ธุรกิจและภาครัฐจะเอาตัวรอดยังไงในยุคที่โลกบีบคั้นให้ ‘ตัวใครตัวมัน’ ?
โลกที่เต็มไปด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตภูมิอากาศ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังบีบให้ระดับรัฐและภาคเอกชนต่างคนต่างหาทางเอาตัวรอด
เศรษฐกิจของไทยยังมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังถดถอยได้ไหม?
วิกฤตพลังงานทำให้ธุรกิจต้องเลือกระหว่างขึ้นราคาสินค้าหรือต้องยอมลดคุณภาพ เพราะกำลังซื้อของคนลดน้อยลงแล้ว
ท่ามกลางโลกแบ่งขั้วสุดโต่ง ไทยจะต้องวางตัวยังไงไม่ให้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ?
คนทำธุรกิจต้องมีกลยุทธ์ทำเงินที่ละเลยความถูกต้องบางอย่างเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในทุกวันนี้จริงไหม?
คำถามเหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อทุกภาคส่วนถูกผลักให้ต้อง ‘ตัวใครตัวมัน’ แรงบีบคั้นของวิกฤตกำลังทำให้รัฐและธุรกิจอยู่บนทางแยกของการเลือกเพื่อความอยู่รอด หลายครั้ง ‘คุณธรรม’ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมและโลกกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนจะนึกถึง
แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของการฝ่าวิกฤต เพราะทุกๆ ฝ่ายจะผ่านปัญหาไปได้ ทุกคนต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน หาแนวทางอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้องคาพยพทั้งหมดอยู่รอดร่วมกันได้
คำถามคือ ในวันที่การมีคุณธรรมเป็นสิ่งที่มีต้นทุนสูงขึ้น ความหมาย ‘คุณธรรมของรัฐ’ และ ‘ธรรมาภิบาลธุรกิจ’ แบบไหนที่จะตอบโจทย์ให้สถาบันต่างๆ ดำรงอยู่ได้ในยุคที่โลกบอกให้ ‘ตัวใครตัวมัน’
Recap ตอนนี้ชวนไปฟังในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)
โดยในเซสชั่น SURVIVE THE WORLD ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ นักบริหารและนักคิด และ ‘รศ. ดร.จิตติภัทร พูนขำ’ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันวิเคราะห์แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแข่งขันทางธุรกิจที่ท้าทายระหว่าง ‘คุณธรรมของรัฐ’ กับ ‘ธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของธุรกิจ’ เพื่อนำไปสู่การทำให้รัฐและภาคเอกชนยังคงรักษา ‘คุณธรรม’ ให้ดำรงอยู่ได้
นิยามคุณธรรมของรัฐและภาคธุรกิจคืออะไร?
เมื่อเราพูดถึง ‘คุณธรรม’ การตามหามาตรวัดในระดับบุคคลเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่หากถามถึง ‘คุณธรรมในระดับรัฐ’ คืออะไร รศ. ดร.จิตติภัทรเริ่มต้นอธิบายว่าเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“แต่ถ้าอธิบายให้สั้นที่สุด คุณธรรมของรัฐคือการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของรัฐ ฉะนั้น การที่รัฐไหนลืมการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ถือว่ารัฐล้มเหลวในการมีคุณธรรมและศีลธรรมในการที่จะทำให้คนในประเทศปลอดภัย มั่นคง นำมาสู่เป้าหมายอื่นๆ ของรัฐที่ไม่สามารถบรรลุได้”
แต่การที่ประเทศหนึ่งจะถือครองคุณธรรมด้วยการตามหาผลประโยชน์ของคนในประเทศเพียงอย่างเดียว อาจจะส่งผลกระทบต่อคนประเทศอื่นก็ได้ ดังนั้น ควบคู่ไปกับคุณธรรมของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศแล้ว รัฐจะต้องคำนึงถึงกติการะหว่างประเทศในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในโลกด้วย
“การเมืองระหว่างประเทศมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือคนต้องการได้มาซึ่งอำนาจในเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศ แต่อีกด้านคือเรื่องกติกา รัฐต่างๆ จะชอบธรรมในการรักษาผลประโยชน์หรือเปล่าก็ต้องมีศีลธรรมมากำกับ ซึ่งหมายถึงหลักการกฎหมายระหว่างประเทศหรือกติการะหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างประเทศเราที่ไม่ได้มีพลังอำนาจต่อรองเยอะ หรือทรัพยากรก็ไม่เยอะมาก เราต้องมีหลังพิงดีๆ คือกติการะหว่างประเทศ”
ปัญหาคือตอนนี้กติการะหว่างประเทศกำลังถูกท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซียที่เขย่าระเบียบกติกาใหม่ ทำให้เกิดคำถามว่า คลื่นมหาอำนาจจะสาดผลกระทบให้รัฐอื่นๆ เริ่มไม่ยอมรักษาคุณธรรมระหว่างประเทศแล้วหรือไม่?
“การที่มหาอำนาจหรือผู้นำตัวใหญ่ๆ ไม่ทำตามกติการะหว่างประเทศ มันไม่ได้แปลความว่าคนอื่นจะบอกว่าไม่ทำ สิ่งที่เราเห็นปรากฏการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคนี้มีสองเรื่องใหญ่ๆ คือ ตัวแสดงขนาดกลางหรือเล็กมาร่วมมือกันแล้วบอกว่า ‘เอาล่ะ ฉันจะประคับประคองกติกานี้ไปด้วยกัน’ เช่น แคนาดาและสหภาพยุโรป เขามองว่าถ้าเล่นตามกติกา เขาได้ประโยชน์ เพราะมีเกณฑ์ที่ชัดเจน ใครจะมาบี้เขาไม่ได้”
“อีกอันหนึ่งที่เราเห็นคือ ประเทศต่างๆ เริ่มมาเขียนกติกาของตัวเองหรือสร้างกลุ่มในภูมิภาค แล้วขยายไปสู่กติกาโลก เช่น BRICS (กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ ฯลฯ และไทยได้ขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกไม่นานนี้) เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร สหรัฐฯ เรื่องเยอะ มีปัญหามาก งั้นมาสร้างกติการ่วมกัน”
หากรัฐก็ต้องมีคุณธรรม แล้วผู้นำรัฐต้องมีคุณธรรมแบบไหนบ้าง? รศ. ดร.จิตติภัทรได้อธิบายปรากฏการณ์ของผู้นำผ่านแนวคิด ‘กับดักทูซิดีดีส’ (Thucydides’ Trap)–สภาวะที่มหาอำนาจเดิมระแวงมหาอำนาจใหม่จนเสี่ยงเกิดสงคราม
“สีจิ้นผิงก็พูดถึงกับดักทูซิดีดีสเหมือนกันว่า มหาอำนาจหนึ่งขึ้นมา อีกมหาอำนาจหนึ่งตกไป มันมักจะนำไปสู่สงคราม ทำยังไงจะยับยั้งมันล่ะ แต่อันหนึ่งที่ทูซิดีดีสพูดคือ The strong do what they can, the weak suffer what they must คนที่มีความเข้มแข็งทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ ในขณะที่คนอ่อนแอกว่าก็ต้องซัฟเฟอร์ไป”
ภาวะของกับดักทูซิดีดีสนี้เองที่ทำให้ผู้นำมหาอำนาจพยายามหาเหตุผลสำหรับการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเอง แม้ว่าเขาจะกำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม
“เขาต้องหาคำอธิบายบางอย่างเพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ฉันทำมันถูก เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงว่ากติกาหรือศีลธรรมหายไป ผมว่าไม่หาย เพียงแต่มันกำลังทำงานของมันในเชิงลบ เพราะมหาอำนาจยังต้องใช้งานอยู่ เขาอยู่ในเกมนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีความชอบธรรมเลย เพราะอำนาจอย่างเดียวเอาไม่อยู่”
ฟากธุรกิจเองก็มีนิยามธรรมาภิบาลทางธุรกิจที่กำกับโดยกฎหมายต่างๆ แต่ธนาก็พยายามฉายให้เห็นภาพว่า ธุรกิจมีคุณธรรมได้เพราะถูกสร้างตามระบบ ไม่ได้เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาเพราะธุรกิจมีจิตสำนึกขึ้นมาเอง เปรียบให้เห็นภาพก็คล้ายกับการทำงานของ AI ที่มีการเขียนโปรแกรมเพื่อให้ระบบทำงานตามฟังก์ชั่นที่มนุษย์ต้องการ
“ตอบแบบโลกไม่สวยมาก ผมมองว่าธุรกิจเหมือน AI มันอยู่บนกติกาว่าจะต้องทำกำไรสูงสุด ถ้าไล่ตั้งแต่ระดับบนอย่างบอร์ดบริหารก็มี ความรับผิดชอบร่วมกัน (collective responsibility) ที่ต้องดูแลตัวเลข ส่วนผู้ถือหุ้นมาลงทุนเขาก็อยากได้กำไรคืน บริษัทเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่มนุษย์ ถ้าไม่มีบทลงโทษก็จะไม่ทำ ฉะนั้นอัลกอริทึมมันถูกเขียนไว้แบบนี้”
ธนาจึงมองว่าสิ่งที่จะทำให้เราเห็นคุณธรรมจากธุรกิจได้คือ ธุรกิจมีความสนใจตรงกับคุณธรรมนั้นๆ โดยธนาเปรียบเหมือนระบบที่คนในวงการเทคโนโลยีเรียกว่า ‘alignment’ หรือการปรับแต่งและฝึกฝนระบบ AI ให้มีเป้าหมาย พฤติกรรม และคุณค่าสอดคล้องกับเจตนาที่มนุษย์ต้องการ
“ถ้าถามผมตอนนี้ ธุรกิจยุคนี้มี alignment ด้านคุณธรรมกับลูกค้ามากขึ้นนะ เพราะถ้าทำอะไรไม่ดี ลูกค้าสามารถไปโพสต์ลงโซเชียลได้ ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทดูมีคุณธรรมขึ้นก็เพราะ alignment เขาตรงกับลูกค้า”
“แต่ส่วนที่ไม่ align และน่าเป็นห่วงคือแรงงาน เพราะการมาของ AI บริษัทคาดว่าจะต้องมี productivity เพราะลงทุนไปกับ AI เยอะ ทำให้มีการเอาคนออก แล้วเหลือพนักงานไว้บางส่วนเพื่อจะได้บังคับใช้ AI ทำงานให้ได้ ดังนั้นในมุมคนทำงานไม่ได้อยู่ในสมการ alignment ของอัลกอริทึมบริษัทต่างๆ”
ธนาอธิบายว่า ธุรกิจเองก็ยังไม่มีคำตอบของการแก้ปัญหาแรงงานกับ AI กล่าวคือ แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนจากการจ้างงาน และสร้างประสิทธิภาพการทำงาน (productivity) ได้มากกว่า แต่ก็ยังต้องมีพนักงานมาคุมแรงงานอยู่ดี ในขณะเดียวกัน เมื่อบริษัทไม่เปิดรับจ้างงานคนรุ่นใหม่แล้ว เนื่องจากต้องการใช้ AI แทน ทำให้บริษัทขาดพนักงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องสะสมประสบการณ์เพื่อไปทำงานในภายภาคหน้า
“เพราะมนุษย์ใช้เวลาในการเรียนรู้ แล้วถ้าเอาเด็กรุ่นใหม่มาถามตอบกับ AI เลยเขาไม่ได้มีประสบการณ์ขึ้นมาคลุม workflow หรือตัดสินใจได้ทั้งหมด ธุรกิจก็ยังไม่มีคำตอบนั้นว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง”
trust คือประเด็นสำคัญในการสร้างคุณธรรมของรัฐและธุรกิจในยุคนี้
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในวงเสวนาครั้งนี้คือ ท่ามกลางโลกบีบให้ทุกคนเอาตัวรอดจนต้องละทิ้งคุณธรรมบางอย่าง สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้ทุกคนอยู่รอดด้วยกันได้คือ ‘การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ’ (trust)
“คนทำธุรกิจทุกวันนี้รู้ว่าถ้าจะอยู่รอดได้ต้องมีฐานแฟน เมื่อก่อนมี follower เยอะอาจจะช่วยการันตีได้ว่ามียอดขาย แต่ทุกวันนี้ต่อให้มี follower เยอะลงโพสต์ขายไปคนก็อาจจะไม่เห็น เพราะอัลกอริทึมไม่ผลักโพสต์” ธนาอธิบายในมุมธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้เจอความท้าทายจากพายุ GALE มาจากคำว่า Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) AI (การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์) Labor (แรงงาน) Environment (สิ่งแวดล้อม) ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี
“ธุรกิจรู้ว่าถ้าจะรอดต้องมีคนรักเราจริงๆ เชื่อเราจริงๆ พร้อมปกป้องเราจริงๆ ทำอะไรออกมาก็ซื้อ เพราะฉะนั้น ถ้าลูกค้าเชื่อแบรนด์ได้แสดงว่ามี trust บางอย่าง ธุรกิจก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง trust เยอะมาก ดังนั้นผมคิดว่าในยุคที่มีตัวเลือกเยอะ มีโซเชียลโพสต์วิจารณ์ ธุรกิจก็เลยต้องสร้างมีคุณธรรมและสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าสูง”
ในมุมการทำธุรกิจ ธนามองว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็น ‘จุดขาย’ ได้ เขายกตัวอย่างว่าร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กไม่สามารถสู้ราคากับยักษ์ใหญ่ได้ หลายครั้งพวกเขาก็ใช้วิธีการสร้างความเชื่อใจเป็นกลยุทธ์การตลาดกับลูกค้า
“ผมเคยเห็นร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น เขาขายสตรอว์เบอร์รีสู้ร้านใหญ่ไม่ได้ เขาก็แปะป้ายบอกความจริงใจเลยว่า สตอว์เบอร์รีนี้เปรี้ยวมากนะ เพราะฝนแล้ง ถ้ารอไปอีกเดือนหนึ่งจะหวานมาก มันคือการทำให้เห็นความจริงใจ ยิ่งทำให้คนเชื่อใจ แล้วอยากซื้อ”
“ผมถึงคิดว่า trust เป็นสินทรัพย์ที่สุดในยุคนี้เลย เพราะเดี๋ยวนี้คนมีข้อมูลให้ตามล้นมาก คนจำอะไรไม่ค่อยได้ การทำให้เขาเชื่อใจ เขาจะจำเราได้ แล้วแนวคิดนี้ใช้ได้กับทุกวงการเลย ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ศาสนา รวมถึงการเมืองด้วย การสร้าง trust ก็เกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอและกาลเวลา” ธนาให้คำอธิบาย
ในมุมการเมืองระหว่างประเทศ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นประเด็นสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือและคุณธรรมของแต่ละรัฐเช่นกัน แต่ รศ.ดร.จิตติภัทรสะท้อนว่า ปีนี้อาจจะเป็นข่าวร้ายในการเมืองระหว่างประเทศอยู่บ้าง เพราะกติกาของโลกที่ถูกท้าทายยังสะท้อนถึงภาวะที่ผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ได้เชื่อใจกันด้วย
“ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังขาดดุลความไว้วางใจ (trust deficit) ตั้งแต่ระดับผู้นำไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทำให้นำมาสู่เรื่องการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ในการกำหนดว่าใครจะเข้าถึงที่ตั้งหรือทรัพยากรที่สำคัญ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจที่เติบโตยิ่งใหญ่”
“เช่น วันดีคืนดีคุณโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าอยากได้กรีนแลนด์ เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลมาก กรีนแลนด์เชื่อมโยงกับทรัพยากรอาร์กติกทั้งหมดเลย รวมทั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่จะไปคานจีนกับรัสเซีย” รศ. ดร.จิตติภัทรยกตัวอย่าง
ประเด็นขาดพร่องความไว้วางใจในหมู่ผู้นำยังส่งผลไปถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่รัฐต่างๆ เชื่อว่าเราต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น ในวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัท Apple จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผลิตสินค้าในจีน แต่กำลังเจอแรงกดดันจากความขัดแย้งโลกที่ต้องการให้แยกซัพพลายเชนออกจากกัน
“จากที่เคยใช้แนวคิดพึ่งพากัน (interdependence) ตอนนี้มาสู่การใช้ทรัพยากรที่มีเป็นเครื่องมือเพื่อไปกดดันอีกรัฐหนึ่ง” รศ. ดร.จิตติภัทรยังอธิบายต่อว่า ในอนาคตอาจจะไม่ใช่แค่ซัพพลายเชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครือข่ายระบบเก็บข้อมูล (cloud sourcing) ที่จะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว ซึ่งเราเห็นตัวอย่างได้ตั้งแต่ตอนที่ประเทศจีนจำกัดการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นในสหรัฐฯ หรือความพยายามสร้างฐานข้อมูล AI ด้วยตัวเองของหลายประเทศ
คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันในระดับรัฐอย่างไรเพื่อรักษา ‘คุณธรรมของการพึ่งพาอาศัยกัน’ โดยไม่ทำให้แต่ละประเทศมีมุมมอง ‘ตัวใครตัวมัน’ รศ. ดร.จิตติภัทรมองว่ามีสองระดับที่ต้องมองร่วมกัน
“ในระดับกติกาโลกที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ โดยพื้นฐานต้องมี 3 เรื่องด้วยกัน คือ หนึ่ง–ระเบียบหรือกติกานี้ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนไหม ปกป้องผู้คนจากความรุนแรงไหม สอง–ธำรงรักษากรรมสิทธิ์ (property) ปกป้องดินแดนกันและกันแค่ไหน สาม–พันธสัญญา (promise) ทำได้แค่ไหน สนธิสัญญานั้นตกลงร่วมกันได้มากน้อยเพียงใด”
แต่การที่รัฐจะรักษาซึ่งผลประโยชน์ของคนในชาติได้อย่างชอบธรรมและมีคุณธรรมแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินไปควบคู่กันคือการมี ‘จริยธรรม’ ต่อประเทศอื่นๆ ซึ่งในหลักการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า รัฐต่างๆ ต้องมี ‘ความสุขุม’ (prudence) ใคร่ครวญประเด็นต่างๆ อย่างมีความสมเหตุสมผล ซึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้เกิด ‘รัฐสุขุม’ ประกอบด้วย หนึ่ง–การมีเหตุผล (reasoning) สอง–มีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก (responsibility) สาม–การยับยั้งชั่งใจ (restaint)
“บทเรียนประวัติศาสตร์บอกว่า อาณาจักรโรมันล่มสลาย ไม่ใช่เพราะมหาอำนาจกำลังขึ้นมามีอำนาจ แต่เกิดจากตัวเองขยายตัวจนเกินไป ภาษาสมัยกรีกโบราณบอกว่า รัฐเหล่านี้มีความอหังการ (hubis) แล้วพังไปเอง นี่คือมหาอำนาจที่ไม่มีความสุขุมกำกับอยู่ ถ้าย้อนกลับมาในวันนี้ สหรัฐฯ อาจจะไม่ได้มีปัญหา เพราะจีนผงาดขึ้นมาทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงมากเท่ากับสหรัฐฯ กำลังขยายตัวเองมากจนเกินไป เพราะเขาลืมกฎข้อหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ power ต้องมาพร้อมกับ prudence คือการยับยั้งชั่งใจ มีความรับผิดชอบ” รศ. ดร.จิตติภัทรอธิบาย
เราจะส่งเสริมให้เกิดคุณธรรมได้อย่างไรบ้าง?
“ถ้าตอบแบบไม่โลกสวย ผมนึกไม่ออกว่าธุรกิจจะรักษาคุณธรรมยังไง เพราะธุรกิจเป็นนิติบุคคล ไม่มีความรู้สึก แต่ผมอยากตอบในมุมหัวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์” ธนาเริ่มต้นอธิบาย
“ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งของคุณหมอแนท (พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลคูน (KOON Hospital) โรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกของไทยที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง Palliative Care) ผมถามว่าถ้าใกล้ตายแล้วจะทำยังไงให้ตายดี หมอแนตบอกว่า “ต้องอยู่ดีก่อน” แล้วผมจะถามว่า แล้วทำยังไงจะอยู่ดี แล้วหมอจะชอบบอกว่า “อยู่ให้เป็นโชคดีของคนอื่น”
“ผมชอบคำนี้มากเลย ถ้าให้ผมนิยามคุณธรรมคือ การทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าเราเป็นโชคดีของเขา ทำให้คนรักในแบบที่เราเป็น เช่น เราเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เคลมผลงานคนอื่น ถ้าล้มเหลวเราไม่โทษกัน เราเจรจากับพาร์ตเนอร์ตรงไปตรงมาไหม ไม่เอาเปรียบเขา”
“ดังนั้น เราต้องกลับมาดูแลที่ตัวเองก่อนว่าเรามีวินัยไหม เราดูแลที่ตัวเองเพื่อเป็นความโชคดีให้คนอื่นได้ไหม”
ส่วนในระดับธุรกิจ ธนามองว่าด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่มีความเป็นองค์กร ทำงานตามอัลกอริทึมที่กำหนดมาจากระบบ จึงต้องมีกลไกกำกับดูแลเพื่อให้บริษัทมี ‘ธรรมาภิบาล’ ได้ชัดเจน กล่าวคือ รัฐอาจจะต้องออกกฎที่ให้บริษัทปฏิบัติตามคุณธรรมได้
ในระดับรัฐเอง รศ. ดร.จิตติภัทรเสนอว่า การส่งเสริมคุณธรรมระดับรัฐในห้วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดเพียงแค่ประเทศอย่างเดียว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาค้ำประกันด้วย
“เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเรามีเพื่อนเยอะ เราก็จะรวมกลุ่มกันใช้กติกาให้เป็นประโยชน์ แล้วนำไปต่อรองกันได้ ซึ่งผมเสนอว่าไทยสามารถใช้แนวคิดรัฐระดับรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองและกติการ่วม (leading from the middle)”
“เรามีดีหลายเรื่อง เช่น ภาคเกษตร หรือเรื่องท่องเที่ยว เราโดดเด่นในการทำการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ (medical tourism) สร้างเป็นฮับได้ เราก็รวมตัวกับประเทศขนาดกลางที่มีแนวคิดคล้ายกันได้”
“ตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่ใช้แนวทาง leading from the middle คือสิงคโปร์ เขาเลือกชกบางเรื่องที่โดดเด่น เช่น การเงิน หรือโลจิสติกส์ ทำให้เขาเป็นฮับของภูมิภาคในเรื่องนี้”
รศ. ดร.จิตติภัทรยังเสนออีก 2 แนวทางสำหรับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อค้ำประกับความชอบธรรมและคุณธรรมของรัฐคือ การสร้างอำนาจในการตัดสินใจของตัวเอง (agency) โดยไม่อยู่ใต้บงการของมหาอำนาจ และแนวทางการทำให้ไทยเป็นประเทศที่ขาดไม่ได้ (indispensable country) ในสายตาประเทศอื่น
“ตอนนี้ประเทศที่เป็น indispensable คือเวียดนาม เวลาคนจะลงทุนหรือวางยุทธศาสตร์อะไร จะต้องนึกถึงเวียดนาม ผมว่าอันนี้คือสิ่งที่เราขาด เรามีศักยภาพ แต่จะทำยังไงให้เราสำคัญ”