึ่งสะท้อนถึงหัวใจของการบริหารที่เน้นการเป็นพี่เลี้ยง (mentoring) หรืออาจกล่าวได้ว่า วิธีสังเกตว่าบุคลากรคนหนึ่งมีทักษะความเป็นผู้นำแค่ไหน สามารถดูได้จากความสำเร็จของลูกน้องทั้งในแง่งาน การเติบโต ความสุข ไปจนถึงความภาคภูมิใจ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าความเป็นผู้นำคือการออกคำสั่งตามตำแหน่งที่มี แต่แนวคิด servant leadership ซึ่งคิดค้นโดยโรเบิร์ต เค. กรีนลีฟ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำสามารถบริหารจัดการทีมคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นการเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ในการบริหารองค์กรของผู้นำที่ดีจึงมักเห็นการตัดสินใจที่ดูเหมือนไม่เป็นไปตามครรลองตรรกะทั่วไป แต่มีความเป็นมนุษย์ที่หุ่นยนต์อาจคิดแทนไม่ได้ เช่น ผู้นำที่รับผิดแทนลูกทีมทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองในภาวะวิกฤตของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็น ‘สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้’ และเพราะมันไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ จึงเปี่ยมความหมายลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความเสียสละและจริงใจ จนเป็นเคล็ดลับของหลักการบริหารองค์กรทั่วโลกที่ทำให้ทีมนับถือได้   

3. มอง soft skills เป็น power skills ที่ช่วยขับเคลื่อนทีมและผลประกอบการได้ดีขึ้น

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่อยู่ใน KPI และไม่สามารถวัดผลชัดเจนได้อีกสิ่ง สิ่งนั้นคือ empathy หรือความเข้าอกเข้าใจ มันคือการที่ผู้นำมอบอำนาจให้ทีมลองผิดลองถูก เสนอไอเดียแปลกใหม่ โดยหากผิดพลาดก็ไม่โดนตัดสินแรงๆ หรืออีกตัวอย่างคือการที่หัวหน้าทีมตรวจงานด้วยทัศนคติอยาก empower ให้ทีมแต่ละคนเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในแบบของตัวเองและทำให้เจ้าของผลงานนั้นๆ ภูมิใจในงานตัวเองได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในทีม
ซึ่งเป็นทักษะที่ทีมทุกคนตั้งแต่ระดับจูเนียร์ถึงซีเนียร์ควรมี ไม่ใช่แค่หัวหน้าทีม

กูเกิลได้พิสูจน์แนวคิดนี้ผ่านโครงการวิจัยระยะยาวชื่อ Aristotle แล้วว่าการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยา (psychological safety) คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมมีประสิทธิภาพ ทีมที่สมาชิกกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าถาม หรือกล้าผิดพลาดโดยไม่ต้องกลัวโดนตำหนิ กล้านำเสนอฟีดแบ็ก พูดถึงปัญหาจริงได้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่และไม่กล่าวโทษกัน จะมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าปกติถึง 19% และมีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น 31%

รายงานจาก Institute for Health and Human Potential (IHHP) ระบุว่า ทักษะด้านความฉลาดทางอารมณ์เหล่านี้ซึ่งเดิมเรียกว่า soft skills กำลังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า power skills และยังเป็นทักษะที่ใช้บริหารทีมงานในโลกการทำงานแบบไฮบริดได้ดีที่สุด หากพนักงานมีทักษะเหล่านี้จะส่งผลดีต่อตัวเลขกำไรของบริษัทอย่างมหาศาล

ผู้บริหารหลายคนมักกล่าวว่าทักษะความเป็นผู้นำทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนทักษะล่องหน เพราะหากพนักงานหรือบุคลากรไม่เห็นความสำคัญ ก็จะมองไม่เห็นมันเลยและไม่เข้าใจผลกระทบต่อทีมและองค์กร ทั้งนี้ทักษะความเป็นผู้นำยังเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างหนึ่ง คือเมื่อเราเคยได้รับมันมาจากใครสักคน เราอาจไม่สามารถตอบแทนผู้ที่มอบให้เราได้เพียงพอกับความซาบซึ้งที่ได้รับ สิ่งที่ทำได้คือส่งต่อพลังบวกนี้ให้คนรุ่นต่อไปสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

ในยุคที่เต็มไปด้วยการดิสรัปต์ ผู้นำที่สามารถบริหารทั้งหัวใจคนและขีดความสามารถของเทคโนโลยีไปพร้อมกันได้ จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่จริงใจ การตัดสินใจที่ยึดมั่นในคุณค่า และการนำพาองค์กรผ่านวิกฤตที่ไม่มีข้อมูลในอดีตมาช่วยตัดสินใจ ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่การแข่งกับเครื่องจักร แต่คือการทำหน้าที่เป็นมนุษย์ให้ดีที่สุดเพื่อปลดล็อกศักยภาพของทีมไปสู่อนาคตที่ฝ่าความกลัวได้ในสถานการณ์ระส่ำระสายของเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง

‘เช่า’ กางเกงใน แฟชั่นอวดความเซ็กซี่ ที่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการ ‘จ่าย’ ของคนยุคนี้

“นี่เรามาถึงยุคที่ต้องเช่ากางเกงในแล้วหรอ?”

“เช่าอย่างอื่นพอเข้าใจแต่กกน.ไว้ก่อนนะ”

“ธุรกิจนี้น่าสนใจ แต่หวังว่าเจ้าของจะซักสะอาดนะ”

ข้างต้นคือความคิดเห็นส่วนหนึ่งของบรรดาชาวเน็ตที่แตกกันไปคนละทิศคนละทาง ต่อกรณีที่มีคนโพสต์ถึงธุรกิจเช่ากางเกงในมือสอง ซึ่ง ‘กางเกงใน’ ในที่นี้เป็นกางเกงในแฟชั่นแบรนด์เนม เช่น Calvin Klein, Victoria’s Secret และ Supreme เป็นต้น โดยส่วนใหญ่สนนราคาเช่าเริ่มต้นที่ 150 ต่อวัน

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ทำไมกางเกงในซึ่งเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ส่วนตัวถึงกลายมาเป็นสิ่งที่คนเลือกเช่ากัน และเทรนด์นี้กำลังสะท้อนให้เห็นอะไรในโลกธุรกิจแฟชั่น ว่าแล้วเราขอชวนไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

Visible Underwear เทรนด์โชว์ ‘ขอบกางเกงใน’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสตรีทแวร์

ก่อนอื่นเราขอชวนทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของเทรนด์การเช่ากางเกงในแฟชั่นว่าเกิดขึ้นได้ยังไง ซึ่งสิ่งนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000s หรือที่เราเรียกติดปากว่า Y2K ณ ช่วงเวลาดังกล่าวกระแสแฟชั่นสตรีทแวร์ที่เคียงคู่มากับวัฒนธรรมของชาวฮิปฮอปกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด เสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่ และกางเกงยีนเอวต่ำ (low-rise jeans) คือรูปแบบการแต่งตัวยอดฮิตของวัยรุ่นยุคนั้น และด้วยความที่เป็นกางเกงยีนส์เอวต่ำนี้เอง จึงนำมาซึ่งไอเทมอีกหนึ่งชิ้นคือ ‘กางเกงใน’ หรือ ‘บ็อกเซอร์’ ที่กิมมิกคือคนใส่ต้องโชว์ให้เห็น ‘ขอบ’ 

ช่วงแรกเทรนด์แฟชั่นที่ว่านิยมในหมู่ชาวแก๊งฮิปฮอปชาย ก่อนจะค่อยๆ ขยายไปในฝั่งไอคอนระดับดีว่าในช่วงปี 2005 เช่น บริตนีย์ สเปียร์ส, คริสตีน่า อากีเรล่า และริฮานน่า โดยเทรนด์โชว์ขอบกางเกงในของพวกเธอคือการโชว์ให้เห็น ‘ลายลูกไม้’ หรือ ‘สาย’ ของกางเกงใน (thong) ที่เว้าสูงขึ้นมาอยู่เหนือบริเวณสะโพก ก่อนที่เวลาต่อมาจะมีการบัญญัติการแต่งตัวลักษณะนี้ว่า ‘Visible Underwear’

เรียกว่าการแต่งตัวแบบ Visible Underwear เลยกลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของสาวแซ่บยุคมิลเลนเนียลไปโดยปริยาย ด้วยคติที่ว่า ‘ความเซ็กซี่แบบจงใจโชว์’ ยิ่งใครที่โตมากับยุคของ MTV น่าจะคุ้นชินเป็นอย่างดี ก่อนที่เทรนด์การแต่งตัวแบบที่ว่าจะค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนไปตามกระแสนิยม

เทรนด์ ‘โชว์ขอบ’ ที่กลับมาอีกครั้งจากกระแสโหยหาแฟชั่น Y2K แต่ครั้งนี้ต้องเห็น ‘ชื่อแบรนด์’

เป็นสัจธรรมของโลกแฟชั่นที่เก่าไปใหม่มาและเก่าอาจกลับมาใหม่อีกครั้งได้ในอนาคต อย่างช่วง 2 ปีหลังมานี้ที่กระแสแฟชั่น Y2K กลับมาฮิตทั่วโลก เสื้อยืด baby tee ตัวจิ๋ว, กระโปรงมินิสเกิร์ต, แอ็กเซสเซอรีเมทัลลิกวิบวับ, รองเท้าส้นตึก, ทรงผมชี้ตั้ง รวมไปถึงเทรนด์ Visible Underwear ที่หวนกลับมาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่แตกต่างในยุคนี้คือการโชว์ชอบกางเกงในผูกโยงกับค่านิยมการให้ค่า ‘แบรนด์’ มากยิ่งขึ้น วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมเลือกโชว์ขอบกางเกงในที่เห็นชื่อแบรนด์ชัดเจน เพราะมองว่าแบรนดิ้งคือเครื่องมือสะท้อนตัวตน ทำให้ภาพลักษณ์ดูดี และเชื่อว่าแบรนด์ดังเท่ากับการการันตีคุณภาพ ฟากแบรนด์เสื้อผ้าก็ตอบรับค่านิยมที่ว่านี้ด้วยการทยอยออกคอลเลกชั่นชุดชั้นในที่ตอบโจทย์กับการแต่งตัวแบบ Visible Underwear ไม่ว่าจะ Victoria’s Secret, Miu Miu, Gucci และที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคือ Calvin Klein ที่มีเจนนี่แห่งวง BLACKPINK เป็นพรีเซนเตอร์   

หรือในฝั่งของศิลปินเกาหลีใต้ที่เป็นผู้นำแฟชั่นดังกล่าว อย่างวง LE SSERAFIM ที่ถึงขั้นออกแบรนด์เสื้อในและกางเกงในกีฬาเป็นของตัวเอง จนบรรดาแฟนๆ, สายออกกำลังกาย และนักเต้นคัฟเวอร์นิยมตามกันไปโดยปริยาย

จากศิลปินทั้งฝั่งเอเชียและตะวันตกที่หันมาแต่งตัวอวดความเซ็กซี่ อิทธิพลของแฟชั่นดังกล่าวยังมีอิทธิพลไปถึงบนเวทีแฟชั่นโชว์ระดับโลก เช่น Milan Fashion Week, London Fashion Week, New York Fashion Week ฯลฯ วัฒนธรรมที่ดูขบถในสมัยก่อนจึงกลายเป็นภาพใหญ่ที่มีมูลค่าในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคนี้ และเป็นการประกาศไปในตัวว่า เรื่องของการอวดชุดชั้นในไม่ใช่การอนาจาร แต่เป็นการโชว์ไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่ง

เมื่อเทรนด์โชว์ขอบเปลือยให้เห็นถึงพฤติกรรมการ ‘จ่าย’ ของคนยุคนี้

เมื่อรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของเทรนด์ Visible Underwear นำมาสู่คำถามต่อมาคือทำไมเราถึงต้อง ‘เช่า’ กางเกงในด้วยล่ะ

ว่าแล้วเราชวนสำรวจราคาคอลเลกชั่นกางเกงในของแบรนด์ดัง ยกตัวอย่างกางเกงในแบบ v-string และ thong ของแบรนด์ Victoria’s Secret ที่ได้รับความนิยมและตกเป็นประเด็น ซึ่งในเว็บไซต์ออฟฟิเชียลราคาเริ่มต้นอยู่ที่ตัวละ 12.5 ดอลลาร์สหรัฐ (402.62 บาท) และแพงสุดอยู่ที่ตัวละ 49 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,578.29 บาท) ในขณะที่เว็บไซต์ของไทยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ตัวละ 590 บาท และแพงสุดอยู่ที่ตัวละ 1,290 บาท

เมื่อมาดูเงินเดือนเฉลี่ยเริ่มต้นของคนทำงานบ้านเราส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000 บาท ราคาเท่านี้ประมาณที่ว่าอาจไม่เกินกำลังทรัพย์สักเท่าไหร่ แต่หากเราลองสวมหมวกเป็นคนซื้อจะพบว่ามีอะไรให้ตัดสินใจมากกว่าที่คิด อย่างแรกคือเรื่องของค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากวิกฤตข้าวยากหมากแพงในปัจจุบัน และข้อที่สองคือกางเกงในแฟชั่นแบบที่ว่า ไม่สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวันตลอด เช่นวันทำงานที่ต้องการความสุภาพเรียบร้อย นั่นทำให้ผู้ซื้อบางกลุ่มมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย แต่อีกใจก็อยากลองมาใส่ถ่ายอวดคอนเทนต์ลงโซเชียลฯ   

ในเมื่อพลังของแบรนดิ้งยังทรงอำนาจสวนทางกับเงินในกระเป๋า แม่ค้าหัวใสบนโซเชียลฯ เลยปิ๊งไอเดียเปิดให้เช่ากางเกงในแฟชั่นในราคาย่อมเยา โดยการันตีว่าเป็นของแท้ 100% และผ่านการทำความสะอาดมาอย่างดี 

เรื่องของการเช่ากางเกงในแฟชั่นคงสุดแท้แต่ความพอใจ บางคนเลือกที่จะเช่ามากกว่าซื้อ บางคนมองว่าซื้อดีกว่าเพราะยังไงก็กังวลเรื่องสุขอนามัย แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือพฤติกรรมในการ ‘จ่ายเงิน’ ซื้อสินค้าของคนยุคนี้ที่ต้องมั่นใจจริงๆ ว่ามีคุณค่าต่อการใช้งานจึงยอมซื้อ และมองว่าการเช่าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เหมือนที่เราเช่าสูท เช่าชุดราตรี เช่าชุดว่ายน้ำ หรือเช่ากระเป๋าตามวาระสำคัญ

Sharing Economy ภาพรวมธุรกิจเช่าเสื้อผ้าแฟชั่นที่กำลังโตวันโตคืน

มองดีๆ เรื่องของการเช่ากางเกงในแฟชั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือตัวเลขของธุรกิจการเช่าหรือที่เรียกว่า Sharing Economy โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่นที่กำลังโตวันโตคืน

ข้อมูลจาก IMARC Group บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การจัดการและวิจัยตลาดชั้นนำระดับโลก ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2024 ‘ตลาดเช่าเสื้อผ้าออนไลน์’ หรือ ‘online clothing rental market’ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 7.9% โดยมีมูลค่าปัจุบันอยู่ที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปิดใจยอมรับการเช่ามากกว่าซื้อ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาฟาสต์แฟชั่น 

ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญที่กำลังบอกกับเราว่า อนาคตผู้คนเลือกจะยอมจ่ายเพื่อเช่ามากกว่าซื้อขาดเป็นของตัวเอง ยิ่งในหมวดแฟชั่นที่เทรนด์เปลี่ยนแปลงเร็วดังสายลม การเช่าจึงเป็นทางออกของคนที่อยากตามเทรนด์ให้ทันแต่ไม่อยากจ่ายเงินราคาแพง ซึ่งในอนาคตเป็นไปได้ว่าบรรดาแบรนด์จะยิ่งหันมาเปิดให้บริการเช่าเสื้อผ้าทั้งแบบขาจรและ subscribe 

ส่วนเรื่องของการเช่ากางเกงในแฟชั่นหรือชุดชั้นในแฟชั่นถ้าเทรนด์มาแรงจริงๆ คงหนีไม่พ้นที่จะมีคนเปิดบริการให้เช่า แต่จะปังจะร่วงยังไง คงมีแต่ผู้บริโภคที่จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุด

อ้างอิง 

กระทรวงการคลังเปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษาร่วม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings 

ถือเป็นโอกาสดีๆ ในการหาประสบการณ์การทำงานของคนหนุ่มสาววัยเรียน เมื่อ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก ภายในงานใหญ่ระดับโลกอย่าง การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569’ หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งเป็นงานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น ‘โอลิมปิกทางการเงินของโลก’ ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

โดยการรับสมัครครั้งนี้ดำเนินภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ในฐานะกำลังสำคัญของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในเวทีระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ มีคณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน ได้แก่

  1. ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก
  2. ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) 
  3. ด้านยานพาหนะ (Transportation)
  4. ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security)
  5. ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration)
  6. ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication)
  7. ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) 
  8. ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion)
  9. ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

โดยมีคุณสมบัติ

  • สัญชาติไทย
  • เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569
  • เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา
  • มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร
  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้
  • มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
  • ไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค. fpo.go.th/main/Home.aspx ภายใต้หัวข้อ ‘ข่าวสาร’ > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : [email protected] หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569

และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ได้ที่ www.am2026thailand.go.th | www.fpo.go.th และเฟซบุ๊กเพจ AM2026 Thailand และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (Fiscal Policy Office) 

Stretch me Clinic คลินิกยืดคลายกล้ามเนื้อในเครือ Let’s Relax ที่ไม่เจ็บป่วยก็มากายภาพได้

ใครที่เป็นเหล่ามนุษย์ตัวตึงที่หมายถึงตึงคอบ่าไหล จากการนั่งทำงานนานหลายชั่วโมง หรือจะเป็นคนที่ปวดน่อง ตึงขาจากการออกกำลังกายหนัก เมื่อก่อนคงนึกถึงการไปนวดหรือเข้าโรงพยาบาลไปพบคุณหมอใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์ ใช้การช็อกเวฟมารักษาอาการตึงตามจุดต่างๆ เพราะในตอนนั้นยังไม่มีคลินิกยืดคลายกล้ามเนื้อเฉพาะทางให้เห็นมากนัก

จนกระทั่งการมาถึงของ Stretch me Clinic ที่ เอ็ม–ณรัล วิวรรธนไกร กรรมการบริหารของบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้ง Let’s Relax สปาและการนวดผ่อนคลายที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 28 ปีและเป็นสปาไทยเจ้าแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เขาได้มองเห็นตลาดใหม่หลังจากวิกฤตโควิดที่คนไทยต้องปรับตัวไปทำงานที่บ้าน แต่ไม่ได้มีโต๊ะและเก้าอี้พร้อมเหมือนอย่างการทำงานในออฟฟิศ จนนำมาสู่การปวดคอบ่าไหล่ และเป็นออฟฟิศซินโดรมในที่สุด ประกอบกับเทรนด์ well-being ที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกายและใจ แต่การทำกายภาพด้วยมือที่เป็น manual technique ยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก

Stretch me Clinic จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะคลินิกกายภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยก็มาได้ แค่คุณอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากมีการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวมากขึ้น ก็มาปรึกษานักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เขาจะช่วยจัดโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสมและช่วยครีเอตท่า stretching หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย

ในฐานะที่เราก็เป็นมนุษย์ออฟฟิศซินโดรมคนหนึ่ง จึงขอมาเยือน Stretch me Clinic เพื่อยืดคลายความตึงคอ บ่าไหล่ ไปพร้อมๆ กับการนัดสนทนากับเอ็ม ถึงแนวคิดในการทำธุรกิจยืดคลายกล้ามเนื้อที่เติมเต็ม well-being ในมิติของร่างกายให้กับชาวตัวตึงทุกคน

หลังจากคุณก่อตั้ง Let’s Relax แล้ว ไปเจอ pain point อะไรที่ทำให้สนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับการยืดคลายกล้ามเนื้อ

เราเห็นว่าเมื่อประมาณปี 2562 ออฟฟิศซินโดรมกลายเป็นโรคยอดฮิตตั้งแต่มีโควิด เพราะทุกคนไม่ได้เตรียมบ้านให้พร้อมทำงานเหมือนอยู่ออฟฟิศ ไม่ได้มีโต๊ะทำงานที่ถูกต้อง ไม่ได้มีเก้าอี้นั่งทำงานที่ถูกต้อง อย่างโต๊ะที่ปรับให้ยืนทำงานได้ก็เป็นเทรนด์ที่เพิ่งมาฮิตกันเมื่อ 2-3 ปีหลังนี้เอง เก้าอี้ที่เป็นเออร์โกโนมิกส์หรือเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตามหลักสรีระก็เริ่มขายดีช่วงโควิด เพราะว่าทุกคนทำงานจากที่บ้านก็จะเจอกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าต้องใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

เราก็มาคิดว่าทำยังไงให้การรักษาอาการเหล่านี้ดูทันสมัยมากขึ้น เราก็เลยเอานักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยกันครีเอต movement ท่ายืดคลายกล้ามเนื้อและท่ากายภาพแบบใหม่ๆ เพราะถ้าย้อนกลับไปประมาณ 6 ปีที่แล้ว เวลาพูดถึงกายภาพทุกคนจะคิดถึงภาพการเข้าโรงพยาบาลไปพบคุณหมอใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์ ใช้การช็อกเวฟหรือใช้เครื่องต่างๆ มารักษาอาการปวด แต่การทำกายภาพด้วยมือที่เป็น manual technique ยังไม่ค่อยแพร่หลาย

ซึ่งจากที่เราทำ Let’s Relax มาก่อน เราเชี่ยวชาญเรื่องของการเซอร์วิสอยู่แล้ว และอยากเอาเรื่อง wellness มาผสมผสานกับหลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นจึงทำเป็น Stretch me Clinic ขึ้นมา

คุณนิยามว่า Stretch me Clinic เป็นแบรนด์เกี่ยวกับอะไรและมีคอนเซปต์ยังไง

เราให้นิยามว่าเป็นคลินิกกายภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยก็มาได้ แค่คุณอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากมีการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวมากขึ้น ก็มาปรึกษานักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาของเราได้ เขาจะช่วย stretching หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับคุณ

การยืดคลายกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง แตกต่างจากการที่มีนักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยยืดยังไง

การที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยให้คำแนะนำที่ถูกต้องก็เหมือนกับการมีเพื่อนคู่คิดที่รู้ลึกรู้จริงมาช่วยแก้ปัญหา พอเรายืดเองอาจจะรู้สึกว่ายืดได้แค่นี้คือสุดแล้ว แต่พอนักกายภาพมาช่วยอาจจะยืดได้มากขึ้น ก็จะทำให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้มากขึ้นด้วย

อีกอย่างคือในยุคนี้ที่เรามี Chat GPT มี AI ให้สามารถปรึกษาได้ แต่อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เพราะนักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเขามีการเรียนรู้เฉพาะทาง ได้เจอ case study จริงๆ ที่เขาต้องใช้ประสบการณ์มาปรับการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน

อย่างบางคนบอกว่าวิ่งแล้วรู้สึกว่าปวดเข่าขวา พอไปปรึกษา AI อาจจะแนะนำว่าหลังออกกำลังกายให้ประคบน้ำแข็งช่วยบรรเทาได้ แต่ความจริงมันต้องดูตามอาการที่ลึกไปกว่านั้น หรือบางคนนั่งทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันแล้วมีอาการกล้ามเนื้อ ก็ต้องมาดูว่ากล้ามเนื้อตรงไหนที่อักเสบ และจะยืดคลายกล้ามเนื้อนั้นยังไง

ความยากหรือความท้าทายในการทำธุรกิจนี้ช่วงแรกๆ อยู่ที่ตรงไหน

ตอนนั้นคอนเซปต์ของ Stretch me ค่อนข้างใหม่ คนยังไม่เข้าใจว่าการยืดคลายกล้ามเนื้อคืออะไร แต่จะชอบคิดว่ามีแค่คนที่ป่วย แล้วผ่านการผ่าตัดเท่านั้นที่ต้องไปทำกายภาพ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย เพราะเมื่อก่อนโรงพยาบาลมักมีแต่ผู้ป่วยที่ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง

เราเลยเปิดตลาดใหม่สำหรับการกายภาพผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในระดับน้อยจนไปถึงระดับกลาง เพราะปัญหาพวกนี้บางทีเป็นแล้วมันสะสม แค่คุณปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็ควรเริ่มเข้ามาทำกายภาพ มายืดคลายกล้ามเนื้อ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

และช่วงแรกคนจะรู้สึกว่าการยืดคลายกล้ามเนื้อมันต่างจากการนวดยังไง เพราะการนวดก็แก้ปัญหาปวดเมื่อยได้ แต่ที่ Stretch me เราเน้นเรื่องของ performance driven หรือการทำยังไงก็ได้ให้เราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเล่นกีฬาต่างๆ เราก็จะดูในทุกส่วน

เพราะร่างกายของเราทุกอย่างมันเชื่อมกันหมด บางคนอาจจะรู้สึกว่าเราปวดไหล่นะ แต่ทำไมมารักษาแล้วนักกายภาพไม่มาเน้นที่ไหล่ นั่นเพราะเขาดูว่าบางทีการที่คุณปวดไหล่ เส้นมันยึดมาจากการนั่งไขว่ห้าง คุณต้องคลายตรงน่อง ตรงขาก่อน ถึงจะค่อยไปโฟกัสที่ตรงบ่า

กลุ่มลูกค้าที่มาหาคุณมักจะมีปัญหาอะไรบ้าง

กลุ่มแรกคือลูกค้าที่ใช้ชีวิตทำงานแบบ work from anywhere มักจะมีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปวดคอบ่าไหล่เป็นอาการยอดฮิตเลย

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนักกีฬา หลายๆ คนเป็นนักวิ่งมาราธอน ตีกอล์ฟ และเล่น Hyrox อาการที่เจอบ่อยมักเกิดจากการวอร์มออกออกกำลังกายไม่เพียงพอ ยืดหลังออกกำลังกายไม่เพียงพอ บางทีเราคิดว่ายืดสุดแล้ว แต่มันอาจจะยังไม่มากพอดที่ทำให้คลายกล้ามเนื้อได้ และบางคนอาจจะออกกำลังกายหนักเกินกว่าที่ร่างกายจะทำไหว ก็เกิดการปวดเมื่อยสะสม แต่พอมายืดคลายกล้ามที่นี่หลายคนก็พูดว่าวิ่งได้ดีขึ้น ตีกอล์ฟได้ไกลขึ้น

กลุ่มที่ 3 คือ traveler หรือนักเดินทาง คือคนที่ต้องเดินทางบ่อย นั่งท่าเดิมนานๆ รวมถึงบางอาชีพที่ต้องทำอยู่ในท่าเดิมนานๆ เช่น หมอฟัน เชฟ เขาจะใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมจนเกิดอาการปวดหรือบางคนถึงขั้นอักเสบ เราก็เลยมีโซลูชั่นช่วยคลายกล้ามเนื้อให้

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะว่าประเทศไทยมีประชากรสูงอายุเยอะมากขึ้น สิ่งที่เขาขาดคือการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ แม้แต่ผู้สูงอายุที่เป็น active senior ที่ชอบไปออกกำลังกาย ยังออกไปทำกิจกรรมสันทนาการกับกลุ่มเพื่อน ก็ยังขาดการเคลื่อนไหวกล้ามในเนื้อบางส่วน

Stretch me มีบริการอะไรที่รักษากลุ่มลูกค้าเหล่านั้นได้บ้าง

เราแบ่งเป็น 3 โปรแกรม มี Office Stretch สำหรับคนเป็นออฟฟิศซินโดรม มีปัญหาท่อนบน คือปวดตั้งแต่เอวไปจนถึงศีรษะ มีโปรแกรม Sporty Stretch สำหรับนักกีฬา ส่วนใหญ่จะเน้นขา ตรงต้นขาและน่อง โปรแกรมสุดท้ายคือ Traveler Stretch สำหรับนักเดินทาง คือคนที่ทำอะไรท่าเดิมนานๆ ก็จะปวดทั้งท่อนบนและท่อนล่าง

แต่เรายังมีการทำ Customise Stretch คือปรับโปรแกรมให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน อย่างบางคนทำงานออฟฟิศ แต่มีปัญหาท่อนล่างตรงขาเยอะ เพราะว่า 9 โมงถึง 5 โมงเขาทำงานออฟฟิศ แต่หลังเลิกงานเป็นคนที่ออกกำลังกายหนักมาก ถ้ารักษาโปรแกรม Office Stretch อาจจะแก้อาการที่เป็นได้ไม่ครบถ้วน เราก็ต้องมาคุยกันว่าไลฟ์สไตล์คุณเป็นยังไง และต้องเข้ามาตรวจดูว่าอาการบาดเจ็บหรืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาจากอะไร จะได้ออกแบบโปรแกรมได้เหมาะสม

ในมุมของคุณคิดว่าตอนนี้เทรนด์ well-being เติบโตไปในทิศทางไหน

เราอยู่ในยุคที่ทุกคนมองหา longevity อย่างการฟื้นฟูหรือดูแลตัวเองให้แข็งแรง ทั้งเรื่องของร่างกาย อย่างการออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3-4 วัน กินอาหารที่ดี และเรื่องของจิตใจ ใช้ชีวิตให้ work-life balance เหมาะสม ไม่เครียดเกินไป สภาพแวดล้อมที่อยู่ก็สำคัญ อย่างบางคนอาจจะเป็นคนที่ดูแลสุขภาพดีมากแต่มาอยู่ใน office environment ที่ไม่ดี เช่น ต้องทำงานดึกๆ ดื่นๆ ทำให้ work-life balance ของเขาเปลี่ยนแปลงไป จากคนที่สุขภาพดีก็กลายเป็นสุขภาพเสีย จากการกินอาหารดึก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และนอนน้อย หรือถ้าพูดง่ายๆ คือคนสุขภาพดีก็กลายเป็นคนสุขภาพแย่ได้ ถ้าสภาวะแวดล้อมไม่ถูกต้อง

แล้วเดี๋ยวนี้เห็นคนรุ่นใหม่ใส่นาฬิกา Whoop ใส่ Apple Watch แล้วแชร์ผลจาก Whoop ในไอจีสตอรีว่าฉันนอนดีขึ้นนะ ฉันออกกำลังกาย วันนี้วิ่งไป 5 กิโลฯ วิ่งเพซเท่านั้นเท่านี้ เกิดเป็น healing is the new luxury ที่คนไม่ได้มาโชว์ของแบรนด์เนมอีกต่อไป แต่เรามาโชว์สุขภาพที่ดีให้เพื่อนได้เห็นแทน

และตอนนี้คนเน้น community based หรือออกกำลังกายเป็นกลุ่มกันมากขึ้น อย่างเทรนด์เต้นแอโรบิกสวนลุมตอนนี้กำลังฮิต ทำให้คนรู้สึกว่าฉันต้องไปลองเต้นดูสักรอบหนึ่ง

ธุรกิจของคุณตอบโจทย์กับเทรนด์ well-being ยังไงบ้าง

แน่นอนว่ามันมีศาสตร์หลายๆ อย่างที่ตอบโจทย์เทรนด์ well-being แต่คิดว่าไม่มีศาสตร์ไหนหรือที่ไหนที่ฟื้นฟูได้หมดทุกเรื่องได้ ต้องทำควบคู่กันไป อย่างบางคนสุขภาพกายดีมาก แต่สุขภาพใจไม่ดีก็ต้องหาหาโซลูชั่นที่ช่วยเรื่องนั้น

ส่วน Stretch me เราตอบโจทย์ด้านการฮีลลิ่งร่างกาย คนที่มีปัญหาเรื่องการใช้ร่างกายไม่เหมาะสม มีอาการปวดเมื่อย การยืดคลายกล้ามเนื้อก็ช่วยเติมเต็ม well-being ในมิติของร่างกายให้กับคุณได้

หลังจากนี้อยากเห็น Stretch me Clinic เติบโตไปในทิศทางไหน

Stretch me เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทสปาและ wellness เจ้าแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมสปาและ wellness ไทย ด้วยการต่อยอดเอาภูมิปัญญา หลักการทางวิทยาศาสตร์ และความเชี่ยวชาญต่างๆ มาส่งมอบเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

เราแตกต่างจากเจ้าอื่นในตลาดด้วยเรื่องของ service mind และบรรยากาศของคลินิกในทุกมิติ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จะเห็นว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาเราไม่เหมือนโรงพยาบาลเลย ที่มีห้องตรวจสีขาวๆ แต่เราจะตกแต่งให้ดูเฟรนด์ลี่กว่า เพราะว่าเราอยากให้ลูกค้าที่ไม่ป่วยมาใช้บริการได้ เราอยากส่งเสริมสุขภาพของกล้ามเนื้อที่ดี ไม่ต้องรอจนถึงวัยที่ต้องกายภาพหรือมีอาการสาหัส คุณก็สามารถมา maintain ตัวเองให้สุขภาพดีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เราจึงมุ่งเน้นในการหานวัตกรรมใหม่ๆ หาเครื่องมือใหม่ๆ มาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อให้ Stretch me เป็นแบรนด์ที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะคลินิกยืดคลายกล้ามเนื้อหรือคลินิกกายภาพ

เบื้องหลังความสนุกของ Sunsational Songkran Festival 2026 เทศกาลซัมเมอร์วอเตอร์จาก One Bangkok

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ ‘เทศกาลสงกรานต์’ ที่ในปี 2569 โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่แห่แหนออกจากบ้านมาเล่นน้ำคลายร้อน สะท้อนผ่านตัวเลขเงินสะพัดที่มากถึง 1.29 แสนล้านบาท

ซึ่ง One Bangkok เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ได้รับความนิยมในปีนี้ จากไฮไลต์ของแคมเปญ One Bangkok Sunsational Songkran Festival ที่เนรมิตพื้นที่ใจกลางเมืองให้เป็นซัมเมอร์วอเตอร์พาร์ค ที่ผสมผสานความสนุกของสายน้ำ สีสัน ศิลปวัฒนธรรม และเสียงดนตรีอย่างลงตัว ท่ามกลางมวลแมกไม้ธรรมชาติที่เป็นจุดเด่นของ One Bangkok

สำหรับไฮไลต์ของแคมเปญดังกล่าวเริ่มจาก การแสดง THE AWAKENING OF WATER ที่สื่อถึงสัญลักษณ์ของน้ำที่เป็นมากกว่าความสนุก แต่คือพลังของชีวิต พลังของเมือง และการเริ่มต้นใหม่ ไปจนถึง The Sunsational Paradise ตรงบริเวณ One Bangkok Park ที่เป็นสวนน้ำมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมาร่วมสร้างประสบการณ์และความประทับใจร่วมกันได้อย่างลงตัว ประกอบด้วยโซนต่างๆ เช่น installation รูปทรงดอกไม้ขนาดเกินจริงที่มาพร้อมกับสีสันสุดตระการตาที่ผสานไลต์ติ้งสุดล้ำ, The Summer Rain Tunnel : อุโมงค์ไอน้ำท่ามกลางหมู่พฤกษา, The Whimsical Water Park : สวนน้ำใจกลางเมือง แบ่งเป็น Little Bloom สำหรับเด็กเล็ก และ Sunshine Wave สำหรับเด็กโต อายุไม่เกิน 12 ปี และ Sunset Social Club โซนปาร์ตี้ในบรรยากาศเลาจน์สุดชิค

นอกจากนี้ภายในงานยังมีศิลปินหมุนเวียนขึ้นแสดงโชว์จัดเต็มตั้งแต่วันที่ 10-15 เมษายน ทั้ง Tilly Birds, ATLAS, POTATO, bamm, BUS, MILLI, PALMY, NONT TANONT, Jeff Satur, PiXXiE ฯลฯ รวมไปถึง Summer Craft Studio โซนสร้างสรรค์ที่ประกอบด้วยเวทีการแสดงต่างๆ โฟโต้บูทเพื่อถ่ายภาพแล้วนำมาดีไซน์เป็นปกซีดีขนาดมินิในรูปแบบพวงกุญแจ เวิร์กช็อปสนุก ๆ อาทิ ประดิษฐ์พวงมาลัยจากกระดาษสีสันสดใส ตกแต่งขวดยาดมคู่ใจด้วยสติ๊กเกอร์ และชาร์มลายน่ารัก และตกแต่งพัดเป็นลวดลายสดใสตามจินตนาการ หรือสวมชุดไทยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ Vintage Photo Studio By ฉายานิติกร

พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล โครงการ วัน แบงค็อก กล่าวว่า แนวคิดในการจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ของ One Bangok ในปีนี้คือการผสมผสานพลังแห่งศิลปะเข้ากับจังหวะชีวิตร่วมสมัย เราเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดกว่า 10,000 ตารางเมตร ของ One Bangkok Park ให้กลายเป็นซัมเมอร์วอเตอร์พาร์คใจกลางเมือง อัดแน่นด้วยกิจกรรมสร้างความสุขแบบจัดเต็ม รวมถึงเวิร์กช็อปและกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่รีเทล ภายใต้มาตรฐานการจัดการและความปลอดภัยสูงสุด โดยมุ่งหวังให้ One Bangkok เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของการเฉลิมฉลองสงกรานต์ ที่พร้อมต้อนรับทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในฐานะเจ้าบ้านของเทศกาลที่ทุกคนรอคอย 

ปีหน้าใครหาที่เล่นน้ำสงกรานต์ก็อย่าลืมแวะมาที่ One Bangkok และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ทางเว็บไซต์ www.onebangkok.com, เฟซบุ๊กเพจ One Bangkok, One Bangkok Retail, อินสตาแกรม parade.onebangkok, thestoreys.onebangkok และ Line: @onebangkokretail

อะไรอยู่ในใจ? ที่ทำให้ เหล่าพนักงานเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อกัน ในแบบที่ดีต่อบริษัทด้วย

จากประสบการณ์การทำงานของเรา เราเคยผ่านมาแล้วทั้งกับการทำงานในบริษัทที่ทุกคนซัพพอร์ตกันมากกว่าแค่เรื่องงาน หรือบริษัทที่ทุกคนเป็นมืออาชีพต่อกันในงาน แต่ไม่ได้ช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นเลยที่นอกเหนือจากงาน

เปล่า, เราไม่ได้จะบอกว่าบริษัทไหนผิด บริษัทไหนถูก เพราะว่ากันตามจริง ทั้งสองบริษัทล้วนผลิตผลงานที่ตรงตามมาตรฐานได้ทั้งคู่ แต่ถ้าถามใจคนทำงาน รวมถึงถ้าให้สำรวจตัวเองในเวลานั้น เราชอบตัวเองที่อยู่ในบริษัทแรกมากกว่า กล่าวคือนอกจากทุกคนจะเห็นตรงกันว่างานต้องเป๊ะ เรายังห่วงใยและเกื้อหนุนกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วย

แต่เพราะเคยผ่านมาทั้งสองแบบ มันเลยทำให้เราสงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าแล้วอะไรกันนะ ที่ทำให้บริษัทหนึ่งมีคุณลักษณะแบบนี้ แล้วทำไมอีกบริษัทหนึ่งไม่มี อะไรที่ทำให้คนทำงานเลือกเป็นมากกว่าพนักงานแต่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อกัน อะไรที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใต้ความคิดเหล่านั้น


พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ (organizational citizenship behavior) หรือที่เรียกกันว่า ‘OCB’ นั้นเป็นแนวคิดสำคัญในศาสตร์จิตวิทยาการทำงาน ถูกนำเสนอโดย Dennis W. Organ เป็นครั้งแรกเมื่อต้นยุค 90s โดยหมายถึงพฤติกรรมที่บุคคล ‘เลือกทำโดยสมัครใจ’ ไม่ได้ถูกบังคับหรือผูกกับรางวัลโดยตรงจากองค์กร แต่พฤติกรรมเหล่านี้มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานและความสำเร็จขององค์กร หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ในงาน แต่ส่งผลดีต่อการทำงานของทีมนั่นเอง

แล้วทำไม OCB ถึงสำคัญ? เพราะหากลองมองชีวิตการทำงานในแต่ละวัน เราอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับงาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานไม่ได้ประกอบด้วยงานตามหน้าที่เพียงอย่างเดียว ระหว่างวันเรายังมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุย การช่วยเหลือกัน หรือแม้แต่การกระทำเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน job description แต่กลับส่งผลต่อบรรยากาศและประสิทธิภาพของทีมอย่างมหาศาล ลองจินตนาการเปรียบเทียบดูง่ายๆ ก็ได้ว่าถ้าต้องอยู่ในที่ทำงานที่ทำงานอย่างเดียว กับในที่ทำงานที่มีเพื่อนที่นั่งข้างๆ คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แบบไหนจะทำให้เรารู้สึกดีมากกว่ากัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อแนวคิด OCB ถูกนำเสนอขึ้น ไม่แปลกที่มันกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและถูกศึกษามาอย่างยาวนานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และนำไปสู่องค์ความรู้จำนวนมากที่องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้


คนที่มี OCB ต้องมีอะไรบ้าง?

เพราะต้องการให้เห็นภาพชัด จึงมีงานศึกษาที่พยายามอธิบายว่าการที่บุคคลหนึ่งมี OCB หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาผ่านชุดของคุณลักษณะพฤติกรรมที่สะท้อน ‘การทำงานเกินบทบาทอย่างสม่ำเสมอ’ โดยมี 5 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

1. การช่วยเหลือผู้อื่น (altruism) หมายถึง พฤติกรรมที่พนักงานให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานโดยสมัครใจ เช่น การช่วยแก้ปัญหาในการทำงาน การสอนงาน หรือการแบ่งปันความรู้ สะท้อนถึงความตั้งใจในการสนับสนุนผู้อื่นโดยไม่ได้คาดหวังผลตอบแทน 

2. ความมีวินัย (conscientiousness) หมายถึง การปฏิบัติงานที่เกินกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของบริษัท เช่น การมาก่อนเวลา และการทำงานอย่างรอบคอบ โดยพนักงานที่มีลักษณะนี้มักไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากภายนอก และสามารถรักษามาตรฐานการทำงานที่สูงได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว

3. การยอมรับความพ่ายแพ้ (sportsmanship) หมายถึง ความสามารถในการยอมรับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยไม่แสดงพฤติกรรมเชิงลบ เช่น การบ่น การวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ หรือการต่อต้าน โดยพนักงานที่มีความอดทนสูงจะช่วยลดความตึงเครียดในองค์กรและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดี 

4. การมีส่วนร่วมในองค์กร (civic virtue) หมายถึง การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกิจกรรมขององค์กร เช่น การติดตามข่าวสาร การเข้าร่วมประชุม การเสนอความคิดเห็น หรือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สะท้อนถึงความผูกพันต่อองค์กรและความรู้สึกเป็นเจ้าของ

5. การคำนึงถึงผู้อื่น (courtesy) หมายถึง พฤติกรรมที่มุ่งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับผู้อื่น เช่น การแจ้งข้อมูลล่วงหน้า การประสานงานก่อนตัดสินใจ หรือการหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างความเดือดร้อน พฤติกรรมนี้ช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ไม่ได้มีข้อไหนที่ถูกระบุเป็นข้อกำหนดในรายละเอียดงาน แต่เป็นการกระทำที่ถ้าพนักงานทำได้ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อทีมในระยะยาว และยังทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย


ทำไมพนักงานบางคนถึงเลือกมี OCB? ในขณะที่บางคนก็ไม่?

แต่ถ้ารู้ว่า OCB มีประโยชน์ให้กับทั้งทีม คนรอบตัว และต่อตนเองได้ขนาดนั้น ทำไม OCB ถึงไม่ได้มีในคนทำงานทุกคน? คำถามข้างต้นนี้เองที่ทำให้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้มีการพยายามหาคำตอบอยู่มากมาย ว่าอะไรที่ทำให้คนเรามี OCB ต่างกัน โดยในปัจจุบันพอจะอธิบายได้ผ่าน 2 ปัจจัย นั่นคือปัจจัยในระดับบุคคลและปัจจัยในบริบทขององค์กร

ในระดับพื้นฐานบุคคล OCB ถูกอธิบายว่าเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานจะประเมินด้วยตนเอง ว่าการกระทำดีๆ ที่ฉันจะทำนั้น ‘คุ้มค่า’ หรือ ‘จะมีความหมาย’ เพียงใด ซึ่งการจะพิจารณาสิ่งนี้ นอกจากบุคคลจะมองที่ตนเองแล้ว พวกเขายังพิจารณาบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วย ว่าถ้าฉันมี OCB ให้กับบริษัท ตัวบริษัทนั้นยุติธรรม ให้การสนับสนุน หรือเปิดโอกาสให้ฉันได้ทำด้วยหรือเปล่า 

หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘บริษัทนี้ให้ฉันเท่าเทียมกับที่ฉันกำลังจะให้หรือไม่’ 

ถ้าคำตอบคือใช่ พนักงานจะมีแนวโน้มตอบแทนผ่านพฤติกรรมเชิงบวก แต่ในทางกลับกัน หากพนักงานรู้สึกว่าปัจจุบันองค์กรไม่ได้สร้างองค์ประกอบอะไรให้เรารู้สึกถึงความมีคุณค่า พฤติกรรมเกินหน้าที่ก็อาจลดลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ในระดับที่ลึกลงไป ยังมีงานศึกษาอีกมากมายที่พยายามอธิบายว่า OCB มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยอีกหลายด้าน เช่น เราพอใจในงานอยู่หรือไม่ เรามีแรงจูงใจในการทำงานไหม หรือเราได้รับผลตอบแทนอย่างยุติธรรมอยู่หรือเปล่า เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการทำให้บุคคลมีแนวโน้มแสดง OCB ออกมาได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นคำถามที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่องค์กรมอบให้พนักงานเช่นกัน

ดังนั้นพอเป็นแบบนี้แล้ว จะได้เห็นว่า OCB ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของนิสัยส่วนตัวที่ตายตัว แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการผสมกันระหว่างบุคคลกับบริบท กล่าวคือคนคนเดียวกันอาจแสดง OCB สูงในที่หนึ่ง แต่ต่ำในอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าสภาพแวดล้อมนั้นเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ อย่างเช่นเราเองถ้าพิจารณาถึงตัวเองเมื่อครั้งอดีต เราก็ได้คำตอบเลยว่าในที่ทำงานที่เรามี OCB มาก มันก็เกิดจากองค์กร หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงานที่สนับสนุน ตรงกันข้ามกับเมื่อครั้งอยู่ในองค์กรที่ไม่ยุติธรรมต่อพนักงาน รวมถึงเพื่อนร่วมงานเองก็ต่างคนต่างทำงาน OCB ในตัวเราก็ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด


บริษัททำยังไง เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานมี OCB

อย่างที่กล่าวไปว่าการสร้าง OCB ไม่สามารถทำได้ผ่านการสั่งการโดยตรง เนื่องจากลักษณะสำคัญของ OCB นั้นคือความสมัครใจ ดังนั้น ในปัจจุบันองค์กรจึงเลือกมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘เงื่อนไข’ ที่เอื้อให้พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า 

โดยในบทความนี้ เราหยิบเอาข้อแนะนำจากงานศึกษาของ Kang และ Hwang ในปี 2023 มาฝากทุกคน มี 4 ข้อ ดังนี้

ข้อที่หนึ่ง บริษัทต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่นั้นมีความหมาย” เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว คนจะอยากช่วยหรือทำเกินหน้าที่ก็ต่อเมื่อเขารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันสำคัญ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง โดยตัวอย่างวิธีการเช่นการที่ผู้บริหารอธิบายทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจนและบอกว่าพนักงานแต่ละคนมีบทบาทในเป้าหมายนี้อย่างไร หรือหัวหน้าที่คุยกับลูกทีมแบบตัวต่อตัวว่างานที่เขาทำส่งผลต่อภาพรวมยังไง รวมถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอไอเดียในการพัฒนางานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่า “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” ได้มากขึ้น

ข้อที่สอง  การมองเห็นและชื่นชมพฤติกรรมดีๆ เพราะถึงแม้ด้วยนิยามของ OCB แล้วจะไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงกับรางวัล แต่การที่พนักงานรับรู้ว่าสิ่งที่เขาทำไปมีคนเห็นและให้คุณค่าหลังจากนั้น จะทำให้พวกเขาอยากทำสิ่งนั้นต่อ ตัวอย่างเช่น การชมพนักงานในที่ประชุมเมื่อเขาช่วยเพื่อนร่วมงาน การมีระบบที่ให้เพื่อนร่วมทีมขอบคุณกันเอง หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการที่หัวหน้าพูดว่า “ขอบคุณนะที่ช่วยเรื่องนี้” ทันทีเมื่อเห็น การกระทำเล็กๆ เหล่านี้มีผลมาก เพราะมันจะทำให้พนักงานรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนเป็นสิ่งที่ทีมให้ความสำคัญ

ข้อที่สาม การทำให้ OCB เป็นเรื่องปกติโดยไม่ทำให้กลายเป็นข้อบังคับ ผ่านการสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า ‘การช่วยกัน’ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกประเมิน ตัวอย่างเช่น จัดกิจกรรมให้การแบ่งปันความรู้กันเป็นเรื่องปกติ หรือการที่หัวหน้าทีมให้เครดิตทีมมากกว่าตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นนโยบาย แต่เป็นพฤติกรรมที่ถ้าทำให้เกิดซ้ำๆ และเมื่อพนักงานเริ่มเห็นว่าคนรอบตัว ‘ทำแบบนี้กันอยู่แล้ว’ พฤติกรรม OCB จะค่อยๆ แพร่กระจายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นกฎเกณฑ์

และข้อที่สี่ การทำให้พนักงานเข้าใจว่า OCB คืออะไรและสำคัญยังไงผ่านวิธีการทางอ้อม เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดถ้าคนทำงานบางคนมีความคิดตั้งต้นว่าหน้าที่ของฉันคือทำงานให้เสร็จแค่นั้น  ดังนั้นองค์กรจึงอาจพิจารณาช่วยขยายมุมมองให้พนักงานเพิ่ม เพื่อให้เขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในบริบทการทำงานที่นอกเหนือจากงาน เช่น การจัดเวิร์กช็อป เรื่องการทำงานเป็นทีม หรือการฝึกหัวหน้าให้สามารถโค้ชลูกทีมเรื่องการทำงานร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สร้างหลักคิดที่เอื้อต่อ OCB ในระยะยาวได้เช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว OCB อาจดูเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่หลักของงาน แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน เพราะในความเป็นจริง การทำงานไม่ได้ประกอบด้วยเพียงภาระหน้าที่ตามตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ และการช่วยเหลือกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทีม ดังนั้นหากองค์กรสามารถสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้พนักงานอยากแสดง OCB ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ผลลัพธ์ของงานจะเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แข็งแรง ที่คนทำงานไม่ได้เพียงแค่ทำงานให้เสร็จ แต่พร้อมจะร่วมกันทำให้องค์กรดีขึ้นไปในระยะยาวด้วย


อ้างอิง

Kang, E., & Hwang, H.-J. (2023). How to enhance an employee’s organizational citizenship behavior (OCB) as a corporate strategy. Journal of Industrial Distribution & Business, 14(1), 29–37. http://dx.doi.org/10.13106/jidb.2023.vol14.no1.29

Organ, D. W. (1988). Organizational citizenship behavior: The good soldier syndrome. Lexington Books.

Organ, D. W. (1997). Organizational citizenship behavior: It’s construct clean-up time. Human Performance, 10(2), 85–97. https://doi.org/10.1207/s15327043hup1002_2

Podsakoff, P. M., MacKenzie, S. B., Paine, J. B., & Bachrach, D. G. (2000). Organizational citizenship behaviors: A critical review of the theoretical and empirical literature and suggestions for future research. Journal of Management, 26(3), 513–563. https://doi.org/10.1177/014920630002600307

Smith, C. A., Organ, D. W., & Near, J. P. (1983). Organizational citizenship behavior: Its nature and antecedents. Journal of Applied Psychology, 68(4), 653–663. https://doi.org/10.1037/0021-9010.68.4.653