ถ้าโลกบังคับให้ทุกคนต้องเอาตัวรอด ธุรกิจและประชาชนควรรักษาคุณธรรมยังไงดี?

ตั้งแต่ต้นปีที่เกิดวิกฤตโลก เศรษฐกิจถดถอย สงครามทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน การพัฒนา AI ที่เข้ามาท้าทายการจ้างงาน สภาวะอากาศสุดขั้วพลัดพรากความสูญเสียทั้งความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้บีบคั้นให้ทุกภาคส่วนต้องหาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน และเผชิญกับคำถามถึงคุณธรรมของการอยู่ร่วมกันในสังคม 

นี่คือที่มาของเวทีเสวนาวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพื่อทำความเข้าใจว่าตั้งแต่ระดับรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนจะร่วม ‘นิยาม’ คุณธรรมในสังคมอย่างไรเพื่อให้ทุกคนรอดในห้วงเวลาวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้

เวทีในครั้งนี้เปิดบทสนทนาด้วยผลสำรวจดัชนีคุณธรรมในสังคมไทย ประจำปี 2569 โดย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม พร้อมข้อสังเกตต่อสถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทย ในวันที่ผู้คนต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

“ก่อนหน้าที่เราจะเข้ามาในห้องประชุมนี้ หลายคนพูดว่าเวลาคุยเรื่องคุณธรรมต้องรอจังหวะดีๆ หรือให้สถานการณ์สังคมดีขึ้นก่อนถึงคุยกัน ช่วงวิกฤตมากๆ บางคนต้องลืมคุณธรรมไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด” รศ. นพ.สุริยเดวเริ่มต้นกล่าวนำ “แต่ความเป็นจริงคือ ยิ่งวิกฤต คุณธรรมยิ่งสำคัญมากนะครับ”  

ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม การสำรวจสถานการณ์คุณธรรมในสังคมคือการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนถึงสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันโดยยึดหลักคุณธรรมทางสังคม รายงานเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนการมีคุณธรรมของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่ทำให้เห็นว่าสังคมที่เปลี่ยนไปส่งผลอย่างไรต่อการรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของประชาชน 

“ยุคนี้โลกสุดโต่งหลายเรื่องมาก สภาพแวดล้อมสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างวันนี้เราคุยกันเรื่อง climate ประเด็นคุณธรรมระดับโลก หรือการนิยามคุณธรรมเพื่ออยู่ร่วมกัน เพราะเราเห็นว่าโลกไม่เหมือนเดิม วิถีชีวิตผู้คนเร็วขึ้น และมีวิกฤตมากมาย เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI เข้ามา เราเจอความท้าทายหลายเรื่อง” 

“และจากผลสำรวจด้วยการใช้ดัชนีชี้วัด Morality Behavior Index ของเราสะท้อนว่า นิยามคุณธรรมเปลี่ยนไป ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไปแล้ว คุณธรรมต้องเป็นเรื่องของพฤติกรรม เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ จับต้องได้ วัดได้ กินได้”

รศ. นพ.สุริยเดวอธิบายถึงหลักเกณฑ์ในการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมในแต่ละปี โดยใช้ดัชนีชี้วัด Morality Behavior Index ซึ่งมี “ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม”ของ ลอว์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) นักจิตวิทยา เป็นรากฐานของการสร้างดัชนีชี้วัดดังกล่าว

ตามแนวคิดของโคลเบิร์ก แบ่งทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ หนึ่ง–ระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (pre-conventional level) การตัดสินถูกผิดมาจากปัจจัยภายนอก ผลลัพธ์ของการกระทำ เช่น การได้รับรางวัลหรือถูกลงโทษ สอง–ระดับตามขนบธรรมเนียมของสังคม (conventional level) การตัดสินถูกผิดยึดตามความคาดหวังของสังคม ครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือกฎหมายบ้านเมือง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย สาม–ระดับเหนือเกณฑ์สังคม (post-conventional level) การตัดสินถูกผิดมาจากหลักการทางจริยธรรมภายในใจ สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมที่เป็นสากล ซึ่งเหนือกว่าตัวบทกฎหมายบางข้อ

“สิ่งที่ผมจะนำเสนอในวันนี้ คือบันไดขั้นที่ 5 ขั้นที่ 6 ในแนวคิดของโคลเบิร์ก คือพฤติกรรม ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าจากนิยามใหม่ของคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือพฤติกรรม​คำนึงความเป็นธรรมทางสังคม และสามารถประพฤติปฏิบัติกันเป็นกิจวัตร”

Morality Behavior Index หรือดัชนีชี้วัดคุณธรรมโดยศูนย์คุณธรรม มีหลักเกณฑ์ประเมิน 5 ข้อ คือ พอเพียง วินัย/ความรับผิดชอบ สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู โดยสอดคล้องกับแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติและแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งศูนย์คุณธรรมจัดเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อแสดงให้เห็นสถานการณ์พฤติกรรมด้านคุณธรรมที่ผันผวนในแต่ละปี แบ่งตามกลุ่มอายุคือ กลุ่มอายุ 13-25 ปี กลุ่มที่สอง 25-40 ปี กลุ่มที่สาม 40 ปีขึ้นไป และเก็บข้อมูลใน 6 ภูมิภาค เพื่อสะท้อนวิธีดำเนินชีวิตและระบบนิเวศที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ศูนย์คุณธรรมยังเก็บผลสำรวจด้าน “สำนึกดี” ที่เกิดจากระบบนิเวศรอบตัวของประชาชน เพื่อสะท้อนว่า แม้พฤติกรรมด้านคุณธรรมจะเปลี่ยนไปตามบริบทอันบีบคั้น แต่การยังรักษาไว้ซึ่ง “สำนึกดี” จะยังเป็นรากฐานให้ประชาชนหันมาแก้ไขพฤติกรรมได้อยู่เสมอ

“ผลสำรวจปี 2569 เราเก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วัดในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยการดึงสถานการณ์ข่าวมาถามประชาชน เช่น เหตุการณ์ตึกถล่มในช่วงแผ่นดินไหวส่งผลต่อการตัดสินใจในเชิงคุณธรรมพฤติกรรมของพวกเขาไหม ซึ่งจากการสำรวจของเราพบว่า เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อประชาชน” 

“ปีนี้เราเก็บข้อมูลตัวอย่าง 40,000 คน ข้อค้นพบแรกของเราคือ ช่วงอายุ 25-40 ปีสำคัญที่สุด เป็นกลุ่มคนเจนฯ วาย กลุ่มคนทำงานที่สร้าง GDP ของประเทศ แต่เราพบว่า คะแนนด้านวินัยและความรับผิดชอบอ่อนที่สุด เช่น วินัยจราจร ยกตัวอย่างเปอร์เซ็นต์ของคนที่ตอบว่าพร้อมจะขับรถสวนเลนถ้ามั่นใจว่าปลอดภัย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เยอะมาก ระดับสีม่วงเลย” 

“ข้อค้นพบที่สองยังคงเห็นความน่ากลัวของบ้านเราคือ หมวดซื่อสัตย์สุจริต ส่งผลกระทบทั้งคนรุ่นพ่อแม่และคนรุ่นใหม่ อยู่ในเกณฑ์สีแดงทั้งประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อเราถามเขาว่าเหตุการณ์ข่าวต่างๆ ในสังคมส่งผลกระทบต่อเขาไหม ต้องบอกเลยว่ามีผล” 

“ข้อค้นพบที่ 3 น่าสนใจมากคือ สังคมไทยยังรักษาไว้ซึ่งความกตัญญู เป็นเรื่องที่ดีมาก คนทุกเจเนอเรชั่นให้น้ำหนักกับความกตัญญู ส่วนในมิติของจิตสาธารณะอยู่ในระดับที่ดี แต่ต้องบอกก่อนว่ามีความเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม คนรุ่นใหม่ตีความจิตสาธารณะในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไป แต่ยังรักษาเอาไว้อยู่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” 

แม้ผลสำรวจดัชนีคุณธรรมจะบ่งบอกว่าภาพรวมคะแนนคุณธรรมในสังคมไทยยังน่าเป็นห่วง แต่ รศ. นพ.สุริยเดวย้ำว่า ผลสำรวจ “สำนึกดี” ของสังคมยังเป็นกราฟสีเขียวอยู่ สะท้อนว่าสถานการณ์อาจบีบให้คนไทยมีพฤติกรรมด้านคุณธรรมแย่ลงก็จริง แต่คนไทยยังคงเข้าใจถึงคุณธรรมอันดีงามและมีแนวคิดที่ต้องการประพฤติดีอยู่ 

“ผมอยากให้ดูกราฟเปรียบเทียบแต่ละปีด้วยว่าทำไมเราถึงมีสัญญาณสีแดงด้านคุณธรรม ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2567-2568 ทั้งประเทศมีเกณฑ์คะแนนเป็นสีแดงทั้งหมด เพราะถ้าท่านยังจำได้ ช่วงนั้นเราเห็นข่าวสถานการณ์ตึก น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคใต้ มีสงครามเกิดขึ้นในชายแดน ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของประชาชน” 

“ถ้าโลกบังคับให้เราร้าย เราจะสอนลูกให้ดีได้อย่างไร? ผมยกตัวอย่างที่ชัดมากคือ ตอนไทยสู้รบกับกัมพูชา มีคุณครูมาพบผมแล้วเล่าว่า เด็กวิ่งมาฟ้องในค่ายอพยพว่าที่ครูสอนให้มีวินัย แบ่งปันกัน แต่ผู้ใหญ่กลับทำตรงกันข้ามหมดเลย ครูท่านนั้นจึงถามว่า แล้วเด็กๆ คิดว่าอย่างไร เด็กบอกว่าเขาไม่เห็นด้วย ครูก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่าทำตามพฤติกรรมแบบนั้น”

“สิ่งนี้สะท้อนถึงคนไทยในตอนนี้ ถ้าเราเรียกร้องให้คนในบ้านเมืองมีคุณธรรมมากขึ้น เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกท่านที่ต้องเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ท่านอย่าคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง เพราะเด็กทุกวันนี้บอกว่าถ้าผู้ใหญ่แก้ไขปัญหาไม่ได้ พวกเขาจะลุกขึ้นมาจัดการเอง”  

“ดังนั้น เวลาเราตั้งความคาดหวังต่อเยาวชน เราต้องกลับมาดูเราเองด้วยว่า เราลงมือทำหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือเราต้องร่วมแรงร่วมใจแล้วกลับมาพัฒนาที่ตัวเราด้วย” รศ. นพ.สุริยเดวย้ำในประเด็นนี้ “คนมักบอกว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่ผมคิดว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดได้เหมือนกัน” 

รศ. นพ.สุริยเดวยังตั้งข้อสังเกตว่า ความหมายของคุณธรรมของคนรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลนั้นแตกต่างจากคนรุ่นก่อนด้วย สะท้อนว่าคุณธรรมไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ยุคสมัยใหม่ตามวิถีชีวิตของผู้คน เช่น แม้คนรุ่นใหม่ไม่ได้บริจาคเงินในวัด แต่พวกเขาระดมทุนผ่านทางออนไลน์ แบ่งปันข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย เคารพทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการถกเถียงเรื่องจริยธรรม AI และการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของนักสร้างสรรค์ 

อีกข้อเสนอจากผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมคือ การทำให้พลังชุมชนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เดิมทีสังคมไทยมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชนที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้แนวคิดปัจเจกบุคคลเริ่มก่อตัวขึ้น พลังชุมชนจึงค่อยๆ จางลง การฟื้นและสร้างชุมชนให้เหนียวแน่นจะช่วยผนึกกำลังแก้ปัญหาทางด้านคุณธรรมได้ดีมากขึ้น

ข้อสำคัญคือการส่งเสริมการบูรณาการด้านคุณธรรมหลายมิติ ทั้งสถาบันครอบครัว โรงเรียน ศาสนา หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อให้คุณธรรมยังคงรักษาไว้ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคม

“ย้ำอีกครั้งว่า ในโลกที่วิกฤต คุณธรรมยิ่งสำคัญ เพราะคุณธรรมไม่ใช่สวดมนต์ไหว้พระอย่างเดียว แต่หมายถึงวิถีชีวิตที่เราประพฤติดี ถ้าเรามาช่วยกัน เมื่อเจออุปสรรคก็ไม่ยอมจำนน ยังคงไว้ซึ่งสิ่งที่ดี โดยที่เรามาทำให้บ้านเมืองมีคุณธรรมในแบบที่พวกเราทำได้ คุณทำได้ ผมก็ทำได้ เพื่อนำพาบ้านเมืองของเราให้มีคุณธรรมแม้จะอยู่ในโหมดของ Moral Survival ก็ตามครับ” รศ. นพ.สุริยเดวกล่าวปิดท้าย

SC กวาด 9 รางวัลใหญ่ 3 เวทีอสังหาฯ ตอกย้ำผู้นำที่อยู่คุณภาพ และบริการหลังการขาย

เมื่อไม่นานมานี้ ‘บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘SC’ ได้เดินสายขึ้นรับ 9 รางวัลใหญ่จาก 3 เวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติในวงการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดช่วงไตรมาส 3/2569 ได้แก่ เวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026, เวที Thailand Real Estate Awards 2026 by Dot Property และเวที LivingInsider Awards 2026

โดย 3 รางวัลแรกมาจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 เป็นเวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 20 ปี ภายใต้ พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป หรือ PropertyGuru โดย SC ได้รางวัล ได้แก่ Best Green Luxury Housing Development ในโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก (Grand Bangkok Boulevard Ratchaphruek- Prannok) โครงการใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2026, Best Lifestyle Condominium ในโครงการโค้บบ์ รัชดา-พระราม 9 (COBE Ratchada – Rama 9) โครงการที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่และกำลังทยอยโอนกรรมสิทธิ์ และ People’s Choice Award รางวัลพิเศษที่มาจากเสียงโหวตของทุกคน ทั้งลูกค้าและบุคคลทั่วไป

ถัดมาคือ 4 รางวัลจากเวที Thailand Real Estate Awards 2026 by Dot Property เวทีประกาศรางวัลความเป็นเลิศในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่จัดโดยบริษัท ดอท พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือ Dot Property ณ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย รางวัล Excellence in Premium Living โดย SC Asset Corporation, รางวัล Best Customer Experience โดย SC Asset Corporation, รางวัล Best Property Management Company โดย SC ABLE และรางวัล Best After Sales Service Provider โดย SC ABLE

ขณะเดียวกัน ยังได้รับอีก 2 รางวัลจากเวที LivingInsider Awards 2026 เวทีประกาศรางวัลเกียรติยศด้านอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ จำกัด หรือ LivingInsider ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ได้แก่ รางวัล Best Luxury Design Home Award ในโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ (Grand Bangkok Boulevard Chaengwatthana–Ratchaphruek) และรางวัล Best Innovative Property Management Platform

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำ SC ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบบ้าน และคอนโดมิเนียมที่เข้าใจผู้อยู่อาศัย และการให้บริการหลังการขายอันดับ 1 ผ่าน DNA of Care ที่นำความเข้าใจลูกค้ามาดูแลและพัฒนาบริการต่อเนื่อง โดยมี SC ABLE บริษัทบริหารจัดการนิติบุคคลโครงการที่อยู่อาศัยในเครือ SC และ RueJai App (รู้ใจแอป) ช่วยดูแลเรื่องการอยู่อาศัยของทุกคนในบ้านและคอนโดมิเนียมสะดวกสบายขึ้น สร้าง Better Living Experience ให้แก่ลูกบ้าน

ผู้ว่าฯ ททท. เปิดเกม The Year of Transformation ปั้นไทยสู่ World Event Hub Destination

ถือเป็นข่าวใหญ่ในช่วงปลายปี 2569 เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก (World Event Hub Destination) ภายใต้แนวคิด ‘The Year of Transformation’ มุ่งเปลี่ยนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากปริมาณสู่คุณค่า ผ่านการขับเคลื่อน Festival Economy และการผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทย หรือ Signature Thailand ควบคู่กับการดึงดูดอีเวนต์และเทศกาลระดับโลก เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ในการเดินทาง กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาประเทศไทยสู่ World Event Hub Destination ไม่ได้มุ่งเฉพาะการดึงงานระดับนานาชาติเข้ามาจัดในประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับเทศกาลและประเพณีไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นให้กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเลือกเดินทางมายังประเทศไทย 

“ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและแตกต่างจากจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลก ททท.จึงมุ่งผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทย หรือ Signature Thailand ให้เป็นสินค้าท่องเที่ยวระดับสากล โดยใช้จุดเด่นด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ และเรื่องราวของแต่ละพื้นที่มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้นักท่องเที่ยว” ผู้ว่าการ ททท.กล่าว

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ททท.เตรียมผลักดัน 3 เทศกาลสำคัญในกลุ่ม Signature Thailand สู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ ได้แก่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาการแกะสลักเทียนอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร ที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาอย่างงดงาม และประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม เทศกาลอันทรงคุณค่าที่ผสานความศรัทธา วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำโขง และความงดงามของแสงไฟยามค่ำคืนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับทั้ง 3 งานสู่การเป็นเทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคตลอดทั้งปี

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวเสริมว่า เทศกาลและอีเวนต์ไม่เพียงเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้จ่าย ขยายระยะเวลาพำนัก และกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ ททท.ในการมุ่งสู่การเป็น High-Value & Meaningful Destination 

พร้อมกันนี้ ททท.ยังคงเดินหน้าดึงดูด World & International Events ที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย โดยหนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการผลักดัน Tomorrowland Thailand 2026 มหกรรมดนตรีระดับโลกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนบทบาทของไทยในการก้าวสู่การเป็น Global Entertainment Hub และ World Event Hub Destination โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 21,386 ล้านบาท สร้างรายได้ภาษีให้ภาครัฐกว่า 1,412 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 21,000 ตำแหน่ง รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวก่อนและหลังการจัดงาน ส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร การคมนาคม และบริการท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องในวงกว้าง

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ ททท.เตรียมใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคือ มหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน สิ่งแวดล้อม นวัตกรรม และการท่องเที่ยวสีเขียว พร้อมสร้างการเดินทางสู่ภูมิภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติขนาดใหญ่

นอกเหนือจากเทศกาล Signature Thailand และอีเวนต์ระดับโลกดังกล่าว ททท.ยังเดินหน้าต่อยอดกิจกรรมที่มีศักยภาพทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ Amazing Thailand Marathon, Maha Songkran World Water Festival, Vijit Chao Phraya และ Wonderfruit เพื่อสร้างการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอีเวนต์และเทศกาลระดับโลก  

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ประเทศไทยยังมีอีเวนต์และเทศกาลสำคัญรอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร่วมชมการฝึกซ้อมและเฝ้ารับเสด็จฯ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (Royal Barge Procession 2026) พระราชพิธีทางน้ำอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยาก ซึ่งสะท้อนความงดงามของศิลปวัฒนธรรมและพระราชประเพณีไทยสู่สายตาชาวโลก, ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม ในเดือนตุลาคม, มหกรรมพืชสวนโลก UDON THANI INTERNATIONAL HORTICULTURAL EXPO 2026, งาน VIJIT THAILAND และ VIJIT CHAO PHRAYA 2026, มหาลอยกระทง, AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2026 และ THE ANNUAL GLOBAL WELLNESS SUMMIT 2026 ในเดือนพฤศจิกายน, Wonderfruit 2026, Tomorrowland Thailand 2026, 2026 Spartan Super World Championship & Trifecta Weekend Chiang Rai รวมถึงเทศกาลแห่ดาว จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาล Signature Thailand ที่สำคัญของประเทศ 

ใครว่างตรงกับงานไหน อย่าลืมไปเที่ยวเพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น ชุมชน ตลอดจนชาวบ้าน ให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวบ้านเรากลับมาคึกคักล่ะ

From K-Pop Idol to Global Icon กลยุทธ์การตลาดแบบไหนที่ทำให้ลิซ่าทลายกรอบเคป๊อปสู่การยอมรับในตะวันตก?

การคว้ารางวัล Best K-Pop 3 ปี และ Best Pop บนเวที MTV Video Music Awards (VMAs) คือภาพสะท้อนชั้นดีถึงสถานะของ ‘ลิซ่า’ ที่แปรเปลี่ยนในหน้าตลาดความบันเทิงไปอย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปในปี 2022 เธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกที่รับรางวัลนี้จากเพลง Lalisa ในวันนั้น โลกมองเธอในฐานะ ‘ไอดอล K-Pop ตัวท็อป’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท่ามกลางการผลักดันผลงานเดี่ยวภายใต้ค่าย LLOUD และการจับมือกับ RCA Records ชื่อของลิซ่าได้ถูกหมุดหมายใหม่บนเวทีโลก ในฐานะ ‘global icon’ พิสูจน์ได้จากการชนะรางวัล Best Pop จากเพลง Dream บนเวที VMA ในปีนี้

แน่นอนว่าชัยชนะบนเวทีที่ตัดสินด้วยผลโหวตย่อมมาพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักวิจารณ์สายเพลงบางส่วนยังคงตั้งคำถามถึงคุณภาพดนตรี แนวเพลงของลิซ่าที่ยังดูลองผิดลองถูก ยังไม่มีตัวตนชัดเจน หรือมองว่าความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังของฐานแฟนคลับเป็นหลัก แต่ก็คงไม่อาจตอกย้ำความจริงที่ว่า brand positioning ของลิซ่าได้ข้ามพ้นคำว่า K-Pop ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ศิลปินเดี่ยวชาวเอเชีย โดยเฉพาะไอดอลเคป๊อปที่แยกตัวออกมาตั้งบริษัทดูแลตัวเอง แล้วผลักดันแบรนดิ้งตัวเองให้ยืนระยะบนเวทีบันเทิงโลกไม่ใช่เรื่องง่าย และใช่ว่าจะมีคนทำสำเร็จได้มาก การคว้ารางวัลของลิซ่าครั้งนี้จึงเป็นวาระให้คอลัมน์ Entretainment มาถอดโมเดลว่า อะไรคือกลยุทธ์สำคัญที่ลิซ่าใช้เปลี่ยนตัวเองจากไอดอลเกาหลี สู่การเป็นไอคอนระดับโลก?

LLOUD x RCA Records 

โมเดลการทำงานภายใต้บริษัทตัวเองและสร้างคอนเนกชั่นจากเครือข่ายระดับโลก

หากใครติดตามวงการเคป๊อปมาเนิ่นนานจะรู้ว่าประมาณช่วงปี 2019 เรื่อยมาจนเข้าสู่ทศวรรษ 2020 ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง SM Entertainment, YG Entertainment, JYP Entertainment และ HYBE ต่างเริ่มเจอศิลปินในสังกัดบอกลาค่าย ไม่ต่อสัญญาเดิม และพวกเขาก็ออกมาตั้งบริษัทดูแลตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนผ่านปรากฏการณ์นี้คือ การทำงานภายใต้ค่ายใหญ่ทำให้ศิลปินขาดอิสระในการปูเส้นทางอาชีพของตัวเอง ต้องทำงานภายใต้สูตรสำเร็จที่ค่ายมองว่าเหมาะสม ซึ่งก็มักมีกระแสข่าวเรื่อยๆ ว่าบางครั้งค่ายก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการโปรโมตหรือดูแลศิลปินมากเท่าที่ควร ไอดอลเกาหลีหลายคนจึงเริ่มหันออกมาตั้งบริษัทมากขึ้น หรือบางส่วนที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับค่ายใหญ่ก็มองถึงลู่ทางการเติบโตด้วยตัวเอง เช่น Psy ได้อำลาต้นสังกัดเดิมอย่าง YG Entertainment และก่อตั้งค่าย P Nation ขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2019 หรือ Zico แรปเปอร์และสมาชิกวง Block B ก็ได้ก่อตั้งค่าย KOZ Entertainment ขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2019 เช่นกัน หลังจากแยกทางกับต้นสังกัดเดิมอย่าง Seven Seasons ในปีก่อนหน้านั้น

จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Korea JoongAng Daily เมื่อปี 2019 Zico บอกว่าการออกมาทำค่ายเองช่วยให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น และมอบอิสระในการทำงานให้แก่เขามากขึ้นด้วย

“ทุกอย่างเรียบง่ายขึ้นมาก และมันช่วยให้ผมมีสมาธิกับงานได้ดียิ่งขึ้นครับ” Zico ยืนยันถึงการทำงาน

เช่นเดียวกับลิซ่า สมาชิกวง Blackpink เกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงตะวันตกมากที่สุด ก็ได้ตัดสินใจในเส้นทางการสร้างศิลปินเดี่ยวของตัวเอง โดยลิซ่าได้เปิดบริษัท LLOUD ที่บริหารจัดการการทำงานของลิซ่าในฐานะศิลปินเดี่ยวโดยตรง 

ในช่วงแรก แฟนๆ หลายคนต่างมองว่านี่คือฤกษ์งามยามดีที่ลิซ่าจะได้มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ แต่หากมองภาพรวมในอุตสาหกรรม การที่ศิลปินออกมาเปิดบริษัทเองใช่ว่าจะปราศจากความเสี่ยง ที่ผ่านมาไอดอล K-Pop หลายคนที่ตั้งค่ายเองจำต้องปิดตัวลง หรือเลือกนำบริษัทเข้าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายใหญ่ในที่สุด ดังเช่นค่าย KOZ Entertainment ของ Zico ที่เข้ามาร่วมทุนกับ HYBE เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ศิลปินยังคงขาดทรัพยากรบางประการ โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน และเครือข่ายคอนเนกชั่นเชิงธุรกิจ

ยิ่งเป็นศิลปินที่ต้องการผลักดันผลงานไปสู่ระดับสากล “ระบบจัดจำหน่ายและการโปรโมตระดับโลก” (global distribution & PR) ยิ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยส่งเพลงเข้าสู่คลื่นวิทยุฝั่งตะวันตก หรือพาผลงานขึ้นสู่เวทีรางวัลใหญ่ๆ ได้

จึงไม่แปลกเลยที่หลังจากเปิดตัว LLOUD ได้ไม่นาน ลิซ่าจึงประกาศจับมือกับ RCA Records ค่ายเพลงสัญชาติอเมริกันระดับตำนานที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ภายใต้เครือ Sony Music Entertainment ซึ่งนับเป็นการปลดล็อกโครงสร้างเดิมของ K-Pop สู่โมเดลการเป็นศิลปินอิสระที่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ผลงาน (master rights) ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากร เครือข่ายสื่อ สถานีวิทยุ และระบบจัดจำหน่ายระดับสากลของ RCA เพื่อเจาะตลาดอเมริกาโดยตรง

จริงอยู่ว่าชื่อเสียงและฐานแฟนคลับทั่วโลกของลิซ่าสามารถสร้างกระแสความสนใจได้ไม่ยาก แต่องค์ประกอบด้านโครงสร้างและการสนับสนุนจาก RCA คือตัวช่วยการันตีการเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้างทุกรูปแบบ ดังนั้นเมื่อลิซ่ามีคาแร็กเตอร์ที่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว การมี ‘ระบบ’ โมเดลความร่วมมือนี้จึงกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยส่งให้ลิซ่าก้าวเข้าสู่ตลาดระดับสากลได้อย่างมั่นคงและครอบคลุมยิ่งขึ้น 

Pop Culture Footprint 

พาตัวเองไปสู่วงการหลากหลาย

จากจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบผลักดันที่ดีแล้ว อีกสิ่งที่ช่วยให้ลิซ่าสร้างการมองเห็นในตลาดตะวันตกเป็นวงกว้างได้คือ การพาตัวเองไปอยู่ในหลากหลายวงการ ย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนการเปิดค่าย LLOUD จุดเริ่มต้นที่สะท้อนว่าเธอไม่ต้องการจำกัดตัวเองไว้ในกรอบ K-Pop คือการร่วมแสดงโชว์กับ Crazy Horse Paris คาบาเรต์คลับระดับตำนานของฝรั่งเศส แม้โชว์นี้จะสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในฝั่งเอเชียเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่สุ่มเสี่ยง แต่นี่คือสัญญาณแรกที่ทำให้ฝั่งตะวันตกเห็นว่า ลิซ่าพร้อมก้าวข้ามกรอบความปลอดภัยเดิมๆ ของไอดอล

หลังจากเปิดตัวค่าย LLOUD ลิซ่าก็ได้ประกาศเป็นนักแสดงในซีรีส์ชื่อดังอย่าง The White Lotus ซึ่งเลือกมาถ่ายทำในประเทศไทย 

Mike White ผู้กำกับของซีรีส์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ลิซ่าเดินเข้ามาออดิชั่นด้วยตัวเอง ในตอนแรกเขาชั่งใจอยู่บ้างที่จะเลือก ‘ไอดอลเกาหลี’ เพราะเขาไม่อยากให้ดูเหมือนว่าตัวเองกำลังพยายามเกาะกระแสเพื่อเรียกความสนใจ และยังไม่แน่ใจว่าอยากรับมือกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดซึ่งจำเป็นต้องมีหากเธอเข้าร่วมงานหรือไม่ แต่ลิซ่าก็ “ทำงานผลงานตอนออดิชั่นได้ดีมาก” ในที่สุดเขาก็เห็นว่าการไม่เลือกเธออาจดูเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวลิซ่าและประเทศของเธอ สิ่งสำคัญที่ไวต์คิดว่าตัวเองคิดถูกก็คือเมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าเธอจะมีส่วนร่วมในผลงานนี้ ทีมงานชาวไทยบางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ และเจ้าหน้าที่ทางการไทยต่างก็กระตือรือร้นที่จะให้ความช่วยเหลือทีมงานมากยิ่งขึ้นไปอีก

การก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูดครั้งนี้ เป็นสะพานเชื่อมให้เธอขยับเข้าใกล้พื้นที่สื่อสายภาพยนตร์และรางวัลระดับสากลมากขึ้น แม้ว่าฝั่งนักวิจารณ์จะยังคงตั้งคำถามและจับตาดูฝีมือการแสดงของเธออย่างเข้มงวดก็ตาม 

อีกแรงผลักดันที่ขาดไม่ได้คือ การเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์กับแบรนด์หรูมายาวนาน ซึ่งทำให้ลิซ่ามีภาพลักษณ์เป็น global icon ด้านแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton และ Bulgari ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างอิมแพกต์ทางการตลาด แต่ยังเป็นตั๋วผ่านทางเปิดประตูสู่พรมแดงอย่าง Met Gala และงานประกาศรางวัลใหญ่ทางภาพยนตร์และดนตรีฝั่งอเมริกา ทั้งการแสดงในเวที Oscar และการขึ้นประกาศรางวัลบนเวทีงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ครั้งที่ 83 ร่วมกับปริยังกา โจปรา (Priyanka Chopra) ซึ่งภาพลักษณ์ของเธอถูกเซตให้เป็น ‘fashion icon’ มากกว่าแค่นักร้อง

ถึงอย่างนั้น นักวิจารณ์ดนตรีบางกลุ่มมองว่าการที่ลิซ่าเน้นบทบาทเซเลบริตี้ ทั้งงานแฟชั่น งานแสดง และงานอีเวนต์ อาจทำให้ลายเซ็นทางดนตรีของเธอยังดูไม่เด่นชัดเท่าที่ควร 

แต่ในบริบทของอุตสาหกรรมบันเทิงตะวันตก อิทธิพลของป๊อปสตาร์วัดกันที่ความครอบคลุมในวัฒนธรรมร่วมสมัย (pop culture footprint) ซึ่งต่างจากระบบ K-Pop ดั้งเดิมที่เน้นตัวเลขยอดขายอัลบั้ม ชาร์ตเพลง หรือสถิติต่างๆ การที่ลิซ่าพาตัวเองไปปรากฏอยู่ในทั้งวงการเพลง แฟชั่น การแสดง และอีเวนต์ระดับสากล จึงเป็นกลยุทธ์สร้างการมองเห็นในวงกว้างมากขึ้นนั่นเอง

Cultural Crossover 

ปั้นจากระบบเทรนด์ K-Pop แต่เติบโตเป็น Global Celebrity

ถ้าใครยังจำกันได้ในปี 2024 เมื่อลิซ่าเปิดตัวซิงเกิลแรก ‘Rockstar’ ในฐานะศิลปินเดี่ยว เคยมีนักวิชาการด้านป๊อปคัลเจอร์เกาหลีตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมจะต้องจัดเพลงนี้ไว้ในหมวดไหนกันแน่ ระหว่าง K-Pop, T-Pop หรือ Pop?

โดยคิม จินอู (Kim Jin-woo) นักวิจัยจาก CIRCLE CHART มองว่าเพลงนี้มีความใกล้เคียงกับ T-Pop ในแง่ของการทำหน้าที่เป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย’ อย่างเต็มตัว เนื่องจากลิซ่าถ่ายทำมิวสิกวิดีโอย่านเยาวราชและดึงความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก

ส่วน ลี กยูแท็ก (Lee Gyu-tag) ศาสตราจารย์ด้านวัฒนธรรมศึกษาจากมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน เกาหลี (George Mason University Korea) ให้ความเห็นว่า เพลง Rockstar ยังห่างไกลจากการเป็น T-Pop เพราะไม่มีองค์ประกอบของเพลงไทยเลย แต่เพลงนี้เป็น K-Pop ต่างหาก ด้วยโมเดลธุรกิจ การเน้นถ่ายทำมิวสิกวิดีโอที่มีวิชวลคุณภาพสูง และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนคลับหลังจากปล่อยเอ็มวีออกมา รวมทั้งตอนนั้นเองลิซ่าก็ไม่เคยประกาศว่าจะสลัดคราบออกจากการเป็นไอดอลเกาหลี

ฟังการถกเถียงนี้แล้วก็อาจจะหมิ่นไปทางแยกเชื้อชาติหน่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือความพยายามจำแนก K-Pop, T-Pop หรือ Global Pop เป็นตัวอย่างคลาสสิกที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ cultural crossover ของลิซ่าได้อย่างชัดเจนที่สุด

เพราะเพลง Rockstar มีเนื้อเพลงหลักเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงท่อนไวรัลอย่าง “Lisa, can you teach me Japanese? I said, ‘Hei, hei’ ” ซึ่งพูดถึงภาษาญี่ปุ่น และที่เรียกเสียงฮือฮาจากคนไทยคือการนำเสนอความเป็นไทยผ่านโลเคชั่นการถ่ายทำเอ็มวีที่เยาวราช ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี เยาวราชไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในสายตาต่างชาติ และยังเป็น ‘สัญลักษณ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ การที่ลิซ่าเลือกเยาวราช ชุมชนไทย-จีน ถนนสตรีทฟู้ด และกลุ่มแดนเซอร์คนไทยที่มีทั้ง LGBTQ+ และทรานส์เจนเดอร์มาอยู่ในเอ็มวีคือการนำเสนอความเป็นไทยยุคใหม่ที่สตรีท มีเสน่ห์แบบเอเชีย และเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายซึ่งตรงกับเทรนด์ความต้องการของโลกตะวันตกอย่างมาก

และเพลง Rockstar ก็ยังสะท้อนถึงจุดเด่นในคาแร็กเตอร์ของลิซ่า นั่นคือเป็นคนไทย ฟูมฟักในระบบเทรนศิลปินของเกาหลี ทำให้การทำเพลง การออกแบบท่าเต้น การดีไซน์เอ็มวี รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมมีคอนเซปต์ชัดเจน 

ไม่เพียงแค่ผลงานดนตรีเท่านั้นที่สะท้อนความเป็น ‘การผสมผสานทางวัฒนธรรม’ (cultural crossover) ในบทบาทแฟชั่นไอคอนระดับโลก ลิซ่าก็ผสมผสานทั้งรสนิยมแบบตะวันตกและตะวันออก บางครั้งเธอมีลุคสายฝอบนพรมแดง หรือบางครั้งเธอก็สามารถเป็นสาวเอเชียน่ารักในหน้าสื่อได้ 

ซึ่งการผสมผสานสองวัฒนธรรมยังรวมไปถึงคาแร็กเตอร์ในการออกสื่อของลิซ่า เพราะในมิติของสื่อตะวันตกยุคใหม่ เริ่มเบื่อหน่ายกับภาพจำเซเลบริตี้ที่ถือตัวหรือถูกเซตบทบาทจนแข็งเกร็ง คาแร็กเตอร์ของลิซ่ากลับตอบโจทย์ด้วยความเป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย การปรากฏตัวของเธอในรายการทีวีและพ็อดแคสต์ฝั่งอเมริกาแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร 

แม้ว่าในสายตาของนักวิจารณ์สื่อบางกลุ่ม การออกสื่อของเธออาจจะยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และยังไม่ได้เปิดเผยทัศนคติเชิงลึกทางดนตรีมากนัก แต่นิสัยที่เป็นกันเองบวกกับความโปรเฟสชันนอลบนพรมแดง ก็เพียงพอที่จะทำให้สื่อกระแสหลักของตะวันตกยอมรับเธอในฐานะเซเลบริตี้ระดับแนวหน้าได้

Asian Representation

การเติบโตในจังหวะที่วงการต้องการความหลากหลาย

หากจะบอกว่าโมเดลต่างๆ ที่ลิซ่าทำมานี้คือสูตรสำเร็จที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ของการเป็นศิลปินเดี่ยวก็อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจะว่ากันตามจริงแล้ว แต่โมเดลนี้สำเร็จได้ด้วย ‘จังหวะเวลา’ ที่วงการบันเทิงและแฟชั่นฝั่งตะวันตกอยู่ภายใต้กระแสการเรียกร้องเรื่องความหลากหลาย (diversity)

การก้าวขึ้นมาของลิซ่าในฐานะ global icon จึงเกิดในจังหวะสอดรับกันอย่างลงตัว

ในมุมหนึ่ง นี่คือสมการแบบ win-win situation ลิซ่าไม่ได้นำพาแค่ ‘ใบหน้าของศิลปินเอเชีย’ ไปอยู่บนพรมแดง แต่เธอพกทั้งอิทธิพลทางวัฒนธรรมและพลังการสนับสนุนของแฟนคลับทั่วโลกไปให้ฝั่งตะวันตก

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ วงการแฟชั่นระดับไฮเอนด์อย่าง Louis Vuitton หรือ Bulgari ที่ได้ทั้งภาพลักษณ์การเปิดรับความหลากหลายและได้การเข้าถึงตลาดเอเชียไปพร้อมกัน หรือแม้แต่ฝั่งฮอลลีวูดในซีรีส์ The White Lotus Season 3 การเลือกลิซ่ามาร่วมงานก็นำมาซึ่งทั้งความสมจริงของบริบทพื้นที่ถ่ายทำในไทย และสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลบนหน้าสื่อกระแสหลักตั้งแต่วันแรกที่ประกาศรายชื่อนักแสดง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักวิจารณ์สื่อฝั่งตะวันตกบางส่วนตั้งคำถามว่า การที่องค์กรใหญ่ในอเมริกาดึงลิซ่ามาร่วมงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงกลยุทธ์ tokenism หรือการใช้คนเอเชียเป็น ‘เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ความโปรเกรสซีฟ’ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาการขาดความหลากหลายในอุตสาหกรรมหรือไม่? 

ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงว่า คาแร็กเตอร์ของลิซ่า ผู้มีความโฉบเฉี่ยว รสนิยมแบบสากล และมีกลิ่นอายตะวันตก อาจเป็นภาพแทนของ ‘คนเอเชียในสเปกที่ตลาดตะวันตกสบายใจจะเปิดรับ’ ซึ่งยังคงมีระยะห่างจากภาพความหลากหลายอันซับซ้อนของคนเอเชียในความเป็นจริง

แต่ไม่ว่าอุตสาหกรรมตะวันตกจะอิงอยู่บนเจตนาใดก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าลิซ่าสามารถใช้จังหวะพื้นที่อุตสาหกรรมบันเทิงตะวันตกนี้ ปักหมุดชื่อของเธอในฐานะตัวแทนเอเชียบนพื้นที่สื่อระดับโลกได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้อุตสาหกรรมบันเทิงโลกต้องหันมามองศักยภาพของศิลปินเอเชียอย่างจริงจังมากขึ้น

อ้างอิง

– koreajoongangdaily.com/korea/kpop-stars-take-control-of-their-own-careers-artists-see-opportunity-as-accessing-fans-is-easier-than-ever-before/11416438 

– reuters.com/lifestyle/culture-current/lisa-life-beyond-blackpink-2026-09-25/ 

– koreatimes.co.kr/entertainment/k-pop/20240702/is-blackpink-lisas-rockstar-k-pop-or-t-pop?utm_source=legacy_url&utm_medium=redirect&utm_campaign=news_manager_id 

– newyorker.com/magazine/2025/02/17/mike-white-profile-white-lotus 

ศิริราชเปิดตัวแคมเปญ ‘ราตรีสวัสดิ์’ ตอกย้ำจุดยืนการรักษา และดูแลผู้ป่วยทั้งชีวิต 

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าในปี 2569 โรงพยาบาลศิริราชมีอายุครบรอบ 138 ปี และด้วยโอกาสพิเศษแบบนี้เอง ทางโรงพยาบาลเลยถือโอกาสเปิดตัว ‘ราตรีสวัสดิ์’ แคมเปญภาพยนตร์โฆษณา ที่ถ่ายทอดความหมายของการรักษาที่ไม่ได้มุ่งเพียงการทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่คือการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ทั้งร่างกาย ความรู้สึก ความฝัน ความสามารถ คนที่รัก และชีวิตที่ผู้ป่วยต้องการกลับไปหา

สำหรับโฆษณาตัวแรกที่มีการเผยแพร่แล้ว เป็นการเล่าผ่านช่วงชีวิตของคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวเอง ฝึกฝนความสามารถ และมองเห็นความเป็นไปได้ของอนาคต เมื่อความเจ็บป่วยเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงความกังวลเกี่ยวกับร่างกาย แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ความสามารถหรือสิ่งที่รักจะยังคงอยู่กับเขาหรือไม่  สำหรับบางคน มืออาจเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ขาอาจเป็นสิ่งที่พาเขาไปทำในสิ่งที่รัก ขณะที่สายตา เสียง หรือการเคลื่อนไหวอาจเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่ใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นมา การรักษาจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้อวัยวะกลับมาทำงานได้ แต่ยังหมายถึงความพยายามที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปทำสิ่งที่รัก ใช้ความสามารถที่มี และเดินหน้าสู่อนาคตในแบบที่ยังเป็นชีวิตของเขาเอง

(สามารถรับชมโฆษณาตัวแรกได้ที่ลิงก์นี้   bit.ly/4yRRCpY)

สำหรับโฆษณาอีก 2 ตัวที่กำลังจะมีการเผยแพร่ในเร็วๆ นี้  ผ่านช่องทางการสื่อสารของโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่ Facebook และ Youtube @SirirajPR จะเป็นการพาผู้ชมไปพบกับเรื่องราวและมิติของการดูแลในช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน เพื่อสื่อสารว่า ในแต่ละช่วงชีวิต ผู้คนอาจมีสิ่งสำคัญที่ต้องการรักษาไว้ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความตั้งใจของศิริราชที่จะมองให้ไกลกว่าอาการที่อยู่ตรงหน้า และมองเห็นว่า สิ่งใดคือสิ่งสำคัญสำหรับ ‘คน’ ที่กำลังอยู่ตรงนั้น

ทั้งนี้ ตลอดระยะ 138 ปีที่ผ่านมา ศิริราชเชื่อว่า เมื่อคนหนึ่งคนเจ็บป่วย สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงอวัยวะหรือร่างกาย แต่ยังรวมถึงชีวิตทั้งชีวิตที่อยู่เบื้องหลังอาการนั้น การทำงานของศิริราชจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า รักษาโรคได้หรือไม่ แต่ยังมองต่อไปถึงคำถามสำคัญว่า หลังจากการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่มีความหมายสำหรับเขาได้อย่างไร แนวคิดดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของแคมเปญราตรีสวัสดิ์ ซึ่งต้องการขยายมุมมองต่อบทบาทของโรงพยาบาล จากสถานที่ที่รักษาโรค สู่การเป็นพื้นที่ที่ช่วยดูแลชีวิตและความหวังของผู้คน โดยศิริราชยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับไปเป็นตัวเองได้มากที่สุด

27 สาวทรานส์จากทั่วโลกสวมบทใหม่ให้ผ้าไทยผ่านเวที THE HIGH TEA HERITAGE 

เมื่อไม่นานมานี้ในวงการแฟชั่นได้มีการจัดงานที่น่าสนใจ นั่นคืองาน ‘THE HIGH TEA HERITAGE: CULTURE & COUTURE’ ที่จัดขึ้นโดย Miss International Queen® 2026 ร่วมกับ Tiffany’s Show Pattaya ภายใต้แนวคิด ‘A Legacy in Every Thread’ เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีแห่งการขับเคลื่อนความเท่าเทียม ภายในงาน อดีตผู้ครองตำแหน่ง Miss International Queen® และผู้เข้าประกวดจาก 27 ประเทศทั่วโลก ร่วมถ่ายทอดความงดงามของชุดไทยพระราชนิยมและผ้าพิมพ์มือจากหัวหิน บนรันเวย์ที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบันเข้ากับพลังแห่งตัวตนอย่างลงตัว ฉากหลังริมแม่น้ำเจ้าพระยาในยามบ่าย อบอวลด้วยเสน่ห์การจิบน้ำชายามบ่าย และการพบปะของบุคคลสำคัญ อาทิ คณะทูตจากนานาประเทศ ดีไซเนอร์ และบุคคลชั้นนำในแวดวงสังคม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์  

สำหรับไฮไลต์ภายในงานเปิดฉากด้วยอดีตผู้ครองตำแหน่ง Miss International Queen® และผู้เข้าประกวด Miss International Queen 2026 จาก 27 ประเทศทั่วโลก ซึ่งร่วมถ่ายทอดความงดงามผ่าน ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ตั้งแต่ความงามของชุดไทยเรือนต้น ความสุภาพสง่าของชุดไทยจิตรลดา ความหรูหราของชุดไทยอมรินทร์ ไปจนถึงความงดงามสง่าของชุดไทยดุสิต

ทุกลุคถูกนำเสนอผ่านตัวตนอันโดดเด่นของผู้เข้าประกวด สะท้อนพระวิสัยทัศน์และพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมอัตลักษณ์การแต่งกายของไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ พร้อมย้ำเตือนว่ามรดกทางวัฒนธรรมคือสิ่งที่มีชีวิต และสามารถเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าของสังคม

การปรากฏตัวของผู้เข้าประกวดด้วยชุดไทยในครั้งนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่ง ขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเสนอรายการ ‘ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดประจำชาติไทย’ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO) ประจำปี 2569 ภาพที่ปรากฏในวันนี้จึงเป็นการนำพาภูมิปัญญาและงานช่างฝีมือไทย สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกอย่างแท้จริง

บรรยากาศบนรันเวย์เปลี่ยนผ่านสู่ความสดใหม่ เมื่อ ‘ผ้าโขมพัสตร์’ แบรนด์ผ้าพิมพ์มือระดับตำนานแห่งเมืองหัวหิน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 78 ปี (ก่อตั้ง พ.ศ. 2491) ถูกนำมาตีความใหม่ โดย 3 แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ ได้แก่ LA BOUTIQUE โดย พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล Brand Director และภูริณัฐ วงศ์สถาพรสกุล Creative Director, KANAPOT โดย คณาพจน์ อุ่นศร และ NARONG โดย ณรงค์ เกตุแก้ว แต่ละดีไซเนอร์ดึงบุคลิกของผ้าออกมาในภาษาของตนเอง ตั้งแต่เส้นสายเฟมินีน โครงสร้างที่เฉียบคม ไปจนถึงลุคที่เต็มไปด้วยความงามตามแบบฉบับไทย พร้อมคอมพลีตทุกลุคด้วยประกายอันเลอค่าจากเครื่องประดับไข่มุก Prima Pearl สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผ้าไทยที่สามารถต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ผลงานแฟชั่นร่วมสมัยที่เข้าถึงผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด และประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss International Queen กล่าวถึงการจัดงานดังกล่าวว่า 

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Miss International Queen ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวด แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกได้รู้จักกันผ่านเรื่องราว ความสามารถ และตัวตนที่แตกต่าง งาน Culture & Couture จึงเป็นการนำพลังของเวทีระดับนานาชาติมาช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้แก่มรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยผู้เข้าประกวดไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอเครื่องแต่งกาย แต่ยังเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของชุดไทย งานฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยไปสู่ผู้ชมทั่วโลก”

การนำชุดไทยพระราชนิยมและผ้าโขมพัสตร์มาจัดแสดงบนเวทีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่ารากทางวัฒนธรรมสามารถก้าวไปพร้อมกับความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน งานครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่หัวหิน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้เรียนรู้เรื่องราวของผ้าโขมพัสตร์และสัมผัสเสน่ห์ของเมืองต้นกำเนิด ก่อนนำประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดผ่านมุมมองของตนเองสู่ผู้ติดตามทั่วโลก เพื่อร่วมส่งต่อพลังของ Thailand Pride และส่งเสริมให้ผ้าไทย งานออกแบบไทย และการท่องเที่ยวไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

One Bangkok จับมือ กทม.และพันธมิตรเอกชน ร่วมสนับสนุนงาน Bangkok Climate Action Week 2026

ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569  ‘วัน แบงค็อก’ กำลังจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Bangkok Climate Action Week 2026 โดยสะท้อนบทบาทในฐานะ ‘ห้องเรียนที่มีชีวิต’ (Living Classroom) เปิดให้ผู้คนได้เห็นกรณีศึกษาการนำหลักความยั่งยืนมาสู่การลงมือปฏิบัติจริง พร้อมส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อัดแน่นด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569

สำหรับงาน Bangkok Climate Action Week (BKKCAW) จัดขึ้นโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับ Just Transitions Incubator (JUTI) และเครือข่ายด้านสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ เพื่อเป็นเวทีกลาง ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน กลุ่มคนที่ทำงานด้านงานสร้างสรรค์ ชุมชน และสถาบันต่างๆ ได้มารวมตัวกันในวิถีทางใหม่ๆ พร้อมเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตที่ปลอดภัยจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเปิดกว้างสำหรับทุกคนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในฐานะพันธมิตรด้านสถานที่จัดงานหลักของงานปีนี้ วัน แบงค็อกนำเสนอกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งกิจกรรมนำชมโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนภายในโครงการ การฉายภาพยนตร์สารคดีด้านสิ่งแวดล้อม เวทีเสวนาและการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงนิทรรศการดิจิทัลเพื่อจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน สัมผัสความยั่งยืนที่ทำได้จริง ได้แก่

  • One Bangkok Open House : กิจกรรมนำชมโครงการเพื่อเปิดมุมมองเมืองยั่งยืน พร้อมเรียนรู้ ผ่านแนวทางการผสานความยั่งยืนเข้ากับการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการโครงการของวัน แบงค็อก ตั้งแต่อาคารประหยัดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การจัดสรรพื้นที่สีเขียว ระบบการจัดการพลังงานและน้ำ การจัดการขยะและของเสียตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะที่มุ่งเน้นออกแบบโดยยึดผู้คนเป็นศูนย์กลาง เป็นต้นแบบของการนำหลักการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนมาใช้และลงมือปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง  โดยจัดขึ้นทั้งหมด 5 รอบ ได้แก่ วันที่ 5 และ 6 ตุลาคม 2569 รอบ 10:00-11:00 น. และ 15:30-16:30 น. และวันที่ 7 ตุลาคม 2569 รอบ 10:00-11:00 น. จำกัดรอบละ 20 ท่าน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าชมฟรีได้ที่ s.onebangkok.com/4yMXlh7
  • การฉายภาพยนตร์สารคดี : จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยเป็นการฉายภาพยนตร์สารคดีกลางแจ้งเรื่อง When We Cycle ผลงานของผู้กำกับ Arne Gielen และ Gertjan Hulster ที่ถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาของวัฒนธรรมการปั่นจักรยานจนกลายมาเป็นระบบการเดินทางที่เชื่อมต่อกับขนส่งสาธารณะอย่างบูรณาการที่ตอบโจทย์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ช่วยลดการปล่อยมลพิษ และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนเมือง จัดแสดงในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 18:00-20:30 น. ที่วัน แบงค็อก ปาร์ค ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมฟรีได้ที่ s.onebangkok.com/4h2687i
  • นิทรรศการดิจิทัล Surviving the City How Bangkok Residents Adapt to Heat, Floods, and a Sinking Ground : ที่นำเสนอโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ในชีวิตประจำวันเข้ากับนโยบายเมือง ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสำรวจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อชีวิตคนเมือง รวมถึงแนวทางการปรับตัวที่ใช้ได้จริงเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรง ปัญหาน้ำท่วม และการทรุดตัวของแผ่นดินในกรุงเทพฯ โดยจัดแสดงแบบเข้าชมฟรีบริเวณแนวทางเดินเชื่อมใต้ดินจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ลุมพินีสู่วัน แบงค็อก 
  • เวทีเสวนาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ : วัน แบงค็อก ร่วมเปิดพื้นที่เพื่อเป็นเวทีเสวนาเชิงนโยบายและการประชุมวิชาการ จัดโดยองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ หน่วยงานเพื่อการพัฒนา รวมถึงสถาบันวิจัยต่างๆ ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค อาทิ การบูรณาการโครงข่ายพลังงานและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มประเทศอาเซียน กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน แนวทางการลดคาร์บอนในภาคธุรกิจ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้เมืองโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน 

โดยใครที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตารางเวทีเสวนาต่างๆ และกิจกรรมของงาน Bangkok Climate Action Week 2026 ได้ที่เว็บไซต์ s.onebangkok.com/4h8EmYo

โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ฉลองครบรอบ 20 ปีอย่างสมศักดิ์ศรี ผ่านเวที Miss International Queen

เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา Miss International Queen ซึ่งก่อตั้งและจัดการประกวดโดยบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด ได้มีการเฉลิมฉลองการประกวด Miss International Queen® 2026 รอบ The Crowning Finale อย่างสมศักดิ์ศรี ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ในวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีระดับนานาชาติที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงตัวตน ความสามารถ และถ่ายทอดเรื่องราวและจุดยืนของตนเองภายใต้แนวคิด ‘The Evolving Legacy: Empower Every Voice’

โดยผลปรากฏว่า ‘Lo Colby’ Miss International Queen จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss International Queen® 2026 ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ ไหวพริบ และวิสัยทัศน์ พร้อมรับบทบาทตัวแทนแห่งความเท่าเทียมบนเวทีโลก และสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้แก่ประเทศของตน

การประกวดปีนี้ยังตอกย้ำพัฒนาการตลอด 20 ปีของ Miss International Queen® จากเวทีการประกวด สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์ได้ถ่ายทอดตัวตน จุดยืน และความฝัน พร้อมขับเคลื่อนความเท่าเทียมและการยอมรับในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังทุกโมเมนต์สำคัญของ Miss International Queen® 2026 คือพลังสนับสนุนจากพันธมิตรที่ร่วมกันผลักดันเวทีแห่งความเท่าเทียมนี้ให้เปล่งประกายและเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสากลยิ่งขึ้น เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของกิจกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน ผ่านมิติด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพและความงาม ภายใต้เครือข่าย National Licensees ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก 

สำหรับการจัดงานประกวดดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ชมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยในช่องทางยูทูบ ของ Miss International Queen มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 1.9 ล้านครั้ง ภายในคืนเดียว ขณะเดียวกัน การเผยแพร่การประกวด Miss International Queen® ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเครือข่าย National Licensees ทั้ง 5 ประเทศยังสร้างยอดรับชมรวมตลอดการประกวดอีกกว่า 50 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ผู้ชมและแฟนการประกวดจากทั่วโลกยังร่วมส่งเสียงชื่นชมความสง่างาม ความร่วมสมัย สีสันทางวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องราวและจุดยืนด้านความเท่าเทียมที่ผู้เข้าประกวดแต่ละคนถ่ายทอดตลอดการแข่งขัน

สำหรับใครที่พลาดไปไม่ต้องเสียใจ เพราะสามารถรับชมย้อนหลังรอบ The Crowning Finale ของการประกวด Miss International Queen 2026 ได้ที่แพลตฟอร์มยูทูบ MissInternationalQueenOfficial

และติดตามข่าวสารและภารกิจต่างๆ ของผู้เข้าประกวดได้ทาง

กรณีศึกษาจาก ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’ เมื่อห้างโอบอุ้ม ‘คนเมือง’ ในวันที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติ

แม้สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ณ เวลานี้จะยังไม่คลี่คลาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าร่องรอยความเสียหายจากผลกระทบยังคงหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องของทรัพย์สินหรือเรื่องของจิตใจ ทว่าความดีงามที่พอจะเห็นได้จากวิกฤตครั้งนี้ คือ ‘น้ำใจ’ ในการช่วยเหลือกันและกัน รวมไปถึงการที่ ‘ห้างสรรพสินค้า’ กลายเป็นอีกจุดเซฟโซนของผู้อพยพ

ตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้น ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’ ห้างใหญ่ของคนกรุงฝั่งตะวันออก ที่ในน้ำท่วมคราวนี้ออกมาประกาศเปิดพื้นที่ให้พลเมืองเข้ามาหลบภัย พร้อมกับนำรถเข้ามาจอดได้จากสถานการณ์น้ำท่วมสูงฉับพลัน แม้ตัวห้างเองจะถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ซึ่งหลังจากการประกาศความช่วยเหลือของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ต่างมีห้างในละแวกที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ทยอยประกาศให้สามารถนำรถยนต์เข้าไปจอดได้ตามมาเรื่อยๆ เลยช่วยให้ความเสียหายทุเลาลงไปได้พอสมควร

ความน่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่บ้านเราที่ห้างเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับภัยพิบัติ เพราะประเทศที่ผ่านวิกฤตในลักษณะที่ว่าอย่าง ‘ญี่ปุ่น’ ก็มีการจัดการในลักษณะที่ว่าเช่นกัน ซึ่งเรื่องราวจะเป็นยังไงนั้นเราขอชวนหาคำตอบจาก Recap ตอนนี้

🏢💦 จากปี ’54 ถึง ’69 เมื่อแฟชั่นไอส์แลนด์เปลี่ยนตัวเองเป็นที่พักพิงของผู้ประสบอุทกภัย

หลายคนน่าจะยังไม่ลืมมหาอุทกภัยถล่มกรุงเมื่อปี 2554 ที่ความเสียหายกระทบถึง 50 เขตในเมืองกรุง และอีก 73 จังหวัด

ผู้คนลอยคอออกมาตามหาความช่วยเหลือ และสภาพรถที่จมน้ำแทบมิดคัน คือภาพสะเทือนใจที่ยังติดตาอยู่ในครานั้นเอง แม้แฟชั่นไอส์แลนด์จะไม่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำมากนัก แต่ห้างยินดีที่จะออกมาตรการอำนวยความสะดวก ตั้งแต่เปิดพื้นที่ให้จอดรถฟรี เป็นจุดพักพิงชั่วคราว ทั้งออกมาตรการลดหย่อนและพักค่าเช่าแก่ร้านค้าที่ประสบภัย

แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าห้างสรรพสินค้าเจ้าไหนออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเป็นรายแรก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การช่วยเหลือของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ คือหนึ่งในตัวอย่างที่กลายเป็นบรรทัดฐานให้กับห้างอื่นๆ ตามมาเมื่อเกิดเหตุอุทกภัย

อย่างในปี 2569 ที่หลายพื้นที่ยังไม่มีการประกาศเป็นเขตอุทกภัย แต่จากข่าวสารการคาดคะเนที่เกิดขึ้น หลายห้างก็พร้อมที่จะออกมาตรการช่วยเหลือทันที

🏢💦 AEON Mall ห้างดังญี่ปุ่นที่เปลี่ยนตัวเองเป็น regional infrastructure 

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ห้างสรรพสินค้าในบ้านเราเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสถานที่ที่โอบอุ้มคนเมืองยามเกิดภัยพิบัติดูจะเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้า เพื่อช่วยบรรเทาความยากลำบากของผู้คน เนื่องจากยังไม่มีมาตรการจากรัฐออกมาช่วยเหลือ  แต่หากข้ามฟากมองไปที่ประเทศที่ประสบภัยพิบัติอยู่เนืองๆ อย่าง ‘ญี่ปุ่น’ จะพบว่า ห้างสรรพสินค้าถูกวางบทบาทไว้มากกว่าแค่จุดพักพิงชั่วคราว แต่เป็น ‘regional infrastructure’ หรือ ‘โครงสร้างระดับภูมิภาค’ ที่มีไว้สำหรับรับมือภัยพิบัติโดยเฉพาะ 

ซึ่งนิยามของ regional infrastructure ในทางปฏิบัติของห้างสรรพสินค้า คือการเป็นส่วนสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคในประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น การคมนาคม ขนส่งสาธารณะ เข้าถึงโครงข่ายพลังงาน และระบบการติดต่อสื่อสารนั่นเอง

ถ้าจะกล่าวถึงห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นที่พูดได้เต็มปากว่าเป็น regional infrastructure คงต้องยกตัวอย่างกรณีของศูนย์การค้าในเครือ AEON Mall ยกระดับตัวเองมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ 

ย้อนกลับไปในปี 2011 ที่ญี่ปุ่นเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และสึนามิ ศูนย์การค้า AEON MALL Ishinomaki สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเชลเตอร์รับผู้ประสบภัยได้ถึง 2,500 ราย ซึ่งพื้นที่บางส่วนถูกปรับให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวถึงสองสัปดาห์ ขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ เช่นร้านอาหาร จุดจำหน่ายของสด และร้านขายยา ซึ่งเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ที่เดิมทีมีไว้ขายในห้าง ถูกหยิบยกมาช่วยเหลือผู้คน ทำให้เมืองที่ประสบภัยสามารถฟื้นฟูได้อย่างทันท่วงที

หรือในกรณีของ AEON Mall Osaka Dome City ที่ออกแบบโครงสร้างตัวอาคารมาให้พร้อมทนต่อแผ่นดินไหว เช่น ระบบ gas cogeneration เพื่อผลิตไฟฟ้าสำรองในกรณีไฟฟ้าดับ, มีจุด first-aid station ที่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบครัน รวมไปถึงด้านนอกยังมี flood barrier ที่พร้อมรับมือกรณีเกิดคลื่นสึนามิตามมา และที่สำคัญคือการที่ศูนย์การค้ามีการประชาสัมพันธ์กับชุมชนพร้อมแจกคู่มือ เพื่อให้การอพยพมีประสิทธิภาพมากที่สุด

หรือแม้กระทั่งในช่วงหน้าร้อนปี 2026 ที่ผ่านมา ที่ AEON Mall เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าทั้ง 5,000 แห่ง ให้กลายเป็นจุด cool Spot ให้ประชาชนหลีกหนีจากคลื่นความร้อน

สิ่งที่เห็นจากกรณีของ AEON Mall จึงไม่ใช่การปรับตัวเพื่อรับเหตุเฉพาะหน้า แต่เป็นการเตรียมพร้อม โดยมองถึงความเป็นได้ต่างๆ ว่า ประเทศตัวเองจะเผชิญกับภัยพิบัติแบบใดได้บ้างนั่นเอง

🏢💦 การเชื่อมต่อระหว่าง ‘ห้าง’ กับ ‘นโยบายรัฐ’ คือเรื่องจำเป็น 

สิ่งที่น่าสนใจคือการทำหน้าที่ของห้างในฐานะจุดพักพิงยามเกิดภัยพิบัติจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีการบูรณาการจากภาครัฐอย่างเป็นระบบระเบียบ ภายหลังจากกรณีของภูมิภาคโทโฮคุเมื่อปี 2011 ถัดมาในปี 2022 รัฐบาลกรุงโตเกียวได้มีการออกมาตรการ ‘TOKYO Resilience Project’ หรือโปรเจกต์รับมือภัยพิบัติในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภัยจากน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว และโรคระบาด

ในปี 2026 ที่ทั่วโลกเผชิญกับปัญหา climate change รัฐบาลกรุงโตเกียวได้นำมาตรการ TOKYO Resilience Project มาใช้กับประชาชนในเรื่องการฝึกอพยพ พร้อมกับนำเทคโนโลยี ICT และ AI มาช่วยในการบริหารระบบระบายน้ำ 

ซึ่งโปรเจกต์ TOKYO Resilience Project มีการบูรณาการระบบการอพยพร่วมกับ ‘ศูนย์การค้าใต้ดิน’ (underground mall) เพื่อให้เป็นที่ที่พร้อมสำหรับการเป็นจุดพักพิง 

จากกรณีของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ถึงกรณีของห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่น สามารถบอกได้ว่า ในอนาคตที่โลกต้องเจอกับภัยพิบัตินานาชนิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ห้างจะไม่ใช่แค่จุดช้อปปิ้งอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมสำหรับการเป็นจุดพักพิงยามเกิดเหตุภัยพิบัติอยู่เสมอ 

ที่สำคัญคือหน้าที่นี้จะไม่ใช่ของผู้ประกอบการห้างเพียงอย่างเดียว แต่รัฐเองก็ต้องมีส่วนเชื่อมโยงหน้าที่นี้ด้วยเช่นกัน เพราะตลอดขวบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า ภัยพิบัติพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้เสมอและทุกรูปแบบ ทุกฝ่ายจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปพร้อมกัน

ที่มา:

– aeon.info/cn/library/magazine/pdf/vol43.pdf

– tokyo-resilience.metro.tokyo.lg.jp/en/event/5187

– tokyo-resilience.metro.tokyo.lg.jp