Seaside Reading

Seaside Reading การอ่านริมทะเล ผู้หญิงและประวัติศาสตร์การอ่านสบายๆ ในการหนีร้อน 

ช่วงหยุดยาวหน้าร้อน การหนีร้อนไปพักผ่อน โดยเฉพาะการไปทะเลหรือไปนอนโง่ๆ ริมสระน้ำ ให้ไอแดดอุ่นๆ โอบกอดเราจากชีวิตในเมืองใหญ่และการทำงาน ในการไปริมทะเล สิ่งที่เรามักจะเตรียมการไปด้วยก็คือ ‘หนังสือ’ สักหลายๆ เล่ม

การอ่านและหนังสือจึงเป็นหนึ่งภาพหรือจินตนาการมาตรฐานของเราในการไปพักร้อน การปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการอ่าน ฟังเสียงคลื่น ชมผู้คนบนห่วงยาง กลายเป็นสิ่งที่เราจะนึกฝันถึง ในฐานะส่วนหนึ่งของฤดูร้อน–และการไปพักร้อน

ถามว่า หนังสือกลายเป็นหัวใจของการพักร้อนขนาดไหน นอกจากจะคิดว่าเราจะต้องติดหนังสือเล่มไหนไปทะเล (หรือจริงๆ คือไปไหนก็ได้ที่คือการพักร้อน) ในแทบจะทุกสื่อทางวัฒนธรรม นิตยสารว่าด้วยการอ่าน กระทั่งสำนักพิมพ์เอง ก็มักจะต้องออกคอลเลกชั่น ‘summer reading’ รวมถึง ‘beach reading’ สำหรับชุดหนังสือแนะนำเหล่านี้ก็สุดแท้แต่จะแนะนำกัน อาจเป็นกลุ่มหนังสือใหม่ เป็นรวมหนังสือดี รวมบทกวีหรือหนังสือสั้นๆ ที่ใช้เวลาอ่านไม่นาน ไปจนหนังสืออ่านง่าย สบายอารมณ์

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้จึงชวนย้อนไปสำรวจการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการอ่านริมทะเล การพกหนังสือไปนอนโง่ๆ ที่ริมทะเล กิจกรรมซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของการพักร้อน การเดินทางไปทะเลด้วยรถไฟ การที่วัฒนธรรมการอ่านค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน และสื่อสิ่งพิมพ์เองก็เด้งรับด้วยการเริ่มขายหรือจัดหนังสือ ‘ย่อยง่าย’ ‘อ่านสนุก’ ตามการอ่านและกลุ่มผู้อ่านที่เปลี่ยนจุดมุ่งหมายไปเป็นเพื่อความบันเทิงมากขึ้น

ประเด็นเล็กๆ อย่างการหยิบหนังสือไปทะเล นอกจากจะเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการท่องเที่ยว การก่อตัวขึ้นของชนชั้นกลาง การบริโภคหนังสือและกิจการสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว ในมิติทางวัฒนธรรม การเกิดขึ้นทั้งการไปหย่อนใจริมทะเลและงานเขียนที่เล่าเรื่องราววิถีชีวิตช่วงพักร้อนยังกลายเป็นช่วงเวลาและงานเขียนเกี่ยวข้องกับการหาความสุขและความโรแมนติก การอ่านในหน้าร้อนทำให้เกิดงานเขียนที่สัมพันธ์กับผู้หญิง ให้ภาพพื้นที่ชีวิตที่อิสระและรอยต่อไปสู่การแต่งงาน

และเมื่อการอ่านเชื่อมโยงกับการพักผ่อนแล้ว การเกิดขึ้นของการอ่านเพื่อการหย่อนใจ จึงทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่าเป็นการอ่านที่ทำให้ผู้คนเสียผู้เสียคนไปกับเรื่องไร้สาระประโลมโลก

การอ่านริมทะเล ความเฟื่องฟู และพื้นที่ของผู้หญิง

ประวัติศาสตร์การอ่านริมทะเล และการบริโภค ผลิตหนังสือเพื่อวันพักผ่อน ค่อนข้างเป็นความประจวบเหมาะของบริบททางสังคมในช่วงศตวรรษที่ 19 นั่นคือการเกิดขึ้นของรถไฟ การก่อตัวขึ้นของการท่องเที่ยวซึ่งสัมพันธ์ทั้งกับการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางที่มีเวลาว่างมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวไปทะเลแบบเช้าไปเย็นกลับเป็นจริงได้ เกิดกิจการโรงแรมที่พัก และชนชั้นกลางเหล่านี้ก็ต้องการความบันเทิง รวมถึงหนังสือเองก็กลายเป็นตัวแทนของชนชั้นของการบริโภค

งานศึกษาว่าด้วยการอ่านในยามไม่ทำอะไร หลักๆ ต้องอ้างอิงงานศึกษาของ Donna Harrington-Lueker ผู้เขียนหนังสือ Books for Idle Hours: Nineteenth-Century Publishing and the Rise of Summer Reading เนื้อหาก็ตามชื่อ ว่าด้วยประวัติศาสตร์กิจการสิ่งพิมพ์ซึ่งเฟื่องฟูขึ้นจากการทำหนังสือสำหรับอ่านในวันพักผ่อน ซึ่งเรียกสรุปว่าเป็น Summer Reading

ตัวงานศึกษา คุณดอนน่าให้สัมภาษณ์กับ Vox ว่า เธอศึกษาข้อเขียนเช่นบทความหนังสือพิมพ์ โฆษณาต่างๆ จากสำนักพิมพ์ที่โฆษณาขายหนังสือในช่วงศตวรรษที่ 19 และคุณดอนน่าอธิบายว่าได้สรุปช่วงเวลาของสิ่งที่เรียกว่า ‘การอ่านในหน้าร้อน’ แบ่งได้คร่าวๆ เป็นสองช่วง คือช่วงก่อนสงครามกลางเมือง และหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งสงครามกลางเมืองคือราวทศวรรษ 1860 

ทั้งก่อนและหลังสงครามกลางเมืองเป็นหมุดหมายในงานวิจัยที่สำคัญ เพราะหนังสือเพื่อการพกไปทะเลนั้นเริ่มมีอยู่ตั้งแต่ช่วงก่อนทศวรรษ 1860 ดอนน่าอธิบายว่าในยุคก่อนสงครามกลางเมือง งานเขียนที่ยึดโยงกับการไปทะเลมักเป็นหนังสือที่ผู้ชายพกไปอ่าน และค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูง คือสมัยนั้นยังต้องเดินทางด้วยรถม้าเพื่อไปหย่อนใจ อาจจะเป็นบ้านส่วนตัวที่ริมทะเล ซึ่งสำนักพิมพ์ในช่วงนั้นก็เริ่มพิมพ์หนังสือธีมทะเลแล้ว เช่น มีหนังสือรวมบทกวีว่าด้วยท้องทะเลชื่อตรงตัวคือ A Book for the Sea-Side ตีพิมพ์ในปี 1853

แต่งานเขียนกลุ่มที่เริ่มกลายเป็นกระแสของหนังสือเพื่อฤดูร้อน เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ยุคสมัยที่อเมริกาเองเริ่มฟื้นฟูประเทศ มีการก้าวไปสู่ความเป็นสมัยใหม่เต็มขั้น เกิดรถไฟ และเกิดชนชั้นกลาง–ซึ่งในช่วงแรกหมายถึงนายทุนที่ร่ำรวยขึ้นจากกิจการต่างๆ จากอุตสาหกรรมเหมือง รถไฟ เหล็ก กิจการการเงิน ไปจนถึงการผลิตสินค้าแบบโรงงาน 

ทีนี้ ภาพการไปทะเลในสมัยก่อน อาจจะมีความแตกต่างจากปัจจุบันเล็กน้อย ในยุคแรกการไปทะเลถือเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูงซึ่งต่อมารวมถึงชนชั้นกลางในความหมายของนายทุนที่เป็นเศรษฐีที่รวยขึ้นจากการทำกิจการยุคแรกๆ จนร่ำรวยมาก สำหรับคนเหล่านี้การไปทะเลมักหมายถึงการไปอยู่ที่บ้านพักชายทะเลส่วนตัวทั้งช่วงฤดูร้อน ไปอยู่เป็นเดือนๆ ซึ่งการไปอยู่ริมทะเลหรือไปตากอากาศในสมัยนั้นถือเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งของเหล่าผู้ดีและเศรษฐีมีเงินที่มักจะไปเข้าสังคม ไปตีเทนนิส จัดเลี้ยง ทำการกุศล และแน่นอน จัดงานเต้นรำ

ตรงนี้เองจึงเกิดประเภทวรรณกรรมเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นนวนิยายฤดูร้อน (summer novel) ขึ้น คือเป็นนวนิยายที่เล่าโดยเลียนวิถีชีวิตของการไปใช้เวลาช่วงซัมเมอร์ของเหล่าผู้มีอันจะกิน ในพื้นที่เฉพาะเจาะจงเช่น นิวพอร์ต (Newport) พื้นที่ริมทะเลกลายเป็นพื้นที่ของไลฟ์สไตล์และผูกโยงเข้ากับความรักโรแมนติก สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากจะมีนวนิยายที่เล่าถึงการไปเดต ไปตกล่องปล่องชิ้นกันในช่วงซัมเมอร์ 

กลายเป็นว่านวนิยายเหล่านี้กลายเป็นแนวทาง ‘ฮาวทู’ อย่างหนึ่งที่หนุ่มสาวจะอ่านเพื่อเรียนรู้การไปใช้เวลาเพื่อการจีบหรือทำความรู้จักคู่รักในอนาคต เช่นจะสันทนาการยังไง ทั้งการเล่นไพ่ ตีโปโล แต่งตัว หรือพูดคุย ซึ่งนิยายเหล่านั้นมักจะจบการพักผ่อนด้วยการแต่งงานของตัวละครเอง

ลักษณะการเขียนของงานแนวซัมเมอร์โนเวลก็น่าสนใจ คือเขียนแบบนิยายรัก มักเป็นการเล่าที่เป็นขั้นเป็นตอน คือมักแบ่งเป็นช่วงๆ เข้าใจง่าย มีพล็อตที่พัฒนาไปข้างหน้า จุดนี้น่าทึ่งเพราะเป็นนิยายที่เราไม่ต้องตั้งใจอ่านมาก อ่านๆ ไปก็วาง ออกไปเต้นรำ เล่นไพ่ กลับมาอ่านใหม่ก็ยังรู้เรื่องอยู่ คล้ายๆ การดูละครค่ำบ้านเราที่ยังไงก็เข้าใจเรื่องได้ไม่ยาก

ประเด็นเรื่องพื้นที่พักผ่อนริมทะเล ดอนน่า ผู้วิจัยให้มุมมองที่น่าสนใจว่าก่อนสงครามกลางเมือง การพักร้อนริมทะเลเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แต่หลังจากนั้น พื้นที่หลบร้อนกลายเป็นพื้นที่โรแมนติก และเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับผู้หญิงคือกลายเป็นพื้นที่ตรงกลาง เป็นพื้นที่ของอิสรภาพก่อนไปสู่ชีวิตการแต่งงาน

การไปบ้านริมทะเลกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงได้มีอิสระตรงข้ามกับวิถีชีวิตอันเคร่งครัดในพื้นที่เมือง จากการเป็นสุภาพสตรีอยู่นิวยอร์ก พอไปนิวพอร์ต กลายเป็นพื้นที่ที่อิสระได้มากขึ้น เหล่าหญิงสาวจะได้เวลาด้วยกัน ไปพักผ่อน พายเรือ เดินเล่นในเขาโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายคอยไปด้วย– สมัยนั้นผู้หญิงเมื่อออกนอกบ้านต้องมีผู้ชายหรือสาวใช้ติดตามเสมอ ก่อนจะจบเรื่องราวด้วยการแต่งงานเมื่อกลับจากการพักร้อน

การอ่าน ‘เบาๆ’ ในพื้นที่ ‘สบายๆ’

ดังนั้น ตัวแทนหนึ่งของวรรณกรรมซึ่งสัมพันธ์กับหน้าร้อนและการพักหย่อนใจริมทะเลจึงผูกโยงกับเรื่องรักโรแมนติก และการใช้เวลาอย่างฟู่ฟ่า ว่าด้วยการเข้าสังคมและความรัก พื้นที่ชายทะเลจึงค่อยๆ สัมพันธ์กับนิยามสำคัญของปรัชญาและการอ่าน รวมถึงประเภทวรรณกรรม คืองานแบบหลีกหนี (escapist) ซึ่งก็มักจะเป็นนิยายรักโรแมนติก นิยายพาฝัน

ในช่วงหลังสงครามกลางเมือง คือเมื่อมีรถไฟแล้ว เริ่มเกิดชนชั้นกลางที่ไม่ใช่แค่นายทุน ผู้คนเริ่มเข้าถึงการศึกษา อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้น มีคนที่มีเวลาว่างในฐานะชนชั้นกลางมากขึ้น คนเริ่มนั่งรถไฟไปทะเล เริ่มเกิดกิจการโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในระยะเวลาสั้นๆ กระทั่งการไปทะเลแบบเช้าไปเย็นกลับ

สำนักพิมพ์เองก็มองเห็นลู่ทางการตลาด ด้วยตลาดผู้บริโภคหนังสือที่ระเบิดออก สำนักพิมพ์จึงเริ่มพิมพ์หนังสือที่เบา ทั้งน้ำหนักเบา และเนื้อหาเบาสบาย อ่านง่าย สำหรับให้นักอ่านและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ได้พกไปอ่านในวันพักผ่อนหย่อนใจ

ในปี 1885 มีคอลเลกชั่นหนังสือที่พิมพ์เป็นปกอ่อนลงโฆษณา เป็นหนังสือเพื่อการอ่านช่วงฤดูร้อน ‘Summer Books in Paper Covers’ ซึ่งเป็นการรวมเรื่องราวทั้งนิยายกึ่งอภินิหาร มีนิยายไซไฟ หนังสือมีบทวิจารณ์ว่าเป็นหนังสือที่ทำให้อ่านแล้วอารมณ์ดีในทุกๆ สถานการณ์

ถือว่าเป็นการฉวยช่องว่างการตลาดที่น่าสนใจมาก คือการคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกอ่านที่ไหน และในวันพักผ่อน ผู้อ่านจะอยากรู้สึกอะไร

เมื่อเริ่มเกิดกระแสรวมเล่ม เกิดเทรนด์หนังสืออ่านสนุกจากวงการการบริโภคหนังสือ ในยุคนั้นด้วยความที่ยังเป็นรอยต่อจากความเชื่อดั้งเดิมหรือการเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดแบบอเมริกัน ในปี 1876 บาทหลวงจากบรูกลินถึงขนาดออกคำเทศนา โดยเรียกว่านวนิยายพาฝันปกอ่อน เป็น ‘พิษทางวรรณกรรม’ ซึ่งในบทเทศนาอ้างอิงการพกหนังสือเหล่านี้ไปเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในขณะนั้นว่า ‘อย่าให้พวกมัน–ในฐานะกบและเห็บหมัดคลานเข้าไปในกระเป๋า ร่วมทางไปยัง Saratoga หรือ White Mountain (สองสถานที่ตากอากาศสำคัญในยุคนั้น)’ 

แปลว่ากระแสการบริโภคหรือพกหนังสือนิยายพาฝันไปพักผ่อนด้วยเป็นกระแสที่ฮิตมากๆ และความสนุกคือ ทางสำนักพิมพ์เองก็ไม่ยอมแพ้ และออกมาปกป้องด้วยการเขียนบทบรรณาธิการในนิตยสาร Book Buyer ในปี 1887 ว่า วรรณกรรมกินง่ายที่เป็นเหมือนเค้กและเบียร์ (เอลล์) มีความชอบธรรมในห้วงเวลาและสถานที่อันเฉพาะเจาะจง คือหลังจากที่บริโภคจานหลักในฤดูก่อนหน้า และเป็นช่วงเวลาที่ผู้อ่านจะค่อยๆ ย่อยงานเขียนจริงจังในช่วงเวลาพักผ่อนของตน

ถือว่าเป็นการแก้ต่างที่คมคายและน่าสนใจ หมายความว่า ในสมัยนั้นมีการโต้เถียงกันเรื่องการอ่าน ว่าเราควรอ่านอะไร พอเกิดชนชั้นใหม่ การอ่านที่แมสขึ้น เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ การอ่านหรือหนังสือจึงค่อยๆ ขยายบทบาทไปสู่ความบันเทิง ซึ่งสำนักพิมพ์ก็เปรียบว่า ช่วงเวลาทั้งปี ผู้อ่านก็อ่านหนังสือหนักๆ เป็นอาหารหลัก ในช่วงพักผ่อนหน้าร้อนก็อ่านหนังสืออ่านเล่น เหมือนกับการที่เรากินเค้กกินเหล้าหย่อนใจหลังอาหารนั่นไง

ในแง่ของนิยามของ summer reading ในภาพรวม ถือว่าไม่มีข้อจำกัดตายตัว แต่นักวิจารณ์และสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะนิยามว่าเป็นหนังสือเพื่อการผ่อนคลายความตึงเครียดของทั้งปี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ยุคหนึ่งผู้คนจะติดหนังสือขายดีอย่าง The Da Vinci Code ถึงงานแนวสืบสวนเช่น Gone Girl หนังสืออ่านสนุกเบาสมอง ไปจนถึงหนังสือแนวอัตชีวประวัติ หนังสือพัฒนาตัวเองที่หยิบจับง่าย

สุดท้าย ในช่วงกลางฤดูร้อนแบบนี้เราอาจได้โอกาสหยิบหนังสือไปสักเล่มเพื่อติดไปนอนอ่านบนเปล ริมทะเล หรือริมสระว่ายน้ำในรีสอร์ตสักแห่ง หนังสือที่เราอาจจะเลือกจากความเบา หรือเลือกจากความอ่านสนุก เข้าใจง่าย เข้ากับจังหวะของฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนสำคัญของปี 

ในเรื่องเบาๆ คือการเกิดขึ้นของหนังสืออ่านง่ายเพื่อไปพักผ่อน ในแง่นี้จึงเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของตลาด และที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของประดิษฐกรรมที่สำคัญที่สุดของโลกทุนนิยม คือ ‘เวลาว่างและการพักผ่อนหย่อนใจ’

มีคำกล่าวว่า การพักผ่อนนี่แหละคือหัวใจที่แท้จริงของโลกทุนนิยม ของกิจการและการทำงานของเรา คือการสร้างสมดุลและวงจรที่หมุนเวียนต่อไปได้อย่างไม่รู้จบของการทำงานและการพักผ่อน จากการทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ ถึงการมีช่วงเวลาแห่งกันพักผ่อนในทุกฤดูร้อนของทุกปี

หนังสืออ่านเบาๆ นิยายรักเข้าใจง่าย รวมถึงกิจการรอบๆ เช่น ที่พัก โรงแรม และกิจกรรมท่องเที่ยว จึงเป็นอีกผลผลิตที่เกิดขึ้นอย่างซับซ้อน

คือทั้งเกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม ทำให้ทุนนิยมแผ่กิ่งก้านออกไปเป็นธุรกิจอื่นๆ กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ที่ถูกคิดขึ้นเพื่อการสันทนาการและเพื่อความบันเทิง

โดยที่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้วงจรการบริโภคของเรายังก้าวต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่มีวันสิ้นสุด

อ้างอิง

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like