คนบ้าบอล
คุยกับ ‘ยักษ์ดอยแดง’ ถึงวันที่ ‘Footballista’ เป็นมากกว่าช่องยูทูป แต่คือบ้านของคนบ้าบอล
นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ผมตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ประกอบอาชีพนักเขียน
ไม่ใช่ว่าเพราะคนตรงหน้าคือบุคคลระดับโลกหรือทรงอิทธิพลต่อคนหมู่มาก แต่ผมเติบโตมากับเขาจากการพบเจอกันบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์และหน้าปัดวิทยุจำพวกสื่อกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมกีฬา ‘ฟุตบอล’
นามของเขาที่ว่าคือ ‘ยักษ์–จิตกร ศรีคำเครือ’ หรือที่คอบอลรู้จักกันดีในนามปากกา ‘ยักษ์ดอยแดง’

ถึงจะชื่อยักษ์ แต่บุคลิกและฝีไม้ลายมือการทำงานกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง สำบัดสำนวนในการเขียนอันสละสลวย น้ำเสียงการพูดที่ทุ้มนุ่มนวลชวนจดจ่อให้อยู่ฟังจนจบ คือเสน่ห์ที่ทำให้คอบอลยินดีที่จะติดตามคอลัมนิสต์รายนี้
ในยุคที่สื่อกีฬาผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดชนิดที่ว่าใครอ่อนแอก็แพ้ไป หรือถ้าไม่ใช่ตัวจริงก็พร้อมที่จะถูกคลื่นวงการสื่อซัดมลายหายไป ยักษ์ดอยแดงยังคงเสิร์ฟคอนเทนต์กีฬาฟุตบอลอยู่เรื่อยมา มีเปลี่ยนไปบ้างตามแพลตฟอร์มการนำเสนอที่พัฒนาไปตามโลกาภิวัฒน์
จากคอลัมนิสต์ ดีเจ ผู้ประกาศข่าว จนถึงยูทูบเบอร์นักวิเคราะห์วิจารณ์เกมฟุตบอล วันนี้ยักษ์ดอยแดงได้ยกระดับเพจและแชนแนลที่เปรียบเสมือนบ้านของเขาอย่าง ‘Footballista’ ให้กลายเป็น ‘บ้าน’ ของ ‘คนบ้าบอล’ อีกจำนวนมาก ภายใต้ร่มเงาของบริษัทที่มีชื่อว่า ‘บริษัท คนบ้าบอล จำกัด’ (Footballista Company) ร่วมกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อในแบบเดียวกันกับเขา
หน้าตาบ้านของคนบ้าบอลในแบบที่ว่าจะเป็นแบบไหน และการทำธุรกิจที่นิยามว่าเป็น ecosystem เพื่อคนบ้าบอลจะออกมาเป็นยังไง ขอชวนไปค้นหาคำตอบพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

ไม่นานมานี้คุณได้โพสต์ภาพของตัวเองเมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่คุณตั้งกล้องถ่ายรายการ Footballista ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปตอนนั้นอะไรทำให้คุณตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นคนเล่าเรื่องหน้ากล้อง จากที่เป็นคอลัมนิสต์บนหน้ากระดาษมาโดยตลอด
เท้าความก่อนว่าก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2016 ผมมีโอกาสได้ไปทำรายการ Bundesliga TV ทางช่อง PPTV พอได้ไปทำปรากฏว่าไฟในการทำงานมันลุกโชนมากๆ
ประกอบกับช่วงเวลาตรงนั้นเราคาดการณ์ว่าออนไลน์มันจะต้องมาแน่ๆ ทำให้ระหว่างปี 2016-2018 เราพยายามจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้องค์กร (Siam Sport) รับรู้ว่าเราควรจะต้องไปทางออนไลน์แล้วนะ ก็เลยมีออกไปทำรายการ Away Team Project ซึ่งเป็นรายการที่พาออกไปเยือนสโมสรต่างๆ ในไทยลีก เป็นรายการสไตล์ documentary ที่มากกว่าแค่การได้ไปเจอนักเตะ 11 คนในสนาม แต่ได้ไปเจอผู้คนมากหน้าหลายตา จุดนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่ามันยังมีทางที่ไปต่อได้
จนกระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปเจอกับบอร์ดบริหารชุดเก่าของทีม Main Stand ที่เชียงราย พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเลยพบว่ามันมีเวย์ที่คล้ายกัน เลยเกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ลองดูเดี๋ยวจะเสียดายทีหลัง
ตอนนั้นผมคิดแค่อย่างเดียวว่า ในวันที่ตัวเองอายุ 60 ถ้าหันกลับมามองแล้วเรายังไม่ได้ทำสิ่งนี้ เราจะยังแฮปปี้กับตัวเองหรือเปล่าวะ คำตอบคือก็คงไม่แฮปปี้ ถ้างั้นลองดูสักตั้ง ปี 2018 ก็เลยตัดสินใจลาออกจาก Siamsport
อีกเหตุผลคือผมมองว่าตัวเองอยู่กับฟุตบอลมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว แล้วเรารู้สึกว่ามันมีอีกหลากหลายแง่มุมมากที่มันยังไม่ถูกหยิบจับออกมาเล่า ส่วนใหญ่ถ้าอ่านตามหนังสือพิมพ์มันก็แค่บทวิเคราะห์ก่อนเกม-หลังเกม หรือเนื้อหาจากคอลัมน์ต่างๆ แล้วแต่รสชาติว่านักเขียนเขียนอะไรออกมา แต่มันยังไม่ได้มีการส่งต่ออะไรบางอย่างให้คนดู คนอ่าน หรือคนเสพมากกว่านั้น

บรรยากาศการทำ Footballista ในช่วงแรกเป็นยังไง
2 ปีแรกที่ทำต้องบอกว่าเละเทะมาก (หัวเราะ) ทั้งเราทั้งทีม Main Stand ต่างคนต่างใหม่ แค่มีแพสชั่นว่าสิ่งที่อยากทำมันประมาณนี้ว่ะ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จะเขียนคอลัมน์เหมือนเดิม หรือจะทำสัมภาษณ์กับผู้คนเพื่อที่จะสามารถส่งต่อแนวความคิดหรือทัศนคติเกี่ยวกับฟุตบอลที่มันมากกว่าผลการแข่งขัน
คือก่อนหน้านั้นเราก็พยายามทำรายการพ็อดแคสต์ เราก็ยังไม่เก็ตว่าพ็อดแคสต์มันคืออะไร คือการเล่าเรื่อง หรือแค่ออกเสียงไปตามบท มีออกไปสัมภาษณ์ผู้คน ออกไปทำ vlog ทำไปเรื่อยเหมือนกับพยายามจะหาจิ๊กซอว์บางตัวให้เจอ มีทำสัมภาษณ์ Main Stand Talk ชวนคนดังที่ใครก็ต้องรู้จักมาพูดคุย อย่างคุณเนวิน ชิดชอบ หรือพี่หม่ำ จ๊กมก แล้วเราพยายามใช้เรื่องของฟุตบอลเป็นตัวเชื่อมในการพูดคุย ซึ่งจริงๆ มันก็เวิร์กแหละ แต่มันยังไม่ถึงกึ๋น มันยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นงานที่เราสามารถอยู่ไปกับมันได้ทั้งชีวิต
จนมันมาเจอกับสถานการณ์โควิด ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่สำคัญ เพราะว่าเราออกไปทำอะไรข้างนอกไม่ได้ มันก็เลยต้องหาชิ้นงานใหม่โดยใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งก็คือบทความ บทบรรณาธิการของน้องๆ ที่ลงในเว็บไซต์และเพจของ Main Stand ผมกับน้องๆ ในทีมก็ช่วยกันลองปรับว่าประมาณนี้มันน่าจะได้
เราลองใหม่กันหมดเลย ตั้งแต่ใช้แค่เสียงจนมาลองเปิดหน้าเล่าเรื่อง ช่วงแรกเราใช้ชื่อรายการว่า Main Stand Story อาทิตย์หนึ่งมีประมาณ 3-4 เทป ทำไปเรื่อยๆ เหมือนได้ฝึกฝนไปในตัว จนเรามาเจอประมาณหนึ่งว่า มันต้องเล่าแบบนี้ว่ะ โดยใส่ตัวตนของเรา แล้วก็ใส่ในเชิงความเห็นส่วนตัวบ้าง แต่โครงเรื่องหรือแก่นต้องยังอยู่
มันเหมือนกับเจอไบเบิลการทำงาน รายการที่เล่าเรื่องจากคนบ้าบอลต้องประมาณนี้ พอเราเจอหลังจากนั้นเราก็แค่ทำซ้ำ จนมันเกิดเป็น Footballista ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม

ประสบการณ์การทำงานของคุณมีส่วนหล่อหลอมให้ Footballista ออกมาเป็นอย่างที่เห็นด้วยไหม
สิ่งนี้ผมมาตกผลึกทีหลังนะ ว่าคุณสมบัติที่เราเรียนรู้จาก Siamsport มาตลอด 18 ปีมันค่อยๆ ถูกหยิบจับออกมาหมือนกับการเล่นเกมเก็บเลเวลที่เราไม่ได้คิดล่วงหน้าว่า การที่เราได้เขียนหนังสือ เขียนสกู๊ป เป็นบรรณาธิการ เป็นนักจัดวิทยุ เป็นนักพากย์บอล หรือได้เป็นพิธีกรอ่านข่าวมันจะถูกหยิบจับออกมาใช้งาน อะไรที่ควรจะได้ลองทำในฐานะคนทำอาชีพสื่อคนหนึ่งเราได้ทำทั้งหมด ดีบ้างไม่ดีบ้างก็อีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งประสบการณ์และสกิลที่เรามีมันถูกแสดงออกมาผ่านวิธีการสื่อสาร จังหวะการพูด การแสดงออกให้ดูน่าเชื่อถือ มันเหมือนกับเจอเหลี่ยมมุมบางอย่างที่ตัวเองพึงพอใจ โดยที่ไม่ได้รู้สึกฝืนพยายาม หรือต้องพยายามรู้สึกให้มันสนุกตลอดเวลา
ณ ตอนนั้นผมยังกลับไปคุยกับเมียที่บ้านอยู่เลย ว่าเจอสิ่งที่มันใช่ เป็นงานที่ต่อให้ตัวเองอายุ 70 ก็ยังนึกภาพออกว่าตัวเองจะทำได้
จำได้รางๆ ว่าสิ่งนี้เราบังเอิญรู้สึกถึงมันขณะจัดรายการ เป็นความรู้สึกที่มันพูดแล้วเข้าปาก ที่ไม่ใช่การรายงานว่านักเตะคนนี้ยิงให้ทีมชนะในนาทีสุดท้าย แต่มันมีอีกหลายบริบท หลายแง่มุมที่ถ้าเล่าออกไปแล้วมีประโยชน์ต่อชีวิตคนดู ซึ่งจริงๆ เรื่องที่เล่าก็ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน เช่น เรื่องความมุ่งมั่น ความพยายาม แนวความคิด ทัศนคติต่างๆ หรือบททดสอบกว่าที่คุณจะก้าวข้ามอุปสรรค ในวันที่มันแย่ ในวันที่มันล้มเหลวคุณรับมือกับมันยังไง
มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวมาตลอด คือเรื่องนี้คุณควรต้องรู้ ฉะนั้นเดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง เพราะผมบ้าบอล

คนทำอาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเลขยอดวิว แต่ทำไมคุณถึงตระหนักว่า ‘เรื่องตัวตน’ ในสิ่งที่กำลังทำสำคัญกว่า
เพราะคุณทำแล้วคุณจะมีความสุขกับมัน จะบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็คงไม่ใช่ มันเหนื่อยแหละแต่คุณจะเหนื่อยกับมันอย่างภาคภูมิใจ หรือเหนื่อยโดยที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ โดยที่มันไม่ได้ทำให้คุณต้องรู้สึกว่าต้องทำสิ่งนี้อีกแล้วเหรอวะ
การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในยุคนี้ตลาดการแข่งขันมันสูงมาก แต่ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่ยึดโยงในสิ่งที่เราสื่อสารจากตัวเราไปถึงคนดูได้ มันก็ควรจะต้องเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งสิ่งที่เราเชื่อมันก็ต้องมาจากแนวความคิดหรือตัวตนของเราก่อน ถ้าผมไม่เชื่อมันผมคงไม่สามารถบอกคนดูได้ว่าเรื่องนี้คุณต้องรู้
ถ้าเปรียบเป็นฟุตบอลคือคุณต้องมีสไตล์การเล่นที่มันชัดเจน คุณจะเอาลิโอเนล เมสซี่ ไปยืนเป็นกองหลังมันก็คงไม่ได้ ต่อให้เมสซี่ไปยืนกองหลังแล้วจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านเป็น 20 ล้าน เมสซี่ก็คงจะคิดในใจว่าจะดีจริงหรือวะพี่ (หัวเราะ)
ผมเลยมองว่าเรื่องของตัวตนเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือความคงเส้นคงวา เพราะความคงเส้นคงวาคือสิ่งที่ไม่มีใครเอามันไปจากคุณได้ ตอนนี้คุณอาจจะแฮปปี้กับยอดวิวหรือรายได้ที่มันเข้ามา แต่สิ่งที่คุณต้องคิดต่อไปคือแล้วคุณจะทำอะไรต่อ คุณต้องทำมันต่อไปเรื่อยๆ วันไหนที่คุณหยุดก็เท่ากับวันนั้นคุณเลิกทำ

สิ่งที่คุณพูดนับว่าเป็นมายด์เซตของคนทำอาชีพสื่อในยุคคุณที่เชื่อในเรื่องการ ‘อดทนรอ’ และ ‘ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ’ หรือเปล่า ถึงทำให้ทุกวันนี้ยังยืนหยัดอยู่ในวงการได้ แม้ยุคสมัยของสื่อจะผลัดเปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ เหมือนกรณีของบอ.บู๋ (บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร) รวมไปถึงคนข่าวกีฬาฟุตบอลคนอื่นๆ จาก Siamsport
(หยุดคิด) จะบอกว่าเป็นแบบนั้นก็ได้
อาจจะเป็นเพราะเราอดทนทำ เพราะเรารู้ว่าเรามีของดีอยู่ในตัว ซึ่งมันไม่ใช่แค่ผมคนเดียว Siamsport เป็นเหมือนตักศิลา เป็นเหมือนสำนักฝึกวิชา เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้มีโอกาสพบเจอกับพี่ๆ น้องๆ ในวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์โดยเฉพาะเรื่องของฟุตบอล มันจะมีความผูกโยงกันไปกันมา เป็นความรู้สึกที่ว่าคุณเคยอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ อาจจะอยู่คนละตึก คนละแผนกก็ว่ากันไป
เพียงแต่ ณ ตอนนั้นวงการสื่อกีฬาอาจจะยังไม่ต้องแข่งขันกับใครเยอะ จนมาถึงตอนนี้ที่ต่อให้วงการมีความหลากหลาย มีแชนแนลหรือมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากมาย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปแข่งขันกับคนนั้นคนนี้ เราก็แค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ

จากรายการทำไมคุณถึงเชื่อว่า Footballista มี potential มากพอที่จะยกระดับสู่การเป็นองค์กร
เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับคุณกอล์ฟ (จิรายุ อาจสำอางค์ Chief Executive Officer แห่ง Main Stand) เปรียบเทียบแล้วหน้าที่ของเราคือการเป็นนักฟุตบอล มีหน้าที่ลงไปเล่นในสนามแล้วก็ยิงประตู อาจจะมีวันที่เล่นได้ท็อปฟอร์ม หรือหลังเกมสภาพร่างกายล้าบ้าง ซึ่งหลังจากเสร็จจากการทำงานเราจะประเมินฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ แต่พอถึงจุดหนึ่งมันจะเกิดคำถามว่า เราสามารถทำสิ่งนี้ไปจนถึงอายุ 70 ได้เลยนะ แต่มันจะต้องทำแบบนี้ไปอีก 30 ปี มันจะไม่มีการขยับขยายไปมากกว่านั้น หรือน้องๆ ในทีมจะสามารถอยู่กับเราไปถึงตรงนั้นได้จริงหรือ?
คุณกอล์ฟ CEO ของ Main Stand ที่เข้ามาในช่วง 2 ปีก่อนในช่วงที่ Main Stand กำลังสั่นคลอนมองว่าคอนเทนต์อย่างเดียวมันเอาไม่อยู่ ต่อให้คุณฟอร์มดีมีคนชอบ Footballista มากแค่ไหน แต่ในแง่ขององค์กรมันไม่ได้สำเร็จแบบนั้น คือถ้ามันเป็นช่องของเราแค่คนเดียวมันโอเค แต่สิ่งนี้มันคือส่วนหนึ่งขององค์กร เมื่อมองภาพรวมมันเลยยังไม่สมดุล
ดังนั้นเลยเกิดการตกผลึกจนนำมาสู่การจัดระเบียบองค์กรกันใหม่ ทั้งเรื่องวิธีการทำงานในเชิงคอนเทนต์จากที่อาศัยความสามารถเฉพาะตัว มึงโยนบอลมาแบบไหนก็ได้เดี๋ยวกูพยายามยิงให้เข้าเอง แต่ตอนนี้ต้องมาวางแผนผังการทำงานกันใหม่ซึ่งมันเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเรา แต่มันเวิร์กมาก
พอฝั่งคอนเทนต์เป็นรูปเป็นร่าง มาถึงวันหนึ่งเราคุยกันว่า ในแง่ของ business เราหารายได้เพียงพอต่อการที่เราจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าหรือเปล่า ซึ่งรายได้มัน คืออะไร จากยอดวิว สปอนเซอร์ การจัดอีเวนต์ หรือ merchendise ต่างๆ มันก็คงประมาณนี้ แต่ถามว่าจะดีกว่าไหมถ้าเราลุกขึ้นมาทำให้มันครบวงจรไปเลย
Footballista เลยไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเทนต์ แต่มันจะเป็น ‘แบรนด์’ ที่ทำเติมเชื้อไฟให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ โดยที่มี ecosystem ครบวงจร
เราสำรวจว่า องค์กรของเรามีอะไรบ้างหรือเคยทำอะไรบ้าง เราดูบอล เรามีทีมอีเวนต์ เรามีทีมโปรดักชั่นที่ดี เรามีพาร์ตเนอร์ที่ดี พอไล่เรียงดูแล้วมันครบ ผมบอกกับพี่กอล์ฟว่าเราไปต่อกันในเวย์นี้ได้พี่ ถ้างั้นเราลุยกันเลย ในเชิงคอนเทนต์มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่เปลี่ยนในมุมระบบวิธีการเล่นมากกว่า เราจะลงสนามโดยที่ทั้งองคายพจะสามารถหารายได้จากสิ่งนี้ทุกช่องทาง มันจึงเกิดเป็นบริษัทที่มีชื่อว่า คนบ้าบอล จำกัด

นิยามของธุรกิจในแบบ ‘คนบ้าบอล’ คืออะไร
นิยามนี้มันตั้งต้นจากกลุ่มของพวกเรานี่แหละ สิ่งนี้เป็นการบอกว่า ในฐานะคนบ้าบอลเราทำอะไรได้บ้าง เรามีโปรดักชั่นและมีพาร์ตเนอร์ที่สามารถผลิตรายการเสิร์ฟคนดู เรามีอีเวนต์ watch party เรามีช่องทางให้ติดตามสโมสรที่คุณรัก เราผลิตของที่ระลึก เราทำทัวร์ไปดูฟุตบอลที่ต่างประเทศ ทุกอย่างเราเคยทำมาหมดแล้วเพียงแต่ทำให้มันสม่ำเสมอ ทำให้มันเป็นกิจลักษณะ มีการวางแผนเป็นรายปี
ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงต้องนิยามเป็นคนบ้าบอล เพราะมันไม่มีคำอื่นที่จะอธิบายได้ดีไปกว่านี้ เหมือนเป็นการนิยามว่านี่คือวงโคจรที่ทำให้คนบ้าบอลได้มาเจอกัน เราแค่วางตัวเองอยู่ในจุดตรงกลางที่สามารถเสิร์ฟแต่ละอย่างไปถึงคนรักฟุตบอลได้
ผมมองว่ามันเป็นเหมือนการนำหลักการเข้ามาครอบวิธีการเล่นของเรา จากเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำ อยากเล่นแบบไหนก็เล่น แต่ตอนนี้เรามีระบบแล้วนะ เราจะเล่นแบบ 4-3-3 สไตล์แบบเกเก้นเพรสซิง (Gegenpressing) ช่วยกันวิ่งไล่บีบแดนบน
ในวันที่ Footballista ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณ แต่เป็นเรื่องของคนบ้าบอลทุกคน วิธีการทำงานหรือภาพรวมของแบรนดิ้งเปลี่ยนไปไหม
พอ Footballista ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวผม นั่นหมายความว่าทุกคนสามารถเป็น Footballista ได้ เพราะฉะนั้นน้องๆ หรือใครก็ตามที่มีศักยภาพเพียงพอ คุณก็อาจจะได้เห็นคนเหล่านั้นในช่องทางของเรา
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผมก็เพิ่งรู้นะว่าในเชิงแบรนดิ้งมันต้องมีการทำเช็กลิสต์ เพื่อตอบให้ได้ว่า Footballista คืออะไร
สิ่งที่เช็กลิสต์ออกมาได้คือเราจะส่งต่อเนื้อหาที่มันถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือผ่านผู้ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เพียงพอ และจะต้องไม่มีความ toxic
บางคนอาจจะบอกว่า มันต้องดราม่าสิเอนเกจเมนต์ถึงจะมา ทำไมมันถึงไม่ toxic ล่ะ แต่ผมแค่รู้สึกว่า มันได้เอนเกจเมนต์ก็จริงแต่มันไม่ได้ยั่งยืน สู้เราทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีที่สุด แล้วให้เอนเกจเมนต์มันทำงานด้วยตัวของมันเอง เส้นกราฟมันอาจจะไม่ได้พุ่งปรู๊ดปร๊าด แต่เราจะไปด้วยความเสถียรและยั่งยืน
นั่นเลยเป็นคำตอบที่ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในบ้านที่ชื่อว่า Footballista ได้ เราเลยพยายามหาคนที่อยู่กับเราไปได้เรื่อยๆ อย่างก็อตกูนเนอร์, โต ซันเดย์ หรือจ่าเม้ง ซัมเมอร์ฮิลล์
พอในเฟสแรกมีคุณภาพคอนเทนต์มั่นคงแล้ว เราถึงมาคิดเรื่องของ IP เพื่อที่เราจะสามารถสร้างรายได้ของตัวเองจากแพลตฟอร์มที่มี โดยที่ไม่ต้องรอสปอนเซอร์ อาจจะเป็นโปรดักต์อะไรสักอย่างที่ผลิตมาเพื่อ Footballista โดยเฉพาะ หรือในอนาคตอย่างปีหน้า (2027) ในเดือนมีนาคมที่เราจะมีการจัดเฟสติวัล เหมือนที่ใครหลายคนจัดอย่างป๋าเต็ดที่มี Big Mountain เราก็มองว่าเรามีศักยภาพมากพอที่จะทำแบบนั้นได้
และสุดท้ายคือการทำภาพยนตร์สารคดี เป็นงานคราฟต์ทำแล้วฮีลใจคนทำงาน อาจจะสักปีละครั้ง แต่ทำแล้วต้องขายได้ เหล่านี้เป็นการทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้มีคุณภาพมากขึ้น และขยายมันออกไปตามเช็กลิสต์ที่เราคิดไว้

คุณทำยังไงให้การทำธุรกิจไม่กลืนกินตัวตนที่คุณสั่งสมมาโดยตลอด
(หยุดคิด) ต้องตามหาสมดุลของตัวเองให้เจอ
ผมคงบอกไม่ได้ว่าเรื่องเงินไม่สำคัญ มันสำคัญหมดแหละกับคนทำธุรกิจทุกๆ คน แต่ถ้าคุณสามารถพาตัวเองมาอยู่ในจุดที่สามารถคัดกรองกับมันได้ ตรงนั้นแหละที่คุณต้องเชื่อมั่น และวาง position การทำงานของตัวเองให้มั่นคงมากๆ โดยที่ไม่เป๋ ไม่แฉลบออกนอกลู่นอกทาง
มันอาจจะดูเคร่งเครียดนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเจอมันคุณจะสบาย และคุณจะทำมันได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่ทำอยู่ต้องเพิ่มอะไร ต้องตลกไหม หรือต้องลงลึกใต้สะดือ ในแบรนด์อื่นๆ มันอาจจะเวิร์กในวันเริ่มแรกที่ทำ แต่สุดท้ายคุณจะหลงลืมตัวตนของคุณ
ถ้าเปรียบตัวเองเป็นนักฟุตบอล คุณคิดว่าตัวเองอยู่ในจุดไหนแล้วของอาชีพ
คงจะเป็นช่วงปลายของอาชีพที่ยังได้รับโอกาสอยู่ในทีมใหญ่ อยู่ในทีมที่ยังลุ้นความสำเร็จได้อยู่ และเป็นทีมที่เราจะสามารถใช้ประสบการณ์ที่มีถ่ายทอดต่อน้องๆ ในทีม ต่อผู้คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งคนดู
อาจจะเป็นนักเตะที่พอจะมีเหรียญรางวัลอยู่บ้างประปราย หาวันเวลาที่จะแลนดิ้งสวยๆ ส่งต่อคุณค่าไปถึงนักเตะรุ่นใหม่ โดยที่ทีมฟุตบอลที่ชื่อ Footballista ยังคงอยู่
