เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแล้วคนทำธุรกิจต้องปรับตัวกับโลกรวนยังไงบ้าง? ฟังบทสรุปจาก สฤณี อาชวานันทกุล และ ก้อง–ชณัฐ

ถึงตรงนี้ถ้าจะบอกว่าเรื่องของ ‘สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘climate change’ เป็นเรื่องไกลตัวคงไม่ใช่อีกต่อไป เพราะเพียงเปิดประตูก้าวขาออกจากบ้านไอคลื่นความร้อนก็พร้อมประจันเข้าหน้า วันดีคืนดีฟ้าฝนเกิดวิกลพาลหนักจนเกิดอุทกภัย ไหนจะฝุ่นมลพิษที่ทำเอาแสบตา แสบจมูก แสบคอ 

อย่างที่รู้กันว่าต้นตอของวิกฤต climate change มาจากเงื้อมมือของมนุษย์ ไม่ว่าจากส่วนบุคคลหรือองค์กรก็ตาม ฉะนั้นในเมื่อมนุษย์เองเป็นผู้ก่อวิกฤตนี้ขึ้น คนที่แก้ก็คงจะไม่ใช่ใครที่ไหนถ้าไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ เอง 

ความรับผิดชอบดังกล่าว นำมาซึ่งการตระหนักถึงคำว่า ‘ความยุติธรรมทางสังคม’  (climate injustice) ในการร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการกระจายต้นทุนเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนที่ความรับผิดชอบดังกล่าวจะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงนิยามคำว่า ‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ กันก่อน โดยในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ ที่จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในเซสชั่น SURVIVE THE CLIMATE ได้ชวน ‘สฤณี อาชวานันทกุล’ ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ ‘ก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมหาคำตอบว่า ต้นทุนสำคัญของคุณธรรมที่ว่า ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามความยากลำบากในวิกฤตสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตรงไหน และทำได้ยังไง

ลงลึกนิยามในความหมายของคำว่า ‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’

ในช่วงต้นของวงเสวนา สฤณีชวนวิเคราะห์ถึงความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ ที่เมื่อพูดถึงคำนี้ หลายคนน่าจะนึกถึงภาพที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่ถ้าหากนำเรื่องของคุณธรรมมาผูกโยงเข้ากับ ‘จริยธรรม’ ที่มีเรื่องของกฎกติกาการปฏิบัติที่ชัดเจนเข้ามาเกี่ยวข้องจะสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจความหมายและรู้ว่าควรทำตัวยังไงมากขึ้น

“ระดับของการดูแลธรรมชาติมีแนวคิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าการตั้งคำถามว่า เราจะดูแลธรรมชาติไปทำไม ยกตัวอย่างคำว่า anthropomorphism ที่ตามแนวคิดนี้ คือมนุษย์มองตัวเองเป็นศูนย์กลาง และมองธรรมชาติเป็นเหมือนเครื่องมือ ซึ่งตามความหมายนี้มนุษย์จำเป็นต้องดูแลรักษาธรรมชาติก็เพื่อตัวเอง ไม่เช่นนั้นมนุษย์เองนี่แหละจะแย่ หรือถ้ามองไปไกลกว่านั้น คือถ้าไม่รักษาลูกหลานในอนาคตของเราก็จะแย่ สิ่งนี้เป็นขั้นหนึ่งของจริยธรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม”

“หรือระดับที่สูงขึ้นมาหน่อยก็มีอีกหลายคำ แต่ที่นิยมใช้กันเยอะ เช่น คำว่า biocentrism ซึ่งตามแนวคิดนี้ คือนอกเหนือจากมนุษย์ ทุกอย่างล้วนมีความหมาย ควรจะได้รับการยอมรับ และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นตามแนวคิดนี้ ต่อให้เรามองไม่เห็นว่าการดูแลรักษาธรรมชาติจะมีประโยชน์อะไรต่อตัวเรา แต่ในเมื่อเรายอมรับว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์ พืช และทุกเผ่าพันธุ์ต้องดำรงอยู่ได้ เราก็จำเป็นต้องดูแลรักษาธรรมชาติเพื่อชีวิตเหล่านั้น”

“และในระดับชั้นที่สาม ซึ่งเป็นชั้นที่ลึกซึ้งที่สุด และมองธรรมชาติแบบเป็นองค์รวมมากที่สุด ซึ่งเป็นฐานของคำว่า deep ecology หรือนิเวศวิทยาเชิงลึก ที่เป็นแนวคิดแบบ ecocentrism นั่นคือการที่เราต้องดูแลรักษาและเชิดชูระบบนิเวศของโลกทั้งใบ กล่าวคือเราไม่ได้สนใจว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ไหนจะอยู่รอดบ้าง แต่เรามองว่าโลกมีส่วนเกื้อกูลสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ซึ่งระบบนิเวศทั้งหมดต้องมีความหมายและมีศักดิ์ศรีในตัวเอง”

ผู้อำนวยการ CFNT ยกตัวอย่างกรณีของประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ออกมาประกาศว่า แม่น้ำ ลำธาร และธรรมชาติอื่นๆ ล้วนมีสิทธิในตัวเอง หรืออย่างในประเทศสหรัฐฯ ที่มีการนำเรื่องของสิทธิธรรมชาติมาใช้ในการพิจารณาคดีตัดสินผู้ที่รุกรานธรรมชาติ 

ฟากชณัฐมองว่า ‘หัวใจสำคัญ’ ของคำว่าคุณธรรมสิ่งแวดล้อม ก็คือ ‘จิตสำนึก’ ซึ่งตนเองพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านหน้าแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียของ Konggreengreen หรือการ ‘ปลูกจิตสำนึก’ ในการดูแลรักษาธรรมชาติผ่านการเป็นวิทยากร 

“คำว่าจิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญ ถามว่าจิตสำนึกคืออะไร ผมว่ามันคือความละอายว่าสิ่งที่ทำทำแล้วเป็นภาระต่อคนอื่นหรือไม่ ตัวเราเองมีความรับผิดชอบเพียงพอหรือเปล่า เราคิดถึงคนอื่น คิดถึงสิ่งแวดล้อมพอไหม”

“ยกตัวอย่างการที่โรงงานทำเหมืองไปตั้งโรงงานอยู่ที่ต้นน้ำลำธาร โรงงานคิดหรือเปล่าว่าคนที่อยู่ปลายน้ำจะได้รับผลกระทบยังไง หรือในส่วนของคนธรรมดาทั่วไป ก่อนที่เราจะทิ้งขยะ เราอาจจะยั้งคิดสักนิดว่า เขามีถังขยะแต่ละสีให้เราทิ้งคัดแยกขยะ แล้วเราจะต้องทิ้งขยะลงถังสีไหน”

คนไทยและเอกชนเข้าใจเรื่องของคุณธรรมสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน?

จากการอธิบายถึงนิยามของความหมายต่อคุณธรรมสิ่งแวดล้อม มาสู่การตั้งคำถามว่า แล้วในวันนี้คนไทยเข้าใจถึงนิยามนี้ และลงมือทำแล้วมากพอหรือยัง สิ่งนี้เองสฤณีอธิบายว่า สามารถชี้วัดได้จากภาพและตัวเลขที่มีการวิจัยเก็บข้อมูล

“คำว่าคุณธรรมเป็นเรื่องของภายใน เป็นเรื่องของจิตสำนึก แต่สุดท้ายถ้าเราจะวัดว่าคนมีหรือไม่มีคุณธรรม ส่วนตัวในฐานะนักเศรษฐศาตร์คิดว่าอยู่ที่ผลลัพธ์”

“ลองสมมติว่า คนไทยทั้งประเทศทำแบบสอบถาม แล้วตอบว่ามีจิตสำนึก รักสิ่งแวดล้อม แต่ผลลัพธ์ทั้งประเทศกลับยังเต็มไปด้วยกองขยะมโหฬารมหาศาล ขณะที่ตัวเลขการคัดแยกขยะก็ยังไม่เพิ่มขึ้น มันก็จะต้องตั้งคำถามว่า แล้วสิ่งที่เราตอบกับสิ่งที่เราทำมันสัมพันธ์กันหรือเปล่า เพราะการกระทำกับตัวเลขมันควรจะต้องไปด้วยกัน” 

“สิ่งนี้เลยต้องถามกลับว่า ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มันมีตัวชี้วัด หรือมีสถานการณ์ด้านไหนที่ดีขึ้นแล้วบ้าง ในฐานะผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand เราพยายามทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกรวน โดยเฉพาะกลไกการเงิน สิ่งที่เราพบคือตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะเจอกับผลกระทบจากภาวะโลกรวน ซึ่งตอนนี้การลงทุนช่วยกลุ่มผู้เปราะบางในการปรับตัวและตั้งรับกับภาระโลกเดือดยังถือว่าน้อยมากๆ”

“อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของป่าไม้ในประเทศเรา ที่ถือว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น ซ้ำยังหายไปในทุกๆ ปี ขณะเดียวกันในเชิงนโยบายยังมีการเปิดให้มีการใช้ประโยชน์จากป่าได้เพิ่มขึ้นอีก”

สฤณีมองว่า ในเมื่อตัวเลขผลลัพธ์ในเรื่องของคุณธรรมสิ่งแวดล้อมยังไม่น่าพอใจ สิ่งที่จำเป็นต่อมาคือการตอบคำถามให้ได้ว่า ปัญหาเกิดจากอะไร ซึ่งสามารถตอบได้ทั้งในแง่ของตัวบุคคล และภาพรวมใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ

“เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแบบนี้เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า คนไทยมีความตื่นตัวหรือมีคุณธรรมในการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไหม ซึ่งคำถามนี้สามารถตอบได้ 2 ข้อ คือ 1. เรา (ประชาชน) พยายามกันแล้ว เแต่มันกำลังติดปัญหาอะไรบางอย่าง พอปัญหามันใหญ่กว่าตัวเราเองผลลัพธ์มันเลยไม่เกิด และ 2. คือเรายังพยายามกันได้ไม่มากพอ เพราะเราเชื่อว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องของนโยบาย ต่อให้เราดูแลพฤติกรรมส่วนตัวมันก็ยังไม่ง่าย มันอาจจะแก้ไขในส่วนของปัจเจกได้ก็จริง แต่ยังไม่สามารถแก้ไขในระดับมหภาคได้”

ในขณะที่ชณัฐมองเหตุผลคล้ายกันกับสฤณี พร้อมกับเสริมในมุมการรับผิดชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ต้องได้รับการส่งเสริมจากกลไกกฎระเบียบของภาครัฐ

“ผมยกตัวอย่างของฝุ่นพิษ PM2.5 การที่เราปล่อยฝุ่นควันออกมาเกิดจากการเผาขยะ เกิดจากการเผาแปลงเกษตร จริงอยู่ถ้าเรามีคุณธรรมก็อาจจะพอยับยั้งปัญหานี้ได้บ้าง แต่ถ้าเกิดเราลองมองไปถึงคนที่จะสามารถสนับสนุนให้เขาหยุดการเผาได้ เช่น ระบบการเก็บขยะเข้าถึงไหม หรือคนที่เผาแปลงขยะมีนโยบายอะไรที่สามารถจูงใจให้เขาหยุดการเผาได้ไหม แล้วถ้าเราควบคุมคนในบ้านเราได้แล้ว ควันที่มันลอยข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราสามารถไปทำข้อตกลงอะไรกับเขาได้บ้าง” 

“หรือถ้ามีถังขยะให้คัดแยกในชุมชน คุณมีนโยบายหรือมีการเปิดเผยข้อมูล waste journey คัดแยกเก็บขยะที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ เช่น ถังขยะจากสีเหลืองจะนำไปสู่โรงงานรีไซเคิล ถังสีเขียวที่เป็นเศษอาหารจะถูกนำไปที่โรงงานหมักปุ๋ย” 

“มันอาจมองย้อนกลับไปถึงว่า ทำไมขยะกองใหญ่มันถึงมากองที่ตรงนี้ได้ หรือผู้ผลิตอาจจะคิดต่อได้ว่า ทำไมแก้วกาแฟที่เราขายมันถึงมากองอยู่ที่ตรงนี้ เราสื่อสารไปถึงคนซื้อมากแค่ไหนว่า แก้วพลาสติกที่เราขายมันสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แล้วแก้วแบบไหนที่มันรีไซเคิลไม่ได้ เพราะเราจะโทษบ่อขยะซึ่งเป็นปลายทางอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งนี้มันควรคิดมาแล้วตั้งแต่ต้นทาง เรื่องของกฎหมาย นโยบาย และจริยธรรมเลยเป็นสิ่งที่ควรมีควบคู่กันไป”

คนทำธุรกิจเอาตัวให้รอดได้ แต่ต้องไม่ทิ้งความรับผิดชอบ

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า ปัญหา climate change ไม่เพียงแต่จะทำให้คนธรรมดาทั่วไปต้องเปิดโหมด survival เต็มตัว เพราะในภาคธุรกิจเองก็จำเป็นต้องขยับเขยื้อนต่อปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งสฤณีมองว่า การเอาตัวรอดจะประสบความสำเร็จได้ถ้ามีกลไกทางกฎหมายช่วยขับเคลื่อน

“สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้าเราไม่รอดเราก็ช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ (หัวเราะ)” ผู้อำนวยการ CFNT อธิบายด้วยอารมณ์ขัน “แต่ในภาคธุรกิจทางภาษาเศรษฐศาสตร์มันมีความยากอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ‘ผลกระทบภายนอก’ ซึ่งอาจจะมีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่ก็ได้ 

“ถ้าในเรื่องแย่ก็อย่างเช่นเรามีมาตรฐานมลพิษที่อ่อน ภาคธุรกิจก็อาจจะปล่อยมลพิษได้เยอะ โดยคนที่ป่วยจากการปล่อยมลพิษก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหรือเป็นรัฐเองนี่แหละที่ต้องออกค่ารักษา โดยที่ภาคธุรกิจไม่ได้จ่ายค่ารับผิดชอบ”

“เมื่อเราปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องของความสมัครใจ ก็จะนำมาสู่การได้เปรียบเสียเปรียบ ธุรกิจที่เขารับผิดชอบการป้องกันมลพิษเขาก็อาจจะต้องเสียค่าต้นทุนมากกว่าเพื่อน ในขณะที่คู่แข่งที่ไม่ได้สนใจที่ไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าก็ลอยนวลไป

“เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เกิดจากต้นทุนหรือผลกระทบภายนอกเชิงลบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้อกฎหมายหรือว่านโยบายเลยเป็นเรื่องจำเป็น ยกตัวอย่างทำไมเราจึงต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็เพื่อจะได้สร้างสนามแข่งที่เท่าเทียม ขณะที่คนที่ปล่อยมลพิษเยอะก็ต้องถูกลงโทษ”

“ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจเขียวไม่มีวันสร้างได้ด้วยกลไกสมัครใจอย่างเดียว แต่ต้องมีกลไกเชิงกฎหมายที่จะยกระดับเพื่อสร้างสนามแข่งที่เท่าเทียมจริงๆ แล้ววางแนวทางว่า มาตรฐานความเขียวจะอยู่ตรงไหน”

แน่นอนว่าความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ นโยบายข้อกฎหมาย ล้วนสัมพันธ์ต่อความรับผิดชอบในภาคผู้บริโภค โดยชณัฐยกตัวอย่าง ‘พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่จำเป็นต้องมีการผลักดันให้เกิดการใช้จริง เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานขยะมากถึง 2,000 แห่ง แต่กว่า 90% ยังมีระบบการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากทำได้เศรษฐกิจไทยก็จะขยับเข้าใกล้สู่คำว่า ‘ยั่งยืน’ มากขึ้น 

“พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียนคือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของเรา ให้ไปสู่เศรษฐกิจที่ทันสมัยขึ้น และนำไปสู่การเป็น green economy ผมยกตัวอย่างต่างประเทศ สมมติเราซื้อเครื่องดื่มกระป๋อง ที่กระป๋องก็จะมีระบุเลยว่า มีมูลค่าเท่าไหร่ เมื่อเราดื่มเสร็จแล้วนำไปคัดแยกขยะ เอาไปหย่อนใส่ตู้อัตโนมัติที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต เราก็จะได้ ticket ที่สามารถนำไปใช้ซื้อของแทนเงินได้”

“ซึ่งตัวอย่างที่ว่าไม่ใช่แค่แคมเปญรณรงค์แต่มันคือกฎหมาย ที่ภาคธุรกิจจะต้องรับผิดชอบว่า ถ้าคุณผลิตบรรจุภัณฑ์นี้ออกมา คุณจะต้องหาวิธีนำมันกลับมาเก็บด้วย อย่างประเทศฟินแลนด์เขาสามารถนำบรรจุภัณฑ์หมุนวนกลับมาใช้งานได้ถึง 90%”

“ดังนั้นถ้ารัฐสามารถออกกฎหมายและออกแรงจูงใจให้มาร่วมรับผิดชอบ เรื่องนี้ก็จะมีระบบรับผิดชอบที่ดีขึ้น”

รับชมวิดีโอได้ที่ : youtu.be/sv5HY4y31K4

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like