พันธุ์ไทยส่ง ‘โอ้เอ๋วชามะลิดึ๋ง’ ชาผลไม้ฟิวชั่นขนมพื้นบ้านภูเก็ตขยายพอร์ตเมนู Non-Coffee รับซัมเมอร์

ถ้าบอกว่ายุคนี้เป็นยุคของเครื่องดื่มชาก็คงไม่ผิดสักเท่าไหร่ สะท้อนผ่านตัวเลขผู้บริโภคในหมวด non-coffee ที่เติบโตจาก 20% สู่ 48% แต่ที่น่าสนใจคือนอกจากมัทฉะ ชาเขียว หรือชาไทย อีกหนึ่งเมนูชาที่มาแรงจนน่าแปลกใจคือ ‘ชาผลไม้’ รสชาติเปรี้ยวหวาน สดชื่น และดีต่อสุขภาพสอดคล้องกับเทรนด์ health & wellness ที่ผู้คนเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพกันมากขึ้น

จากกระแสชาที่กำลังดุเดือดสมกับการเป็น red ocean แบรนด์ร้านกาแฟชั้นนำอย่าง ‘พันธุ์ไทย’ เลยตัดสินใจขยายพอร์ตเมนู non-coffee ด้วยการส่งเมนูชาสุดอร่อยต้อนรับซัมเมอร์ หลังก่อนหน้านี้เคยส่งเมนู ‘มารุเซ็นมัทฉะพรีเมียมเชียงราย’ และ ‘ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน’ ที่ได้รับความนิยมจนถูกบรรจุเป็นเมนูประจำ ซึ่งในคราวนี้อัพเกรดให้น่าสนใจยิ่งขึ้นในสไตล์ Creative Thai Taste ด้วยการฟิวชั่นกับวัตถุดิบเข้าถึงดีเอ็นเอความเป็นไทย ตั้งแต่ผลไม้จนถึงขนมไทยพื้นบ้าน ทั้งหมด 3 เมนู คือ

1. ชามะลิดึ๋งปั่น ไชน์มัสแคท : ชามะลิปั่นเนื้อเนียน เติมรสชาติหวานอมเปรี้ยวจากองุ่นไชน์มัสแคท บวกกับเนื้อสัมผัสเด้งดึ๋งจากขนมหาทานยากจากจังหวัดภูเก็ตอย่าง ‘โอ้เอ๋ว’ แบบฉ่ำเต็มแก้ว

2. ชามะลิดึ๋งปั่น พิงก์กัววา : ชามะลิหอมสดชื่น เพิ่มด้วยฝรั่งชมพูเนื้อชมพู พร้อมด้วยขนมโอ้เอ๋วเคี้ยวหนึบสุดฟิน

3. ชานมมะลิดึ๋ง จัสมินมิลค์ที : ชานมมะลิครีมมี่ หอมละมุน ที่ยังคงรสสัมผัสเคี้ยวหนึบจากขนมโอ้เอ๋วแบบลงตัว

นอกเหนือจากวัตถุดิบผลไม้และขนมไทย อีกหนึ่งพระเอกของเมนูทั้ง 3 คือตัว ‘ชานม’ ยังผ่านกระบวนการคัดสรรมาอย่างดี ตั้งแต่การคัดเลือก ‘ใบชาอัสสัม’ คุณภาพเยี่ยมที่ปลูกบนผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ในไร่จังหวัดเชียงราย ที่เกษตรกรไทยใส่ใจดูแลต้นชาจนพร้อมเก็บเกี่ยวและแปรรูป ก่อนจะนำมาเบรนด์กับ ‘ดอกมะลิลา’ สายพันธ์ุพิเศษ จากจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น 2 จังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการปลูกดอกมะลิมากที่สุด โดยเน้นเก็บเกี่ยวช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ดอกมะลิให้น้ำมันหอมระเหยได้ดีที่สุด 

นอกจากเมนูชามหาชนที่ผสมผสานความเป็นภาคเหนือและใต้ที่กล่าวไป ซัมเมอร์นี้พันธุ์ไทยยังรุกตลาดชาด้วยกลยุทธ์ music marketing ด้วยโปรเจกต์ ‘Punthai T-POP’ ชวนชาวเจนฯ Z และมิลเลนเนียลส์มา dance challenge ในเพลง ‘ดึ๋ง’ ที่แต่งขึ้นมาพิเศษสำหรับแคมเปญเปิดตัวเมนูใหม่ และแสดงให้เห็นว่าตลอด 13 ปีที่ผ่านมา พันธุ์ไทยสนับสนุนเกษตรกรไทย ให้ความใส่ใจฐานแฟนหน้าเดิม และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยไปกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มแฟนรุ่นใหม่ สะท้อนตัวตนแบรนด์ตามคอนเซปต์ #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้

สำหรับทั้ง 3 เมนูวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569 ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการและในแพลตฟอร์มเดลิเวอรี เริ่มต้นที่ราคา 85-90 บาท พิเศษเพียงเพิ่มเงิน 20 บาท ก็สามารถท็อปอัพอร่อยสดชื่นไปกับขนมโอ้เอ๋วแบบจุกๆ 

และสามารติดตามความเคลื่อนไหวของพันธุ์ไทยได้ที่แพลตฟอร์มโซเชียลฯ www.facebook.com/punthaicoffee และ www.tiktok.com/@punthai_coffee_official

รับมือยังไงในวันที่ธุรกิจแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นกลยุทธ์ตั้งราคาที่ยืดหยุ่นเมื่อโลกไม่แน่นอน

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศที่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบห่วงโซ่อุปทาน ในภาคธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณชัดจากผู้ประกอบการสายการผลิตที่ออกมาระบายถึงปัญหาที่เผชิญ โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องรับต้นทุนค่าวัสดุอย่างเหล็ก ทองเหลือง และเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นกลุ่มแรกๆ ขณะที่ค่าขนส่งและค่าบรรจุภัณฑ์ก็ทยอยเพิ่มขึ้นตามมาเป็นระลอก ส่งผลให้การบริหารต้นทุนของหลายธุรกิจตึงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ช่วงที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นหลายแบรนด์ออกมาประกาศตรึงราคา พร้อมเล่าถึงแรงกดดันที่ต้องรับ อย่างแบรนด์เครื่องสำอาง ‘ศรีจันทร์’ ที่ออกมาแถลงว่ากำลังทำงานอย่างหนักร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อแบกรับต้นทุนไว้ให้นานที่สุด เช่นเดียวกับร้านอาหารเครือใหญ่หลายรายที่ต้องบริหารวัตถุดิบไปจนถึงระบบเดลิเวอรีอย่างรัดกุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าของ ‘QueQ’ แอพพลิเคชั่นจองคิวร้านอาหารก็เผยข้อมูลหลังบ้านว่า ยอดการใช้งานลดลงถึง 30% จากภาวะปกติ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่น่าจับตา

ท่ามกลางช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งสำคัญคือ resilience หรือทักษะความยืดหยุ่น ความสามารถของธุรกิจในการดูดซับแรงกระแทกแล้วฟื้นฟูกลับมาดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถเติบโตได้ในสภาวะที่เปลี่ยนไป และกลยุทธ์สำคัญคือ resilient pricing หรือการตั้งราคาที่ยืดหยุ่นเพื่อเติบโตในโลกที่ไม่แน่นอน

บทความจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก BCG (Boston Consulting Group) เผยว่า ในยุคปัจจุบันที่ความผันผวนของตลาดไม่ใช่เรื่องชั่วคราวแต่กลายเป็น new normal ไม่ว่าจะจากปัจจัยเงินเฟ้อ โรคระบาด สงคราม ธุรกิจส่วนใหญ่มักตอบโต้ด้วยการตั้งราคาเชิงรับ (reactive pricing) เช่น การขึ้นราคาสินค้า หรือการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ แต่กลยุทธ์เหล่านี้มีขีดจำกัด เพราะหากใช้ซ้ำๆ จะเริ่มเผชิญกับแรงต้านจากลูกค้าและส่งผลกระทบต่อปริมาณการขาย ดังนั้นสิ่งสำคัญในการปรับตัวด้านราคาจึงเป็นการมองเกมระยะยาวมากกว่าความอยู่รอดระยะสั้น โดยควรคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านราคาและกระบวนการที่จะเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโต

5 กลยุทธ์หลักเพื่อสร้างระบบราคาที่ยืดหยุ่นสำหรับระยะสั้นและระยะยาว

1. มอนิเตอร์การเปลี่ยนแปลงของตลาดล่วงหน้า

ธุรกิจต้องติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและปริมาณการขายในระดับที่ละเอียดเพื่อให้สามารถตอบโต้ได้ทันท่วงที แทนที่จะปรับราคาแบบเหมาเข่ง แต่ควรใช้กลยุทธ์ de-average หรือการปรับราคาที่แตกต่างกันตามเซกเมนต์ลูกค้าหรือประเภทสินค้า

2. ยกระดับการทำสัญญาและพันธมิตร

เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อแชร์ความเสี่ยงและผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การระบุข้อกำหนดการปรับราคาในสัญญา เพื่อลดแรงกดดันในช่วงตลาดผันผวน

3. ตั้งราคาแบบไดนามิก

สร้างระบบหรือนโยบายที่มีการทบทวนราคาอัตโนมัติเมื่อปัจจัยต้นทุนเปลี่ยนไป โดยใช้การผสมผสานระหว่างวิจารณญาณของมนุษย์และเทคโนโลยี

4. ลดความเสี่ยงจากสงครามราคา

บริษัทควรใช้การจำลองสถานการณ์ (simulation) เพื่อดูผลกระทบก่อนตัดสินใจ และเน้นการสื่อสารคุณค่ามากกว่าการแข่งขันที่ราคาเพียงอย่างเดียว

5. เปลี่ยนโมเดลการตั้งราคา

สำรวจโมเดลการสร้างรายใหม่ๆ เช่น as-a-service การตั้งราคาแบบขายต่อเนื่องแทนการซื้อ-ขายแบบครั้งเดียว หรือการตั้งราคาตามผลลัพธ์สำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างในขณะที่ลูกค้ากำลังระมัดระวังการลงทุน

2 กลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถเพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับราคาได้สำเร็จ

1. วางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี

จัดการระบบเทคโนโลยีและบริหารจัดการข้อมูล ทั้งเครื่องมือคำนวณข้อมูล การเปลี่ยนกระบวนการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลให้เป็นแบบอัตโนมัติ คำนึงถึงการนำ AI และ machine learning มาใช้คำนวณและหาคำแนะนำราคาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้สามารถปรับราคาได้ทันทีเมื่อปัจจัยต้นทุนเปลี่ยนแปลง

2. วางรากฐานภายในองค์กร

การมีเทคโนโลยีที่ดีไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ระบบราคากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและการทำงานจริงในองค์กรตั้งแต่กระบวนการและธรรมาภิบาล โดยต้องมีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน จัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องราคาโดยเฉพาะ นอกจากนี้การมีธรรมาภิบาลเรื่องราคาที่เข้มงวดจะช่วยให้การปรับราคาเป็นไปอย่างมีระบบ ไปจนถึงปลูกฝังแนวคิดแบบยืดหยุ่นและวัฒนธรรมการทดลองเพื่อเรียนรู้ เพื่อให้การใช้ระบบราคาที่ยืดหยุ่นกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการแสดงภาวะผู้นำสำหรับธุรกิจ ความเชื่อมั่นกลายเป็นสิ่งเดิมพัน เพราะในปี 2026 ที่เศรษฐกิจผันผวนและความเชื่อมั่นระหว่างลูกค้าและร้านค้านั้นเปราะบาง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการให้ร้านค้าตรึงราคาไว้ และอยู่ในช่วง price sensitive หากพบราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่แน่นอน ซึ่งอาจรุนแรงกว่าการได้รับสินค้าคุณภาพแย่หรือประสบการณ์ที่ไม่ดีเสียอีก

การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการแข่งกันลดราคาให้ต่ำสุด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้สูงสุด ในห้วงเวลาเช่นนี้ ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด สื่อสารได้ชัดเจนที่สุด และรักษาอัตรากำไร (margin) ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด จะเป็นผู้นำทัพทั้งในองค์กรและสมรภูมิธุรกิจ

อ้างอิง

‘เจนฯ Z ถือดอกบัว’ เบื้องหลังเทรนด์สุดแมส ที่แฝงด้วยมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ฟิลเตอร์สีพาลเทล บรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินทอแสงระเรื่อชวนโรแมนติก เพลงดั่งฝันฉันใดของวง Klear และที่ขาดไม่ได้คือดอกบัวในมือที่ถูกจัดเป็นช่อ

ช่วง 2-3 วันมานี้คงไม่มีอะไรมาแรงไปกว่าเทรนด์บรรดาวัยรุ่นเจนฯ Z ถ่ายภาพถือดอกบัวอวดลงบนโซเชียลฯ ที่ไม่ว่าจะไถฟีดแอพฯ ไหนก็เจอ

ทว่าฉากหน้าเทรนด์ที่ดูจะเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวกลับแฝงไปด้วยองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่น่าสนใจ แต่จะมีอะไรบ้างเราขอชวนไปหาคำตอบในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

จุดเริ่มต้นของเทรนด์เจนฯ Z ถือดอกบัว

หลายคนน่าจะสงสัยว่าจุดเริ่มต้นของเทรนด์มีที่มาที่ไปยังไง ซึ่งความจริงแล้วมาจากโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ใช้งานโชว์ภาพช่อดอกบัวถูกพับอย่างสวยงามลงบนแจกัน พร้อมกับการตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องเสียเงินซื้อดอกไม้ราคาแพงด้วยล่ะ? ในเมื่อดอกบัวที่หาง่ายและแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยเองก็มอบคุณค่าแบบเดียวกันได้

ซึ่งคำถามที่ว่าเองก็มีส่วนน่าขบคิดไม่น้อย เพราะราคาของดอกบัวสีชมพูที่นิยมซื้อไหว้พระกำหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกำ ในขณะที่ดอกไม้สวยงามไม่ว่าจะทานตะวัน กุหลาบ หรือเดซี่ นำมาจัดรวมช่อราคามีแตะราคาหลักร้อยบาทแน่นอน

คำถามสั้นๆ ที่ว่าสะกิดเข้ากับมายด์เซตของเจนฯ Z ในยุคนี้เข้าอย่างจัง ที่สมัยนี้ของดีไม่จำเป็นต้องแพงแต่จะแสดงออกมายังไงให้เลิศ จากโพสต์ดังกล่าว ไม่นานนักเริ่มมีวัยรุ่นถ่ายรูปกับดอกบัวลงโซเชียลฯ ประจวบเหมาะกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาผสมโรง จนจุดติดไวกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จนเกิดเป็นเทรนด์อย่างที่เห็น

ปลุก ‘ปากคลองตลาด’ และโลเคชั่นในตำนานอย่าง ‘สะพานพุทธ’ ให้คึกคัก

แน่นอนว่าแหล่งซื้อหาดอกไม้ที่เดินทางง่ายและครบครันคงหนีไม่พ้น ‘ปากคลองตลาด’ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งส่งออกดอกไม้อันดับ 4 ของโลก แต่ในมุมของการค้าปลีก ตลาดแห่งนี้มักจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงที่มีเทศกาลสำคัญที่นิยมใช้ดอกไม้ เช่น วันวาเลนไทน์ หรือในช่วงที่มีวาระรับปริญญา แต่เมื่อการมาของเทรนด์ที่ว่าทำให้ตลาดกลับมามีชีวิตชีวาแทบทั้งวัน

ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่บริบทภาพรวมที่คึกคัก แต่ในแง่ของตัวเลขทางธุรกิจก็คึกคักตาม สำนักข่าวหลายเจ้ากล่าวตรงกันว่า ตัวเลข 80% คือมูลค่าการซื้อดอกบัวที่เพิ่มขึ้น พูดให้เห็นภาพคือก่อนจะมีเทรนด์ดังกล่าวดอกบัวกำหนึ่งราคาไม่เกินหลักสิบแต่ตอนนี้ราคาพุ่งเป็นหลักร้อย แพงแทบจะเทียบเท่าดอกไม้สวยงามพันธุ์อื่น ร้านดอกไม้บางร้านยังจัดกิจกรรมที่สอดคล้อง เช่น กิจกรรมพับกลีบดอกบัว

และนั่นนำมาสู่การที่โลเคชั่นอย่าง ‘สะพานพุทธ’ อดีตตลาดกลางคืนของวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียมพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ถึงขั้นที่มีผู้ใช้โซเชียลฯ อวดบรรยากาศให้เห็นบรรดาวัยรุ่นถือดอกบัวรอต่อคิวถ่ายภาพจนตะวันลับฟ้า

เทรนด์ความนิยมที่ว่าไม่ได้ส่งผลแค่กับปากคลองตลาดหรือภาพรวมของสถานที่เที่ยวอย่างสะพานพุทธ เพราะธุรกิจระดับไมโครที่ตั้งอยู่พิกัดโดยรอบโลเคชั่นได้รับผลดีตามไปด้วย ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงธุรกิจเช่าชุดไทย และธุรกิจจ้างช่างภาพ

หยิบ ‘ต้นทุนวัฒนธรรม’ ในมือให้เกิดมูลค่าด้วยแนวคิดแบบ Modernization

ถึงตรงนี้ถามว่าเทรนด์วัยรุ่นเจนฯ Z ถือดอกบัวสะท้อนให้เห็นถึงอะไรบ้าง?

ที่เห็นได้ชัดคือการนำแนวคิด ‘Modernization’ มาปรับใช้ ระหว่างเทรนด์ของวัยรุ่นยุคใหม่กับวัฒนธรรมไทย อย่างแรกคือดอกบัวไม่จำเป็นต้องอยู่บนหิ้ง หรือเป็นดอกไม้สำหรับไหว้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถหยิบมาถ่ายรูปอวดได้ ซึ่งความอ่อนช้อยงดงามของดอกบัวยังแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่คนต่างชาติมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที 

นับเป็นการคืนชีพ ‘อัตลักษณ์’ ความเป็นไทยให้กลับมาทันสมัย เหมือนที่ก่อนหน้านี้เกิดเทรนด์นุ่งชุดไทยครึ่งท่อนนั่นเอง ซึ่งเทรนด์ถือดอกบัวเองก็ปลุกให้วัยรุ่นจนถึงชาวต่างชาติหันมาสนใจกับวัฒนธรรมไทยโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาสักบาท

อีกข้อคือ ‘โอกาส’ ในการยกระดับสถานที่เที่ยวอย่างปากคลองตลาดให้กลายเป็นอีกหนึ่ง ‘แลนด์มาร์ก’ ใจกลางกรุง เทียบให้เห็นอย่างเนเธอร์แลนด์เองก็มี ‘บลูเมนมาร์ค’ (Bloemenmarkt) ตลาดดอกไม้ลอยน้ำในกรุงอัมสเตอร์ดัม อายุกว่า 700 ปี ที่ถูกนำมาต่อยอดจนกลายเป็นจุดขายและเรียกรายได้จำนวนมหาศาลให้กับภาคการท่องเที่ยวของแดนกังหันลม ที่นอกจากจะขายดอกไม้ยังมีสินค้าที่แสดงถึงอัตลักษณ์คนท้องถิ่น เช่น รองเท้าไม้ Klompen, เครื่องปั้นดินเผา Delfts Blauw และชีส

เรียกว่าบ้านเรามี ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ ในมือเพียบพร้อมที่จะเชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่รู้จบ เพียงแต่จะทำยังไงให้ออกมาโมเดิร์นร่วมสมัยและล้อไปกับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำยังไงให้เทรนด์สามารถยืนระยะได้นานที่สุด

วิธีสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’ ในแบบของ ‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนเอกชนหญิงล้วนแห่งแรกในไทย

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของบ้านเราหลายๆ อย่างขยับตาม เท่าที่เห็นชัดเป็นลำดับต้นๆ คือเรื่องที่ ‘ผู้หญิง’ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง คนทำงานที่เก่งกาจ และมีส่วนผลักดันประเทศให้ไปไกลกว่าเดิม 

ซึ่งบ่อเกิดของหญิงเก่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการมีสถานศึกษาช่วยบ่มเพาะประสิทธิ์ประสาทวิชา อย่างเช่นกรณีของ วัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเอกชนหญิงล้วนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ไม่นานมานี้เพิ่งมีพิธีมอบประกาศนียบัตรการสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (diploma) ให้กับนักเรียนรุ่นที่ 151 ประจำปีการศึกษา 2568 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรณบุบผา เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา โดยมีปาฐกถาถึงนักเรียนรุ่น 151 ใจความว่า จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้ววัฒนาด้วยความฝันและความหวัง ถึงตอนนี้ได้ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ

โดยสิ่งที่โรงรียนวัฒนาวิทยาลัยดำเนินท่ามกลางธุรกิจการศึกษาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด คือการยืนหยัด ‘ทุนทางคุณค่า’ ด้วยแนวคิด Mission Credibility ประกอบด้วย ยึดมั่นในคุณค่าแม้เผชิญการแข่งขันสูง, การสื่อสารสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของสถาบัน, สร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน (institutional pride), สืบสานรากเหง้าและประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (intergenerational bond)

ฝั่ง ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า วัฒนาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเพียงสร้างนักเรียนที่เก่งวิชาการ แต่มุ่งสร้างสตรีที่พร้อมรับมือโลกอนาคต มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีหัวใจที่เข้มแข็ง ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงที่เติบโตบนรากฐานแห่งคุณค่า จะสามารถเปล่งประกายในทุกบทบาทของชีวิต

แม้วันนี้นักเรียนรุ่น 151 จะก้าวออกจากรั้วโรงเรียน แต่เชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตโรงรียนวัฒนาวิทยาลัยจะยังสร้างนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และกลายเป็น ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’ อย่างแท้จริง

ในวันที่สินค้ารักษ์โลกกลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของนิวเจนฯ ‘ฮาตาริ’ ปรับตัวยังไงให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ไอเทมที่ขาดไม่ได้ในช่วงซัมเมอร์แบบนี้คงหนีไม่พ้น ‘พัดลม’ ไม่ว่าจะพัดลมแบบตั้งโต๊ะทุกบ้านต้องมีติดไว้ หรือพัดลมแบบพกพาไปข้างนอก ซึ่งหนึ่งใน top-of-mind ของใครหลายๆ คนคงหนีไม่พ้น ‘ฮาตาริ’ พัดลมสัญชาติไทยที่ตลอด 35 ปี มีสินค้าใหม่ออกมาเอาใจแฟนๆ และเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่างเจนฯ Z อยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็น ‘พัดลม Windbox’ ที่ออกแบบมาให้เข้ากับการแต่งห้องสไตล์มินิมอล ลบภาพพัดลมอาม่าแบบเดิมๆ พัดลม ‘Hatari x Molly Factory’ การจับมือกับอาร์ตทอยสุดฮิตอย่าง Molly สู่พัดลมที่ใช้งานได้จริงและเป็นของสะสมได้ ไปจนถึงการออกพัดลมรุ่นลิมิเต็ดอย่าง ‘HandyWind Max Limited Edition’ สี Lime Green เขียวแบบตะโกน ที่จัดทำขึ้นเพื่อคอนเสิร์ตเดี่ยวของแบมแบม Got 7 เป็นครั้งแรก เพื่อเจาะกลุ่มแฟนคลับ K-pop ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งนอกจากดีไซน์ที่ทันสมัยแล้ว กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังตระหนักถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดที่มีสถิติในปี 2566-2567 ชี้ชัดว่ากลุ่มเจนฯ Z 36% นิยมซื้อผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแม้ต้องจ่ายแพงขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคกว่า 93% ยินดีจ่ายเพิ่ม 1-10% เพื่อสินค้าที่ยั่งยืน โดยเน้นความโปร่งใสของแบรนด์และบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

ในวาระที่ฮาตาริเดินทางมาถึง 35 ปี จึงได้แสดงจุดยืนว่า ‘ธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องเติบโตไปพร้อมกับการรับผิดชอบต่อสังคม’ ผ่านโครงการ Fan It Forward ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่เริ่มทดลองทำมาตั้งแต่ปลายปี 2568 เพื่อรับมือกับปัญหาจากการกำจัดขยะ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผา และไมโครพลาสติกจากการฝังกลบขยะ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีหากไม่มีการจัดการขยะที่ถูกต้อง

Recap ในตอนนี้จึงขอพามาดูเป็นกรณีศึกษาว่าฮาตาริในฐานะผู้ผลิตพัดลมชั้นนำของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู่ธุรกิจที่จัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยังไงบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเปิดพัดลมให้เย็นฉ่ำ พร้อมอ่านบทความนี้กันได้เลย

ปรับใช้โมเดลเทรดอินและระบบรีไซเคิลครบวงจร

ฮาตาริใช้โมเดลแบบเทรดอิน (trade-in) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าร่วมกับแบรนด์ ผ่านโปรเจกต์รักษ์โลก ‘Fan It Forward’ ชวนลูกค้านำพัดลมเก่าแบรนด์ใดก็ได้ มาแลกรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ในการซื้อพัดลมใหม่ผ่านเว็บไซต์ www.hatari.co.th

ก่อนจะนำพัดลมเก่าที่ได้รับมาเข้าสู่ระบบรีไซเคิลครบวงจรหรือกำจัดอย่างเหมาะสมตามกระบวนการที่ถูกต้อง จากการประเมินเชิงสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ยประมาณ 4-5 กิโลกรัม CO₂e ต่อพัดลม 1 ตัว โดยตั้งเป้าว่าจะนำพัดลมเก่ามาเข้าโครงการกว่า 4,000 ตัว เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  20 ตัน CO₂e ภายในปี 2570

เจาะลึกกระบวนการรีไซเคิลครบวงจร

ฮ​าตาริมีวิธีรีไซเคิลพัดลมเก่าเริ่มจากการแยกวัสดุออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือพลาสติก เหล็ก ทองแดง เพื่อนำแต่ละส่วนเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ดังนี้

พลาสติก : นำไปบดเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนนำไปฉีดเพื่อขึ้นรูปทรงต่างๆ  ปัจจุบันสามารถแปรรูปเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่สามารถนำไปประดิษฐ์พวงกุญแจ และมีแผนพัฒนาให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจะนำไปมอบให้กับองค์กรต่างๆ กระจายออกสู่สังคม

เหล็ก : นำไปหลอมเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่

ทองแดง : นำไปหลอมเพื่อนำกลับมาใช้เป็นสายไฟทองแดงใหม่อีกครั้ง

เชื่อมโยงเรื่องรักษ์โลกให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนนิวเจนฯ

ฮาตาริทำให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ผ่านการจัดนิทรรศการศิลปะและหยิบวัสดุรีไซเคิลมาทำเป็นไอเทมที่คนนิวเจนฯ หยิบไปใช้ได้ทุกวัน ผ่านงาน ‘Hatari Fan It Forward’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้า CentralwOrld ชั้น 1 โซน Central Court เพื่อเฉลิมฉลองวันรีไซเคิลโลกและสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนทั่วไปให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะอย่างถูกวิธี โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ

Green Garden Art Installation : พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากการรีไซเคิลพัดลมและชิ้นส่วนจากพัดลมเก่า นำมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นงานศิลปะอินสตอลเลชั่นในรูปแบบของสวนดอกไม้ขนาดย่อม ร่วมกับองค์ประกอบธรรมชาติ กลายเป็นมุมถ่ายภาพและพื้นที่พักสายตา ที่สะท้อนให้เห็นว่าพลาสติกที่ใช้แล้วก็สามารถถูกตีความใหม่และกลับมามีคุณค่าในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ได้

โซนให้ความรู้ Recycle Journey : ถ่ายทอดขั้นตอนการรีไซเคิลพลาสติกจากพัดลมเก่า ตั้งแต่การคัดแยกชิ้นส่วน ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ ภายในพื้นที่มีการจัดแสดงโครงสร้างและส่วนประกอบของพัดลมให้ผู้เข้าชมได้เห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองบดเม็ดพลาสติกด้วยตนเอง เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

โซน DIY พวงกุญแจพลาสติกรีไซเคิล Old Fan to New Charms : เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทำพวงกุญแจที่ระลึกจากวัสดุรีไซเคิล โดยนำชิ้นส่วนพลาสติกจากพัดลมเก่าที่ผ่านการแปรรูปมาทำเป็นชาร์มหลากสีและหลายรูปทรง สำหรับตกแต่งพวงกุญแจในสไตล์ของตัวเอง

ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ได้เล่าให้ Capital ฟังอีกว่า การรีไซเคิลจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อผู้คนเห็นกระบวนการและเข้าใจว่ามันทำงานยังไง งาน Hatari Fan It Forward จึงเป็นเพียงกิจกรรมนำร่องของโครงการเท่านั้น โดยปัจจุบันทางฮาตาริกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

โดยมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลบางส่วนมาใช้เป็นสื่อจัดแสดงบนชั้นสินค้า เพื่อลดการผลิตวัสดุใหม่ และบางส่วนจะนำไปใช้เป็นของที่ระลึกพิเศษ เพื่อส่งต่อคุณค่าของการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในระยะยาว ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตของแบรนด์เดินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรของโลกต่อไป

ยกโฉม The Mall Ramkhamhaeng สู่ ‘1981 Soul & Sold’ โครงการไลฟ์สไตล์ในคอนเซปต์ Newstalgia 

แม้โลกจะหมุนไปไกลแค่ไหน เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเท่าใด ผู้คนก็ยังโหยหาความหลัง หรือที่เรียกว่า ‘nostalgia’ ไม่ว่าจะบริบทการใช้ชีวิต อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ รายการโทรทัศน์ ไปจนถึงของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นิยาม nostalgia ที่ว่าถูกนำมาใช้กับคอนเซปต์มาร์เก็ตติ้งสนุกๆ อยู่บ่อยครั้ง อย่างล่าสุดที่ทาง ‘The Mall Group’ มีการเปิดตัว ‘1981 Soul & Sold’ โครงการไลฟ์สไตล์ที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมยุค 1980 เข้ากับการตีความร่วมสมัย เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ของชุมชนคนเมือง โดยตั้งอยู่บริเวณซอยรามคำแหง 15 บนพื้นที่เดิมของเดอะมอลล์ รามคำแหง ด้วยคอนเซปต์ Newstalgia Marketplace & Culture Hub 

พูดถึงความน่าสนใจของโครงการ 1981 Soul & Sold คือการออกแบบภายในแบบ Cultural Ecosystem ที่เชื่อมโยงร้านค้า เรื่องเล่า และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน ผ่านการจัดพื้นที่ตาม 8 หมวดวัฒนธรรม ได้แก่ Fashion & Accessories, Music & Media, Analog & Tech Nostalgia, Art, Craft & Design, Collectibles & Memorabilia, Lifestyle Services, Food & Beverage และ Community Anchors 

ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ Retail Curator โครงการ 1981 Soul & Sold  อธิบายถึงคอนเซปต์ของโครงการว่า สาเหตุที่เลือกปี 1981 เป็นหัวใจในการออกแบบโครงการ เพราะช่วงปีดังกล่าวเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของโลก ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากโลกแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล และจากวัฒนธรรมแบบ mass culture สู่ personal culture อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีตเพียงเพื่อความคิดถึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำจิตวิญญาณของยุคนั้นมาตีความใหม่ในบริบทของปัจจุบัน เพื่อสร้างพื้นที่ค้าปลีกและวัฒนธรรมที่มีความหมายต่อวิถีชีวิตของเมือง

ทั้งนี้ ภายในโครงการได้รวบรวมร้านค้าและคอนเซปต์สโตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ร้าน NICHE GALLERIA Consignment สำหรับสินค้าไฮเอนด์และลักชัวรี แบบ pre-owned, DOWNTOWN, ร้านมัลติแบรนด์สำหรับสายแฟชั่น, ร้าน Used Shop & Cafe ที่ผสมผสานเสน่ห์ของแฟชั่นวินเทจเข้ากับบรรยากาศคาเฟ่ 

นอกจากนี้โครงการยังอยู่ระหว่างการคัดสรรและรวบรวมร้านอาหารเข้ามาเปิดให้บริการ โดยปัจจุบันมีร้านอาหารตอบรับเข้าร่วมแล้ว 63 ร้าน ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมทั้งขึ้นห้างและสตรีทฟู้ดเจ้าดัง เช่น สุกี้ตี๋น้อย, One To Two, KFC, Cafe Amazon, Fuku Matcha, White Story, ชาตรามือ, Olino Crepe & Tea, ร้านแอนคั่วไก่, ก๋วยจั๊บนายอ้วน,
ยักษ์กระเพราไทย, QuackQuack ข้าวมันเป็ด, ข้าวขาหมูเซ็นต์หลุยส์, หลีเฮง คั่วไก่เสาชิงช้า, เจ๊อี่ เย็นตาโฟ, ลูกชิ้นปิ้งเรือ 3 รำ, เมืองเพชรไอศกรีมกะทิ, ขนมบะบิ่น กัส-โต้, ร้านขนมไทยคุณจิ๋ม, ขนมไทยโบราณ ฯลฯ
และอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงการ คือ 1981 Studio พื้นที่สำหรับการจัด interview, live session และกิจกรรมสื่อสารวัฒนธรรม เพื่อเล่าเรื่องราวของร้านค้า นักสะสม และชุมชนที่อยู่เบื้องหลังจักรวาลของ 1981 

ยิ่งนึกตามก็ยิ่งน่าตื่นเต้นว่า 1981 Soul & Sold จะกลายเป็น cultural hub ที่ชวนผู้คนมาพบปะ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้กับคนทำธุรกิจสร้างสรรค์ได้มากแค่ไหน อีกไม่ช้าได้รู้กันแน่นอน โดยสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่แพลตฟอร์ม Instagram : @1981soulandsold

แบรนด์ปรับตัวสู่ Wellbeing ยังไง ในวันที่ Longevity ไม่ใช่แค่มีอายุยืนแต่ต้องสุขภาพดี

ในทุกวันนี้คนไม่เพียงแต่ตั้งคำถามว่าจะทำยังไงให้มีอายุที่ยืนยาว แต่คนมองไปถึง ‘การมีสุขภาพดียาวนานเท่ากับช่วงอายุขัยของเรา’ ทำให้ Techsauce แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดงาน ‘Techsauce Healthspan Festival 2026’ เมื่อวันที่ 27-28 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

เพื่อเชื่อมโยงโลกธุรกิจ เทคโนโลยี ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจเรื่องสุขภาพ มาสร้างระบบนิเวศและคอมมิวนิตี้สุขภาพให้แข็งแกร่ง ผลักดันให้ประเทศไทยได้เป็น medical hub หรือศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ

หนึ่งในเซสชั่นที่น่าสนใจคือ ‘คนไทยกายใจแข็งแรงแค่ไหน เมื่อวัดกับเพื่อนๆ เอเชีย?’ โดย ขนิษฐา ตั้งวรพจน์วิธาน Executive Advisor จากบริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) บริษัทวิจัยอินไซต์ชั้นนำในเอเชีย ได้นำเสนอผลสำรวจ Wellbeing Index 2026 พร้อมแนะนำว่าถ้าธุรกิจอยากปรับตัวสู่ wellbeing ต้องรู้เรื่องอะไรและทำยังไงบ้าง ตามมาอ่านกันผ่านคอลัมน์ Keynote ครั้งนี้กันได้เลย

เมื่อประเทศที่อายุยืนที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มี wellbeing ดีที่สุด

ข้อมูลจาก GWI ชี้ให้เห็นว่าตลาด wellness กำลังจะแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีกำลังเติบโตมหาศาล แต่ผลสำรวจากคน 1,200 คนใน 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และไทย กลับชี้ให้เห็นว่าประเทศที่อายุยืนที่สุด กลับไม่ใช่ประเทศที่มี wellbeing ดีที่สุด

🇯🇵 ประเทศญี่ปุ่น

เป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนที่สุดในโลก โดยเฉพาะในโอกินาวา เนื่องจากการกินอาหารเพื่อสุขภาพ เน้นผักและปลา มีวิถีชีวิตที่ขยับตัวตลอดเวลา แต่ก็มีความเครียดสูงจากวัฒนธรรมการทำงานหนัก และการแคร์สายตาผู้อื่น ทำให้ wellbeing ของญี่ปุ่นดีในเรื่อง social หรือการเป็นที่ยอมรับในสังคม แต่ก็ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกโดดเดี่ยว สังเกตได้จากที่เราเห็นข่าวอยู่เสมอว่ามีคนญี่ปุ่นเสียชีวิตอยู่ในบ้านเป็นเวลานานโดยไม่มีใครรู้

🇨🇳 ประเทศจีน 

ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นประเทศที่เทคโนโลยีล้ำสมัย จนมหาอำนาจอย่างอเมริกาตามแทบไม่ทัน แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนจีนมี wellbeing ที่ดีคือการมี spiritual หรือมีเป้าหมายในชีวิตและมีสุขภาพจิตที่ดี ก้าวต่อไปของคนจีนจึงเป็นการเดินกลับมาหา inner peace หรือการรักษาความสงบสุขในใจ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาและความเครียด หลังจากที่วิ่งไปสร้างนวัตกรรมมาเนิ่นนาน

🇻🇳 ประเทศเวียดนาม

เป็นประเทศที่มี ambitious soul หรือจิตวิญญาณที่ทะเยอทะยาน ในการผลักดันประเทศให้ทัดเทียมกับไทย แต่สิ่งที่คนเวียดนามทุกเจเนอเรชั่นมองหาคือเรื่อง wellbeing คือการสร้างสมดุลในชีวิต

🇹🇭 ประเทศไทย 

ที่น่าสนใจคือคนต่างจังหวัดมี Wellbeing Index หรือดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุข สูงถึง 5.81 ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าการมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่า ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน อาจเป็นปัจจัยสำคัญของ wellbeing ที่ดีของคนไทย

เมื่อ wellbeing ไม่ใช่แค่มีสุขภาพกายและใจที่ดี

จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าเวลาพูดคำว่า wellbeing ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่อง physical หรือเรื่องทางกาย และ medical หรือเรื่องทางใจเพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง 6 มิติสำคัญ ได้แก่

1. Physical คือการมีร่างกายที่แข็งแรง

2. Mental คือการมีจิตใจที่มีความสุขและเครียดน้อย

3. Social คือการมีครอบครัว ชุมชน และสังคมที่ยอมรับ

4. Financial คือความมั่นคงทางการเงิน

5. Environmental คือสภาพแวดล้อมที่ไม่ทำร้ายเรา 

6. Spiritual คือการมีเป้าหมายในชีวิต

ซึ่งมิติสุดท้ายแทบไม่มีใครพูดถึง แต่กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนเอเชียหลายประเทศมี wellbeing ต่างกันอย่างน่าสนใจ

แบรนด์ก้าวสู่ wellbeing ยังไง

ขนิษฐาแนะนำว่าต้องเน้นพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ช่วยเรื่อง Healthspan หรือการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก่อนเจ็บป่วย มากกว่าเรื่อง sick care หรือการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว เพราะผู้คนจะหันมาให้ความสำคัญกับช่วงระยะเวลาที่คนเรามีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตดี ไม่มีโรคเรื้อรังร้ายแรงมากวนใจ และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น หรือถ้าสรุปง่ายๆ คือการเน้น ‘คุณภาพชีวิตที่ดีตลอดอายุขัย’ มากกว่า ‘อายุยืนแต่มีอาการเจ็บป่วย’

พร้อมทิ้งท้ายกฎ 3 ข้อผ่านตัวย่อ ACT ที่แบรนด์หยิบไปปรับใช้ได้ ได้แก่

🟢 A-Align & Integrate คือการที่ wellbeing ต้องครอบคลุมทั้ง 6 มิติ จะขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปไม่ได้

🟢 C-Create Communities คือการที่คอมมิวนิตี้สำคัญกว่าแคมเปญ เพราะการสร้างชุมชนที่ยั่งยืนย่อมดีกว่าการทำกิจกรรมเป็นครั้งคราวแล้วจบไป

🟢 T-Trigger Generational Motivation/Plain คือการที่ทุกเจเนอเรชั่นให้ความสำคัญกับ wellness 

แต่ความท้าทายคือแต่ละเจนฯ ก็มีโจทย์ที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเข้าใจโจทย์และ pain point เหล่านั้นเพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและก้าวเข้าสู่กระแสของ wellbeing ให้ได้