ไม่ฮาให้ถีบ
คุยกับ ‘เบียร์-ปูน’ สองผู้จัด MEME FEST เทศกาลส่วนผสมของดนตรีและความฮาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย
เราอาจคุ้นเคยกับงานเฟสติวัลที่รวมเหล่าศิลปินนักร้องเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นโชว์เพลงของตัวเอง แต่มีใครเคยไปงานเฟสติวัลที่รวมทั้งศิลปิน ดาวตลก และอินฟลูเอนเซอร์ในงานเดียวกันบ้าง?
ใครจะโชว์อะไร มีสิ่งไหนรออยู่บ้าง เพียงแค่คิดก็อลหม่านแล้ว ซึ่งเบียร์–ศรัญญู เพียรทำดี และปูน–ธนบดี คัชมาตย์ กำลังจะทำให้มันเกิดขึ้นในงานที่ใช้ชื่อว่า MEME FEST
จากเพื่อนสองคนที่คนหนึ่งประสบความสำเร็จกับการทำช่องยูทูบ Buff Talk และคนหนึ่งเป็นผู้จัดดนตรีที่มีงานอย่างต่อเนื่อง สู่การระดมสมองเพื่อจัดเฟสติวัลรูปแบบใหม่ที่ใครก็คาดไม่ถึง โดยการนำเรื่องดนตรีและความตลกมารวมกัน น่าสนใจว่าพวกเขาใช้ส่วนผสมอะไรบ้างในการปั้นงานนี้
แม้จะฟังดูสนุก แต่ภายใต้ความฮานั้น ทั้งคู่บอกว่านี่คือการ ‘สร้างพื้นที่’ ให้กับกลุ่มคนที่มีความสามารถ แต่อาจขาดสปอตไลต์ได้มาโชว์ของให้คนดู ชื่อของวงเยซูไปจนถึงตลกคณะเจิดจ้า จึงควรค่าแก่การซื้อตั๋วเข้าไปดูโชว์พวกเขาสักครั้ง
ไม่ใช่แค่โชว์บนเวที แต่ MEME FEST ยังมอบประสบการณ์ความฮาให้ผู้มาร่วมงานผ่านกิจกรรมที่ถูกคิดมาทุกจุด แบบที่ผู้จัดย้ำว่า “มันต้องได้สักฮาล่ะวะ”
เรานัดเบียร์และปูนมาคุยกัน ถึงเบื้องหลัง MEME FEST ที่เป็นพื้นที่สำหรับปลดปล่อยความเครียด ผ่านความฮาอย่างสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันของสองผู้จัดที่จับมือกันฝ่าฟันมาหลายปี จนถึงวันที่งานกำลังจะเริ่มต้นขึ้นวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้แล้ว

เริ่มต้นแบบนี้ Go on G ก็เป็นกลุ่มผู้จัดดนตรี ส่วน Buffalo Gag ก็เป็นช่องออนไลน์ที่ชัดเจนในตัวตน พวกคุณรู้จักกันก่อนอยู่แล้วไหม
ปูน : ต้องบอกว่า ความชอบอีกอย่างหนึ่งของพี่เบียร์คือเรื่องดนตรี เราทำธุรกิจจัดคอนเสิร์ตอยู่แล้ว พี่เบียร์ก็เคยมาเที่ยวงาน เราเริ่มรู้จักกันจากการไปเที่ยวงานนี่แหละ ความจริงก่อนจะมีเฟสติวัลนี้เราก็เคยจัดงานร่วมกันมาแล้ว
เบียร์ : พอรู้ว่าปูนทำงานสายนี้ ก็เหมือนได้เจอกันบ่อยขึ้น เหมือนเส้น เคมีตลก มันเข้ากัน ก็เลยคุยกันถูกคอ เลยเกิดการทำงานครั้งแรกร่วมกัน โปรเจกต์แรกที่ทำด้วยกันน่าจะเป็นโปรเจกต์ ‘อ๊อด ปากดี Buff Talk On Stage’ คือก่อนหน้านั้นอ๊อดมารายการ Buff Talk แล้วถูกต่อยอดโดยการจัด Buff Talk On Stage ที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นมีฟีดแบ็กจากทางปูน และเบนซ์ ร้านมหานิยม ที่จังหวัดมหาสารคาม ว่ามีคนทางอีสานที่อยากดูเหมือนกัน เลยจัดเป็นทัวร์อีสานกัน ไปขายสปอนเซอร์ เกิดเป็น Buff Talk On Stage ออนทัวร์ ที่ขอนแก่น อุบลฯ โคราช เป็นรูตหนึ่งอาทิตย์ นั่นคือการทำงานครั้งแรกด้วยกัน
ปูน : ผมทำงานด้านดนตรีมา แต่หลายคนถ้ารู้จักผม จะรู้ว่าผมเป็นคนปัญญาอ่อน ตลก กวนตีน แล้วเคมีตอนเจอพี่เบียร์แรกๆ ตอนนั้นเขาทำช่องและโด่งดังแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่า เวลาเล่นมุกต่อกัน หรือกินเหล้าด้วยกัน รู้สึกว่าเคมีค่อนข้างตรงกัน คลิกกัน
เบียร์ : เราเป็นคนที่เจอคนเยอะ แต่ต้องเจอคนที่รู้สึกว่าคุยกันถูกคอถึงจะทำความรู้จักกันต่อ ซึ่งปูนเป็นแบบนั้น เซนส์ใกล้ๆ กัน แถมเขาก็ทำงานสายดนตรี และเป็นดนตรีนอกกระแสแบบที่เราชอบด้วย
พอเราจัดงานดนตรีมาตลอด เราจะเห็นว่าในซีนดนตรี โดยเฉพาะนอกกระแส มันยังไม่มีพื้นที่นำเสนอเรื่องราวของวงดนตรีเหล่านี้ชัดเจน เราจะเห็นได้ว่าไลน์อัพของเฟสติวัลใหญ่ๆ ทั่วประเทศจะต้องซ้ำๆ กันอยู่ทุกปี เพราะมันไม่มีไอเดียที่นำเสนอหรือทำให้ศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถเติบโต เราเลยทำช่อง Go on G ขึ้นมาเพื่อเป็นมีเดียซัพพอร์ตซีนดนตรีนอกกระแส
คนแรกที่เราเลือกปรึกษาคือพี่เบียร์ ตอนนั้นเรารู้จักกันแล้ว ก็นัดพี่เบียร์มากินข้าว และบอกว่าอยากทำสื่อดนตรีออนไลน์ เรารู้ว่าไม่ใช่ช่องของพี่เบียร์ แต่เราก็ปรึกษาในหลายๆ เรื่อง เช่น ทำยังไงให้คนมาติดตาม เริ่มต้นยังไง รายได้มาจากทางไหน ก็เลยเป็นที่มาของช่อง Go on G
นอกจากซีนที่เป็นคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัล Go on G เป็นสื่อสำหรับวงดนตรีนอกกระแส อย่าง H3F หรือ MAKARA หรือ KIKI วงเหล่านี้จะหาพื้นที่ในสื่อตอนนี้มันยากมาก เผลอๆ ไปดังเมืองนอกมากกว่าในไทยอีก ซึ่งในสื่อที่เราทำอยู่ก็พยายามจะเชื่อมโยงให้มากที่สุด เช่น ไปสัมภาษณ์วงต่างชาติที่มาไทย หรือเวลาเราไปเมืองนอกก็ไปสัมภาษณ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน
ส่วนของพี่เบียร์ เราชอบตั้งแต่ตอนเขาทำ ป๋าตึ๊บ ที่อำป๋าเต็ด เราเคยคิดว่า ไอ้เหี้ย ทำไมรายการสัมภาษณ์มันต้องตึงวะ พี่เบียร์ก็ไร้สาระดี แล้วความไร้สาระนี้มันกลายเป็นว่า ตอนนี้ใครๆ ก็อยากไปออก Buff Talk เพราะเทรนด์ตอนนี้ เด็กๆ เขาอยากรู้จักตัวตนด้านอื่นในความเป็นมนุษย์ของคนมีชื่อเสียงเหล่านั้นด้วย สิ่งที่พี่เบียร์ทำมันถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนมาก
เบียร์ : เราทำงานอยู่ในวงการนี้ เห็นศิลปิน เห็นดารา เรารู้ว่าทุกคนแดกเหล้ากัน ปัญญาอ่อนทุกคน แต่ว่าคนไม่เคยเห็นมุมนั้น Buff Talk คือการให้คนดูหรือแฟนคลับเห็นอีกมุมที่ไม่ใช่บนเวที หรือหน้าจอทีวี เรามีพี่ๆ น้องๆ ที่อยู่ในวงการ เวลาลงจากเวทีแล้วเขาจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันเลยเป็นรายการสัมภาษณ์ที่แขกไม่ได้ตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ
ปูน : เราเคารพพี่เบียร์และ Buff Talk อีกอย่างคือ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตอนนี้มีคนดังๆ ไปออก Buff Talk เยอะ แต่พี่เบียร์เขาก็จะมีสอดแทรกวงดนตรีที่เขาชอบ อย่าง Freehand หรือวง YEW อย่างที่บอก มันไม่ได้เป็นวงที่จะสามารถดึงเอนเกจเมนต์อะไรได้เลย แต่พี่เบียร์เขาชอบซีนดนตรีอิสระอยู่ ก็เลยจับไปใส่บ้างให้รู้สึกว่าให้มีพื้นที่ของวงเหล่านี้บ้าง

สิ่งนี้เป็นดีเอ็นเอของการจัดมีมเฟสด้วยใช่ไหม แล้วจุดเริ่มต้นของงาน MEME FEST มาจากไหน
ปูน : มันเริ่มจากพี่เบียร์มาออกรายการ Go on G เทปแรกๆ คือเราเอาพี่เบียร์มาสัมภาษณ์ในเรื่องของดนตรีบ้าง เพราะไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพี่เบียร์ชอบเรื่องดนตรี แล้วระหว่างคุย พี่เบียร์ก็พูดว่ามีงานหนึ่งที่เขาอยากเอาสิ่งที่เขาทำอยู่ คือความคอเมดี้มาผสมกับดนตรีแบบเรา เราก็พูดในรายการเลยว่า พี่เอาจริงรึเปล่า แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้คุยต่อ
นั่นคือครั้งแรกที่มีการพูดถึงสิ่งนี้ออกมา ซึ่งยังไม่มีชื่อด้วย แต่คอนเซปต์คือเอาดนตรีมารวมกับความตลก
เบียร์ : นั่นคือสิ่งที่เราบอกปูนไป แต่จริงๆ ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีที่แล้ว โปรเจกต์นี้มันเริ่มจากพี่แก๊บ ยืนเดี่ยว ตอนนั้นเป็นโปรเจกต์ที่พี่แก๊บดึงเราเข้ามาช่วย แล้วก็ไม่ใช่ชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หรือไลน์อัพที่เห็นในงาน MEME FEST ตอนนี้ ตอนแรกไม่ใช่แบบนั้นเลย ตอนนั้นจะออกไปทางตลกมากกว่าดนตรี
เราเคยไปเสนอโปรเจกต์กับเจ้าใหญ่ๆ แต่เขาไม่เอา พูดตรงๆ คือในวันนั้นเขารู้สึกว่างานมันเล็กไป เลยพับโปรเจกต์ จนทิ้งช่วงมานาน และมาสัมภาษณ์กับปูนในรายการนั่นแหละ
ปูน : พอจบรายการ ก็นัดเจอกัน เราคิดว่าจะเข้าไปในส่วนของการออร์แกไนซ์งานทั้งหมดได้ แล้วก็เรื่องของศิลปิน ตอนนั้นก็ไปขายงานครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และต้องกลับมาแก้ proposal
เบียร์ : ช่วงระหว่างแก้มันผ่านกาลเวลามาจนพี่แก๊บบอกว่า เฮ้ย ยังมีโปรเจกต์นี้อยู่เหรอ เพราะเรารู้สึกว่ามันยังติดใจอยู่ ยังไม่ได้ทำเลย ก็เลยถามปูน ว่าจะขุดขึ้นมาอีกรอบไหม ถามพี่แก๊บด้วย แต่ตอนนั้นแกไม่สะดวก แกบอก เบียร์กับปูนเอาเลย เราเลยเอา proposal กลับมานั่งรีไรต์กันใหม่รอบสองว่า จุดบอดที่ขายสปอนเซอร์ไม่ผ่านคืออะไร
พอรอบแรกไม่ผ่าน เรานึกถึงแบรนด์ยืดเปล่า เพราะเป็นพาร์ตเนอร์กันมานาน จริงๆ เคยเสนอไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ไม่ผ่าน แล้วพอเรากลับมาแก้ ก็กลับไปหาอีกรอบ ทีนี้เขารู้สึกโอเค อาจจะมีปรับนิดหนึ่ง แต่รู้สึกว่ามันน่าจะมาถูกทางแล้ว จนกลายเป็นไฟนอลรอบที่สาม ที่ไปขายซ้ำแล้วเขาโอเค
ปูน : ถ้าถามเรา พี่เบียร์อาจจะไม่มีประสบการณ์จัดงาน แต่สำหรับเราที่จัดคอนเสิร์ตมาเยอะแล้ว ก็ยังตื่นเต้นกับ MEME FEST ที่สุด เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปมีประสบการณ์อะไรในงาน รู้ว่าทำออกมาได้แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะสนุกแบบไหน

ครั้งที่ไปเสนองานผ่าน เขาซื้อไอเดียอะไร
เบียร์ : ถ้าหลักๆ คือเรื่องบูท เพราะไม่ใช่แค่คุณให้เงินมาแล้วคุณมีพื้นที่เท่านี้ มาตั้งบูทได้เลย แต่เราบอกว่า มาอยู่ตรงนี้นะ เพื่อให้เข้ากับธีมงาน แล้วเดี๋ยวเราคิดคอนเซปต์ให้ มีกิจกรรมให้ด้วย คิดว่าอันนี้คือจุดแข็ง สอง คือตัวงานค่อนข้างสนุก ถ้าใครได้ดู proposal งานจะเห็นว่าตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงบูทต่างๆ เวทีต่างๆ เขาเห็นภาพ แล้วเขารู้ว่างานนี้มันเหมาะกับเขา
ปูน : อีกเรื่องคือไลน์อัพที่ไปขายครั้งล่าสุด เราติดต่อไปหมดและค่อนข้างชัดเจนว่า ใครมาได้จริง ใครคอนเฟิร์มแล้ว มันเลยมีความชัดเจน

เดาว่าพอเป็น MEME FESTIVAL ไอเดียสนุกๆ น่าจะหลั่งไหลมาเพียบเลย ทั้งคู่มีวิธีเคาะว่าจะเอาอะไร ปัดตกอันไหน ยังไงบ้าง
ปูน : น้องๆ ทีมงานช่วยกันหมดนะ ตอนโยนไอเดียไลน์อัพ เรายังมาคิดเลยว่า เฮ้ย อันนี้จริงหรือเล่น คือไอเดียแรกเรากับพี่เบียร์คุยกัน 2 คน พาร์ตดนตรีแบบนี้ พาร์ตตลกแบบนี้ พาร์ตอินฟลูฯ แบบนี้ แล้ววันที่ระดมสมองกันจริงจัง เราเอาน้องทั้งออฟฟิศรวมถึงเด็กฝึกงาน ทั้งของ Go on G กับ Buff Talk ประมาณ 30 คนมาออกไอเดีย หลายไลน์อัพที่เราคิดไม่ถึงก็มาจากน้องๆ กลายเป็นกลมกล่อมมากขึ้น
แม้กระทั่งไฮไลต์วงเยซู ตอนแรกเราไม่ได้คิดถึง เพราะคิดว่ามาไม่ได้หรอก แล้วน้องบอกว่า ถ้าอยากได้ หนูโทรหาให้ สรุป เขาเอาเฉยเลย คือไลน์อัพ ถ้าเจาะทีละอัน มันเยอะมาก แต่หลักๆ คือเราเลือกโดยที่เราต้องเคยดูเขาโชว์มาก่อน แล้วต้องรู้ว่าเขาโชว์สนุก
เบียร์ : บางวงที่สนิท เราก็จะทักไปบอกว่า ผมขอเพลงพิเศษด้วยได้ไหม คนที่จะมาดู MEME FEST จะได้รับประสบการณ์ใหม่ เฮ้ย เพลงนี้ไม่เคยฟังเลย เฮ้ย แต่งตัวอย่างงี้ด้วยเหรอวะ
ปูน : เราเป็นผู้จัดที่เจาะทุกอย่าง มันสนุกตรงที่ศิลปินก็เข้าใจคอนเซปต์ อย่างเวลาจัดคอนเสิร์ตปกติ ถ้าขอรูปโปรโมตศิลปิน เขาก็จะส่งรูปหล่อๆ มา พอเราบอกไอเดียอยากได้รูปเหี้ยๆ ตอนเริ่มโปรโมตจากก้อง ห้วยไร่ แล้วรูปเขาเหี้ยมาก หลังจากนั้นศิลปินอื่นๆ ที่ตอนแรกส่งรูปดีๆ มา พอเห็นรูปก้อง ห้วยไร่ เขาบอก เดี๋ยวพี่ขอหารูปเหี้ยๆ ก่อน คือทุกคนแข่งกันส่งรูปเหี้ยมา สนุกดี

วงเยซู น่าจะเป็นเซอร์ไพรส์ทั้งคนดูและผู้จัดด้วยใช่ไหม
ปูน : อย่าว่าแต่เราไม่เคยเห็น performance เขาเลย เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นเลยมั้ง คือถ้าจากในคลิปที่มันไวรัล ถัดจากนั้น คาดว่าเขายังไม่เคยรวมตัวเล่นแบบฟูลแบนด์เลย ตอนโทรไปถามว่าค่าตัวเท่าไหร่ เขายังคิดเรตค่าตัวไม่ถูกเลย พอเขาโทรกลับมาบอก 15,000 เราคิดในใจ โห ปกติศิลปินเปิดเรตค่าตัวมาเราจะต่อนิดหน่อย แต่อันนี้ไม่ต่อแล้ว แต่พอเขาส่งเพลงที่จะเล่นมา แน่นอนว่าต้องมีลิขสิทธิ์ ก็โดนไปแสนกว่า เพราะเขาร้องแต่เพลงดัง เป็นวงเดียวที่ต้องยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์

จินตนาการภาพบนเวทีออกไหมว่าวงเยซูจะอลหม่านหรือสนุกมากกว่ากัน
ปูน : กลัวเขาเล่นดี ไม่อยากให้เล่นดี บางทียังคิดว่า แอบขึ้นเวทีไปจูนสายเครื่องดนตรีใหม่ให้เขาเลยดีกว่า ให้แม่งเพี้ยนไปเลย (หัวเราะ) ล้อเล่น แต่เราก็คุยกันไปแล้ว วิธีแก้ทางเราคือ ตอนแรกจะให้เขาเล่นเวทีเล็ก แต่ด้วยความที่เขาไม่เคยเล่นเวทีใหญ่ คนดู 5,000 คน เราก็ให้เล่นวันสุดท้ายเป็นวงปิดเวทีใหญ่ไปเลย มีจออลังการ อันนี้ดูทรงตื่นเต้นแน่นอน ยังไงก็ต้องหลุดอยู่แล้ว
เบียร์ : มันตลกตรงที่ตอนแรกโปสเตอร์หลักจะมีไลน์อัพอยู่แล้ว แต่มีคนมาคอมเมนต์ว่า โห ทำไมให้ชื่อวงเยซูมาอยู่บรรทัดที่ 4 แบบนี้หมิ่นวงเยซู พวกเราเลยทำโปสเตอร์กันใหม่อีกอัน ให้วงเยซูขึ้นอยู่บนสุดเป็น Headliner ไปเลย

ในงานนี้เปิดพื้นที่ให้เหล่านักดนตรี ตลก รุ่นใหม่ๆ ด้วย เช่น คณะเจิดจ้า สิ่งนี้มันสำคัญยังไงบ้าง
เบียร์ : ความจริงใช้คำว่าตลกรุ่นใหม่ไม่ได้ เพราะตอนนี้ตลกคาเฟ่ไม่มีแล้ว มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ แต่เราอยากได้ตลกมาร่วมด้วย อย่างคณะเจิดจ้าเป็นลูกของพี่เท่ง เถิดเทิง ลูกของพี่โหน่ง ชะชะช่า แล้วก็มีน้องๆ คนอื่นด้วย เราเคยเห็นเขาเล่นตามโซเชียล ด้วยคอนเซปต์ MEME FEST เราบอกตั้งแต่แรกว่า ยังไงต้องมีตลกคาเฟ่ เพราะมันเหมือนเป็นรากฐานความตลกของเรา
หรืออย่างคณะนาย เดอะคอมมีเดียน เขาไม่ได้โชว์เป็นตลก ปกติจะโชว์เป็นวงดนตรี ซึ่งงานนี้เขาจะเซตทีมขึ้นมาพิเศษเลย
ปูน : ถ้าไปดูงานดนตรีที่เราทำส่วนใหญ่จะเป็นซีนดนตรีนอกกระแส คือเราเชื่อว่าคำว่าแมสหรือคนที่ประสบความสำเร็จ เราก็เคารพ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาคือคนที่เก่งที่สุดเสมอไป มีคนเก่งในประเทศไทยอีกเยอะมากที่อาจจะเป็นเรื่องรสนิยม เรื่องไม่ fit-in กับตลาดในประเทศไทย เราเลยอยากเป็นพื้นที่นั้น เพราะเรารู้สึกว่ามีศิลปินหลายแขนงมากๆ ที่โคตรเก่ง ไปดูเล่นสดแล้วคิดว่า ทำไมมึงไม่ดังวะ
การที่เรามีพื้นที่แบบนี้ อีกอย่างที่ต้องคำนึงคือ ต้องทำธุรกิจให้เราเองอยู่รอดด้วย ความยากคือต้องหาความกลมกล่อมที่เราจะสร้างพื้นที่นี้ให้ได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วย
กลับมาที่พาร์ตดนตรีในงาน MEME FEST อย่างวง PuPan The Autobahn ก็เคยเล่นในร้านเหล้าที่เราเปิดที่อยุธยา และแปลงเพลงเป็นตลกคาเฟ่ ตอนนี้ก็เริ่มดังในโซเชียล เราก็เอาวงเหล่านี้ หรือ ‘cover ดีๆ มักจะมาตอนเมากาว’ เรามีความเชื่อว่า บางคนอาจจะไม่รู้จัก แต่หน้างานถ้าคุณได้เห็นเพอร์ฟอร์มของเขาจะสนุกแน่นอน
เราเชื่อว่าสิ่งที่วงเหล่านี้ต้องการที่สุดคือการมีพื้นที่ให้คนเห็นความสามารถของเขา แล้วจะเกิดงานจ้างเพิ่มขึ้นและสร้างอาชีพได้
เบียร์ : ตอนโพสต์โปสเตอร์งานไปมีคนแชร์แล้วคอมเมนต์ว่าจะมีงานสักกี่งานที่เอาวงเหล่านี้มาอยู่ในงานเดียวกันได้ เพราะอย่าว่าแต่เอาวงเดียวไปเล่นยังยากเลย แต่นี่เราเอามารวมกันอยู่ในงานนี้ คุณมาดูงานนี้ก็ได้คุ้ม ฮาทุกวงแล้ว
จากไอเดียสนุกๆ สุดท้ายมันต้องกลายเป็นงานเฟสติวัล ที่มีเรื่องธุรกิจ กำไร ขาดทุน มาเกี่ยวข้อง พวกคุณวางแผนหรือบริหารสิ่งนี้ยังไง
ปูน : เรากับพี่เบียร์ไม่ได้ร่ำรวย หรือสามารถขาดทุนได้ สายป่านไม่ได้ยาวขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราจะทำงานนี้ต่อเมื่อพร้อม อย่างที่บอกว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ผ่านเวลามาประมาณ 2 ปีที่โปรเจกต์ขายสปอนเซอร์ได้
อย่างแรกที่คุยกันคือ ถ้าขายสปอนเซอร์ไม่ได้เราจะไม่ทำนะ พอขายสปอนเซอร์ได้มันเหมือนเรารู้จุด break event ว่าตอนนี้เราไม่ขาดทุนแน่นอน
เบียร์ : ซึ่งอันนี้ดีมากๆ แล้วในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การที่สปอนเซอร์เชื่อใจ แล้วเราสามารถ break event ได้ตั้งแต่วันแรกที่ขายบัตร ขายตั๋ว ตั๋วใบแรกเป็นกำไร มันดีมากๆ
ปูน : เราทำงานดนตรีหลายงานนะ ตลอดทั้งปีเราเจ๊งมาพอแล้ว ยิ่ง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจก็ไม่ดี ศิลปินก็ไม่มีงาน เราต้องพยายามหล่อเลี้ยงให้มันอยู่ได้ แล้ว MEME FEST เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เงินลงทุนเป็น 10 ล้าน เราไม่กล้าเจ๊ง พูดง่ายๆ คือเราไม่เสี่ยง เราไม่ได้อยู่ในจุดที่เสี่ยงได้ ต้องโอเคก่อนเราถึงลุยต่อได้ เจ็บก็เจ็บนิดเดียว
ส่วนการทำงาน เราแบ่งพาร์ตกัน แน่นอนว่าเรื่องความตลกโปกฮา ดีไซน์โชว์ ก็จะเป็นจากฝั่งพี่เบียร์ แต่ส่วนใหญ่เราจะประชุมร่วมกันมากกว่า เพราะบางอย่างที่เราคิด แต่ภาพจริงมันอาจเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ต้องคุยกันในมุมของคนที่ทำจริงๆ สมมติพี่เบียร์คิดไอเดียมา เราเป็นผู้จัดและรู้สึกว่าอันนี้ยากไปในการรันคิว หรือการเปลี่ยนสเตจ เราก็จะมีประสบการณ์ในเรื่องของการจัดการ ก็มาคุยกันแล้วเรียบเรียงให้เป็นไปได้ที่สุด
ถ้าในส่วนของธุรกิจ เราหุ้นงานนี้ครึ่งๆ แบบแฟร์ๆ เลย ยังไม่พูดถึงค่าทำงานของแต่ละคนนะ ปกติเวลาเราทำงานหรืองานไหนก็ตาม ต่อให้เป็นงานจ้าง เราจะต้องมีค่าตัวของทีมเรา แต่เราสองคนคุยกันตั้งแต่แรกว่า ไม่รู้ว่าจะเจ็บหรือเปล่า ถ้าเจ็บก็เจ็บไม่เยอะหรอก แต่ยังไม่อยากให้ใส่ค่าทำงานของแต่ละคนไป เอาง่ายๆ เหลือตังค์เท่าไหร่ก็หารกัน

หลายคนชอบบอกว่า อย่าทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน พวกคุณกังวลเรื่องนี้ไหม
เบียร์ : เรารู้สึกว่า เพื่อนดีๆ ก็มี เพื่อนไม่ดีก็มี อยู่ที่เราเลือกเพื่อน เลือกพี่น้อง มากกว่า ถ้าเราจะใช้คำนี้เป็นตัวตั้งมาตรฐานว่า เฮ้ย ห้ามทำงานกับเพื่อน ป่านนี้แม่งก็ไม่เกิดงานอะไรแล้ว เพราะฉะนั้น เราดูตรงที่ว่า เราทำงานกับใคร ทำงานกับคนนิสัยแบบไหนมากกว่า
ปูน : สำหรับเราไม่กลัวเลย เพราะว่าชีวิตที่ผ่านมา เราทำงานกับเพื่อนตลอด 80% คือดี แต่มี 20% ที่พูดตรงๆ ก็หักหรือตัดกันไป แต่สุดท้ายแล้ว เราจะไปแคร์อะไร สุดท้ายเราก็ยังมีเพื่อนอยู่ใช่ไหม แล้วเรามั่นใจว่า มายด์เซตเรา ถ้าไม่เอาเปรียบ เราดี คนที่หักกับเราไปอาจจะมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกันต่อไปก็ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรยาก แค่สถานการณ์ของชีวิตมันจะคัดคนที่เหลือในชีวิตของเราเอง
เบียร์ : ทำงานกับปูน มีอะไรก็คุยกัน เราว่าอันนี้คือจบง่าย สบาย อันไหนได้ไม่ได้ก็บอกกัน แค่นี้เลย พูดง่ายๆ คือเราจะไม่มีเหลี่ยมต่อกัน
ปูน : ข้อดีของการทำงานกับพี่เบียร์คือ ไม่มีอีโก้ใส่กัน หมายถึงถ้านับชื่อเสียง พี่เบียร์จะมีชื่อเสียงมากกว่า ของเราจะอยู่งานเบื้องหลังส่วนใหญ่ แต่เวลาคุยกัน เราจะให้เกียรติกัน พี่เบียร์ไม่เคยพูดทำนองว่า เฮ้ย ปูน มึงเชื่อกู ต้องทำอย่างงี้ หรือเราก็ไม่เคยพูดว่า พี่ ผมประสบการณ์ตรงนี้เยอะกว่า เชื่อผม
เราจะใช้วิธีว่า สมมติพี่เบียร์มีไอเดียมา แล้วเราคิดว่าเป็นไปได้ยาก แต่เราจะพยายามหาทุกวิถีทางที่ทำให้ไอเดียมันทำได้ก่อน ถ้าหาแล้วทำไม่ได้จริงๆ ก็จะบอกพี่เบียร์ว่า ทำไม่ได้
MEME FEST สะท้อนให้พวกคุณเห็นเสน่ห์ของความบันเทิง ความตลกแบบไทยๆ ยังไงบ้าง
เบียร์ : เรารู้สึกว่าคนไทยฮาได้ทุกสถานการณ์ สมมติมีข่าวซีเรียสชิ้นหนึ่ง พอเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มันต้องมีสักอันที่แบบ มึงคอมเมนต์อันนี้ได้ไงวะ ตลกว่ะ มันเลยเข้ากับงาน MEME FEST ตรงที่เราอยากให้คนมาตลกทุกจุด สมมติเข้าห้องน้ำ ปิดประตู เจอหน้าเราติดอยู่แล้วจ้องให้เบ่งขี้ เราเลยรู้สึกว่า คนไทยเป็นคนที่ไม่ว่าเจออะไรก็สามารถดึงให้เป็นเรื่องตลกได้หมด
ปูน : เราว่าจุดเด่นที่สุดของคนไทยคือการอำ บางทีในยุคสมัยนี้ก็จะมีเรื่องที่ไม่ควรพูด แต่เชื่อไหม เราเคยนั่งอยู่ในวงเหล้ากับเพื่อน แล้วรู้สึกว่า คนนี้ทำไมเป็นคนอำเก่ง แต่เขาดูไม่เหยียด ซึ่งการที่ได้มาเจอกันในงานนี้ ไม่ได้ดูผ่านโซเชียล มันจะเกิดการอำกันของศิลปิน อำกันเอง ผู้จัดอำคนดู คนดูอำศิลปิน สิ่งนี้เราว่าเป็นเสน่ห์มากๆ
ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่กินเหล้าไปวันๆ เพราะเราชอบให้เพื่อมาอำเว้ย ไม่รู้จะพูดยังไง แต่มันคือความสนุกแบบที่ทำงานมาเหนื่อยๆ โดนอำสักหน่อย ซึ่งอย่างที่บอกเราไม่ได้ไปอำปมด้อย คนเราถ้ามี Sense of Humor ที่ดี มันสามารถอำเรื่องที่มันสนุกได้


พวกคุณคาดหวังความสนุก ความโกลาหล ในเทศกาล MEME FEST กับคนดูอย่างไร
เบียร์ : ในมุมของเราที่ไปเที่ยวเฟสติวัลหรือคอนเสิร์ตมาเยอะ ปกติเราไปดูวงที่เราอยากดู แต่เรากลับบ้านโดยที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับงาน เหมือนเราแค่ไปดูวงนี้ โห เล่นดีว่ะ ร้องดี แต่มันไม่ได้นึกถึงงานนั้น แต่กับ MEME FEST เราอยากให้คนมาสนุกได้ทุกจุด ไปบูธ ไปดูคอนเสิร์ต ดูตลก แล้วกลับออกไปด้วยความรู้สึกว่างานนี้สนุก เหมือนนึกถึง MEME FEST ก่อนที่จะนึกถึงวงที่ได้ไปดู
ปูน : เราว่าทุกคนน่าจะมีหมุดหมายในแต่ละปี อย่างเราเอง อยากดูคอนเสิร์ตวงนี้ จะไปดูให้ได้ มันคือหมุดหมายที่รู้สึกว่า เราทำสำเร็จและอิ่มเอมใจในรูปแบบหนึ่ง สำหรับ MEME FEST เราอยากให้มองว่า เป็นวันไร้สาระวันหนึ่งของชีวิต ซึ่งทุกคนน่าจะควรต้องมี เหมือนมึงกินเหล้ากับเพื่อนแล้ววันนี้แม่งไม่ได้นัดกันเลย แต่บังเอิญมาเจอกัน เจอเพื่อน เจอบทสนทนา กลับบ้านไปไม่คิดเหี้ยอะไร แต่เราจำว่าวันนี้แม่งสนุกว่ะ
เราว่า MEME FEST น่าจะเป็นงานที่มีต่อไปเรื่อยๆ มีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 อยากให้มันเป็นงานประจำปีที่ทุกคนเอาความเครียดมาละลาย ผ่อนคลาย ปัญญาอ่อนกัน ในมุมคนทำงานเกี่ยวกับคอมเมดี้ แค่ไปเห็นคนยิ้มขำก็จบแล้ว
ในทีเซอร์โปรโมตงานบอกไว้ว่า “ต้องเอาให้ฮา ไม่ฮาให้ถีบ” ถ้าแสดงจบ มีคนที่รู้สึกไม่ฮา จะทำอย่างไร
ปูน : ถ้าเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นพี่เบียร์เลย
เบียร์ : แต่มันต้องไปตั้งแต่บ่ายเลยนะ จนถึงห้าทุ่ม ต้องได้สักฮาล่ะ ใครไม่ฮานี่มีกล้องจับนะ
