ถ้าโลกบังคับให้ทุกคนต้องเอาตัวรอด ธุรกิจและประชาชนควรรักษาคุณธรรมยังไงดี?
ตั้งแต่ต้นปีที่เกิดวิกฤตโลก เศรษฐกิจถดถอย สงครามทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน การพัฒนา AI ที่เข้ามาท้าทายการจ้างงาน สภาวะอากาศสุดขั้วพลัดพรากความสูญเสียทั้งความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้บีบคั้นให้ทุกภาคส่วนต้องหาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน และเผชิญกับคำถามถึงคุณธรรมของการอยู่ร่วมกันในสังคม
นี่คือที่มาของเวทีเสวนาวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพื่อทำความเข้าใจว่าตั้งแต่ระดับรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนจะร่วม ‘นิยาม’ คุณธรรมในสังคมอย่างไรเพื่อให้ทุกคนรอดในห้วงเวลาวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้
เวทีในครั้งนี้เปิดบทสนทนาด้วยผลสำรวจดัชนีคุณธรรมในสังคมไทย ประจำปี 2569 โดย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม พร้อมข้อสังเกตต่อสถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทย ในวันที่ผู้คนต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
“ก่อนหน้าที่เราจะเข้ามาในห้องประชุมนี้ หลายคนพูดว่าเวลาคุยเรื่องคุณธรรมต้องรอจังหวะดีๆ หรือให้สถานการณ์สังคมดีขึ้นก่อนถึงคุยกัน ช่วงวิกฤตมากๆ บางคนต้องลืมคุณธรรมไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด” รศ. นพ.สุริยเดวเริ่มต้นกล่าวนำ “แต่ความเป็นจริงคือ ยิ่งวิกฤต คุณธรรมยิ่งสำคัญมากนะครับ”
ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม การสำรวจสถานการณ์คุณธรรมในสังคมคือการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนถึงสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันโดยยึดหลักคุณธรรมทางสังคม รายงานเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนการมีคุณธรรมของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่ทำให้เห็นว่าสังคมที่เปลี่ยนไปส่งผลอย่างไรต่อการรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของประชาชน
“ยุคนี้โลกสุดโต่งหลายเรื่องมาก สภาพแวดล้อมสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างวันนี้เราคุยกันเรื่อง climate ประเด็นคุณธรรมระดับโลก หรือการนิยามคุณธรรมเพื่ออยู่ร่วมกัน เพราะเราเห็นว่าโลกไม่เหมือนเดิม วิถีชีวิตผู้คนเร็วขึ้น และมีวิกฤตมากมาย เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI เข้ามา เราเจอความท้าทายหลายเรื่อง”
“และจากผลสำรวจด้วยการใช้ดัชนีชี้วัด Morality Behavior Index ของเราสะท้อนว่า นิยามคุณธรรมเปลี่ยนไป ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไปแล้ว คุณธรรมต้องเป็นเรื่องของพฤติกรรม เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ จับต้องได้ วัดได้ กินได้”
รศ. นพ.สุริยเดวอธิบายถึงหลักเกณฑ์ในการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมในแต่ละปี โดยใช้ดัชนีชี้วัด Morality Behavior Index ซึ่งมี “ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม”ของ ลอว์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) นักจิตวิทยา เป็นรากฐานของการสร้างดัชนีชี้วัดดังกล่าว
ตามแนวคิดของโคลเบิร์ก แบ่งทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ หนึ่ง–ระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (pre-conventional level) การตัดสินถูกผิดมาจากปัจจัยภายนอก ผลลัพธ์ของการกระทำ เช่น การได้รับรางวัลหรือถูกลงโทษ สอง–ระดับตามขนบธรรมเนียมของสังคม (conventional level) การตัดสินถูกผิดยึดตามความคาดหวังของสังคม ครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือกฎหมายบ้านเมือง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย สาม–ระดับเหนือเกณฑ์สังคม (post-conventional level) การตัดสินถูกผิดมาจากหลักการทางจริยธรรมภายในใจ สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมที่เป็นสากล ซึ่งเหนือกว่าตัวบทกฎหมายบางข้อ
“สิ่งที่ผมจะนำเสนอในวันนี้ คือบันไดขั้นที่ 5 ขั้นที่ 6 ในแนวคิดของโคลเบิร์ก คือพฤติกรรม ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าจากนิยามใหม่ของคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือพฤติกรรมคำนึงความเป็นธรรมทางสังคม และสามารถประพฤติปฏิบัติกันเป็นกิจวัตร”
Morality Behavior Index หรือดัชนีชี้วัดคุณธรรมโดยศูนย์คุณธรรม มีหลักเกณฑ์ประเมิน 5 ข้อ คือ พอเพียง วินัย/ความรับผิดชอบ สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู โดยสอดคล้องกับแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติและแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งศูนย์คุณธรรมจัดเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อแสดงให้เห็นสถานการณ์พฤติกรรมด้านคุณธรรมที่ผันผวนในแต่ละปี แบ่งตามกลุ่มอายุคือ กลุ่มอายุ 13-25 ปี กลุ่มที่สอง 25-40 ปี กลุ่มที่สาม 40 ปีขึ้นไป และเก็บข้อมูลใน 6 ภูมิภาค เพื่อสะท้อนวิธีดำเนินชีวิตและระบบนิเวศที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ศูนย์คุณธรรมยังเก็บผลสำรวจด้าน “สำนึกดี” ที่เกิดจากระบบนิเวศรอบตัวของประชาชน เพื่อสะท้อนว่า แม้พฤติกรรมด้านคุณธรรมจะเปลี่ยนไปตามบริบทอันบีบคั้น แต่การยังรักษาไว้ซึ่ง “สำนึกดี” จะยังเป็นรากฐานให้ประชาชนหันมาแก้ไขพฤติกรรมได้อยู่เสมอ
“ผลสำรวจปี 2569 เราเก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วัดในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยการดึงสถานการณ์ข่าวมาถามประชาชน เช่น เหตุการณ์ตึกถล่มในช่วงแผ่นดินไหวส่งผลต่อการตัดสินใจในเชิงคุณธรรมพฤติกรรมของพวกเขาไหม ซึ่งจากการสำรวจของเราพบว่า เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อประชาชน”
“ปีนี้เราเก็บข้อมูลตัวอย่าง 40,000 คน ข้อค้นพบแรกของเราคือ ช่วงอายุ 25-40 ปีสำคัญที่สุด เป็นกลุ่มคนเจนฯ วาย กลุ่มคนทำงานที่สร้าง GDP ของประเทศ แต่เราพบว่า คะแนนด้านวินัยและความรับผิดชอบอ่อนที่สุด เช่น วินัยจราจร ยกตัวอย่างเปอร์เซ็นต์ของคนที่ตอบว่าพร้อมจะขับรถสวนเลนถ้ามั่นใจว่าปลอดภัย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เยอะมาก ระดับสีม่วงเลย”
“ข้อค้นพบที่สองยังคงเห็นความน่ากลัวของบ้านเราคือ หมวดซื่อสัตย์สุจริต ส่งผลกระทบทั้งคนรุ่นพ่อแม่และคนรุ่นใหม่ อยู่ในเกณฑ์สีแดงทั้งประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อเราถามเขาว่าเหตุการณ์ข่าวต่างๆ ในสังคมส่งผลกระทบต่อเขาไหม ต้องบอกเลยว่ามีผล”
“ข้อค้นพบที่ 3 น่าสนใจมากคือ สังคมไทยยังรักษาไว้ซึ่งความกตัญญู เป็นเรื่องที่ดีมาก คนทุกเจเนอเรชั่นให้น้ำหนักกับความกตัญญู ส่วนในมิติของจิตสาธารณะอยู่ในระดับที่ดี แต่ต้องบอกก่อนว่ามีความเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม คนรุ่นใหม่ตีความจิตสาธารณะในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไป แต่ยังรักษาเอาไว้อยู่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี”
แม้ผลสำรวจดัชนีคุณธรรมจะบ่งบอกว่าภาพรวมคะแนนคุณธรรมในสังคมไทยยังน่าเป็นห่วง แต่ รศ. นพ.สุริยเดวย้ำว่า ผลสำรวจ “สำนึกดี” ของสังคมยังเป็นกราฟสีเขียวอยู่ สะท้อนว่าสถานการณ์อาจบีบให้คนไทยมีพฤติกรรมด้านคุณธรรมแย่ลงก็จริง แต่คนไทยยังคงเข้าใจถึงคุณธรรมอันดีงามและมีแนวคิดที่ต้องการประพฤติดีอยู่
“ผมอยากให้ดูกราฟเปรียบเทียบแต่ละปีด้วยว่าทำไมเราถึงมีสัญญาณสีแดงด้านคุณธรรม ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2567-2568 ทั้งประเทศมีเกณฑ์คะแนนเป็นสีแดงทั้งหมด เพราะถ้าท่านยังจำได้ ช่วงนั้นเราเห็นข่าวสถานการณ์ตึก น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคใต้ มีสงครามเกิดขึ้นในชายแดน ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของประชาชน”
“ถ้าโลกบังคับให้เราร้าย เราจะสอนลูกให้ดีได้อย่างไร? ผมยกตัวอย่างที่ชัดมากคือ ตอนไทยสู้รบกับกัมพูชา มีคุณครูมาพบผมแล้วเล่าว่า เด็กวิ่งมาฟ้องในค่ายอพยพว่าที่ครูสอนให้มีวินัย แบ่งปันกัน แต่ผู้ใหญ่กลับทำตรงกันข้ามหมดเลย ครูท่านนั้นจึงถามว่า แล้วเด็กๆ คิดว่าอย่างไร เด็กบอกว่าเขาไม่เห็นด้วย ครูก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่าทำตามพฤติกรรมแบบนั้น”
“สิ่งนี้สะท้อนถึงคนไทยในตอนนี้ ถ้าเราเรียกร้องให้คนในบ้านเมืองมีคุณธรรมมากขึ้น เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกท่านที่ต้องเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ท่านอย่าคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง เพราะเด็กทุกวันนี้บอกว่าถ้าผู้ใหญ่แก้ไขปัญหาไม่ได้ พวกเขาจะลุกขึ้นมาจัดการเอง”
“ดังนั้น เวลาเราตั้งความคาดหวังต่อเยาวชน เราต้องกลับมาดูเราเองด้วยว่า เราลงมือทำหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือเราต้องร่วมแรงร่วมใจแล้วกลับมาพัฒนาที่ตัวเราด้วย” รศ. นพ.สุริยเดวย้ำในประเด็นนี้ “คนมักบอกว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่ผมคิดว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดได้เหมือนกัน”
รศ. นพ.สุริยเดวยังตั้งข้อสังเกตว่า ความหมายของคุณธรรมของคนรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลนั้นแตกต่างจากคนรุ่นก่อนด้วย สะท้อนว่าคุณธรรมไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ยุคสมัยใหม่ตามวิถีชีวิตของผู้คน เช่น แม้คนรุ่นใหม่ไม่ได้บริจาคเงินในวัด แต่พวกเขาระดมทุนผ่านทางออนไลน์ แบ่งปันข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย เคารพทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการถกเถียงเรื่องจริยธรรม AI และการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของนักสร้างสรรค์
อีกข้อเสนอจากผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมคือ การทำให้พลังชุมชนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เดิมทีสังคมไทยมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชนที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้แนวคิดปัจเจกบุคคลเริ่มก่อตัวขึ้น พลังชุมชนจึงค่อยๆ จางลง การฟื้นและสร้างชุมชนให้เหนียวแน่นจะช่วยผนึกกำลังแก้ปัญหาทางด้านคุณธรรมได้ดีมากขึ้น
ข้อสำคัญคือการส่งเสริมการบูรณาการด้านคุณธรรมหลายมิติ ทั้งสถาบันครอบครัว โรงเรียน ศาสนา หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อให้คุณธรรมยังคงรักษาไว้ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคม
“ย้ำอีกครั้งว่า ในโลกที่วิกฤต คุณธรรมยิ่งสำคัญ เพราะคุณธรรมไม่ใช่สวดมนต์ไหว้พระอย่างเดียว แต่หมายถึงวิถีชีวิตที่เราประพฤติดี ถ้าเรามาช่วยกัน เมื่อเจออุปสรรคก็ไม่ยอมจำนน ยังคงไว้ซึ่งสิ่งที่ดี โดยที่เรามาทำให้บ้านเมืองมีคุณธรรมในแบบที่พวกเราทำได้ คุณทำได้ ผมก็ทำได้ เพื่อนำพาบ้านเมืองของเราให้มีคุณธรรมแม้จะอยู่ในโหมดของ Moral Survival ก็ตามครับ” รศ. นพ.สุริยเดวกล่าวปิดท้าย