Impact of Layoffs

 เลิกจ้างครั้งใหญ่ คนเสี่ยงตกงานเกือบ 500,000 คน

Meta ปลดพนักงานกว่า 8,000 คนทั่วโลก, BBC เลย์ออฟพนักงานกว่า 2,000 คน, Disney ปลดพนักงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง, Amazon ลดพนักงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข่าวการเลย์ออฟคนครั้งใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ Challenger, Gray & Christmas บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารระดับสูง ออกมาบอกว่าแค่ 3 เดือนแรกของปี 2026 มีการเลิกจ้างงานโดยเฉพาะสายเทคฯ ไปแล้วกว่า 52,050 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าการเลิกจากงานในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 กว่า 40% 

จนเกิดเป็นวิกฤตการเลิกจ้างงานที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้ในไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการเลิกจ้างแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี และอาจทำให้มีผู้ถูกเลิกจ้างงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นเกือบ 500,000 คนภายในปี 2026 นี้

แม้การเลิกจ้างงานจะเกิดขึ้นทุกปี แต่ปัจจัยอะไรที่ทำให้ปีนี้เกิดการเลิกจ้างงานมากกว่าปีที่ผ่านมา แล้วคนทำงานควรปรับตัวยังไงให้อยู่รอด ตามมาหาคำตอบได้ผ่าน Recap ตอนนี้กันได้เลย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเลย์ออฟครั้งใหญ่ในปี 2026

แม้เราจะเคยได้ยินกันหลายครั้งว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน กับอีกมุมหนึ่งบอกว่า AI เข้ามาช่วยส่งเสริมการทำงานให้ดีขึ้น แต่โจทย์ใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังเผชิญคือการที่พนักงานวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทันและขาดทักษะที่จำเป็นในยุคนี้

สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก ที่ชี้ว่าช่องว่างทางทักษะถือเป็นอุปสรรคมากที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้เกิดการวางแผนจ้างพนักงานใหม่ที่มีทักษะเพียงพอต่อการทำงานในยุคนี้ถึง 70% และมีแผนโยกย้ายพนักงานจากตำแหน่งเดิมกว่า 50%

ในอีกมุมหนึ่งแอนดี้ แชลเลนเจอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Challenger, Gray & Christmas บริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงานได้ออกมาบอกว่า บริษัทเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทกำลังโยกงบประมาณจากการจ้างคน มาลงทุนด้าน AI มากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวกับการเขียนโค้ด สามารถใช้ AI ทำแทนได้เกือบทั้งหมดแล้ว

ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและทดลองใช้ AI แม้จะแทนคนไม่ได้ 100% แต่ก็ส่งผลให้ลดการจ้างงานในบางตำแหน่งลงจริงๆ ส่งผลให้ 1 ใน 4 ของการเลิกจ้างงานในทุกอุตสาหกรรมมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทหันไปลงทุนด้าน AI นอกจากนั้นเป็นปัจจัยเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขันระหว่างองค์กร ความคาดหวังขององค์กรที่มีต่อพนักงาน ไปจนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดเล็กลง

ทักษะสำคัญที่ทำให้อยู่รอดท่ามกลางการเลย์ออฟ

ก่อนอื่นขอชวนมาทำความเข้าใจว่า AI ไม่ได้แย่งงานที่ต้องทำในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไปทั้งหมด แต่เป็นการทำงานบางหน้าที่ในตำแหน่งนั้น โดยเฉพาะงานที่อาศัยการทำซ้ำหรืองานที่เป็น routine แต่งานที่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ไปจนงานที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นหน้าที่ที่ AI แทนไม่ได้ แต่คนที่อยู่รอดได้ต้องพัฒนาทักษะให้มากขึ้น

ซึ่งก็คือทักษะ AI fluency คือทักษะและความสามารถในการเข้าใจ ใช้งาน และทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาด เพื่อนำมาวางแผน แก้ไขปัญหา และเพิ่มผลผลิตในงานจริง ยกตัวอย่างงานเขียนโค้ดที่บริษัทเทคฯ หลายเจ้าบอกว่าใช้ AI แทนได้ แม้คนที่ทำงานตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองแล้ว แต่ก็ต้องพัฒนาทักษะ AI fluency เพื่อเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับการเขียนโค้ดในแต่ละโปรแกรม โดยสามารถตรวจสอบและปรับแก้โค้ดหรือคำสั่ง AI ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สอดคล้องไปกับข้อมูลของ LinkedIn ที่รายงานว่ามีตำแหน่งงานในสหรัฐอเมริกาที่ต้องการคนมีทักษะ AI literacy เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วกว่า 70%

นอกจากนี้ World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลกยังบอกอีกว่าแม้ AI จะเป็นทักษะอันดับแรกที่คนทำงานยุคนี้ควรมีมากที่สุด แต่ก็ยังมีทักษะอื่นๆ ที่ AI ทำแทนไม่ได้ คือ

1. Creative Thinking ความคิดสร้างสรรค์

2. Resilience ความยืดหยุ่น

3. Flexibility การปรับตัว

4. Curiosity ความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ๆ

5. Lifelong Learning การไม่หยุดที่จะเรียนรู้

6. Leadership ทักษะความเป็นผู้นำ

7. Talent Management ทักษะการบริหารคน

8. Analytical Thinking ความสามารถในการแยกแยะข้อมูล เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

9. Environmental Stewardship การรับผิดชอบดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แม้ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่และอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน แต่หลายตำแหน่งก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงถูกแทนที่ด้วยคนที่พัฒนาทั้งทักษะ AI fluency และทักษะ soft skills ที่ AI ก็มาแทนที่ไม่ได้

ที่มา

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

You Might Also Like