มิตรตัดผ้า

เบื้องหลังวิธีคิดและผ้าทอมือของ DoiTung.Everyday แบรนด์ใหม่จากดอยตุงที่สนุกและเป็นมิตรกว่าเดิม

ถ้าพูดถึงแบรนด์ดอยตุง (DoiTung) สิ่งแรกที่จะเข้ามาในความคิดของแต่ละคนคืออะไร

ธุรกิจเพื่อสังคม กาแฟ งานหัตถกรรม คาเฟ่ และการท่องเที่ยว อาจเป็นภาพจำของใครหลายคนที่มีต่อแบรนด์ดอยตุง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม นี่คืออัตลักษณ์ที่แข็งแรงของแบรนด์ที่ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมป์ อันมีจุดกำเนิดจากโครงการพัฒนาดอยตุง

ในแง่หนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเก๋าของแบรนด์ดอยตุงก็ถูกผูกกับกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่และวัยเกษียณที่มักเลือกสินค้าของดอยตุงเป็นของฝากหรือเพื่อส่งต่อในวาระพิเศษเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคในปัจจุบันรวมถึงรุ่นใหม่ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ เช่นเดียวกับธุรกิจแฟชั่น ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างสรรค์ความยั่งยืนของแบรนด์จำนวนมาก

โจทย์สำคัญคือ ดอยตุงจะรักษาเรื่องราวและสินค้าที่มีคุณค่าและมีมูลค่าไว้ และทำยังไงให้สามารถไปต่อได้ในยุคถัดไป ที่สำคัญคือ จะเชื่อมโยงกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในโลกธุรกิจได้ยังไง

คำถามนี้ทำให้ DoiTung.Everyday ถูกขยายออกมาจากแบรนด์ดอยตุง เพื่อปรับภาพลักษณ์งานคราฟต์ให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเปลี่ยนจากสินค้าพรีเมียมราคาสูงมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด Everyday Moments, Crafted with Joy

ทั้งความน่าสนใจในแง่ของการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนแบบ circular fashion โดยนำผ้าคุณภาพดีในคลังมาจับคู่กับผ้าทอมือที่นอกจากจะเพิ่มมิติสีสัน ยังทำให้งานคราฟต์จากชุมชนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ เป็นการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ สร้างอาชีพ คืนความภาคภูมิใจให้ ‘กลุ่มแม่ๆ’ ผู้ถักทองานหัตถกรรมจากชุมชนบนดอย ผู้บริโภคจึงได้สนับสนุนธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมผ่านไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานและไม่ยัดเยียดความรู้สึกผิด

เรานัดคุยกับตัวแทนทีม DoiTung.Everyday อย่าง อุ้ง–กมลนาถ องค์วรรณดี Strategic Design Lead และ Sustainability Specialist กับ ฝน–เย็นจิต มีอัศวเป็นมงคล Online Content and Performance Marketing มาพูดคุยกันถึงแนวคิดในการสร้างแบรนด์สนุกๆ ครั้งนี้ 

แต่บอกก่อนว่าทีมนี้ยังมีเหล่าคนรุ่นใหม่อีก ได้แก่ อาย–ไอริณ ปุรสาชิต Product and Production Designer, ยิม–ไพรสณ แววบัณฑิตระยับ Product Designer, เจี๊ยบ–นวินดา นาคเกษม Marketing Lead, จันหอม–สัตตกมล ตัมพานุวัตร Marketing Merchandiser และแจน–กัลยลักษณ์ โสภะบุญ Content Creator 

แบรนด์ DoiTung.Everyday เริ่มมาจากโจทย์อะไร

โจทย์คือแบรนด์ดอยตุงอยากเปิดตลาดใหม่ๆ เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยความที่แบรนด์ก่อตั้งมานาน เป็นที่รู้จักในสมัยหนึ่ง คำถามคือพอเวลาผ่านไป จะทำยังไงให้งานหัตถกรรม งานผ้าทอมือ ที่มีคุณค่าและมีมูลค่า สามารถไปต่อได้ในยุคถัดไป หรือมันจะเชื่อมโยงกับคนกลุ่มรุ่นใหม่ได้ยังไง

โจทย์นี้มาพร้อมการต้องปรับตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์ เพราะเดิม แบรนด์ดอยตุงจะเน้น quality premium product แต่พอเป็น DoiTung.Everyday เราอยากให้งานคราฟต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันคนปกติทั่วไป ราคาจับต้องง่าย ใช้งานง่าย มิกซ์แอนด์แมตช์อยู่ในไลฟ์สไตล์ปัจจุบันได้ เพราะคนรุ่นใหม่ชอบงานคราฟต์ แต่ภาพอาจจะเป็นแบบเฉพาะกิจมากๆ เช่น ใส่สไบถ่ายรูปที่วัดหรือถ่ายรูปกับดอกบัว ผ้าไทย

เราอยากจะปรับมุมมองที่คนมองผ้าทอมือหรือผ้าที่ทำโดยคนไทยว่าดูสูงอายุ เชย ใส่ยาก ให้เข้าถึงง่ายขึ้น และไม่ได้อยากเป็นแบรนด์ใหม่ แต่เป็น subcategory ของแบรนด์ดอยตุง ให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยง หรือเข้ามาในช็อปแล้วซื้ออะไรไม่ได้เลย ไม่มีอะไรเหมาะกับเขา ได้มีตัวเลือกมากขึ้น 

สโลแกนของ DoiTung.Everyday คือ Everyday Moments, Crafted With Joy เราอยากให้ชีวิตประจำวันทุกคน มีความสุขในทุกโมเมนต์ ไม่ใช่เฉพาะคนปลายทาง แต่ของทุกชิ้นถูกทำมาด้วยความสุขของคนต้นทางด้วย 

ถ้าย้อนกลับไป มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเริ่มต้นโครงการพัฒนาดอยตุงด้วยเป้าหมายหลักคือ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่สูง ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ดอยตุง นี่เป็นจุดแข็งและเป็นต้นน้ำที่แข็งแรงมาก ทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน การฝึกชาวบ้านโดยเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ พอเขามีทักษะแล้ว ก็จะผลิตของหรือสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ เราจึงเอาเรื่องราวนี้มาอยู่ในเรื่องเล่าของแบรนด์ด้วย

สิ่งที่ DoiTung.Everyday จะทำจึงไม่ใช่เพื่อชุมชนอย่างเดียว แต่จะนึกถึงมุมของลูกค้า คือทั้งลูกค้าที่ใช้สินค้า และคุณภาพชีวิตของแม่ๆ ที่ทำชิ้นงานด้วย

สิ่งที่ยากที่สุดในโปรเจกต์นี้คืออะไร

มุมมองที่มีต่อแบรนด์คือสิ่งที่ยากที่สุดในการปรับเปลี่ยน เพราะมันแข็งแรงมากสำหรับเฉพาะกลุ่ม แต่ความท้าทายคือ ทำยังไงให้ความแข็งแรงนี้เป็นมิตรขึ้น เปิดกว้าง ยืดหยุ่นขึ้นสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต่างออกไป หรือกลุ่มที่เขาอาจไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ดอยตุง

ภาพจำของสินค้าดอยตุงแบรนด์หลักจะดูค่อนข้างสูงวัย ทั้งเนื้อผ้าหรือลายทอที่ชัดเจนมากๆ หรือสีที่คนรุ่นใหม่อาจรู้สึกไม่ชอบ ซึ่งสีที่เราออกแบบกันมาเป็นแบบสดใส เพราะมาจากเงื่อนไขที่เราไม่ได้ใช้ผ้าใหม่ในการผลิตเลย แต่เราไปหยิบเอาผ้าที่มีอยู่แล้วในคลังของดอยตุงมาใช้ ซึ่งผ้าในคลังที่ไม่ได้ใช้มีความคัลเลอร์ฟูลมาก แต่ความยากคือจะเอามาใช้ยังไง 

เรามาเจอกับโจทย์เรื่องราคา จึงไม่เอาผ้าทอทั้งชิ้น แต่เป็นผ้าทอครึ่งหนึ่ง กับผ้าคงเหลือจากอุตสาหกรรมอีกครึ่งหนึ่งที่สีเข้ากัน ดังนั้น สินค้าอย่างเช่นกระเป๋าทุกใบจะกลับด้านใช้ได้สองด้าน ราคาต้นทุนจะลดลง เพราะไม่ใช้ผ้าทอเต็ม แถมใช้งานง่าย มีลูกเล่นเรื่องสีสันได้มากขึ้น หน้าที่ของดีไซเนอร์คือต้องแมตช์สีให้ไปด้วยกันได้มากที่สุด

เราเป็นคนทำงานที่เชื่อในเรื่องวิชวลหรือการมองเห็น ตอนที่คนเห็นภาพถ่ายหรือโลโก้แบรนด์ครั้งแรกก็ตกใจ ไม่คิดว่าเปลี่ยนไป ดูไม่ออกว่าเป็นแบรนด์ดอยตุง เด็กๆ ที่เราไปคุยด้วยก็บอกว่าดูแพง พอถามราคาจริงกลับไม่ได้แพงขนาดนั้น อีกส่วนหนึ่งที่เราทดสอบและเรียนรู้คือการเล่าเรื่องที่แข็งแรงมากของดอยตุง ทั้งการออกแบบจากผ้าคงเหลือ แม่ๆ บนดอยที่เป็นผู้ลงมือเย็บสินค้า พอเราเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเล่า คนก็คิดว่ามีหลายอย่างที่เขาอยากสนับสนุน เพราะหัวใจหลักของดอยตุงหรือของ DoiTung.Everyday คือเรื่องการมองเห็นคุณค่าในทุกอย่าง

ตั้งแต่คนทำงาน แม่ๆ ที่เราไปทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนชายขอบในสังคม ไม่ได้มีใครไปสนับสนุนหรือยกระดับคุณภาพชีวิตให้เขา เป็นผู้หญิงชนเผ่า ซึ่งโดยประเพณีก็ไม่ได้มีโอกาสในการทำอาชีพหรือพึ่งพาตัวเองได้มาก นอกจากช่วยสามีทำไร่ ดูแลและเลี้ยงลูก เราจึงไปตั้งศูนย์หัตถกรรม พาเขามาฝึกสอนตั้งแต่เย็บผ้า ถีบจักร เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เพียงแค่เขาไม่ได้รับโอกาส การทำงานร่วมกันครั้งนี้เลยเป็นทั้งการแบ่งปันโอกาส เรียนรู้ร่วมกัน และให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง 

กลุ่มเป้าหมายของ DoiTung.Everyday ที่มองไว้คือกลุ่มไหน ต่างจากแบรนด์ดอยตุงหลักไหม

กลุ่มเป้าหมายที่เราอยากไปคือกลุ่มที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือชอบสนับสนุนชุมชน กับอีกกลุ่มที่เป็นสายชอบแต่งตัว สายอาร์ต สายไลฟ์สไตล์ สาวกแบรนด์ไอจีทั้งหลาย 

เป็นกลุ่มที่มีมายด์เซตแบบเจนฯ ซี เป็น global citizen มีความตระหนัก ใส่ใจเรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อม โซเชียล ความเท่าเทียม พร้อมเปิดใจกับ งานศิลปะ งานคราฟต์ วัฒนธรรม ชอบเรื่องราว ชอบเดินทาง หรือสนใจที่มาของสิ่งต่างๆ มีความเป็น smart consumer ที่หาข้อมูลว่าแบรนด์นี้คืออะไร เป็นกลุ่มที่จะเป็นกำลังซื้อหลักในอนาคต เป็นกระบอกเสียงหลัก และเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม 

ตอนนี้บริษัทใหญ่พูดเรื่องคาร์บอนเครดิต นู่นนี่นั่น แต่เรามองว่าถ้าคนตัวเล็กๆ ไม่สามารถมีส่วนร่วมหรือไม่สนุกระหว่างทาง มันก็ไม่เกิดอะไร เมื่อก่อนคำว่ากรีนอาจเป็นเฉดเดียว แต่ตอนนี้เราอยากพูดถึงเรื่องความหลากหลาย ซึ่งเราก็เอาเรื่องเล่านี้มาใส่ในคอลเลกชั่นของ DoiTung.Everyday ด้วย

มีวิธีคิดในแง่ของการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบยังไง

เราเริ่มจากวัสดุ ไม่ใช่ความต้องการของดีไซเนอร์ เพราะเราเอาโจทย์ธุรกิจเป็นตัวตั้ง คือการทำเรื่องความยั่งยืน เอาผ้าในคลังมาใช้ หรือสิ่งที่ชุมชนเย็บได้ แปลว่าเราต้องไม่ออกแบบสินค้าที่เลือกผ้าอะไรก็ได้ หรือทำสินค้ายากเกิน ชุมชนเย็บไม่ได้ มันมีหลายสมการ แต่เราจะออกแบบของที่สามารถตอบโจทย์ทั้งคนทำ ทั้งเรื่องผ้า เรื่องเศรษฐกิจได้

อีกเรื่องคือจุดขายของดอยตุง ณ ปัจจุบันจะอยู่ที่สนามบินค่อนข้างเยอะ เราเลยเลือกทำสินค้าเป็น travel accessory หรือกระเป๋า ของชิ้นเล็ก ที่หยิบง่าย คือ หนึ่ง ใช้ผ้าน้อย สอง หยิบง่ายขายคล่อง เย็บง่าย ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการทำสินค้าที่ต้นทุนต่ำลงมา ตั้งราคาไม่แพง สุดท้ายคือเรื่องของการจับคู่ผ้า การออกแบบคอลเลกชั่นแรกจึงเริ่มจากข้อจำกัดและหาทางแก้ไข แล้วเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดมากมาย

คอลเลกชั่นแรกจะเป็นหมวด category travel มีกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย เสื้อ กางเกง ยางมัดผม ที่ใส่แอร์พอดส์ พวงกุญแจ ที่ใส่พาสปอร์ต แต่ว่าคอลเลกชั่นสองและสามจะเริ่มเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์และของแต่งบ้าน เช่น เซรามิก แก้วกาแฟ กระเป๋า tote ใบใหญ่ เสื้อผ้าแบบฟูลคอลเลกชั่น 

อยากให้ DoiTung.Everyday อยู่ตำแหน่งไหน ในยุคที่แบรนด์แฟชั่นจำนวนมากก็พูดเรื่องความยั่งยืน

เทรนด์ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่กว้างมากๆ ถ้าเรื่องวัสดุเรามองว่าของเราเป็น แฟชั่นหมุนเวียน (circular fashion) แต่ไม่ได้ 100% เราพยายามไม่ใช้วัสดุที่ต้องผลิตขึ้นมาใหม่ แต่พยายามจะใช้ผ้าคงเหลือที่มีอยู่แล้วให้ได้มากที่สุด ต่อมาคือเรื่องจำนวนในการผลิต เราไม่ได้ทำเป็น mass product หรือทำได้เยอะแบบปั๊ม เพราะผ้าต้องทอมือทุกชิ้น จึงยั่งยืนในแง่ของความเป็น small batch หรือความเป็นลิมิเต็ด

ความยั่งยืนของดอยตุงที่เห็นได้ชัดคือเรื่องวัสดุ เราอยากให้ชาวบ้านเย็บได้ อยากให้ราคาต่ำ จึงเลือกใช้ผ้าคงเหลือเพราะไม่อยากให้ต้นทุนของวัสดุพุ่งสูง เรื่องมิติความยั่งยืนด้านแฟชั่นที่คนอื่นพูดกันเยอะๆ สมมติบางแบรนด์ทำเสื้อผ้าเส้นใยอย่างดีเลย แต่ผลิตเป็นล้านตัว เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ายั่งยืน เพราะมันไม่ได้เปลี่ยน business model อะไร

ดังนั้น business model จึงเป็นจุดที่กำหนดว่าอะไรจะยั่งยืน ซึ่งของดอยตุง ไม่ได้เป็น mass product แต่พยายามให้ลูกค้ากลับมามีส่วนร่วมผ่านเวิร์กช็อป ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือต้นทาง เราสร้างความยั่งยืนให้คนจริงๆ บางคนอาจจะมองมิติความกรีนคือสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ความยั่งยืนมีหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ของดอยตุงอาจจะติ๊กถูกเยอะในเรื่องของสังคมกับวัฒนธรรมที่แบรนด์อื่นไม่มี

ในฝั่งของเรื่องสังคม อย่างที่บอกว่าเราเล่าเรื่องการทำงาน ความมีคุณค่าของผู้หญิง การสร้างงานให้คนชายขอบ ส่วนฝั่งวัฒนธรรม งานทอผ้าเป็นงานวัฒนธรรมของคนเหนือ คนไทใหญ่ คนอาข่าอยู่แล้ว ช่างทอบางคนอยู่กับเรามามากกว่า 20 ปี และไม่ค่อยมีใครในหมู่บ้านหรือรุ่นลูกหลานทำต่อแล้ว การที่เรายังทำงานทอผ้าอย่างต่อเนื่องคือโอกาสให้เขายังมีคุณค่า เป็นครูที่ส่งต่อทักษะงานฝีมือที่มีคุณค่า ไม่ใช่เกษียณเพื่ออยู่บ้านเฉยๆ

คำตอบนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญของคำถามนี้ เพราะส่วนใหญ่คนเข้าใจความยั่งยืนว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เราทำในแบรนด์คือความยั่งยืนทางสังคม ถ้าคนอยู่ได้ ป่าก็อยู่ได้ ถ้าผู้คนมีศักดิ์ศรี มีงานที่ได้รับค่าตอบแทน ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะที่ดี ธรรมชาติก็จะดีขึ้นได้ ดังนั้นเราเลยเน้นการทำงานกับคน เพื่อให้เขาเป็นผู้พิทักษ์ป่าอีกที

อยากให้ผู้บริโภคมอง DoiTung.Everyday ต่างจากแบรนด์แฟชั่นอื่นยังไง

อันดับแรกอยากให้รู้สึกสนุก รู้สึกเซอร์ไพรส์ หมายถึงตอนแรกอาจรู้สึกว่าน่ารัก สวย แต่พอได้มาจับผ้า ได้มารู้เรื่องราว จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ ตั้งแต่มาทำ DoiTung.Everyday คำว่า joy หรือสนุกคือคีย์เวิร์ดของเรา สิ่งที่อยากให้คนได้สัมผัส ยังไม่ต้องซื้อก็ได้ แต่อย่างน้อยให้เขาเห็นแล้วรู้ว่ามันมีมิตินี้อยู่ในโลก ในฟีดไอจี แล้วทุกการซื้อของเขามันคือการสนับสนุน business model แบบนี้

เราไม่อยากให้คนต้องเลือกระหว่างการมีความสุขในการซื้อของ กับการสร้างอิมแพกต์ เราไม่ได้อยากบอกว่า ห้ามซื้อนะ หรือรู้สึกผิดทุกครั้ง แต่เรายังเอนจอยการแต่งตัว การใช้ชีวิต ได้โดยที่เราสนับสนุนหรือซื้อสินค้านี้แล้วรู้สึกดีไปด้วยกันกับเรื่องราว

ต่อไปคนอาจไม่ใช่แค่ต้องซื้ออย่างเดียว แต่มาร่วมกิจกรรมกับเรา เวิร์กช็อปกับเรา เรียนรู้กับเรา เพราะเราก็อยากทำแบบอื่นๆ ต่อ เช่น จัดทริป ขายความรู้ ขายเวิร์กช็อป เพราะในยุคครีเอเตอร์ ถ้าเราทำให้เขารู้สึกกลับมาอยากสร้างอะไรบางอย่าง อยากทำอะไรบางอย่าง โดยไม่ต้องรอตัวเองซื้ออย่างเดียว อันนี้จะดีมาก

ในมุมผู้บริโภค เราคิดว่าเป็นข้อขัดแย้งกันทั่วโลก ทุกคนจะบอกว่าเทรนด์แฟชั่นยั่งยืนไม่มีอยู่จริงหรอก แต่สุดท้ายมันมีประโยคเดียวที่จริงที่สุด ซึ่ง Vivienne Westwood พูดไว้คือ “Buy less, Choose well, Make it last” คือซื้อน้อยลง เลือกให้มากขึ้น และใช้ไปนานๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ DoiTung.Everyday ทำ เราเลือกผลิตแบบ small batch จากผ้าที่มีในคลัง คือ buy less ต่อให้อยากซื้อมากกว่านี้ก็มีผ้าที่ทำได้เท่านี้ และเป็นการ buy better ด้วย เพราะทุกชิ้นที่ซื้อไป เราคิดทุกดีเทลมาแล้วอย่างดี ทั้งคุณภาพสินค้า และอิมแพกต์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม 

เป้าหมายต่อไปของ DoiTung.Everyday คืออะไร

เราอยากให้ DoiTung.Everyday เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชีวิต เป็นแบรนด์ที่คนรู้สึกมีส่วนร่วม เห็นแล้วรู้สึกสนุก ในโลกที่มีแต่ข่าวร้าย ความเครียด เบิร์นเอาต์ เราอยากเป็นพื้นที่ที่ยังมีความหวัง มีสีสัน มีสิ่งที่คุณรู้สึกดีกับตัวเองและคนอื่นๆ ได้ เรารู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มันค่อนข้างหายากในปัจจุบัน จึงอยากให้แบรนด์ทั้งสื่อสารและเปิดพื้นที่ให้คนมามีส่วนร่วม ซึ่งถ้าเราสามารถไปจัดทริปกิจกรรมหรือพาคนไปเรียนรู้ต้นทาง ก็น่าจะเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างมีความหมายสำหรับแบรนด์

มีคีย์เวิร์ดคำหนึ่งที่เรากำลังคุยกันคือ Shades of Joy เรามองว่าในบรรดาความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น เราเลือกที่จะมาด้วยเฉดสีนี้ในแบบของ DoiTung.Everyday ที่เป็นสีสัน เป็นความสนุก เราอยากรู้ว่าตลาดโอบรับกับเฉดนี้ที่เรากำลังสื่อสารออกไปขนาดไหน

เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อยๆ ว่า จากฟีดแบ็กที่ได้รับ ตอนนี้คนสนใจเราจากผ้าทอ สนใจเรื่องของชุมชน ขั้นตอนต่อไป เราจะเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อยอด สุดท้ายแบรนด์ก็จะเติบโตไปพร้อมกับฟีดแบ็กที่ได้รับจากลูกค้า ซึ่งมันทำให้แบรนด์เราค่อนข้างกลม เพราะไม่ได้มาจากว่าฉันคิดอย่างนี้ หรือดีไซเนอร์คิดอย่างนี้ แต่คือการโอบรับทั้งคอมมิวนิตี้และแบรนด์เราโตไปพร้อมๆ กับการให้ความรู้ไปด้วยกัน

สำรวจความเป็นไปได้หลากเฉดสีของแฟชั่นยั่งยืน

สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับ DoiTung.Everyday และ เข้ามามีส่วนร่วมกับคอมมิวนิตี้ที่เชื่อในแฟชั่นยั่งยืนไปพร้อมกัน เราขอชวนมาร่วมงาน Sustainable Fashion in Action

สำรวจความเป็นไปได้หลากร้อยเฉดสีของ sustainable fashion ผ่าน 4 กิจกรรมที่ชวนทุกคนมาลงมือทำแบบจอยๆ ไปด้วยกันดังนี้

CONNECT | 10 Oct 2026 | 1:30–2:30 PM

เข้าร่วม Community Circle กับ Guest Speakers สายแฟชั่นยั่งยืน คุณอุ้ง–กมลนาถ องค์วรรณดี จาก DoiTung.Everyday, คุณพล–อมรพล หุวะนันทน์ จาก Moreloop และคุณ Cavina Willson จาก Sustainable Fashion UK

SWAP | 10–11 ต.ค. 2569 | 13:30–18:00 PM

Clothes and Book Swap มาแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนังสือ

CREATE | 10–11 Oct 2026 | 3:00–5:00 PM

Workshop: A Frame Full of Joy ร่วมทำกรอบรูปจากเศษผ้า ชุบชีวิตเศษวัสดุรอบตัว พร้อมแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคอมมิวนิตี้

EXPLORE | 10–11 Oct 2026 | All Day

Exhibition: Every Shade of Joy ชวนทบทวน ตกผลึกชุดคุณค่าในการใช้ชีวิตและวิถีการบริโภค

พบกันที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, MRT Lumphini Exit 3 วันที่ 10-11 ตุลาคม 2569

Writer

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

You Might Also Like