กรณีศึกษาจาก ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’ เมื่อห้างโอบอุ้ม ‘คนเมือง’ ในวันที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติ
แม้สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ณ เวลานี้จะยังไม่คลี่คลาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าร่องรอยความเสียหายจากผลกระทบยังคงหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องของทรัพย์สินหรือเรื่องของจิตใจ ทว่าความดีงามที่พอจะเห็นได้จากวิกฤตครั้งนี้ คือ ‘น้ำใจ’ ในการช่วยเหลือกันและกัน รวมไปถึงการที่ ‘ห้างสรรพสินค้า’ กลายเป็นอีกจุดเซฟโซนของผู้อพยพ
ตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้น ‘แฟชั่นไอส์แลนด์’ ห้างใหญ่ของคนกรุงฝั่งตะวันออก ที่ในน้ำท่วมคราวนี้ออกมาประกาศเปิดพื้นที่ให้พลเมืองเข้ามาหลบภัย พร้อมกับนำรถเข้ามาจอดได้จากสถานการณ์น้ำท่วมสูงฉับพลัน แม้ตัวห้างเองจะถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ซึ่งหลังจากการประกาศความช่วยเหลือของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ต่างมีห้างในละแวกที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ทยอยประกาศให้สามารถนำรถยนต์เข้าไปจอดได้ตามมาเรื่อยๆ เลยช่วยให้ความเสียหายทุเลาลงไปได้พอสมควร
ความน่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่บ้านเราที่ห้างเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับภัยพิบัติ เพราะประเทศที่ผ่านวิกฤตในลักษณะที่ว่าอย่าง ‘ญี่ปุ่น’ ก็มีการจัดการในลักษณะที่ว่าเช่นกัน ซึ่งเรื่องราวจะเป็นยังไงนั้นเราขอชวนหาคำตอบจาก Recap ตอนนี้
🏢💦 จากปี ’54 ถึง ’69 เมื่อแฟชั่นไอส์แลนด์เปลี่ยนตัวเองเป็นที่พักพิงของผู้ประสบอุทกภัย
หลายคนน่าจะยังไม่ลืมมหาอุทกภัยถล่มกรุงเมื่อปี 2554 ที่ความเสียหายกระทบถึง 50 เขตในเมืองกรุง และอีก 73 จังหวัด
ผู้คนลอยคอออกมาตามหาความช่วยเหลือ และสภาพรถที่จมน้ำแทบมิดคัน คือภาพสะเทือนใจที่ยังติดตาอยู่ในครานั้นเอง แม้แฟชั่นไอส์แลนด์จะไม่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำมากนัก แต่ห้างยินดีที่จะออกมาตรการอำนวยความสะดวก ตั้งแต่เปิดพื้นที่ให้จอดรถฟรี เป็นจุดพักพิงชั่วคราว ทั้งออกมาตรการลดหย่อนและพักค่าเช่าแก่ร้านค้าที่ประสบภัย
แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าห้างสรรพสินค้าเจ้าไหนออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเป็นรายแรก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การช่วยเหลือของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ คือหนึ่งในตัวอย่างที่กลายเป็นบรรทัดฐานให้กับห้างอื่นๆ ตามมาเมื่อเกิดเหตุอุทกภัย
อย่างในปี 2569 ที่หลายพื้นที่ยังไม่มีการประกาศเป็นเขตอุทกภัย แต่จากข่าวสารการคาดคะเนที่เกิดขึ้น หลายห้างก็พร้อมที่จะออกมาตรการช่วยเหลือทันที
🏢💦 AEON Mall ห้างดังญี่ปุ่นที่เปลี่ยนตัวเองเป็น regional infrastructure
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ห้างสรรพสินค้าในบ้านเราเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสถานที่ที่โอบอุ้มคนเมืองยามเกิดภัยพิบัติดูจะเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้า เพื่อช่วยบรรเทาความยากลำบากของผู้คน เนื่องจากยังไม่มีมาตรการจากรัฐออกมาช่วยเหลือ แต่หากข้ามฟากมองไปที่ประเทศที่ประสบภัยพิบัติอยู่เนืองๆ อย่าง ‘ญี่ปุ่น’ จะพบว่า ห้างสรรพสินค้าถูกวางบทบาทไว้มากกว่าแค่จุดพักพิงชั่วคราว แต่เป็น ‘regional infrastructure’ หรือ ‘โครงสร้างระดับภูมิภาค’ ที่มีไว้สำหรับรับมือภัยพิบัติโดยเฉพาะ
ซึ่งนิยามของ regional infrastructure ในทางปฏิบัติของห้างสรรพสินค้า คือการเป็นส่วนสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคในประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น การคมนาคม ขนส่งสาธารณะ เข้าถึงโครงข่ายพลังงาน และระบบการติดต่อสื่อสารนั่นเอง
ถ้าจะกล่าวถึงห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นที่พูดได้เต็มปากว่าเป็น regional infrastructure คงต้องยกตัวอย่างกรณีของศูนย์การค้าในเครือ AEON Mall ยกระดับตัวเองมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ย้อนกลับไปในปี 2011 ที่ญี่ปุ่นเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และสึนามิ ศูนย์การค้า AEON MALL Ishinomaki สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเชลเตอร์รับผู้ประสบภัยได้ถึง 2,500 ราย ซึ่งพื้นที่บางส่วนถูกปรับให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวถึงสองสัปดาห์ ขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ เช่นร้านอาหาร จุดจำหน่ายของสด และร้านขายยา ซึ่งเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ที่เดิมทีมีไว้ขายในห้าง ถูกหยิบยกมาช่วยเหลือผู้คน ทำให้เมืองที่ประสบภัยสามารถฟื้นฟูได้อย่างทันท่วงที
หรือในกรณีของ AEON Mall Osaka Dome City ที่ออกแบบโครงสร้างตัวอาคารมาให้พร้อมทนต่อแผ่นดินไหว เช่น ระบบ gas cogeneration เพื่อผลิตไฟฟ้าสำรองในกรณีไฟฟ้าดับ, มีจุด first-aid station ที่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบครัน รวมไปถึงด้านนอกยังมี flood barrier ที่พร้อมรับมือกรณีเกิดคลื่นสึนามิตามมา และที่สำคัญคือการที่ศูนย์การค้ามีการประชาสัมพันธ์กับชุมชนพร้อมแจกคู่มือ เพื่อให้การอพยพมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หรือแม้กระทั่งในช่วงหน้าร้อนปี 2026 ที่ผ่านมา ที่ AEON Mall เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าทั้ง 5,000 แห่ง ให้กลายเป็นจุด cool Spot ให้ประชาชนหลีกหนีจากคลื่นความร้อน
สิ่งที่เห็นจากกรณีของ AEON Mall จึงไม่ใช่การปรับตัวเพื่อรับเหตุเฉพาะหน้า แต่เป็นการเตรียมพร้อม โดยมองถึงความเป็นได้ต่างๆ ว่า ประเทศตัวเองจะเผชิญกับภัยพิบัติแบบใดได้บ้างนั่นเอง
🏢💦 การเชื่อมต่อระหว่าง ‘ห้าง’ กับ ‘นโยบายรัฐ’ คือเรื่องจำเป็น
สิ่งที่น่าสนใจคือการทำหน้าที่ของห้างในฐานะจุดพักพิงยามเกิดภัยพิบัติจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีการบูรณาการจากภาครัฐอย่างเป็นระบบระเบียบ ภายหลังจากกรณีของภูมิภาคโทโฮคุเมื่อปี 2011 ถัดมาในปี 2022 รัฐบาลกรุงโตเกียวได้มีการออกมาตรการ ‘TOKYO Resilience Project’ หรือโปรเจกต์รับมือภัยพิบัติในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภัยจากน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว และโรคระบาด
ในปี 2026 ที่ทั่วโลกเผชิญกับปัญหา climate change รัฐบาลกรุงโตเกียวได้นำมาตรการ TOKYO Resilience Project มาใช้กับประชาชนในเรื่องการฝึกอพยพ พร้อมกับนำเทคโนโลยี ICT และ AI มาช่วยในการบริหารระบบระบายน้ำ
ซึ่งโปรเจกต์ TOKYO Resilience Project มีการบูรณาการระบบการอพยพร่วมกับ ‘ศูนย์การค้าใต้ดิน’ (underground mall) เพื่อให้เป็นที่ที่พร้อมสำหรับการเป็นจุดพักพิง
จากกรณีของห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ถึงกรณีของห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่น สามารถบอกได้ว่า ในอนาคตที่โลกต้องเจอกับภัยพิบัตินานาชนิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ห้างจะไม่ใช่แค่จุดช้อปปิ้งอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมสำหรับการเป็นจุดพักพิงยามเกิดเหตุภัยพิบัติอยู่เสมอ
ที่สำคัญคือหน้าที่นี้จะไม่ใช่ของผู้ประกอบการห้างเพียงอย่างเดียว แต่รัฐเองก็ต้องมีส่วนเชื่อมโยงหน้าที่นี้ด้วยเช่นกัน เพราะตลอดขวบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า ภัยพิบัติพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้เสมอและทุกรูปแบบ ทุกฝ่ายจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปพร้อมกัน
ที่มา:
– aeon.info/cn/library/magazine/pdf/vol43.pdf